บวชพระบวชเณรไม่ง่ายแล้วต่อไปนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582120

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 14:58 น.

บวชพระบวชเณรไม่ง่ายแล้วต่อไปนี้

เรื่อง: สมาน สุดโต

(เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแก๊งอันธพาลที่ติดตามไปงานบวชเพื่อนที่วัดสิงห์ ตั้งอยู่เลขที่ 35 หมู่ 3 ถนนเอกชัย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ได้บุกทำร้ายครูและนักเรียนที่กำลังสอบที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ด้วยแค้นใจที่ไม่ได้เต้นตามแตรวงที่จ้างมาแห่นาค เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2562 กลายเป็นประเด็นให้สาปแช่งทางสื่อออนไลน์ว่า ป่าเถื่อนนัก แต่เรื่องวันนี้เกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรหนีคดีมาบวช)

ใครหนีคดี หวังพึ่งศาสนาหลบภัย ต่อไปนี้หมดโอกาสแล้ว เพราะมหาเถรสมาคม (มส.) มอบภารกิจให้เจ้าอาวาส และอุปัชฌาย์ต้องให้ตำรวจตรวจสอบทะเบียนประวัติอาชญากรผู้จะขอบวชก่อน ถ้าไม่มีปัญหาจึงจะให้บวช นับว่าเป็นเรื่องดี น่าอนุโมทนา โดยเจ้าอาวาสและอุปัชฌาย์วัดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร บอกว่า ถ้าจะให้อนุโมทนามากกว่านี้ ต้องกำหนดเกณฑ์ให้ตรวจปัสสาวะหายาเสพติดด้วย วัดจึงจะปลอดทั้งอาชญากรและคนฉี่สีม่วง

สืบเนื่องจากการประชุม มส.เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2562 เลขาธิการ มส.เสนอว่า มติ มส.ครั้งที่ 25/2561 เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 เห็นชอบเรื่องจัดทำระบบตรวจสอบประวัติผู้ขอบรรพชา หรือบรรพชาอุปสมบทนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้หารือกับข้าราชการระดับสูงแห่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อขอความร่วมมือในการคัดกรองผู้ที่จะเข้ารับการบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ในส่วนของการตรวจสอบประวัติอาชญากรจากการพิมพ์ลายนิ้วมือและหมายจับจากหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก และการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการดำเนินการกรณีดังกล่าว

ในการนี้ ได้มีการประชุมร่วมกัน เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2561 ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง สตช.ยินดีที่จะให้ความร่วมมือโดยให้ พศ.กำหนดแนวทางที่ชัดเจน

โดย สตช.ได้เสนอต่อ มส. ดังนี้

1.คณะทำงานฯ นมัสการหารือ พระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช แล้วมีความเห็นว่า การคัดกรองผู้ที่จะเข้ารับการบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ให้ตรวจสอบหมายจับจากหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ส่วนวิธีการในการตรวจสอบนั้นคณะทำงานฯ จะกำหนดวิธีการที่เหมาะสม สะดวกรวดเร็ว และมีหนังสือ ด่วนมาก ที่ พศ.0006/11038 ลงวันที่ 29 ต.ค. 2561 ถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผ่านผู้บังคับการสำนักงานกฎหมายและคดี) เพื่อโปรดทราบและพิจารณาแล้ว

2.เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2562 ได้รับแจ้งทางแอพพลิเคชั่นไลน์ จากผู้ประสานงาน สตช.พร้อมแนบไฟล์หนังสือถึง สตช.หนังสือ ที่ ตช.0011.24/29 ลงวันที่ 3 ม.ค. 2562 ว่า สตช.ได้มีหนังสือกำหนดแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท โดยสั่งการให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

ที่ประชุม มส.รับทราบ และให้ พศ.แจ้งเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ทุกระดับทราบ และถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน

ต่อมา สมเกียรติ ธงศรี รองผู้อำนวยการ พศ. ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการ พศ. ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ถึงแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท ตามมติ มส. ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2562 เรื่อง แนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท

เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบประวัติบุคคลให้ พศ.หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ส่งข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร สตช.โดยตรง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยได้มีการแจ้งเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด ทราบและถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกันแล้ว จึงขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณามอบ พศจ. สนับสนุนการดำเนินงานของคณะสงฆ์ต่อไป

สำหรับมติ มส.ครั้งที่ 1/2562 ได้เห็นชอบแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท ดังนี้

(หน้าที่เจ้าอาวาสหรืออุปัชฌาย์)

1.เจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ ตรวจคุณสมบัติเบื้องต้นและรวบรวมเอกสารประจำตัวของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท และมีหนังสือถึง พศ.หรือ พศจ. เพื่อส่งข้อมูลให้กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ตรวจประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

(หน้าที่ พศ.หรือ พศจ.)

2. พศ.หรือ พศจ. รับข้อมูลผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจากเจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ แล้วส่งข้อมูลให้กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ตรวจประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

(หน้าที่ สตช.)

3.กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด รับข้อมูลผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจาก พศ.หรือ พศจ. แล้วตรวจประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

4.กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ตรวจประวัติบุคคล เสร็จเรียบร้อยแล้วแจ้งให้ พศ.หรือ พศจ.ทราบภายใน 15 วัน

(หน้าที่ พศ.หรือ พศจ.)

5.พศ.หรือ พศจ.รับข้อมูลผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจากกองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ที่ตรวจสอบประวัติบุคคลแล้ว แจ้งข้อมูลให้เจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ทราบภายใน 7 วัน

(ความเห็น)

เรื่องนี้ถือเป็นแนวปฏิบัติ มิใช่ข้อบังคับ แต่ต้องปฏิบัติ เพราะอุปัชฌาย์ต้องปฏิบัติตามจริยาพระอุปัชฌาย์

1.เคารพเอื้อเฟื้อ สังวร ประพฤติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีของสัทธิวิหาริก

2.ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติ มส.ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์

3.ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง หรือคำแนะนำชี้แจงของพระสังฆาธิการ ผู้บังคับบัญชา

4.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังมิให้บรรพชาอุปสมบทกรรมวิบัติบกพร่องไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ

อุปัชฌาย์ต้องพิจารณาคุณลักษณะของผู้บวชให้ครบ ดังนี้

1.มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตตำบลหรืออำเภอที่จะบวช และมีหลักฐาน มีอาชีพชอบธรรม หรือมีภูมิลำเนาอยู่ในที่อื่น แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าเป็นคนมีหลักฐาน มีอาชีพชอบธรรม มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่คนจรจัด

2.เป็นสุภาพชน มีความประพฤติดี ประพฤติชอบ ไม่มีความเสียหาย เช่น ติดสุรา ยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น

3.มีความรู้อ่านหรือเขียนหนังสือไทยได้

4.ไม่เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ

5.เป็นผู้ปราศจากบรรพชาโทษ และมีร่างกายสมบูรณ์ อาจบำเพ็ญสมณกิจได้ ไม่เป็นคนชราไร้ความสามารถ หรือทุพพลภาพ หรือพิกลพิการ

6.มีสมณบริขารครบถ้วน และถูกต้องตามพระธรรมวินัย

7.เป็นผู้สามารถกล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบทได้ด้วยตนเอง

หน้าที่พระอุปัชฌาย์ เมื่อให้อุปสมบทแล้ว

1.ปกครองสัทธิวิหาริก

2.ดูแลสัทธิวิหาริก

3.สั่งสอนสัทธิวิหาริก

4.ให้การศึกษาแก่สัทธิวิหาริก

5.ออกหนังสือสุทธิให้แก่สัทธิวิหาริก

6.ควบคุมการย้ายสำนักของสัทธิวิหาริก ที่มีพรรษายังไม่ครบ 5 พรรษา

อย่างไรก็ตาม เจ้าอาวาสและอุปัชฌาย์วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร บอกว่าเรื่องตรวจประวัติอาชญากรของผู้จะบรรพชาอุปสมบทนั้น ไม่มีปัญหา เมื่อทางวัดได้ประวัติผู้ประสงค์จะบรรพชา อุปสมบท ส่งให้สถานีตำรวจท้องที่ตรวจสอบ 2 วันก็ได้คำตอบว่าผู้ขอบรรพชาอุปสมบทมีชนักติดหลังหรือไม่

แต่ปัญหาจะเกิดกับวัดในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านทั่วไปไม่อยากให้ตรวจสอบประวัติ ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่คนบวชน้อยลง ให้น้อยลงไปอีก

ท่านเจ้าอาวาสรูปเดียวกันเสนออีกว่า ไหนๆ จะคัดกรองผู้จะบรรพชาอุปสมบทแล้ว ควรมีหลักเกณฑ์คัดกรองผู้ติดยาเสพติดด้วย เนื่องจากยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมและระบาดถึงวัด คนบางคนบริสุทธิ์จากทะเบียนอาชญากร แต่ฉี่อาจสีม่วงก็ได้

พระพยอม กัลยาโณ กับความทรงจำ‘พุทธทาสรำลึก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/581319

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 09:20 น.

พระพยอม กัลยาโณ กับความทรงจำ‘พุทธทาสรำลึก’

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอมกัลยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี เป็นพระนักเทศน์ระดับแถวหน้าของบ้านเรา ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างชื่นชอบแนวทางการเทศน์ของท่าน ซึ่งใช้ภาษาง่ายๆ และยกเหตุการณ์ปัจจุบันมาเชื่อมโยงกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ นอกจากนี้ยังเป็นพระนักพัฒนาที่ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสมาอย่างยาวนานเกือบ 5 ทศวรรษ นับแต่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสต์เมื่อปี 2513 และเป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิดของพระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ)หรือท่านพุทธทาสภิกขุ ผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” จัดโดยบริษัท ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย ได้นิมนต์พระพยอมมาบรรยายธรรม เรื่อง “พุทธทาสรำลึก” ซึ่งทางยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก เมื่อปี 2549 เนื่องจากได้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่แก่นพระธรรมที่มีความร่วมสมัยและประยุกต์ใช้ได้กับผู้คนทุกระดับชั้น โดยได้รับคำสดุดีว่าเป็นมหาปราชญ์แห่งพุทธธรรม เนื่องด้วยเป็นผู้ใช้พุทธธรรมเพื่อนำสังคม

คำสอนที่โดดเด่นของท่านพุทธทาส คือ เรื่องการปล่อยวาง พร้อมทั้งมีงานเขียนในทางพระพุทธศาสนากว่า 350 เล่ม ชิ้นที่สำคัญคือ หนังสือชุด “ธรรมโฆษณ์” ตามรอยพระอรหันต์ และคู่มือมนุษย์

พระพยอม เล่าว่า ในช่วงที่จำพรรษาอยู่ที่สวนโมกข์ 7 พรรษา ทำให้ได้เรียนรู้แก่นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้ง รวมถึงเกิดความมุ่งมั่นในงานเผยแพร่ศาสนาเพื่อให้ญาติโยมพ้นทุกข์ ไม่ให้ลุ่มหลงกับเปลือกภายนอก และท่านพุทธทาสนั่นเองที่เป็นแรงกระตุ้นให้ทำงานเพื่อสังคมมาจนถึงทุกวันนี้

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว บอกว่า ท่านพุทธทาสปรารภว่าประเพณีบางทีบังสัจธรรมที่ควรจะรู้ เพราะเดี๋ยวนี้ชาวพุทธเน้นพิธีกรรม ทั้งที่มีหลักอยู่ว่าต้องเชื่อกรรม “กรรมวาที” เชื่อความเพียร “วิริยวาที” ถ้าเชื่อว่าอันนี้ดีแล้ว กระทำอันนี้ดีแล้ว พยายามทำให้เต็มที่ อาจจะอยู่เหนือโชคชะตาราศีดวงดาวอะไรก็แล้วแต่

อย่างที่ท่านพุทธทาสเขียนกลอนไว้ว่า “เราดีดีกว่าดวงดี เพราะดีมีที่เรา ดีกว่าไปมีที่ดวง ขยันทำดีทั้งปวง เชื่อว่าหน่วงเอาดีทั้งปวงมาทำให้ดวงเราดี โชคจะร้ายไม่ได้ตลอดปี ถ้าเรามีดีเป็นดวง”

พระพยอม ยังย้ำด้วยว่า คนยุคนี้ไปเน้นพิธีกรรมมากเกินไป เลื่อนเปื้อนเยอะ ทำอะไรกันแบบชนิดที่ไม่ควรทำด้วยซ้ำไป อย่างพิธีเผาศพเป็นการเผาทรัพย์ที่เยอะมาก ดังนั้นชาวพุทธถ้าสมองไม่ติดเครื่องกรองจะแย่ สำหรับผู้ที่ติดเครื่องกรองสมองยอดเยี่ยมที่สุด คือ หลวงพ่อพุทธทาส ถ้าไม่ได้ท่าน ชาวพุทธจะมีแต่สมองหัวลูกโป่ง มีแต่ลม ไม่มีความคิด ทำอะไรมาก็ทำไปอย่างนั้น ไม่เคยปรับปรุงแก้ไข

“พวกนั้นเรียกว่าสัจจาภินิเวส ต้องอย่างนี้อย่างนั้น อย่างอื่นไม่ได้ แต่เหตุปัจจัยมันเปลี่ยนได้ต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนอยู่กันไม่ได้ และผู้ที่เปลี่ยนสำคัญที่สุด หลวงพ่อพุทธทาสท่านเป็นที่สุดคือ เปลี่ยนเรื่องบุญให้เป็นกุศลให้มาก พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร หลวงพ่อพุทธทาสนำมาย้ำให้มากขึ้น โดยเฉพาะเราไม่สรรเสริญคนทำบุญเก่ง ให้เก่ง ให้เยอะ ให้มาก ให้ถี่ ให้บ่อย แต่เราสรรเสริญคนใคร่ครวญดีแล้วนำออกให้ คำบาลีว่า วิเจยยะ ทานัง สุคะตัปปะสัตถัง ต้องใคร่ครวญวิจัยก่อนถึงค่อยให้

ตอนนี้ที่วัดพอนึกถึงคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาส อาตมาต้องล็อกบุญ ไม่เช่นนั้นโยมก็ทำบุญกันเลื่อนเปื้อน ที่วัดใครจะมาสร้างเจดีย์ บอกไปสร้างวัดอื่น ถ้าจะสร้างเมรุบอกไปวัดอื่น ที่วัดพระต้องอยู่กับคนเป็น ต้องสอนเด็ก ต้องสอนคนที่มาที่วัดทั้งวัน”

ใครที่ไปสวนโมกข์ ไฮไลต์ที่สำคัญคือโรงมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งพระพยอมระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เทศน์ให้บรรยายได้คล่อง เพราะที่นั่นมีพระปริศนาธรรม มีคำพังเพย อย่างกินบนเรือนขี้บนหลังคา ฯลฯ และมีแท่นวัชรอาสน์ คือมีต้นโพธิ์แล้วก็มีแท่นว่าง ไม่มีพระพุทธรูป มีความหมายลึกซึ้งว่าพระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตา ไม่มีอีโก้ เมื่อพุทธสรีระสูญไปแล้วก็เหลือแต่พุทธสภาวะเป็นความว่าง

พระพยอมย้อนอดีตช่วงที่อยู่สวนโมกข์อีกว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งอาตมาร้อนวิชา ตอนนั้นได้อ่านข่าวพระไม่ดี จะทนไม่ได้ ทำไมพระองค์นี้ทำอย่างนี้ ไปบ่นให้ท่านฟัง หลวงพ่อพุทธทาสหลุดปากออกมาแบบเหลือเชื่อเลย

“พยอม อยากเป็นพระหรืออยากเป็นสัปเหร่อเขาตายเน่าไปแล้ว จะเอาเขามาชำแหละทำไม พระที่เป็นข่าวนะ เขาตายเน่าไปแล้ว ไปนั่งชำแหละเขาทำไม”

นอกจากนี้ หลวงพ่อพุทธทาสยังสอนเณรที่ฉีกของที่เป็นห่อ โดยไม่ตัดไม่แกะว่า “ถ้าแกะของหยาบอย่างนี้ จะเข้าถึงนิพพานละเอียดอ่อนได้อย่างไร นิพพานเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แกะหยาบๆ ฉีกทิ้ง ทำไมไม่ค่อยๆ แกะ แล้วนำเชือกไปใช้ผูกของอย่างอื่น และท่านเป็นผู้ที่เน้นย้ำความมากเกิน ส่วนเกิน กินเกิน ใช้เกิน”

“อีกอย่างเรื่องหนึ่ง เวลาพระทะเลาะกัน ไม่มีองค์ไหนในประเทศไทยเหมือนท่าน พระ ก.ทะเลาะกับพระ ข.มาโทษว่าพระ ข.ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านบอกที่นี่มีพระ ข.อยู่ด้วยหรือ ไม่เห็นมีเป็นตัวเป็นตน เป็นองค์นั้นองค์นี้ ท่านไปอุปโลกน์ให้เขาเป็นนั่นเป็นนี่ทำไม และไม่พอ ยังเป็นศัตรูกับเขาอีก ทำไมมาเปลี่ยนมิตรเป็นศัตรู”

พร้อมกันนี้ หลวงพ่อพุทธทาสได้ฝากฝังให้ทำงานชิ้นสำคัญ ซึ่งพระพยอมจดจำได้เป็นอย่างดีและทำจนประสบสำเร็จตามที่ได้รับปากไว้ ดังที่เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วย้อนอดีตให้ฟังว่า

“หลวงพ่อพุทธทาสพูดว่า พยอมอยู่กับเรามานานแล้ว สวนโมกข์มันไกล คนกรุงเทพฯ จะมาสวนโมกข์ 600 กิโล มันก็ลำบาก คุณลองไปสร้างสวนโมกข์ไว้ชานเมืองสักแห่งจะได้ไหม บ้านเกิดเมืองนอนพอมีไหม ตอนนั้นอาตมารู้สึกหนักอึ้งเลยจะหาที่ที่ไหนได้เป็น 10 ไร่ 20-50 ไร่ ที่ดินมันแพงจะตายที่เมืองนนท์ แต่ท่านเหมือนกับขอร้องให้ไปสร้าง อาตมาบอกไปว่าจะพยายาม ไม่นึกเลยว่าบัดนี้ซื้อที่ได้ 999 ไร่ หมดไป 1,700 ล้าน เหมือนกับที่รับปากท่าน และตอนนี้กำลังจะทำสวนธรรม”

ธรรมะกับความรัก (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/580513

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 09:24 น.

ธรรมะกับความรัก (1)

หากจะพูดว่าเดือน ก.พ.เป็นเดือนแห่งความรักก็น่าจะพูดได้ เพราะวันที่ 14 ก.พ.เป็นวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรักที่ประเทศตะวันตกนับถือคริสต์ศาสนาได้กำหนดขึ้น ส่วนประเทศไทยเรานับถือพระพุทธศาสนาก็มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นวันแห่งความรักได้เช่นกัน คือ วันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ 19 ก.พ.นี้ โดยสาระอันเป็นหลักการของวันมาฆบูชา คือ การไม่ทำความชั่วทุกชนิด การทำความดีให้ถึงพร้อม การทำจิตใจของตนให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ รวมถึงการไม่เบียดเบียนทำร้ายกัน การไม่ว่าร้ายเสียดสีนินทาคนอื่น เป็นต้น

สัปดาห์นี้เลยถือโอกาสนำธรรมะเกี่ยวกับเรื่องความรัก ซึ่งแสดงโดยพระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 2 เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก ประธานสมาคมวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ และประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ไทย มาให้สาธุชนได้อ่านและนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันตามสมควรแก่โอกาส โดยเนื้อหาแห่งธรรม มีดังนี้

ความว่าความงดงามของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงที่มีความหลากหลายของธรรมเหมือนกับสวนไม้ดอกนานาพรรณมีดอกไม้หลากสีสันให้คนเลือกเก็บได้ตามต้องการ ซึ่งธรรมมีจำนวนมากมายหลายประเภท พร้อมที่จะให้แต่ละคนเลือกนำไปปฏิบัติได้ตามความต้องการ ใครอยากไปนิพพานก็มีโลกุตรธรรมสำหรับคนที่ต้องการพ้นโลก ส่วนใครที่อยากประสบความสำเร็จในโลกนี้ก็มีโลกิยธรรมให้นำไปปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุบัน

สำหรับสามีภรรยาที่ต้องการความสำเร็จในชีวิตการแต่งงาน ก็มีธรรมสำหรับคนครองเรือนให้เลือกปฏิบัติ เป้าหมายแห่งการแต่งงานอยู่ที่การสร้างครอบครัวที่มีแต่ความรักใคร่กลมเกลียวโดยไม่มีการหย่าร้าง สามีภรรยาจะบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติธรรมร่วมกัน

การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้ชีวิตคู่เข้มแข็งมั่นคงพอที่จะฝ่ามรสุมต่างๆ ไปได้ ดังนั้น คู่สามีภรรยาที่ต้องการมีชีวิตการแต่งงานที่ยั่งยืนตลอดไปต้องร่วมกันปฏิบัติธรรม คำว่า ธรรม ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมและจริยธรรม

คุณธรรม ได้แก่ คุณสมบัติที่ดีภายในจิตใจ เช่น ความรัก ความสงสาร ซึ่งช่วยให้คนเราทำหน้าที่ของสามีภรรยาได้โดยไม่ต้องฝืนใจ จริยธรรม ได้แก่ หลักแห่งความประพฤติที่ดีงามที่จะต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของตนเอง ครอบครัว และสังคม

จริยธรรมเป็นข้อปฏิบัติซึ่งกำหนดไว้โดยศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีและกฎหมายว่าอะไรเป็นหน้าที่ที่สามีภรรยาจะต้องทำเพื่อความผาสุกแห่งครอบครัว จริยธรรมเป็นเรื่องการควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายและทางวาจา ซึ่งคนอื่นสามารถรับรู้และประเมินได้ว่าเรามีจริยธรรมมากน้อยเพียงใด เช่น การที่สามีภรรยาต้องให้เกียรติกันและกันเป็นจริยธรรมอย่างหนึ่ง คนทั่วไปสามารถมองเห็นได้ว่าสามีภรรยาคู่นี้ให้เกียรติกันและกันหรือไม่

ตรงกันข้ามกับคุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องภายในจิตใจ ซึ่งยากที่คนทั่วไปจะตรวจสอบได้ว่ามีมากน้อยเพียงใด เช่น ความรักเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง คนอื่นไม่สามารถจะมองเห็นความรักภายในจิตใจของเราว่ามีมากน้อยเพียงใด เท่าที่คนทั่วไปจะทำได้ก็คือคาดคะเนจากพฤติกรรมภายนอกของเราว่าเรามีความรักในใจมากน้อยแค่ไหน

คุณธรรมเป็นรากฐานของจริยธรรม เมื่อสามีมีคุณธรรมคือความรักภรรยาอยู่ในหัวใจ เขาก็จะปฏิบัติหน้าที่ของสามีต่อภรรยาโดยไม่ต้องฝืนใจ ความรักทำให้สามียอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อครอบครัวของเขา

ดังนั้น ความรักจึงเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตการแต่งงาน คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันด้วยความรักจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีกว่าคู่ที่แต่งงานกันโดยไม่มีความรัก เพราะความรักจะทำให้คู่รักยอมลงให้กันและทนกันได้

คำว่า ความรัก ในพระพุทธศาสนามี 2 ประเภท ดังนี้

1.เปมะ ได้แก่ ความรักใคร่หรือความรักแบบโรแมนติก ซึ่งเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ (1) บุพสันนิวาส หญิงชายเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อเกิดใหม่มาพบกันในชาตินี้จึงเป็นเนื้อคู่กันและรักกัน (2) การดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบันก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความรัก แม้หญิงชายจะไม่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน ทั้งคู่ก็รักกันได้เพราะความมีน้ำใจของอีกฝ่ายหนึ่งที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

2.เมตตา ได้แก่ ความปรารถนาดีหรือความหวังดีที่จะให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งเกิดจากการมองเห็นความดีงามหรือความน่ารักของคนอื่นแล้วเกิดความประทับใจจนถึงกับคิดส่งเสริมให้เขามีความดีงามหรือความน่ารักยิ่งๆ ขึ้นไป

ชีวิตการแต่งงานจะยั่งยืนนานถ้ามีความรักทั้งสองอย่าง คือ มีทั้งความรักแบบโรแมนติกและความรักแบบเมตตาเป็นพื้นฐาน

ความรักแบบโรแมนติกสร้างความสุขความเพลินใจเมื่ออยู่ใกล้คนรัก แต่ไฟแห่งความรักใคร่มักโชติช่วงอยู่ได้ไม่นาน ความเคยชินเพราะอยู่ด้วยกันมานานมักทำให้ความรักใคร่จืดจางไปได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมีความรักแบบเมตตาตามประกบความรักใคร่เพื่อให้ความรักยั่งยืนยาวนาน

ความรักแบบโรแมนติกถูกความน่ารักน่าปรารถนาของคู่ครองเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดอารมณ์รัก ความรักใคร่นี้มีธรรมชาติไม่แน่นอน เวลาใดคนรักทำตัวมีเสน่ห์น่ารัก เวลานั้นอารมณ์รักใคร่ก็จะเบ่งบานมีพลังเวลาใดคนรักเอาแต่ใจทำตัวไม่น่ารัก เวลานั้นความรักใคร่ก็จะอับเฉาร่วงโรย ความรักใคร่แบบโรแมนติกจึงมีสภาวะขึ้นลงตามปัจจัยเงื่อนไขภายนอกอันได้แก่กิริยาอาการของคนรักเป็นสำคัญ

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังสำราญพระราชหฤทัยอยู่กับพระมเหสีชื่อว่าพระนางมัลลิกาเทวี พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระมเหสีว่า “เธอรักใครมากที่สุด”

การที่พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามอย่างนี้ แสดงว่าทรงอยู่ในอารมณ์โรแมนติกและหวังว่าจะได้รับคำตอบแบบโรแมนติก แต่พระนางมัลลิกาเทวีกลับทูลตอบว่า “หม่อมฉันรักตัวเองมากที่สุด” พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงกับหมดอารณ์โรแมนติก ทรงนำเรื่องนี้ไปเล่าถวายพระพุทธเจ้าและตรัสถามว่า ทำไมพระมเหสีจึงกล่าวอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า เพราะพระนางมัลลิกาเทวีเป็นคนตรงจึงกล้าพูดความจริงที่ว่าคนทุกคนรักตัวเองมากที่สุด พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ในที่อื่นว่านัตถิ อัตตะสะมัง เปมัง ไม่มีรักใดไหนเล่าจะเท่ารักตนเอง

ความรักใคร่แบบโรแมนติกเกิดโดยสิ่งเร้าภายนอกจากคนรักเป็นสำคัญ จึงมีสภาวะไม่คงที่ถาวร สามีภรรยาที่ประสงค์จะทำให้ความรักใคร่เข้มแข็งมั่นคงต้องผสมความรักแบบโรแมนติกด้วยความรักแบบเมตตา

ความรักแบบโรแมนติกเปรียบเหมือนรถยนต์ที่อาศัยคนอื่นคอยเติมเชื้อเพลิงให้อยู่เสมอจึงจะแล่นไปได้ แต่ความรักแบบเมตตาเปรียบเหมือนรถยนต์ที่เจ้าของผลิตเชื้อเพลิงได้เองอย่างไม่มีขีดจำกัดจึงแล่นไปได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ เพราะความรักแบบเมตตาเป็นสิ่งที่ใจเราสร้างขึ้นมาเองด้วยการฝึกมองให้เห็นความดีงามของคนอื่น

คนเราจะมีเมตตาในใจได้ต้องฝึกมองโลกในแง่ดี ถ้าสามีภรรยาสามารถฝึกใจให้มองแต่แง่ดีของคู่ครอง ต่างฝ่ายต่างจะรักกันและกันได้ตลอดเวลาแม้แต่ในยามที่อยู่ด้วยกันมานานจนข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งเริ่มปรากฏออกมา สามีภรรยาต้องสามารถทำใจให้มองข้ามข้อบกพร่องเหล่านั้นและเพ่งความสนใจไปอยู่ที่ความดีงามของคู่ครอง ดังคำประพันธ์ที่ว่า “มองโลกแง่ดีมีผล เห็นคนอื่นดีมีค่า ปลุกใจให้เกิดศรัทธา ตั้งหน้าทำดีมีคุณ”

การฝึกใจให้มองแต่แง่ดี อย่างนี้เรียกว่าการแผ่เมตตา ใจของคนแผ่เมตตาจะเต็มไปด้วยความรักแบบไม่มีเงื่อนไข เช่นเดียวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูกน้อยคนเดียว นั่นคือ แม่พร้อมที่จะรักลูกน้อยของตนโดยมองข้ามความบกพร่องของลูกได้ ฉันใด คนแผ่เมตตาก็สามารถที่จะรักและให้อภัยคนอื่นได้ ฉันนั้น

สามีภรรยาต้องฝึกแผ่เมตตาให้กันและกัน ความรักแบบเมตตาไม่ได้เกิดจากการกระตุ้นของคู่ครอง แต่เกิดจากการที่แต่ละฝ่ายเป็นผู้กำหนดความสนใจให้พุ่งเป้าไปที่ความดีงามหรือความน่ารักของอีกฝ่ายหนึ่ง ความรักแบบเมตตาจึงดำเนินไปอย่างไม่รู้จบ เรียกว่า“อัปปมัญญา” คือไม่มีขีดจำกัด ตราบใดที่สามีภรรยายังนึกถึงความดีงามของอีกฝ่ายหนึ่ง ตราบนั้น ความรักแบบเมตตาก็ยังคงอยู่ตลอดไป

ความรักแบบโรแมนติกมีวันจืดจางไปเมื่อความสวยงามร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่ความรักแบบเมตตายังคงที่คงทนเพราะไม่ได้ใส่ใจความสวยงามภายนอกที่ร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเพ่งความสนใจไปที่ความดีงามภายในจิตใจอีกด้วย นั่นคือความรักแบบเมตตาใส่ใจคนรักในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์และเป็นเพื่อนชีวิตของเรา

ในการแต่งงานตามประเพณีไทยต้องมีพิธีหลั่งน้ำสังข์ ซึ่งเป็นการสอนธรรมให้คู่บ่าวสาวมีความรักความเมตตาต่อกันและอยู่ครองคู่กันโดยไม่แตกแยก เหมือนกับสายน้ำสังข์ที่หลั่งรดมือนั้น คนโบราณได้ว่าคาถาหลั่งน้ำสังข์ให้พรคู่บ่าวสาวว่า “อิทัง อุทะกังวิยะ สะมัคคา อภินนา โหถะ ขอเธอทั้งสองจงปรองดองไม่แตกแยกกันเหมือนน้ำนี้เถิด”ดังคำประพันธ์ที่ว่า ขอเธอทั้งสอง อยู่ครองสมานดุจดังสายธาร สะอาดสดใส สายน้ำมิแยก แตกกันฉันใด ขอสองดวงใจ ดุจสายธารเทอญ

การเมืองไทย ที่ใครๆ ก็นึกไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579886

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 16:00 น.

การเมืองไทย ที่ใครๆ ก็นึกไม่ถึง

โดย…ขรัา76+1

ช่วงนี้ในประเทศไทยกำลังฝุ่นตลบ ทั้งเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่มาควบคู่กับฝุ่นนักการเมือง เมื่อนักการเมืองหาเสียงกันฝุ่นตลบ พบปะประชาชนมือไม้อ่อน ไหว้ทุกท่านด้วยความนอบน้อม ไม่ว่าพ่อแม่พี่น้องนั้นเป็นใคร แต่หลังการเลือกตั้งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนที่สมัคร สส.จะได้รับเลือกหรือไม่ก็ตาม จะไม่เห็นหัวพวกเราชาวบ้านแล้ว นี่เป็นสัจธรรมระหว่าง สส.และชาวบ้าน

เรื่องแบบนี้พออนุมานได้ว่า ทั้งนักการเมืองและฝุ่น PM2.5 ไว้ใจไม่ได้ มีอันตรายพอๆ กัน อันฝุ่น PM2.5 นั้น ถือว่าเป็นมลพิษต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญและออกมาแจ้งเตือนให้ทราบ เพราะเป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก เส้นผมที่ว่ามีขนาดเล็กแล้ว เจ้า PM2.5 ยังเล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า ทำให้เล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่ปอดและหลอดเลือดได้ง่าย ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว จึงพบว่าผู้ที่สูดไอพิษในระยะแรกๆ จะมีอาการไอค๊อกไอแค๊ก มากน้อยตามปริมาณที่สูดดมเข้าไป

หากใช้หน้ากากปิดจมูกปิดปากก็อาจช่วยป้องกันจากหนักเป็นเบา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราว่ามีภูมิคุ้มกันหรือประมาทหรือไม่

เขียนเรื่องฝุ่นเพลินจนเกือบลืมฝุ่นนักการเมืองไปเลย ฝุ่นนักการเมืองเกิดจากการวิ่งหาเสียงเพื่อหวังมีคะแนนเหนือคู่แข่งคือ หวังชนะครับ ดังนั้นอันตรายจากนักการเมืองอาจมองไม่เห็นในระยะวิ่งหาเสียง แต่จะส่งผลหลังเลือกตั้ง เมื่อเขาจับมือกันมีอำนาจบริหารรัฐ หากมีโอกาสก็จะหาวิธีถอนทุนดังที่เคยมีมาก่อนหน้านั่นแล

ส่วนเราชาวประชา ต้องมีสติ ปัญญา ไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใคร หากเลือกคนดี พรรคดี มีศีลธรรม ก็อุ่นใจว่าจะนำพาประเทศชาติให้เจริญและพัฒนาต่อไป หากเลือกผิดคิดจนตัวตาย หรือจนถึงวันเลือกตั้งครั้งใหม่ หรือมิเช่นนั้น ก็ถึงวันที่ทหารมายึดอำนาจอีกครั้ง เรื่องนี้ประมาทไม่ได้ จำได้ไหมที่เราชาวไทยเคยพูดด้วยความมั่นใจในอดีตว่า ทหารกลับเข้ากรมกองหมดแล้ว ไม่ปฏิวัติ หรือยึดอำนาจกันอีก แต่เป็นไง มีรัฐบาลเลือกตั้งที่อยู่ครบ 4 ปี เพียงรัฐบาลเดียวตั้งแต่ปี 2475 นั่นคือรัฐบาลปี 2544-2548 นายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ชินวัตร นอกจากนั้นถูกทหารยึดอำนาจเรื่อยมา

การเลือกตั้งปี 2562 มีปรากฏการณ์ใหม่ที่คนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กกต.คาดไม่ถึงจึงไม่ได้ตีกรอบไว้ นั่นคือคนสมัครรับเลือกตั้งเปลี่ยนชื่อ ชายเปลี่ยนเป็นทักษิณ สตรีก็เปลี่ยนเป็นยิ่งลักษณ์ ทั้งสองชื่อคืออดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่ถูกทหารยึดอำนาจ ตอนนี้ลี้ภัยในต่างประเทศ ผู้ที่เอาชื่ออดีตนายกรัฐมนตรีมาใช้ ไม่ได้ให้เหตุผลอื่นนอกจากศรัทธา และกลัวคนลงคะแนนจะสับสน เพราะ กกต.ไม่ได้ให้หมายเลขของพรรคหมายเลขเดียวทั่วประเทศ แต่ให้หมายเลขแก่ผู้สมัครตามที่จับได้จากเขตการเลือกตั้งนั้นๆ ในขณะที่ผู้ที่เปลี่ยนชื่อที่ว่าย่อมทำได้ เพราะไม่ผิดกฎหมายและไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ถ้าเขาได้รับเลือกนั่งในสภา เมื่อยกมือขออภิปราย ประธานสภาขานชื่อ อดีตนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง คนไม่ชอบอดีตนายกรัฐมนตรีคงเครียด เพราะชื่อก็ไม่อยากได้ยิน ส่วนผู้ชอบคงครื้นเครง สภาไทยจะเป็นสภาคลายเครียดต่อไป นี่คือการเมืองไทย ที่ใครๆ ก็นึกไม่ถึง

พระผู้เป็นแสงสว่าง แห่งสุไหงปาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579883

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 15:40 น.

พระผู้เป็นแสงสว่าง แห่งสุไหงปาดี

โดย…พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ วัดยานนาวา

วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลาพลบค่ำ เสียงสุดท้ายของท่านคือ “มันมาอีกแล้ว” หลังจากนั้น เสียงที่ดังขึ้นในยามค่ำคืนคือเสียงปืนในกำแพงวัด ร่างของพระนักพัฒนาร่วงลงจีวรชุ่มไปด้วยเลือด แต่เสียงที่ดังยิ่งกว่าเสียงปืนคือเสียงจากหัวใจ “ผมรู้ว่าสักวันหนึ่งต้องเป็นอย่างนี้ แต่มันคือบ้าน บ้านที่ผมรัก จะไม่ขอเลิกทำความดี ผมไม่หนี ผมถือว่า ตรงนั้นเป็นแผ่นดินไทย ปู่ ย่า ตา ยาย ผมเป็นคนพุทธเกิดตรงนี้ ขอตายตรงนี้” เสียงจากหัวใจของพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี เจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ผู้เป็นดุจแสงสว่างส่องธรรมในสุไหงปาดี พระนักพัฒนาร่างเล็กแต่หัวใจใหญ่

“เราทุกคนควรจะรักษาคุณงามความดีที่เรามีให้แก่กันและกันไว้ให้คงอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้ชุมชนของเราเข้มแข็ง และความสันติสุขก็จะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้ในเร็ววัน”

พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกด้วยความเคารพว่า พ่อท่านอ่อน มีบทบาทในการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างไทยพุทธ-มุสลิมในพื้นที่ รวมถึงชาวมาเลเซียให้อยู่ร่วมกัน แม้มีความแตกต่างในเรื่องศาสนา วัฒนธรรมและความเชื่อ จนได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง ถักทอความสมัครสมานสามัคคีระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ดังนามที่สาธุชนถวายท่านว่า “พระผู้เป็นกาวใจพุทธ-มุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ได้ปรารภไว้เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2562 ในโอกาสทำบุญอายุวัฒนมงคล 81 ปี ของท่าน

หลังจากเสียงพ่อท่านอ่อนดังไม่นาน การมรณภาพของพระผู้เป็นแสงสว่างแห่งสุไหงปาดีก็ตามมา นับว่าเป็นเสียงระฆังปลุกความสามัคคีของชาวพุทธ เพราะเป็นการสูญเสียพระนักพัฒนา โดยท่านตั้งใจมากจนถึงขนาดลงมือสร้างวัดรัตนานุภาพ บ้านโคกโก อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ด้วยหัวใจที่หนักแน่นพร้อมศรัทธาของญาติโยมอุปถัมภ์ เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงในบ้านเกิดของท่าน

นับเป็นปณิธานที่ประเสริฐสูงสุดที่ว่า “ถ้าไม่ตายไม่ขอเลิกทำความดี ชีวิตผมเกิดมาชาติหนึ่ง ได้สร้างวัดด้วยตนเองถวายเป็นพุทธบูชา ผมมาอยู่ที่นี่ (บ้านโคกโก) ตั้งแต่ยังไม่มีอะไร ผมเริ่มสร้างศาลาหลังแรกคือ ศาลาการเปรียญ (ศาลาโรงธรรม) ใช้ชื่อว่า ธรรมานุภาพ แล้วสร้างศาลาโรงฉัน ใช้ชื่อว่า สังฆานุภาพ สิ่งที่ผมจะสร้างเป็นสิ่งสุดท้ายคืออุโบสถ เป็นพุทธานุภาพ รวมทั้งหมดเข้าด้วยจึงเป็น วัดรัตนานุภาพ”

เมื่อท่านถูกกลุ่มคนร้ายบุกเข้ายิงท่านจนถึงแก่มรณภาพในวัด นับว่าเป็นการสูญเสียพระภิกษุที่อุทิศตนด้วยวิถีแห่งชาวพุทธด้วยความสงบสันติเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งสำคัญ

การสูญเสียพระดีแห่งสุไหงปาดีครั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2562 พระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม พร้อมคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ พระสงฆ์สมณศักดิ์ พระเถรานุเถระ ข้าราชการ ทานบดี สาธุชน นิสิต นักศึกษา นักเรียนไทยพุทธและมุสลิมจำนวนกว่า 3,000 รูป/คน ร่วมบำเพ็ญกุศลสัตตมวารและร่วมบรรจุศพเก็บศพ พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ และพระสมุห์อรรถพร กุสลจิตฺโต ไว้เป็นเวลา 1 ปี เพื่อเตรียมการพิธีพระราชทานเพลิงศพต่อไป

ในนามคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม ขอน้อมถวายความอาลัยต่อพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ และพระสมุห์อรรถพร กุสลจิตฺโต ด้วยการนำศาสนกิจและอนุสาวรีย์ชีวิตท่านมาเผยแพร่แก่สาธุชนเพื่อประกาศสดุดีพระผู้เป็นแสงสว่างแห่งสุไหงปาดี

1.ในความเป็นพระนักปกครอง

ท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี บริหารกิจการคณะสงฆ์ปกครองพระภิกษุสามเณรในเขตปกครองด้วยพระธรรมวินัย กฎ ระเบียบ ประกาศมหาเถรสมาคม เอื้อเฟื้อเมตตาต่อพระภิกษุสามเณรผู้จำพรรษาในพื้นที่ เกื้อกูลต่อพุทธศาสนิกชน สนองงานคณะสงฆ์ตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาบูรณาการงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ในความเป็นพระนักศาสนสัมพันธ์

เครือข่ายเยาวชนรักษ์ป่าบูโด ปรารภถึงท่านอย่างอาลัยว่า ท่านพูดมลายูได้เพราะเป็นเด็กในหมู่บ้านอิสลาม ท่านโตกับเพื่อนมุสลิม และท่านมักไปเยี่ยมและช่วยเหลือเพื่อนมุสลิม ท่านมีครูมุสลิม ท่านก็จะถืออินทผลัมไปฝากครูมุสลิมเป็นประจำ ท่านทำงานเยาวชนให้กับเด็กมุสลิม ท่านก็จะเลี้ยงไอติมให้กับเด็กมุสลิมในค่ายทุกครั้ง ท่านจบจากโรงเรียนบ้านเจ๊ะเด็ง มีแต่เด็กมุสลิม และท่านก็ไปเลี้ยงข้าวหมกให้กับเด็กมุสลิมในโรงเรียนเดิมของท่าน ท่านมีเพื่อนชื่่อมะ ที่เป็นมุสลิมซึ่งชอบดูนก และอนุรักษ์สัตว์ต่างๆ ท่านก็จะเรียนรู้การดูนกกับมะ และค้นคว้าเรื่องสัตว์อื่นๆ เพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่มีคนเอาไปทิ้งที่วัด ท่านทำอะไรมากมายที่หน้าที่ “มนุษยชาติ” คนหนึ่งที่ทำดีเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ไม่เลือกชนชั้น วรรณะ ศาสนา

3.ในความเป็นพระธรรมทูตอาสา

ท่านบอกสาเหตุอีกอย่างที่ทำให้ท่านไม่ยอมไปไหนให้พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท วัดทองนพคุณ ผู้ประสานงานพระธรรมทูตอาสาว่า “ในชีวิตผมไม่อยากได้ยินคำว่า มีวัดร้างในพื้นที่ที่ผมอยู่ เคยมีช่วงหนึ่ง มีวัดหนึ่งชาวบ้านไม่มีที่พึ่ง อยากทำบุญ อยากฟังธรรม แต่ไม่มีพระ ผมคุยกับชาวบ้านโคกโกว่า วันพระช่วงเช้าจะไปที่โน้นให้ชาวบ้านได้ทำบุญ ต้องเดินเท้าไปแต่ช่วงเย็นของอีกวัน ไปถึงก็ดึก ตื่นเช้ามาชาวบ้านทำบุญเสร็จ ก็ต้องรีบเดินทางกลับมาให้ทันเพลที่วัดโคกโก เพราะชาวบ้านรออยู่ ท่านมหาลองนึกภาพดู มีวัดแต่ไม่มีพระอยู่ เจ็บปวดใจนะ คนเฒ่าคนแก่มาวัด เห็นจีวรตากหน้าศาลาก็ยังอุ่นใจ ถ้าไม่มีพระสงฆ์ทำหน้าที่ นั่นหมายถึงลมหายใจของพระพุทธศาสนาหมดไปแล้ว ท่านพูดย้ำให้ฟังตลอดว่า พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่รักสูงสุดของผม ลมหายใจที่มีอยู่ขอถวายเป็นพุทธบูชาและขอทำความดีเพื่อพระพุทธศาสนาจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ” ท่านยืนหยัดในดินแดนแห่งนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ญาติโยมและเป็นการต่อลมหายใจของพระพุทธศาสนา

4.ในความเป็นพระนักสาธารณสงเคราะห์

โยมพ่อของท่าน เปิดเผยว่า ลูกชายได้ตัดสินใจบวชเป็นพระตั้งแต่อายุ 20 ปี และไม่ยอมสึก รวมพรรษาทั้งหมด 26 พรรษา โดยบวชอยู่ที่วัดโคกโกมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ตอนที่วัดยังเป็นเพียงแค่วัดเล็กๆ ไม่มีโบสถ์ พระลูกชายได้พัฒนาวัดจนได้รับความศรัทธาจากญาติโยม ตนยอมรับว่ารู้สึกเสียใจมาก และยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้หลานสาวของท่านได้โพสต์อาลัยผ่านเฟซบุ๊กว่า

“สิ้นสุดเสียงปืนเงียบลง กลับกลายเป็นเสียงร้องไห้เหมือนจะขาดใจของคนทั้งหมู่บ้าน ใจลูกแตกสลายเมื่อรู้ว่าหลวงอาสิ้นแล้ว รัตนานุภาพสูญเสียจนหมดสิ้น ที่พึ่งทางใจของชาวบ้านโคกโก หมู่บ้านที่เคยเงียบสงบ ร่มเย็น กลับโดนคนใจบาปทำลายจนสูญสิ้นแค่เพียงไม่กี่นาที” ก่อนตัดสินใจกลับลงมาทำงานที่บ้านเกิดตัวเอง บอกเลยตอนนั้นมีแต่ความกลัว ไม่กล้ากลับมา พอหลวงอารู้ข่าวว่าเราไม่กล้ากลับมา จึงฝากบอกกับแม่ให้บอกเราว่ากลับมาเถอะ กลับมาอยู่บ้านเรา ไม่ต้องกลัวอะไร และหลวงอาก็เป็นคนที่เดินทางไปส่งเราพร้อมกับพ่อและแม่ที่โรงเรียนในวันแรกที่เราเข้าไปทำงาน “แต่ในวันนี้ที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยที่สุดในชีวิตของเรา กลับกลายเป็นที่ที่เราต้องอยู่ไปด้วยความหวาดระแวงและความกลัว เราต้องสูญเสียที่พึ่งทางใจ น้ำตาแทบเป็นสายเลือดกับการสูญเสียครั้งนี้ เราทำใจยอมรับไม่ได้กับการสูญเสียครั้งนี้ ขอความสงบสุขกลับมาสู่สามจังหวัดชายแดนใต้ด้วยเถิด บ้านโคกโกบ้านเกิดฉัน”

การมรณภาพของท่านพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ นำมาซึ่งความโศกเศร้าของชาวพุทธและมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยทางฮิวแมนไรตส์วอตช์ ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มก่อความไม่สงบ ขณะที่มีประชาชน ผู้นำศาสนา และอาสาสมัครกว่า 5.55 หมื่นคน ร่วมเดินรณรงค์ต่อต้านการใช้ความรุนแรง

ท่านพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ ได้ก่อร้างสร้างอนุสาวรีย์แห่งพระนักพัฒนาให้โลกนี้ได้จดจำ ดุจแสงสว่างส่องนำทางให้พระนักการสาธารณสงเคราะห์ไม่สิ้นหวังและหมดแรงบันดาลใจ จะเกิดมีแสงสว่างแห่งพระนักพัฒนาอีกหลายรูปมาทำงานรักษาพื้นที่แห่งพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนใต้ ในฐานะพระภิกษุผู้เสียสละอุทิศตนทั้งชีวิต เพื่อการเผยแผ่ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในถิ่นพื้นที่ชายแดนใต้ ควรแก่การยกย่อง สรรเสริญ ระลึกถึงจดจำคุณงาม ความดี ความเสียสละ ของท่านให้แพร่หลายไปทั่วทิศานุทิศ เป็นขวัญกำลังใจให้พระภิกษุและอุบาสกอุบาสิกาได้ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพรสืบไป

กราบคารวะหัวใจของท่านผู้มั่นคงในพระรัตนตรัย “ไม่ตาย ไม่เลิกทำความดี”

กรรม ใน กรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579880

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 14:30 น.

กรรม ใน กรรม

โดย…ราช รามัญ

เรื่องกรรมๆ เวรๆ ดูเหมือนเป็นอะไรที่คนไทยชอบมาก ทั้งพระสงฆ์เองก็นิยมหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นในการสอนญาติโยมกันอย่างมากเคยสงสัยเหมือนกันว่า

ทำไม…เรื่องของกรรมของพุทธศาสนาในประเทศไทยสอนกันค่อนข้างแคบและเป็นการสอนที่มุ่งไปในเหลี่ยมเดียว ที่ดูเหมือนจะกระเดียดไปในทางงมงาย

คำว่า งมงาย ในที่นี้ เพราะมันหารอยต่อที่เชื่อมโยงกันไม่ได้เลย ในทางเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ อาทิ วันนี้เราขาหักเพราะเมื่อหลายสิบปีก่อนเคยขับรถชนสุนัขขาหักมาก่อน หรือนักฟุตบอลทั้งสองทีมที่ลงเตะชิงแชมป์ ก่อนแข่งขันร่างกายก็สมบูรณ์แต่พอลงเล่นได้สักครู่ เกิดการปะทะแข้งกันจนขาหักทั้งคู่ นั่นเป็นเพราะผลกรรมในอดีตอย่างนั้นหรือ

ถ้าเกิดเราเชื่อกรรมในรูปแบบนี้…ขอถามดังๆ ว่า คนที่ตายเพราะสึนามิเมื่อหลายปีก่อนที่ภูเก็ตทำกรรมอะไรกับน้ำทะเลไว้ แล้วน้ำทะเลมีสมอง มีจิตใจที่จำได้หรือว่าใครเป็นกรรมกับใครไว้ อย่ามองว่าเป็นการเขียนที่เล่นสำนวน แต่ต้องการให้คิดในมิติใหม่ที่ควรจะต้องมองมุมใหม่บ้าง

ในยุคนี้…ทำไมหลายคน เริ่มไม่เชื่อกรรม ก็เพราะผู้สอนด้อยวิสัยทัศน์ในการสอนเรื่องกรรม จึงทำให้คนไม่ค่อยเชื่อ อาทิ ชอบสอนกันว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่ในมุมชีวิตจริง คนทำชั่วได้ดีมีมากมาย แล้วจะให้คำตอบกับคนในสังคมได้อย่างไรในแง่ของกรรม

ความเขลาในการสอนแบบนี้เองที่ทำให้คนไม่ค่อยเชื่อเรื่องกรรม ผมพูดย้อนแย้งเสมอว่า ทำดีคือดี ส่วนจะได้ดีหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น เพราะถ้าทำดีแล้วหวังให้มีผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปนั้น คงไม่ใช่หลักของกรรมแน่นอน มันคงเป็นสูตรอะไรสักอย่างแบบฟิสิกส์เคมีแล้วกระมัง เพราะมันตายตัว แต่กรรมไม่ใช่กฎอะไรที่ตายแบบนั้น ดังนั้น คำว่า กฎแห่งกรรม ไม่ควรมีด้วยซ้ำเพราะมิใช่เป็นอะไรที่ตายตัว กรรมอีกมุมมองหนึ่งที่สำคัญและไม่ได้เป็นกรรมที่ยึดโยงในรูปแบบผลลัพธ์ กลับไม่เคยมีการสอนกันเสียเท่าไหร่

แต่พุทธศาสนาในระบบของการศึกษาแบบมหายานมีมากมายเลยทีเดียวกับการสอนเรื่องของกรรมในรูปแบบนี้คือ แหล่งกรรม หรืออาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรรมในกรรม

ในสายเถรวาทจะคุ้นเคยแต่ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ซึ่งอยู่ในหมวดมหาสติปัฏฐานสูตร อะไรกันหนอ กรรมในกรรม ความหมายคือ กรรมที่เป็นต้นเหตุแห่งกรรมทั้งปวง และเป็นกรรมที่พุทธะทรงสอนว่า เป็นกรรมที่ส่งผลมาก มีอานิสงส์มากกว่ากรรมทั้งปวง

กรรมชนิดนี้…บางครั้งร่างกายยังไม่ได้ลงมือกระทำเลย ก็ส่งผลแล้วทันที กรรมชนิดนี้บางทียังไม่ต้องเอ่ยกล่าววาจาใดๆ เลยก็ส่งผลแล้วเช่นกัน และอาจจะกล่าวได้ว่า นี่คือความลับอย่างหนึ่งของเรื่องกรรม ที่มนุษย์ทั้งหลายแม้จะทำบุญสุนทรทานมากมาย รักษาศีลอุโบสถมากครั้ง แต่เมื่อตายแล้วกลับไม่ได้ไปเกิดเป็นเทวดา ไม่ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งเพราะว่ากรรมส่วนอื่นส่งผลก่อน ที่กรรมในส่วนกุศลจากการทำบุญ หรือถือศีลอุโบสถ เหล่านั้นซึ่งถือว่าน้อยนิดจะให้ผล

พุทธะตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนว่า…กรรมทั้งหลาย ตถาคตกล่าวว่า มโนกรรมมีผลหนักที่สุด เป็นต้นเหตุแห่งกรรมทั้งปวง มีผลหนักกว่ากายกรรม วจีกรรม

คนที่ทำบุญทำทานมาก ถือศีลมากครั้งในวันพระ แต่วันธรรมดาทั่วไปจิตใจเน่า ความคิดเน่า มีแต่อกุศลที่คิดเกิดขึ้น มองใครต่อใครทั้งแง่ลบ แง่ร้าย ล้วนเป็นมโนกรรมทั้งนั้น ส่วนนี้เองที่ทำให้เกิดเป็นกรรมทางใจ

ท่านที่ศึกษาเถรวาทถ้ามีปัญญามากหน่อย ลองไปดูในวาเสฏฐสูตร ที่พุทธะตรัสว่า บุคคลเป็นชาวนาก็เพราะกรรม เป็นโจรก็เพราะกรรม เป็นปุโรหิตก็เพราะกรรม แล้วลองไปดูปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาท ที่จำแนกออกเป็นองค์ 12 แล้วจะเห็นว่าเป็นรอยเดียวกันอย่างมิต้องสงสัย คือ ไตรวัฏฏ์ คือ หมวดที่ 1 กิเลสกรรมวิบาก หมวดที่ 2 สังขารภพ เรียกว่ากรรม หมวดที่ 3 วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ

ถ้าจะศึกษาเรื่องกรรมให้ละเอียดต้องศึกษาในที่นี้ ไม่ใช่ไปสอนกรรมฐานแก้กรรม นั่งหลับหู หลับตาหาเงินเข้าวัดไปเรื่อยเปื่อยแบบไร้สาระ

สอนแบบขาดการเชื่อมโยงและสัมพันธ์กับหลักตรรกะของธรรม ยิ่งจะทำให้ธรรมวิบัติ ชาวพุทธควรเลิกเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมจอมปลอม และควรมาเน้นรักษาใจให้เกิดปัญญา เพราะสมองอันไหนจิตใจอันนั้น นี่เอง คือ มโนกรรม ที่อาจจะเรียกว่า กรรมในกรรม ก็ไม่ผิด

สดุดีท่านแผน วรรณเมธี เป็นปูชนียบุคคลของ พสล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579878

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 14:30 น.

สดุดีท่านแผน วรรณเมธี เป็นปูชนียบุคคลของ พสล.

1.องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.)

ประชุมมวลสมาชิกจัดงานมุทิตา ท่านแผน วรรณเมธี ประธานองค์การ ในวาระอายุมงคล 96 ปี วันที่ 2 ก.พ. 2562 ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ พัลลภ ไทยอารี รองประธานและเลขาธิการ ได้รับฉันทานุมัติจากที่ประชุมกล่าวสดุดียกท่านแผนให้เป็นปูชนียบุคคลของ พ.ส.ล. ดังนี้

คำกล่าวสดุดี ท่านแผน วรรณเมธี ประธานองค์การ พ.ส.ล. วันที่ 2 ก.พ. 2562

กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับฉันทามติจากท่านผู้บริหารองค์การ พ.ส.ล.และท่านผู้มีเกียรติ ให้เป็นผู้กล่าวแสดงมุทิตาจิต ในงานฉลองอายุ 96 ปี แด่ท่านประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ท่านแผน วรรณเมธี

ในวาระอันเป็นมงคลนี้ ผู้บริหารและบุคลากรขององค์การ พ.ส.ล.รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมจัดพิธีทำบุญและงานฉลองในโอกาสอายุ 96 ปี ของท่านประธานองค์การ พ.ส.ล.

นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2534 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภากาชาดไทย รวมระยะเวลา 28 ปี และจากนั้นในปีพุทธศักราช 2541 ที่ประชุมใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ครั้งที่ 20 ประเทศออสเตรเลีย ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ท่านดำรงตำแหน่งประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เมื่อเดือน พ.ย. 2541 ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 21 ปี ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ตามปณิธานเพื่อสนับสนุนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเพื่อประโยชน์สุขของสังคมเป็นที่เชื่อถือศรัทธา และเป็นที่พึ่งของมวลมนุษยชาติ ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและศักดิ์ศรีแก่องค์กร และประเทศชาติอเนกประการเป็นที่ประจักษ์และยอมรับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ท่านเป็นผู้นำที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม คุณภาพ คุณประโยชน์ และคุณค่า

ในด้านคุณธรรม ท่านมีเมตตา มีอิทธิบาท 4 ในการทำงาน บริหารงาน และเจริญพรหมวิหาร 4 กับสังควัตถุ 4 ในการปกครอง ท่านรักความสันโดษ คติธรรมประจำชีวิตของท่าน คือ ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

ในด้านคุณภาพ ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถ ทั้งในประเทศและ (ต่างประเทศ) นานาชาติ ต่างสดุดีในคุณงามความดีที่ท่านสั่งสมไว้

ในด้านคุณประโยชน์ ในฐานะประธานองค์การ พ.ส.ล. ท่านได้ริเริ่มจัดตั้ง “กองทุนสมเด็จพระศาสดา” เพื่อให้การสนับสนุนด้านการศึกษาและจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน อีกทั้งได้ให้จัดตั้งกองทุน WFB Humanitarian Relief Fund ร่วมกับการผลักดันส่งเสริมให้องค์กรทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธ ได้หันมาให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาทุกข์มากยิ่งขึ้นในระดับนานาชาติ

จากเกียรติประวัติและผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ พิสูจน์ได้ว่าความดี ความเพียร ความถ่อมตน ย่อมเป็นหนทางสู่ความสำเร็จอย่างมีเกียรติ ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ

มวลสมาชิกขององค์การ พ.ส.ล. ขอยกย่องท่านประธาน แผน วรรณเมธี เป็นปูชนียบุคคลขององค์การ พ.ส.ล.

เนื่องในวันมงคลนี้ พ.ส.ล. นิมนต์พระศรีสุธรรมเมธี (อุ้น ปณฺฑิโต ป.ธ.9) อายุ 85 ปี เจ้าอาวาสวัดใหญ่ศรีสุพรรณ พร้อมพระสงฆ์ 9 รูป สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรและพระปริตร และนิมนต์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก จ.อุดรธานี บรรยายธรรมและเจริญจิตตภาวาน ทั้งนี้มีพระสงฆ์และสมาชิก พ.ส.ล.ร่วมงานเต็มห้องประชุม

2.จัดมาฆบูชา-ฉลองกรุง

วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงผลการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ครั้งที่ 1/2562 ว่าในช่วงเดือน ก.พ.นี้จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรมเนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ระหว่างวันที่ 15-19 ก.พ.ทั่วประเทศ มีการทำบุญตักบาตรและเวียนเทียน ส่วนใน กทม.จัดที่วัดปทุมวนาราม โดยเชิญคณะทูตานุทูตจากประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้าร่วมเวียนเทียนด้วย

นอกจากนี้ ให้สำนักงานปลัด วธ. ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมจัดงาน “ใต้ร่มพระบารมี 237 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.ให้ยิ่งใหญ่ จัดขึ้นที่ชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ใน กทม.และกิจกรรมสมโภช “ใต้ร่มพระบารมี 237 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ โรงละครวังหน้า

เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579879

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 14:15 น.

เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เสือหน้าแมว หูหนู ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า คือ เอกลักษณ์สำคัญของเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย เป็นชื่อที่เรียกกันมาตั้งแต่โบราณ มีชื่อเป็นทางการในปัจจุบันว่า วัดมงคลโคธาวาส ตั้งอยู่ที่ ต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ

เสือของหลวงพ่อปานนับว่าเป็นเครื่องรางยอดนิยม แกะจากเขี้ยวเสือโคร่ง ลงเหล็กจารด้วยตัวหลวงพ่อเองและใช้คาถาหัวใจเสือโคร่งปลุกเสก

  • ลักษณะแกะเป็นเสือนั่งชันเข่ามีทั้งหุบปาก และอ้าปาก ตำนานเล่าขานว่าท่านใช้ช่างแกะอยู่ 5 คน คือ ช่างฟัก ช่างชม ช่างนิล ช่างมาก และช่างมา จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกัน เสือเขี้ยวแกะ มักมีขนาดไม่ใหญ่มาก มีตากลม ขาหน้าทั้งสองใหญ่ และมีทั้งแบบ 3 เล็บ และ 4 เล็บ จิกลงบนพื้น
  • เสือเขี้ยว ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า หน้าเหมือนแมว หูเหมือนหนู คือ เอกลักษณ์มีทั้งแบบเขี้ยวซีกและเต็มเขี้ยว ในยุคแรกเป็นเสือเขี้ยวซีกทั้งสิ้น และมีเสือตัวเล็ก ที่แกะจากปลายเขี้ยวเรียกว่า เสือสาลิกา ซึ่งในสมัยนั้นนิยมเลี้ยงไว้ในตลับสีผึ้งทาปาก
  • เสือเขี้ยวมีทั้งหางตั้งขึ้นและหางลง ที่ขาหน้าท่านจะจารตัวอุ ที่ดูคล้ายสายฟ้า และเลข ๗ มากที่สุด หางลากยาวหรือบางทีก็เป็นเลข ๓ ตรงสีข้าง ส่วนใต้ฐานท่านจะจารยันต์กอหญ้าหรือสูญญัง จารเป็นวงรี และใช้คาถากำกับขณะจารว่า นิพพานนัง ปะระมัง สูญญัง ถ้าเสือตัวใหญ่ท่านจะลงยันต์กอหญ้า 2 ตัวตรงข้ามกัน และลงตัว ฤ ฤๅ พร้อมกับตัวอุณาโลม บางตัวมีรอยขีด 2 เส้นขนานกัน ดูให้ดีจะเห็นเป็นเส้นลึกและคมชัด

  • การพิจารณาเขี้ยวเสือที่สำคัญต้องดูความแห้งเป็นธรรมชาติ เขี้ยวเสือต้องมีวรรณะเหลืองใสมองแล้วเป็นธรรมชาติ ของปลอมมักจะเอาเขี้ยวหมี เขี้ยวหมูป่า มาเคี่ยวด้วยน้ำมันงา เมื่อส่องดูจะเห็นเป็นเสี้ยนเล็กๆ และคราบฝุ่นจับแน่นในร่องจาร และอาจมีรอยแตกอันเป็นธรรมชาติของเขี้ยว เมื่อผ่านการใช้งานสีของเขี้ยวจะยิ่งเข้มขึ้น ด้านพุทธคุณครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางเมตตา แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี และที่สุดยอดคือมหาอำนาจ
  • เมื่อปี พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ผู้เชี่ยวชาญระบบชลประทานจากประเทศฮอลแลนด์เข้ามาวางระบบในประเทศไทย แต่ด้วยงบประมาณจำกัดจึงสร้างแค่ประตูระบายน้ำคลองบางเหี้ย ระหว่างที่สร้างนั้นกระแสน้ำคลื่นลมแรงมาก หลวงพ่อปานท่านเสกเขี้ยวเสือขว้างลงไป ปรากฏว่ากระแสน้ำสงบสร้างประตูระบายน้ำได้

  • ต่อมาในปี พ.ศ. 2452 ประตูน้ำที่กั้นคลองบางเหี้ยได้เกิดรั่ว พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มาประทับอยู่ที่ประตูน้ำนั้น 3 วัน พร้อมทั้งนิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้าฯ หลวงพ่อปานให้เด็กชายป๊อดถือพานใส่เขี้ยวเสือที่แกะแล้วไปด้วย เมื่อไปถึงที่ประทับ ไม่มีเขี้ยวเสืออยู่ในพานแล้วโดยเด็กชายป๊อดบอกว่าเสือกระโดดลงน้ำ หลวงพ่อปานจึงให้นำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปหมู แล้วเสียบไม้แกว่งล่อเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์
  • แล้วรับสั่งถามว่า “ที่แจกเครื่องรางเป็นรูปเสือมีความหมายว่าอย่างไร หลวงพ่อปานทูลตอบว่า ไปรุกขมูลธุดงค์ในป่า พบเสือใหญ่หลายครั้ง ได้สังเกตดูเห็นว่า เสือเป็นสัตว์ปราดเปรียวฉลาด ว่องไว เฉียบขาด มีตบะและอำนาจ สามารถที่จะใช้ตาสะกดสัตว์อื่นให้อยู่ในอำนาจได้ คนทั่วไปเรียกผู้ร้ายใจฉกรรจ์ว่า “ไอ้เสือ” ก็คือเอาความเก่งกาจของเสือมานั้นเอง ส่วนที่ทำรูปเสือมิใช่สนับสนุนให้คนกลายเป็น “ไอ้เสือ” เพียงแต่ต้องการเอาลักษณะของเสือจริงในป่าที่ปราดเปรียว ว่องไว เฉลียวฉลาด เฉียบขาด มาเป็นตัวอย่างเท่านั้นภายหลังหลวงพ่อปานได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ” ท่านเป็นชาวคลองด่าน เกิดปี พ.ศ. 2368 ปีระกา มรณภาพวันที่ 29 ส.ค. 2453

“หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” ทิ้งไปแค่ธาตุ เหลือไว้แต่ธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579140

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 20:27 น.

"หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" ทิ้งไปแค่ธาตุ เหลือไว้แต่ธรรม

หลวงพ่อคูณสอนคนอย่างใดก็ประพฤติตนอย่างนั้น คือ ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท แล้วท่านก็ทำตัวเป็นแบบอย่างให้เห็นด้วยพินัยกรรมที่เขียนไว้ก่อนมรณภาพ

*******************************

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

วันที่ 29 ม.ค. 2562 มวลประชาชนและชาวพุทธจากทั่วสารทิศต่างเดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระเทพวิทยาคม หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ณ บริเวณฌาปนสถานชั่วคราว วัดหนองแวง พระอารามหลวง ภายในเกาะกลางน้ำ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นและศิษยานุศิษย์ได้จัดสร้างเมรุลอยนกหัสดีลิงค์ส่งดวงวิญญาณสู่สวรรค์ ตามความเชื่อของคนไทยภาคอีสาน เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและความกตัญญูกตเวทีตต่อหลวงพ่อคูณ

แน่นอนว่าทุกชีวิตบนโลกใบนี้ย่อมตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติที่เรียกว่า สามัญลักษณะ หรือกฎของไตรลักษณ์ ได้แก่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลวงพ่อคูณก็เช่นกันหนีไม่พ้น แต่ท่านเป็นพระที่ไม่ประมาทในชีวิต ท่านสอนคนอย่างใดก็ประพฤติตนอย่างนั้น คือ ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท แล้วท่านก็ทำตัวเป็นแบบอย่างให้เห็น

การเขียนพินัยกรรมไว้ก่อนมรณภาพ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่า หลวงพ่อคูณเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต โดยพินัยกรรมนั้นท่านเขียนไว้ล่วงหน้า 2 ฉบับ ฉบับแรก ทำไว้เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2536 ฉบับที่ 2 วันที่ 25 มิ.ย. 2543 เท่ากับว่า เขียนไว้ก่อนมรณภาพ 22 และ 15 ปี ตามลำดับ (ท่านมรณภาพปี 2558) ซึ่งการเขียนฉบับที่ 2 ท่านให้ยกเลิกฉบับแรก

สำหรับเนื้อหาพินัยกรรมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 25 มิ.ย. 2543 มีข้อความว่า อาตมาหลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ถิ่นพำนักวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ขอทำพินัยกรรมกำหนดการ เผื่อถึงการมรณภาพ เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา ภายหลังที่อาตมาถึงมรณภาพลง

1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากมรณภาพลง เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นมอบให้ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป 2.พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน ตั้งแต่ถึงวันมรณภาพลง

3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศลเมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพโกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใดที่คณะแพทยศาสตร์เห็นสมควรและเหมาะสม โดยทำพิธีเผาให้เสร็จสิ้นที่ จ.ขอนแก่น

4.เมื่อดำเนินตามข้อ 3 เสร็จสิ้นแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมด ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม 5.ค่าใช้จ่ายและเงินอื่นใดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนัย ข้อ 2, 3 และ 4 ให้ดำเนินการ ดังนี้

5.1 ค่าใช้จ่ายในการจัดงานและบำเพ็ญกุศลศพทั้งหมด ให้นำเงินที่อาตมาบริจาคให้แก่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2536 เป็นเงินเริ่มต้นในการดำเนินการจัดงานศพ ถ้าไม่เพียงพอให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อน

5.2 ในการจัดการและบำเพ็ญกุศลศพ ตามนัยข้อ 5.1 หากมีเงินเหลือหรือมีผู้บริจาคสมทบ ให้คืนเงินที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อนให้เสร็จสิ้น

5.3 หากมีเงินเหลืออยู่อีกหลังจากดำเนินการตามนัย ข้อ 5.1 และข้อ 5.2 แล้ว ให้มอบแก่กองทุนพระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือพระสงฆ์ที่อาพาธประจำหอผู้ป่วยหอสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือให้ดำเนินการอย่างอื่นตามที่อาตมา หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เห็นสมควร โดยอาตมาจะแสดงความประสงค์ให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมแนบไว้ให้ทราบต่อไป หากไม่ดำเนินการให้ถือตามความในตอนต้นเท่านั้น

6.ให้นายอำเภอด่านขุนทด ศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกันเป็นผู้จัดการศพ มีอำนาจดำเนินการให้เป็นไปตามพินัยกรรมนี้ 7.ให้ยกเลิกพินัยกรรม ฉบับวันที่ 15 ก.ย. 2536 หรือฉบับอื่นใดที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ และให้ยึดถือพินัยกรรมฉบับนี้แทน 8.พินัยกรรมฉบับนี้ ต้นฉบับเก็บรักษาไว้ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีการทำสำเนาไว้อีก 3 ชุด เก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านไร่ ศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด และนายอำเภอด่านขุนทด แห่งละ 1 ฉบับ

“กูเองไม่อยากเป็นภาระกับคนอื่น เมื่อตายไปแล้วก็อยากให้ทุกคนได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่ได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม โดยกูเองก็ได้ให้ลูกศิษย์ทั้งสี่คนเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง หลังที่กูตายไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นการลดภาระลงไปได้ เพราะเมื่อได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาลูกศิษย์จะได้ไม่ต้องเกิดความขัดแย้งกันเอง”

นี่คือเหตุผลการทำพินัยกรรมซึ่งมีความชัดเจนไม่ต้องตีความใดๆ

พินัยกรรมนี้ได้สะท้อนให้เห็นตัวตนของท่านเป็นอย่างดีว่า หลวงพ่อคูณเป็นพระที่ไม่ประมาทในชีวิต ฉลาดรอบคอบ รู้จักวางแผนชีวิตก่อนตายเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งไม่ยึดติดในทรัพย์วัตถุสิ่งของใดๆ แม้กระทั่งสรีระก็ยังมอบให้โรงพยาบาล ปล่อยวางทุกอย่าง เป็นการตายอย่างมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อโลก ท่านเป็นพระที่เป็นสุดยอดพระจริงๆ

เกรียงพล พัฒนรัฐ ต้องมีศรัทธาก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579052

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 09:25 น.

เกรียงพล พัฒนรัฐ ต้องมีศรัทธาก่อน

โดย เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าจะไม่ใช่เซียนพระโดยตรง หรือนักสะสมตัวยง แต่เผอิญหัวใจหลงใหลชื่นชอบรักในศิลปะของพระเครื่อง กลับทำให้ “อาจารย์อ้น” หรือ ดร.เกรียงพล พัฒนรัฐ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง) ดีกรีอาจารย์สอนนักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีพระเครื่องสะสมอยู่พอประมาณ ส่วนหนึ่งมรดกจากบิดาที่มอบไว้ให้ โดยเฉพาะพระกรุคือ สายพระเครื่องที่ชื่นชอบศรัทธา ในแง่มุมของงานศิลปะมากกว่าเรื่องปาฏิหาริย์

เกรียงพล ก้าวสู่ชีวิตข้าราชการครั้งแรกปี 2528 ตำแหน่งนิติกร กทม.(เสาชิงช้า) ผ่านตำแหน่งสำคัญหลากหลายมากมาย อาทิ หัวหน้าฝ่ายบริหารโรงพยาบาลตากสิน (สังกัด กทม.) หัวหน้าฝ่ายปกครอง สำนักงานเขตพระนคร เลขานุการสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ

รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมกีฬาและท่องเที่ยว รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง รองปลัด กทม. ก่อนจะเกษียณเพียงไม่กี่เดือน พล.ต.อ.อัศวิน แต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่ง เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจนปัจจุบัน ถือว่าผ่านตำแหน่งงานสารพัดด้านจนเชี่ยวชาญมองงานใน กทม.จนทะลุปรุโปร่ง

ส่วนสำคัญของคอลัมน์นี้จะขาดไม่ได้คือ พระเครื่อง มาเริ่มต้นที่องค์แรกที่นับว่า ดร.เกรียงพล รักและแขวนติดตัวมาไม่น้อยกว่า 50 ปี พระพุทธชินราช ใบเสมา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก หนึ่งใน “พระชุดเบญจภาคีพระยอดขุนพล” พระเนื้อชินยอดนิยมของเมืองไทย องค์ถัดมา พระนางเนื้อชิน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก

3.พระนางพญา อกนูนเล็ก วัดนางพญา จ.พิษณุโลก หนึ่งใน “พระชุดเบญจภาคี” 4.พระสมเด็จ วัดพลับ และองค์สุดท้ายพระพิจิตร เม็ดข้าวเม่า ทั้งหมดถือเป็นพระกรุที่เลือกแขวนติดตัวอยู่เป็นประจำ เนื่องจากเป็นพระที่ได้รับจากคุณพ่อ

ส่วนเหตุผลที่เลือกแขวนพระนั้นต้องยอมรับว่า ส่วนตัวของ ดร.เกรียงพล นั้นชื่นชอบหลงใหลในศิลปะของพระเครื่องแต่ละองค์ที่มีลักษณะรูปทรงต่างกัน โดยเฉพาะพระเนื้อชิน เนื่องจากมีความสนใจชอบศิลปะขององค์พระ ไม่ใช่จะแขวนพระที่มีเพียงแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าศักดิ์สิทธิ์ หรือมีราคาแพง แต่ชอบพระเครื่องที่มีลักษณะงดงามอย่างพระชินราช ใบเสมา ถือเป็นศิลปะแบบอู่ทอง ใกล้เคียงกับศิลปะขอมตอนปลาย เช่นเดียวกับพระนางพญา มีรูปทรงสัดส่วนสวยงาม อ่อนช้อย

“ยอมรับว่าการแขวนพระนั้นได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อ (ธำรง พัฒนรัฐ)อดีตปลัดกรุงเทพฯ ถือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ทางพระเครื่อง เราไม่เน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เนื่องจากเชื่อว่าความสำเร็จหรือโชคมันอยู่ที่ความตั้งใจและความมีเลื่อมใสศรัทธาของตัวเอง ศรัทธาจะทำให้เกิดกำลังจิตที่นิ่งสงบ ถ้าหากนำไปใช้ในการทำงานเราก็จะได้ประโยชน์ ส่วนที่กล่าวลือว่าพระเครื่องเด่นดังด้านเมตตา เป็นต้น ส่วนตัวกลับมองว่าพระไม่มีสเปก เพราะการห้อยพระนั้นมันอยู่ที่การตั้งจิตตภาวนาของเรามากกว่า” เกรียงพล ถ่ายทอดเรื่องราว

เกรียงพล ย้ำว่า นอกเหนือจากการทำความดีแล้วเราต้องมี “ศรัทธา” อย่างเช่นการทำงานหรือทำสิ่งใดก็ตามจะต้องศึกษา ทำงานให้เต็มที่ แล้วผลที่ได้รับให้หลวงพ่อ (พระ) เป็นคนจัดการ ไม่ว่าผลจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ถ้าเราทำตามกระบวนให้เต็มที่ดีที่สุดตามในกระบวนการที่ถูกต้องน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด นั่นหมายความว่าการที่เราแขวนพระแล้วดูเหมือนจะทำให้เรามีเสื้อเกราะ พระเครื่องไม่ใช่เครื่องประดับ นอกเหนือจากการปฏิบัติตนให้เป็นคนดีแล้ว ก็ต้องมีความศรัทธาก่อนด้วยเช่นกัน