สื่อนอกเผยเจ้าของห้างหรูอังกฤษจ่อขายกิจการให้เซ็นทรัล 1.8 แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669787

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 17:40 น.สื่อนอกเผยเจ้าของห้างหรูอังกฤษจ่อขายกิจการให้เซ็นทรัล 1.8 แสนล้านสื่อนอกรายงานเจ้าของห้าง Selfridges จ่อปิดดีล 1.8 แสนล้านบาท Central Retail แจงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

Bloomberg และ The Times รายงานว่าตระกูลเวสตัน (Weston) อภิมหาเศรษฐีจากแคนาดาตกลงที่จะขาย Selfridges & Co. เครือห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ในอังกฤษให้แก่ Central Group ของไทยในราคา 4,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 180,000 ล้านบาท และคาดว่าจะปิดดีลภายในสิ้นปีนี้ ส่วนการซื้อขายที่เสร็จสมบูรณ์อาจลากยาวถึงเดือนหน้า

Selfridges ก่อตั้งในปี 1908 โดยแฮร์รี กอร์ดอน เซลฟริดจ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในขณะนั้นในฐานะร้านค้าขนาดยักษ์บนถนนอ็อกซ์ฟอร์ดซึ่งเป็นเมืองสำคัญของผู้ชื่นชอบแฟชั่นมาช้านาน

ในปี 2003 ธุรกิจนี้ถูกเข้าซื้อโดยกาเลน เวสตัน นักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวแคนาดาด้วยมูลค่า 600 ล้านปอนด์ และตั้งแต่นั้นมาก็ได้ขยายไปสู่เครือข่ายห้างสรรพสินค้าอื่นๆ โดยปัจจุบัน Selfridges ได้ขยายไปถึง 25 สาขาในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งสาขาที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในกรุงลอนดอน

รายงานระบุว่าก่อนหน้านี้ Central Group ได้ซื้อกิจการห้างดังในหลายประเทศ อาทิ Rinascente ในอิตาลี, Illum ในเดนมาร์ก, Alsterhaus, KaDeWe และ Oberpollinger ในเยอรมนี

โดยตามการจัดอันดับของ Bloomberg News เมื่อปี 2020 ระบุว่าตระกูลจิราธิวัฒน์เป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของเอเชียด้วยมูลค่า 12,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 437,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัท Central Retail Corporation ได้ส่งหนังสือแจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลังมีรายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า บริษัทไม่มีส่วนในการดำเนินการตามรายละเอียดของข่าวดังกล่าว

Photo by REUTERS/May James

แอฟริกาใต้พบ ‘โอไมครอน’ เสี่ยงติดซ้ำมากกว่าสายพันธุ์อื่น 3 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669768

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 15:38 น.แอฟริกาใต้พบ 'โอไมครอน' เสี่ยงติดซ้ำมากกว่าสายพันธุ์อื่น 3 เท่าการศึกษาจากแอฟริกาใต้พบว่าโอไมครอนต้านภูมิจากการติดเชื้อครั้งก่อน เสี่ยงติดเชื้อซ้ำมากกว่าสายพันธุ์อื่น 3 เท่า

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานการศึษาจากทีมวิจัยในแอฟริกาใต้พบหลักฐานบ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อครั้งก่อน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำสำหรับผู้ที่เคยติดโควิด-19 แล้วถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและเบตา

จูเลียต พูลเลียม จากศูนย์แบบจำลองและการวิเคราะห์โรคระบาดของแอฟริกาใต้ (CEMA) และแฮรี มอลทรี จากศูนย์โรคระบาดแห่งชาติแอฟริกาใต้ (NICD) ผู้นำการศึกษากล่าวว่าการติดเชื้อซ้ำเกิดขึ้นในบุคคลที่เคยติดเชื้อครั้งแรกจากการแพร่ระบาดทั้ง 3 ระลอก แต่ส่วนใหญ่ติดเชื้อครั้งแรกจากการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดคือสายพันธุ์เดลตา

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้ได้รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในแอฟริกาใต้ราว 2.8 ล้านคน ซึ่งติดเชื้อระหว่างเดือนมี.ค. 2020 ถึงเดือนพ.ย. 2021 โดยในจำนวนนี้มี 35,670 คนที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อซ้ำ

“ความสำคัญเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือต้องศึกษาขอบเขตของความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของโอไมครอน ทั้งภูมิคุ้มกันจากวัคซีน และภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อครั้งก่อน ควบคู่ไปกับการศึกษาถึงความสามารถในการแพร่เชื้อและความรุนแรงของอาการป่วย” ทีมวิจัยกล่าว

ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแอฟริกาใต้พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 11,535 คนในวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงกลางเดือนพ.ย. ก่อนที่จะพบการแพร่ระบาดของโอไมครอนมีผู้ป่วยรายใหม่เพียงวันละประมาณ 300 คน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุมาจากเชื้อโอไมครอน ท่ามกลางความกังวลว่าจะกลายมาเป็นสายพันธุ์หลักแทนเดลตา

Photo by REUTERS/ Sumaya Hisham

Didi ยอมถอนตัวจากตลาดสหรัฐ ย้ายไปฮ่องกง หลังรัฐบาลจีนบีบหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669757

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.Didi ยอมถอนตัวจากตลาดสหรัฐ ย้ายไปฮ่องกง หลังรัฐบาลจีนบีบหนักDidi บ.ยักษ์ใหญ่จีนประกาศถอนตัวจากตลาดสหรัฐ ย้ายไปฮ่องกง หลังถูกกดดันจากรัฐบาล

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Didi Global ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถยักษ์ใหญ่ของจีนประกาศแผนการที่จะถอนตัวออกจากตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังเข้าซื้อขายได้เพียง 6 เดือน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงแทน

หลังถูกกดดันอย่างหนักจาก China Cyberspace Administration (CAC) หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของรัฐบาลจีน ซึ่งให้เหตุผลว่ามีความความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการรั่วไหลของข้อมูล

Didi แถลงผ่าน Weibo ว่า “หลังจากที่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว บริษัทตัดสินใจที่จะถอนตัวออกจากตลาดหุ้นนิวยอร์กทันที และเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง”

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ทำการสอบสวนบริษัท Didi หลายครั้ง ภายใต้การบริหารของสี จิ้นผิง มีท่าทีที่เข้มงวดต่อบรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

โดยทางการได้สอบสวน Didi เกี่ยวกับการรวบรวมและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล และสั่งให้ระงับการให้บริการหลังพบว่ามีการวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย ตลอดจนออกคำสั่งให้ผู้ให้บริการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลบแอปพลิเคชันที่ดำเนินการโดย Didi ออกจากร้านค้า หลังจากที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า Didi กำลังเตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันในจีนอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ Didi ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนหน่วยงานกำกับดูแลของจีนจะเรียกร้องให้บริษัทถอนตัว ซึ่งเป็นคำขอที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Photo by Jade GAO / AFP

WHO เตือน ‘เอเชียแปซิฟิก’ เตรียมรับมือโอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669748

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.WHO เตือน 'เอเชียแปซิฟิก' เตรียมรับมือโอไมครอนWHO เตือนเอเชียแปซิฟิกควรเตรียมพร้อมสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากโอไมครอน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเจ้าหน้าที่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกควรเพิ่มขีดความสามารถด้านสาธารณสุข ซึ่งรวมถึงการรักษาพยาบาลและการฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากสายพันธุ์โอไมครอน

ขณะนี้กว่า 30 ประเทศทั่วโลกตรวจพบเชื้อโอไมครอนแล้ว ซึ่งเริ่มจากแถบแอฟริใต้ ยุโรป และตอนนี้เริ่มเข้ามาถึงหลายพื้นที่ในเอเชีย รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง อินเดีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย

ทาเคชิ คาไซ ผู้อำนวยการ WHO ประจำภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกกล่าวว่า “มาตรการควบคุมชายแดนสามารถซื้อเวลาได้ แต่ทุกประเทศต้องเตรียมพร้อมสำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

“เราไม่ควรพึ่งมาตรการคุมเข้มบริเวณชายแดนเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมการสำหรับการมาถึงของไวรัสที่มีศักยภาพในการแพร่เชื้อสูง” คาไซกล่าวพร้อมเสริมว่าประเทศต่างๆ ต้องใช้บทเรียนที่ได้รับจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา และกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีน ตลอดจนใช้มาตรการป้องกัน อย่างการสวมหน้ากากอนามัย และการเว้นระยะห่างทางสังคม

โอไมครอนตรวจพบครั้งแรกในแถบแอฟริกาตอนใต้เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา และ WHO ระบุให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern) โดยขณะนี้ยังคงศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศักยภาพในการแพร่เชื้อและการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของไวรัสดังกล่าว ตลอดจนความรุนแรงของอาการป่วยที่เกิดขึ้น

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

มาเลเซียพบ ‘โอไมครอน’ เคสแรกของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669744

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 12:07 น.มาเลเซียพบ 'โอไมครอน' เคสแรกของประเทศกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเผยพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

วันนี้ (3 ธ.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียแถลงพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนรายแรกของประเทศ ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาจากแอฟริกาใต้โดยผ่านสิงคโปร์ถึงมาเลเซียเมื่อวันที่ 19 พ.ย.

ผู้ป่วยคนดังกล่าวเป็นหญิงวัย 19 ปี ซึ่งไม่แสดงอาการป่วยและได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว โดยมีผลตรวจเชื้อเป็นบวกเมื่อเดินทางมาถึงมาเลเซียผ่านทางสิงคโปร์ และถูกกักตัวเป็นเวลา 10 วัน ก่อนได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 29 พ.ย.

ขณะที่สิงคโปร์พบผู้ติดเชื้อโอไมครอนแล้ว 2 ราย

Photo by Mohd RASFAN / AFP

สหรัฐจับตา ‘โอไมครอน’ ระบาดในชุมชน พบผู้ป่วยไม่ได้ไปต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669726

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 09:13 น.สหรัฐจับตา 'โอไมครอน' ระบาดในชุมชน พบผู้ป่วยไม่ได้ไปต่างประเทศสหรัฐพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนแล้วอย่างน้อย 9 ราย ในจำนวนนี้มีคนที่ไม่ได้มาจากต่างประเทศ

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สั่งยกระดับมาตรการควบคุมโรคและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์โอไมครอน หลังพบผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ และมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นอีกในช่วงฤดูหนาว

โดยกระทรวงสาธารณสุขของฮาวายแถลงในวันที่ 2 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นเพื่อยืนยันผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเคสแรกที่มีการแพร่ระบาดในชุมชน เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศในระยะนี้

ส่งผลให้ฮาวายกลายเป็นรัฐที่ 5 ของสหรัฐที่ตรวจพบโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน และจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 9 ราย

ไม่นานหลังจากนี้รัฐนิวยอร์กยืนยันผู้ติดเชื้อโอไมครอน 5 ราย แต่รัฐบาลขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกเนื่องจากมีเครื่องมือในการยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อ นั่นก็คือวัคซีนและหน้ากากอนามัย โดยพยายามที่จะไม่กลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์อีก

พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการควมคุมโรคอย่างเคร่งครัด และเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด รวมถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วย

Photo by Spencer Platt/Getty Images/AFP

เยอมนีคุมเข้ม! ล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีน เล็งบังคับฉีดทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669723

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 08:49 น.เยอมนีคุมเข้ม! ล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีน เล็งบังคับฉีดทุกคนเยอมนีประกาศล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีน เล็งบังคับฉีดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

CNN รายงานว่าวันที่ 2 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น แองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี พร้อมด้วยโอลาฟ ชอลซ์ ว่าที่นายกรัฐมตรีคนใหม่ ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 และสนับสนุนแผนการฉีดวัคซีนภาคบังคับซึ่งอาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ภายใต้มาตรการดังกล่าวประชาชนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนจะถูกห้ามไม่ให้เข้าถึงบริการสาธารณะหลายอย่าง เว้นแต่สถานที่จำเป็น เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายยา

สำหรับการพบปะทางสังคมผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนจะได้รับอนุญาตให้พบปะบุคคลต่างครอบครัวได้ไม่เกิน 2 คนเท่านั้น เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากที่มีผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องวันละหลายหมื่นคน ประกอบกับพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังสนับสนุนข้อเสนอสำหรับมาตรการบังคับฉีดวัคซีน ซึ่งหากโหวตผ่านรัฐสภาจะมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดคือเดือนก.พ. ปีหน้า

มาตรการดังกล่าวยังส่งผลให้บาร์และไนท์คลับในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อในรอบสัปดาห์มากกว่า 350 รายต่อประชากร 100,000 รายต้องปิดตัวลง และจะมีการจำกัดจำนวนคนในกิจกรรมขนาดใหญ่ อาทิ การแข่งขันฟุตบอล

Photo by Ina FASSBENDER / AFP

ต่างชาติทำอย่างไรเมื่อ ‘โอไมครอน’ บุกเข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669703

วันที่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 19:10 น.ต่างชาติทำอย่างไรเมื่อ 'โอไมครอน' บุกเข้าประเทศส่องมาตรการต่างประเทศเมื่อต้องเผชิญกับเชื้อโอไมครอน

สหรัฐอเมริกา

• พบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีประวัติเดินทางจากแอฟริกาใต้ไปยังสหรัฐเมื่อวันที่ 22 พ.ย. และมีผลตรวจเป็นบวกในวันที่ 29 พ.ย.

• รัฐบาลสหรัฐกล่าวว่าจะยกระดับความเข้มงวดของมาตรการตรวจหาเชื้อสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน โดยพยายามที่จะไม่ปิดโรงเรียนและภาคธุรกิจ

• โดยกำหนดให้นักเดินทางขาเข้าทุกคนแสดงผลการตรวจหาเชื้อที่เป็นลบในระยะเวลาไม่เกิน 1 วันก่อนเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองจากประเทศใด และได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ก็ตาม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในสัปดาห์หน้า

• จากเดิมที่กำหนดให้ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองของสหรัฐซึ่งเดินทางเข้าประเทศซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนครบโดส ต้องมีผลตรวจหาเชื้อที่เป็นลบในระยะเวลาไม่เกิน 3 วันก่อนเดินทาง แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน เช่น พลเมืองที่มาจากประเทศที่มีวัคซีนจำกัด จะต้องมีผลตรวจเชื้อเป็นลบในระยะเวลาไม่เกิน 1 วันก่อนเดินทาง

• ขณะที่รัฐบาลยังคงใช้มาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัยในระหว่างการเดินทางด้วยเครื่องบินหรือระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ไปจนถึงวันที่ 18 มี.ค. ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับ 500 ถึง 3,000 เหรียญสหรัฐ

• พร้อมขยายการฉีดวัคซีนบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ตลอดจนการตรวจเชิงรุกที่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

• ทั้งนี้ สหรัฐได้ระงับนักท่องเที่ยวขาเข้าจาก 8 ประเทศในแถบแอฟริกาตอนใต้ หลังจากที่พบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนในพื้นที่ดังกล่าว

ฝรั่งเศส

• ผู้ติดเชื้อเดินทางกลับจากไนจีเรีย ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่มีอาการป่วย ได้รับการตรวจหาเชื้อเมื่อเดินทางถึงฝรั่งเศสในวันที่ 25 พ.ย. คนในครอบครัวพบเชื้อเช่นกันแต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์โอไมครอนหรือไม่

• ก่อนหน้านี้พบผู้ติดเชื้อโอไมครอนอีกรายบนเกาะเรอูนียง ซึ่งเดินทางมาจากแอฟริกาใต้

• อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสเตรียมอนุญาตเที่ยวบินขาเข้าจากแอฟริกาตอนใต้อีกครั้ง แต่ให้ให้เฉพาะผู้โดยสารชาวฝรั่งเศษและสหภาพยุโรปเท่านั้น ซึ่งต้องรับการตรวจหาเชื้อเมื่อเดินทางมาถึง และกักตัว 7 วันหากมีผลตรวจเป็นลบ และ 10 วันหากมีผลตรวจเป็นบวก

เยอรมนี

• คาดว่าจะกำหนดมาตรการที่เข้มงวดสำหรับประชาชนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนในเร็ววันนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากที่ผู้ติดเชื้อในประเทศพุ่งสูงขึ้น และพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน

• โดยอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันจะหารือกับว่าที่นายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ และผู้นำ 16 รัฐเกี่ยวกับมาตรการจำกัดกิจกรรมบางอย่างสำหรับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน เว้นแต่การเข้าถึงสถานที่สำคัญอย่างร้านขายของชำ หรือร้านขายยา เป็นต้น

• ตลอดจนหารือเกี่ยวกับมาตรการบังคับฉีดวัคซีน และจำกัดจำนวนคนในบางกิจกรรม อาทิ การแข่งขันฟุตบอล แต่หลีกเลี่ยงที่จะใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อไม่ให้ขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

• ขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนในเยอรมนียังคงต่ำกว่า 70% ซึ่งน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปอย่างโปรตุเกสและไอร์แลนด์

เกาหลีใต้

• พบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจำนวน 5 ราย ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคออกมาตรการบังคับให้ผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวเกาหลีใต้หรือชาวต่างชาติต้องกักตัวเป็นเวลา 10 วันเมื่อเดินทางมายังเกาหลีใต้ไม่ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ธ.ค.

• โดยชาวเกาหลีใต้หรือผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในเกาหลีใต้สามารถกักตัวที่บ้าน ส่วนชาวต่างชาติต้องกักตัวในสถานที่ที่รัฐเตรียมไว้ให้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน

ญี่ปุ่น

• ก่อนหน้านี้มีท่าทีว่าจะให้ทุกสายการบินระงับการจองตั๋วเครื่องบินขาเข้าจากทุกประเทศเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน แต่ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวญี่ปุ่นที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ

• ทั้งนี้ ญี่ปุ่นพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนไม่นานหลังจากที่นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ประกาศว่าจะรื้อฟื้นมาตรการที่เข้มงวด โดยห้ามชาวต่างชาติจากทุกประเทศเนื่องจากหวั่นเกรงการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

อินเดีย

• พบผู้ติดเชื้อไวรัสโอไมครอน 2 รายในรัฐกรณาฏกะทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งกำลังเร่งสอบสวนโรคและติดตามตรวจหาเชื้อผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้งหมด

• ก่อนหน้านี้อินเดียมีแผนเปิดเที่ยวบินระหว่างประเทศเชิงพาณิชย์อีกครั้งในวันที่ 15 ธ.ค. แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมาได้ยกเลิกแผนดังกล่าวและกล่าวว่าจะมีการประกาศกำหนดการใหม่ในไม่ช้า รัฐบาลแนะให้รัฐต่างๆ เพิ่มการตรวจหาเชื้อ

แคนาดา

• เป็นประเทศแรกในอเมริกาเหนือที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน โดยขณะนี้พบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 6 ราย

• เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่ากลยุทธ์ของพวกเขาคือพยายามป้องกันไม่ให้สายพันธุ์โอไมครอนเข้าสู่แคนาดาผ่านมาตรการระงับการเดินทางจากแอฟริกาใต้ บอตสวานา เอสวาตินี เลโซโท โมซัมบิก นามิเบีย และซิมบับเว เบื้องต้นมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ม.ค. ส่วนชาวแคนาดาที่เดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าวต้องได้รับการตรวจหาเชื้อก่อนเดินทางและกักตัวเป็นเวลา 14 วันเมื่อมาถึงแคนาดา

อิตาลี

• เมื่อวันที่ 25 พ.ย. อิตาลีพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเคสแรก จนถึงขณะนี้มีผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 9 ราย

• โดยทางการอิตาลีสั่งห้ามนักเดินทางที่มาจาก 7 ประเทศแถบแอฟริกาใต้ในช่วง 2 สัปดาห์ หลังพบการแพร่ระบาดของโอไมครอน สำหรับประชาชนที่เดินทางไปที่นั่นในช่วง 2 สัปดาห์ ต้องแจ้งให้ทางการทราบ เข้ารับการตรวจหาเชื้อ และแยกกักตัวเป็นเวลา 10 วันแล้วตรวจหาเชื้ออีกครั้ง

อิสราเอล

• เป็นประเทศแรกที่ปิดพรมแดนโดยสมบูรณ์เพื่อตอบสนองต่อสายพันธุ์ใหม่ โดยในวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมามีรายงานว่าอิสราเอลจะห้ามชาวต่างชาติทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศ

• โดยขณะนี้พบผู้ป่วยยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนแล้วอย่างน้อย 4 ราย

Photo by Lionel BONAVENTURE / AFP

วินาที ‘ระเบิดยุคสงครามโลก’ บึ้มสนั่นมิวนิก บาดเจ็บ 4 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669694

วันที่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.วินาที 'ระเบิดยุคสงครามโลก' บึ้มสนั่นมิวนิก บาดเจ็บ 4 คนเผยภาพวินาทีระเบิดสมัยสงครามโลก ระเบิดขึ้นใกล้สถานีรถไฟในเยอรมนี

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าระเบิดจากเครื่องบินทิ้งระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดระเบิดขึ้นใกล้กับสถานีรถไฟในเมืองมิวนิก รัฐบาวาเรีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเยอรมนี เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน โดย 1 คนบาดเจ็บสาหัส

รายงานระบุว่าในแต่ละปีมีการค้นพบระเบิดและอาวุธมากกว่า 2,000 ตันในเยอรมนีหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเป็นเวลากว่า 70 ปี

เจ้าหน้าที่คาดว่าระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ 15% ไม่ได้ระเบิดขึ้นในตอนนั้นและฝังลึกอยู่ใต้พื้นดิน โดยบางลูกอยู่ลึกถึง 6 เมตร

ทั้งนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดของอังกฤษและอเมริกาได้โจมตีเยอรมนีด้วยระเบิดราว 1.5 ล้านตันซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 600,000 คน

Photo by CHRISTOF STACHE / AFP

ฮ่องกงเพาะแยกเชื้อ ‘โอไมครอน’ สำเร็จ หาโอกาสพัฒนาวัคซีนแบบเร่งด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669687

วันที่ 02 ธ.ค. 2564 เวลา 15:45 น.ฮ่องกงเพาะแยกเชื้อ ‘โอไมครอน’ สำเร็จ หาโอกาสพัฒนาวัคซีนแบบเร่งด่วนทีมวิจัยม.ฮ่องกงประสบความสำเร็จในการเพาะแยกเชื้อโควิด-19 ‘โอไมครอน’ ที่แรกในเอเชีย

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าคณะนักวิจัยจากภาควิชาจุลชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU) ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ประสบความสำเร็จในการเพาะแยกเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์โอไมครอน ขึ้นจากตัวอย่างทางคลินิกที่มี

เมื่อวันอังคาร (30 พ.ย.) มหาวิทยาลัยฯ กล่าวในแถลงการณ์ทางออนไลน์ว่าคณะนักวิจัยกลุ่มดังกล่าวถือเป็นนักวิจัยกลุ่มแรกในเอเชียที่ทำการเพาะแยกเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์โอไมครอนสำเร็จ

เชื้อไวรัสฯ ที่ถูกเพาะแยกนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์โอไมครอน ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็น “สายพันธุ์เฝ้าระวัง”

รายงานระบุว่าคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ ประสบความสำเร็จในการเพาะแยกเชื้อเมื่อช่วงดึกของวันจันทร์ (29 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลา 4 วัน หลังมีการยืนยันการพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน 2 รายแรกในฮ่องกงเมื่อวันที่ 25 พ.ย. และเป็นเวลา 5 วัน หลังองค์การฯ ได้รับรายงานการพบเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ดังกล่าวครั้งแรกจากแอฟริกาใต้เมื่อวันที่ 24 พ.ย.

นับถึงปัจจุบัน มีรายงานการพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนแล้วในทั่วโลก ขณะที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ได้ใช้มาตรการห้ามเดินทางอย่างเร่งด่วนพร้อมกระชับการตรวจตรา

หยวนกั๋วหย่ง (Kwok-yung Yuen) หัวหน้าภาควิชาโรคติดเชื้อและผู้นำการวิจัยระบุว่า “เราตระหนักถึงภัยคุกคามร้ายแรงของเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์โอไมครอน และรีบเดินหน้าทำงานในทันที” พร้อมเสริมว่า การเพาะแยกเชื้อไวรัสฯ เป็นขั้นตอนแรกในการศึกษาเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ ปัจจุบันคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฯ กำลังทำงานเพื่อขยายเชื้อไวรัสฯ สำหรับใช้ในการประเมินความสามารถด้านการแพร่เชื้อ ความสามารถในการหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกัน และการก่อโรคในสัตว์ตัวแบบ นอกจากนั้น คณะนักวิจัยยังกำลังหาโอกาสพัฒนาและผลิตวัคซีนชนิดเชื้อตายแบบเร่งด่วนอีกด้วย

Photo by Noel Celis / AFP