พบชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งอพยพกลับจากอู่ฮั่นแสดงอาการ เจ้าหน้าที่เร่งส่งไปตรวจอีกรอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613183

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 14:14 น.พบชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งอพยพกลับจากอู่ฮั่นแสดงอาการ เจ้าหน้าที่เร่งส่งไปตรวจอีกรอบการอพยพประชาชนกลับประเทศของญี่ปุ่นเริ่มที่จะมีปัญหาเสียแล้ว หลังพบผู้ที่เดินทางกลับมามีอาการที่น่าสงสัย

สำนักข่าว NHK รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นว่า ผู้อพยพชาวญี่ปุ่นประมาณ 200 คนที่เดินทางมาถึงพร้อมกับเครื่องบินเช่าเหมาลำเช้าวันพุธที่สนามบินฮาเนดะของโตเกียว หลายคนมีอาการเช่นไอและมีไข้ เจ้าหน้าที่บอกว่าผู้โดยสารได้รับการตรวจสอบทางการแพทย์บนเครื่อง ทั้งหมดถูกส่งไปยังสถาบันทางการแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบอีกครั้ง

NHK รายงานว่า 4 คนที่แสดงอาการได้ถูกนำตัวไปยังสถาบันการแพทย์พิเศษสำหรับโรคติดเชื้อ

สำหรับมาตรการป้องกันของทางการญี่ปุ่นนั้น เจ้าหน้าที่ในโตเกียวกำลังดำเนินมาตรการป้องกันพิเศษ ในเวลานี้เจ้าหน้าที่สามารถบังคับประชาชนให้เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลโดยไม่ต้องรอรับความยินยอมจากประชาชน ใครก็ตามที่เดินทางมายังด่านตรวจคนเข้าเมือง หากต้องสงสัยว่ามีเชื้อไวรัสอยู่จะถูกแจ้งให้รับการตรวจสอบทางการแพทย์ทันที

เมืองหวงกังสั่งเสร็จใน 2 วัน เปิดใช้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยโคโรนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613172

วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 12:38 น.เมืองหวงกังสั่งเสร็จใน 2 วัน เปิดใช้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยโคโรนาซินหัวรายงานว่าที่เมืองหวงกัง ในมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเมืองที่ทางการหูเป่ยสั่งปิดเมืองเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ได้เปิดทำการโรงพยาบาลแห่งใหม่ของเมืองขนาด 1,000 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยจากไวรัสดังกล่าวเป็นการเฉพาะแห่งแรกของจีนแล้ว

รายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ทางการเมืองหวงกังได้สั่งระดมคนงานกว่า 500 คน พร้อมเครื่องจักรก่อสร้างมากกว่า 10 คัน เร่งงานปรับปรุงศูนย์แพทย์ประจำภูมิภาค Dabieshan (The Dabieshan Regional Medical Centre) ซึ่งมีกำหนดเปิดในเดือนพฤษภาคมนี้ ให้แล้วเสร็จพร้อมใช้งานภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อรองรับผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสโคโรนาจำนวน 1,000 เตียง

แต่เดิมโรงพยาบาลศูนย์ฯแห่งใหม่นี้มีกำหนดเปิดใช้งานช่วงกลางปีนี้ สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 700 เตียง แต่ด้วยสถานการณ์ระบาดของไวรัสดังกล่าว ส่งผลให้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทางการเมืองหวงกังตัดสินใจเร่งการเปิดใช้ศูนย์การแพทย์แห่งใหม่ให้เร็วขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยที่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ตลอดเวลา 2 วัน ทางการได้ระดมกำลังคนงานหลายร้อยคน เร่งเก็บกวาดทำความสะอาดทั้งวันทั้งคืนพร้อมติดตั้งระบบประปาและไฟฟ้า รวมถึงเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้โรงพบาบาลแห่งใหม่ขนาด 15,000 ตารางเมตร พร้อมใช้งานภายใน 48 ชั่วโมง

กระทั่งช่วงค่ำของวันที่ 28 ม.ค. สามารถเปิดใช้งานได้ในที่สุด โดยมีทีมแพทย์จากมณฑลซานตงและโรงพยาบาลเมืองหวงกัง ทยอยย้ายผู้ป่วยบางส่วนจากโรงพยาบาล Huanggang Central เข้ามายังศูนย์แพทย์แห่งใหม่นี้แล้ว

อนึ่ง เมืองหวงกังได้กำหนดให้มีโรงพยาบาลศูนย์สำหรับรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่เป็นการเฉพาะทั่วทั้งเมือง 13 แห่ง และคลินิกอีก 29 แห่ง สำหรับตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อ

ส่วนที่นครอู่ฮั่น ทางการยังคงเร่งงานก่อสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 1,000 เตียงทั้งสองแห่ง ให้เสร็จภายในกำหนดวันที่ 3 ก.พ.นี้ โดยความคืบหน้าล่าสุดพบว่า อยู่ในระหว่างการเทคอนกรีตฐานรากแล้ว

การก่อสร้างโรงพยาบาลสนามในอู่ฮั่น

การก่อสร้างโรงพยาบาลสนามในอู่ฮั่น

Pfizer เริ่มพัฒนาวัคซีนใหม่สู้โอไมครอนแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669431

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 09:31 น.Pfizer เริ่มพัฒนาวัคซีนใหม่สู้โอไมครอนแล้วบริษัท Pfizer กำลังทำงานเกี่ยวกับวัคซีนโควิดโดยมุ่งเป้าไปที่ Omicron ข้อมูลเปิดเผยโดย CEO ของบริษัท

แอลเบิร์ต เบอร์ลา ซีอีโอของบริษัท Pfizer (ไฟเซอร์) ผู้ผลิตยาสหรัฐกล่าวว่า ได้เริ่มทำงานเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เวอร์ชันหนึ่งแล้ว โดยมุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์โอไมครอนตัวใหม่ ในกรณีที่การฉีดวัคซีนในปัจจุบันไม่ได้ผลกับสายพันธุ์ล่าสุด

เบอร์ลาบอกกับ CNBC ว่าตั้งแต่วันศุกร์แล้วที่บริษัทของเขาเริ่มทดสอบวัคซีนปัจจุบันสายพันธุ์โอไมครอนซึ่งรายงานครั้งแรกในแอฟริกาใต้และได้จุดประกายความกลัวว่าจะมีการติดเชื้อ Covid-19 ทั่วโลก

“ผมไม่คิดว่าผลลัพธ์จะกลายเป็นว่าวัคซีนไม่สามารถป้องกันได้” เบอร์ลากล่าว

แต่การทดสอบสามารถแสดงให้เห็นว่าวัคซีนที่มีอยู่ “ป้องกันน้อยลง” ซึ่งหมายความว่า “เราต้องสร้างวัคซีนใหม่” เบอร์ลา กล่าว

“วันศุกร์ เราได้สร้างแม่แบบ DNA แรกของเรา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกที่เป็นไปได้ของกระบวนการพัฒนาวัคซีนใหม่” เบอร์ลากล่าว

Johnson & Johnson (จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน) กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “กำลังดำเนินการสร้างวัคซีนเฉพาะรับมือโอไมครอน และจะดำเนินไปตามความจำเป็น”

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Moderna (โมเดอร์นา) ผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชั้นนำอีกรายกล่าวว่ากำลังพัฒนาวัคซีนกระตุ้นสำหรับเชื้อสายพันธุ์ใหม่

เบอร์ลาเปรียบสถานการณ์กับสถานการณ์เมื่อต้นปีนี้เมื่อ Pfizer และ BioNTech หุ้นส่วนจากเยอรมันพัฒนาวัคซีนภายใน 95 วันเมื่อมีความกังวลว่าสูตรก่อนหน้านี้จะไม่ทำงานกับเดลต้า แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเวอร์ชันนั้นจะไม่ได้ใช้ก็ตาม

เบอร์ลากล่าวว่า วัคซีนปัจจุบัน “มีประสิทธิภาพมาก” ในการต่อต้านเดลต้า และเสริมว่า บริษัทต่างๆ คาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนได้ 4,000 ล้านโดสในปี 2565

เมื่อวันจันทร์ องค์การอนามัยโลกได้เตือนไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ โอไมครอนมีความเสี่ยง “สูงมาก” ทั่วโลก

เบอร์ลากล่าวว่าเขา “มั่นใจมาก” ด้วยว่ายาต้านไวรัสที่เพิ่งเปิดตัวของ Pfizer จะใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากการกลายพันธุ์รวมถึงโอไมครอน

ในบรรดาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่ติดเชื้อรายใหม่ซึ่งได้รับการรักษาภายในสามวันหลังจากเริ่มมีอาการ ยาของไฟเซอร์แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการรักษาในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์

Photo by Robyn Beck / AFP

ผู้ติดเชื้อโอไมครอนแวะเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669430

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 09:18 น.ผู้ติดเชื้อโอไมครอนแวะเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์สิงคโปร์กล่าวว่านักเดินทางสองคนที่มุ่งหน้าไปซิดนีย์และพบว่าติดเชื้อโอไมครอน (Omicron) ที่นั่น ได้เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินชางงี และตรวจเชื้อเป็นลบที่ต้นทาง

รอยเตอร์รานงานจากสิงคโปร์ 30 พ.ย. ว่า กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์กล่าวว่านักเดินทางสองคนจากโจฮันเนสเบิร์กซึ่งมีผลตรวจเป็นบวกว่าติดเชื้อโอไมครอนในซิดนีย์ได้เปลี่ยนเครื่องผ่านสนามบินชางงี

กระทรวงระบุในถ้อยแถลง บุคคลสองคนเดินทางออกจากโจฮันเนสเบิร์กเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ด้วยเที่ยวบินของสิงคโปร์แอร์ไลน์ และมาถึงที่ชางงีในวันเดียวกันโดยโดยสารเที่ยวบินเปลี่ยนเครื่อง ทั้งสองมีผลตรวจโควิด-19 เป็นลบก่อนออกเดินทาง

กระทรวงกล่าวว่าผู้เดินทางส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินชางงี ในจำนวนผู้โดยสาร 7 รายที่ลงจากเครื่อง มี 6 รายถูกสั่งให้กักตัวอยู่บ้าน 10 วัน ขณะที่รายที่ 7 ซึ่งเป็นผู้ติดต่อใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อบนเที่ยวบิน ถูกกักกันในสถานที่จำเพาะ

“การติดตามผู้สัมผัสกำลังดำเนินอยู่สำหรับเจ้าหน้าที่สนามบินที่อาจติดต่อกับเคสนี้ชั่วคราว” กระทรวงกล่าว

ทางการออสเตรเลียกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ผู้โดยสาร 2 คนที่ผลตรวจเป็นบวกเมื่อเดินทางมาถึงซิดนีย์ ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนและถูกกักตัวไว้

Photo by Mohd RASFAN / AFP

Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter จะสละตำแหน่ง CEO

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669409

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 21:55 น.Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter จะสละตำแหน่ง CEO  หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดและหนึ่งในผู้บุกเบิกโลกแห่งโวเชียลมีเดียกำลังจะวางมือจากบริษัท

รายงานของ CNBC อ้างถึงแหล่งที่มาที่ไม่มีชื่อระบุว่า แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter จะลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย (CEO) 

อย่างไรก็ตาม บริษัท Twitter ไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นทันทีจากสำนักข่าวต่างๆ

รอยเตอร์สรายงานว่า ดอร์ซีย์และคณะกรรมการบริหารของ Twitter ได้ตัดสินใจเลือกผู้สืบทอดของเขาแล้ว แหล่งข่าวกล่าวโดยไม่ระบุชื่อบุคคล

แหล่งข่าวกล่าวเสริมว่าคณะกรรมการของบริษัทได้เตรียมพร้อมสำหรับการจากไปของดอร์ซีย์ตั้งแต่ปีที่แล้ว 

ทั้งนี้ หุ้นของ Twitter เพิ่มขึ้น 9% ในการซื้อขายช่วงแรก ในขณะที่บริษัทชำระเงินดิจิทัล Square Inc ซึ่งดอร์ซีย์หนุนหลังอยู่หุ้นเพิ่มขึ้น 3%

REUTERS/Anushree Fadnavis/File Photo

รับมือยังไงเมื่อ ‘โอไมครอน’ ลามหนัก! ติดเชื้อเพียบหลายประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669393

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 18:15 น.รับมือยังไงเมื่อ 'โอไมครอน' ลามหนัก! ติดเชื้อเพียบหลายประเทศโควิด-19 สายพันธุ์ ‘โอไมครอน’ ไปถึงไหนแล้ว และเขารับมือกันอย่างไร

โปรตุเกส

กรมสุขภาพของโปรตุเกส (DGS) รายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน 13 รายในวันที่ 29 พ.ย. โดยผู้ป่วยทั้งหมดเป็นนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากสโมสรฟุตบอลบี-เอสเอดี (Belenenses SAD) จากลิสบอน โดยนักเตะรายหนึ่งเพิ่งเดินทางมาจากแอฟริกาใต้

สกอตแลนด์

ในวันเดียวกันรัฐบาลสกอตแลนด์เปิดเผยว่าพบผู้ติดโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจำนวน 6 ราย โดยระบุว่ากระทรวงสาธารณสุขสกอตแลนด์จะดำเนินการสอบสวนโรคเพื่อหาที่มาของไวรัส ตลอดจนตรวจหาเชื้อบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิด

เยอรมนี

ขณะนี้เยอรมนีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนแล้วอย่างน้อย 3 ราย โดย 2 รายแรกพบในรัฐบาวาเรีย ซึ่งเดินทางเข้าสู่เยอรมนีที่สนามบินมิวนิกเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ส่วนรายล่าสุดเดินทางจากแอฟริกาใต้มายังท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ต ในเยอรมนี ซึ่งเป็นสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

การจำกัดการเดินทางทางอากาศจากแอฟริกาใต้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมาหลังกำหนดให้แอฟริกาใต้เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของไวรัส แต่ชาวเยอรมนีในแอฟริกาใต้ยังคงเดินทางกลับประเทศได้แต่ต้องกักตัว 14 วันแม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม

อิตาลี

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. อิตาลีพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเคสแรก ซึ่งเป็นนักเดินทางที่มาจากโมซัมบิกเมื่อต้นเดือนนี้ ขณะที่สมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยจะทราบผลการตรวจหาเชื้อภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้

โดยทางการอิตาลีสั่งห้ามนักเดินทางที่มาจาก 7 ประเทศแถบแอฟริกาใต้ในช่วง 2 สัปดาห์ หลังพบการแพร่ระบาดของโอไมครอน สำหรับประชาชนที่เดินทางไปที่นั่นในช่วง 2 สัปดาห์ ต้องแจ้งให้ทางการทราบ เข้ารับการตรวจหาเชื้อ และแยกกักตัวเป็นเวลา 10 วันแล้วตรวจหาเชื้ออีกครั้ง

แคนาดา

เป็นประเทศแรกในอเมริกาเหนือที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน โดยขณะนี้พบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 2 รายในออนแทรีโอ ซึ่งเดินทางมาจากไนจีเรีย โดยขณะนี้กำลังตรวจหาเชื้อผู้สัมผัสใกล้ชิดคนอื่นๆ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่ากลยุทธ์ของพวกเขาคือพยายามป้องกันไม่ให้สายพันธุ์โอไมครอนเข้าสู่แคนาดาผ่านมาตรการระงับการเดินทางจากแอฟริกาใต้ บอตสวานา เอสวาตินี เลโซโท โมซัมบิก นามิเบีย และซิมบับเว เบื้องต้นมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ม.ค. ส่วนชาวแคนาดาที่เดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าวต้องได้รับการตรวจหาเชื้อก่อนเดินทางและกักตัวเป็นเวลา 14 วันเมื่อมาถึงแคนาดา

เดนมาร์ก

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมาเดนมาร์กรายงานผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน 2 รายซึ่งเดินทางมาจากแอฟริกาใต้โดยเครื่องบิน ขณะนี้ทั้ง 2 รายถูกกักตัว และเจ้าหน้าที่กำลังติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดคนอื่นๆ

โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าจะจับตาและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่าข้อจำกัดที่ตกลงในรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและมีผลบังคับใช้ในวันนี้ รวมถึงการใช้หน้ากากและการใช้บัตรผ่านโควิดนั้นเพียงพอแล้วในสถานการณ์นี้ ไม่มีใครต้องการล็อกดาวน์อีกครั้ง กลยุทธ์ทั้งหมดนี้เพื่อสังคมที่เปิดกว้างแต่ควบคุมได้

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อในประเทศแล้วอย่างน้อย 8 รายโดยเบื้องต้นคาดว่าอาจมาจากแอฟริกาใต้ แต่ยังคงต้องใช้เวลาสอบสวนโรคเพื่อยืนยันอีกครั้ง

เบลเยียม

เป็นประเทศแรกในยุโรปที่พบผู้ติดเชื้อโอไมครอน ซึ่งเป็นบุคคลที่เดินทางมาจากอียิปต์โดยผ่านตุรกีและยังไม่ได้รับวัคซีน รายงานระบุว่าผู้ป่วยรายนี้เริ่มมีอาการ 11 วันหลังเดินทางถึงเบลเยียม และมีผลตรวจเป็นบวกเมื่อวันที่ 22 พ.ย.

อิสราเอล

พบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 2 ราย และกลายเป็นประเทศแรกที่ปิดพรมแดนสำหรับนักเดินทางต่างชาติทั้งหมด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอไมครอน ขณะที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่ให้บริการที่สนามบิน

สหราชอาณาจักร

พบผู้ติดเชื้อ 2 รายเช่นกันโดยเกี่ยวข้องกับการเดินทางในแถบแอฟริกาใต้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน กล่าวว่าจะยกระดับมาตรการตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ และผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องกักตัวเป็นเวลา 10 วัน นอกจากนี้รัฐบาลจะทบทวนมาตรการสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะอีกครั้ง

เนเธอร์แลนด์

พบผู้ติดเชื้อโอไมครอนถึง 13 รายจากผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศแถบแอฟริกาใต้ ส่งผลให้ต้องยกระดับมาตรการและเพิ่มข้อจำกัดในการเดินทางข้ามพรมแดน หลังจากที่เพิ่งประกาศล็อกดาวน์บางส่วนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อมีผู้ติดเชื้อในประเทศพุ่งขึ้นอีกครั้ง

ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียรายงานผู้ติดเชื้อโอไมครอน 2 รายแรกของประเทศเป็นผู้ที่เดินทางมาจากทางตอนใต้ของแอฟริกาโดยทั้งคู่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการกักตัว

ขณะที่ทางการออกคำสั่งให้ผู้ที่เดินทางจาก 9 ประเทศในแอฟริกาต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน และมีแนวโน้มว่ารัฐบาลต้องทบทวนแผนการเปิดประเทศอีกครั้งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิดกลายพันธุ์

ฮ่องกง

ล่าสุดฮ่องกงพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนเป็นรายที่ 3 แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไวรัสไม่ได้แพร่ระบาดในชุมชนเนื่องจากทั้ง 3 รายเดินทางมาจากต่างประเทศและถูกกักตัว โดยผู้ป่วย 2 รายแรกมาจากแอฟริกาใต้ และอีกรายมาจากไนจีเรีย ทั้ง 3 รายไม่แสดงอาการป่วยและได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

บอตสวานา

กระทรวงสาธารณสุขบอตสวานาเผยว่าตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่แล้วอย่างน้อย 19 รายทั่วประเทศ และเป็นประเทศแรกๆ ที่พบการแพร่ระบาดของโอไมครอน ส่งผลให้หลายประเทศระงับการเดินทางจากบอตสวานาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส

แอฟริกาใต้

แอฟริกาใต้ซึ่งเป็นผู้ค้นพบโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนตกอยู่ภายใต้มาตรการสั่งห้ามการเดินทางไปยังหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย หลังจากที่โอไมครอนได้รับการระบุว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล ขณะที่ประธานาธิบดีซีริล รามาโฟซา แสดงความไม่พอใจต่อมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการด่วนสรุป และเรียกร้องให้นานาชาติหยุดกีดกันการเดินทางจากแอฟริกาใต้

Photo by Ted ALJIBE / AFP

Sinovac ลั่นพร้อมผลิตวัคซีนสู้โอไมครอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669378

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 15:18 น.Sinovac ลั่นพร้อมผลิตวัคซีนสู้โอไมครอนเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าวัคซีนที่ฉีดไปแล้วจะได้ผลหรือไม่

สำนักข่าว South China Morning Post รายงาน บริษัท Sinovac ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของจีนแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถผลิตวัคซีนต่อต้านโอไมครอนได้ในปริมาณมากหากมีความจำเป็นและหลังขจากได้รับการอนุใติจากหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว

“เทคโนโลยีและการผลิตเหมือนกัน [กับไวรัสต้นสาย] และสามารถเตรียมวัคซีนเพื่อการวิจัยได้อย่างรวดเร็วหลังจากแยกสายพันธุ์ออก การผลิตไม่ใช่ปัญหา” บริษัทกล่าว

อย่างไรก็ตาม “ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะต้องพัฒนาและผลิตวัคซีนแยกต่างหากสำหรับตัวแปรนี้หรือไม่”

Sinovac กล่าวว่ากำลังติดตามการศึกษาเชื้อโอไมครอนอย่างใกล้ชิดและรวบรวมตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับโอไมครอนแล้วโดยผ่านเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกเพื่อตรวจสอบว่าจำเป็นต้องมีวัคซีนใหม่หรือไม่

“หากจำเป็น เราจะสามารถพัฒนาอย่างรวดเร็วและเปิดตัวการผลิตวัคซีนใหม่จำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการได้” Sinovac ระบุ

นอกจาก South China Morning Post แล้วยังมีสื่อที่รายงานความเคลื่อนไหวของ Sinovac อีกเช่น Zaobao สื่อภาษาจีนของสิงคโปร์ที่รายงานอ้างสื่อจีนเช่นซินจิงเป้า และ CCTV ภาษาจีนที่โดยระบุว่า บริษัทเคอซิ่ง (Kexing) หรือ Sinovac ระบุว่าบริษัทมีเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนที่สมบูรณ์และกำลังการผลิตขนาดใหญ่ และก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการพัฒนาวัคซีนเชื้อตายเพื่อต่อต้านสายพันธุ์เดลต้า หากจำเป็น สามารถส่งเสริมการพัฒนาและการผลิตวัคซีนใหม่ในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว และรับประกันความต้องการวัคซีนได้

Photo by Rami al SAYED / AFP

อนามัยโลกเตือนโลกเสี่ยง ‘โอไมครอน’ สูงมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669375

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 14:43 น.อนามัยโลกเตือนโลกเสี่ยง 'โอไมครอน' สูงมาก“โอไมครอนมีการกลายพันธุ์มากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความเสี่ยงโดยรวมทั่วโลกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับสูงมาก”

วันนี้ (29 พ.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนว่ามีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปทั่วโลก ส่งผลให้โลกมีความเสี่ยงสูงมากที่จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนอาจมีผลกระทบรุนแรงในบางพื้นที่

“โอไมครอนมีการกลายพันธุ์ของโปรตีนหนามมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อแนวโน้มการแพร่ระบาด ความเสี่ยงโดยรวมทั่วโลกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโอไมครอนได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับสูงมาก” องค์การอนามัยโลกกล่าว

พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งฉีดวัคซีนและตรวจสอบให้แน่ใจว่ารัฐบาลมีแผนที่จะบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาด ตลอดจนความพร้อมในด้านการบริการสาธารณสุข

• อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจถึงศักยภาพในการแพร่เชื้อและการหลบเลี่ยงวัคซีนของโอไมครอน โดยคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

• โดยขณะนี้องค์การอนามัยโลกกล่าวว่ากำลังทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวต่อมาตรการรับมือโรคโควิด-19 ที่มีอยู่ ซึ่งรวมถึงวัคซีนด้วย

• โดยก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกชี้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจะสามารถแพร่เชื้อได้ดีกว่า และส่งผลให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่ ซึ่งยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป รวมถึงศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนในการรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนด้วย

• จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

• การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอไมครอนนั้นไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบในทางสาธารณสุขเท่านั้น โดยรอยเตอร์สรายงานว่าภายหลังจากที่หลายประเทศออกมาตรการจำกัดการเดินทางข้ามพรมแดนอาจกระทบถึงตลาดหุ้นและน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

• นอกจากไวรัสกลายพันธุ์จะขัดขวางการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันแล้ว บรรดานักทุนต่างเทขายหุ้นจำนวนมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มสายการบินและการท่องเที่ยว ท่ามกลางความกังวลว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

• ตลอดจนสะเทือนถึงคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งหลังจากที่มีรายงานการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน (B.1.1.529) ส่งผลให้นักลงทุนเทขายคริปโตเคอร์เรนซีซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

Photo by Mohd RASFAN / AFP

ญี่ปุ่นหวั่นโอไมครอน (Omicron) ห้ามชาวต่างชาติเข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669367

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 13:06 น.ญี่ปุ่นหวั่นโอไมครอน (Omicron) ห้ามชาวต่างชาติเข้าประเทศนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า ญี่ปุ่นจะรื้อฟื้นมาตรการที่เข้มงวด โดยห้ามชาวต่างชาติที่เข้ามาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากหวั่นเกรงการระบาดของเชื้อโอไมครอน (Omicron) ของโควิด-19

เพียง 1 สัปดาห์หลังจากที่ญี่ปุ่นคลายมาตรการควบคุมการระบาด คิชิดะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราจะห้ามการเข้า (ใหม่) ของชาวต่างชาติจากทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน”

ที่ผ่านมา พรมแดนของญี่ปุ่นถูกปิดเกือบทั้งหมดจนนักท่องเที่ยวใหม่จากต่างประเทศไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้ แม้แต่ชาวต่างชาติที่มีถิ่นอาศัยถาวรก็ไม่สามารถเข้าประเทศได้

ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลประกาศว่าในที่สุดจะอนุญาตให้นักเดินทางเพื่อธุรกิจระยะสั้น นักเรียนต่างชาติ และผู้ถือวีซ่ารายอื่นๆ เดินทางเข้าประเทศได้ ในขณะที่ยังคงห้ามนักท่องเที่ยว

โตเกียวได้ประกาศไปแล้วเมื่อวันศุกร์ว่าจะกำหนดให้นักเดินทางที่ได้รับอนุญาตให้เข้าญี่ปุ่นจาก 6 ประเทศในแอฟริกาตอนใต้ต้องกักตัวในสถานอำนวยความสะดวกที่รัฐบาลกำหนดเป็นเวลา 10 วันเมื่อเดินทางมาถึง ขั้นตอนดังกล่าวขยายเป็น 9 ประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

มาตรการดังกล่าวขณะนี้ส่งผลกระทบต่อนักเดินทางที่มาจากแอฟริกาใต้และเพื่อนบ้านอย่างนามิเบีย เลโซโท เอสวาตินี ซิมบับเว บอตสวานา แซมเบีย มาลาวี และโมซัมบิก

คิชิดะกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าจะมีการจำกัดการกักกันเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากอีก 14 ประเทศและภูมิภาคที่ตรวจพบสายพันธุ์ดังกล่าว โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าญี่ปุ่น “อยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งในการต่อต้านเชื้อ Omicron มากกว่าประเทศอื่นๆ” โดยอ้างถึงการสวมหน้ากากโดยสมัครใจและการจำกัดตัวเองเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยง

ญี่ปุ่นพบผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 กว่า 18,300 รายในช่วงการระบาดใหญ่ในขณะที่หลีกเลี่ยงการล็อคที่รุนแรง หลังจากเริ่มต้นได้ช้า โครงการฉีดวัคซีนของประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ประชากรร้อยละ 76.5 ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว

ญี่ปุ่นยังไม่พบเคส Omicron ใด ๆ แต่สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติกำลังวิเคราะห์กรณีของนักเดินทางจากนามิเบียที่เพิ่งทดสอบเป็นบวก

คิชิดะกล่าวว่าเขาตระหนักดีว่า “อาจมีการวิพากษ์วิจารณ์” ว่าการกระชับพรมแดน “ระมัดระวังเกินไปในขณะที่เราไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างเต็มที่” แต่ “ผมรับผิดชอบอย่างเต็มที่มาตรการนั้น”

Photo by Kiyoshi Ota / POOL / AFP

เรื่องที่เรารู้และยังไม่รู้เกี่ยวกับ ‘โอไมครอน’ (Omicron)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669359

วันที่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 11:26 น.เรื่องที่เรารู้และยังไม่รู้เกี่ยวกับ 'โอไมครอน' (Omicron)เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ‘โอไมครอน’ หลังกระจายไปแล้ว 13 ประเทศทั่วโลก

โอไมครอนคืออะไร?

โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 หรือที่องค์การอนามัยโลกตั้งชื่อว่า “โอไมครอน” (Omicron) ที่ตรวจพบในแอฟริกาใต้ ถูกจัดให้เป็นโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variants of Concern : VOC) เช่นเดียวกับสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ, สายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย, สายพันธุ์แกมมาที่พบครั้งแรกในประเทศบราซิล และสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในประเทศแอฟริกาใต้

โดยพบการกลายพันธุ์ที่ “มากผิดปกติ” ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าไวรัสตัวนี้จะมัศักยภาพในการแพร่เชื้อและหลบเลี่ยงวัคซีนมากกว่าไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ขณะที่แอฟริกาใต้รายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นอย่างไร?

โอไมครอนมีการกลายพันธุ์มากถึง 50 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าการกลายพันธุ์มากกว่า 30 ตำแหน่งเกิดขึ้นที่โปรตีนหนาม (spike protein) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ไวรัสสามารถเข้าสู่เซลล์ของร่างกายมนุษย์ จึงเกิดความวิตกว่าการกลายพันธุ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ไวรัสมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีน

“การวิเคราะห์เบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าไวรัสสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์จำนวนมาก และจะต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม” องค์การอนามัยโลกกล่าว

แพร่ไปไกลแค่ไหนแล้ว?

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายประเทศทั่วโลกตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน โดยสำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่าขณะนี้พบเชื้อดังกล่าวใน แอฟริกาใต้ บอตสวานา อิสราเอล อิตาลี เบลเยียม เยอรมนี เดนมาร์ก ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แคนาดา และฮ่องกง

ขณะที่หลายประเทศได้กำหนดมาตรการจำกัดการเดินทาง หรือระงับการเดินทางระหว่างแอฟริกาใต้เพื่อพยายามยับยั้งการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอไมครอน และป้องกันไม่ให้แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศ

อาการรุนแรงแค่ไหน?

เบื้องต้นทราบว่าโอไมครอนมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่ง แต่องค์การอนามัยโลกระบุว่าขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าไวรัสดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยรุนแรงมากกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

อย่างไรก็ตามดร. แองเจลีค คูตซี (Angelique Coetzee) ประธานสมาคมการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้กล่าวว่าผู้ป่วยหลายสิบรายที่เธอพบในช่วงกว่สัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงอาการเพียงเล็กน้อย อาทิ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอแห้ง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย และฟื้นตัวเต็มที่โดยไม่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

นอกจากนี้เธอยังไม่พบผู้ป่วยคนใดสูญเสียกลิ่นหรือรับรส ซึ่งต่างจากสายพันธุ์เดลตา รวมถึงไม่พบว่าผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญด้วย

คูตซีกล่าวว่าโชคไม่ดีที่โอไมครอนถูกปั่นให้เป็น “ไวรัสที่อันตรายอย่างยิ่ง” เนื่องจากมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งในขณะที่ยังไม่ทราบถึงความร้ายแรงจริงๆ ของมัน

“เราไม่ได้บอกว่าจะไม่มีโรคร้ายแรงเกิดขึ้น แต่สำหรับตอนนี้ผู้ป่วยที่เราได้เห็นมีอาการเพียงเล็กน้อย แม้แต่ผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน” คูตซีกล่าว

วัคซีนสู้ได้ไหม?

เนื่องจากโอไมครอนมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งจึงทำให้เกิดความกังวลว่าวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนามาเพื่อต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในอู่ฮั่นจะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อต้องรับมือกับโอไมครอน

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปในตอนนี้ และจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาพฤติกรรมของไวรัสตลอดจนประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผู้ผลิตวัคซีนหลายรายได้ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าว โดย BioNTech ผู้พัฒนาวัคซีนจากเยอรมนีกล่าวว่าทางบริษัททราบถึงความกังวลที่เกิดขึ้น และจะศึกษาเพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจว่าจะต้องพัฒนาวัคซีนกันอีกครั้งหรือไม่

ด้าน AstraZeneca แถลงว่ากำลังทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนนี้และผลกระทบต่อวัคซีน และกำลังทดสอบแอนติบอดี AZD7442 กับสายพันธุ์ใหม่นี้และหวังว่าแอนติบอดีจะยังคงรักษาประสิทธิภาพไว้ได้

ขณะที่ Moderna คาดว่าจะทราบเกี่ยวกับความสามารถของวัคซีนในปัจจุบันเกี่ยวกับให้การต้านไวรัสโอไมครอนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งหากจำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนใหม่คาดว่าจะพร้อมในต้นปี 2022

สำหรับ Novavax กล่าวว่าบริษัทได้เริ่มทำงานเพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 รุ่นหนึ่งซึ่งกำหนดเป้าหมายไปที่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่โดยเฉพาะ และจะพร้อมสำหรับการทดสอบและการผลิตในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

น่ากังวลขนาดไหน?

องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variants of Concern : VOC) แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ามันมีความอันตรายร้ายแรงมากกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่อย่างไร ซึ่งขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งศึกษาเพื่อประเมินศักภาพของไวรัส และประสิทธิภาพของวัคซีนในการรับมือกับไวรัสดังกล่าว

Photo by JEFF PACHOUD / AFP