Merck เชื่อมั่น ‘โมลนูพิราเวียร์’ มีประสิทธิภาพต้าน ‘โอไมครอน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669572

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 12:06 น.Merck เชื่อมั่น 'โมลนูพิราเวียร์' มีประสิทธิภาพต้าน 'โอไมครอน'Merck ชี้ยาเม็ดต้านโควิด ‘โมลนูพิราเวียร์’ มีแนวโน้มต้านโอไมครอนด้วย

Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 30 พ.ย. บริษัท Merck & Co. กล่าวในแถลงการณ์โดยคาดว่ายาเม็ดต้านโควิด-19 โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ของบริษัทจะออกฤทธิ์ยับยั้งโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ตามกลไลการออกฤทธิ์ของยาและข้อมูลทางพันธุกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม Merck ยังไม่ได้ทำการวิจัยโดยเฉพาะเจาะจงเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาโมลนูพิราเวียร์ที่มีต่อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน แต่ก่อนหน้านี้พบว่ายาดังกล่าวสามารถใช้ได้กับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แกมมา และมิว

ข้อมูลการศึกษาล่าสุดพบว่าโมลนูพิราเวียร์สามารถลดความเสี่ยงในการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้ 30% หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ 50%

ทั้งนี้ Merck ยื่นขออนุมัติยาโมลนูพิราเวียร์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตณะกรรมการที่ปรึกษาของ FDA ลงมติด้วยคะแนนเสียง 13 ต่อ 10 อนุมัติการใช้ยาดังกล่าว และจะยื่นให้ FDA พิจารณาอนุมัติเป็นลำดับถัดไป

นอกจากนี้ โมลนูพิราเวียร์ได้รับอนุมัติจากสำนักงานควบคุมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติยาดังกล่าว

เช่นเดียวกับบริษัท Pfizer ซึ่งมั่นใจอย่างยิ่งว่ายารักษาโควิด-19 ของบริษัทมีประสิทธิภาพในการต่อต้านไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน

Photo by Handout / Merck & Co,Inc. / AFP

จับตาอาการ ‘โอไมครอน’ แพทย์เผยต่างจาก ‘เดลตา’ อย่างสิ้นเชิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669569

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 11:24 น.จับตาอาการ 'โอไมครอน' แพทย์เผยต่างจาก 'เดลตา' อย่างสิ้นเชิงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเชื้อโอไมครอนร้ายแรงขนาดไหน แต่แพทย์เผยอาการเบื้องต้นที่พบมีดังนี้

ขณะนี้โควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนได้แพร่กระจายไปอย่างน้อย 20 ประเทศแล้ว ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าไวรัสสายพันธุ์นี้มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายต่อไปและก่อให้เกิดความเสี่ยงระดับโลกสูงมาก ท่ามกลางความกังวลว่าไวรัสจะสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรง เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ในหลายตำแหน่ง

ทว่า ก่อนหน้านี้ดร.แองเจลีค คูตซี ประธานสมาคมการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้กล่าวว่าผู้ติดเชื้อเท่าที่เธอพบแสดงอาการไม่รุนแรง อาทิ เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอแห้ง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย และฟื้นตัวเต็มที่โดยไม่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

นอกจากนี้เธอยังไม่พบผู้ป่วยคนใดสูญเสียกลิ่นหรือรับรส รวมถึงไม่พบว่าผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญด้วย ซึ่งต่างจากสายพันธุ์เดลตา 

ทั้งนี้ เธอรักษาผู้ป่วยประมาณ 30 รายและพบว่าอาการทั่วไปส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นอาการเหนื่อยล้า โดยผู้ป่วยทั้งหมดที่เธอพบมีอายุไม่เกิน 40 ปี และเกือบครึ่งหนึ่งยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ดร.คูตซี เตือนว่าไม่ควรชะล่าใจเนื่องจากขณะนี้ยังไม่ทราบถึงผลกระทบของสายพันธุ์โอไมครอนในผู้ป่วยสูงอายุ “เราไม่ได้บอกว่าจะไม่มีโรคร้ายแรงเกิดขึ้น แต่สำหรับตอนนี้ยังไม่พบอาการป่วยรุนแรงแม้ในผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน”

เช่นเดียวกับอุนเบ็น พิลเลย์ ผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้ซึ่งกล่าวในการบรรยายสรุปโดยกระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้ว่า ผู้ติดเชื้อเท่าที่พบขณะนี้มีอาการไม่รุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะเป็นอาการไอแห้ง มีไข้ ปวดตามร่างกาย ซึ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนจะแสดงอาการน้อยกว่ามาก

ขณะที่นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและหัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐมองว่าแม้ข้อมูลเบื้องต้นจากแอฟริกาใต้ระบุว่ายังไม่พบอาการผิดปกติ แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสามารถตอบได้ว่าโอไมครอนจะส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงหรือไม่

ด้านไคย์ลี ควินน์ นักภูมิคุ้มกันวิทยาและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย RMIT ในเมลเบิร์น กล่าวว่า โอไมครอนมีการกลายพันธุ์ที่มากผิดปกติซึ่งบรรดาผู้ผลิตวัคซีนต่างจับตามอง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังเร่งศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของไวรัส ซึ่งรวมถึงอาการที่จะเกิดขึ้นหากติดเชื้อ ตลอดจนศักยภาพของไวรัสในการแพร่เชื้อและการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ซึ่งคาดว่าต้องให้เวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์จึงจะสามารถหาข้อสรุปได้

ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนแล้วอย่างน้อย 247 รายใน 20 ประเทศและดินแดน ได้แก่ แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร บอตสวานา เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส อิตาลี ออสเตรเลีย แคนาดา เยอรมนี ออสเตรีย อิสราเอล เดนมาร์ก สวีเดน สเปน บราซิล เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก เกาะเรอูนียงของฝรั่งเศส ฮ่องกง และญี่ปุ่น

ที่มา: The GuardianEuro NewsCNBCSouth China Morning Post

ภาพ: VLADIMIR SIMICEK / AFP

เอาแล้ว เชื้อโอไมครอนอยู่ในยุโรปก่อนแอฟริกาใต้พบรายแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669545

วันที่ 01 ธ.ค. 2564 เวลา 08:42 น.เอาแล้ว เชื้อโอไมครอนอยู่ในยุโรปก่อนแอฟริกาใต้พบรายแรกข้อมูลใหม่จากเนเธอร์แลนด์แสดงให้เห็นเมื่อวันอังคารว่า สายพันธุ์ Omicron มีอยู่ในยุโรปก่อนที่จะมีรายงานผู้ป่วยรายแรกในแอฟริกาใต้ ขณะที่ละตินอเมริการายงานผู้ป่วยสองรายแรกในบราซิล

หน่วยงานด้านสุขภาพของเนเธอร์แลนด์กล่าวเมื่อวันอังคารว่าสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) มีอยู่ในเนเธอร์แลนด์เร็วกว่าที่เคยคิดไว้ และก่อนที่แอฟริกาใต้จะรายงานถึงสายพันธุ์ใหม่เสียอีก

พบสายพันธุ์นี้ในตัวอย่างทดสอบ 2 ตัวอย่างตั้งแต่วันที่ 19 และ 23 พฤศจิกายน โดยตัวอย่างหนึ่งไม่มีประวัติการเดินทาง บ่งบอกว่าตัวแปรดังกล่าวได้แพร่ระบาดในเนเธอร์แลนด์แล้ว สถาบันสาธารณสุข RIVM กล่าว

กรณีติดเชื้อโอไมครอนแรกในเนเธอร์แลนด์ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มของ 14 ในหมู่ผู้โดยสารในสองเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้ที่มาถึงอัมสเตอร์ดัมเมื่อวันศุกร์

ขณะนี้ เนเธอร์แลนด์เข้าร่วมกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป รวมทั้งเบลเยียมและเยอรมนีที่ได้รายงานกรณีของสายพันธุ์ใหม่ก่อนที่จะได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากแอฟริกาใต้ไปยังองค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน

“เราพบอีก 2 กรณีของสายพันธุ์สายพันธุ์ซึ่งได้รับตัวอย่างแล้วในวันที่ 19 และ 23 พฤศจิกายน” ออรา ทิเมน หัวหน้าโรคติดเชื้อของ RIVM กล่าวกับเอเอฟพี

“นั่นก็ชี้ให้เห็นถึงการปรากฏตัวของสายพันธุ์นี้ในเนเธอร์แลนด์มาก่อนหน้านี้แล้ว”

ทางการเนเธอร์แลนด์ได้แจ้งผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2 รายและดำเนินการติดตามการติดต่อ RIVM กล่าว

“หนึ่งในสองคนนั้นไม่มีประวัติการเดินทาง อีกคนหนึ่งเพิ่งไปแอฟริกาใต้” โฆษก RIVM บอกกับเอเอฟพี

ในส่วนของผู้โดยสารจำนวนหนึ่งของสายการบินที่มีโอไมครอนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เดินทาง 61 คนในเที่ยวบิน KLM สองเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้ซึ่งมีผลตรวจเป็นบวกสำหรับ Covid ตอนนี้ถูกกักกันแล้ว

ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 16 ราย เนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในจำนวนสูงสุดของสายพันธุ์ใหม่ในยุโรป

แต่สถานการณ์ของดัตช์มีแนวโน้มที่จะเกิดซ้ำในประเทศอื่น ๆ เมื่อพวกเขาทดสอบตัวอย่างกรณีที่อาจติดเชื้อโอไมครอน เจ้าหน้าที่ของสถาบันสาธารณสุขกล่าว

“ฉันไม่คิดว่าเราอยู่ในสถานการณ์จำเพาะหรือมีความเสี่ยงเฉพาะ ณ จุดนี้” ทิเมน กล่าว

“ในขณะที่สายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นและมีการประกาศ สายพันธุ์ดังกล่าวอาจแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว”

Photo by Remko de Waal / ANP / AFP

บางทีจีนอาจจะคิดถูกที่ปิดประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669515

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 19:58 น.บางทีจีนอาจจะคิดถูกที่ปิดประเทศก่อนหน้าที่จะมีโอไมครอน โอกาสที่จีนจะเปิดประเทศนั้นเป็นประเด็นถกเถียงกันหนักขึ้น แต่เมื่อเกิดโอมไครอนแล้ว โอกาสของมันยิ่งน้อยลงไปอีก

สัก 2 – 3 สัปดาห์ หลายประเทศทะยอยกันเปิดบ้านรับการมาเยือนของคนนอกแบบไม่ต้องกักตัวกันยาวๆ อีกต่อไป หนึ่งในนั้นคือประเทศไทยของเรา ซึ่งจะเรียกได้ว่า “ก้าวหน้า” (หรือประมาท?) ที่สุดในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในขณะที่ไทยเปิดประเทศรับหกสิบกว่าประเทศเข้ามาแบบ “ตรวจด่วน” โดยไม่ต้องกักตัวนั้น เพื่อนบ้านร่วมภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ก็กำลังจะเปิดเหมือนกันแต่ในดีกรีที่ค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าอัตราการฉีดวัคซีนจะสูงกว่าไทยหลายเท่าก็ตาม

ที่เกริ่นถึงสิงคโปร์เพราะจะพูดถึงผลของการเปิดประเทศในภายหลังว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้มอย่างไร

เพราะประเด็นที่เราจะพูดถึงกันก่อนคือกรณีของจีน ที่เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ก่อนว่าเมื่อไรจะเปิดประเทศรับคนนอกสักที หมายถึงการเปิดรับคนนอกเข้าแบบไม่ต้องเจอกับมาตรการเหล็กที่เข้มงวดจนผิดปกติ

ระดับเบสิค หากคนนอกเข้าจีนจะต้องจเอกักตัวอย่างน้อย 14 วันก่อน แต่ผ่านด่านนี้แล้วไม่ใช่ว่าจะจบ เพราะบางพื้นที่กักครบ 14 วันยังไม่พอยังขอให้กักต่ออีก 7 วัน (รวมเป็น 21 วันแล้ว) แต่บางแห่งยังไม่พอใจสั่งจับตาต่ออีก 7 วันก็มี (รวมเป็น 28 วันแล้ว) มาตรการหลังไม่ได้ขอให้แกร่วอยู่ในบ้านหรือโรงแรม แต่ให้ออกไปโลกภายนอกได้ โดยมีการตรวจสุขภาพเป็นระยะผ่านแอป)

นี่คือความเขี้ยวลากดินของจีน เขี้ยวจนกระทั่งคนจีนเองยังรู้สึกอึดอัดไปด้วย

แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่บ่น ไม่ใช่เพราะกลัวรัฐบาล แต่เพราะกลัวว่าถ้าเกิดด่านแตกขึ้นมา จีนจะแบกรับไม่ไหว เพราะมีประชากรมากที่สุดในโลก

คุณหมอจงหนานซาน ผู้เป็นเสมือนแม่ทัพใหญ่ของการแพทย์จีนบอกไว้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนว่า “นโยบาย (แบบนี้ในจีน) จะยังคงอยู่เป็นเวลานาน” และ “จะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การควบคุมไวรัสทั่วโลก”

นั่นเป็นตอนที่โลกยังไม่เจอกับโอไมครอน และบางส่วนของโลกเริ่มเย้ยจีนว่าจะปิดประเทศไปถึงไหน? จะเลิกยึดมั่นถือมั่นกับนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” เมื่อไร?

แน่นนอนว่า เมื่อโลกภายนอกได้ยินคำพูดของคุณหมอจงหนานซานบอกต่างก็ “ขำ”

เพราะถึงเวลานี้หมอต่างๆ ถูก “ยำเละ” กันถ้วนหน้า ตั้งแต่หมอฟอซีของสหรัฐจนถึงคุณหมอยงของเมืองไทย ด้วยเหตุที่คนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ใช่น้อยๆ หมดความเคารพในหมอและวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการเมืองหรือเรื่องที่ทนไม่ไหวกับข้อมูลของโควิด-19 ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา (เพราะมันเป็นโรคอุบัติใหม่ ไม่ใช่เพราะหมอและนักวิทยาศาสตร์ให้ข้อมูลผิด)

แต่หมอจงหนานซานมีสถานะที่ไม่เหมือนแพทย์ใหญ่ในประเทศอื่นๆ ในประเทศจีนน้อยคนที่จะ “กล้า” ท้าทายแนวคิดของคุณหมอเรื่อง “โควิดเป็นศูนย์” ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่คุณหมอจะถูกล้อ เย้ย หรือด่าทอเหมือนหมอใหม่ในบ้านเมืองอื่น

แนวคิดเรื่อง “โควิดเป็นศูนย์” ของจีนถูกวิจารณ์จากโลกภายนอกก่อนจะเจอโอไมครอนว่ามันไม่เวิร์ก ในจีนเองก็มีเสียงวิจารณ์ทำนองนี้เหมือนกัน แต่คนที่ติงเรื่องนี้และเป็นแพทย์ชั้นนำเหมือนจงหนานซาน ถูกถล่มเละ ลามปามไปถึงการขุดพื้นเพอาชีพการงาน จนแทบเสียผู้เสียคน

ยิ่งในระยะไม่กี่สัปดาห์นี้จีนเจอคลัสเตอร์ในประเทศบ่อยๆ ผู้คนยิ่งไม่ค่อยจะโลเลกับแนวคิดปิดประเทศ

ที่บอกว่า “ไม่ค่อยจะโลเล” เพราะไม่ได้หมายความทุกคนจะคล้อยตามกับการปิดประเทศ เสียงบ่นเริ่มเห็นประปรายในโลกโซเชียลของจีนหรือมาในรูปของการ “แซะ” แบบมีชั้นเชิง

คนในรัฐบาลก็ทราบดีว่าหากโลกภายนอกใช้ชีวิตปกติกันเรื่อยๆ ขณะที่จีนยังมีสภาพเหมือนนกในกรง ประชาชนจะเปลี่ยนความคิดเอาง่าายๆ

การตระหนักของรัฐบาลจีนสะท้อนผ่านบทบรณณาการของหูซีจิ้น บรรณาธิการของ Global Times สื่อของทางการจีนที่เป็นปากเป็นเสียงให้รัฐบาลมาตลอด เขาบอกว่า “ในขณะที่จีนค่อยๆ กลายเป็น ‘เกาะโดดเดี่ยว’ ที่พยายามไม่ให้มีการติดเชื้อ ความได้เปรียบเมื่อเทียบกับโมเดลการเปิดประเทศก็มีแนวโน้มที่จะค่อยๆ ลดลง”

หมายความว่า ขณะที่จีนโดดเดี่ยวตัวเอง จีนเริ่มเสียเปรียบประเทศอื่นๆ ที่เปิดประเทศแล้ว

ความได้เปรียบเสียเปรียบยงไม่เท่าไร หูซีจิ้นยังชี้ว่า แนวทางของจีนจะยิ่งไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เห็นประเทศอื่นเข้าเปิดแล้วแต่ทำไมเราไม่เปิด

หูซีจิ้นเขียนแบบนี้ไม่ใช่ว่าเขาเชียร์ให้รัฐบาลเลิกปิดประเทศ ตรงกันข้าม เขาชี้ว่ามันเกิดแนวโน้มแบบนี้ รัฐจะต้องทำให้เหตุผลของนโยบายโควิดเป็นศูนย์ มีความหนักแน่นขึ้น

นั่นเป็นเมื่อตอนต้นเดือนพฤศจิกายน ตอนที่โลกกำลังเริ่มศักราชใหม่ ขณะที่จีนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แต่แล้ว นับจากต้นเดือนพฤศจิกายนสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว!

จู่ๆ ยุโรปก็เกิดการระบาดขึ้นามาอีก มันเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนปลายเดือนบางประเทศเริ่มล็อคดาวน์อีกครั้งในอัตราที่แรกขึ้นเรื่อยๆ เช่น ออสเตรียที่ตอนแรกบอกว่าจะล็อคเฉพาะคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน คล้อยหลังไม่กี่วันต้องปรับแผนใหม่มาสั่งล็อคทั้งหมดทุกกลุ่มคน เพราะ “เวฟที่สี่” มาแรงเกินต้าน

ในขณะเดียวกันประเทศที่ใช้แนวทางอยู่ร่วมกับโควิดอย่างสิงคโปร์ก็อาการรร่อแร่ ทันทีที่เลิกปิดตัวเองมาอยู่กับโควิด โควิดก็มาอยู่กับพวกเขาในทันที ทำให้สิงคโปร์เจอกับอัตราการติดเชื้อที่หนักสุดในรอบปี แต่ก็ยังพยายามปลอบใจตัวเองโดยบอกว่าอย่างน้อยระบบสาธารณสุขยังไม่ล่ม (แต่ก็จวนเจียน)

กลับมาที่ออสเตรีย หลังจากประกาศใช้การล็อคดาวน์วันที่ 22 พฤศจิกายน บางประเทศในยุโรปก็ใช้มาตรการคล้ายๆ กัน บ้างก็เริ่มทบทวนกันว่าควรจะใช้ยาแรงขนาดไหนดี เพราะหากแรงไป ประชาชนจะรับไม่ไหว ดังจะเห็นได้ว่ามีการประท้วงต้านการล็อคดาวน์และฉีดวัคซีนในยุโรปหนักขึ้นเรื่อยๆ

ทันใดนั้นในสัปดาห์นั้นเองโลกก็เจอเข้ากับโอไมครอน

แม้ว่ามันจะพบครั้งแรกในแอฟริกาตอนใต้ แต่มันลุกลามไปยังยุโรปอย่างรวดเร็ว จนยุโรปกลายเป็นภูมิภาคที่พบผู้ติดเชื้อหลายประเทศที่สุดไปแล้ว ณ เวลาที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น

วันที่เขีนเรื่องนี้ ทางการเนเธอร์แลนด์ยังเพิ่งเผยเรื่องน่าตกใจด้วยว่า เชื้อไม่ได้เจอกันวันสองวันที่ผ่านมาไล่หลังแอฟริกาตอนใต้ แต่มันเข้าในเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน!

นี่อาจเป็นผลมาจากการเปิดประเทศแบบไม่แคร์โควิดหรือไม่?

ส่วนประเทศที่ล้อมตัวเองอย่างเหนียวแน่นอย่างจีนก็ไม่ลัลเลที่จะ “โชว์เหนือ” ว่าตัวเองมาถูกทางแล้วกับแนวทาง “ข้างนอกป้องกันเข้ามา ข้างในป้องกันเด้งกลับ” (ไว่ ฝาง ซูรู่, เน่ย ฝาง ฝ่านถาน)

สำนักข่าวซินหัวรายงานวันที่ 30 พฤศจิกายนว่า คณะผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของจีนเปิดเผยว่ากลยุทธ์ของจีนในการป้องกันผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่มาจากต่างประเทศ และการกลับมาระบาดของโรคโควิด-19 ในท้องถิ่น มีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์โอไมครอน

และเผยว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติจีนกำหนดวิธีการทดสอบกรดนิวคลีอิกแบบพิเศษ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ล่าสุดนี้ และเฝ้าติดตามการลำดับพันธุกรรมของการติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นในขณะที่ประเทศเพื่อน ต้องมานั่งก่ายหน้าผากกันอีกครั้งว่าจะเปิดหรือปิด จะแบนกี่ประเทศ หรือจะฉีดวัคซีนยังไงกันดี จีนไม่ต้องเตรียมอะไรมาก เพราะทุกอย่าง “คงที่” เพียงแต่ปรับมาตรการตรวจเชื้อนิดหน่อย

ในสถานการณ์แบบนี้ จีนที่เคยถูกเย้ยเรื่องขังตัวเองและความกังวลของผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเรื่องประชาชนต่อทนกับ “โควิดเป็นศูนย์” ไม่ไหว ก็ไม่เป็นปัญหาอีก เพราะเห็นๆ อยู่ว่าจีนน่าจะต้านไปได้อีกเวฟหนึ่ง

กับคำถามว่าจีนคิดถูกหรือไม่?

หากตั้งบนสมมติฐานว่าเชื้อกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จีนย่อมคิดถูกแล้วที่ปิดประเทศไปก่อน จนกว่าเชื้อจะกลายพันธุ์จนอ่อนแอไปเองหรือจนกระทั่งวัคซีนเอาอยู่ทุกการกลายพันธุ์ ตราบนั้นจีนจะเปิดประเทศชัวร์

จีนจะไม่เปิดจนกว่าจะแน่ใจว่าประเทศที่ทนไม่ไหวแล้วลองอยู่กับโควิดจะทำได้สำเร็จแค่ไหน นี่จะเป็นมาตรวัดการเปิดประเทศของจีน เหมือนกับที่จงหนานซานบอกว่าแนวทางของจีนนั้น “จะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การควบคุมไวรัสทั่วโลก”

ตอนนี้จีนจะดูว่าโลกภายนอกจะจัดการโอไมครอนแบบไหน และวัคซีนต่างๆ จะต้องปรับกันกี่ตลบ จีนจะสังเกตการณ์จากภายในแบบไม่รีบร้อน

การทดลองของโลกภายนอกจีน คือตัวชี้วัดอนาคตของจีนนั่นเอง

กับคำถามว่าแล้วถ้าจีนคิดถูกจริงๆ ประเทศอื่นๆ ควรจะใช้วิธีแบบจีนด้วยการปิดตัวเองต่อไปหรือไม่? เรื่องนี้ตอบว่า “ไม่ได้”

เพราะในขณะที่จีนขังตัวเองนั้น จีนได้พัฒนาตัวเองจนมีการพึ่งพาภายในสูง พึ่งพาภายนอกลดลง นี่เป็นธรรมชาติที่วิวัฒนาการขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามการค้า บวกกับการปลุกกระแสชาตินิยม ประหนึ่งว่าประเทศกำลังเผชิญกัยสงครามย่อยๆ การพึ่งพาภายนอกน้อย ทำให้จีนไม่หวั่นไหวกับการจะเปิดหรือไม่เปิดประเทศ

ตรงกันข้ามกับประเทศที่พึ่งพาภายนอกสูง เช่น ไทยที่รอวันรอคืนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา การปิดประเทศ เป็นทางเลือกที่ “เจ็บปวด” สำหรับเศรษฐกิจและอนาคตของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประเทศอย่างไทยหรือแม้แต่สิงคโปร์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งวัคซีนลูกเดียวและต้องอยู่กับโควิดให้ได้ เพื่อเปิดประเทศสถานเดียว

อย่างไรก็ตาม ที่เกริ่นถึงสิงคโปไว้ตอนแรกว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้มอย่างไรกับการเปิดประเทศ สำนักข่าว Bloomberg ประเมินจากประสบการณ์ของสิงคโปร์พบแล้วว่ามันไม่คุ้ม เพราะมีคนเข้ามาน้อยจนน่าใจหาย (ประเมินไว้ว่าจะรองรับ 164,500 คนต่อวัน แต่มาจริง 20,510 คนต่อวัน)

แถมสิงคไปร์ยังตัดสินใจระงับมาตรการเปิดประเทศในระดับต่อไปด้วยเพื่อรอประเมินว่าโอไมครอนจะร้ายแค่ไหน

ส่วนใหญ่ก็ต่องใช้แนว “กันไว้ก่อน” ทั้งนั้น ไม่ใช่กับประเทศแอฟริกาตอนใต้ แต่ควรกันภูมิภาคที่พบโอไมครอนมากกว่าที่อื่นด้วย

ยิ่งมาเจอโอไมครอนในยุโรปแบบรัวๆ ยิ่งทำให้ประเทศที่ต้องการ “ทัวร์ฝรั่ง” ต้องชั่งผลดีผลเสียให้ดีๆ ว่า จะเอาเงินหรือจะเอาโอไมครอน?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Anthony WALLACE / AFP

อินเดียเชื่อมั่นวัคซีนที่ผลิตเองสู้โอไมครอนได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669512

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 18:45 น.อินเดียเชื่อมั่นวัคซีนที่ผลิตเองสู้โอไมครอนได้ผู้เชี่ยวชาญชี้ชาวอินเดียเกินครึ่งมีภูมิต้านโควิด เชื่อมั่น Covaxin-Covishield สู้โอไมครอนได้

Reuters รายงาน Bharat Biotech กล่าวว่ากำลังทำการศึกษาว่าวัคซีนโควิด-19 Covaxin จะสามารถต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนได้หรือไม่ โดยระบุว่าวัคซีนดังกล่าวได้รับการพัฒนามาเพื่อรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในอู่ฮั่น แต่จากการศึกษาพบว่ามันสามารถทำงานกับโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ รวมถึงเดลตาได้

อย่างไรก็ตาม Times of India รายงานว่าดร.รามัน แกงกาทการ์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสอดีตหัวหน้าแผนกระบาดวิทยาและโรคติดต่อของสภาวิจัยการแพทย์แห่งอินเดีย (ICMR) ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สมาชิกของทีม WHO ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจสอบต้นกำเนิดของโควิด-19 กล่าวว่าในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้ที่โอไมครอนอาจท้าทายประสิทธิภาพของวัคซีน แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้นได้

พร้อมเสริมว่าขณะนี้เราทราบกันดีว่าวัคซีนของอินเดียทั้ง Covaxin และ Covishield สามารถป้องกันอาการป่วยหนักและเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ได้ และเช่นเดียวกันอาจมีศักยภาพกับสายพันธุ์โอไมครอนด้วย

ดร.รามันกล่าวต่อว่า ดังนั้นประชาชนควรฉีดวัคซีนให้ครบ 2 โดสโดยเร็วที่สุด เพราะไม่เพียงแต่กระตุ้นแอนติบอดีต่อไวรัสเท่านั้น แต่ยังเพิ่ม T cells ซึ่งเป็นเซลล์หน่วยความจำและเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่กว้างขึ้นต่อไวรัส

ด้านดร.ชาฮิด จามีล กล่าวว่าไม่ควรตื่นตระหนกต่อการกลายพันธุ์ของโควิด-19 โดยชาวอินเดียจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะยังคงมีภูมิคุ้มกันในการต่อต้านโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นโอไมครอนหรือสายพันธุ์อื่นๆ

เนื่องจากการแพร่ระบาดระลอกใหญ่ครั้งที่ผ่านมาซึ่งมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากส่งผลให้ชาวอินเดียถึง 67% มีแอนติบอดีต่อโควิด-19 หมายความว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันป้องกันโอไมครอนหรือสายพันธุ์อื่นๆ แต่เตือนว่าประชาชนยังคงต้องป้องกันตัวเองโดยการสวมหน้ากากอนามัยต่อไป

Photo by Sujit Jaiswal / AFP

พระบิดาเจ้าหญิงมาโกะติงสื่อนำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายราชวงศ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669503

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 17:41 น.พระบิดาเจ้าหญิงมาโกะติงสื่อนำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายราชวงศ์เจ้าชายญี่ปุ่นสุดทน ออกโรงตำหนิสื่อนำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายอดีตเจ้าหญิงมาโกะและสามี

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเจ้าชายฟูมิฮิโตะ อากิชิโนะ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทรงวิพากษ์วิจารณ์สื่อที่นำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จและให้ร้ายในการรายงานข่าวเกี่ยวกับการเสกสมรสของอดีตเจ้าหญิงมาโกะ พระธิดาซึ่งสละฐานันดรศักดิ์เป็นสามัญชน หลังสมรสกับเคอิ โคมุโระ หนุ่มสามัญชนเมื่อเดือนที่แล้ว

“หากทุกท่านได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี แต่มีหลายอย่างในนั้นที่ถูกแต่งเติมขึ้นมา แม้ว่าจะมีบางความเห็นที่เราควรต้องรับฟัง” เจ้าชายอากิชิโนะตรัสอย่างตรงไปตรงมาเมื่อถูกทูลถามถึงอาการป่วยของมาโกะว่าเกี่ยวข้องกับการรายงานข่าวของสื่อหรือไม่

“สำหรับบทความที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต มีการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา และบางส่วนก็ใช้คำพูดที่แย่มากจริงๆ คำพูดให้ร้ายเหล่านี้สร้างความเจ็บปวดให้ใครหลายคน และอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้เลย”

เจ้าชายอากิชิโนะยังตรัสว่าสำนักพระราชวังญี่ปุ่น (IHA) เคยออกมาจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือนที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ แต่พระองค์ทรงเห็นว่าสำนักพระราชวังควรดำเนินการมากกว่านี้ โดยการกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสมในการรายงานข่าว และประท้วงเมื่อมีผู้กระทำเกินเลย

สุดทนข่าวให้ร้าย

การตรัสอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในราชวงศ์ญี่ปุ่นสมัยนี้ เพราะโดยปกติแล้วสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นมักถูกคาดหวังให้อดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ก็ตาม อาจหมายความว่าข่าวลืออื้อฉาวที่มาโกะและโคมุโระต้องเผชิญนั้นหนักหนาเกินกว่าที่ราชวงศ์ญี่ปุ่นจะทนไหว

ทั้งนี้ มาโกะประกาศหมั้นกับโคมุโระตั้งแต่ปี 2017 ท่ามกลางความยินดีของชาวญี่ปุ่น แต่เมื่อมีรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ว่าแม่ของโคมุโระติดหนี้และมีปัญหาด้านการเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของลูกชาย ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง และมีกระแสต่อต้านการแต่งงานของทั้งคู่

นอกจากข่าวฉาวเรื่องหนี้สินแล้วสื่อญี่ปุ่นพากันขุดคุยชีวิตส่วนตัวของครอบครัวโคมุโระ ไม่ว่าจะเป็นข่าวว่าโคมุโรเป็นกำกร้าตั้งแต่เด็กเพราะพ่อฆ่าตัวตาย ไปจนถึงข่าวลือเกี่ยวกับการใช้ชีวิตราวเพลย์บอยท่ามกลางสาวๆ หลายคนรวมถึงการเที่ยวกลางคืนขณะศึกษาที่สหรัฐ บางคนยังอ้างว่าโคมุโระมีสายเลือดเกาหลี-ญี่ปุ่น ซึ่งเดิมทีคนญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลีถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นเพื่อเป็นแรงงานทาส

งานแต่งงานของมาโกะและโคมุโระถูกเลื่อนออกมาเกือบ 3 ปี และมาโกะได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการป่วยด้วยภาวะเครียดอย่างรุนแรงหลังเกิดข่าวลืออื้อฉาวเหล่านี้

สุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา โดยมาโกะสละฐานันดรศักดิ์ตามกฎมณเฑียรบาลของญี่ปุ่น และย้ายไปใช้ชีวิตสามัญชนกับสามีที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

เจ้าชายอากิชิโนะทรงรู้สึกว่าเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงินของครอบครัวโคมุโระนั้นไม่ได้รับการอธิบายอย่างเหมาะสม และยืนยันว่าการยกเลิกราชพิธีสำคัญในงานเสกสมรสและปฏิเสธรับเงินจากราชวงศ์เป็นการตัดสินใจของมาโกะเอง แต่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สหรัฐเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทั้งคู่แล้ว

โดยผู้สังเกตการณ์ราชวงศ์ญี่ปุ่นบางคนมองว่ากระแสต่อต้านการสมรสของมาโกะอาจไม่รุนแรงขนาดนี้หากสำนักพระราชวังมีการจัดการอย่างเหมาะสมเหมือนกับราชวงศ์ในต่างประเทศ

AFP PHOTO /Imperial Household Agency

จีนซื้อใจแอฟริกา? ระดมแจกวัคซีนพันล้านโดส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669485

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 15:30 น.จีนซื้อใจแอฟริกา? ระดมแจกวัคซีนพันล้านโดสจีน-สหรัฐแข่งกันแผ่อิทธิพล ยื่นมือช่วยแอฟริกาท่ามกลางความกังวลเชื้อ ‘โอไมครอน’

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนกล่าวในการประชุมความร่วมมือจีน-แอฟริกา โดยระบุว่าจีนจะบริจาควัคซีนโควิด-19 จำนวน 1,000 ล้านโดสให้แก่แอฟริกา ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้

โดยวัคซีนจำนวน 600 ล้านโดสจะเป็นการบริจาค และอีก 400 ล้านโดสจะถูกจัดหาผ่านวิธีการอื่น เช่น การร่วมกันผลิตโดยบริษัทจีนและประเทศในแอฟริกา นอกจากนี้จีนจะสร้างโครงการด้านสาธารณสุข 10 โครงการในแอฟริกา และพร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเข้าช่วยเหลืออีก 1,500 คน

รวมถึงจะจัดตั้ง “ศูนย์เงินหยวนข้ามพรมแดนจีน-แอฟริกา” เพื่อให้สถาบันการเงินในแอฟริกาได้รับวงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดจนจัดหาเงินทุนเพื่อการค้ามูลค้า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการส่งออกของแอฟริกา เสริมสร้างความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ

สี จิ้นผิงยังกล่าวว่าการนำเข้าสินค้าจากแอฟริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันดิบและแร่ธาตุที่สำคัญของจีน จะมีมูลค่าสูงถึง 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเสริมว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมมือกันในด้านต่างๆ เช่น สุขภาพ นวัตกรรมดิจิทัล การส่งเสริมการค้า และการพัฒนาสีเขียว

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าจีนได้จัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้ 50 ประเทศในทวีปแอฟริกา และคณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา (AU) รวมกว่า 1,700 ล้านโดส เมื่อนับถึงวันที่ 12 พ.ย. 2021

โดยสมุดปกขาว “จีนและแอฟริกาในยุคใหม่ : ความเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน” (China and Africa in the New Era: A Partnership of Equal) ระบุว่าจีนได้จัดสรรวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศกว่า 110 แห่ง รวมกว่า 1,700 ล้านโดส

นอกจากนั้นจีนยังบริจาคเงิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,350 ล้านบาท) ให้โครงการโคแวกซ์ (COVAX) และบริจาควัคซีนให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศในแอฟริกาอีก 100 ล้านโดส

อนึ่ง กลุ่มบริษัทจีนเดินหน้าร่วมผลิตวัคซีนกับบริษัทท้องถิ่นในแอฟริกาอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยเหลือกลุ่มประเทศแอฟริกาบรรลุเป้าหมายผลิตวัคซีนได้เองในท้องถิ่นตามความต้องการด้วย

จีน-สหรัฐ แข่งกันขยายอิทธิพล?

ตามรายงานของอัลจาซีราระบุว่าจีนถูกมองว่าใช้นโยบาย “การทูตกับดักหนี้” โดยให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศในแอฟริกาและภูมิภาคอื่นๆ กู้ยืมเงิน และใช้สถานะเจ้าหนี้เพื่อผลประโยช์ทางการทูตและการค้า

ไม่นานมานี้แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเยือนเคนยา ไนจีเรีย และเซเนกัล เพื่อกระชับความร่วมมือและหารือเกี่ยวกับการสร้างโรงงานผลิตวัคซีนในภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีนที่เพิ่มขึ้น

บลิงเคนยังได้กล่าวยกย่องแอฟริกาใต้ที่สามารถตรวจพบโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และแบ่งปันข้อมูลอย่างโปร่งใสในทันที ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมโลก พร้อมตำหนิรัฐบาลจีนที่ดำเนินการล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโรคระบาด

นอกจากนี้เมื่อเดือนที่แล้วประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐยังให้คำมั่นที่จะบริจาควัคซีนโควิด-19 ของ Johnson & Johnson จำนวน 17 ล้านโดสให้แก่สหภาพแอฟริกา

Photo by GREG BAKER / AFP

รัสเซียปิดพรมแดนจีนสกัดเชื้ออู่ฮั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613231

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 19:04 น.รัสเซียปิดพรมแดนจีนสกัดเชื้ออู่ฮั่นสำนักข่าว TASS ของทางการรัสเซียรายงานว่า รัฐบาลท้องถิ่นของ 3 ภูมิภาคในเขตสหพันธ์ตะวันออกไกลของรัสเซียประกอบด้วย ฮาบารอฟสค์, แคว้นอามูร์ และแคว้นปกครองตนเองยิวโอแบลส ได้สั่งปิดจุดผ่านแดนระหว่างรัสเซียกับจีน 9 จุด เป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่อาจเข้าสู่รัสเซีย โดยรัสเซียมีดินแดนที่ติดกับจีนเป็นระยะทางยาวถึง 4,300 กิโลเมตร

ขณะเดียวกันรัฐบาลกลางรัสเซียภายใต้การนำของนายMikhail Mishustin นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของรัสเซีย ได้สั่งดำเนินมาตรการเข้มในการควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา ด้วยการสั่งเฝ้าระวังตามโรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และให้โรงพยาบาลทั่วประเทศโดยเฉพาะในจุดที่มีพรมแดนติดกับจีนเตรียมพร้อมรับมือหามีการพบผู้ติดเชื้อ

แม้วันนี้ (29 ม.ค.) รัสเซียจะยังไม่มีการพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศ แต่พบว่าในปี2019มีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในรัสเซียมากถึง 2 ล้านคน

ด้านสหภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของรัสเซียกล่าวว่า บรรดาเอเจนซี่ทัวร์ในรัสเซียประกาศยกเลิกรับคณะทัวร์ชาวจีนแล้วตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับบรรดาบริษัททัวร์ในรัสเซียต่างยุติกรขายแพ็คเกจทัวร์ในจีนแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ห้ามการเดินทางของคนจีนในรัสเซียที่เป็นการเดินทางเฉพาะบุคคล ซึ่งรัสเซียได้ดำเนินการตรวจคัดกรองโรคที่สนามบินอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกันรัสเซียอยู่ระหว่างดำเนินการเจรจากับทางจีนเพื่ออพยพพลเมืองรัสเซียในมณฑลหูเป่ย์รวมถึงเมืองอู่ฮั่นที่มีอยู่ราว 177 คนออกจากพื้นที่

นักวิทย์ออสซี่เพาะไวรัสโคโรนาในแล็ปสำเร็จ กรุยทางสร้างวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613206

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 15:59 น.นักวิทย์ออสซี่เพาะไวรัสโคโรนาในแล็ปสำเร็จ กรุยทางสร้างวัคซีนนักวิทย์ฯออสเตรเลียเพาะไวรัสโคโรนานอกจีนสำเร็จเป็นแห่งแรก เปิดทางคิดค้นวัคซีนรักษา

สื่อท้องถิ่นของออสเตรเลียรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเพื่อการติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกัน ปีเตอร์ โดเฮอร์ตี (Peter Doherty Institute for Infection and Immunity) ในนครเมลเบิร์น สามารถเพาะเลี้ยงไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นอกประเทศจีนได้สำเร็จเป็นครั้งแรก 

รายงานระบุว่า ตัวอย่างไวรัสนั้นออสเตรเลียได้รับแจกมาองค์การอนามัยโลกจากการเก็บตัวอย่างไวรัสจากผู้ป่วยติดเชื้อนอกจีน โดยออสเตรเลียโดยเตรียมแบ่งปันเชื้อเพาะนี้ไปยังห้องแล็ปต่างๆทั่วโลกเพื่อให้ช่วยกันคิดค้นวัคซีนป้องกัน

(ซ้าย) Dr Julian Druce (ขวา) Dr Mike Catton

แม้ก่อนหน้านี้เดือนธันวาคมปีที่แล้ว จีนได้เผยแพร่ข้อมูลลำดับจีโนมของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่ ดร.จูเลียน ดรูซ หัวหน้าฝ่ายระบุอัตลักษณ์ไวรัสของสถาบันเผยว่า การที่ออสเตรเลียพัฒนาไวรัสที่มีชีวิตในห้องปฏิบัติการ นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการวินิจฉัย

เพราะหมายความว่า นักวิทย์ออสเตรเลียจะสามารถทดสอบและทดลองทุกวิธีได้อย่างแม่นยำ และสามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติและการตอบสนองของไวรัส เพื่อใช้ในกระบวนการสร้างวัคซีนได้

News Corp Australia

ไวรัสที่ได้รับการเพาะเลี้ยงนี้ จะสร้างantibody test ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจหาไวรัสในผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการ หรือยังไม่ทราบว่าได้รับเชื้อมาหรือไม่

“ความสำคัญของการทดสอบแอนตีบอดีสามารถช่วยให้เราตรวจหาการติดเชื้อในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นได้ ซึ่งทำให้เราเห็นภาพรวมของการระบาดว่าเป็นวงกว้างเพียงใด รวมถึงสามารถใช้ชี้วัดอื่นๆเช่น อัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ” ดร.ไมค์ แคตตัน รองผู้อำนวยการสถาบัน กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์เบรนดัน เมอร์ฟี หัวหน้าหน่วยงานการแพทย์ออสเตรเลีย กล่าวว่า การเพาะเลี้ยงไวรัสในห้องปฏิบัติการจะช่วยเอื้อให้เกิดการทดสอบต่าง ๆ และนำไปสู่การทดสอบแอนตีบอดีที่รวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้ นักวิจัยจากทั่วโลกยังคงพยายามคิดค้นวัคซีนเพื่อหยุดการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา โดยในออสเตรเลีย ขณะนี้มีผู้ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 5 คน โดยหนึ่งในนั้นมี 4 คนที่อยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์

บริติชแอร์เวย์ งดเที่ยวบินจีนทุกไฟลท์ สกัดไวรัสระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613191

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 14:46 น.บริติชแอร์เวย์ งดเที่ยวบินจีนทุกไฟลท์ สกัดไวรัสระบาดบริติชแอร์เวย์ ประกาศระงับเที่ยวบินตรงไปจีนทั้งหมดทันที พร้อมเตรียมอพยพคนอังกฤษกลับประเทศวันพฤหัสฯนี้

รอยเตอร์รายงานว่า สายการบินบริติช แอร์เวย์ของอังกฤษ ประกาศในวันนี้ (29 ม.ค.) ว่าทางสายการบินจะงดให้บริการในทุกเที่ยวบินทั้งขาไป-กลับจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ สืบเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

จากประกาศในเว็บไซต์ของทางสายการบินพบว่า บริติชแอร์เวย์ระงับเที่ยวบินตรงระหว่างอังกฤษกับจีนแผ่นดินใหญ่โดยเริ่มมีผลทันทีในวันนี้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมารัฐบาลอังกฤษได้ออกคำแนะนำไปยังพลเมืองว่าควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจีนเนื่องจากการระบาดของไวรัส

ด้านทางการอังกฤษได้เตรียมแผนอพยพพลเมืองเดินทางกลับประเทศแล้ว โดยกำหนดออกจากอู่ฮั่นในวันพฤหัสบดีเวลา 11.00 น.

ทั้งนี้ นอกจากบริติชแอร์เวย์แล้ว พบว่าสายการบินต่างชาติหลายแห่งประกาศระงับทำการบินในบางไฟล์ทที่เดินทางไปจีน อาทิ United Airlines ของสหรัฐ China airline และ EVA ของไต้หวัน