ยกเลิกงานฉลองปีใหม่ หลังบราซิลพบโอไมครอนรายแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669879

วันที่ 05 ธ.ค. 2564 เวลา 09:40 น.ยกเลิกงานฉลองปีใหม่ หลังบราซิลพบโอไมครอนรายแรกแม้จะพบเพียงรายแรก แต่นครริโอเดอจาเนโรที่มีชื่อเสียงในเรื่องการเฉลิมฉลองก็ไม่รอช้า นีบสั่งเคแนเซิลงานใหญ่ส่งท้ายปีในทันที

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่านายกเทศมนตรีเมืองริโอเดจาเนโรยกเลิกการเฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าหลังจากที่บราซิลยืนยันกรณีแรกของโอไมครอน เป็นการบุกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของละตินอเมริกา และเริ่มขยายไปประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

เอดูอาร์โด ปาเอส (Eduardo Paes) ทวีตเมื่อวันเสาร์ว่าเขาจะปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐริโอเดจาเนโรเพื่อยกเลิกการเฉลิมฉลอง แม้ว่าชาวเมืองคนอื่นๆ จะมีความเห็นตรงกันข้ามก็ตาม

“เราเคารพวิทยาศาสตร์”เอดูอาร์โด ปาเอสทวีต โดยกล่าวว่ามีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในเมืองและรัฐ แต่เขาอยากจะยึดถือกับความคิดเห็นที่เข้มงวดที่สุด “คณะกรรมการของเมืองบอกว่ามันดำเนินต่อไปได้ แต่ทางการรัฐปฏิเสธ ดังนั้นจึงมันไม่สามารถจัดขึ้นได้ เรามายกเลิกการเฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าอย่างเป็นทางการในเมืองริโอกันเถอะ” ทวีตดังกล่าวระบุ

การยกเลิกงานฉลองซึ่งดึงดูดผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวหลายล้านคนมาที่หาดโคปาคาบานาที่มีชื่อเสียงระดับโลกเพื่อชมดอกไม้ไฟ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

“ผมรู้สึกเศร้ามากในฐานะนายกเทศมนตรีและโดยส่วนตัว การเฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าในเมืองริโอเป็นหนึ่งในงานเลี้ยงที่เหลือเชื่อและหาที่เปรียบมิได้ที่สุดในโลก” ปาเอสกล่าวในการแถลงข่าว

ในบราซิล โรคระบาดคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 615,000 คน ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา

ปาเอสกล่าวว่าจะไม่มีการกำหนดข้อจำกัดเพิ่มเติม โดยเน้นว่าริโอเดจาเนโรยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนเนื่องจากเมืองนี้มีผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อลดลง และมีการฉีดวัคซีนในระดับสูง

การยกเลิกการฉลองปีใหม่ได้รับการสนับสนุนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ เคลาดิโอ กัสโตร (Claudio Castro) ผู้ว่าการริโอเดจาเนโรยังทวีตสนับสนุน หลังจากการประกาศของปาเอส ทำให้คำสั่งแคนเซิลงานยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นและยากที่จะสั่งงแก้ไข

กัสโตรกล่าวว่าปาเอสและตัวเขาตกลงที่จะจัดการประชุมในสัปดาห์หน้ากับหน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐและเทศบาล “เพื่อตัดสินใจขั้นสุดท้าย” ในเรื่องนี้

Photo by DANIEL RAMALHO / AFP

ทั้งล็อกดาวน์ทั้งปรับ! ยุโรปเร่งจัดการคนไม่ฉีดวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669863

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 18:01 น.ทั้งล็อกดาวน์ทั้งปรับ! ยุโรปเร่งจัดการคนไม่ฉีดวัคซีนสถานการณ์การแพร่ระบาดในยุโรปยังไม่ทุเลาหลายประเทศเริ่มมีมาตรการจำกัดการใช้ชีวิตของคนที่ไม่ฉีดวัคซีน

ก่อนการอุบัติขึ้นของสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) สถานการณ์ Covid-19 ในยุโรปก็ย่ำแย่อยู่แล้ว โดยมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุบสถิติรายวัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตและเข้ารักษาในโรงพยาบาลอยู่ในช่วงขาขึ้น

ล่าสุดโอไมครอนเข้ามาเพิ่มความไม่แน่นอนเข้าไปอีก หลายประเทศจึงต้องงัดมาตรการต่างๆ มาใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg รวบรวมไว้ดังนี้

เยอรมนี

เยอรมนีเป็นประเทศยุโรปล่าสุดที่จำกัดการใช้ชีวิตของคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน โดยประกาศว่าเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนแล้วหรือคนที่หายป่วยจาก Covid-19 เท่านั้นที่เข้าใช้บริการของร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ และร้านค้าต่างๆ ที่จำหน่ายสินค้าไม่จำเป็นได้ และอาจบังคับฉีดวัคซีนทุกคนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

กรีซ

รัฐบาลกรีซบังคับให้ประชาชนที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปฉีดวัคซีนทุกคน และนับตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไปคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนจะถูกปรับเดือนละ 100 ยูโร หรือ 3,831 บาทจนกว่าจะฉีดวัคซีน โดยเงินค่าปรับจะนำไปให้โรงพยาบาล

สวิตเซอร์แลนด์

วานนี้ (3 ธ.ค.) รัฐบาลสวิสขอความร่วมมือประชาชนทำงานจากที่บ้าน โดยรัฐบาลยืนยันยังไม่ใช้มาตรการเข้มงวดอย่างการบังคับทำงานจากที่บ้านโดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน แต่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ เช่น บาร์ ไนต์คลับ จำกัดการให้บริการเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนแล้วหรือหายป่วยจาก Covid-19 ได้ นอกจากนี้ยังจำกัดไม่ให้คนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนที่เดินทางมาจากหลายประเทศเข้าประเทศ

เบลเยียม

แม้เบลเยียมจะประกาศมาตรการใหม่วานนี้แต่ยังไม่มีมาตรการเฉพาะสำหรับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน โดยโรงเรียนประถมจะปิดเร็วขึ้นสำหรับช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส ส่วนโรงเรียนมัธยมต้องจำกัดการเรียนการสอนในห้องเรียน รวมทั้งห้ามจัดอีเว้นต์ในร่มที่มีผู้เข้าร่วมเกิน 200 คน การบังคับสวมหน้ากากอนามัยขยายไปถึงทุกคนที่อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป

ออสเตรีย

ออสเตรียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนได้น้อยที่สุดในยุโรปตะวันตกจะล็อกดาวน์ไปจนถึงกลางเดือนนี้ และหลังจากนั้นรัฐบาลมีแผนจะยกเลิกล็อกดาวน์สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วหรือผู้ที่เพิ่งหายป่วยจาก Covid-19 โดยจะล็อกดาวน์เฉพาะคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนต่อ แต่ยังเดินทางไปทำงานได้หากมีผลตรวจหาเชื้อเป็นลบ นอกจากนี้ทางการยังมีแผนจะบังคับฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือน ก.พ.เป็นต้นไป โดยมีค่าปรับสูงถึง 7,200 ยูโร หรือ 275,862 บาท

Bloomberg ระบุว่า มาตรการใหม่สำหรับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนของยุโรปสะท้อนมุมมองว่าแม้จะมีหลายปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการระบาดรอบล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นอากาศเย็นไปจนถึงการที่ประชาชนการ์ดตก แต่หนึ่งปัจจัยสำคัญคือวัคซีน

แม้ว่ายุโรปจะฉีดวัคซีนไปแล้วราว 640 ล้านโดส กระนั้นก็ยังมีประชากรอีกราว 150 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบโดส

Bloomberg ระบุอีกว่า การลงโทษคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนไม่จำกัดอยู่เฉพาะในยุโรปเท่านั้น และอาจขยายวงกว้างออกไปอีก เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศต้องรับมือกับโอไมครอน อาทิ

สหรัฐ

รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ออกมาตรการฉุกเฉินบังคับให้นายจ้างภาคเอกชนที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปบังคับให้พนักงานฉีดวัคซีนทุกคนภายในวันที่ 4 ม.ค. หรือต้องตรวจหาเชื้อเป็นประจำ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 136,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 4,605,368 บาท

ผลสำรวจเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาจาก Kaiser Family Foundation พบว่า พนักงานที่ยังไม่ฉีดวัคซีน 5% ลาออกจากงานหลังนายจ้างบังคับฉีดวัคซีน

สิงคโปร์

คนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองหากติด Covid-19 และจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรักษาในห้องไอซียูเฉลี่ยอยู่ที่ 25,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 617,183 บาท

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP

นักวิทย์พบสาเหตุลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีน AstraZeneca

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669861

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 16:15 น.นักวิทย์พบสาเหตุลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีน AstraZenecaนักวิทยาศาสตร์พบสาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันซึ่งเกิดขึ้นได้ยากจากวัคซีน AstraZeneca

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากเมืองคาร์ดิฟฟ์ของสหราชอาณาจักรซึ่งนำโดยศาสตราจารย์ อลัน ปร์กเกอร์ จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ และจากสหรัฐ พบสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันซึ่งเกิดขึ้นได้ยากหลังจากฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ AstraZeneca

ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบแช่แข็ง (cryo-electron microscopy) จับภาพโมเลกุลของอะดีโนไวรัสซึ่ง AstraZeneca ใช้เป็นพาหะนำรหัสพันธุกรรมของ Covid-19 เข้าสู่ร่างกายมนุษย์

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances เผยว่า ตามปกติแล้ววัคซีนของ AstraZeneca จะฉีดเข้าสู่กล้ามเนื้อแต่บางครั้งอาจหลุดออกมาสู่กระแสเลือด

เมื่อหลุดออกมาแล้วผิวนอกของอะดีโนไวรัสจะดึงดูดโปรตีนชนิดหนึ่งในเกล็ดเลือดที่เรียกว่า Platelet Factor 4 หรือ PF4 เข้าหาเหมือนแม่เหล็กดูดเศษเหล็ก เนื่องจากผิวนอกของอะดีโนไวรัสมีศักย์ไฟฟ้าเป็นลบ และ PF4 มีศักย์ไฟฟ้าเป็นบวก

สเต็ปต่อมาซึ่งเกิดขึ้นได้ยากคือ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจผิดว่า PF4 เป็นเชื้อไวรัสจึงปล่อยภูมิคุ้มกันเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อโจมตีเชื้อแปลกปลอม จากนั้นภูมิคุ้มกันจะจับตัวกับ PF4 เป็นก้อนซึ่งทำให้เกิดลิ่มเลือด

อย่างไรก็ดี ทีมนักวิจัยเผยว่า การพิสูจน์กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยโดยละเอียดต่อไปจึงสามารถยืนยันได้แน่ชัด และกระบวนการดังกล่าวต้องเกิดจากความบังเอิญหลายๆ เหตุการณ์ร่วมกันซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าเหตุดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจึงเกิดขึ้นได้ยาก

ทั้งนี้ เฉพาะในสหราชอาณาจักรภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดจากวัคซีนของ AstraZeneca ทำให้เกิดการเสียชีวิต 73 รายจากการฉีดวัคซีนดังกล่าวเกือบ 50 ล้านโดส

ศาสตราจารย์ปาร์กเกอร์เผยว่า “คุณไม่สามารถทำนายได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไรและโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อยมาก ดังนั้นเราต้องคำนึงถึงภาพใหญ่นั่นก็คือวัคซีนนี้ช่วยรักษาชีวิตคนไว้ไม่น้อย”

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

พบโอไมครอนมียีนโรคหวัดธรรมดาผสมช่วยให้หลบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669856

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 14:15 น.พบโอไมครอนมียีนโรคหวัดธรรมดาผสมช่วยให้หลบภูมิคุ้มกันดีขึ้นนักวิจัยพบโอไมครอนอาจกลายพันธุ์โดยมียีนโรคหวัดธรรมดาผสมอยู่ทำให้หลบภูมิคุ้มกันจากร่างกายได้ดีขึ้น

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า นักวิจัยพบว่า Covid-19 สายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) อาจได้การกลายพันธุ์อย่างน้อย 1 อย่างโดยนำชิ้นส่วนของยีนจากเชื้อไวรัสอื่นซึ่งอาจเป็นยีนของเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดที่อยู่ในเซลล์ของมนุษย์ที่ติดเชื้อเซลล์เดียวกันมาผสมกับเซลล์ของตัวเอง

นักวิจัยเผยว่า ลำดับพันธุกรรมที่พบในโอไมครอนนี้ยังไม่เคยปรากฏในเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค Covid-19 (SARS-CoV-2) สายพันธุ์อื่น แต่มีอยู่ทั่วไปในเชื้อไวรัสอื่นๆ รวมทั้งเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดธรรมดาและยังอยู่ในจีโนมของมนุษย์ด้วย

เวงกี ซาวดาราราจัน จากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล nference ในอังกฤษซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาครั้งนี้เผยว่า การนำชิ้นส่วนของไวรัสโรคหวัดธรรมดาใส่เข้าไปในตัวเองทำให้โอไมครอน “ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น” ซึ่งช่วยให้มันหลบหลีกการโจมตีจากภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดีขึ้น

นี่อาจหมายความว่าเชื้อโอไมครอนสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรืออาจไม่แสดงอาการเลย โดยขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโอไมครอนแพร่เชื้อหรือก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นหรือไม่ หรือมันจะแซงหน้าเดลตาเป็นสายพันธุ์หลักหรือไม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าจะตอบคำถามเหล่านี้ได้

งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า เซลล์ในปอดและระบบทางเดินอาหารอาจเป็นที่อาศัยของเชื้อโคโรนาไวรัส (SARS-CoV-2) และเชื้อไข้หวัดธรรมดาได้ในเวลาเดียวกัน

การอยู่ร่วมกันดังกล่าวทำให้เกิดการรวมตัวกันของเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื้อไวรัสต่างชนิดกัน 2 ชนิดในเซลล์ที่เชื้อไวรัสเข้าไปฝังตัวมีปฏิกิริยาต่อกันในขณะที่มันกำลังแบ่งตัว ก่อให้เกิดไวรัสตัวใหม่ที่มียีนของเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดผสมกัน

ซาวดาราราจันเผยว่า การกลายพันธุ์ใหม่นี้อาจเกิดขึ้นครั้งแรกในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิด แล้วเชื้อ SARS-CoV-2 นำลำดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัสอื่นมาผสมกับยีนของตัวเอง

ซาวดาราราจันเผยอีกว่า ลำดับพันธุกรรมเดียวกันนี้ปรากฏขึ้นหลายครั้งกับเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดในมนุษย์ อาทิ HCoV-229E และ HIV ซึ่งก่อให้เกิดโรคเอดส์ และในแอฟริกาใต้ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อ HIV สูงที่สุดในโลก อาจเกิดการรวมตัวกันใหม่นี้ขึ้นจนเกิดเป็นโอไมครอนงานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ OSF Preprints ซึ่งเป็นที่เผยแพร่บทความหรือเอกสารทางวิชาการก่อนการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการและยังไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed)

NIH/Handout via REUTERS

จีนเรียกเจ้าของ Evergrande เข้าพบหลังประกาศว่าเงินไม่พอจ่ายหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669843

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 12:45 น.จีนเรียกเจ้าของ Evergrande เข้าพบหลังประกาศว่าเงินไม่พอจ่ายหนี้ทางการจีนเรียกผู้ก่อตั้ง Evergrande เข้าหารือหลังบริษัทประกาศว่าอาจมีเงินไม่พอจ่ายหนี้

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการท้องถิ่นในมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Evergrande เรียก สวี่เจียอิ้น ผู้ก่อตั้งบริษัทเข้าพบ หลังจาก Evergrande ประกาศว่าไม่รับรองว่าจะมีเงินพอจ่ายคืนเจ้าหนี้

เมื่อวันศุกร์ (3 ธ.ค.) Evergrande ส่งหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงว่า บรรดาเจ้าหนี้ทวงหนี้จากบริษัทมูลค่ารวมราว 260 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทยังไม่ได้ชำระดอกเบี้ยพันธบัตรมูลค่า 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งครบกำหนดในวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งระยะเวลาผ่อนผันจะสิ้นสุดลงในวันจันทร์นี้ (6 ธ.ค.)

“จากสถานะสภาพคล่องในขณะนี้…ไม่มีหลักประกันว่าทางบริษัทจะมีเงินทุนเพียงพอที่จะปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงินอย่างต่อเนื่อง” หนังสือของ Evergrande ระบุ และยังบอกอีกว่า เจ้าหนี้อาจเรียกร้องให้บริษัทชำระหนี้คืนเร็วขึ้น

จากนั้นอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นมณฑลกวางตุ้งเรียกให้สวี่เจียอิ้นเข้าพบทันที และทางการยังระบุในแถลงการณ์ว่า จะส่งทีมงานเข้าไปที่ Evergrande เพื่อควบคุมการบริหารความเสี่ยง เสริมสร้างการควบคุมภายใน และทำให้การดำเนินการเป็นไปตามปกติ

นอกจากนี้ ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนยังออกมาเคลื่อนไหวหลังการประกาศของ Evergrande โดยระบุว่า ปัญหาของ Evergrande ส่วนใหญ่เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดและการขยับขยายอย่างรวดเร็วเกินไป และความเสี่ยงระยะสั้นที่เกิดจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพียงแห่งเดียวจะไม่กระทบกับการระดมเงินทุนของตลาดในระยะกลางและระยะยาว

ด้านคณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคาร (CBIRC) ระบุว่า กรณีของ Evergrande ไม่กระทบกับการดำเนินการตามปกติของภาคอสังหาริมทรัพย์

ส่วนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน (CSRC) ระบุว่า ผลกระทบใดๆ ต่อตลาดทุนยังควบคุมได้ และ CSRC ยังเดินหน้าสนับสนุนการหาเงินทุนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สวี่เจียอิ้นขายหุ้น Evergrande จำนวน 1,200 ล้านหุ้น มูลค่า 344 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่สวี่มีลดลงจาก 77% เหลือ 68%

Photo by Hector RETAMAL / AFP

ซีอีโอ BioNTech เผยอาจต้องฉีดวัคซีนโควิดทุกปีหลังโอไมครอนระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669828

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 10:57 น.ซีอีโอ BioNTech เผยอาจต้องฉีดวัคซีนโควิดทุกปีหลังโอไมครอนระบาดซีอีโอ BioNTech เผยการระบาดของโอไมครอนทำให้โอกาสที่จะต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทุกปีมีเพิ่มขึ้น

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อูช์ ชาฮิน (Ugur Sahin) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท BioNTech ของเยอรมนีเผยในที่ประชุม Reuters Next ว่า การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทุกปีเหมือนกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ชาฮินกล่าวอีกว่า BioNTech สามารถปรับวัคซีนป้องกัน Covid-19 ได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อสายพันธุ์โอไมครอน และสถานการณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้จะแสดงให้เห็นว่าต้องอัพเกรดวัคซีนเร่งด่วนเท่าใด

ชาฮินกล่าวว่า ประชาชนควรฉีดวัคซีนที่พัฒนาโดย Pfizer ร่วมกับ BioNTech ต่อไป เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่ายังสามารถป้องกันอาการรุนแรงได้ต่อเนื่อง

“ผมเชื่อในหลักการว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งเราต้องมีวัคซีนใหม่เพื่อต้านสายพันธุ์ใหม่นี้ คำถามก็คือวัคซีนใหม่นี้ต้องเร่งด่วนแค่ไหน” ชาฮินกล่าว

ซีอีโอ BioNTech เน้นย้ำว่า การพัฒนาวัคซีนใหม่ควรสำเร็จภายใน 100 วันและกล่าวว่าขณะนี้การออกแบบวัคซีนใหม่กำลังดำเนินการอยู่ และหากวัคซีนเข็มกระตุ้นยังมีประสิทธิภาพ 85-90% “เราจะมีเวลาเพิ่มขึ้นในการปรับวัคซีน”

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าวัคซีนอาจมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอสายพันธุ์โอไมครอน

แต่ชาฮินยืนยันแนวคิดของเขาโดยเผยกับ Reuters เมื่อวันอังคาร (30 พ.ย.) ว่า สายพันธุ์ใหม่อาจทำให้คนที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อแต่ช่วยป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล

“เราคาดว่าสายพันธุ์ใหม่นี้จะพัฒนาเป็นสายพันธุ์ที่หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ซึ่งหมายความว่าสายพันธุ์นี้ทำให้คนที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อได้” ชาฮินกล่าว

ชาฮินเผยอีกว่า “เราคาดว่าผู้ติดเชื้อที่ฉีดวัคซีนแล้วยังได้รับการปกป้องจากอาการรุนแรง” และ “ไวรัสกลายพันธุ์สูงนี้มาเร็วกว่าที่ผมคาดไว้ ผมคาดว่ามันอาจจะมาปีหน้าแต่ตอนนี้มันอยู่กับพวกเราแล้ว”

REUTERS/Michele Tantussi/File Photo

แอฟริกาใต้พบโอไมครอนระบาดเร็วกว่าเดลตากว่า 2 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669824

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 09:42 น.แอฟริกาใต้พบโอไมครอนระบาดเร็วกว่าเดลตากว่า 2 เท่านักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้พบเชื้อโอไมครอนระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตามากกว่า 2 เท่า

สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้พบว่า เชื้อสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) แพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา (Delta) มากกว่า 2 เท่า นับเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่ายที่สุดของ Covid-19 ในขณะนี้

การวิจัยระบุว่า โอไมครอนแพร่ระบาดได้เร็วเนื่องจากการผสมผสนานระหว่างความสามารถในการแพร่กระจายและความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทว่ายังไม่แน่ชัดว่าแต่ละปัจจัยมีส่วนเท่าใด

“เรายังไม่แน่ใจว่าส่วนผสมนั้นคืออะไร” คาร์ล เพียร์สัน นักออกแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine ซึ่งเป็นหัวหน้าในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเผย “เป็นไปได้ว่ามันอาจแพร่เชื้อได้น้อยกว่าเดลตา”

ในการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ค่า Rt ของสายพันธุ์โอไมครอนซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเร็วในการแพร่กระจายของเชื้อ แล้วเปรียบเทียบกับค่าของสายพันธุ์เดลตาโดยพบว่า ค่า Rt ของโอไมครอนสูงกว่าเดลตาเกือบ 2.5 เท่า

ตัวเลขนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าโอไมครอนสามารถแพร่ระบาดได้เพียงใดเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย

อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) หรือตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ สายพันธุ์โอไมครอนถูกพบครั้งแรกที่แอฟริกาใต้เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา และมีสัดส่วนเป็น 3 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ของประเทศในเวลารวดเร็ว โดยเมื่อวันพฤหัสบดี (2 ธ.ค.) แอฟริกาใต้พบผู้ติดเชื้อ 11,535 ราย หรือเพิ่มขึ้น 35% จากวันก่อน และสัดส่วนของผลการตรวจที่พบเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 16.5% เป็น 22.4%

Photo by William WEST / AFP

อนามัยโลกเตือนโอไมครอนอาจเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่เดลตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669823

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 08:18 น.อนามัยโลกเตือนโอไมครอนอาจเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่เดลตาเจ้าหน้าที่อนามัยโลกเตือนเชื้อสายพันธุ์ Omicron อาจจะมาแทนที่ Delta ที่เป็นสายพันธุ์หลักในขณะนี้

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า โซเมีย สวามินาตัน (Soumya Swaminathan) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เผยในการประชุม Reuters Next ว่า Covid-19 สายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) อาจเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่สายพันธุ์เดลตา (Delta) เนื่องจากสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ทว่าอาจไม่จำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนใหม่ขึ้นมารับมือ

สวามินาตันกล่าวอีกว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าโอไมครอนมีอาการเบากว่าสายพันธุ์อื่น และยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของโอไมครอนโดยบอกว่ายังไม่แน่ว่ามันมาจากแอฟริกา

“เป็นไปได้ว่ามันจะกลายเป็นสายพันธุ์หลัก” สวามินาตันกล่าว และเสริมว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ โดยขณะนี้เดลตามีสัดส่วนการแพร่ระบาดทั่วโลก 99%

ขณะที่บรรดานักวิทยาศาสตร์จากสหภาพยุโรปและออสเตรเลียคาดการณ์ว่าโอไมครอนอาจมีสัดส่วนการแพร่ระบาดมากกว่าเดลตาภายในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

สวามินาตันเผยอีกว่า โอไมครอนแพร่ระบาดได้รวดเร็วมากและอ้างข้อมูลจากแอฟริกาใต้ที่แสดงให้เห็นว่าตัวเลขผู้ติดชื้อเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกวัน

“เราควรกังวลมากแค่ไหน เราต้องเตรียมพร้อมและระมัดระวัง แต่ไม่ใช่ตื่นตระหนก เพราะเราอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากเมื่อ 1 ปีที่แล้ว” สวามินาตันเผย

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ WHO กล่าวอีกว่า ในขั้นนี้ WHO ยังไม่อาจบอกได้ว่าโอไมครอนมีอาการไม่รุนแรง แม้ว่าจนถึงขณะนี้ผู้ป่วยหลายรายมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลยก็ตาม

และยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดเกี่ยวกับผลกระทบของโอไมครอนต่อประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน

“ดูเหมือนว่ามันสามารถเอาชนะภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการติดเชื้อครั้งก่อนหน้าได้” สวามินาตันเผย และกล่าวอีกว่า ดูเหมือนว่าวัคซีนยังมีประสิทธิภาพ

Mario Tama/Getty Images/AFP

WHO ยันยังไม่มีใครตายเพราะโอไมครอน แต่ยังตอบไม่ได้ว่ารุนแรงแค่ไหน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669802

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.WHO ยันยังไม่มีใครตายเพราะโอไมครอน แต่ยังตอบไม่ได้ว่ารุนแรงแค่ไหนองค์การอนามัยโลกเร่งศึกษาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แพทย์ประสานเสียงยังไม่พบผู้ป่วยขั้นวิกฤต

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าวันนี้ (3 ธ.ค.) องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่ายังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน หลังจากที่พบแล้วกว่า 30 ประเทศ

โดยขณะนี้องค์การอนามัยโรคกำลังรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพในการแพร่เชื้อ การต้านภูมิคุ้มกัน หรือความรุนแรงของโรค

คริสเตียน ลินด์ไมเออร์ โฆษกองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า “ผมยังไม่เห็นรายงานการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโอไมครอน ซึ่งเรากำลังเดินหน้ารวบรวมข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสตัวนี้ แต่มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน”

แม้ว่าจะยังคงมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเชื้อโอไมครอน ซึ่งทำให้หลายคนกังวลว่าจะส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรง ติดเชื้อง่าย หรือหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน เนื่องจากไวรัสมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่ง แต่ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว

ดร.จิม เวอร์ซาโลวิช จากโรงพยาบาลในรัฐเท็กซัสกล่าวว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับโอไมครอน แต่จนถึงตอนนี้ผู้ป่วยจำนวนมากที่เราพบมีอาการไม่รุนแรง

เช่นเดียวกับดร.ชูอิบ มานจรา จากอินเดียซึ่งกล่าวว่าหลักฐานที่มีอยู่จนถึงตอนนี้คือกรณีทั่วไปผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง

ก่อนหน้านี้ดร.แองเจลีค คูตซี ประธานสมาคมการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้กล่าวว่าผู้ติดเชื้อเท่าที่เธอพบแสดงอาการไม่รุนแรง อาทิ เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอแห้ง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย และฟื้นตัวเต็มที่โดยไม่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

นอกจากนี้เธอยังไม่พบผู้ป่วยคนใดสูญเสียกลิ่นหรือรับรส รวมถึงไม่พบว่าผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญด้วย ซึ่งต่างจากสายพันธุ์เดลตา

เช่นเดียวกับอุนเบ็น พิลเลย์ ผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้ซึ่งกล่าวในการบรรยายสรุปโดยกระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้ว่า ผู้ติดเชื้อเท่าที่พบขณะนี้มีอาการไม่รุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะเป็นอาการไอแห้ง มีไข้ ปวดตามร่างกาย ซึ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนจะแสดงอาการน้อยกว่ามาก

ขณะที่นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและหัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐมองว่าแม้ข้อมูลเบื้องต้นจากแอฟริกาใต้ระบุว่ายังไม่พบอาการผิดปกติ แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสามารถตอบได้ว่าโอไมครอนจะส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงหรือไม่

Photo by EMMANUEL CROSET / AFP

แบบนี้ก็ได้หรอ? ชายอิตาลีใส่ ‘แขนปลอม’ เลี่ยงฉีดวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669797

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 18:20 น.แบบนี้ก็ได้หรอ? ชายอิตาลีใส่ 'แขนปลอม' เลี่ยงฉีดวัคซีนชายอิตาลีใช้ ‘แขนปลอม’ หลอกเจ้าหน้าที่ เลี่ยงฉีดวัคซีนเข้าร่างกาย

วันนี้ (3 ธ.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโอยอ้างคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อิตาลีซึ่งเผยว่าชายชาวอิตาลี วัย 50 ปี ในเมืองบิเอลลา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี คิดกลอุบายด้วยการใช้แขนปลอมซิลิโคนเมื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากต้องการใบรับรองการฉีดวัคซีน แต่ไม่อยากฉีดวัคซีนจริงๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแขนปลอมของเขาจะมีสีที่เหมือนกับสีผิวจริง แต่ก็ถูกจับได้อย่างง่ายดายเพราะมันเป็นซิลิโคน ส่วนชายคนดังกล่าวถูกแจ้งความกับตำรวจท้องที่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่อิตาลีจะบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งนับตั้งแต่เดือนส.ค. ชาวอิตาลีต้องแสดงกรีนพาส ซึ่งเป็นหลักฐานการฉีดวัคซีน หรือหลักฐานการรักษาตัวจากโรคโควิด-19 หรือผลตรวจเชื้อที่เป็นลบ เพื่อเข้าใช้บริการสถานที่สาธารณะ อาทิ การรับประทานอาหารในร่ม การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ โรงภาพยนตร์ โรงละคร และเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา

นับตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. นี้มาตรการดังกล่าวจะเข้มงวดขึ้นโดยกิจกรรมเหล่านี้จะจำกัดเฉพาะผู้ถือ “ซูเปอร์กรีนพาส” หรือผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือหายป่วยแล้วเท่านั้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมาอิตาลีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 16,800 ราย และผู้เสียชีวิตเพิ่ม 72 ราย ขณะที่เกือบร้อยละ 85 ของประชากรที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน (อายุ 12 ปีขึ้นไป) ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

Photo by STEPHANE DE SAKUTIN / AFP