พระโอวาทพระสังฆราช ข้อคิดดีสู่ชีวิตเป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/576100

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:09 น.

พระโอวาทพระสังฆราช ข้อคิดดีสู่ชีวิตเป็นสุข

เรื่อง: เอกชัย จั่นทอง

ตลอดระยะเวลาปี 2561 ที่ผ่านมา หลายครั้งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมอบพระโอวาทแก่ประชาชนในการดำรงชีวิต ดำรงตนอย่างเป็นสุข บนพื้นฐานแห่งความคิดในเหตุและผล ซึ่งมีหลายพระโอวาทที่ทรงมอบไว้ให้ประชาชนในวาระโอกาสต่างๆ แตกต่างกันออกไป เริ่มต้นปีใหม่แบบนี้จึงขอนำพรอันประเสริฐที่ประทานพระโอวาทบางส่วนมาให้ผู้อ่านได้ระลึกและนำไปปฏิบัติในชีวิต

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 7/2561 ประทานพระโอวาทความว่า สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราโชบายไว้ เป็นแนวทางการดำเนินงานของคณะสงฆ์ว่า พัฒนาความรู้และคุณภาพของพระสงฆ์ให้เป็นหลักใจของประชาชน ให้พระมีความสำนึกและเป็นประโยชน์ในสังคมไทย มหาเถรสมาคม รับสนองพระราโชบายนี้ด้วยการประกาศเน้นย้ำให้พระสังฆาธิการ เจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ และพระมหาเถระทั้งหลายเอาใจใส่ในการคัดกรองบุคคลจะมาบรรพชาอุปสมบท การอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณรในปกครอง และกวดขันผู้อยู่ในปกครองหรือผู้เป็นศิษย์ให้ดำรงตนในกฎระเบียบ และพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

สมเด็จพระสังฆราชประทานพระโอวาทต่อว่า พระสังฆาธิการที่มาประชุมในที่นี้ ย่อมทราบดีว่า เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายในกฎหมายของบ้านเมือง ถ้าบุคคลใดมีตำแหน่งหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ก็ย่อมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน คือ ถ้าปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบบุคคลผู้เป็นพนักงานย่อมต้องได้รับผลร้ายตามกฎหมายของบ้านเมืองอย่างไม่มีข้อยกเว้น

กฎหมายนั้นนับเป็นบรรทัดฐานที่หนักสุดของสังคม ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืน ก็ต้องได้รับโทษตามบัญญัติ ในขณะเดียวกันเราทั้งหลายล้วนเป็นบรรพชิต ยังมีบรรทัดฐานอีกระดับหนึ่งเรียกว่า พระธรรมวินัยคอยกำกับ ถ้าดำรงตนอยู่ในพระธรรมวินัย ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลใดๆ ว่ากฎหมายบ้านเมืองจะส่งผลร้ายอะไรแก่ตัวท่าน ในการประชุมครั้งนี้จึงขอย้ำเตือนให้ทุกท่านได้ศึกษาทบทวน ปฏิบัติการ และกวดขันผู้อยู่ในปกครองให้อยู่ภายใต้พระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งอย่างเคร่งครัด และขอให้ปฏิบัติตามจริยาพระสังฆาธิการ เพื่อช่วยรักษาเชิดชูคณะสงฆ์ให้มั่นคงคู่ราชอาณาจักรไทย

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานเปิดงานเจ้าคณะจังหวัดคณะธรรมยุต ประชุมสัญจรกับคณะอนุกรรมการคณะธรรมยุต ครั้งที่ 2/2561 ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ เขตบางเขน กรุงเทพฯ โอกาสนี้ ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า “ผมเคยกล่าวไว้ในที่ประชุมนี้เมื่อครั้งที่แล้วว่า การทำงานทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบริหาร จำเป็นต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคเป็นธรรมดา ตราบเท่าที่ท่านยังทำงาน ตราบนั้นท่านต้องประสบปัญหา

คนที่เป็นปุถุชน ถ้ารู้สึกตนว่าไม่เคยเผชิญปัญหาเลย มีแต่ความสุขสบายอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้สึกหนัก ไม่รู้สึกเหนื่อย ก็คือคนไม่ทำอะไร ตราบที่เรายังมีภาระอันหนัก ยังเหน็ดเหนื่อย เมื่อนั้นจงภาคภูมิใจว่าเรากำลังทำงาน กำลังใจจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับภารธุระของพระสังฆาธิการ ผมขอให้ทุกท่านมีกำลังใจเข้มแข็งอยู่เสมอ แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือขอให้ทุกท่านระลึกถึงพระมหากรุณาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้เป็นประทีปนำทางพ้นทุกข์ของชาวโลก และทรงฝากไว้ให้พุทธบริษัททั้งหลายช่วยกันรักษาดูแลพระศาสนานี้”

“พระบรมศาสดาของเรา ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายหนักหนายิ่งกว่าพวกเราหลายเท่านัก ภิกษุทุกรูปล้วนได้ชื่อว่าเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส คือเป็นโอรสของพระพุทธองค์ เราต่างมีหน้าที่เจริญรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมศาสดา ผู้ทรงเป็นบุพการีอันยอดยิ่งสูงสุดในชีวิตของเราทุกรูป สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนภิกษุไว้ว่า ‘อุเปโต ทมสจฺเจน ส เว กาสาวมรหติ.’ แปลความว่า ‘ผู้ประกอบด้วยทมะและสัจจะนั้นแล ควรครองผ้ากาสาวะ.’ ทุกท่านย่อมทราบดีอยู่ว่า ‘ทมะ’ คือความข่มใจ การควบคุมตน การฝึกตน”

ส่วน “สัจจะ” คือความจริง ความจริงสำหรับการบริหารนั้นก็คือความซื่อตรงจริงใจต่อภารธุระตามหน้าที่ของตน สู้อุตสาหะเพื่อให้ภารกิจการงานลุล่วงสำเร็จ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม พร้อมพลีพละกำลังของตนเพื่อสัมฤทธิผลของกิจการคณะสงฆ์เป็นสำคัญ ผมขอให้ทุกท่านใคร่ครวญพระพุทธภาษิตนี้ แล้วน้อมนำไปเป็นทางประพฤติของท่าน เพื่อความรุ่งเรืองของพระบวรพุทธศาสนาสืบไป

ดาไลลามะ วางศิลาฤกษ์ พิพิธภัณฑ์วัดป่าพุทธคยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/576098

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:55 น.

ดาไลลามะ วางศิลาฤกษ์ พิพิธภัณฑ์วัดป่าพุทธคยา

เรื่อง: สมาน สุดโต

วัดป่าพุทธคยา ประเทศอินเดีย อัญเชิญท่านดาไลลามะ ผู้นำจิตวิญญาณแห่งทิเบต มาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์อาคารใหญ่ที่จะใช้เป็นหอประชุมพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด พระพุทธศาสนา ณ วัดป่าพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย วันที่ 22 ธ.ค. 2561

พระโพธินันทมุนี (หลวงพ่อจิ๋ว หรือพระ ดร.พนมศักดิ์ พุทธญาโณ) ประธานสงฆ์วัดป่าพุทธคยา บอกเรื่องนี้แก่ผู้เขียน เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2561 หลังจากผู้เขียนเดินทางไปร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์ โรงพยาบาลภูริปาโล ที่จัดสร้างโดยคณะศิษย์หลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล ที่พุทธคยา

ขณะที่ไปกราบนั้น หลวงพ่อจิ๋ว กำลังคุมคนงานปรับพื้นที่สนามที่จัดสร้างพิพิธภัณฑ์และดูแลการจัดทำป้ายต้อนรับ ดาไลลามะ ที่จะเสด็จวัดป่าพุทธคยา 22 ธ.ค. 2561

เมื่อกราบไหว้และสนทนากันแล้ว ก็ทราบว่าท่านมีสุขภาพดี ยังทำงานให้พระพุทธศาสนาอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ส่วนวัดป่าพุทธคยาก็พัฒนาเต็มรูปแบบ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งที่พักผู้แสวงบุญนับร้อยคน พระอุโบสถที่ตกแต่งสวยสดงดงาม และกุฏิรับรองพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งได้กลายเป็นสถานที่ให้การอุปสมบทพระสายธรรมยุต ตามโครงการ “อุปสมบทถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่จัดและดำเนินการโดยสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เป็นประจำ ปีละ 2-3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

ส่วนการสร้างอาคารใหญ่ที่ท่านดาไลลามะเสด็จมาวางศิลาฤกษ์นั้น หลวงพ่อจิ๋วเล่าว่าจัดสร้างเพื่อจุดประสงค์ 3 อย่าง 1.เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา ทั้งมหายาน วัชรยาน และเถรวาท ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของพระพุทธศาสนา 2 ห้องสมุดพระพุทธศาสนา ซึ่งจะจัดหาหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และหนังสืออ้างอิง และพระไตรปิฎกนานาภาษา ที่มีในโลก ให้มารวมในที่แห่งเดียว 3 หอประชุม เตรียมไว้จัดประชุมทางวิชาการชาวพุทธและนานาศรัทธาความเชื่อ ที่มุ่งส่งเสริมหลักมนุษยธรรม ศีลธรรมแห่งมนุษยชาติ

โครงการนี้คาดว่าใช้เวลา 3 ปี จึงแล้วเสร็จ หรืออาจเร็วกว่านั้น ถ้าได้รับการสนับสนุนและอุปถัมภ์จากญาติโยม

หลวงพ่อจิ๋วเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงปู่ดุลย์ อตุโล พระอาจารย์ที่เป็นที่เคารพของประชาชนชาวพุทธในภาคอีสาน ซึ่งปัจจุบันมีเหลือไม่กี่รูป แต่ละรูปมีชื่อเสียงมาก เช่น พระราชวิสุทธิมุนี (หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร บ้านจรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ที่ทำโครงการศาสนาค้ำจุนรักษาป่าไม้พะยูง ตามที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้แนวทางไว้ ซึ่งนอกจากป้องกันไม่ไม้พะยูงถูกลักขโมย ยังสร้างสวนป่าไม้พะยูงอีกด้วย

เมื่อศิษย์หลวงปู่ดุลย์ทั้งสองพบกันจึงพูดคุยกันหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องสมัยก่อนเมื่อครั้งเป็นสามเณร ที่รับใช้หลวงปู่ดุลย์ โดยหลวงพ่อจิ๋วเล่าความอัศจรรย์ที่ได้เห็นประจักษ์จากการอ่านใจคนออกของหลวงปู่ดุลย์ว่า เพราะเคยสงสัยว่าหลวงปู่ดุลย์อ่านใจคนได้จริงหรือ ขณะที่จะนวดหลวงปู่ดุลย์ ก็นึกว่าถ้าอ่านใจออกต้องบอกให้เราไปนอนได้แล้ว สักประเดี๋ยวเดียว หลวงปู่ดุลย์ บอกว่าเณรน้อยไปนอนได้แล้ว หลวงพ่อจิ๋วได้ฟังก็อัศจรรย์ว่าหลวงปู่อ่านใจออกจริงๆ

ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา

1 ม.ค. 2561 เวลา 13.30 น. พระราชปริยัติกวี ศ.ดร.อธิการบดี มจร กล่าวถวายการต้อนรับและขอบคุณรองประธานมหาเถรสมาคม พร้อมคณะมหาเถรสมาคม สหภาพเมียนมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรม อธิบดีกรมศาสนา ดร.คิ่น ฉ่วย และคณะที่เดินทางมาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย โดยมี พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ร่วมถวายการต้อนรับ

พิธีทำบุญปีใหม่ ณ พุทธมณฑล

1 ม.ค. 2562 สมเกียรติ ธงศรี รองผู้อำนวยการปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2562 ณ พุทธมณฑล โดยมี พระรัตนสุธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ที่มีจำนวน 110 รูป

ผู้นำต้องมีธรรมในใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/576096

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:52 น.

ผู้นำต้องมีธรรมในใจ

เรื่อง: ราช รามัญ

ธรรมของผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน แม้แต่คนเป็นนายกรัฐมนตรีก็นำเอาไปใช้ได้ ดังที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงนิพนธ์เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับที่มาของคุณธรรมผู้นำ เนื้อความว่า

ในอดีตกาลในเมืองพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระนามว่า สังยมะ หรือว่าสังยมนะ หรือว่า สัญยมนะ มีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า เขมา ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์กำเนิดเป็นหงส์ทอง คือหงส์ที่มีขนสีทอง มีหมู่หงส์บริวารเป็นอันมาก อาศัยอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ นามของพระยาหงส์โพธิสัตว์มีชื่อว่า ธตรัฏฐ เมื่อจะเรียกในฐานะเป็นหัวหน้าฝูงหงส์ก็เรียกว่า พระยาหงส์ธตรัฏฐ และมีหงส์ทองอีกหนึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีชื่อว่า สุมุขะ หรือสุมุข ในครั้งนั้นพระเทวีของพระเจ้ากรุงพาราณสีที่มีพระนามว่า เขมา ได้ทรงพระสุบินว่ามีพระยาหงส์ทอง 2 ตัวมาจับอยู่ที่พระราชบัลลังก์

พระเทวีดำริว่า พระยาหงส์ที่มีสีประดุจทองคำคงจะมีอยู่ในโลกนี้ จึงได้ทูลพระราชาพระเจ้ากรุงพาราณสีว่าทรงตั้งครรภ์ มีอาการแพ้ครรภ์ ต้องการที่จะได้เห็นหงส์ทอง ได้ฟังหงส์ทองแสดงธรรม

พระราชาจึงให้สืบว่ามีหมู่หงส์อาศัยอยู่ที่ไหน พวกพราหมณ์ก็ไม่ทราบ แต่ก็ทูลว่าพวกพรานคงจะทราบ จึงได้โปรดให้เรียกพวกพรานป่ามาตรัสถาม พรานคนหนึ่งก็กราบทูลว่า ได้ทราบต่อๆ กันมาว่า หงส์เหล่านั้นอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ในประเทศหิมวันต์ พระราชาก็ตรัสถามว่า จะพอรู้อุบายที่จะจับหงส์เหล่านั้นได้หรือไม่ พวกพรานก็กราบทูลว่าไม่ทราบ จึงได้ทรงปรึกษากับพราหมณ์บัณฑิต

พราหมณ์บัณฑิตก็กราบทูลว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องไปจับที่เขาคิชฌกูฏ ขอให้ทรงขุดสระใหญ่ชื่อ เขมะ ทางทิศเหนือของพระนคร ให้เต็มด้วยน้ำ ปลูกธัญชาติต่างๆ ให้นายพรานผู้ฉลาดคนหนึ่งอยู่ประจำรักษา อย่าให้หมู่มนุษย์เข้าไปใกล้ และให้ประกาศเป็นเขตให้อภัยแก่สกุณชาติต่างๆ ที่จะมาหากินที่สระนั้น

เมื่อพรานผู้รักษาสระได้เห็นหงส์ทองลงมา ก็ได้เฝ้าดูอยู่ถึง 6-7 วัน ว่ามาจับที่ไหน และเมื่อสังเกตที่ได้แน่นอนแล้ว ก็วางบ่วงดักไว้ใต้น้ำ พระยาหงส์ทองนั้นมาก็ลงไปในน้ำตรงบ่วงนั้น ก็ติดบ่วงของนายพราน จากนั้นนำหงส์ไปถวายพระราชา

ฝ่ายพระราชาเมื่อได้เห็นหงส์ก็มีความดีใจ และก็บอกว่าให้พักอยู่ระยะหนึ่งก็จะปล่อยไป และให้พระยาหงส์อยู่ในที่อันสมควร และก็ได้พระราชทานอาหาร เป็นต้น

ฝ่ายพระยาหงส์นั้นก็ได้ทูลแก่พระราชาเป็นการปฏิสันถารว่า พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธ ทรงสำราญดีอยู่ ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรมหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า เราไม่มีโรคาพยาธิ มีความสำราญดี และเราก็ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า โทษอะไรๆ ไม่มีอยู่ในอำมาตย์ของพระองค์ละหรือ และอำมาตย์เหล่านั้นไม่มีอาลัยชีวิตในประโยชน์ของพระองค์ละหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า โทษอะไรๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้นไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของเรา

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉม พระยศ เป็นไปตามอัธยาศัยของพระองค์ละหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉม และพระยศ เป็นไปตามอัธยาศัยของเรา

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า พระองค์มิได้ทรงเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตรายแก่ที่ไหนๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอละหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า เรามิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหนๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอ

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า พระองค์ทรงยำเกรงสัตบุรุษ ทรงเว้นอสัตบุรุษ พระองค์ไม่ทรงละทิ้งธรรม ไม่ทรงประพฤติคล้อยตามอธรรมละหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า เรายำเกรงสัตบุรุษ เว้นอสัตบุรุษ ประพฤติคล้อยตามธรรม ละทิ้งอธรรม

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นชัดซึ่งพระชนมายุอันเป็นอนาคตยั่งยืนยาวอยู่หรือ พระองค์ทรงมัวเมาในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่สะดุ้งกลัวปรโลกหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า เราพิจารณาเห็นชัดซึ่งอายุอันเป็นอนาคตยั่งยืนยาวอยู่ เราตั้งอยู่แล้วในธรรม 10 ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราเห็นกุศลธรรมที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้คือ ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน ความไม่พิโรธ คือความกระทำไม่ให้ผิด แต่นั้นมีปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อยย่อมเกิดแก่เรา ดั่งนี้

เมื่อพระราชาได้ตรัสตอบดั่งนี้แล้ว พระยาหงส์ก็ถวายอนุโมทนาแก่พระราชา และก็ได้พระราชทานทรัพย์แก่นายพราน ทรงให้พระยาหงส์กับเสนาบดีพระยาหงส์พักอยู่ ทรงพระราชทานเลี้ยงดูให้มีความสุข แล้วก็ทรงปล่อยพระยาหงส์และหงส์เสนาบดีนั้นให้กลับไปสู่ภูเขาคิชฌกูฏ

เรื่องนี้แสดงทศพิธราชธรรม อันเป็นธรรมของผู้ปกครอง

เนื้อความในมหาหังสชาดกมีดั่งที่เล่ามานี้ และเรื่องทศพิธราชธรรม ก็มาจากคำตอบ หรือพระราชดำรัสตอบของพระราชาตอนที่ว่า เราตั้งอยู่ในธรรม 10 ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราเห็นกุศลธรรมที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้คือ ทาน ศีล ปริจจาคะ-การบริจาค อาชชวะ-ความซื่อตรง มัททวะ-ความอ่อนโยน ตบะ-ความเพียร อักโกธะ-ความไม่โกรธ อวิหิงสา-ความไม่เบียดเบียน ขันติ-ความอดทน อวิโรธนะ-ความไม่ทำให้ผิด รวมเป็น 10 ประการ

นี่คือธรรมที่สำคัญ ที่ผู้นำทั้งหลายควรจะมี

เรื่องดีๆ ในโครงการ บวชพระถวายพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/575401

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 09:31 น.

เรื่องดีๆ ในโครงการ บวชพระถวายพระสังฆราช

โดย วรธาร ทัดแก้ว

โครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในโอกาสทรงเจริญพระชันษา 92 ปี ในวันที่ 26 มิ.ย. 2562 โดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ภายใต้การนำของ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์อุวรรณโณ ประธานกรรมการมูลนิธิฯซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1-12 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา มีเรื่องราวดีๆ เรื่องที่เป็นมงคล ให้ได้เห็น ให้ได้ยิน ให้ได้รับรู้ และควรแก่การนำมากล่าวอนุโมทนาสาธุการมากมาย

หากท่านใดรู้จักผู้ที่บวชพระ ผู้ถือศีล 8 หรือผู้ที่แสวงบุญร่วมไปกับคณะของโครงการนี้ตลอดทั้ง 12 วัน ลองสอบถามดู เชื่อว่าแต่ละคนที่ไปย่อมจะได้รับประสบการณ์ดีๆ จากการไปอินเดีย-เนปาลครั้งนี้ โดยเฉพาะการจาริกไปสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง ที่ประสูติ (ลุมพินีวัน) ที่ตรัสรู้ (พุทธคยา) ที่แสดงปฐมเทศนา (สารนาถ) และที่ปรินิพพาน (กุสินารา)

มีหลายคนที่เกิดปีติ ขนลุก บางคนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เมื่อไปเห็นสถานที่จริงและนึกย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล เช่น อาจารย์วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักคดีพิเศษ น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวเมื่อเข้าไปภายในพระสถูปปรินิพพาน เห็นพระพุทธปรินิพพาน ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา บางคนจิตเข้าสมาธิได้เร็ว เช่น อาจารย์บวรศักดิ์อุวรรณโณ ท่านว่าเข้าสมาธิได้เร็วมากเมื่อนั่งที่ใต้พระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา และที่พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

อีกเรื่องหนึ่ง ในคณะมีแพทย์ที่ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อคณะถึงวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล หลังทำวัตรสวดมนต์และทำบุญผ้าป่าถวายวัดไทยลุมพินีพระศรีโพธิวิเทศ (เจ้าคุณสุพจน์) กล่าวกับคณะว่า ท่านได้ทำโครงการผ่าตัดดวงตาให้กับคนเนปาลที่มีปัญหาทางด้านการมองเห็นเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันพระบรมราชสมภพ วันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งทางแพทย์ที่ไปก็อาสาว่าปีหน้าจะพาทีมแพทย์ไปช่วย ทุกคนต่างก็สาธุการ

เรื่องทำบุญ มีสถานที่และเหตุการณ์หนึ่งที่รู้แล้วก็ได้แต่สาธุรัวๆ อาจารย์บวรศักดิ์ (ขณะเป็นพระญาณปวรโพธิ) ตอนคณะไปพักวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา ท่านได้เดินจงกรมรอบพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา 65 รอบ (เกินอายุ 1 รอบ) แล้วมองเห็นป้ายเชิญชวนร่วมทำบุญผ้าป่าบูรณะพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา จำนวน 99 กองกองละ 9,999 บาท ที่ทางวัดขึ้นไว้

อาจารย์บวรศักดิ์ได้กล่าวกับพระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (พระอาจารย์สมพงษ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลและบริหารวัด ในเวลาต่อมาก่อนที่คณะจะออกเดินทางต่อไปลุมพินีวัน ประเทศเนปาล ว่าขอรับเป็นเจ้าภาพ ปรากฏพอท่านเป็นผู้นำทำบุญและบอกบุญกับคณะ ทั้งพระและฆราวาสก็ได้แจ้งความประสงค์ ร่วมทำบุญครบตามจำนวนกองที่ทางวัดระบุในชั่วเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ จนท่านพระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ได้ฝากเจริญพรขอบคุณมายังอาจารย์บวรศักด์และคณะ

อีกเรื่องที่สร้างความอัศจรรย์ใจ คือ “พระธาตุเสด็จมาเอง” เป็นพระธาตุของคุณนิติสิทธิ์ ศรียี่ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นไอไอ ที่อาสามาทำหน้าที่เด็กวัดให้กับพระนวกะของโครงการ ได้นำติดตัวไปด้วยโดยบรรจุในผอบ 6 องค์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก็ได้สร้างความอัศจรรย์ให้พระ 2-3 รูป รวมผู้เขียน เมื่อคุณนิติสิทธิ์เปิดผอบที่วัดไทยเชตวันมหาวิหาร กลายเป็นว่าพระธาตุเสด็จมาเพิ่มอีก 3 รวมเป็น 9 องค์ ซึ่งเรื่องนี้รู้กันไม่กี่คนเพราะคุณนิติสิทธิ์ไม่ได้บอกใคร

ยังมีเรื่องดีๆ อีกหลายเรื่องที่ได้ยินแล้วก็พลอยอนุโมทนาสาธุไปด้วย เช่นมีพระนวกะในโครงการรูปหนึ่ง คือ พระไพรัตน์ ชมศิริ บวชลำดับที่ 7 ถือธุดงค์เอกาสนิกังคะ ฉันมื้อเดียวตลอด 10 วันที่อยู่ในสมณเพศ ท่านบอกว่าเป็นความตั้งใจตั้งแต่ก่อนบวชในโครงการว่าถ้าบวชแล้วจะฉันมื้อเดียว

อีกความประทับใจหนึ่งที่ต้องบอกว่าได้ใจของคณะไปเต็มๆ ก็คือ คุณหมอโชคชัย ลีโทชวลิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ที่อาสาไปเป็นแพทย์ดูแลคณะของโครงการตลอด 12 วัน เป็นอย่างดี หยูกยาพร้อม ใครป่วยไม่สบายก็รีบไปดูแลทันที ความเป็นกันเองของคุณหมอ ไม่ถือเนื้อถือตัว ก็ทำให้คุณหมอเป็นที่รักของทุกคนในคณะ

ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ มีผู้บวชท่านหนึ่งที่ผ่านการบวชมาแล้วทั้งหมด 8 ครั้ง คือ อาจารย์วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการพิเศษ สำนักคดีพิเศษ ซึ่งเป็นการบวชที่ดินแดนพุทธภูมิทั้งสิ้น ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 และเป็นครั้งที่ 2 ของการบวชในโครงการฯ ของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม

อาจารย์วงศ์สกุล ตอนเป็นพระตั้งใจปฏิบัติมาก มีความสำรวมระวังในสิกขาบทและไม่เคยถือตัวกับทุกคน ชอบสวดมนต์เป็นพิเศษ ท่านบอกว่า การที่ท่านตั้งใจปฏิบัติเพราะเห็นว่าการได้มาดินแดนพุทธภูมิไม่ใช่ง่ายๆ ยิ่งได้มาในเพศบรรพชิตยิ่งไม่ง่ายมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นจึงต้องตักตวงทำให้เต็มที่ เพราะเวลากลับไปกรุงเทพฯ การที่จะได้ทำแบบนี้มันยาก เพราะมีภารกิจหน้าที่ต้องทำมากมาย บางครั้งจิตใจเองก็เขวไปทางอื่น ไม่มีเวลาที่จะปฏิบัติ

“การได้บวชกับโครงการของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าฯ นับว่าได้สิ่งที่ได้ (ลาภะ) ที่พิเศษกว่าโครงการอื่นที่เคยบวชมา คือ นอกจากได้ความรู้ธรรมะและประวัติของสถานที่สำคัญๆจากพระวิทยากรเหมือนกันแล้ว แต่โครงการนี้อาจารย์บวรศักดิ์จะให้เกร็ดความรู้มากมาย เช่น เกี่ยวกับธรรมะ วินัยสงฆ์บทสวดมนต์ ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาสถานที่ต่างๆ ที่คณะได้เดินทางไป” อาจารย์วงศ์สกุล กล่าว

73 พระนวกโพธิ 12 วันในแดนพุทธภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/574805

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:15 น.

73 พระนวกโพธิ 12 วันในแดนพุทธภูมิ

เรื่อง…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ พัทธดนฐ์ กัญญาบุตร

เป็นครั้งที่ 2 ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปอินเดีย-เนปาล แดนดินถิ่นพุทธภูมิ กับคณะโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 1-12 ธ.ค. 2561

โครงการนี้มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม นำโดย ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ จัดเป็นปีที่ 2 มีผู้สมัครบวชจากหลายอาชีพ อาทิ อัยการ ตำรวจ ทหาร แพทย์ ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรเอกชน ข้าราชการบำนาญ เป็นต้น จำนวน 73 คน นำโดยอาจารย์บวรศักดิ์ พร้อมผู้ถือศีล 8 นุ่งขาวห่มขาวประมาณ 40 คน ทั้งชายและหญิง ทีมจัดงาน ทีมเด็กวัด ทีมแพทย์ ทีมสื่อมวลชน และผู้แสวงบุญ รวมประมาณ 150 ชีวิต

รับพระเมตตาจากประมุขสงฆ์

ทั้ง 73 คนได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ให้เข้ารับประทานผ้าไตรจีวร ณ พระวิหารวัดราชบพิธฯ ในวันที่ 30 พ.ย. จากนั้นเช้าวันที่ 1 ธ.ค. ก็บินสู่สาธารณรัฐอินเดีย โดยสายการบินไทยสมายล์เพื่อประกอบพิธีบรรพชาและอุปสมบทใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา และในอุโบสถวัดไทยพุทธคยา ตามลำดับ โดยมีพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เป็นพระอุปัชฌาย์

ฉายา…โพธิ ความปีติของทุกคน

ผู้อุปสมบทได้นามฉายาต่อท้ายด้วยคำว่า “โพธิ” ซึ่งเป็นรูปแบบการให้ฉายาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพระธรรมโพธิวงศ์ ที่ไม่ว่าใครมาบวชที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยมีท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ จะต้องได้รับนามฉายาที่ลงท้ายด้วย “โพธิ” เสมอ เพื่อเป็นเครื่องแสดงให้รู้ว่าผู้บวชได้บวชใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ หนึ่งในสังเวชนียสถานทั้งสี่จริง ซึ่งนับเป็นความปีติของทุกคน และหลังจากบวชเป็นพระใหม่ก็ไม่ได้เรียกพระนวกะเฉยๆ แต่เรียกพระนวกโพธิ (นะวะกะโพธิ) อีกด้วย

โพธิ มีความหมายหลายอย่าง เช่น หมายถึงต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ก็ได้ ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ก็ได้ ซึ่งมิใช่ปัญญาธรรมดา แต่เป็นปัญญาที่ทำให้หมดสิ้นกิเลสทั้งปวง ดังนั้นเมื่อ “โพธิ” อยู่ในฉายา ก็ขอให้รู้ว่าทุกคนได้ชื่อที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เช่น ญาณปวรโพธิ ฉายาของพระบวรศักดิ์ (อุวรรณโณ)เป็นต้น ขณะที่ผู้รักษาศีล 8 (บวชชีพราหมณ์) ก็ได้รับชื่อใหม่เป็นภาษาบาลีลงท้ายด้วย “โพธิ” มีวุฒิบัตรรับรองเช่นเดียวกัน

5 วันที่พุทธคยา กิจกรรมแน่น

ความที่โครงการมีกำหนด 12 วัน และผู้บวชมีเวลาปฏิบัติธรรมในสมณเพศแค่ 10 วัน เพราะต้องลาสิกขาวันที่ 10 ธ.ค. ที่ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล กิจกรรมจึงค่อนข้างแน่น เฉพาะการอุปสมบทต้องทำ 2 วัน ที่อุโบสถวัดไทยพุทธคยา (วันที่ 1-2 ธ.ค.) ช่วงประกอบพิธีอุปสมบท มีญาติผู้บวชบางส่วนที่ร่วมเดินทางมากับคณะ ผู้บวชชีพราหมณ์ ผู้แสวงบุญ คณะทำงาน นำโดย ดร.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, บุษบา สังขวิภา, พรรณี จารุสมบัติ, ณัฐรินทร์ บุณยรัตน์วานิช, สมฤดี วัฒนาวงศ์, สุเทพ ไทยสวัสดิ์, ภาวินี ซำศิริพงษ์, วราภรณ์ สุริยา ทีมเด็กวัดแพทย์ และช่างภาพของโครงการ ก็ทำหน้าที่ด้วยอุตสาหะตลอดพิธีบวช พอบวชจบแต่ละชุดก็ลั่นฆ้องและระฆังเป็นชัยมงคลให้เหล่าเทวดาสัมมาทิฐิได้ร่วมอนุโมทนาบุญไปด้วยกัน

กิจวัตรของพระนวกโพธิทั้ง 73 รูป ช่วงอยู่วัดไทยพุทธคยา 5 วัน หลักๆ คือ ทำวัตรสวดมนต์ เช้าและเย็นทุกวัน (มีการปรับเปลี่ยนบ้าง) ตื่นตี 5 ทำวัตรเช้า 6 โมง 1 ทุ่ม ทำวัตรเย็น มีบิณฑบาตในวัด บางวันตอนเช้า บางทีตอนเพล มีฉันในบาตร บางวันนั่งล้อมวงฉัน ก่อนฉันกล่าวคำพิจารณาบิณฑบาตก่อนเสมอ นอกจากนี้ทุกรูปยังได้เรียนรู้การพินทุผ้า การอธิษฐานบริขาร การห่มผ้าจากพระครูอุดมโพธิวิเทศ (พระครูณรงค์)

ช่วงบ่ายวันที่ 3 พระนวกโพธิและคณะเดินทางไปดงคสิริที่ที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา 6 ปี ในถ้ำที่ดงคสิริมีพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยาประดิษฐานอยู่ พระภาวนาวิริยคุณ (เจ้าคุณไสว) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ นำสวดบทอิติปิโสต่อด้วยพาหุงมหากา และนำปฏิบัติกรรมฐานถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช เสร็จแล้วเดินทางไปบ้านนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระมหาบุรุษที่เสวยแล้วได้บำเพ็ญเพียรทางใจจนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนวันเพ็ญเดือน 6

วันที่ 4 ธ.ค. พระครูปริยัติโพธิวิเทศ(คมสรณ์) หัวหน้าพระธรรมวิทยากร นำพระนวกโพธิและคณะไปราชคฤห์ จุดหมายคือวัดเวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย ขึ้นเขาคิชฌกูฏ 1 ใน 5 ภูเขาที่ล้อมรอบเมืองราชคฤห์ จุดที่ไปคือมูลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วไปกราบพระพุทธรูปองค์ดำและเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยนาลันทา

วันที่ 5 ธ.ค. ภาคเช้า คณะได้เข้าร่วมพิธีสวดสาธยายพระไตรปิฎกในงานสวดสาธยายพระไตรปิฎกที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 14 ที่พุทธคยา ซึ่งปีนี้วัดไทยในอินเดียเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากของคณะ พระญาณปวรโพธิ (ดร.บวรศักดิ์) พูดถึงการสาธยายพระไตรปิฎกว่า ในแง่ที่เป็น Symbolism ถือว่าได้มาก คือได้ระลึกถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าว่ายังคงมีอยู่จริง เป็นอกาลิโก ตราบใดที่พระธรรมมีอยู่และมีผู้ปฏิบัติพระอรหันต์คนมีศีลมีธรรมก็จะไม่สิ้นไปจากโลก ส่วนเนื้อหาที่สวดด้วยภาษาบาลี ภาษาพม่า หรือภาษาอื่นๆ นั้น ส่วนใหญ่คงฟังไม่รู้เรื่อง แต่พูดได้เลยว่าเป็นพิธีที่ดี

ภาคบ่าย มีการประกอบพิธีทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เนื่องในวันพระบรมราชสมภพ 5 ธ.ค. โดยนิมนต์พระสงฆ์ 10 รูป มีพระธรรมโพธิวงศ์ เป็นต้น เป็นประธานสวดพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วพระธรรมโพธิวงศ์ได้มอบฉายาบัตรให้แก่พระนวกโพธิและชีพรหมโพธิ (ชีพราหมณ์) จากนั้นคณะนำโดยพระญาณปวรโพธิได้มีน้ำใจมอบเงินให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนปัญจศีล ซึ่งป็นโรงเรียนแนวพุทธประมาณ 100 คน ที่เดินทางมาวัดโดยการนำของครูพระชาวอินเดีย สร้างความดีใจให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก

ไปสารนาถ กุสินารา และลุมพินีวัน

วันที่ 6 คณะออกเดินทางไปจากวัดไทยพุทธคยามุ่งสู่สารนาถ ป่าอิสิปนตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี สถานที่แสดงปฐมเทศนา ถึงสารนาถประมาณ 16.00 น. สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เจริญจิตตภาวนา ทำประทักษิณธัมเมกขสถูป 3 รอบ เสร็จแล้วเดินทางไปลอยเส้นผม (ที่เก็บไว้ตอนปลงผม) ที่แม่น้ำคงคา และเข้าพักที่โรงแรม เช้าวันที่ 7 เดินทางไปกุสินารา ถึงวัดไทยกุสินาราฯ เกือบ 1 ทุ่ม พร้อมกันที่อุโบสถทำวัตรสวดมนต์เย็น

เช้าวันที่ 8 หลังทำวัตรฉันเช้าเสร็จได้ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านอนรุทธวา ซึ่งปีนี้มีชาวบ้านใส่บาตรประมาณ 30-40 ครอบครัว มากกว่าปีที่แล้ว ช่วงบ่ายเดินทางไปห่มผ้าพระพุทธปรินิพพาน สวดมหาปรินิพพานสูตร ที่สาลวโนทยาน จากนั้นไปสวดมนต์ทำประทักษิณรอบมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ

วันที่ 9 ออกเดินทางไปลุมพินีวัน ประเทศเนปาล พักฉันเพลที่วัดไทย 960 ข้ามด่านโสเนาลีไปฝั่งเนปาล แวะไปสวดมนต์ที่รามคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ยังมีพระบรมสารีริกธาตุ จากนั้นเข้าพักวัดไทยลุมพินี ทำวัตรเย็นและถวายผ้าป่า ส่วนวันที่ 10 ตอนเช้าได้ไปทำพิธีลาสิกขาที่ลุมพินีวัน ใกล้กับวิหารมายาเทวี เสร็จแล้วเดินทางกลับเข้าอินเดีย ไปวัดไทยเชตวันมหาวิหาร ส่วนวันที่ 11 ได้ไปเยี่ยมชมบ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านบิดาของพระองคุลิมาล สถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ วัดบุพพารามที่นางวิสาขาสร้างถวาย และวัดเชตวันมหาวิหารที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายพระพุทธเจ้า วันที่ 12 เดินทางสู่เมืองลัคเนา บินกลับประเทศไทย

อยากสำเร็จ ต้องทำแบบเจ้าชายสิทธัตถะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/574803

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

อยากสำเร็จ ต้องทำแบบเจ้าชายสิทธัตถะ

เรื่อง…ราช รามัญ

การเกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งหนึ่งในชีวิต หลายคนต่างแสวงหาความสำเร็จ และพยายามเรียนรู้ถึงความสำเร็จที่ตนเองต้องการ แต่หลายคนในยุคนี้ ไปตีความของคำว่าสำเร็จเอาไว้ที่ ความร่ำรวย เพียงอย่างเดียว

แต่ในความเป็นจริงคำว่า ความสำเร็จ มิได้หมายถึงการมีเงินทองมากมายแล้วจึงบอกว่า สำเร็จในชีวิต โดยเนื้อแท้ของคำว่าความสำเร็จนั้นอันที่จริงสื่อถึง เราตั้งเป้าหมายอะไรเอาไว้ในชีวิต แล้วเราสามารถทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้นได้ นั่นต่างหาก คือ ความสำเร็จที่แท้จริง

เจ้าชายของเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ที่มีพระนามว่า สิทธัตถะ เป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้ชีวิตเพื่อความสำเร็จ หลายคนอาจเคยเรียนท่องจำพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า และทราบว่าพระนามเดิมของพระพุทธเจ้า คือ สิทธัตถะ แต่สักกี่คนที่อ่านแล้วได้สังเกตสารประโยชน์ของเรื่องนั้น ถึงมุมวิธีคิดบ้าง

เจ้าชายสิทธัตถะ ตั้งหมายชีวิตทันทีที่เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า โลกนี้มีแต่ความเป็นทุกข์ประชาชนของพระองค์ต่างก็เป็นทุกข์ ความเกิด แก่ ชรา เจ็บป่วย และตาย ต่างเป็นทุกข์อย่างแท้จริง การที่รับทราบก็เป็นเวลาที่เสด็จออกจากพระราชวังคราวแรก

พระทัยของพระองค์จึงตั้งมั่นเหลือคณานับกับการค้นหาวิธี เพื่อที่จะเอามาช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ไม่ต้องเป็นทุกข์

ความทุกข์ทางกายล้วนมีรากมาจากจิตใจทั้งสิ้น ในวันนั้นทรงเห็นว่า วรรณะการแบ่งชั้นแบบเจ้ายศเจ้าอย่าง ก็สามารถทำให้ผู้คนนั้นมีความทุกข์มากขึ้นไปอีก

ในที่สุดทรงตั้งเป้าหมาย…จะทำอย่างไรให้มนุษย์มีความสุข หมดทุกข์กับเรื่องของการเกิด แก่ เจ็บป่วยไม่สบาย เป็นการตั้งโจทย์ที่ยากจะค้นหาคำตอบได้อย่างแท้จริง เป็นโจทย์ที่ฟังแล้วดูดีแต่จะทำได้จริงหรือไม่

พระองค์จึงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า มีหนทางเดียว คือ การโฟกัสกับเรื่องการค้นหาวิธีที่จะทำให้หมดความทุกข์ และต้องใช้เวลาในการทุ่มเทอย่างมาก หนทางเดียว ต้องอาศัยในฝ่ายจิตวิญญาณเท่านั้นจึงจะทำให้เรารอดออกจากความทุกข์นั้นได้

เมื่อทรงตั้งเป้าหมายชัดแล้วเดินหน้าลุย เดินไปโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย รู้แต่เรื่องของทางโลกเพียงอย่างเดียว ท่านไปอาศัยสำนักดังในยุคนั้นเพื่อปฏิบัติทางจิตวิญญาณอยู่ 2 สำนัก

เมื่อเรียนรู้เจนจบก็พบว่า ยังไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ท่านต้องการอย่างแท้จริง จึงมุ่งหน้าต่อไปในการปฏิบัติเพื่อหาวิธีการที่ทำให้ได้เห็นในสิ่งที่ตัวท่านเองต้องการ คือ หนทางของการดับความทุกข์

ท่านใช้เวลาเกือบ 5-6 ปี ในการลองผิดลองถูก ทำวิธีหนึ่งแล้วผิดก็เลิกทำใหม่ ทำในสิ่งใหม่แล้วก็ผิดจึงทำวิธีใหม่ เป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ กระทั่งบางครั้งทำผิดจะเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด อาทิ การอดอาหาร และในการทำนั้นบางทีท่านก็มาเปลี่ยนวิธีการจากอดอาหารมาทานอาหารแทน ทำให้ใครหลายคนไม่เข้าใจทิ้งท่านไป อาทิ ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5

แต่พระองค์ก็ไม่ใส่ใจ…อยากทิ้งไปก็ไป แต่ทรงเชื่อมั่นว่า วิธีที่เคยทำมันผิด ก็ทรงแน่วแน่ในทางใหม่ต่อไป ทำไปจนกระทั่งได้พบความสำเร็จ ได้พบความจริงว่า วิธีที่จะทำให้คนดับทุกข์ได้ต้องไม่กลับมาเกิดซึ่งมีวิธีการขบวนการอยู่แท้จริง

จากการเรียนรู้เรื่องของพุทธประวัติ ในช่วงที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ทำให้เราได้ทราบว่า การโฟกัสเป้าหมายโดยไม่เปลี่ยนนั้น สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงบนโลกนี้

แต่ที่เราไม่สำเร็จในการใช้ชีวิตนั้น เพราะมีปัจจัยหลายส่วนมากมาย โดยหลักๆ คือ

1.โฟกัสไม่ชัดเจน

2.ไม่ลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

3.ไม่ศึกษาใคร่ครวญในระหว่างที่ลงมือทำแบบลองผิดลองถูก

ถ้านำเอาแบบอย่างของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ลงมือทำจริง ทุ่มเทจริงไปใช้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ความสำเร็จทั้งปวงย่อมเกิดขึ้น ไม่ว่าจะนำเอาไปใช้ในเรื่องอะไรก็ตาม กับการแสวงหาความสำเร็จในปัจจุบัน หรือการใช้ชีวิต ย่อมเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด

อยากสำเร็จต้องทำแบบเจ้าชายสิทธัตถะ

‘วิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์’ ทุกอย่างคือการทำบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/574802

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

‘วิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์’ ทุกอย่างคือการทำบุญ

เรื่อง…เอกชัย จั่นทอง

ใกล้ปีใหม่นี้ คอลัมน์ “พุทธานุภาพ” ยังคงคัดสรรพระเครื่องสวยพร้อมแทรกเรื่องราวชวนน่าอ่าน มาให้มิตรรักทุกท่านเหมือนเช่นเคย คราวนี้ขอพาไปทำความรู้จักกับผู้ชายวัยกลางคน “หนุ่มหน้ามน คนจังหวัดสุพรรณ” อย่าง “พี่ก้อ”วิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร ที่มีบทบาทสำคัญค่อยรวบรวมข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ของกรุงเทพฯ สู่การรับรู้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง

วิรัตน์ นับเป็นอีกผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะพระเครื่องที่แขวนเป็นประจำ แม้อาจไม่มีความรู้เรื่องพระเครื่องเท่าเซียนใหญ่ ด้วยหัวใจศรัทธาพุทธศาสนาจึงเป็นเครื่องค่อยค้ำจุนชีวิตยึดเหนี่ยวจิตใจ เนื่องจากเชื่อว่าพระจะคุ้มครอง ย้ำเตือนสติให้เราปฏิบัติตัวอยู่ในความถูกต้อง แม้บางครั้งแวดล้อมข้างกายอาจนำพาไปในทางไม่ดีก็ตาม

สำหรับตัว “วิรัตน์” เองนั้น ชีวิตเริ่มเข้าสู่การรับราชการครั้งแรกปี 2538 เป็นนักพัฒนาชุมชน สำนักงานเขตพญาไท ถัดมาปี 2541 เป็นนักพัฒนาชุมชน สำนักงานเขตสะพานสูง ในปีเดียวกันขยับตำแหน่งเป็น เจ้าพนักงานปกครอง สำนักงานเขตดุสิต ปี 2543 เป็นเจ้าหน้าที่วินัย กองวินัย สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร

ต่อมาในปี 2550 เป็นนิติกร สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักปลัดกรุงเทพฯ ยาวเรื่อยมาจนถึงปี 2560 เป็นผู้อำนวยการกองนันทนาการ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ในปีเดียวกันขยับไปนั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ ก่อนจะถูกสถานะขึ้นเป็นสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพฯ จนปัจจุบันนี้ ปี 2561 นั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

ศึกษาชีวิตหน้าที่การทำงานมาพอสมควร จะขาดไม่ได้เลยคือพระเครื่องคู่ใจที่ “วิรัตน์” แขวนติดตัวอยู่เป็นประจำนั้น ซึ่งเจ้าตัวให้เกียรติเปิดพระเครื่ององค์โปรดให้ชม ปรากฏว่า คือ “พระเม็ดขนุนปางลีลา เนื้อดิน ปี 2500 หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท” เลี่ยมกรอบเงินสภาพเก่า ดูผ่านการใช้งานมาไม่น้อย ที่สำคัญพระองค์นี้เป็นมรดกตกทอดจากคุณแม่ จึงนับว่าให้คุณค่าทางใจอย่างมาก

“สมัยก่อนแม่ชอบไปทำบุญตามวัด ทางวัดมักจะให้พระเครื่องกลับมาอยู่เสมอ ที่บ้านเลยมีพระเก็บไว้ในกำปั่นอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ส่วนตัวไม่ได้สนใจอะไรมากแจกจ่ายให้เพื่อนฝูง คนรู้จักไปหมด เนื่องจากเราเชื่อว่าพระคุ้มครองคนดีอยู่แล้ว แต่เราต้องปฏิบัติดีด้วย อีกอย่างการคล้องพระมันคอยเตือนไม่ให้เราทำสิ่งไม่ดี ทุกครั้งที่ไม่สบายใจเราจะสวดมนต์” ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ เล่า

วิรัตน์ ยังเล่าให้ฟังว่า เหนืออื่นใดถ้าจะให้สำเร็จเราต้องเชื่อมั่นตัวเอง เชื่อในบารมีพระเพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ หลายครั้งหลายปัญหาทุกอย่างราบรื่น หรือมีปัญหาไม่รุนแรงใหญ่โต ขณะที่ส่วนตัวทุกเช้าก่อนแขวนพระจะสวดมนต์ไหว้พระก่อนตลอด เพื่อขอให้คุ้มครองตัวเอง และครอบครัว ให้ปลอดภัยจากอันตราย

ในฐานะผู้บริหารต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา“วิรัตน์” จึงนำหลักธรรมพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้อย่างได้ผล เลือกปกครองคนแบบครอบครัว ไม่ใช้อำนาจสั่งเพียงอย่างเดียว บางครั้งต้องมีหลักคิดหลักทำเข้ามาเกื้อหนุนกัน หากใครติดขัดปัญหาอะไร แลกเปลี่ยน ปรึกษาช่วยเหลือกัน บางครั้งตึงเกินไปก็ไม่เกิดประโยชน์ สู้การอยู่แบบเข้าใจกลมเกลียวกันจะตอบโจทย์การทำงานดีที่สุด

วิรัตน์ ทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม เช่น การให้โอกาส ช่วยเหลือ ปรึกษา ฯลฯ ทุกอย่างคือการทำบุญ แล้วบุญนั้นจะส่งผลให้เราทุกคนประสบความสำเร็จ ภายใต้มิตรไมตรีและน้ำใจที่ได้กลับคืนมา เพราะการทำดีย่อมได้ดี มั่นใจว่าการช่วยกันก็ถือเป็นบุญอย่างหนึ่งเช่นกัน

รัฐมนตรีอินเดีย ชื่นชมคณะสงฆ์และชาวไทย ที่สร้างโรงพยาบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/574053

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 09:35 น.

รัฐมนตรีอินเดีย ชื่นชมคณะสงฆ์และชาวไทย ที่สร้างโรงพยาบาล

โดย สมาน สุดโต

Sarwan Kumar รัฐมนตรีพัฒนาชนบททุรกันดารแห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ชื่นชมคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทย ที่สร้างโรงพยาบาลให้บริการประชาชน เพราะโรงพยาบาลเป็นความสำคัญของมนุษย์ พร้อมทั้งชื่นชมชาวพุทธไทยที่สร้างความเจริญให้พุทธสถาน หากชาวพุทธไทยไม่มา ก็จะไม่เห็นพุทธคยาในปัจจุบัน จึงหวังว่าชาวพุทธไทยจะช่วยสร้างความเจริญให้พุทธสถานที่อื่นๆ ในอินเดียต่อไป

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2561 คณะศิษย์พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 Ph.D.) อดีตหัวหน้าพระธรรมทูตไทย สายอินเดีย-เนปาล อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ โรงพยาบาล BhuripaloHospital & Meditation Center ที่ถนน Sujata bypass Road คยา รัฐพิหาร โดยเชิญ Sarwan Kumar รัฐมนตรีพัฒนาชนบททุรกันดารแห่งรัฐพิหาร มาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในการวางศิลาฤกษ์

พระครูสิทธิปริยัติวิเทศ (ดร.ฉลองจนฺทสิริ) รองประธานโครงการ กล่าวรายงานการสร้างโรงพยาบาลต่อที่ประชุมว่า การสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ เพื่อสนองปณิธานพระเทพโพธิวิเทศ ที่มีความประสงค์ในการช่วยเหลือผู้แสวงบุญชาวพุทธและประชาชนชาวอินเดียที่เจ็บป่วย บริเวณพุทธคยา ทั้งนี้เพราะโรงพยาบาลที่มีในวัดไทยพุทธคยามีขนาดเล็ก ไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนที่เดินทางมาบูชามหาเจดีย์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์จำนวนมาก

พระครูสิทธิปริยัติวิเทศ ซึ่งเป็นเลขานุการพระธรรมทูตไทยในครั้งนั้น ได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินตั้งแต่ปี 2553 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 8 ไร่

ดร.พระครูวินัยธรสมุทร ถาวรธมฺโมรองประธานโครงการจัดสร้างโรงพยาบาลกล่าวว่า เมื่อสร้างเป็นโรงพยาบาลตามเป้าหมาย จะสนองความต้องการประชาชนชาวพุทธที่มาแสวงบุญ โดยเฉพาะชาวไทยทั้งพระสงฆ์และฆราวาสจำนวนนับแสนคน ที่เดินทางมาบูชาที่พุทธคยาแต่ละปี และประชาชนชาวอินเดียทั่วไป

สถานที่ตั้งโรงพยาบาลนั้น ตามโครงการแล้วจะไม่มีแค่โรงพยาบาล แต่จะเป็นที่ตั้งสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พระอุโบสถ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ปัจจุบันได้สร้างที่พักเป็นอาคาร 3 ชั้น 40 ห้อง โดยมีชั้นใต้ดินเป็นที่ประกอบกิจกรรมทางสงฆ์ในหลายกรณีด้วยกัน เช่น สถานที่บำเพ็ญกุศล เป็นต้น

ประวัติย่อพระเทพโพธิวิเทศ หรือหลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล อดีตหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยานั้น ท่านได้มาปฏิบัติศาสนกิจที่พุทธคยา สาธารณรัฐอินเดียนี้ เป็นเวลา 53 กว่าปี หลังจากสอบ ป.ธ.9 ได้เมื่อปี 2502 ได้เดินทางมาศึกษาภาษาอังกฤษที่เดลี จากนั้นเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศานตินิเกตัน และปริญญาเอกมหาวิทยาลัยมคธ จนมีดีกรีเป็น พระมหา ดร.ทองยอด ป.ธ.9 เมื่อ พ.ศ. 2523

ส่วนงานปกครองในอินเดียนั้น ท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำกับดูแลวัดไทยนาลันทา เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร และ พ.ศ. 2532 เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไทย สายอินเดีย-เนปาล

ผลงานและปฏิปทาที่ชาวพุทธชื่นชม คือ ความเมตตา กรุณา และให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกชั้นโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา ถือได้ว่าพระเทพโพธิวิเทศเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่สำคัญของวัดมหาธาตุและคณะสงฆ์ไทย ถึงกับมหาเถรสมาคมมอบความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตซึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่ดีงาม จนกระทั่งมรณภาพ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ประเทศไทย เมื่อเวลา 09.00 น.เช้าวันที่ 28 พ.ค. 2554 สิริอายุ 83 ปี พรรษา 63 พระราชทานเพลิงวันที่ 22​ ส.ค. 2554 ณ วัดสระเกศฯ กรุงเทพมหานคร

มพล.ประสบความสำเร็จในการจัดประชุมพุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/573339

  • วันที่ 09 ธ.ค. 2561 เวลา 09:05 น.

มพล.ประสบความสำเร็จในการจัดประชุมพุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดย สสต.

ตามที่คอลัมน์นี้เสนอไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ธ.ค. 2561 เรื่องการประชุมนานาชาติ พุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (The Buddhist Path to Sustainable Development Goals) ที่สำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ซึ่งจัดวันที่ 4-5 ธ.ค. 2561 นั้น งานผ่านไปด้วยความราบรื่น เป็นไปตามเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลก (มพล.) ตั้งไว้ ดังที่ท่านศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) อธิการบดี มพล. และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เขียนขอบคุณผู้ร่วมงาน และจิตอาสาทุกท่าน หลังจากงานจบลงด้วยดี ดังนี้

“พระพุทธศาสดากล่าวไว้ว่า ‘ความสามัคคีของหมู่คณะนำสุขมาให้’ ข้อ 17 ของ SDGs ก็คือ Partnership for Goal และในอุปนิษัทของพระเวท มีกล่าวไว้ว่า อติถี เทโว ภวะ แปลว่า ‘แขกผู้มาเยือนเราเป็นเสมือนเทวดา’

ขออนุโมทนาอำนวยพร ขอบคุณ ทุกท่านที่ได้ทุ่มเทให้กับการจัดประชุมนานาชาติเชิงวิชาการในครั้งนี้ ทุกท่านคงได้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า งานที่ท่านได้ทำไปได้ก่อประโยชน์อะไรให้กับ ตน องค์กร ประเทศ และโลก เท่าที่อาตมาได้คุยกับแขกต่างชาติเห็นทุกคนประทับใจกับการต้อนรับดูแลของทุกท่าน

ฝั่งแขกวีไอพีของไทยที่มาในงาน ทุกคนประทับใจเช่นเดียวกัน ส่วนเนื้อหาการประชุมเป็นเช่นใด ทุกคนก็คงได้ทราบแก่ใจของตนด้วยตนเองแล้ว

วันที่ 4-5 ธ.ค. ถือได้ว่า เราได้น้อมรำลึกสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นที่รักของพวกเราทุกคนอย่างสร้างสรรค์ ทำให้นานาชาติได้เข้าใจ ‘ศาสตร์แห่งเศรษฐกิจพอเพียง’

การทำงานของทุกหน่วยงานอย่างไม่ย่อท้อ ตั้งแต่ พ.ส.ล. ยพสล. และโดยเฉพาะยุวพุทธฯ นับว่านิมิตหมายที่ดีในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อพระศาสนา

วันนี้ (6 ธ.ค.) ฝ่ายดูแลแขกก็ต้องทยอยส่งแขกกลับประเทศของตน ยังต้องเหนื่อยอีกวัน ขอฝากดูแลและฝากขอบคุณแขกทุกท่าน

สำหรับเหล่าจิตอาสาทั้งหลาย อาจารย์ไม่ทราบว่า จะขอบคุณทุกท่านอย่างไรให้สมกับที่ทุกท่านได้ทุ่มเทจนเกิดความสำเร็จของการจัดประชุมในครั้งนี้

ด้วยพุทธบารมีแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยธรรมบารมีแห่งคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระสังฆบารมีแห่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และด้วยพระราชบารมี แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จงอำนวยให้ทุกท่านประสบสันติสุขโดยธรรมทั่วกัน”

งานนี้จัดโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ยพสล.) และมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก (มพล.) ร่วมกับโครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ The Caux Round Table ศูนย์บริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของสถาบันศศินทร์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรำลึกและเทิดพระเกียรติใน 2 โอกาส คือ วันพ่อแห่งชาติ รำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อเริ่มพิธีอย่างเป็นทางการ พัลลภ ไทยอารี รองประธาน และเลขาธิการกิตติมศักดิ์ พ.ส.ล. จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ นำสวดมนต์ไหว้พระ เสร็จแล้ว พัลลภ อ่านสารของท่านแผน วรรณเมธี ประธาน พ.ส.ล. เพื่อแสดงความยินดีและต้อนรับนักวิชาการ และผู้เข้าร่วมประชุมนานาประเทศ

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ปาฐกถานำ เรื่องการตีความใหม่ของเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับความสนใจจากที่ประชุมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเข้าสู่โหมดการสัมมนาช่วงที่ 1 ในเวลา 10.00 น. ดร.สตีเฟน บี ยัง เป็นผู้นำการอภิปราย ตามด้วย ดร.เอ็มมาโทมาลิน พูดถึงพระพุทธศาสนาและเป้าหมายที่ยั่งยืนข้อ 5 (การบรรลุความเท่าเทียมทางเพศสภาพและการให้อำนาจแก่สภาพสตรีและเด็กผู้หญิง) ปัญหาและการขับเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้รับความสนใจจากที่ประชุม จะเห็นได้จากผู้ร่วมประชุมหลายท่าน เช่น นพ.มโนเลาหวนิช Dr.Yo Hsiang Chou จากไต้หวัน และผู้แทนจากเนปาล ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ

ดร.แพททริก เมนดิส ชาวศรีลังกา แต่ถือสัญชาติอเมริกัน อดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกา (ยุคประธานาธิบดีคลินตัน) ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน พูดถึงเรื่องว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยแสดงกราฟฟิกหลักการที่มีการวิเคราะห์ว่าสามารถใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้บรรลุเป้าหมายได้

ในการประชุมวันที่ 5 ธ.ค. 2561 ที่หอประชุมพุทธมณฑล ในช่วงบ่าย พระพรหมบัณฑิต (ศ.ดร.ประยูร Ph.D. ป.ธ.9) กรรมการมหาเถรสมาคม เดินทางมาเปิดการสัมมนา และบรรยายพิเศษ ในการนี้ พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ แนะนำวิทยากรระดับโลกให้รู้จักกับพระพรหมบัณฑิตอย่างทั่วถึง

หลังจากนั้น มีการอภิปรายอีก 2 จนกระทั่งเวลา 17.50 น. พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวปิดการประชุม

สรุปว่าเป็นงานชิ้นโบแดงของ มพล.ที่จัดงานวิชาการระดับนานาชาติประสบผลสำเร็จน่าพอใจทุกฝ่าย

การประชุมพุทธมรรค สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/572627

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2561 เวลา 09:07 น.

การประชุมพุทธมรรค สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โดย วรธาร ทัดแก้ว

การประชุมนานาชาติ “พุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (The Buddhist Path to Sustainable Development Goals) จะเริ่มขึ้นในวันที่ 4-5 ธ.ค.นี้แล้ว ถือเป็นการประชุมสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาสังคมโลกในทุกด้าน และครอบคลุมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ประการของสหประชาชาติ เช่น การขจัดความยากจน การขจัดความหิวโหย การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ การสร้างสังคมสันติสุข การลดความเหลื่อมล้ำ เป็นต้น

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.) องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก และมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก ร่วมกับโครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ The Caux Round Table ศูนย์บริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของสถาบันศศินทร์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกและเทิดพระเกียรติใน 2 วโรกาส คือ วันพ่อแห่งชาติ รำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) วัดบวรนิเวศวิหาร อธิการบดีกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 คือผู้สร้างและพัฒนาศาสตร์แห่งเศรษฐกิจพอเพียงที่ทั่วโลกยอมรับ อย่าง อิรีนา โบโควา อดีตผู้อำนวยการสำนักงานใหญ่ยูเนสโก ได้เคยกล่าวเทิดพระเกียรติพระองค์ไว้ในการประชุมพุทธศาสนานานาชาติ ที่ยูเนสโก กรุงปารีส เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2560 ว่า “พระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน มิใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่ทั่วสากลโลก พระองค์ทรงได้สร้างประวัติศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 20 แต่พระวิสัยทัศน์ของพระองค์ซึ่งดิฉันเรียกว่าเป็นปัญญามากกว่าจะสร้างประวัติศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 21 ด้วย พระองค์ได้พระราชทานพระวิสัยทัศน์แห่งการพัฒนามนุษย์อย่างบูรณาการ เพื่อให้ผู้ด้อยโอกาสมีอำนาจที่จะบรรลุความเท่าเทียมกันทางสังคม ด้วยการท้าทายรูปแบบของการพัฒนาทั่วๆ ไป แนวพระราชดำรินี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติที่ได้ตั้งเป้าบรรลุในปี 2573 ซึ่งประกาศไปเมื่อปี 2559 นับเป็นการตั้งพระราชปณิธานและเป็นต้นแบบพิมพ์เขียวที่ชัดเจนในการพัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการปกป้องโลกของเรา”

การประชุมนานาชาติพุทธมรรคสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ ได้กำหนดรูปแบบการประชุมเพื่อจัดทำหนังสืออ้างอิงทางวิชาการทางด้านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยวันแรกของการประชุมและการประชุมในช่วงเช้าของวันที่ 2 เป็นการนำเสนอแนวคิดทางวิชาการ โดยได้เปิดให้บุคคลที่มีความรู้ทางวิชาการด้านต่างๆ เข้าร่วมรับฟังและให้ร่วมวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อให้แนวคิดที่นำเสนอนั้นมีความถูกต้องแม่นยำ มีหลักการคิดที่รอบด้านเหมือนรูปแบบการนำเสนองานวิจัยระดับปริญญาเอก ส่วนการประชุมช่วงบ่ายของวันที่ 2 จะเปิดให้นักวิชาการทั่วไป ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน นิสิตนักศึกษา และพระสงฆ์ ตลอดจนถึงประชาชนทั่วไปได้เข้าร่วมรับฟังข้อสรุปจากงานวิชาการทั้งหมด แล้วจักได้รวบรวมงานทั้งหมดไปจัดพิมพ์เป็นหนังสืออ้างอิงทางวิชาการเรื่องแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) วัดบวรนิเวศวิหาร อธิการบดีกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้เชิญนักวิชาการผู้มีผลงานที่สอดคล้องกับหัวข้อของหนังสืออ้างอิงที่ตั้งไว้ และได้ขอให้นักวิชาการแต่ละท่านร่วมค้นคว้าและผลิตชิ้นงานตามหัวข้อ โดยเปิดให้นำเสนอแนวคิดในมุมกว้าง เพื่อให้ผลงานที่ออกมามีหลักการแนวคิดและข้อมูลวิชาการที่หลากหลาย น่าเชื่อถือ และสร้างให้เกิดการยอมรับจากสังคมทั่วโลก

เมื่อกระบวนการค้นคว้าได้เสร็จสิ้นลงแล้วตามกำหนดการ ก็ได้ขอให้ทุกท่านนำเสนอผลงานที่นักวิชาการแต่ละท่านมานำเสนอต่อที่ประชุมในกลุ่มย่อย ซึ่งได้รับเชิญให้มาร่วมวิเคราะห์และวิจารณ์งานที่นำเสนอ โดยนักวิชาการผู้มีผลงานที่สอดคล้องกับหัวข้อของหนังสืออ้างอิงที่ตั้งไว้ที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) อธิการบดีกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก จะแสดงมุขกถาเรื่อง การตีความใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงสู่เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน

2.ดร.อิสาเบลลา บันน์ (Isabella Bunn) อาจารย์สอนวิทยาลัยริเจนต์พาร์ค มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เชี่ยวชาญเรื่องความยุติธรรมและจริยธรรมในระดับโลก มุมมองของกฎหมายเศรษฐกิจนานาชาติ ทั้งมีประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษากฎหมายระดับนานาชาติทั้งภาครัฐและเอกชน พื้นฐานด้านวิชาการ ปริญญาตรี ด้าน Foreign Service ปริญญาโท ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและด้านเทววิทยา ปริญญาเอก กฎหมายสิทธิมนุษยชน จะมานำเสนอในหัวข้อ “บริบทของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”

3.ดร.แพททริก โอซุลิแวน (Patrick O’Sullivan) เคยสอนที่มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ใน Business School ที่ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 25 ปี ก่อนย้ายมาทำงานในสถาบันการบริหารเกรโนเบิล เกรโนเบิล ประเทศฝรั่งเศส จะนำเสนอในเรื่อง “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นยูโทเปีย การโฆษณาชวนเชื่อ หรือสัจธรรมที่ปฏิบัติได้”

4.ดร.สตีเฟน บี ยัง (Stephen B. Young) อาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยมินิอาโซตา สหรัฐอเมริกา ผู้ค้นพบโบราณสถานบ้านเชียง ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการบริหาร Caux Round Table for Moral Capitallism สหรัฐอเมริกา นำเสนอในเรื่อง “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่รัฐบาลคุณธรรม เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในฐานะเป็นวิถีทางของรัฐบาลคุณธรรม”

5.ดร.พูมใจ นาคสกุล อดีตที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา และรองประธานอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จะนำเสนอเรื่อง “การบริหารความเสี่ยงและคุณค่าทางความยั่งยืนสำหรับบริษัท”

6.ดร.โจ แมกนุสัน (Joel Magnuson) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน จากพอร์ตแลนด์ โอเรกอน นักเขียนชื่อดัง ผู้เขียนหนังสือ “From Greed to Well-Being” “Mindful Economy” เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น จะนำเสนอเรื่อง “เปลี่ยนแนวทางคิดเพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจ-โครงสร้างสถาบันทางพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

7.นิกม์ พิศลยบุตร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของสถาบันศศินทร์ และตัวแทนในประเทศไทยของ โคซ์ ราวด์ เทเบิล (Caux Round Table) เครือข่ายระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนธรรมาภิบาลในภาครัฐและเอกชน ออกแบบกลยุทธ์ทางปัญญาและเครื่องมือในการสร้างสังคมโลกยั่งยืน และวสุ ศรีวิภา Senior ResearchAssociate and Strategic Coordinator ศูนย์บริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของสถาบันศศินทร์ นำเสนอเรื่อง “กรณีศึกษาของความยั่งยืนตามวิถีธรรมในที่ทำงานตามบริษัทในประเทศไทย”

8.ดร.เอ็มมา โทมาลิน (Emma Tomalin) ศาสตราจารย์ทางด้านศาสนาและชีวิตสาธารณะ มหาวิทยาลัยลีดส์ สหราชอาณาจักร เป็นนักเขียนที่มีผลงานที่ได้รับความนิยมมากมายจากผลงานวิจัยที่ทำ ปัจจุบันกำลังดำเนินโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก The Arts and Humanities ResearchCouncil สหราชอาณาจักร จะนำเสนอในเรื่อง “พระพุทธศาสนา และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 5 (การบรรลุความเท่าเทียมทางเพศสภาพและการให้อำนาจแก่สุภาพสตรีและเด็กผู้หญิง)-ปัญหาและการขับเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลง”

9.ดร.แพททริก เมนดิส (Patrick Mendis) อดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐ (ยุคคลินตัน) ปัจจุบันเป็น Associate-in-Research ศูนย์แฟร์แบงก์เพื่อจีนศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย George Mason, Fairfax รัฐเวอร์จิเนียจะนำเสนอในเรื่อง “พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไรเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน”

10.อินทิรา พี. บาเฮรามศาห์ (Indira P. Baheramsyah) ผู้บริหารมูลนิธิ The United in Diversity ประเทศอินโดนีเซีย นำเสนอเรื่อง “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พีระมิดแห่งความสุข กรณีศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย”

11.นีนา ซารด์จนานี (Nina Sardjunani) สำนักเลขาธิการ กระทรวงแผนพัฒนาชาติ ประเทศอินโดนีเซีย จะนำเสนอในเรื่อง “ประเทศอินโดนีเซียนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไปใช้อย่างไร”

ขณะที่การเชิญผู้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อเข้าร่วมรับฟังและให้ร่วมวิเคราะห์วิจารณ์นี้ได้พิจารณาผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่ครอบคลุมเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ด้านของสหประชาชาติ ตลอดจนด้านศาสนาและจิตวิญญาณ เพื่อให้หนังสืออ้างอิงฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมเนื้อหาและปัญหาหลักของสังคมโลก

ประกอบด้วยนักวิชาการด้านต่างๆ เช่น นักวิชาการทางด้านพระพุทธศาสนา ด้านการพัฒนายั่งยืน ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการพัฒนา สื่อมวลชน นักการเมือง นักอนุรักษ์ นักสิทธิมนุษยชน นักสิ่งแวดล้อม โดยผู้เข้าร่วมมีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย และแขกรับเชิญ อาทิ ผู้แทนประธานาธิบดีศรีลังกา อดีต รมว.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ประเทศเนปาล กรรมการบริหารขององค์การ พ.ส.ล. จากญี่ปุ่น ศรีลังกา สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย เนปาล ตัวแทนจากยูเอ็น ยูนิเซฟ ยูเนสโก (ประเทศไทย) เป็นต้น

การจัดประชุมจะจัดเป็น 2 วัน วันแรก (วันที่ 4 ธ.ค.) จัดที่สำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ในสวนเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท 24 และวันที่สอง (วันที่ 5 ธ.ค.) จัดที่อาคารหอสมุดพระพุทธศาสนานานาชาติ มหาสิรินาถ พุทธมณฑล จ.นครปฐม