ฮ่องกงโมเดลถึงไทยโมเดล เมื่ออำนาจรัฐพิฆาตการลุกฮือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668947

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 21:16 น.ฮ่องกงโมเดลถึงไทยโมเดล เมื่ออำนาจรัฐพิฆาตการลุกฮือชำแหละยุทธศาตร์ “พยัคฆ์รอตะครุบเหยื่อ” ของฝ่ายรัฐในการจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

มีบางคนบอกว่าการจับกุมผู้ประท้วงในไทยใช้แนวทางเดียวกับฮ่องกง หรือที่เรียกกันว่า “ฮ่องกงโมเดล”

ผู้เขียนไม่ทราบว่า “ฮ่องกงโมเดล” ในความหมายของคนเหล่านี้คืออะไร แต่ในความเข้าใจส่วนตัว “ฮ่องกงโมเดล” คือการที่รัฐทำตัวเหมือนอ้อลู่ลมในช่วงที่การประท้วงขึ้นสูง ปล่อยให้ผู้ชุมนุมแผลงฤทธิ์ให้มากที่สุดจนเหมือนกับฝ่ายรัฐยอมแพ้แล้ว

แต่เมื่อกระแสการประท้วงเริ่มถดถอยลง รัฐจะเปลี่ยนจากอ้อลู่ลมเป็นไม้ใหญ่ต้านลมในทันที ผู้ท้วงที่อ่อนแรงจะถูกบดขยี้ให้จนมุม ความผิดพลาดทั้งหลายที่ก่อขึ้นในช่วงกระแสูงของการลุกฮือจะถูกขุดขึ้นมาใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล

ในช่วงที่การชุมนุมกำลังฮึกเหิมนั้น หลายคนมักจะ “ปล่อยเนื้อปล่อยตัว” กันง่ายเกินไป นี่เป็นเหตุให้ตกหลุมพรางที่ตัวเองขุดขึ้น

รัฐจะไม่ใช้การใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่จะใช้อำนาจตุลาการในการกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม แม้ในสายตาผู้อื่นจะมองว่าเป็นการรังแก แต่ในทัศนะของรัฐเรื่องนี้นับว่าชอบธรรม อย่างน้อยก็มีกฎหมายรองรับ

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกงและเกิดขึ้นในไทย อาจจะเรียกได้ว่าเกิดขึ้นคู่ขนานกันเลยก็ว่าได้

เพราะในขณะที่ทางการ “เชือด” แกนนำประท้วงในไทยทีละคนสองคน ฮ่องกงก็โยนแกนนำเข้าคุกอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

รายล่าสุดคือ โทนี จง หรือ “จงห่อนหลั่ม” นักศึกษาวัย 20 ปีที่เคลื่อนไหวมาตั้งแต่สมัยมัธยม

โทนี จง อาจไม่ใช่ตัวเด่นตัวดังนักเมื่อเทียบกับโจชัว หว่อง แต่เป็นคนที่ทางการฮ่องกง (หรือที่จริงคือทางการจีน) มองว่าเป็นตัวอันตรายที่สุดรายหนึ่ง เพราะเป็นคนที่ผลักดันเรื่อง “เอกราชของฮ่องกง”

โทนี จง ไม่ยำเกรงจีนถึงขนาดเคยปลุกระดมให้ประชาชนร่วมการประท้วงและ “กำจัดการปกครองโดยเจ้าอาณานิคมจีน”

นี่เป็นส่วนน้อย หลักฐานที่ทางการฮ่องกงยื่นต้องศาลคือโพสต์โซเชียลมากวก่า 1,000 โพสต์ที่ว่าด้วยการเรียกร้องเอกราชฮ่องกง การสร้างสาธารณรัฐฮ่องกง และการขับไล่จีน

แค่นี้ก็เข้าทางกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเข้าอย่างจังแล้ว และเป็นผลให้โทนี จง โดนคุกไป 43 เดือนในข้อหาเป็นกบฎคิดแบ่งแยกดินแดน

แต่ที่พึงสังเกตคือคำตัดสินของศาลที่บอกว่า “แม้เขาจะไม่มีแผนการเป็นรูปธรรม แต่จุดประสงค์ของเขาชัดเจนอย่างมาก”

ฟังแล้วคลับคล้ายคลับคลากับคำตัดสินของศาลในบางประเทศ

นี่คือการใช้อำนาจตุลาการจัดการกับฝ่ายต่อต้านอย่างแท้จริง และอย่างที่บอกไปก็คือ มันโต้แย้งเรื่องความชอบธรรมได้ยาก ในกรณีของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงนั้น นานาประเทศได้แต่เรียกร้องให้จีนทบทวนเรื่องนี้

แต่แทบไม่มีใครที่ชี้ว่ามันไม่ชอบธรรม นั่นก็เพราะกระบวนการที่ได้มาซึ่งกฎหมายชอบธรรม ส่วนกระบวนการใช้กฎหมายจะชอบธรรมหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง

สิ่งที่ฝ่ายเพ่งเล็งจีนทำได้คือทันที่จีนดันกฎหมายนี้ใช้กับฮ่องกง ประเทศเหล่านี้ระงับข้อตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกงแทบจะในพลัน เพื่อไม่ให้ฮ่องกง/จีนมีข้ออ้างในการเรียกแกนนำที่ผิดตามกฎมายความมั่นคงแห่งชาติกลับไปรับโทษ

แต่ถึงขนาดนี้แล้วหลายประเทศก็ยังช้ากว่าจีนและฮ่องกงไปหลายขุม

หลายกรณีแกนนำในฮ่องกงเลือกที่จะไม่หนีไปเอง หากไม่เป็นเพราะมั่นใจว่าตัวเองต้องรอด ก็คงเพราะคาดเดาสถานการณ์ผิดไปหลายขุม

อย่างโทนี จงนั้นเคยบอกกับ Hong Kong Free Press ในปี 2017 ว่า “ในอีก 5 ปีข้างหน้า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติอาจถูกประกาศใช้ หรือผมอาจถูกตั้งข้อหากระทำความผิด… ผมไม่สามารถพูดได้ว่าผมต้องอยู่ (ที่ฮ่องกง) ต่อไป” 

ปรากฎว่าไม่ถึง 5 ปีอย่างที่เขาทำนาย กฎหมายความมั่นคงออกมาและประกาศใช้ทันทีวันที่ 10 มิถุนายน 2020 –  โทนี จง หนีไม่ทันเสียแล้ว 

อำนาจรัฐที่ทำตัวราวกับพยัคฆ์รอตะครุบเหยื่อนั้นจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเหยื่อไม่ระแวงระวังหรือแม้แต่ย่ามใจมากเกินไป นั่นเพราะเหยื่อคิดว่าพยัคฆ์ที่หมอบอยู่นั้นไร้เขียวเล็บ โดยไม่รู้ว่าพยัคฆ์นั้นต่อให้แก่ชราแค่ไหนก็ไม่ไร้เขี้ยวเล็บ

โทนี จง อาจเป็นแค่แอ็กทิวิสต์ที่ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรนัก จะว่าไปแล้วเป็นแค่นักเรียนนักศึกษาที่ “บ้าบิ่น” คนหนึ่ง

เพียงแต่การเล่นงานเขามันสำคัญตรงที่เป็นการโชว์เขี้ยวเล็บให้สะดุ้งกันไปตามๆ ว่าอย่าได้ท้าทายเสือร้ายอีก

นี่เป็นการตอกฝาโลงขบวนการอื่นด้วยก็ว่าได้ เพราะขบวนการเอกราชฮ่องกงนั้นจิ๊บจ๊อยมาก คนฮ่องกงน้อยถึงน้อยมากที่สนับสนุนเรื่องนี้

แม้มันจะเป็นขบวนการเคลื่อนไหวในวงแคบ แต่ทางการฮ่องกงกับจีนไม่ยอมเก็บมันไว้ และเชือดหัวด้วยโทษหนักพอสมควร (เพราะยังไม่ได้ลงมืออะไรด้วยซ้ำตามที่ศาลว่า)

สิ่งที่จีนมีความอดทนด้วยน้อยที่สุดคือการแบ่งแยกดินแดน การเป็นขบถ และการท้าทายหลักการจีนเดียว

ในไทยเองก็มี “เส้น” ที่วาดเอาไว้ไม่ให้ล้ำเช่นกัน เมื่อล้ำเส้นนี้แล้ว มักจะต่อรองกับอำนาจรัฐลำบาก ดังนั้นโอกาสจะจบแบบโทนี จง หรืออาจะเลวร้ายกว่ามีสูงมาก

และดูเหมือนว่าอำนาจรัฐไทยจะมีความ “ด้าน” ต่อการกดันจากภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีเสียงติงจากภายนอกว่ารัฐบาลไทย “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”

ในวันที่โทนี จงแห่งฮ่องกงถูกพิพากษานั้น กิลเลียน ทริกส์ (Gillian Triggs) เจ้าหน้าที่อาวุโสของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประณามรัฐบาลไทยที่ส่งตัวผู้ลี้ภัย (การเมือง) ชาวกัมพูชากลับประเทศ

คนล่าสุดที่เป็นคนที่ 3 คือ ลาญ ถาวรี (Thavry Lanh) สมาชิกพรรคสงเคราะห์ชาติ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านกัมพูชาถูกยุบไปแล้ว

ลาญ ถาวรีหนีมาไทยเมื่อ 4 ปีก่อนหลังเกิดการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามกับนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แต่ในปีนี้ทางการไทยส่งกลับผู้ลี้ภัยที่ขึ้นทะเบียนกับ UNHCR แบบรัวๆ คืนให้กัมพูชาในเวลาเพียง 10 วัน

ลาญ ถาวรีมีคดีติดตัวที่กัมพูชาคือ “กบฏ/ล้มล้างการปกครอง” นับเป็นข้อหาเดียวกับโทนี จง และแกนนำประท้วงบางคนในไทย

เจ้าหน้าที่ UNHCR บอกว่า “การเคลื่อนไหวดังกล่าว (ของทางการไทย) ขัดต่อหลักการไม่ส่งตัวกลับประเทศ ซึ่งประเทศต่างๆ ถูกห้ามไม่ให้ส่งผู้คนกลับไปยังสถานที่ที่ชีวิตหรือเสรีภาพของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย”

แต่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทยบอกว่า “นายกฯ ชี้แจงว่าเป็นหลักการด้านการต่างประเทศอยู่แล้ว ซึ่งต้องคำนึงถึงกฎหมายไทย กระบวนการยุติธรรมของไทยที่ได้มีการดำเนินการหลายประเทศ โดยที่ไทยต้องไม่เสียประโยชน์ใดๆ” (จากการรายงานของ MGR online)

ขณะที่สื่อต่างประเทศอย่าง AFP ใช้คำว่า “This is in line with foreign affairs principles. Many countries are implementing this and Thailand shouldn’t be at a disadvantage,”

แปลจาก AFP ก็คือ “หลายประเทศก็ปรับใช้แบบนี้และประเทศไทยไม่ควรอยู่ในสถานะเสียเปรียบ” เรียกว่าความหมายต่างกันพอสมควร 

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม คำตอบของนายกฯ ที่ว่า “หลักการด้านการต่างประเทศอยู่แล้ว” ก็เป็นการอ้างความชอบธรรมตามกฏหมายอย่างหนึ่ง

ดังนั้น การจัดการกับฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะในไทย ในฮ่องกง ในกัมพูชา การใช้อำนาจตามอำเภอใจของรัฐจะน้อยลง แต่การใช้อำนาจฝ่ายตุลาการจะมีมากขึ้น

ต่อให้ประชาคมโลกต่อว่า รัฐก็มีเหตุผลให้เถียงได้ว่า “เราไม่ได้ละเมิดกฎหมาย พวกนั้นต่างหากที่ทำ”

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

ไขปริศนา ทำไมยุโรปถึงได้เจอโควิดหนักอีกระลอก? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668942

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 18:31 น.ไขปริศนา ทำไมยุโรปถึงได้เจอโควิดหนักอีกระลอก?สถานการณ์การ Covid-19 ในยุโรปหนักถึงขั้นที่องค์การอนามัยโลก “กังวลอย่างยิ่ง” และเตือนว่าการระบาดระลอกใหม่อาจมีคนเสียชีวิตเพิ่มอีก 500,000 คนภายในเดือน ก.พ.ปีหน้า

คำถามก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับยุโรป ทำไมถึงกลับมาเป็นศูนย์กลางการระบาดอีกครั้งจนต้องงัดมาตรการต่างๆ นานามาใช้จนเกิดการประท้วงวุ่นวายในหลายประเทศ

ฉีดวัคซีนน้อย ประชาชนลังเล

ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกมีสัดส่วนการฉีดวัคซีนอยู่ที่ราว 65-70% ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการระบาดของสายพันธุ์เดลตา หากจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ต้องฉีดวัคซีนสูงถึง 90-95%  

จากข้อมูลของ Our World In Data เยอรมนีฉีดวัคซีนครอบคลุม 70.4% ของประชากรทั้งหมด โดยมีคนที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 67.9% แต่เป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด

สถาบันการแพทย์โรเบิร์ต ค็อค (Robert Koch Institute-RKI) ในเยอรมนีระบุว่า ล่าสุดอัตราการติดเชื้อของเยอรมนีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 372.7 ต่อ 100,000 คน โดยในช่วง 7 วัน ระหว่างวันที่ 15-21 พ.ย.ที่ผ่านมา อัตราการติดเชื้อต่อจำนวนประชากร 100,000 คนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และเกือบ 1 ใน 3 ของคนที่ติดเชื้อคือคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ขณะที่ฝั่งยุโรปตะวันออกการฉีดวัคซีนยิ่งต่ำลงไปอีก อาทิ บัลแกเรีย 23%, โรมาเนีย 35%, ยูเครน 16% ขณะที่หลายประเทศประชาชนยังลังเลที่จะฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากทางการของเยอรมนีและออสเตรียพบว่า หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นและรัฐบังคับใช้มาตรการสกัด Covid-19 ครั้งใหม่ ประชาชนเริ่มเปลี่ยนใจออกมาฉีดวัคซีนเข็มแรกหรือเข็มกระตุ้นกันหลายหมื่นคน

ชาวเยอรมันเข้าร่วมงานเปิดตลาดคริสต์มาสท่ามกลางการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในเมืองโคโลญจน์ REUTERS/Thilo Schmuelgen

แบบไหนเรียกว่าฉีดเยอะ

ไอร์แลนด์มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปคือครอบคลุม 89.1% ของประชากรวัย 12 ปีขึ้นไป หรือราว 75% ของประชากรทั้งหมดมีภูมิคุ้มกันแล้ว แต่ก็ต้องกลับไปเคอร์ฟิวบาร์ ร้านอาหาร และไนต์คลับอีกครั้งเพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อและอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 

ทว่าผู้เชี่ยวชาญบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เนื่องจากคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ ในเคสของไอร์แลนด์คือ ประชากรราว 1 ล้านคนจาก 5 ล้านคนยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

สถานการณ์นี้ แซม แม็คคองกีย์ จากมหาวิทยาลัย RCSI University ในกรุงดับลินเรียกว่าเป็น “โรคระบาดของคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การฉีดวัคซีน 70% และ 80% แตกต่างกันมาก เพราะยิ่งเปอร์เซ็นต์การฉีดสูงก็ยิ่งแยกผู้คนออกจากเชื้อไวรัสและลดภาระของโรงพยาบาลได้มาก แต่แม็คคองกีย์มองว่าด้วยความสามารถในการแพร่เชื้อของสายพันธุ์เดลตาในขณะนี้ ไม่มีประเทศใดเรียกตัวเองได้ว่า “ฉีดวัคซีนได้เยอะ” อย่างแท้จริงจนกว่าจะฉีดวัคซีนได้ 95% ขึ้นไป

วัคซีนไม่ใช่กระสุนเงิน

แม้ว่าวัคซีนที่ใช้ในขณะนี้จะมีประสิทธิภาพดีโดยเฉพาะการป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิต และเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับไวรัส แต่วัคซีนเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้

หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ ในการหยุดยั้งการแพร่เชื้อ แม้แต่การฉีดวัคซีนในอัตราสูงๆ ก็ยังไม่ดีพอเสมอไป ดังที่ ฮาล์ฟ ไฮน์เจส ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ฮัมบูร์กของเยอรมนีบอกว่า “วัคซีนช่วยได้ มันคือหินก้อนหนึ่งในกระบวนการหยุดยั้งไวรัส แต่วัคซีนอย่างเดียวยังไม่พอ”

ตัวอย่างกรณีนี้คือ สหราชอาณาจักรโดยเฉพาะในอังกฤษ คือนอกจากการระดมฉีดวัคซีนทั้งเข็มแรกและเข็มกระตุ้นแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้อัตราการติดเชื้อของอังกฤษคงที่คือภาคประชาชน

เกรแฮม เมดเลย์ ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาการรับมือ Covid-19 แก่รัฐบาลอังกฤษเผยกับ BBC ว่า การตรวจหาเชื้อซึ่งเข้าถึงได้ง่ายในอังกฤษช่วยให้อังกฤษควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี

ภูมิคุ้มกันลด

ผลการศึกษาจากการใช้งานจริง 2 ชิ้นที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมายืนยันว่า ภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนของ Pfizer-BioNTech 2 เข็มจะเริ่มลดลงหลังจากผ่านไปแล้ว 2 เดือนหรือมากกว่านั้น แม้ว่าการป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิตยังสูงอยู่ เช่นเดียวกับวัคซีนของ AstraZeneca และ Moderna ที่ใช้ในยุโรปเช่นกัน  

การฉีดวัคซีนในยุโรปเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าจนถึงตอนนี้ภูมิคุ้มกันของวัคซีนเริ่มลดลงแล้ว

รีบร้อนผ่อนคลายมาตรการ

มาตรการสกัดการแพร่ระบาดเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ตัวเลขเพิ่มหรือลดลงได้ ซึ่งหมายความว่าแม้เป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนได้เยอะ แต่หากมาตรการหละหลวมก็มีสิทธิ์เจอผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้

สเปนและโปรตุเกสซึ่งฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากร 80% และ 88% ตามลำดับเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในยุโรปที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่สูงมากจนน่าห่วงเหมือนประเทศรอบบ้าน และทั้งสองประเทศยังสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างกันอยู่

สำหรับสเปนการสวมหน้ากากอนามัยยังเป็นสิ่งที่ต้องทำเมื่ออยู่ในตัวอาคารและเมื่อใช้บริการขนส่งสาธารณะ อนา เอ็ม การ์เซีย ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันและสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยวาเลนเซียบอกว่า ชาวสเปนส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างจนกลายเป็นเรื่องปกติ บางคนยังสวมหน้ากากอนามัยแม้จะอยู่กลางแจ้งซึ่งไม่ได้บังคับแล้วก็ตาม

เช่นเดียวกับโปรตุเกสที่ยังบังคับให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อใช้บริการขนส่งสาธารณะ

ทว่าเมื่อตัดภาพไปที่อีกหลายประเทศ ปรากฏว่ามีความใจร้อนผ่อนคลายมาตรการสกัด Covid-19 โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ทำให้ผู้นำบางคนลังเลไม่กล้าบังคับใช้มาตรการจำกัดกิจกรรมต่างๆ ในช่วงก่อนเทศกาลคริสต์มาส

อย่างกรณีของเยอรมนี แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งสูง ตามบาร์และตลาดคริสต์มาสของเยอรมนีก็ยังมีผู้คนเข้าไปใช้บริการเนืองแน่น (ก่อนเข้างานต้องตรวจใบรับรองการฉีดวัคซีน)

การตรวจใบรับรองฉีดวัคซีนก่อนเริ่มเกม REUTERS/Annegret Hilse

ขณะที่การแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกาศึกดาร์บีแมตช์ระหว่างทีมยูเนี่ยนเบอร์ลินกับแฮร์ทาเบอร์ลินเมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น แม้หน้าสนามจะมีการตรวจใบรับรองการฉีดวัคซีนและสวมหน้ากากอนามัย แต่หลังจากเกมเริ่มก็มีภาพแฟนบอลนั่งเชียร์กันเต็มอัฒจันทร์โดยแทบจะไม่สวมหน้ากากอนามัยเลย เช่นเดียวกับคู่ของโบรุสเซียดอร์ตมุนด์ที่ลงเตะกับสตุตการ์ตที่จะเห็นแฟนบอลส่วนน้อยเท่านั้นที่สวมหน้ากากอนามัย

ศึกดาร์บีแมตช์ระหว่างทีมยูเนี่ยนเบอร์ลินกับแฮร์ทาเบอร์ลิน REUTERS/Annegret Hilse
แฟนบอลคู่โบรุสเซียดอร์ตมุนด์ที่ลงเตะกับสตุตการ์ต REUTERS/Thilo Schmuelgen

ขณะนี้ทางการเยอรมนีพยายามโน้มน้าวให้ผู้คนออกมาฉีดวัคซีนและเริ่มมีมาตรการจำกัดการใช้ชีวิตของคนที่ยังไม่ได้ฉีด ถึงอย่างนั้น ไฮน์เจสมองว่าสายเกินไปแล้วที่จะหยุดการแพร่ระบาดระลอกนี้ “เป็นไปไม่ได้ที่จะฉีดวัคซีนจนถึงเป้าที่จะหยุดการแพร่ระบาดภายในเวลาสั้นๆ”

แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า การปฏิบัติตามมาตรการและลดการพบปะสังสรรค์กันสามารถสร้างความแตกต่าง (ลดตัวเลขผู้ติดเชื้อ) ได้ทันที

REUTERS/Henry Nicholls/File Photo

บริษัทในฝัน เสนอวันลาไม่จำกัดป้องกันพนักงานหมดไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668943

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 17:40 น.บริษัทในฝัน เสนอวันลาไม่จำกัดป้องกันพนักงานหมดไฟหลายบริษัทต้องเพิ่มวันลาแก้ปัญหาพนักงานหมดไฟในช่วง Work From Home

บริษัท FinnCap Group วาณิชธนกิจจากลอนดอนจะอนุญาตให้พนักงานลาพักร้อนได้อย่างไม่จำกัดในปีหน้า และไม่ลดค่าตอบแทน โดยหวังว่าจะสามารถป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน (burnout) ของพนักงานได้

หลังผ่านพ้นปีแห่งการเจรจาทางการเงินท่ามกลางตลาดทุนที่เฟื่องฟูซึ่งทำให้พนักงานต้องทำงานหนักต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน บริษัทจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อให้พนักงานสามารถลางานได้มากเท่าที่ต้องการ

แซม สมิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท FinnCap กล่าวว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนนโยบายให้พนักงานสามารถลางานได้อย่างไม่จำกัดตั้งแต่ปี 2022 โดยระบุว่าพนักงานทุกคนเหนื่อยมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาและพวกเขาไม่มีเวลาหยุดพักผ่อนเท่าที่ควร

ขณะที่บริษัทสังเกตว่าพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี เมื่อต้องติดต่องานด้วย Zoom และทำงานอยู่ที่บ้านเป็นเวลานาน ทำให้พนักงานมีอาการเบื่อหน่ายและหมดไฟรวมถึง “เส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตไม่ชัดเจน” ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของพนักงานด้วย บริษัทจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีปฏิบัติในการทำงาน

“เราจะไม่มีวันลาสูงสุด มีแต่วันลาขั้นต่ำที่คุณต้องใช้” แซมกล่าวโดยชี้ว่าแผนการเบื้องต้นของนโยบายใหม่นี้จะกำหนดให้พนักงานต้องใช้วันลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ต่อปี และ 2 ถึง 3 วันต่อไตรมาส นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. เป็นต้นไป

โดยบริษัทได้จัดทำรายการกิจกรรมต่างๆ ที่พนักงานสามารถทำได้โดยไม่นับรวมอยู่ในวันลาพักร้อน ได้แก่ การกับปัญหาในบ้าน อาทิ ดูแลพ่อแม่ที่ป่วย ดูแลบุตรหลาน พาสัตว์เลี้ยงไปหาหมอ หรือจัดการกับช่างที่มาซ่อมแซมบ้าน ซึ่งแซมมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรนับรวมอยู่ในวันลาของพนักงาน และหากพนักงานจำเป็นต้องทำงานในช่วงวันหยุด พวกเขาควรได้รับวันหยุดชดเชย

แซมเชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดของพนักงานทั้ง 155 คนของ FinnCap ในช่วงเวลาที่ตลาดทุนมีงานยุ่งมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ภาวะหมดไฟไม่สามารถแก้ไขด้วยวันหยุดเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่มันต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างเหมาะสม” แซมกล่าว

ทั้งนี้ FinnCap รายงานรายรับในช่วง 6 เดือนถึงวันที่ 30 ก.ย. อยู่ที่ 31.7 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์และเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 55% ขณะที่กำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 7.2 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้น 67% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ระยะหลังมานี้นโยบายเพิ่มวันลาอย่างไม่จำกัดโดยไม่ลดค่าตอบแทนได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในบริษัทด้านการเงิน

เมื่อต้นปีนี้ NikeLinkedIn และแอปพลิเคชันหาคู่ Bumble ปิดสำนักงานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานทุกคนได้หยุดพัก และบรรเทาความเครียดที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการทำงานที่บ้าน

นอกจากนี้ Bumble ยังมีนโยบายให้มีวันหยุดยาวทั้งบริษัทปีละ 2 ครั้ง และพนักงานมีสิทธิลาได้ไม่จำกัด โดยตาริก เชาคัต ประธานบริษัทกล่าวว่าพนักงานเริ่มมีภาวะหมดไฟและความเหนื่อยล้าจากการทำงานผ่าน Zoom และการทำงานที่บ้านทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ด้านบริษัท CitiGroup กล่าวเมื่อต้นเดือนมี.ค. ว่าจะมี “วันศุกร์ที่ไม่มี Zoom” ขณะที่ PricewaterhouseCoopers (PwC) และ Deloitte กล่าวว่าพนักงานสามารถเลือกได้ว่าพวกเขาจะทำงานเมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร

อย่างไรก็ตามมีหลักฐานว่าพนักงานไม่กล้าใช้สิทธิในการกำหนดวันลาด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ โดยบริษัทซอฟต์แวร์ CharlieHR ซึ่งเคยมีนโยบายที่คล้ายกันนี้ต้องเพิกถอนนโยบายดังกล่าวเพราะมันสร้างความวิตกกังวลไม่น้อย

เบ็น เกตลี ซีอีโอของ CharlieHR เผยว่าพนักงานมักถามถึงแนวทางและข้อกำจัดในการกำหนดวันลาอยู่เสมอ พวกเขาไม่กล้าลา และไม่แน่ใจว่าควรมีวันลากี่วันกันแน่ แต่ความจริงคือมันไม่มีจำกัดจริงๆ

ที่มา: BloombergBBCThe Guardian

ภาพ: Loic VENANCE / AFP

ทำไม ‘ช่างประปา’ จึงเป็นอาชีพทำเงินล้านในสหรัฐอเมริกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668918

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 14:47 น.ทำไม 'ช่างประปา' จึงเป็นอาชีพทำเงินล้านในสหรัฐอเมริกาอาชีพช่างประปาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่ถูกแนะนำให้คนหนุ่มสาวในสหรัฐ

เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักเรียนทั่วประเทศเริ่มตั้งคำถามว่าการได้รับปริญญานั้นคุ้มค่าหรือไม่ ขณะที่มีอีกหนึ่งอาชีพที่ถูกแนะนำให้หนุ่มสาวอเมริกัน นั่นก็คือ “ช่างประปา” เนื่องจากมีรายได้สูงและไม่ต้องการวุฒิปริญญา

เควิน โอเลียรี่ นักธุรกิจและนักลงทุนมหาเศรษฐีจากรายการ Shark Tank กล่าวกับ CNBC Make It ว่าวิทยาลัยอาจไม่จำเป็นสำหรับทุกคน บางทีโรงเรียนฝึกสอนอาชีพก็เป็นทางเลือกที่ดี โดยยกตัวอย่างงานช่างประปาที่สามารถทำเงินได้ดี สามารถหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ แม้ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากอาคารแทบทุกหลังบนโลกต้องใช้ไฟฟ้าและประปา

เช่นเดียวกับไมเคิล บลูมเบิร์ก นักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวอเมริกันก็เสนอคำแนะนำที่คล้ายกัยโดยมองว่า หากเด็กไม่ถนัดด้านวิชาการ แต่ชอบการลงมือปฏิบัติ จัดการแก้ไขปัญหา การเป็นช่างประปาก็เป็นอาชีพที่ยอดเยี่ยม

รายได้ดีขนาดไหน?

CNBC Make It ได้พูดคุยกับหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องกับงานช่างประปาและโรงเรียนฝึกสอนอาชีพ ซึ่งพบว่าค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนก็มีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละที่ และค่าตอบแทนของงานช่างประปาก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสถานที่

จากข้อมูลของสำนักสถิติแรงงานเมื่อปี 2018 ชี้ว่ารายได้เฉลี่ยของช่างประปาในสหรัฐอยู่ที่ 25.92 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 860 บาท) ต่อชั่วโมง และ 53,910 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.78 ล้านบาท) ต่อปี สำหรับในนิวยอร์กรายได้เฉลี่ยจะอยู่ที่ 76,410 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.53 ล้านบาท) ต่อปี

ค่าตอบแทนของช่างประปาในสหรัฐมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเว็บไซต์ Central Plumbing ระบุว่าในปี 2020 ช่างประปาในสหรัฐมีรายได้ระหว่าง 30,721 ถึง 79,791 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1 ถึง 2.6 ล้านบาท) ต่อปี สำหรับช่างประชาระดับปรมาจารย์จะอยู่ที่ระหว่าง 42,604 ถึง 100,685 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.4 ถึง 3.3 ล้านบาท) ต่อปีเลยทีเดียว

สำนักสถิติแรงงานระบุว่าการจ้างงานช่างประปาคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 14% ในปี 2028 หมายความว่างานช่างประปาได้รับความต้องการสูงและมีอุปทานไม่เพียงพอ ในปัจจุบันการบำรุงรักษาหรือซ่อมประปาไม่สามารถดำเนินการโดยอัตโนมัติได้ ช่างประปาจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร

งานช่างประปาจึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการค่าตอบแทนสูง โดยไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการเรียนมหาวิทยาลัย โดยสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนอาชีวศึกษา โรงเรียนฝึกสอนอาชีพ หรือวิทยาลัยชุมชนได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าหลักสูตรสี่ปีของมหาวิทยาลัย

ทำไมช่างประปาได้เงินเยอะ?

ด้วยกฎระเบียบในแต่ละรัฐและแต่ละเมืองในสหรัฐมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ช่างประปาที่มีใบอนุญาตจึงเป็นที่ต้องการ และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ปัจจุบันสหรัฐขาดแคลนช่างประปาที่มีใบอนุญาตจำนวนมาก และในทุกๆ ปีช่างประปาที่มีใบอนุญาตเหล่านั้นก็ถึงวัยเกษียณมากขึ้นเรื่อยๆ

งานช่างประปาเป็นอาชีพที่มีความจำเป็นไม่เพียงแต่ในครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารอื่นๆ ทุกหลังในเมืองล้วนมีท่อน้ำ จึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการซ่อมแซมและการบำรุงรักษาอยู่เสมอ

มีผู้ตั้งกระทู้ถามบนเว็บไซต์ Quora ว่าทำไมช่างประปาจึงได้ค่าตอบแทนสูง ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่มองว่าช่างประปาเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง และน้อยคนนักที่จะทำงานกับสิ่งสกปรกหรือสิ่งปฏิกูล งานช่างประปาจึงมีความขาดแคลน และมีความต้องการสูง

Photo by Justin Sullivan/Getty Images/AFP

IMF ขวางเอลซัลวาดอร์อย่าใช้ Bitcoin เป็นสกุลเงินทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668912

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 14:03 น.IMF ขวางเอลซัลวาดอร์อย่าใช้ Bitcoin เป็นสกุลเงินทางการในที่สุดองค์กรที่ชี้นำการเงินโลกก็แสดงท่าทีต่อต้านชัดเจนหลังจากมีประเทศที่ประกาศใช้ Bitcoin ในฐานะสกุลเงินตามกฎหมาย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในวันจันทร์ได้เตือนเอลซัลวาดอร์ไม่ให้ใช้ Bitcoin ในฐานะสิ่งที่ชำระหนี้ได้ตามกฏหมายหรือเป็นสกุลเงินอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล หนึ่งวันหลังจากประเทศนี้ประกาศแผนสำหรับ “Bitcoin City” แห่งแรกของโลก

เอลซัลวาดอร์ซึ่งใช้เงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเวลาสองทศวรรษแล้ว กลายเป็นประเทศแรกในโลกในเดือนกันยายนที่ออกกฎหมายให้ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย แต่หลังจากผ่านมา 2 เดือน องค์กรที่ผูกกับเงินดอลลาร์อย่าง IMF ก็ออกมาเตือนถึงการ “ย้ายข้าง” มาให้ความสำคัญกับสกุลเงินดิจิทัล

“ด้วยความผันผวนของราคา Bitcoin ที่สูง การใช้มันเป็นตัวกลางชำระเงินทางกฎหมายทำให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญต่อการคุ้มครองผู้บริโภค ความเป็นเอกภาพทางการเงิน และความมั่นคงทางการเงิน” IMF กล่าวในแถลงการณ์หลังจากสรุปภารกิจการสังเกตการณ์ในประเทศในอเมริกากลางแห่งนี้

“การใช้งานยังก่อให้เกิดภาระผูกพันทางการคลัง เนื่องจากความเสี่ยงเหล่านั้น Bitcoin ไม่ควรใช้ในการเป็นตัวกลางชำระเงินตามกฎหมาย”

IMF ผู้ให้กู้ระดับโลกที่มีสำนักงานในวอชิงตันจึงแนะนำให้ “จำกัดขอบเขตของกฎหมาย Bitcoin” ที่ทำให้เป็นสกุลเงินที่เป็นทางการ และเรียกร้องให้ “เสริมสร้างกฎระเบียบและการควบคุมระบบนิเวศการชำระเงินใหม่”

แถลงการณ์ของ IMF เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีนายิบ บูเกเล (Nayib Bukele) กล่าวว่าเอลซัลวาดอร์มีแผนที่จะสร้าง “Bitcoin City” ที่ขับเคลื่อนโดยพลังภูเขาไฟและสนับสนุนทางการเงินด้วยพันธบัตรสกุลเงินดิจิทัล

Photo by MARVIN RECINOS / AFP

เยอรมนีเล็งฉีดเข็ม 3 สั่งสต็อก Moderna 16 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668902

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 12:09 น.เยอรมนีเล็งฉีดเข็ม 3 สั่งสต็อก Moderna 16 ล้านโดสเยอรมนีเริ่มมีแนวคิดบังคับฉีดวัคซีนเข็ม 2 และอาจต้องกระตุ้นด้วยเข็ม 3 หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งต่อเนื่องสูงสุดเป็นวันที่ 15 ติดต่อกัน

เยนส์ ชปาห์น รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนีประกาศว่า จะตัดลดการจัดสรรวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ที่ใช้เป็นวัคซีนหลักของประเทศ เนื่องจากมีความต้องการมากเกินปริมาณวัคซีน

ชปาห์นยังแนะนำให้ใช้วัคซีนของ Moderna เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นแทน Pfizer-BioNTech โดยขณะนี้เยอรมนีมีสต็อกวัคซีนของ Moderna 16 ล้านโดสซึ่งจะหมดอายุในช่วงต้นปีหน้า

นอกจากนี้ สถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นทำให้มีการเสนอแนวคิดบังคับฉีดวัคซีน 2 เข็มในเยอรมนีเช่นเดียวกับที่รัฐบาลออสเตรียจะบังคับใช้ในเดือน ก.พ.ปีหน้า โดยนักการเมืองฝ่ายหนึ่งมองว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน การบังคับฉีดวัคซีนเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ส่วนพรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) มองว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ

ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นชาวเยอรมันในหนังสือพิมพ์ Bild am Sonntag พบว่า ชาวเยอรมัน 52% เห็นด้วยกับการบังคับฉีดวัคซีน

REUTERS/Mike Segar/File Photo

จะฉีดหรือจะตาย? ผู้นำยุโรปสุดทนประชาชนประท้วงต้านวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668893

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 11:30 น.จะฉีดหรือจะตาย? ผู้นำยุโรปสุดทนประชาชนประท้วงต้านวัคซีนยุโรปเร่งคุมโควิดหลังยอดป่วยทุบสถิติ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากลุกฮือประท้วงต่อต้านวัคซีนและกฎเหล็กคุมโควิด

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ายุโรปกำลังเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง อันเนื่องมาจากสายพันธุ์เดลตาที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับประชาชนจำนวนมากไม่ต้องการฉีดวัคซีน

•  เยนส์ สปาห์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนี เตือนว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปภายในไม่กี่เดือนข้างหน้าประชาชนทุกคนในเยอรมนีถ้าไม่ฉีดวัคซีน ก็ต้องเข้ารับการรักษา หรือไม่ก็เสียชีวิต เพราะสายพันธุ์เดลตากำลังแพร่ระบาดอย่างหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาว

ขณะที่ผู้ป่วยโควิด-19 ในเยอรมนีพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทะลุหลัก 6 หมื่นรายต่อวัน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเตือนว่าผู้ป่วยกำลังล้นห้องไอซียู อย่างไรก็ตามมีประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเพียง 68%

•  สำหรับออสเตรียซึ่งเจอกับการระบาดที่หนักหน่วงอีกครั้งจนต้องมีคำสั่งปิดร้านค้า ร้านอาหาร และตลาดรื่นเริง กลับสู่การล็อกดาวน์ตามข้อจำกัดของโควิด-19 ที่เข้มงวดที่สุดในยุโรปตะวันตกครั้งแรกในรอบหลายเดือน โดยประชาชน 8.9 ล้านคนที่ไม่ได้ฉีควัคซีนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้าน ยกเว้นไปทำงาน หรือซื้อของจำเป็น

ประชาชนต่อต้านการฉีดวัคซีนในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย (GEORG HOCHMUTH / APA / AFP)

โดยประชาชนหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมประท้วงในกรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย หลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์รอบใหม่ และมีแผนที่จะเป็นประเทศแรกในยุโรปที่จะบังคับฉีดวัคซีน

ด้านเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ก็เกิดสถานการณ์โกลาหลเมื่อประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด

•  มาร์ก รุตเตอ นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ได้ออกมาประณามเหตุการณ์ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นในหลายเมืองต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 3 คืน เนื่องจากประชาชนไม่พอใจที่ทางการยกระดับมาตรการควบคุมโควิด-19 รวมถึงการล็อกดาวน์บางส่วน โดยกลุ่มผู้ประท้วงมีการจุดไฟเผารถยนต์ จุดดอกไม้ไฟ ขว้างปาก้อนหิน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บนับสิบคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ “งี่เง่า”

ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ก็มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เช่นกัน อยู่ที่กว่า 2 หมื่นรายต่อวัน โดยมีประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 72%

กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านมาตรการของรัฐบาลในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม (HATIM KAGHAT / BELGA / AFP)

• ขณะที่อาเล็กซันเดอร์ เดอ โกร นายกรัฐมนตรีเบลเยียมกล่าวว่าการเดินขบวนประท้วงของประชาชนกว่า 3 หมื่นคนที่ต่อต้านมาตรการควบคุมโรคจนก่อให้เกิดจลาจลนั้นเป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง

โดยเบลเยียมต้องบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดรวมถึงการสวมหน้ากากอนามัย การใช้บัตรผ่านโควิด และขยายเวลาทำงานที่บ้าน ตลอดจนมีแผนบังคับฉีดวัคซีนสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หลังจากที่ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทะลุ 2 หมื่นรายต่อวันเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 75%

Photo by LOIC VENANCE / AFP

‘เมนูอาหารไทย’ กำลังกลายเป็น ‘ขาประจำ’ บนโต๊ะอาหารชาวจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668889

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 10:57 น.‘เมนูอาหารไทย’ กำลังกลายเป็น ‘ขาประจำ’ บนโต๊ะอาหารชาวจีน“สวัสดีค่ะ” คือคำที่เฉินเหม่ยนี หรือ เมธินี นันตาดี สาวไทยผู้เปิดกิจการร้านอาหารไทยในนครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ใช้ทักทายลูกค้าที่มาเยี่ยมเยือนเป็นประจำ เมนูเด่นๆ ที่ร้านของเธอซึ่งเปิดมานานหลายปี ได้แก่ ต้มยำกุ้ง เล้งแซ่บภูเขาไฟ ส้มตำไทย

หนานหนิง, 21 พ.ย. (ซินหัว) — เมธินีเล่าว่า กว่างซีมีร้านอาหารไทยหลายแห่ง แสดงถึงความนิยมชมชอบอาหารไทยของชาวจีน และการแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นระหว่างคนทั้งสองชาติ หลายปีที่ผ่านมา เธอตั้งใจทำอาหารรสชาติไทยแท้ด้วยวัตถุดิบสดใหม่จากประเทศไทย ซึ่งช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการขนส่งระหว่างจีนไทย “เหมือนเรายกครัวไทยมาไว้ที่จีนค่ะ ใบชา วัตถุดิบต่างๆ สั่งมาจากไทย แต่มีหลายอย่างที่เราหาซื้อได้จากที่นี่” คำบอกเล่าจากเมธินี

จันทร์จิรา อนันต์ชัยพัฒนา เป็นหญิงไทยอีกรายที่มาเปิดร้านอาหารในนครคุณหมิง เมืองเอกของมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ตั้งแต่ปี 1999 ปัจจุบันเธอเปิดร้านอาหารไทย 3 แห่ง และมีบริษัทด้านการค้าของตัวเอง อู๋หมิ่นชิงโปรโมตสินค้าไทยคุณภาพสูงแก่ชาวยูนนานและชาวจีนในหลายๆ เมืองมานานหลายปี คลิปวิดีโอทำอาหารไทยที่เธอแชร์บนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ถูกอกถูกใจผู้ชมชาวจีนจำนวนมาก

จันทร์จิราเล่าว่าวัตถุดิบและส่วนผสมของไทยบางอย่าง เช่น ตะไคร้และใบมะกรูด ล้วนหาซื้อได้ในตลาดผักของคุนหมิง พร้อมกล่าวว่าร้านอาหารไทยของเธอมีทีมเชฟอาหารไทยมืออาชีพ ที่พร้อมรังสรรค์เมนูอาหารไทยรสชาติต้นตำหรับ บวกกับบรรยากาศของร้านที่มีความเป็นไทย ทำให้ลูกค้าได้ลิ้มรสอาหารไทยรสเลิศ และสิ่งนี้เองที่ทำให้ร้านของเธอได้รับตราสัญลักษณ์ไทย ซีเล็คท์ ( THAI SELECT) ที่จัดตั้งโดยกระทรวงพาณิชย์ของไทยเพื่อรับรองร้านอาหารไทยในต่างประเทศ

ร้านอาหารที่จะได้รับตรานี้ต้องมีอาหารไทยแท้ในเมนูไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 มีวิธีการปรุงและมีรสชาติแบบไทย รวมถึงนำเข้าวัตถุดิบจากไทย ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยในจีนที่ได้รับตราสัญลักษณ์นี้มากกว่า 80 แห่ง กระจายอยู่ในเมืองต่างๆ เช่น หนานหนิง คุนหมิง ชิงเต่า

เศรษฐกิจดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และการค้าข้ามพรมแดนที่พัฒนาอย่างรุดหน้า ทำให้เมนูอาหารไทย เช่นข้าวเหนียวมะม่วงและส้มตำ ปรากฏตัวในครัวจีนบ่อยครั้งขึ้น ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเมนูทั่วไปที่มักพบได้บนโต๊ะอาหารของชาวจีน

เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง กล่าวว่าเราขนส่งสินค้าทางทะเลผ่านท่าเรือในอ่าวเป่ยปู้ โดยมณฑล 12 แห่งทางตะวันตกของจีนรวมถึงชาวจีนทั่วประเทศ ล้วนมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่งและมีความต้องการสินค้าคุณภาพสูง

ในสตูดิโอไลฟ์สดของนักชิมอาหารชาวจีนนามว่าซินเซียวอี้ มีวัตถุดิบของไทยจำนวนมาก เช่น ข้าวหอมไทย บะหมี่ไทย และเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้ง ซินเซียวอี้กล่าวว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน และการจัดส่งจากไทยมาจีนในปัจจุบันก็รวดเร็วขึ้นมาก บางครั้งของมาส่งถึงจีนภายใน 7 วัน

หลิวรุ่ย ชาวจีนผู้รักอาหารไทยในหนานหนิงกล่าวว่าเธอกินอาหารไทยครั้งแรกที่เชียงใหม่ และหลงรักรสเปรี้ยว เผ็ด หวาน และความสดใหม่ของอาหารไทย แม้ตอนนี้จะการเดินทางระหว่างประเทศจะยังไม่ราบรื่นเพราะโรคระบาด แต่การได้กินอาหารไทยแท้ในจีนก็ถือเป็นการเยียวยาทางจิตใจไปอีกแบบ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เงินเดือนไม่มากพอ? แม้แต่วิศวกร Nasa ยังต้องหาอาชีพเสริม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668846

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 09:00 น.เงินเดือนไม่มากพอ? แม้แต่วิศวกร Nasa ยังต้องหาอาชีพเสริม  วิศวกร Nasa อัดคลิปหางานพาร์ทไทม์ จุดประกายให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับค่าแรงและค่าครองชีพในสหรัฐอเมริกา

Daily Mail รายงานว่า เคลลี่ วิศวกรของ Nasa จากรัฐเท็กซัสสร้างความฮือฮาบน TikTok หลังจากที่เธอเล่าประสบการณ์ในการสมัครงานพาร์มไทม์ที่ Tiffany & Co และ Apple ทั้งที่เธอมีงานประจำที่ Nasa อยู่แล้ว จุดประกายให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับค่าแรงและค่าครองชีพในสหรัฐอเมริกา

“ฉันเป็นวิศวกรของ Nasa ซึ่งกำลังสมัครงานพาร์ทไทม์ที่ Tiffany และกำลังจะสัมภาษณ์งานในอีก 40 นาที” เคลลี่พูดในคลิปวิดีโอพร้อมโชว์ชุดและการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์งานของเธอ

ก่อนที่จะเล่าว่าเธอได้งานที่ Tiffany แล้ว และจะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 20 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง พร้อมเผยว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าเธอมีสัมภาษณ์งานกับ Apple

https://www.tiktok.com/embed/v2/7023082119756795141?lang=th-TH

คลิปของเธอมียอดชมแล้วกว่า 3.3 ล้านครั้ง โดยชาวเน็ตส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องหางานอื่นในเมื่อเป็นวิศวกรให้กับ Nasa อยู่แล้ว

“Nasa ให้เงินน้อยขนาดนั้นเลยหรอ” “ถ้าคนที่ทำงาน Nasa ยังต้องหาอาชีพเสริม ฉันก็หมดหวังกับอนาคตของตัวเองแล้ว” “ขนาดวิศวกร Nasa ยังต้องหางานพาร์ทไทม์ แต่วิกฤตค่าจ้างยังไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง”

นี่คือส่วนหนึ่งในบรรดากว่า 3 พันความคิดเห็นบนคลิปวิดีโอของเคลลี่ หลายคนวิจารณ์ระบบทุนนิยมที่ทำให้วิศวกรของ Nasa ยังต้องหาอาชีพเสริม ขณะที่บางคนตกใจที่ Tiffany จ่ายเงินเพียง 20 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

หลังจากที่คลิปวิดีโอของเคลลี่จุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันไปต่างๆ นานา เธอก็ได้ออกมาอธิบายว่า เธอสนุกกับการทำงานที่ Nasa และได้รับค่าตอบแทนที่ดี เพียงแต่เธอแค่ต้องการเงินมากกว่านี้อีกนิดหน่อย เพื่อจะได้เดินทางไปหาครอบครัวได้บ่อยขึ้น อีกทั้งเธอยังอีกทั้งเธอมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าเช่ารถ เงินกู้เพื่อการศึกษา และเธอต้องการเก็บเงินด้วย

ในส่วนของค่าจ้างของ Tiffany ที่หลายคนวิจารณ์นั้น เคลลี่กล่าวว่ามันก็เหมาะสมแล้วสำหรับงานพาร์ทไทม์ในเท็กซัส แต่สุดท้ายเคลลี่ปฏิเสธงานของ Tiffany หลังจากที่เธอผ่านสัมภาษณ์งานของ Apple ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค พร้อมระบุว่าเธอตั้งตารอที่จะได้ใช้ส่วนลดพนักงานของ Apple

เคลลี่ยืนยันว่าเธอไม่ได้คิดที่จะลาออกจาก Nasa เพียงแต่ต้องการทำงานพาร์ทโทม์เพื่อหาเงิน เพื่อที่เธอจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่มากขึ้นเท่านั้น

ทั้งนี้ ZipRecruiter ระบุว่าค่าจ้างสำหรับวิศวกรของ Nasa โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 95,114 เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่พนักงานในรัฐเท็กซัสเฉลี่ยอยู่ที่ 87,880 เหรียญสหรัฐต่อปี ด้าน Glassdoor ระบุว่าตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของ Apple ในเท็กซัสทำเงินได้ 16 ถึง 19 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

Photo by @sexybabypartygirl

จากเมืองน่าอยู่สู่แดนอาชญากรรม เกิดอะไรขึ้นที่ “ซานฟราน”? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668848

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 19:40 น.จากเมืองน่าอยู่สู่แดนอาชญากรรม เกิดอะไรขึ้นที่ "ซานฟราน"?ซานฟรานซิสโกเคยเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีมากแห่งหนึ่งในสหรัฐ แต่ตอนนี้อาชญากรรมกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายนตามเวลาท้องถิ่นของซานฟรานซิสโกเบย์ มีกลุ่มคนประมาณ 80 คน บางส่วนสวมหน้ากากสกี บางคนถือชะแลงและอาวุธ บุกเข้าไปห้างแบรนด์เนม Nordstrom จากนั้นก็ระดมปล้นสินค้าหรูในร้าน ก่อนที่จะหลบหนีไปกับรถประมาณ 25 คันที่จอดขวางถนนอยู่ด้านนอก

การปล้นที่อุกอาจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสายของผู้คนมากมาย แต่ผู้ลงมือก็ยังทำงานเหมือนไม่แยแสผู้รักษากฎหมาย แม้ว่าจะมีผู้ก่อเหตุถูกตำรวจใช้ปืนขู่จนรวบตัวไว้ได้ 2 คน แต่มันยังน้อยมากเมื่อเทียบกับตัวเลขของคนร้ายที่หลายสิบคน

และที่จริงแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากร้านค้าระดับไฮเอนด์หลายแห่งในย่านยูเนียนสแควร์ของซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งยอดนิยมของซานฟรานฯ ถูกคนกลุ่มใหญ่ทุบกระจก ขโมยสินค้า แล้ววิ่งไปที่รถจอดรออยู่

เป้าหมายของคนกลุ่มนี้ดูเหมือนจะเป็นแบรนด์เนม เพราะการปล้นคราวก่อนเล็งเป้าหมายที่ Louis Vuitton, Fendi, Yves Saint Laurent, Burberry และ Dolce & Gabbana จากการรายงานของ Fox 2 News และในวันถัดมาเป้าหมายคือห้างสินค้าหรูสัญชาติอเมริกัน Nordstrom

ซานฟรานซิสโกและพื้นที่เบย์แอเรีย (หรืออ่าวซานฟรานซิสโกที่ประกอบด้วยเมืองอีกหลายเมือง) เคยเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำหลายแห่ง รวมถึงซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) 

แต่ยกตัวอย่างซานโฮเซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่ปลอดภัยที่สุดในสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ตอนนี้มีอัตราการเกิดอาชญากรรมรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 2010 และยิ่งรุนแรงขึ้นหลังเกิดการระบาดใหญ่

ซานโฮเซก็ยังถือว่ามีอัตราอาชญากรรมต่ำมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในประเทศ ทว่า แม้แต่เมืองที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งแห่งนี้ก็ยังเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่น่ากังวล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมืองอื่นๆ ที่ “เสี่ยง” มากกว่าในแถบเบย์แอเรีย

ซานฟรานซิสโก อาจไม่ใช่เมืองสวรรค์ แต่มันเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากการจัดอันดับของ Mercer (21st annual Quality of Living survey) เมื่อปี 2019 ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในสหรัฐโดยอยู่ในอันดับที่ 34 ของโลก (กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 133)

แต่ในการสำรวจความเห็นของชาวซานฟรานโดย San Francisco Chamber of Commerce เมื่อเดือนมิถุนายน 2021 แสดงให้เห็นว่า 8 ใน 10 ของผู้อยู่อาศัยในซานฟรานซิสโกมองว่าอาชญากรรมเลวร้ายลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ไม่ใช่แค่อาชญากรรม ผู้ตอบแบบสอบถามราว 88% กล่าวว่าปัญหาคนเร่ร่อน (homelessness) เลวร้ายลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และ 80% มองว่าการจัดการกับวิกฤตคนไร้บ้านนี้เป็นเรื่องสำคัญ

ที่สำคัญก็คือในโพลเดียวกันพบว่ามากกว่า 40% กล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะย้ายออกจากเมืองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

คุณภาพชีวิตของซานฟรานเริ่มแย่ลงแม้ภาพภายนอกของมันยังสวยสดงดงามก็ตาม แม้แต่นายกเทศมนตรีลันดัน บรีด (London Breed) ก็ยังยอมรับว่ามีปัญหาคนติดยาและปัญหาสุขภาพทางจิตที่รุมเร้าคุณภาพชีวิตของชาวเมือง

จากข้อมูลของกรมอนามัยซานฟรานซิสโก มีผู้เสียชีวิต 700 รายจากการใช้ยาเกินขนาดในปี 2020 ส่วนใหญ่มาจากเฟนทานิล ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 60%

หากยังไม่เห็นภาพว่ามันเลวร้ายอย่างไร ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่ชาวเอเชียจำนวนหนึ่งถูกทำร้ายในสหรัฐ ในบรรดาเหตุการณ์เหล่านี้ กรณีที่ซานฟรานฯ และเบย์แอเรียเป็นกรณีที่น่าตกใจที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายหญิงชราวัย 75 และ 83 ปี กรณีหลังเกิดขึ้นจากน้ำมือชองชายจรจัดไร้บ้าน

ในเดือนพฤษภาคม 2021 เกิดเหตุทำร้ายหญิงไทยจนใบหน้าฟกช้ำที่สถานีรถไฟซานฟรานซิสโกขณะที่คนร้ายพยายามปล้นโทรศัพท์มือถือของหญิงไทยดังกล่าว และย้อนไปในเดือนกุมภาพันธ์ ชายไทยวัย 84 ปีในซานฟรานฯ ถูกวัยรุ่นกระแทกเข้าอย่างจังจนล้มลงและเสียชีวิตในที่สุด

เกิดอะไรขึ้นกับซานฟรานซิสโก เมืองที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่ง และร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก?

คำตอบที่น่าสนใจอาจจะมาจากสารคดีสั้นเรื่อง Chaos by the Bay: The Truth About Homelessness in San Francisco (ความโกลาหลริมอ่าว: ความจริงเกี่ยวกับคนเร่ร่อนในซานฟรานซิสโก) โดยคริสโตเฟอร์ เอฟ. รูโฟ (Christopher F. Rufo) บรรณาธิการร่วมของ City Journal วารสารของสถาบันวิจัยนโยบายแห่งแมนฮัตตัน

สารคดีเริ่มต้นด้วยการเผยว่าซานฟรานมีประชากรคนจรจัดถึง 18,000 คน (สารคดีนี้เผยแพร่เดือนสิงหาคม 2020) ในจำนวนนี้ 4,000 คนทั้งไร้บ้าน ติดยา และมีปัญหาทางจิต ทางการเมืองทุ่มเงินถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่ดูเหมือนปัญหายิ่งรุนแรงขึ้น

ชาวเมืองบางคนชี้ว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องเงินเพราะมีเงินเหลือเฟือ แต่มาจากนโยบายของผู้บริหารเมืองที่ “เสรี” เกินไป

ซานฟรานฯ แก้ปัญหาคนติดยาด้วยการไม่เอาผิดทางกฎหมายกับคนติดยาและคนจรจัด การทำแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อให้คนติดยา/จรจัดไม่ถูกบีบให้ถลำตัวทำผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ และทำให้เรือนจำล้น แต่ปรากฏว่าการทำแบบนี้ ยิ่งกระตุ้นให้คนเสพยาได้ใจและคนไร้บ้านหลั่งไหลเข้ามาจากนอกเมือง

ย่านที่เคยน่าอยู่จึงกลายเป็นย่านเสื่อมโทรม มีคนไร้บ้านครอบครองถึง 50 ช่วงตึก ชาวเมืองจึงเริ่มคิดที่จะย้ายออกไป ไม่ใช่แค่ทนกับการยึดครองของคนไร้บ้านไม่ไหว แต่เพราะสิ่งอุจาดที่ตามมาจากคนติดยา เช่น การมีเพศสัมพันธ์กลางแจ้งไปจนถึงการถ่ายหนักถ่ายเบาตามทางเท้าซึ่งเป็นปัญหารุนแรงมากของเมือง

สารคดีนี้พยายามชี้ว่า การไม่เอาผิดคนติดยานั้นเป็นความคิดที่ผิด แม้จะมีเจตนาที่ดีเพื่อให้คนเหล่านี้แก้ไขตัวเอง แต่ถ้าไม่มีการบังคับใช้กฎหมายไปพร้อมๆ กันมันเท่ากับส่งเสริมให้คนทำผิดไปเรื่อยๆ เพราะคิดแบบโลกสวยเกินไป

ตัวอย่างเช่น ชีซา บูดิน อัยการเขตที่ขับเคลื่อนแนวเยียวยาและยาเสพติดเสรีพร้อมกับลดกำลังคนผู้รักษากฎหมาย เขาเคลื่อนไหวจนสำเร็จกระทั่งซานฟรานปล่อยตัวนักโทษออกมาครึ่งหนึ่ง และไม่เอาผิดการตั้งเต็นท์ของคนจรจัด การใช้ยา การค้าประเวณี และการถ่ายมูลตามท้องถนน

แต่นโยบายของบูดินทำให้นักโทษหลายร้อยคนถูกปล่อยออกมาเตร่ตามท้องถนนของซานฟรานโดยตรง ในบางเขตมีการตั้งเต็นท์อาศัยของคนจรจัดระเบิดขึ้นทันที 300% ตามด้วยควาามรุนแรงที่พุ่งพรวดในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการปล่อยนักโทษ

เพราะซานฟรานซิสโกไม่ได้มีแค่ “เหยื่อ” ของยาเสพติดและคนไร้บ้านเพราะความจำเป็นในชีวิต แต่ยังมีแก๊งอาชญากรป้วนเปี้ยนอีกเพียบ ทั้งแก๊งเม็กซิกัน แก๊งจีน แก๊งแอฟริกัน-อเมริกัน

แต่แก๊งเหล่านี้อาจจะไม่ใช่ต้นตอของปัญหาจริงๆ เท่ากับนโยบายไม่เอาผิดผู้เสพยา/คนจรจัด แทนที่จะเยียวยาและหาที่อยู่ให้จริงๆ จัง มากกว่า

หมายเหตุ – ภาพประกอบข่าวไม่ใช่ที่ซานฟรานซิสโก แต่เป็นชายหญิงคู่หนึ่งข้างเต็นท์บนทางเท้าของฮอลลีวูด ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2021 ลอสแองเจลิสมีคนเร่ร่อนเพิ่มขึ้นตั้งแต่การระบาดของโคโรนาไวรัส โดยมีเต็นท์ ของใช้ส่วนตัว และถังขยะเกลื่อนกลาดตามมุมถนนทั่วเมืองและเขตต่างๆ (ภาพโดย Robyn Beck / AFP)