โลกจับตาอังกฤษติดโควิดวันเดียวทะลุแสน นายกฯยันไม่เพิ่มมาตรการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671347

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 10:57 น.โลกจับตาอังกฤษติดโควิดวันเดียวทะลุแสน นายกฯยันไม่เพิ่มมาตรการโอมิครอนระบาดหนัก อังกฤษติดเชื้อพุ่งเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1 แสนรายในวันเดียว

เมื่อคืนวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมาสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ขั่วโมงของสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้นทะลุ 100,000 รายเป็นครั้งแรก เนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วทำให้มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่วันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 106,122 ราย เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้ามากกว่า 15,000 ราย

ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่านายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันจะสามารถทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่เพิ่มมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้นไปกว่านี้ในช่วงคริสต์มาสได้หรือไม่

ทั้งนี้ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสมากที่สุดในยุโรป โดยมีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 11 ล้านราย และเสียชีวิตอย่างน้อย 147,573 ราย

ขณะที่รัฐบาลกำลังเรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นซึ่งขณะนี้มีผู้ได้รับวัคซีนแล้วกว่า 30 ล้านคน

Photo by Tolga Akmen / AFP

กระตุ้นกันไม่จบไม่สิ้น หรือเราต้องฉีดวัคซีนโควิดกันตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671306

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 20:20 น.

กระตุ้นกันไม่จบไม่สิ้น หรือเราต้องฉีดวัคซีนโควิดกันตลอดชีวิต

ล่าสุดอิสราเอลเป็นประเทศแรกในโลกที่เดินหน้าฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเข็มที่ 4 ท่ามกลางการระบาดของโอมิครอน

การมาของโอมิครอน (Omicron) ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะยุโรปซึ่งโอมิครอนกลายเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่เดลตา เร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือเข็ม 3 ซ้ำยังย่นระยะเวลาระหว่างเข็ม 2 กับเข็ม 3 ให้สั้นลงเหลือ 3 เดือนบ้าง 4.5 เดือนบ้าง

ตอนนี้ความจำเป็นของเข็ม 3 เพื่อรับมือโอมิครอนเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจาก Pfizer หรือ Moderna หรือการศึกษาวิจัยในอังกฤษและอิสราเอล ที่บอกว่าทำให้ระดับภูมิคุ้มกันจาก 2 เข็มแรกที่ค่อยๆ ลดลงไปแล้วเมื่อเวลาผ่านไปดีดกลับขึ้นมาอีกครั้ง และสู้โอมิครอนได้

คำถามคือ หลังจากนี้เราจะต้องฉีดเข็มกระตุ้นกันอีกกี่เข็ม มีเข็ม 3 แล้วจะมี 4 หรือ 5 ตามมาไหม หรือจะต้องฉีดกันทุกปีเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ขณะนี้ฝั่งผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าชาวโลกจำเป็นต้องฉีดเข็ม 4 ในระยะสั้นหรือระยะกลางนี้หรือไม่ เพราะมีหลายปัจจัยให้พิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์โอมิครอน และการพัฒนาของการแพร่ระบาดว่าจะคุมได้มากน้อยเท่าใด

แต่ถึงอย่างนั้นอิสราเอลก็ไม่รอช้า หลังจากมีผู้เสียชีวิตจาก โอมิครอน 1 รายรัฐบาลก็สั่งเดินหน้าฉีดเข็ม 4 แก่ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงทันที

ส่วนฝั่งผู้ผลิตยาอย่าง อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอของ Pfizer บอกว่า เข็ม 4 จำเป็น และอาจจะต้องฉีดกันเร็วกว่า 12 เดือนตามที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ เพราะโอมิครอนหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดว่าเราอาจต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 กันทุกปี

สัปดาห์ที่แล้ว แอนโธนี ฟาวซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและที่ปรึกษาด้านการรับมือ Covid-19 ของทำเนียบขาวระบุว่า เขายังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าอาจต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นกันทุกปีในอนาคต แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าจำเป็นหรือไม่

ย้อนไปเมื่อเดือน เม.ย. ก่อนที่จะพบโอมิครอน ซีอีโอของ Pfizer ก็พูดในทำนองนี้ โดยบอกว่า “มีวัคซีนอย่างโปลิโอที่ฉีดเข็มเดียวก็เพียงพอ และมีวีคซีนอย่างไข้หวัดใหญ่ที่ต้องฉีดทุกปี และไวรัส Covid-19 มีความคล้ายกับไวรัสไข้หวัดใหญ่มากกว่าไวรัสโปลิโอ”

และดูเหมือนว่า Moderna ก็มุ่งไปในแนวทางฉีดกระตุ้นทุกปีเช่นกัน เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ Moderma ประกาศว่ากำลังร่วมมือกับ Novavax พัฒนาวัคซีนเข็มเดียวที่รวมเอาวัคซีน Covid-19 เข็มกระตุ้นและวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไว้ด้วยกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทดลองทางคลินิก

หากมองในมุมของธุรกิจ บริษัทยาคงไม่ลงทุนทำอะไรที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคต ดังนั้นเราไม่น่าจะหนีการฉีดวัคซีน Covid-19 ทุกปีไปได้

เมื่อพูดถึงการฉีดวัคซีน ดูเหมือนผู้คนในฝั่งเอเชียจะพูดง่ายกว่าชาวตะวันตก ชาวเอเชียต่อให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกันหนักหน่วงแค่ไหน แต่เมื่อรัฐบาลประกาศมาตรการอะไรออกมา ชาวเอเชียมีแนวโน้มจะปฏิบัติตามมากกว่าชาวตะวันตก

จริงอยู่ว่าที่ญี่ปุ่นในช่วงแรกๆ อัตราการฉีดวัคซีนช้ามากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศร่ำรวยอื่นๆ เพราะชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังลังเลที่จะฉีดวัคซีน (ประเด็นนี้อยู่คู่กับญี่ปุ่นมานานแล้วไม่ว่าจะวัคซีนอะไรก็ตาม) แต่หลังจากมั่นใจแล้ว อัตราการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นพุ่งพรวดขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่ประชาชนฉีดวัคซีนครบโดสสูงที่สุดประเทศหนึ่ง

ศาสตราจารย์ เคนจิ ชิบุยะ จาก Tokyo Foundation for Policy Research มองว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นต่างจากสหรัฐหรือยุโรปคือ วัคซีนไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง

“ที่นี่เราไม่ทำให้เป็นเรื่องการเมือง มันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของเสรีภาพหรือสิทธิส่วนบุคคล ประชาชนไม่เชื่อในเรื่องทฤษฎีสมคบคิดใดๆ ก็ตาม”

ขณะที่ชาวตะวันตกมักจะตั้งคำถามกับทุกเรื่องจนบางทีก็ถามมากไป หรือยึดมั่นในเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนตัวมากเกิน จนบางครั้งกลายเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโรคระบาดที่เป็นเรื่องของคนส่วนรวมมากกว่าเสรีภาพส่วนบุคคล

ในสหรัฐโดยเฉพาะในรัฐสีแดงฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน ชาวอเมริกันหลายคนยอมตกงาน แต่หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมฉีดวัคซีน

ที่เมืองคองคอร์ดรัฐนิวแฮมเชียร์ เป็นเรื่องน่าแปลกใจมากที่คนที่เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านวัคซีนยังสวมเครื่องแบบในห้องผ่าตัดอยู่เลย ทั้งที่น่าจะเชื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า อาทิ ลีอาห์ คุชแมน เธอพร้อมที่จะเสียหน้าที่การงานหากถูกบังคับให้ฉีดวัคซีน

เธอบอกกับ BBC ว่า “ความเชื่อของฉันเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ฉันเชื่อว่าผู้ที่สร้างฉันมาได้มอบภูมิคุ้มกันที่จะปกป้องฉัน แต่หากฉันป่วย นั่นคือการกระทำของพระเจ้า ฉันจะไม่รับยาที่ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันเด็ดขาด”

คุชแมนบอกอีกว่า วัคซีน Covid-19 ยังอยู่ในช่วงการทดลอง (แม้ว่า Pfizer จะได้รับการอนุมัติเต็มรูปแบบจากองค์การอาหารและยา (FDA) แล้ว ซึ่งหมายความว่า FDA เห็นแล้วว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะบ่งชี้ว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัย) และยืนยันว่าไม่ว่ายังไงก็จะไม่ฉีดวัคซีน

ทว่า สกอต โคลบี ซีอีโอโรงพยาบาล Upper Connecticut Valley ยอมรับว่าต้องเสียบุคลากรไปหลายคนจากการบังคับฉีดวัคซีน แต่ยังเชื่อว่าทางโรงพยาบาลตัดสินใจถูกต้องแล้ว และมองว่ามีประเด็นนอกเหนือจากเรื่องความเชื่อทางศาสนาหรือการแพทย์

“มันไม่ใช่แค่โควิด มีวัคซีนอื่นที่บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องฉีดอย่างวัคซีนไวรัสตับอักเสบ หรือวัคซีนป้องกันคางทูม หัด และหัดเยอรมัน ดังนั้นถ้าจะพูดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองก็คงไม่ใช่” โคบลบีเผยกับ BBC

กลับมาที่คุชแมนซึ่งเป็นตัวแทนประจำรัฐของพรรครีพับลิกันด้วย เธอยืนยันว่าจุดยืนของเธอเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสรีภาพด้วย “รัฐบาลไบเดนพุ่งเป้ามาที่สิทธิสูงสุดในตัวเรา ถึงเราจะบุคลากรทางการแพทย์ เราก็ยังต้องการสิทธิ์ในการเลือกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา”

แม้แต่อีกตัวเลือกหนึ่งอย่างการตรวจหาเชื้ออย่างสม่ำเสมอก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับชาวอเมริกันที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน

คาซีม เอาต์ลอว์ จากเมืองวอลลิงฟอร์ดในรัฐคอนเนตทิคัต ครูดีเด่นเมื่อปีที่แล้วต้องตกงานเพราะไม่ยอมฉีดวัคซีน เพราะรู้สึกว่าคำสั่งนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำตามได้

“ผมไม่ใช่ส่วนผสมใดๆ ที่มาจากการสังเคราะห์มาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ อาหารเสริม หรืออาหาร ดังนั้นการฉีดวัคซีนเป็นเรื่องที่ขัดกับวิถีชีวิตผม” เอาต์ลอว์เผยกับ BBC

อดีตครูรายนี้ได้รับข้อเสนอให้ตรวจหาเชื้อรายสัปดาห์แทนการฉีดวัคซีนเหมือนกับครูคนอื่น แต่เจ้าตัวมองว่าการตรวจหาเชื้อนี้เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นและไม่สะดวก

“วิธีที่จิตวิญญาณของเราพูดกับเรา เสียงเล็กๆ นั้นที่บอกเราว่าอะไรถูกอะไรผิด เสียงนั้นกำลังบอกผมว่าผมต้องตัดสินใจเรื่องนี้เดี๋ยวนี้”

แต่ในขณะที่ชาวอเมริกันยังถกเถียงกันเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลกับสาธารณสุข ตัวเลขฟ้องว่า Covid-19 คร่าชีวิตชาวอเมริกันรวมเกือบ 1 ล้านคนแล้ว

Photo by DANIEL MUNOZ / AFP

จะเป็นอย่างไรเมื่อคนเอเชียบุกเมืองที่ได้ชื่อว่า ‘เหยียดโคตรๆ’ ในสหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671307

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 18:35 น.จะเป็นอย่างไรเมื่อคนเอเชียบุกเมืองที่ได้ชื่อว่า 'เหยียดโคตรๆ' ในสหรัฐเมื่อคนเอเชียลองใช้ชีวิตใน “เมืองที่เหยียดเชื้อชาติที่สุดในอเมริกา”

การเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐยังคงพุ่งเป้าไปที่พลเมืองเชื้อสายเอเชีย และยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง และการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติกำลังเป็นปัญหาใหญ่และทวีความรุนแรงมากขึ้นในสหรัฐ ซึ่งมีคนไทยไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อ

ไม่นานมานี้มีข่าวหนึ่งที่เป็นกระแสบนโลกออนไลน์เมื่อนักศึกษาสาวไทยถูกทำร้ายร่างกาย พยายามทำอนาจาร และชิงทรัพย์ ขณะกำลังยืนรอรถไฟที่สถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ซึ่งผ่านมาแล้วเป็นเดือนคดีความก็ยังไม่คืบหน้า

อีกข่าวหนึ่งที่น่าสลดใจคือกรณีของนายวิชา รัตนภักดี ชายไทยวัย 84 ปีที่อาศัยอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต โดยเชื่อว่ามีมูลเหตุมาจากพฤติกรรมการเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชีย

  • องค์กร STOP AAPI Hate ระบุว่าชาวเอเชียในสหรัฐตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากความเกลียดชังหลายพันครั้งในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ศูนย์ศึกษาความเกลียดชังและลัทธิหัวรุนแรงระบุว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวเอเชียในสหรัฐเมื่อปี 2020 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 149% ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
  • ทว่า ข้อมูลของสำนักสถิติกระทรวงยุติธรรมพบว่า ตัวเลขนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากผู้เสียหายจากเหตุการณ์เหล่านี้แจ้งตำรวจไม่ถึงครึ่ง
  • นอกจากนี้ยังมีชาวเอเชียจำนวนมากที่ออกมาเล่าประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติ และมีชาวเอเชียจำนวนไม่น้อยที่ถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ จนกระทั่งแฮชแท็ก #StopAsianHate ขึ้นเป็นแฮชแท็กยอดนิยมบนโลกออนไลน์อยู่ขณะหนึ่ง

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในหลายต่อหลายเมืองในสหรัฐ แต่มีอยู่เมืองหนึ่งที่ถูกเรียกว่าเป็นเมืองที่เหยียดเชื้อชาติที่สุดในอเมริกา

เมืองแฮร์ริสัน รัฐอาร์คันซอ เป็นเมืองที่มีคนผิวขาวอาศัยอยู่ราว 95% และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีชาวผิวขาวมากที่สุดในสหรัฐ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเมืองนี้ถูกเรียกว่าเป็น “เมืองที่เหยียดเชื้อชาติที่สุดในอเมริกา” (The most racist town in America)

ในปี 1905 และ 1909 เกิดการจลาจลของคนผิวขาวขึ้นในแฮร์ริสันซึ่งขับไล่ชาวผิวดำออกจากพื้นที่ และในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการจลาจลทางเชื้อชาติขึ้นอีก 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการหลั่งไหลเข้ามาของลัทธิคลั่งคนผิวขาว (White Supremacist) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 ด้วยเหตุนี้แหล่งข่าวหลายแห่งจึงเรียกเมืองนี้ว่า The most racist town in America

เมืองนี้มีชื่อเสียงมากเมื่อปีที่แล้วเมื่อมีการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของคนผิวดำ (Black Lives Matter) โดย ร็อบ บลิส (Rob Bliss) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวผิวขาวออกมาถือป้ายรณรงค์ Black Lives Matter ที่เมืองแห่งนี้ แล้วก็พบว่าปฏิกิริยาของคนที่นี่ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนัก

แล้วกับชาวเอเชียจะเป็นยังไง?

ช่อง Cantomando บนยูทูบ ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 7 แสนคนได้ทดลองใช้ชีวิตในเมืองแฮร์ริสัน ในคลิปวิดีโอที่ชื่อว่า “ชีวิตของชาวเอเชียในเมืองที่เหยียดเชื้อชาติที่สุดในอเมริกา” (Day in the Life of an Asian in America’s Most RACIST Town) เพื่อดูปฏิกิริยาของผู้คนในเมืองแห่งนี้ที่มีต่อชาวเอเชีย

“ได้ข่าวว่านี่เป็นเมืองที่เหยียดเชื้อชาติที่สุด ในฐานะเอเชียนอเมริกัน พวกเรา 3 คนอยากมาเห็นกับตาตัวเอง” ยูทูบเบอร์กล่าวในคลิปวิดีโอ

แต่ต้องถึงกับอึ้งเมื่อพบกับหญิงคนหนึ่งที่บอกกับพวกเขาว่า “หลานสาวของเธออายุ 26 หล่อนชอบผู้ชายจีน อยากจะไปเมืองจีนสักครั้งและหิ้วผู้ชายจีนกลับบ้านสักคน” และยังขอกอดพวกเขาด้วย

และยิ่งผิดคาดเมื่อพวกเขาไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ซึ่งพนักงานบอกกับพวกเขาว่าในฐานะคนเชื้อสายเอเชียที่อยู่ที่นี่มาหลายปีเธอไม่เคยมีประสบการณ์ถูกเหยียดเลย

ยูทูบเบอร์ลองแกล้งคุยโทรศัพท์เป็นภาษาจีนเสียงดังๆ ก็แล้ว เข้าไปพูดคุยกับคนที่นี่ก็แล้ว พวกเขาก็ยังไม่เจอว่าจะมีใครเหยียดพวกเขาเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ยูทูปเบอร์ 3 คนนี้ยังได้ร่วมวงพูดคุย กิน ดื่ม เล่นบาสเกตบอลกับคนที่นี่ ซึ่งทุกคนก็ต้อนรับและพูดคุยกับพวกเขาอย่างเป็นมิตร นี่คืออีกด้านหนึ่งที่คลิปวิดีโอของร็อบ บลิสไม่ได้เล่า

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีผู้ชมกว่า 6.7 ล้านครั้งและความคิดเห็นอีกกว่า 4 หมื่นรายการ อาทิ

“ฉันชอบที่คนหนุ่มสาวที่นี่ตระหนักถึงชื่อเสียงที่ไม่ดีของเมืองและพยายามจะเปลี่ยนมันด้วยความเป็นมิตร”

“พวกเขาแค่ไม่รู้จักความหลากหลาย โดยเฉพาะคนรุ่นเก่า แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี”

“ความจริงก็คือพวกคุณมีทีมงาน มีกล้อง มันก็เหมือนมีตำรวจคุ้มกันนั่นแหละ”

“ฉันทึ่งกับความกล้าของพวกคุณที่ไปที่นี่ทั้งที่รู้ว่าอาจถูกทำร้าย..ดีใจที่พวกคุณปลอดภัย”

“มีคนมองไม่แปลกหรอก ผู้ชายผมหลากสี 3 คนกำลังเดินไปมาพร้อมกล้องและพยายามถ่ายอะไรบางอย่าง ในเมืองที่ประชากร 40% ยังใช้โทรศัพท์แบบฝาพับอยู่เลย”

“”ไม่มีใครอยากไปเที่ยวกับพวกเราเลย” (อ้างคำพูดของยูทูบเบอร์ในคลิปวิดีโอ) เป็นฉันก็ไม่อยากไปเที่ยวกับชายแปลกหน้า 3 คนเหมือนกัน”

“ฉันเป็นเอเชียนอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเมืองแบบนี้ ผู้คนน่ารักและให้การต้อนรับดีมาก แค่เปิดใจให้กว้างก็พอ :)”

“สถานที่ไม่ได้เหยียดเชื้อชาติ ผู้คนต่างหากที่เหยียด”

“เราต้องเข้าใจด้วยว่าการกระทำของคนบางคนจะนำมาตัดสินคนทุกคนไม่ได้”

Photo by REUTERS/Eric Lee

ภัยของโอมิครอน มันทำให้โรงพยาบาลล้นจนรักษาไม่ทัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671302

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 17:41 น.ภัยของโอมิครอน มันทำให้โรงพยาบาลล้นจนรักษาไม่ทันถึงแม้ว่าอาการ (เบื้องต้น) จะไม่รุนแรง แต่มันมีความร้ายกาจที่ซ่อนอยู่ นั่นคือทำให้ระบบสาธารณสุขแบกรับไม่ไหว

1. เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้วว่าถึงแม้โอมิครอนจะมีอาการไม่หนัก แต่มันจะทำให้โรงพยาบาลแบกรับผู้ป่วยไม่ไหว และประเด็นนี้ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องรีบขยับตัว เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนเตรียมส่งทหาร 1,000 นายไปช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลต่างๆ พร้อมกับแจกอุปกรณ์ตรวจเชื้อด่วน 500 ล้านชิ้นให้ประชาชน คาดว่าก็เพื่อให้ประชาชนรู้อาการตัวเองโดยไม่ต้องมาโรงพยาบาลให้ภาระของระบบสาธารณสุขหนักอึ้งเข้าไปอีก

2. ที่ฝรั่งเศส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเผยผลจากโมเดลการวิเคราะห์คาดว่าผู้ติดเชื้อโอมิครอนในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 ของการติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมดในอีกไม่นาน และคาดว่าผู้ติดเชื้อรายวันจะสูงถึง 100,000 รายต่อวัน (จากในขณะนี้ที่ 70,000 รายต่อวัน) เบื้องต้น ฝรั่งเศสจะไม่ประกาศมาตรการควบคุมการระบาด (แต่ในอนาคตไม่แน่) เพราะจะเน้นไปที่การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าโรงพยาบาลเริ่มจะอาการหนักเพราะผู้ป่วย ICU ถึงระดับ 3,000 คนต่อวัน

3. ข้ามมาที่ฝั่งเอเชีย เกาหลีใต้ที่กำลังเผชิญกับคลื่นการระบาดที่หนักขึ้นมาอีก มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีคิมบูคย็อมจะเพิ่มเตียงอีก 10,000 เตียงในโรงพยาบาลเพื่อรองรับผู้ป่วยอาการปานกลางถึงอาการหนักในช่วงกลางเดือนข้างหน้า และโรงพยาบาลบางแห่งจะมีการย้ายผู้ป่วยอื่นเพื่อเปลี่ยนมามารองรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะ โดยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ประธานาธิบดีมูน แจอิน เรียกร้องให้โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติให้ความสำคัญกับการรักษาผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 และให้รัฐบาลเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่โอมิครอนเป็นเชื้อหลักในประเทศ

4. รายงานจาก Sky News ของสหราชอาณาจักรตั้งข้อสังเกตว่าอัตราการติดเชื้อในสหราชอาณาจักพุ่งขึ้นสูงมากหลังจากพบโอมิครอนครั้งแรก เช่นเดียวกับอัตราการเข้ารับการักษาในโรงพยาบาล แต่กราฟของอัตราเข้าโรงพยาบาลยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับอัตราการติดเชื้อ แสดงว่าโอมิครินอาจจะมีอาการไม่รุนแรง และระบบสาธารณสุขอันจะไม่ล้น แต่รายงานเตือนว่าจะสรุปง่ายๆ แบบนั้นไม่ได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ผู้สูงสัยจะมีอาการหนักเพราะโอมิครอนจะทำให้อัตราเข้ารับการรักษาสูงขึ้นมาอีก

5. บทวิเคราะห์ของ Guardian ชี้ว่า การที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรรอหลักฐาน “ที่ชัดเจนแบบที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้” เกี่ยวกับโอมิครอน ถือเป็นการเดิมพันที่สูงเกินไป เพราะระบบสาธารณสุขเสี่ยงที่จะล้น บทวิเคราะห์ชี้ว่า “กรณีเคสโอมิครอนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเร็วกว่าทุกๆ 48 ชั่วโมงซึ่งหมายความว่าจำนวนบุคคลที่จะมีอาการร้ายแรงก็เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณด้วย” และ “โรงพยาบาลในลอนดอนรายงานว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น แต่ 10 วันนับจากนี้ มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น โดยไม่คำนึงถึงความรุนแรงของโอมิครอนเนื่องจากมีการติดเชื้อจำนวนมาก”

6. เยอรมนีก็มีความกังวลคล้ายๆ กัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพชาวเยอรมันกล่าวเมื่อวันพุธว่ามาตรการควบคุมใหม่อาจไม่มากพอที่จะสกัดโอมิครอนเอาไว้ได้ ในขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของประเทศกล่าวว่ายังมีโอกาสที่จะออกกฎการล็อคทั้งหมดหากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน สถาบัน Robert Koch Institute (RKI) สำหรับโรคติดเชื้อได้แนะนำให้ใช้ “ข้อจำกัดการสัมผัสสูงสุด” และ “มาตรการป้องกันการติดเชื้อสูงสุด” โดยให้ประกาศใช้ในทันที

7. เจอรัลด์ กาสส์ ประธานสหพันธ์โรงพยาบาลแห่งเยอรมนี (DKG) กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า โรงพยาบาลต่างๆ ได้รับความกดดันจากการระบาดระลอกที่สี่ และจะถูกผลักดันให้ถึงขีดจำกัด หากโอมิครอนกระตุ้นคลื่นที่ 5 ที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เขากล่าวว่า “ในสหราชอาณาจักรและเดนมาร์ก เราเห็นว่าตัวเลขการติดเชื้อที่สูงยังหมายความว่ามีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากต้องลาป่วยเนื่องจากตัวเองติดเชื้อ”

Jack Dorsey ลั่นสักวัน Bitcoin จะแทนที่เงินดอลลาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671279

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 15:10 น.Jack Dorsey ลั่นสักวัน Bitcoin จะแทนที่เงินดอลลาร์เมื่อ Cardi B ถามว่าคริปโตจะมาแทนที่ดอลลาร์หรือไม่? นี่คือคำตอบของผู้ก่อตั้ง Twitter

เมื่อแรปเปอร์สาว Cardi B จู่ๆ ก็สนใจคริปโตเคอร์เรนซี่ขึ้นมา เธอทวีตคำถามว่า “คุณคิดว่าคริปจะมาแทนที่ดอลลาร์หรือไม่?” แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ผู้ก่อตั้ง Twitter และปัจจุบันคือ Block, Inc ตอบสั้นๆ ว่า “Yes, Bitcoin will” หรือ “ถูกต้อง Bitcoin จะแทนที่ (ดอลลาร์)

คำตอบของดอร์ซีย์สั้นๆ แต่ได้ใจความ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับคำตอบนี้ เช่น @BarryARothman โต้ว่า “เรื่องไร้สาระที่สุด เงินดอลลาร์สหรัฐอิงกับเชื่อมั่นและเครดิตของรัฐบาลสหรัฐ Bitcoin ไม่ได้รับการสนับสนุนจากอะไรเลยนอกจากอากาศ สกุลเงินต้องมีความมั่นคงและไว้วางใจโดยปริยาย Bitcoin นั้นขาดคุณสมบัติทุกๆ ด้าน ไปสนใจกับการบริหาร Twitter เถอะ” หมายเหตุ คำพูดท้ายสุดเป็นการแขวะดอร์ซีย์ แต่จริงๆ แล้วเขาเพิ่งสะลตำแหน่งซีอีโอของ Twitter

@JakeReacts3 ตอบว่า “ไม่เพราะ เอาจริงๆ นะ คริปโตมันเกิดขึ้นจากการปั่น และรัฐบาลไม่อนุญาตเพราะคุณสามารถฟอกเงินได้ ดังนั้นรัฐบาลจะสามารถควบคุมเศรษฐกิจได้อย่างสมบูรณ์”

@Devilhimself69 ให้คำตอบกับ @iamcardib ว่า “ไม่ มัจะไม่เกิดขึ้น เงินดอลลาร์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง คริปโตเป็นเหมือเมฆ มันมีอยู่แต่จริงๆ แล้วก็เหมือนไม่มี”

@Grady_Booch ให้คำตอบว่า “ไม่ Cardi ผมเป็นสถาปนิกซอฟต์แวร์ มีปัญหาทางระบบกับโครงสร้างพื้นฐานของคริปโตเคอร์เรนซี่หลักๆ ทั้งหมดที่ทำให้ไม่สามารถปรับขนาดได้และเปิดกว้างต่อการถูกโจมตีที่อันตรายและกว้าง”

@8thDegreeSavage แสดงความเห็นว่า ““มูลค่า” ของสกุลเงินดิจิตอลเข้ารหัสนั้นผูกติดอยู่กับ “มูลค่า” ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ สิ่งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงในชั่วชีวิตของคุณ และในที่สุดเมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติของเรา ไม่มีทางที่มันจะไม่ถูกควบคุมมันทั้งหมดโดยคนรวยที่สุดในโลก ได้ มันเป็นกับดัก”

Photo by Jim WATSON / AFP

AstraZeneca เริ่มวิจัยวัคซีนตัวใหม่สู้เชื้อ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671276

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 15:00 น.AstraZeneca เริ่มวิจัยวัคซีนตัวใหม่สู้เชื้อ OmicronAstraZeneca จับมือออกซ์ฟอร์ดพัฒนาวัคซีนสูตรใหม่สู้ Omicron

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. บริษัท AstraZeneca Plc เผยว่ากำลังทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 สำหรับรับมือกับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะ

โฆษกของ AstraZeneca แถลงว่าขณะนี้บริษัทได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเบื้องต้นเพื่อผลิตวัคซีนสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนหากมีความจำเป็น โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

แซนดี้ ดักลาส หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเผยกับเดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์สว่าวัคซีนสูตรใหม่นี้จะยังคงใช้เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ (Viral Vector) โดยมีอะดีโนไวรัส (Adenovirus) เป็นพาหะเช่นเดียวกับวัคซีนรุ่นปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าวัคซีนของ AstraZeneca สูตรปัจจุบัน 2 เข็มสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโอมิครอนได้บ้าง แต่หากฉีดวัคซีนชนิด mRNA เป็นเข็มที่ 3 จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น แต่ยังคงไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนต่อเชื้อโอมิครอน

ผลการศึกษาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังพบว่า Evusheld (AZD7442) แอนติบอดีค็อกเทลของ AstraZeneca ยังคงสามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อ (neutralising) โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนได้

นอกจากนี้ ผู้ผลิตวัคซีน Pfizer/BioNTech และ Moderna เองก็เคยกล่าวว่าพวกเขากำลังวางแผนพัฒนาวัคซีนสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะเช่นกัน โดยคาดว่า Moderna จะเริ่มการทดลองในช่วงต้นปีหน้า

Photo by DANIEL MUNOZ / AFP

สวนทาง WHO ไบเดนชี้ฉีดวัคซีนแล้วฉลองได้ไม่ต้องกลัวป่วยหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671261

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.สวนทาง WHO ไบเดนชี้ฉีดวัคซีนแล้วฉลองได้ไม่ต้องกลัวป่วยหนักโจ ไบเดน ไฟเขียวชาวอเมริกันฉลองในวันหยุด ท่ามกลางโอมิครอนระบาดหนัก

CNN รายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวอเมริกันโดยกล่าวว่าประชาชนสามารถเฉลิมฉลองในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงได้หากได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้ว โดยไม่ต้องกลัวว่าจะป่วยหนัก แม้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนกำลังแพร่ระบาดมากขึ้น

“ผมทราบว่าชาวอเมริกันบางคนกำลังสงสัยว่าจะสามารถเฉลิมฉลองวันหยุดกับครอบครัวและเพื่อนๆ ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ คำตอบคือใช่ คุณสามารถทำได้หากคุณและคนที่คุณฉลองด้วยได้รับวัคซีนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น” ไบเดนกล่าวในการแถลงการณ์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ที่ผ่านมา

ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนซึ่งกลายเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐแล้ว ขณะที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะยกระดับมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดหรือไม่

ขณะที่ไบเดนเน้นย้ำว่าการแพร่ระบาดระลอกนี้จะไม่เป็นเหมือนช่วงเดือนมี.ค. 2020 อย่างแน่นอน และยืนยันว่าขณะนี้รัฐบาลไม่มีแผนที่จะล็อกดาวน์ แต่จะป้องกันไม่ให้ระบบสาธารณสุขของประเทศต้องรับภาระหนัก

พร้อมเรียกร้องให้ชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนที่ปฏิเสธวัคซีน เข้ารับการฉีดวัคซีนโดยด่วน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการป่วยหนักหรือเข้าโรงพยาบาล หลังจากที่สหรัฐพบผู้เสียชีวิตจากโอมิครอนรายแรกของประเทศแล้ว ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้นานาประเทศยกเลิกกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ โดยชี้ว่าการเฉลิมฉลองตอนนี้อาจต้องเสียใจในภายหลัง

Photo by Brendan Smialowski / AFP

อีลอน มัสก์ โวยรัฐแคลิฟอร์เนียเก็บภาษีมากเกินไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671260

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 12:33 น.อีลอน มัสก์ โวยรัฐแคลิฟอร์เนียเก็บภาษีมากเกินไปอีลอน มัสก์ เผยบรรลุเป้าหมายขายหุ้น Tesla 10% แล้วและวิจารณ์ว่ารัฐแคลิฟอร์เนียเก็บภาษีมากเกินไป

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Babylon Bee ว่า เขาขายหุ้นของ Tesla เพียงพอแล้วที่จะบรรลุเป้าหมายขายหุ้นในบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกให้ได้ 10% ตามที่ประกาศไว้

มัสก์ซึ่งเพิ่งย้ายสำนักงานใหญ่ของ Tesla จากรัฐแคลิฟอร์เนียไปยังรัฐเทกซัสเมื่อเร็วๆ นี้หลังจากที่เจ้าตัวย้ายที่อยู่ไปเมื่อปีที่แล้วยังบอกอีกว่า รัฐแคลิฟอร์เนียเก็บภาษีมากเกินไป

เมื่อวันอังคาร (21 ธ.ค.) มัสก์ขายหุ้น Tesla เพิ่มอีก 583,611 หุ้น มูลค่า 528 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้มัสก์ขายหุ้นไปแล้วรวมทั้งหมด 13.5 ล้านหุ้น หรือราว 80% ของจำนวนหุ้นที่วางแผนจะขาย

“ผมขายหุ้นไปเพียงพอแล้วที่จะบรรลุเป้า 10% รวมทั้งออปชั่นหุ้น และผมพยายามยึดตามตัวอักษรมากที่สุดในการขาย” มัสก์เผยกับ Babylon Bee

และเมื่อถูกถามว่าขายหุ้นตามผลโพลล์ในทวิตเตอร์หรือไม่ มัสก์ตอบว่า ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องใช้สิทธิ์ออปชั่นหุ้นที่กำลังจะหมดอายุในปีหน้าอยู่แล้ว

ในจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ขายไปแล้ว 13.5 ล้านหุ้น 8.06 ล้านหุ้นถูกขายเพื่อนำเงินไปจ่ายภาษีที่เกิดขึ้นจากการใช้สิทธิ์ออปชั่นหุ้น

เมื่อวันอาทิตย์ (19 ธ.ค.) มัสก์ทวีตว่า ปีนี้เขาต้องจ่ายภาษีกว่า 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 371,899 ล้านบาท

“แคลิฟอร์เนียเคยเป็นดินแดนแห่งโอกาสและตอนนี้มัน…กลายเป็นดินแดนที่มีกฎเกณฑ์เยอะแยะ มีการฟ้องร้องดำเนินคดีมากมาย เก็บภาษีมากเกินไป” มัสก์เผยกับ Babylon Bee “มันยากมากขึ้นที่จะทำอะไรให้สำเร็จในแคลิฟอร์เนีย”

Patrick Pleul/Pool via Reuters//File Photo

สิงคโปร์ตามรอยไทย เลิกระบบเข้าประเทศด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671255

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 12:05 น.สิงคโปร์ตามรอยไทย เลิกระบบเข้าประเทศด่วนสิงคโปร์ยกเลิกมาตรการเข้าเมืองแบบไม่ต้องกักตัว สกัดเชื้อโอมิครอน

วันนี้ (22 ธ.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลสิงคโปร์เตรียมยกเลิกการจำหน่ายตั๋วเดินทางสำหรับเที่ยวบินและรถโดยสารขาเข้าภายใต้โครงการเดินทางปลอดการกักกัน (quarantine-free travel) เป็นเวลา 4 สัปดาห์นับตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค.

ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ได้ริเริ่มโครงการ vaccinated travel lane (VTL) ซึ่งอนุญาตให้นักเดินทางจากบางประเทศที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้ว และเดินทางเข้าสิงคโปร์ด้วยเที่ยวบินหรือรถโดยสารที่กำหนด ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัว แต่ต้องได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19

ซึ่งมี 24 ประเทศที่อยู่ในโครงการนี้รวมถึงออสเตรเลีย อินเดีย มาเลเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

แต่ล่าสุดจะไม่มีการจำหน่ายตั๋วเดินทางดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. ไปจนถึง 20 ม.ค. หมายความว่านักเดินทางทุกคนที่เข้าสู่สิงคโปร์ต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัว

ทั้งนี้ นักเดินทางที่มีตั๋วเดินทางอยู่แล้วสามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์ภายใต้โครงการ VTL ได้ โดยหลังจากวันที่ 20 ม.ค. รัฐบาลสิงคโปร์จะลดโควตาจำหน่ายตั๋วเดินทางปลอดการกักกันภายใต้โครงการ VTL ลงเหลือ 50%

นอกจากนี้รัฐบาลยังเรียกร้องให้ผู้ที่เดินทางมาถึงสิงคโปร์ลดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หลีกเลี่ยงการพบปะสังสรรค์ขนาดใหญ่ เลี่ยงการรับประทานอาหารนอกบ้าน และตรวจหาเชื้อทุกวัน เป็นเวลา 1 สัปดาห์

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์แถลงว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยซื้อเวลาเพื่อทำความเข้าใจโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนให้มากยิ่งขึ้น และเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศ ตลอดจนรักษาศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลของสิงคโปร์ และใช้โอกาสนี้เร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนรวมถึงวัคซีนเข็มกระตุ้น

สำนักข่าวบลูมเบิร์กชี้ว่าสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการฉีดวัคซีนมากที่สุดในโลก โดย 96% ของประชาชนที่เข้าเกณฑ์ หรือ 87% ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และประชากรมากกว่า 1 ใน 3 ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งสิงคโปร์จะขยายกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นไปยังประชาชนที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีในวันที่ 27 ธ.ค. นี้

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

อิสราเอลฉีดเข็ม 4 ชาติแรกของโลก พบศพแรกจาก Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671245

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 10:34 น.อิสราเอลฉีดเข็ม 4 ชาติแรกของโลก พบศพแรกจาก Omicronอิสราเอลวางแผนฉีดวัคซีนเข็ม 4 หลังพบผู้เสียชีวิตจาก Omicron รายแรก

วันนี้ (22 ธ.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลอิสราเอลวางแผนที่จะฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 4 ให้แก่ประชาชนที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และกลุ่มเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

นายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเน็ตต์ กล่าวว่าโครงการดังกล่าวถือว่าเป็นข่าวดีซึ่งจะช่วยให้อิสราเอลสามารถเอาชนะโอมิครอนซึ่งแพร่กระจายไปทั่วโลก พร้อมขอให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวยังรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอาวุโส ซึ่งหากได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้วอิสราเอลจะเป็นชาติแรกของโลกที่เริ่มฉีดวัคซีนโควิดเข็มที่ 4

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลยืนยันผู้เสียชีวิตรายแรกจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งเป็นชายวัย 60 ปี เสียชีวิต 3 สัปดาห์หลังจากที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โรงพยาบาลเปิดเผยว่าผู้ป่่วยมีอาการแทรกซ้อนหลายอย่าง โดยอาการป่วยส่วนใหญ่มาจากโรคประจำตัวที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุว่าพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนในประเทศแล้วอย่างน้อย 340 ราย ขณะที่รัฐบาลขยายการห้ามการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา เยอรมนี อิตาลี ตุรกี และแคนาดา เพื่อพยายามควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส

Photo by JALAA MAREY / AFP