ประเทศไม่ใช่ของนายทุน จีนจึงต้องบดขยี้การผูกขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669032

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 21:36 น.ประเทศไม่ใช่ของนายทุน จีนจึงต้องบดขยี้การผูกขาดสิ่งที่น่ากลัวของระบอบทุนนิยมคือการที่รัฐเอื้ออำนวยให้ทุนใหญ่รวมพลังกันเพื่อผูกขาด

การผูกขาดนับว่าไม่เป็นธรรมแล้ว แต่หากอำนาจรัฐช่วยทุนเข้าไปอีกแรง มันยิ่งเป็นความอยุติธรรมอย่างที่สุด เพราะเท่ากับติดอาวุธให้ทุนขูดเลือดขูดเนื้อผู้บริโภค

นักคิดฝ่ายมาร์กซิสต์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ทุนนิยมผูกขาดโดยรัฐ” (State monopoly capitalism) เมื่อรัฐผนึกกำลังกับธุรกิจใหญ่ๆ ที่รวมตัวกันผูกขาดหรือรวมเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่กำหนดราคาในตลาด (คาร์เทล)

นี่คือสถานการณ์ที่รัฐอุ้มชนชั้นนำทางการเมืองละเศรษฐกิจหรือพวก “คณาธิปไตย” เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มนี้ไว้ บนความเสียหายของ “ประชาธิปไตย” หรือคนหมู่มาก

การผูกขาดแบบนี้เป็นอันตรายต่อทุนนิยมอย่างมากเพราะมีแนวโน้มจะกัดกร่อนตัวมันเองและปลุกระดมความไม่พอใจของประชาชน ดังนั้นแม้แต่เจ้าแห่งทุนนิยมอย่างสหรัฐก็ยังต้องปรับตัวด้วยการมี “กฎหมายต่อต้านการผูกขาด”

สหภาพยุโรปนั้นเข้มงวดกับการผูกขาดอย่างมาก เราจะเห็นว่าบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ มักถูกฟ้องร้องในในยุโรปข้อหาผูกขาด ไม่ใช่เปิดประตูอ้าซ่าให้ทุนใหญ่เข้ามากินเรียบ จนทำลายระบบนิเวศที่สร้างธุรกิจขนาดย่อมและโอกาสลืมตาอ้าปากของคนเดินดิน

ดังนั้น ในทางปฏิบัติ การที่รัฐเอื้อให้เกิดการผูกขาดจึงยากจะเกิดขึ้น เพราะทุกคนย่อมรู้ว่าถ้าปล่อยให้มันเกิดขึ้น รัฐเองนั่นแหละที่จะพังไปด้วย

ล่าสุดคือจีน แม้จีนจะมุ่งมั่นเป็นนายทุนใหม่มาสามสี่ทศวรรษแล้ว (โดยแปะฉลากสังคมนิยมแบบจีนเอาไว้พอเป็นพิธี) แต่เมื่อทุนนิยมวิวัฒนาการมาถึงจุดที่บริษัทหนึ่งๆ รวยจนครอบงำตลาดได้ จีนก็เริ่มหันมาทบทวนจิตวิญญาณสังคมนิยมของตัวเอง แลบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดที่เข้มงวด

ดังจะเห็นว่าบริษัทสายเทคโนโลยีถูกเรียกไปเตือน ปรับ และเบรกการเข้าตลาดหุ้นกันเป็นพัลวัน จนกระทั่ง ณ เวลาที่บทความนี้เขียนขึ้น (ปลายเดือนพฤศจิกายน) จีนก็ยังปรับและเตือนบริษัทเทคใหญ่ๆ ในข้อหาผูกขาด

และวันที่ 18 พฤศจิกายน จีนยังตั้งสำนักงานแห่งรัฐเพื่อต่อต้านการผูกขาด (State Anti-Monopoly Bureau) แสดงถึงความจริงจังในที่จะกวาดล้างพวกผูกขาดและคาร์เทลทั้งหลาย

นี่เป็นการหวนคืนสู่หลักการสังคมนิยมหรือไม่? อาจเป็นไปได้ แต่ในเวลาเดียวกันทางการจีนก็ยืนยันนั่งยันว่าจะไม่แทรกแซงกรรมสิทธิ์ของเอกชน นั่นหมายความว่าจะส่งเสริมทุนนิยมต่อไปตราบเท่าที่มันไม่กลายร่างเป็นการผูกขาดและคาร์เทล

ตามหลักสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์นั้น กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลนั้นไม่มี ทุกสิ่งนั้นเป็นของรัฐ เพียงแต่จีนปรับให้เป็น “สังคมนิยมอันมีคุณลักษณะแบบจีน” ให้เป็นทุนนิยมที่ทุกคนมีเสรีในการครอบครองกรรมสิทธิ์และการลงทุน โดยรัฐกำกับดูแลไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางเกินไป

จีนมีสภาพเป็นนายทุนในครอบภายนอกมานานจนคนคิดว่าจีนเป็นสังคมทุนนิยม แต่ไม่ใช่เลย จีนยังเป็นสังคมนิยมในทางอุดมการณ์ และยิ่งแก่กล้าขึ้นในยุคของสีจิ้นผิง

การโยนข้อหาผูกขาดให้กับบริษัทเทคเป็นเรื่องที่พอคาดเดาได้สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการผูกขาดตามหลักมาร์กซิสต์/มาร์กเซียน

นักคิดสายนี้เฝ้าส้งเกตการณ์การผูกขาดที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่หลายประเทศมองไม่เห็นมัน คือกระบวนการผูกขาดการสื่อสาร/โทรคมนาคม (monopolization of communications)

ในสหรัฐการผูกขาดของบริษัทอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมนั้นรุนแรงมาก จนทำให้บริการเหล่านี้มีราคาแพง แต่เพราะมันมีผู้เล่นไม่กี่รายในตลาด ทำให้ผู้บริโภคต่อรองไม่ได้ เมื่อสัญญาณที่ไม่เสถียรเป็นปัญหา ก็ไม่สามารถหาทางเลือกอื่น นี่คือการผูกขาดต่อหน้าต่อตา แต่ทำอะไรไม่ได้

ทำไมมันถึงผูกขาดได้โดยไม่ผิดกฎหมาย? เพราะมีนายทุนไม่กี่รายที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมได้นั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐยังกลายร่างเป็น “ทุนนิยมผูกขาดโดยรัฐ” เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นเอื้ออำนวยให้บริษัทใหญ่ๆ ทางอ้อม เช่น มี 18 รัฐที่ผ่านกฎหมายที่ทำให้การให้บริการบรอดแบนด์โดยหน่วยงานส่วนท้องถิ่นเป็นเรื่องยากขึ้น เท่ากับจำกัดการแข่งขันในตลาด และเปิดทางให้ทุนใหญ่เข้าครอบงำ

กฎหมายพวกนี้ออกโดยพรรครีพับลิกันที่ขึ้นชื่อเรื่องการรักษาผลประโยชน์ให้พวก “คณาธิปไตย” โดยอ้างว่าเพื่อพิทักษ์เสรีภาพในการลงทุนโดยปลอดการแทรกแซงโดยรัฐและเพื่อปกป้อง “ความฝันอเมริกัน”

ดังน้น แม้จะมีกฎหมายป้องกันการผูกขาด มันจะเอาผิดได้ก็แต่การ “ผูกขาดแบบทึ่มๆ” ที่เห็นได้ชัดเจน แต่มีนายทุนที่ไหนบ้างที่โง่ขนาดนั้น? ยิ่งทุนวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ มันยิ่งชาญฉลาดและหาช่องทางผูกขาดตลาดได้อย่างไร้มลทิน

เราจะเห็นว่าในเศรษฐกิจสหรัฐนั้น ธุรกิจสำคัญใหญ่ๆ มีผู้เล่นในระบบน้อยจึงทำให้เกิดการผูกขาดที่ไม่ผิดกฎหมาย

มิหนำซ้ำยังมีการควบรวม (Consolidation) ระหว่างบริษัทต่างๆ จนหลายผู้เล่นในตลาดน้อยลงไปอีก นี่เป็นวิวัฒนาการของทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่ลดการแข่งขันกันเองเพื่อ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง สร้างกำไรร่วมกัน”

มีการประเมินว่าการผูกขาดเนียนๆ แบบนี้ทำให้ครัวเรือนอเมริกันเสียเงินไปถึงปีละ 5,000 ดอลลาร์ให้กับภาคธุรกิจ

คิดว่าจีนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาหรือไม่?

กระบวนการผูกขาดการสื่อสาร/โทรคมนาคมสำหรับรัฐบาลจีนไม่ใช่เรื่องเบาๆ เหมือนเมืองไทยมองเห็นในการทำ Consolidation ระหว่าง “ทรู-ดีแทค” ไม่ใช่แค่เรื่องของค่าบริการที่อาจจะเพิ่มขึ้น หรือสถานการณ์แบบที่ไทยอาจต้องเจอแบบคนอเมริกัน

แต่จีนมองไปถึงยุคแห่ง Dataism ยุคที่ดาต้ากลายเป็นศาสนาใหม่ เป็น “คุณค่าอันสูงสุด” (supreme value ตามคำกล่าวของยูวัล ฮารารี) ของผู้คน

ผู้คนในจีนเวลานี้่เสพติดกิจกรรมออนไลน์อย่างหนัก หนักจนหลายคนจินตนาการไม่ออก ชีวิตของประชาชนผูกติดกับกิจกรรมออนไลน์แทบจะทุกมิติแล้ว และในขณะที่ Facebook เริ่มก้าวแรกกับ Metaverse จีนก็เริ่มมันไปพร้อมๆ กัน

ในอเมริกานั้นการผูกขาดดาต้าของทุนใหญ่ๆ ส่งผลถึงการเมืองอย่างหนักอย่างที่เราเห็นกรณี Facebook–Cambridge Analytica ที่บงการผลลัพธ์ทางการเมืองได้โดยอาศัยดาต้าสร้างฐานข้อมูลในเชิงจิตวิทยาของประชาชน

มันคือการใช้ดาต้าสร้างความเชื่อใหม่นั่นเอง มันถึงกับชี้นำได้ว่า อะไรถูกอะไรผิดโดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาไตร่ตรองด้วยตนเอง

ดาต้าเป็น “ทุน” ใหม่ที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ และเป็น หากจีนปล่อยให้นายทุนกุมเอา “ทุน” ใหม่เอาไว้ เท่ากับยื่นอาวุธให้คนอื่นเชือดคอตนเอง ดังนั้น จีนจึงเริ่มเชือดบริษัทเทคที่เก็บดาต้าเยอะๆ โดยมอบข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวผู้ใช้ให้กับบางบริษัท

หลังจากเริ่มเชือดเบาๆ ในปี 2017 จีนเร่งเครื่อง “เก็บ” บริษัทเทคในปี 2021 แบบไม่ยั้งมือ โดยมอบข้อหาผูกขาดให้บริษัทแล้วบริษัทเล่า

อย่างเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน หน่วยงานกำกับดูแลการตลาดแห่งรัฐของจีน (SAMR) ออกเอกสารระบุว่าได้กำหนดบทลงโทษทางปกครองสำหรับ 43 คดีของการดำเนินการอย่างผิดกฎหมายจากการกระทำอันเป็น “การกระจุกตัวของกิจการ” (concentration of undertakings) ซึ่งเป็นการผูกขาดอย่างหนึ่ง

“การกระจุกตัวของกิจการ” คืออะไร จีนระบุว่า ข้อแรก คือ การรวมตัวของผู้ประกอบการ ข้อสอง ผู้ประกอบการได้รับการควบคุมเหนือผู้ประกอบการรายอื่นโดยการซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์ ข้อสาม ผู้ประกอบการได้รับการควบคุมเหนือผู้ประกอบการงานรายอื่นผ่านสัญญา หรือพวกเขาสามารถใช้อิทธิพลชี้ขาดต่อผู้ประกอบการงานรายอื่นได้

นั่นหมายความว่าจีนเอาผิด Consolidation เพื่อลดคู่แข่งในตลาดนั่นเอง และเล่นงานพวกบริษัทเทคหนักมากในข้อหานี้ คือ Baidu, Alibaba, Tencent, Meituan, ByteDance, JD.com, Suning.com, Sina และ 58 Group เป็นต้น

ตรงกันข้ามกับสหรัฐที่บริษัทใหญ่ๆ รอดข้อหานี้มาได้และผูกขาดแบบไม่ผิดกฎหมายต่อไป แม้ว่ามันจะมีเหตุการณ์ที่สังคมโกลาหลเพราะบริษัทพวกนี้ใช้ดาต้าที่เก็บเกี่ยวมาชี้นำทิศทางการเมือง

นี่คือความน่ากลัวที่หลายๆ คนในสหรัฐมองเห็น และพยายามผลักดันให้มีการแก้กฎหมายให้บริษัทผู้กขาดดาต้าต้องแชร์ข้อมูลกับคู่แข่ง หรือทำให้เกิด Interoperability เพื่อลดอำนาจการกุมตลาดเอาไว้ ไม่ให้ดาต้าเป็นอาวุธในมือของคนไม่กี่คน

ไม่อย่างนั้นการผูกขาดที่ถูกกฎหมายนี้จะทำลายระบบตลาดและประชาธิปไตยในที่สุด

การผูกขาดของโทรคมนาคมจึงไม่ใช่แค่จะทำให้ค่าบริการสูงขึ้น แต่มันกำหนดชะตากรรมของประเทศได้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

เมื่อฝรั่งเศสไม่ยอมเปลี่ยนสถานีรถไฟเป็นห้าง แต่เนรมิตมันเป็นพิพิธภัณฑ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669021

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 19:45 น.เมื่อฝรั่งเศสไม่ยอมเปลี่ยนสถานีรถไฟเป็นห้าง แต่เนรมิตมันเป็นพิพิธภัณฑ์เรื่องราวของ Musee d’Orsay ตอนแรกสถานีรถไฟเก่าแห่งนี้จะถูกรัฐบาลรื้อถอนปรับเป็นโรงแรมแต่สุดท้ายเปลี่ยนใจทำเป็นพิพิธภัณฑ์สมบัติของชาติแทน

จากกรณีถกเถียงกันถึงการปิดสถานีรถไฟหัวลำโพงที่อยู่คู่กับคนไทยมา 105 ปีเพื่อนำพื้นที่ไปพัฒนาในเชิงพาณิชย์ มีกรณีที่คล้ายกันแต่ก็ไม่คล้ายเสียทีเดียวนี้เกิดขึ้นกับสถานีรถไฟดอร์เซ (Gare d’Orsay) ใจกลางกรุงปารีส สถานีแห่งนี้มีอายุใกล้เคียงกับหัวลำโพงของไทย และน่าจะเป็นกรณีศึกษาให้ไทยได้

สถานีดอร์เซถูกสร้างขึ้นใกล้กับแม่น้ำแซนเพื่อรองรับงาน Universal Exhibition (ปัจจุบันคือ World Expo) ในปี 1900 เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของประเทศและโชว์ว่าฝรั่งเศสมีความเหนือในด้านอุตสาหกรรมและความก้าวล้ำของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปลายศตวรรษที่ 10 ต่อต้นศตวรรษที่ 20

ทางการกรุงปารีสต้องการดึงคนเข้ามาในเมืองหลวงจึงตัดสินใจสร้างสถานีรถไฟขึ้นใหม่ทางฝั่งซ้ายของกรุงปารีส เพื่อให้คนที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสมาถึงทางเข้านิทรรศการได้โดยตรง

สถานีรถไฟดอร์เซออกแบบโดย วิกเตอร์ ลาลูซ์ ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 2 ปี (1898-1900) เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 1900 โดยโครงสร้างที่เป็นโลหะของตัวสถานีถูกปิดทับด้วยหินปูนสีขาวด้านนอกเพื่อให้กลมกลืนกับความเป็นปารีเซียงของสิ่งก่อสร้างรอบๆ บริเวณ

ด้วยความที่รถไฟที่วิ่งผ่านสถานีนี้เป็นรถไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้าดังนั้นจึงไม่ปล่อยควันหรือไอน้ำออกมา ทำให้สถาปนิกสามารถออกแบบให้มีหลังคากระจกโค้งปิดคลุมทั้งอาคารสูงถึง 32 เมตรเหมือนกับสถานีหัวลำโพง

ทว่าแม้จะอัดแน่นไปด้วยความทันสมัยต่างๆ รวมทั้งสายพานขนกระเป๋าและลิฟต์โดยสาร สถานีดอร์เซกลับล้าสมัยอย่างรวดเร็วจากวิวัฒนาการของทางรถไฟ ตั้งแต่ปี 1939 การเดินรถไฟจึงค่อยๆ ลดลงจนเหลือวิ่งให้บริการเฉพาะแถบชานเมืองและถูกยกเลิกไปในที่สุด เนื่องจากชานชาลาสั้นเกินไปสำหรับรถไฟสมัยใหม่ที่มีขบวนยาวขึ้น

หลังจากยกเลิกสถานีดอร์เซ อาคารแห่งนี้ถูกนำไปใช้ในหลายวัตถุประสงค์ อาทิ ศูนย์รับผู้ต้องขังและผู้ที่ถูกเนรเทศกลับฝรั่งเศสในปี 1945 สถานที่ประกาศการหวนกลับสู่การเมืองของนายพลเดอ โกลในปี 1958 หรือแม้แต่ฉากถ่ายทำภาพยนตร์ของ แบร์นาโด แบร์โตลุชชี ในปี 1960

รัฐบาลฝรั่งเศสตัดสินใจจะรื้อถอนและปรับเปลี่ยนให้สถานีรถไฟดอร์เซเป็นโรงแรมที่ทันสมัย จุดนี้คือส่วนที่คล้ายกับสถานีหัวลำโพงของไทยคือจะถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ในเชิงพาณิชย์

ทว่าในปี 1971 กระทรวงโยธาธิการ คมนาคม และการเคหะไม่อนุมัติให้สร้างโรงแรม เนื่องจากดีไซน์โดยเฉพาะขนาดและความสูงของโรงแรมไม่เหมาะกับพื้นที่ แผนการนี้จึงถูกพับไป

จนกระทั่งในปี 1973 ไอเดียที่จะเปลี่ยนสถานีรถไฟเก่าเป็นพิพิธภัณฑ์เริ่มผุดขึ้นมา และปี 1975 des Musées de France (ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ของฝรั่งเศส) กำลังหาที่ในการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ ตัดสินใจใช้สถานีดอร์เซเป็นสถานที่ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ จึงมีการรีโนเวทครั้งใหญ่ก่อนจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ดอร์เซ (Musee d’Orsay) ให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 1986

พิพิธภัณฑ์ดอร์เซเป็นหนึ่งในอาร์ตแกลเลอรียอดนิยมในกรุงปารีสที่มีงานศิลป์ รูปปั้น และภาพถ่ายของศิลปินดัง อาทิ ปอล เซซาน, เอดูอาร์ มาเนต์, โคลด โมเนต์ และปิแอร์ ออกุสโต เรอนัวร์ ที่รังสรรค์ตั้งแต่ปี 1848-1915 และยังมีคอลเลคชั่นของงานแนวอิมเพรสชันนิสม์และอิมเพรสชันนิสม์ยุคหลังมากที่สุดในโลกด้วย

แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ราว 3 ล้านคน ทว่าในปี 2020 นักท่องเที่ยวลดลงเหลือ 867,724 หรือลดลง 76% จากตัวเลขปี 2019 เนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่ถึงยอดผู้เข้าเยี่ยมชมจะลดลง พิพิธภัณฑ์ดอร์เซยังติดอยู่ในลิสต์พิพิธภัณฑ์สิลปะที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในปี 2020 ในอันดับที่ 15

ภาพ: wikipedia

เกิดอะไรขึ้นกับเกาหลีใต้? โควิดหนักอีก ยอดป่วยพุ่งเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669028

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 18:20 น.เกิดอะไรขึ้นกับเกาหลีใต้? โควิดหนักอีก ยอดป่วยพุ่งเป็นประวัติการณ์โควิดเกาหลีใต้ระบาดหนัก ผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งทะลุ 4 พันราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์

เว็บไซต์ข่าว Korea Times ของเกาหลีใต้รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศอยู่ในจุดวิกฤต โดยสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคเกาหลี ( KDCA) แถลงในวันนี้ (24 พ.ย.) ว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 4,116 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดในเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 425,065 ราย

ขณะที่จำนวนผู้ป่วยอาการหนักก็แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกันอยู่ที่ 586 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 35 รายซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดระลอกที่ 4 ในเดือนก.ค.

ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 3,363 ราย โดยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.79% ขณะที่ประชาชน 42.32 ล้านคนหรือร้อยละ 82.4 ของประชากรทั้งประเทศได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มแล้ว ในจำนวนนี้มี 40.63 ล้านคนหรือร้อยละ 79.1 ได้รับวัคซีนครบโดส

ด้านนายกรัฐมนตรีคิม บู-คยอม เรียกร้องให้หน่วยงานสาธารณสุขเพิ่มมาตรการกักกัน โดยกล่าวว่าประเทศกำลังเผชิญกับอุปสรรคแรกในการกลับสู่สภาวะปกติและใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันในเกาหลีใต้เริ่มเพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่รัฐบาลผ่อนคลายข้อกำจัดเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อกลับสู่ชีวิตก่อนเกิดโรคระบาดอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้กลยุทธ์อยู่ร่วมกับโควิด-19

Photo by Anthony WALLACE / AFP

แฟนฟิลิปปินส์กังขาไทย ชูนางงาม Real Size Beauty #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669018

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.แฟนฟิลิปปินส์กังขาไทย ชูนางงาม Real Size Beauty  สื่อต่างประเทศชมแนวคิด Real Size Beauty ของ ‘แอนชิลี’ แต่แฟนนางงามฟิลิปปินส์ยังแค้นคนไทยเคยวิจารณ์หุ่น ‘แคทรีโอนา’

จากรายงานของ South China Morning Post สื่อยักษ์ใหญ่ของจีนซึ่งได้กล่าวถึง แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2021 กับคอนเซปต์ Real Size Beauty ของเธอ โดยระบุว่าเป็นแนวคิดที่สร้างความประทับใจให้แก่กรรมการและชาวไทยจำนวนมาก ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนก้าวข้ามมาตรฐานความงามแบบเดิมๆ ภูมิใจในรูปร่างและความงามในแบบของตนเอง

รายงานระบุว่าแนวคิดดังกล่าวของแอนชิลีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานความงามในประเทศไทย หลังจากที่มีค่านิยม “ผู้หญิงตัวเล็ก” ในประเทศไทยมาช้านาน ซึ่งในอดีตแอนชิลีเองก็เคยถูกปฏิเสธเพราะรูปร่างของเธอไม่ตรงตามมาตรฐานความงามนั้น

“คนที่ไม่เคยได้รับคำวิจารณ์เกี่ยวกับร่างกายของพวกเขาจะไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เลย…ความงามที่แท้จริงคือการตระหนักถึงคุณค่าของทุกคน และเคารพทุกคนไม่ว่าเขาจะอ้วน ผอม สูง หรือเตี้ย”

“แฟชั่นกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไป เพราะคนต้องการเห็นนางแบบที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น” South China Morning Post อ้างคำพูดของแอนชิลี ซึ่งหมายถึงหลุดออกจากการตีกรอบมาตรฐานความงามแบบเดิมๆ ที่นางแบบจะต้องสูง ผอม ผิวขาว เพราะมนุษย์ย่อมมีความหลากหลายทั้งรูปร่าง หน้าตา สีผิว ชาติพันธุ์ และเพศสภาพ และทุกคนมีความงามในแบบของตนเอง

ทำดีที่สุดแล้ว! “อแมนด้า”สร้างความสุขให้คนไทยเข้ารอบ10คนสุดท้ายMiss Universe

“น้ำตาล” ตอกกลับคนอันฟอล หลังออกมา Call out ตำรวจสลายม็อบ

ขณะที่มีความคิดเห็นจำนวนมากจากแฟนนางงามต่างประเทศซึ่งได้คอมเมนต์บนโพสต์ดังกล่าวของ South China Morning Post โดยชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยชื่นชมและสนับสนุนจุดยืนของแอนชิลี

ทว่า แฟนนางงามอีกส่วนหนึ่งนำไปเปรียบเทียบกับกรณีแคทรีโอนา เกรย์ นางงามชาวฟิลิปปินส์ มิสยูนิเวิร์ส 2018 ซึ่งเคยมีประเด็นดราม่าข้ามประเทศ เมื่อแฟนนางงามฟิลิปปินส์ คู่รักคู่แค้นของไทยในเวทีนางงามโลก ไม่พอใจที่นางงามไทยคนหนึ่งรีโพสต์ภาพเปรียบเทียบของกลารา โซซา มิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนล 2018 ชาวปารากวัย โดยมีแคปชั่นว่า “Fit” และแคทรีโอนา เกรย์ ซึ่งมีแคปชั่นว่า “Fat”

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นใหญ่จนสื่อฟิลิปปินส์พร้อมใจกันลงข่าวว่ามีการเหยียดรูปร่างนางงามฟิลิปปินส์

“น่าแปลกที่แฟนนางงามไทยบางคนตำหนิรูปร่างของแคทรีโอนา แต่ตอนนี้พวกเขากำลังทำอย่างที่แคทรีโอนาเคยทำ”, “จริงปะ? ฮ่าๆๆ ฉันยังไม่ลืมที่พวกเขาตำหนิรูปร่างแคทรีโอนา แต่ตอนนี้พวกเขากำลังพยายามส่งเสริมความมั่นใจในร่างกายหรอ ว้าว”, “แต่คนไทยเคยตำหนิรูปร่างของแคทรีโอนานะ”, “ฉันยังจำคำวิจารณ์ที่แคทรีโอนาโดนได้เลย แต่คิดในแง่ดีอย่างน้อยแคทรีโอนาก็จะไม่โดนวิจารณ์เรื่องรูปร่างอีกต่อไป ฉันหวังว่าอย่างนั้นนะ” ส่วนหนึ่งของคอมเมนต์บนโพสต์ของ South China Morning Post

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP, annscottkemmis/instagram

ไร้เงาไทย ร่วมต้านเผด็จการ “ประชุมสุดยอดประชาธิปไตย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669010

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 15:21 น.ไร้เงาไทย ร่วมต้านเผด็จการ "ประชุมสุดยอดประชาธิปไตย"สหรัฐเป็นเจ้าภาพการประชุม The Summit for Democracy ที่อาจสะเทือนทิศทางการเมืองโลก แต่กลับไม่มีชื่อประเทศไทยในหมู่ผู้เข้าร่วม

ในวันที่ 9-10 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดเสมือนจริงกับผู้นำจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนจากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเรียกว่า “การประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย” หรือ The Summit for Democracy

แถลงข่าวของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า “การประชุมสุดยอดจะมุ่งเน้นไปที่ความท้าทายและโอกาสที่ต้องเผชิญกับระบอบประชาธิปไตย และจะเป็นเวทีสำหรับผู้นำในการประกาศความมุ่งมั่นทั้งส่วนตัวและส่วนรวม การปฏิรูปและการริเริ่มเพื่อปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศและต่างประเทศ”

แกนหลักของการประชุมมี 3 ข้อคือ 1. ต่อต้านเผด็จการ 2. รับมือและปราบปรามการทุจริต 3. ส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน

โดยผู้นำต่างๆ จะได้รับการสนับสนุนให้ประกาศการดำเนินการเฉพาะและความมุ่งมั่นในการปฏิรูปภายในที่มีความหมายและการริเริ่มระดับนานาชาติที่นำไปสู่เป้าหมายของการประชุมสุดยอด คำมั่นสัญญาเหล่านี้จะรวมถึงการริเริ่มในประเทศและระหว่างประเทศที่ต่อต้านลัทธิเผด็จการ ต่อสู้กับการทุจริต และส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน

การประชุมครั้งนี้ เริ่มดุเดือดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนมีรายงานว่ารัฐบาลไบเดนได้เชิญไต้หวันเข้าร่วม “การประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย” ในเดือนหน้า ตามรายชื่อผู้เข้าร่วมที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร โดยกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันกล่าวว่ารัฐบาลจะมีผู้แทนจากรัฐมนตรีดิจิทัล คือออเดรย์ ถัง ( Audrey Tang) และเซียวเหม่ยฉิน (Hsiao Bi-khim) ผู้แทนไต้หวันประจำกรุงวอชิงตันเป็นตัวแทน

ไต้หวันยังขอบคุณประธานาธิบดี โจ ไบเดนที่เชิญเขาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดประชาธิปไตย โดยซาเวียร์ จาง โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวในแถลงการณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า “โดยผ่านการประชุมดังกล่าวจะทำให้ไต้หวันแสดงให้เห็นไเห็นว่าสามารถแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จในระบอบประชาธิปไตยได้”

ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที เมื่อกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวเมื่อวันพุธแถลงว่าไม่เห็นด้วยกับสหรัฐอย่างแข็งขันที่จะเชิญไต้หวันเข้าร่วม “การประชุมสุดยอดเพื่อประชาธิปไตย” ในเดือนหน้า

กระทรวงต่างประเทศของจีนยังกล่าวว่าสหรัฐ กำลังใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือในการกดขี่ประเทศอื่นๆ แบ่งแยกโลก

ในวันเดียวกับที่สหรัฐเผยรายชื่อประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดสะเทือนโลกในครั้งนรี้ ซึ่งมีรายชื่อของไต้หวันด้วยนั้น กลับไม่พบชื่อของประเทศไทย

ขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนของไทยที่เข้าร่วมคือ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย แต่ไม่สิงคโปร์

การเลือกประเทศที่จะเข้าร่วมกลายเป็นประเด็นโต้แย้งจากรัสเซียด้วย โดยชี้ว่าสหรัฐพยายามแบ่งแยกประเทศต่างๆ สะท้อนถึงความพยายามในการแยกจีนและรัสเซียให้เป็น “ฝ่ายเผด็จการ/อำนาจนิยม”

รัฐบาลรัสเซียกล่าวเมื่อวันพุธว่าการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่จัดขึ้นโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐมีเป้าหมายที่จะ “แบ่งแยกประเทศ” หลังจากที่รัสเซียไม่รวมอยู่ในรายชื่อแขก

“สหรัฐชอบที่จะสร้างเส้นแบ่งใหม่ เพื่อแบ่งประเทศออกเป็นประเทศที่ดีและไม่ดี” มิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินกล่าวกับผู้สื่อข่าว

รายชื่อประเทศทั้งหมดที่เข้าร่วมคือ แอลเบเนีย, แองโกลา, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เจนตินา, อาร์เมเนีย, ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, บาฮามาส, บาร์เบโดส, เบลเยียม, เบลีซ, บอตสวานา, บราซิล, บัลแกเรีย, กาบูเวร์ดี, แคนาดา, ชิลี, โคลอมเบีย, คอสตาริกา, โครเอเชีย, ไซปรัส, สาธารณรัฐเช็ก, สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยคองโก, เดนมาร์ก, โดมินิกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, เอกวาดอร์, เอสโตเนีย, ฟิจิ, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, จอร์เจีย, เยอรมนี, กานา, กรีซ, เกรเนดา, กายอานา, ไอซ์แลนด์, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิรัก, ไอร์แลนด์, อิสราเอล, อิตาลี, จาไมก้า, ญี่ปุ่น, เคนยา, คิริบาส, โคโซโว, ลัตเวีย, ไลบีเรีย, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มาลาวี, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, มอลตา, หมู่เกาะมาร์แชลล์, มอริเชียส, เม็กซิโก, ไมโครนีเซีย, มอลโดวา, มองโกเลีย, มอนเตเนโกร, นามิเบีย, นาอูรู, เนปาล, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, ไนเจอร์, ไนจีเรีย, มาซิโดเนียเหนือ, นอร์เวย์, ปากีสถาน, ปาเลา, ปานามา, ปาปัวนิวกินี, ปารากวัย, เปรู, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ซามัว, เซาตูเมและปรินซิปี, เซเนกัล, เซอร์เบีย, เซเชลส์, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, หมู่เกาะโซโลมอน, แอฟริกาใต้, เกาหลีใต้, สเปน, ซูรินาเม, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, ติมอร์-เลสเต, ตองกา, ตรินิแดดและโตเบโก, ตูวาลู, ยูเครน, สหราชอาณาจักร, อุรุกวัย, วานูอาตู, แซมเบีย

Photo by Brendan Smialowski / AFP

จีนเย้ยถือไพ่เหนือกว่า หลังสหรัฐขอให้ปล่อยน้ำมันสำรอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669005

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 14:44 น.จีนเย้ยถือไพ่เหนือกว่า หลังสหรัฐขอให้ปล่อยน้ำมันสำรอง สื่อของรัฐบาลจีนชี้จีนอยู่ในฐานะที่เหนือกว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกแพงจนสหรัฐทนไม่ไหว ต้องวิงวอน “อริ” ให้ช่วยปล่อยน้ำมันสำรอง

“โกลบอลไทมส์” (Global Times) สื่อแทบลอยด์ที่ได้รับการสนับสนุนรัฐจากรัฐบาลจีนกล่าวในบทบรรณาธิการเมื่อวันพุธที่ 24 พฤศจิกายนว่า สหรัฐกำลัง “หันไปขอความช่วยเหลือจากจีน” เพื่อให้ช่วยลดอัตราเงินเฟ้อด้วยการปล่อยน้ำมันสำรองบางส่วน โดยเสริมว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน แต่จีน “ได้เปรียบกว่า” “

รัฐบาลสหรัฐได้ขอให้ประเทศบริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และจีน พิจารณาปล่อยน้ำมันจำนวนหลายล้านบาร์เรลออกจากคลังสำรอยุทธศสตร์ ด้วยความพยายามที่จะลดราคาลงและกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

สำนักงานคลังสำรองของรัฐของจีนกล่าวในเวลาต่อมาว่าจีนกำลังดำเนินการปล่อยน้ำมันดิบสำรอง แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อคำขอของสหรัฐ

ต่อมา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า จีนจะปล่อยน้ำมันสำรองตามความต้องการของตน และเสริมว่าจีนมีการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันและประเทศบริโภคน้ำมัน

สหรัฐกล่าวเมื่อวันอังคารว่า จะปล่อยน้ำมันหลายล้านบาร์เรลจากแหล่งสำรองทางยุทธศาสตร์ โดยประสานงานกับจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

Global Times ซึ่งเผยแพร่โดย People’s Daily หนังสือพิมพ์อย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อที่รุนแรงกำลังคุกคามพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีไบเดนต่อแนวโน้มการเลือกตั้งกลางเทอมปีหน้า

“ผลก็คือ รัฐบาลไบเดนจะต้องหันกลับมายังจีนอีกครั้ง นี่เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน แต่จีนได้เปรียบอย่างชัดเจน” Global Times ระบุ

ขณะที่จีนแสดงท่าทีเช่นนี้ ญี่ปุ่นตัดสินใจตามคำร้องของของสหรัฐที่จะปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองออกมาเพื่อช่วยบรรเทาราคาในตลาดโลกที่สูง ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ญี่ปุ่นทำเช่นนี้

ด้านสำนักข่าว Kyodo รายงานว่า โคอิจิ ฮะงิอุดะ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันพุธว่า ญี่ปุ่นจะปล่อยน้ำมันดิบหลายแสนกิโลลิตรออกจากน้ำมันสำรองฉุกเฉิน ขณะที่ญี่ปุ่นพยายามแก้ปัญหาราคาที่สูงขึ้นควบคู่ไปกับสหรัฐ และประเทศที่ใช้พลังงานหลักอื่นๆ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ได้ประกาศมาตรการว่าจะเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นใช้น้ำมันสำรองของรัฐเพื่อลดราคาลง

“ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะดำเนินการควบคู่กับสหรัฐและขายส่วนหนึ่งของคลังน้ำมันที่รัฐเป็นเจ้าของในลักษณะที่ไม่ละเมิดกฎหมายกักคลังน้ำมัน” คิชิดะกล่าว

Photo by ROBERT SULLIVAN / AFP

สุดล้ำ! โปรตุเกสพัฒนาวัคซีนโควิดในรูปแบบ ‘โยเกิร์ต-น้ำผลไม้’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668999

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 14:15 น.สุดล้ำ! โปรตุเกสพัฒนาวัคซีนโควิดในรูปแบบ 'โยเกิร์ต-น้ำผลไม้'ทีมวิทยาศาสตร์จากโปรตุเกสพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ชนิดรับประทานได้ในรูปแบบของเหลวอย่างโยเกิร์ตหรือน้ำผลไม้

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าคณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันโพลีเทคนิคปอร์โต (IPP) ของโปรตุเกส กำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ชนิดรับประทานได้ในรูปแบบของเหลวอย่างโยเกิร์ตหรือน้ำผลไม้

รูเบน เฟอร์นานเดส ผู้ประสานงานโครงการ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซินหัวว่าวัคซีนดังกล่าวทำมาจากพืชและโปรไบโอติกที่มีจุลินทรีย์ดัดแปลงพันธุกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยปกติแล้วโปรไบโอติกเป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ทว่าในกรณีของวัคซีนชนิดนี้พวกมันถูกกระตุ้นให้ผลิตสารชนิดใหม่ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2)

“เทคโนโลยีข้างต้นไม่ได้มาแทนที่เทคโนโลยีปัจจุบัน ความตั้งใจของเราคือกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อให้วัคซีนที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เฟอร์นานเดสระบุ พร้อมเสริมว่าแนวคิดการใช้งานวัคซีนในอาหารเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่นการใช้วัคซีนในมันฝรั่งเพื่อต่อต้านโรคติดเชื้อ อาทิ บาดทะยัก คอตีบ โนโรไวรัส และตับอักเสบบี

“นอกจากมันฝรั่งแล้ว ยังมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีในข้าวและกล้วยอีกด้วย ขณะวัคซีนชนิดรับประทานได้สำหรับป้องกันโรคซาร์ส (ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง) ก็ถูกนำมาจับคู่กับมะเขือเทศเช่นกัน

เฟอร์นันเดสกล่าวว่าจนถึงขณะนี้คณะนักวิจัยทดสอบแนวคิดข้างต้นกับพืชและโปรไบโอติกที่มีแบคทีเรียบางชนิด และได้ข้อสรุปว่าเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรมนี้ได้ผลจริง ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกพืชผลที่จะนำมาดัดแปลง นอกเหนือจากการเลือกโปรไบโอติก (แบคทีเรีย) ดีที่สุดในหลอดทดลอง จากนั้นจึงนำไปทดสอบกับสัตว์เป็นลำดับถัดไป

นักวิจัยคาดว่าวัคซีนชนิดรับประทานได้จะแพร่หลายวงกว้างในช่วง 6 เดือน-1 ปีข้างหน้า ขึ้นอยู่กับเงินทุนที่จะได้รับจากอุตสาหกรรมอาหาร โดยเป้าหมายของพวกเขาคือการผลิตวัคซีนที่สามารถจำหน่ายแก่ประชาชนในรูปแบบยั่งยืนและมีราคาถูก

เฟอร์นันเดสเสริมว่าการทำให้รูปแบบการสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่ง่ายต่อการเข้าใจและใช้งาน มีข้อดีทั้งทางจริยธรรม เศรษฐกิจ และการรักษา โดยวัคซีนดังกล่าวมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่ามาก ซึ่งจะทำให้ประเทศยากจนเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

“หลายคนอาจยังคงหวาดกลัววัคซีนแบบฉีดทั่วไป แต่ผมเชื่อว่าพวกเขาจะชอบดื่มโยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติกสำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกัน” เฟอร์นันเดสกล่าวทิ้งท้าย

Photo by PATRICIA DE MELO MOREIRA / AFP

ยุโรปอาจตายเพราะโควิดถึง 2 ล้านคนในอีกไม่กี่เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668989

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ยุโรปอาจตายเพราะโควิดถึง 2 ล้านคนในอีกไม่กี่เดือนองค์การอนามัยโลกเตือนว่ายุโรปจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 เพิ่มถึง 7 แสนรายภายในเดือนมี.ค.

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนยุโรปจะยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนักหน่วงไปจนถึงต้นปีหน้า หากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไปอาจมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ในยุโรปสูงถึง 2.2 ล้านคนภายในเดือนมี.ค.

WHO ประเมินจากแนวโน้มในปัจจุบันโดยระบุว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มถึง 700,000 คนจาก 53 ประเทศในภูมิภาคยุโรปภายในวันที่ 1 มี.ค. โดยขณะนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 1.5 ล้านคน

นอกจากนี้ WHO ยังคาดว่าจะมี 49 ประเทศจาก 53 ประเทศที่ต้องเผชิญกับแรงตึงเครียดในระบบสาธารณสุขและผู้ป่วยล้นห้องไอซียู

ทั้งนี้ ยุโรปกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง เนื่องจากสายพันธุ์เดลตาและอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว โดยหลายประเทศมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ออสเตรียต้องกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้งในสัปดาห์นี้ ขณะที่เยอรมนีและเนเธอร์แลนด์พร้อมที่จะประกาศข้อจำกัดใหม่

อิตาลีจัดปาร์ตี้โควิด แพร่เชื้อเอา ‘กรีนพาส’ เลี่ยงฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668986

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 12:30 น.อิตาลีจัดปาร์ตี้โควิด แพร่เชื้อเอา 'กรีนพาส' เลี่ยงฉีดวัคซีน กลุ่มต้านวัคซีนจัดปาร์ตี้แพร่โควิดในอิตาลี มีผู้เสียชีวิต-ป่วยหนักเข้าไอซียู

เว็บไซต์ Daily Mail รายงานว่ากลุ่มต่อต้านวัคซีน (anti-vaxxers) รวมตัวกันจัด “ปาร์ตี้โคโรนาไวรัส” ในเมืองโบลซาโน ทางตอนเหนือของอิตาลี เพื่อแพร่โควิด-19 โดยหวังจะได้ “กรีนพาส” โดยไม่ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีน ซึ่งงานเลี้ยงดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และผู้ป่วยจำนวนหนึ่งต้องรักษาตัวในห้องไอซียูด้วยโรคโควิด-19

ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นชายวัย 55 ปี ซึ่งไปเสียชีวิตในออสเตรียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าเขาอาจทำงานข้ามพรมแดนจึงจำเป็นต้องมีกรีนพาส

ขณะที่มีผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 3 รายจากงานเลี้ยงดังกล่าวโดยมีเด็กรวมอยู่ด้วย 1 ราย ทั้งหมดอาการหนักและต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมี 2 รายต้องเข้าห้องไอซียู

เจ้าหน้าที่ระบุว่าประชาชนเหล่านี้เป็นกลุ่มต่อต้านวัคซีน (anti-vaxxers) ที่ต้องการติดเชื้อเพื่อขอรับกรีนพาส หรือบัตรผ่านวัคซีน ซึ่งเป็นบัตรผ่านที่ต้องใช้เมื่อเข้ารับบริการในสถานที่สาธารณะ อาทิ ร้านอาหาร ระบบขนส่งสาธารณะ โรงเรียน ตลอดจนกำหนดให้ครู นักเรียน นักศึกษา และพนักงานที่ทำงานในอิตาลีต้องมีกรีนพาส

โดยผู้ที่มีสิทธิรับกรีนพาสจะต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 ซึ่งบัตรจะมาอายุ 9 เดือน หรือหายป่วยจากโควิด-19 แล้วในกรณีนี้บัตรจะมีอายุ 6 เดือน สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือติดเชื้อสามารถรับกรีนพาสได้หากมีผลตรวจเป็นลบแต่บัตรจะมีอายุเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น และต้องจ่ายเงินหากต้องการตรวจเชื้อครั้งต่อไป

แพทริก ฟรานโซนี ผู้ประสานงานหน่วยต่อต้านโควิด-19 ในโบลซาโนกล่าวว่าหน่วยงานได้รับแจ้งหลายกรณีที่ผู้ป่วยยอมรับว่าติดเชื้อโดยเจตนา โดยพวกเขาเหล่านี้ต้องการที่จะได้รับกรีนพาสโดยไม่ต้องฉีดวัคซีน รวมถึงมีผู้ปกครองที่ต่อต้านวัคซีนบังคับให้ลูกเข้าร่วมงานปาร์ตี้เพื่อติดเชื้อและจะได้ขอรับกรีนพาสสำหรับการเข้าโรงเรียน โดยผู้เข้าร่วมงานปาร์ตี้มีการสัมผัสใกล้ชิด กอด จูบ และแบ่งปันเครื่องดื่มร่วมกับผู้ติดเชื้อ

ทั้งนี้ การจงใจแพร่เชื้อถือเป็นคดีอาชญากรรมในอิตาลีภายใต้กฎหมายฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน และจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. เป็นอย่างน้อย

โดยโบลซาโนเป็นหนึ่งในเมืองของอิตาลีที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งได้แพร่กระจายข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างออสเตรีย ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นและต้องยกระดับมาตรการคุมเข้ม

ภาพ: ผู้คนรวมตัวกันประท้วงต่อต้านการฉีดวัคซีนในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 13 พ.ย. (REUTERS/Flavio Lo Scalzo)

ฟินแลนด์ ประเทศที่คนไร้บ้านกำลังจะหายไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668946

วันที่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 09:00 น.ฟินแลนด์ ประเทศที่คนไร้บ้านกำลังจะหายไปประเทศที่เก็บภาษีสูงมากถึง 67%-25% แต่สวัสดิการพร้อมสรรพ เหมือนมีฟูกที่คอยรองรับชีวิตที่ยามที่ตกทุกข์ได้ยาก

1. รู้หรือไม่ว่าฟินแลนด์เป็นประเทศเดียวในสหภาพยุโรปที่จำนวนคนเร่ร่อนกำลังลดลงและลดลงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ตัวเลขล่าสุด มีคนไร้บ้านประมาณ 4,300 คน ณ สิ้นปี 2020 ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของโลก

2. ฟินแลนด์ได้นำนโยบาย Housing First (บ้านต้องมาก่อน) มาใช้ โดยที่หน่วยงานบริการทางสังคมจะหาบ้านให้คนไร้ที่อยู่เช่าก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อมีบ้านปัญหาต่างๆ เช่น สุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดก็จะเป็นปัญหาที่เล็กลงไป

3. นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ “บ้านต้องมาก่อน” ในปี 2551 จำนวนคนไร้บ้านในฟินแลนด์ลดลงประมาณ 30% และจำนวนคนไร้บ้านในระยะยาวลดลงมากกว่า 35% ในกรุงเฮลซิงกิไม่เหลือคนไร้บ้านที่ต้องอาศัยนอนกลางแจ้งอีกต่อไป

4. The Guardian ถึงกับชี้ว่า “นี่คือเรื่องมหัศจรรย์” ที่เมืองหลวงของฟินแลนด์ใช้วิธีแก้ปัญหาคนไร้บ้านได้อย่างเด็ดขาดและได้ผลขนาดนี้ แต่นี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เป็นวิสัยทัศน์ของผู้คนในประเทศนี้ ที่พบวิธีแก้ปัญหา “โฮมเลส” ด้วยการหาบ้านให้พวกเขาอยู่โดยเร็วที่สุดโดยไม่มีเงื่อนไข

5. การแก้ปัญหาคนไร้บ้านของประเทศอื่นๆ คือการหาที่พักชั่วคราว หรือใช้วิธีที่เรียกว่า “ลำดับขั้นบันได” นั่นคือคนไร้บ้านจะต้องไปอยู่หอรวมก่อน จากนั้นขยับเป็นห้องที่เป็นส่วนตัวขึ้นเรื่อยๆ หากพวกเขาพัฒนาศักยภาพตนเองในการเลี้ยงดูชีวิตตนเองได้

6. แต่ Housing First ไม่ได้รีรอหรือมัวแต่ตั้งเงื่อนไข พวกเขาหาบ้านให้คนไม่มีบ้านในทันที เพราะพวกเขาเชื่อว่าบ้านคือรากฐานในการแก้ปัญหาชีวิตทุกอย่าง เมื่อมีบ้านเป็นอันดับแรก ปัญหาทุกเปราะในชีวิตก็จะคลี่คลาย

7. คนไร้บ้านที่ได้รับบ้านแล้วไม่ได้อยู่ฟรีๆ แต่พวกเขาจะมีสภาพเป็นผู้เช่า เพียงแต่หน่วยงานเอกชนเพื่อสังคมจะช่วยประสานงานให้พวกเขาขอรับสวัสดิการของรัฐเพื่อนำมาใช้จ่ายเป็นค่าที่พักอาศัยและบริการอื่นๆ

8. ระบบนี้ทำงานได้ดีเพราะการประสานงานระหว่างรัฐและภาคสังคม หน่วยงานเอกชนเพื่อสังคมจะประสานงานกับรัฐโดยรับเงินอุดหนุนจากรัฐเพื่อสร้างที่บ้านให้คนไร้บ้าน เมื่อเสร็จแล้วก็ทำงานประสานงานต่อในลักษณะเหมือน “นิติบุคคล” ของหมู่บ้านหรือคอนโด

9. ด้วยวิธีนี้ องค์กรพัฒนาเอกชนจะได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย นอกจากนี้รัฐจะจ่ายเงินให้นักสังคมสงเคราะห์ที่ดูแลคนจรจัดและผู้เช่าในอนาคต ในทางกลับกัน สำนักงานสลากกินแบ่งฟินแลนด์สนับสนุนอีกทางหนึ่งด้วย

10. นอกจากองค์การพัฒนาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลกลางให้เป็นผผู้ใหบริการบ้านกับคนไร้บ้าน เงินอุดหนุนเหล่านี้เป็นแรงกระตุ้นให้ท้องถิ่นร่วมแก้ปัญหา โดยรวมถึงรัฐบาลกลางเป็นเจ้าภาพ ท้องถิ่นและเอ็นจีโอประสานงาน ส่วนคนไร้บ้านได้รับโอกาส และหากชีวิตมั่นคงพอพวกเขายังเลือกที่จะช่วยอุดหนุนโครงการด้วยก็ได้

11. Housing First ใช้เงินไป 250 ล้านยูโรเพื่อสร้างบ้านใหม่และจ้างพนักงานช่วยเหลือพิเศษ 300 คน แต่ผลการศึกษาพบว่าเป็นการลงทนที่คุ้มค่า เพราะช่วยประหยัดงบด้านการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน บริการทางสังคม และระบบยุติธรรม รวมกันได้มากถึง 15,000 ยูโรต่อปีต่อคนไร้บ้าน 1 คน

12. ทั้งหมดนี้ ต้องเริ่มจากหลักการที่ชัดเจน รัฐธรรมนูญแห่งฟินแลนด์กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ “ส่งเสริมสิทธิของทุกคนในการอยู่อาศัย” และรัฐธรรมนูญยังให้สิทธิพลเมืองฟินแลนด์ “ได้รับสิทธิในการยังชีพและการดูแลที่ขาดไม่ได้” หากจำเป็น เมื่อบวกกับแคมเปญหาบ้านให้เร็วที่สุดให้คนไรบ้าน ปัญหานี้จึงเริ่มสูญพันธุ์ไปในฟินแลนด์

AFP PHOTO / PHILIPPE LOPEZ