ทำไมลิทัวเนียหักจีน? กับชนวนสงครามเย็นจีน-สหรัฐในยุโรป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668748

วันที่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 11:40 น.ทำไมลิทัวเนียหักจีน? กับชนวนสงครามเย็นจีน-สหรัฐในยุโรปไต้หวันเป็นเหตุ จีดลดสัมพันธ์ลิทัวเนีย สหรัฐเข้าเสียบแทน มันเกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างลิทัวเนีย จีน ไต้หวัน และสหรัฐ?

1. ลิทัวเนียเคยเสียเอกราชและถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตมาก่อน แต่ทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ต่างไม่ยอมรับการผนวกลิทัวเนียเข้ากับสหภาพโซเวียต จนกระทั่งลิทัวเนียได้รับเอกราชอีกครั้งหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในปี 1992 จึงมีการเปิดสถานทูตของสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในกรุงวิลนีอุส และในปี 1995 สถานทูตลิทัวเนียได้ก่อตั้งขึ้นในกรุงปักกิ่ง

2. จนกระทั่งเข้าสู่ยุค “สงครามการค้า” และ “สงครามเย็นครั้งใหม่” ระหว่างจีนกับสหรัฐ ความสัมพันธ์ของจีนและลิทัวเนียก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าประเทศเล็กๆ อย่างลิทัวเนียจะลุกขึ้นมาท้าทายจีนอยย่างตรงไปตรงมา ในช่วงเวลาประเทศที่ใหญ่กว่าและทรงอิทธิพลมากกว่าในยุโรป “โอ๋จีน”ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ

3. ความสัมพันธ์ของลิวทัวเนีย-จีน สั่นคลอนอย่างหนัก ในเดือนมิถุนายน 2020 ลิทัวเนียคัดค้านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงอย่างเปิดเผยในแถลงการณ์ที่มีไปถึงที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2021รัฐสภาลิทัวเนียยังได้ผ่านมติที่ยอมรับการว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกูร์และเรียกร้องให้รัฐบาลของจีนเพิกถอนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกง

4. ทางการจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นบัญชีดำนักการมืองลิทัวเนียบางคน แต่สถานการณ์ยิ่งเสื่อมทรามลงไปเมื่อกรณีไต้หวันเข้ามาพัวพัน ในเดือนสิงหาคม 2021 รัฐบาลไต้หวันได้เปิดสำนักงานตัวแทนในกรุงวิลนีอุสภายใต้ชื่อ “ไต้หวัน” ซึ่งเป็นสำนักงานผู้แทนไต้หวันแห่งแรกภายใต้ชื่อนี้ในยุโรป และสำนักงานลิทัวเนียในไทเปจะเปิดทำการภายในสิ้นปี 2021

5. นี่เป็นเรื่องที่ใหญ่มากเพราะเพื่อธำรงนโยบาย “จีนเดียว” นานาประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไต้หวันที่อนุญาตให้มีสำนักงานผู้แทนของไต้หวันได้นั้นจะต้องใช้ชื่อสำนักงานว่า “ไทเป” (เช่น สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย) การใช้ชื่อไต้หวันแทนไทเปบ่งชี้ถึงความเป็นเอกเทศและเอกราชของไต้หวัน และยิ่งทำให้สถานะของ “สำนักงานไทเป” เป็นสถานทูตโดยพฤตินัยของไต้หวันมากขึ้น ซึ่งจีนยอมรับไม่ได้

6. เพื่อเป็นการตอบโต้ ในเดือนสิงหาคม จีนได้เรียกตัว เซินจื้อเฟย เอกอัครราชทูตของจีนในวิลนีอุสกลับประเทศ และเรียกร้องให้ลิทัวเนียเรียกคืนเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง คือ ดิอานา มิกเควิเชียเน กลับประเทศไป ซึ่งนทางปฏิบัติเท่ากับเป็นการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตนั่นเอง นอกจากนี้การค้าระหว่างสองประเทศก็หยุดชะงักลงอย่างรุนแรงเช่นกัน

7. ไต้หวันเปิดสถานทูตโดยพฤตินัยในลิทัวเนียในวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน โดยกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันกล่าวว่าการเปิดสำนักงานจะ “เป็นการเปิดศักราชใหม่และนวทางอันมีความหวัง” สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับลิทัวเนีย

8. แน่นอนว่าจีนมีปฏิกริยาที่รุนแรง กระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็น “การแทรกแซงที่หยาบคาย” ต่อกิจการภายในของประเทศจีน และกล่วว่า “ฝ่ายลิทัวเนียมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผลที่ตามมาทั้งหมดที่เกิดขึ้น” แถลงการณ์ระบุยังระบุว่า “เราเรียกร้องให้ฝ่ายลิทัวเนียแก้ไขการตัดสินใจที่ผิดพลาดทันที”

9. จ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนจะใช้ “มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด” เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ หลังจากที่ลิทัวเนียอนุญาตให้ไต้หวันเปิดสถานทูตโดยพฤตินัย และกล่าวว่า “ลิทัวเนียต้องโทษตัวเองเท่านั้น และจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป”

10. ในทันที วันเดียวกันนั้น (18 พฤศจิกายน) ลิทัวเนียก็ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐอยางไม่มีรีรอ โดย เอารีเน อาร์โมทไนเท รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของลิทัวเนียกล่าวกับรอยเตอร์หลังจากได้รับคำเตือนจากจีนว่าลิทัวเนียจะลงนามในข้อตกลงสินเชื่อเพื่อการส่งออกมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐ

11. ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐแอนโทนี บลินเกน ได้พูดคุยกับกาเบรียลเลียส ลันด์สแบร์กิส รัฐมนตรีต่างประเทศลิทัวเนียเมื่อเดือนสิงหาคม และตกลงใน “การดำเนินการประสานงานระดับทวิภาคี” เพื่อช่วยให้ประเทศทนต่อแรงกดดันจากจีน

12. “เราคิดว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัฐประชาธิปไตยนั้นมีเสถียรภาพและยั่งยืนมากกว่า ความสัมพันธ์แบบนี้ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม ดังนั้นความสัมพันธ์แบบนี้จึงตอบสนองผลประโยชน์ของลิทัวเนียได้ดีขึ้น” ลันด์สแบร์กิส กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวิลนีอุสเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน

13. วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน อุซรา เซยา รัฐมนตรีช่วยวาการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศลิทัวเนียในการแถลงข่าวในกรุงวิลนีอุสว่า “เราปฏิเสธความพยายามของประเทศอื่นที่จะเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของอธิปไตยของลิทัวเนียในการกระชับความร่วมมือกับไต้หวันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” และ “เราขอยืนยันอีกครั้งว่าเราสนับสนุนหุ้นส่วนและพันธมิตรของ NATO และสหภาพยุโรปอันทรงคุณค่าของเรา”

14. วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน กระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการฑูตกับลิทัวเนียอย่างเป็นทางการเป็นระดับ “charge d’affaires” (อุปทูตรักษาราชการสถานเอกอัครราชทูต กล่าวว่า “รัฐบาลจีนต้องลดความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างสองประเทศ… เพื่อปกป้องอธิปไตยและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

15. จีนยังเตือนอีกครั้งว่า “รัฐบาลลิทัวเนียต้องรับผลที่ตามมาทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากสิ่งนี้” ถ้อยแถลงระบุ และเสริมว่า การกระทำของลิทัวเนีย “สร้างแบบอย่างที่ไม่ดีในเวทีระหว่างประเทศ”

16. วันเดียวกันนั้น กระทรวงการต่างประเทศลิทัวเนียกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เสียใจ” ที่จีนตัดสินใจลดระดับความสัมพันธ์ทางการฑูตโดยกล่าวว่า “ลิทัวเนียยืนยันการยึดมั่นในนโยบาย ‘จีนเดียว’ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสิทธิที่จะขยายความร่วมมือกับไต้หวัน” รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานที่ไม่ใช่ทางการทูต

Photo by PETRAS MALUKAS / AFP

ทำไมจู่ๆ โควิดจึงแทบจะหายไปจากญี่ปุ่น? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668736

วันที่ 21 พ.ย. 2564 เวลา 10:02 น.ทำไมจู่ๆ โควิดจึงแทบจะหายไปจากญี่ปุ่น?หลังจากเผชิญกับการระบาดที่หนักพอๆ กับประเทศอื่นๆ รวมถึงการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า แต่แล้วตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมยอดผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นก็ลดลงแบบเหลือเชื่อ

1. รายงานจาก The Japan Times – สามเดือนหลังจากสายพันธุ์เดลต้าทให้เกิดการติดเชื้อเกือบ 26,000 รายในญี่ปุ่น ในเวลานี้การติดเชื้อรายใหม่ในญี่ปุ่นลดลงต่ำกว่า 200 ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สำคัญคือไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในวันที่ 7 พ.ย. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน

The Japan Times รายงานวาผู้เชี่ยวชาญชี้ถึงเหตุผลต่างๆ นานาถึงการหายไปของยอดผู้ติดเชื้อ คาดว่าอาจเกี่ยวกับอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงที่ 75.7% (ตัวเลขวันที่ 17 พฤศจิกายน) แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ฟังแล้วอาจเหลือเชื่อแต่ก็สมเหตุสมผลจากอิตุโระ อิโนอุเอะ ศาสตราจารย์แห่งสถาบันพันธุศาสตร์แห่งชาติ

อิโนอุเอะชี้ว่าสายพันธุ์เดลตาในญี่ปุ่นสะสมการกลายพันธุ์มากเกินไปในโปรตีนที่ช่วยการแก้ไขข้อผิดพลาดของไวรัสที่เรียกว่า nsp14 ไวรัสจึงพยายามซ่อมแซมข้อผิดพลาดให้ทันเวลา แต่ในท้ายที่สุดแล้วนำไปสู่ “การทำลายตนเอง” ของไวรัส

นอกจากนี้ The Japan Times ยังอ้างการศึกษาที่พบว่าผู้คนในเอเชียมีเอนไซม์ป้องกันที่เรียกว่า APOBEC3A ที่โจมตีไวรัส RNA รวมทั้งไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทำให้เกิด COVID-19 มากกว่าเมื่อเทียบกับคนในยุโรปและแอฟริกา นักวิจัยจากสถาบันพันธุศาสตร์แห่งชาติและมหาวิทยาลัยนีงาตะ จึงทำการศึกษาว่าโปรตีน APOBEC3A ส่งผลต่อโปรตีน nsp14 อย่างไรและสามารถยับยั้งการทำงานของโคโรนาไวรัสได้หรือไม่

2. รายงานจาก BBC ในรายงานที่ชื่อ “ญี่ปุ่น: จากความลังเลในวัคซีนสู่ความสำเร็จของวัคซีน” พยายามอธิบายว่าการที่โควิด-19 แทบจะหายไปจากญี่ปุ่น (เมื่อเทียบกับการระบาดหนักหน่วงก่อนหน้านี้) เป็นผลมาจากความสำเร็จในเรื่องการระดมฉีดวัคซีน

รายงานชี้ว่า เมื่อย้อนกลับไปช่วงที่เหลือเวลาอีกเพียง 7 สัปดาห์ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก มีเพียง 3.5% ของประชากรญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วน เมื่อเริ่มโอลิมปิกการฉีดวัคซีนในญี่ปุ่นก็ยังล้มลุกคลุกคลาน แต่เมือ่ผ่านไป 6 เดือนอัตราการฉีดวัคซีนครบถ้วนเพิ่มขึ้นเกือบ 76%

BBC สัมภาษณ์ ศ. เคนจิ ชิบุยะ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของมูลนิธิโตเกียวเพื่อการวิจัยเชิงนโยบาย ที่กล่าวว่าช่วงแรกๆ วัคซีนขาดแคลนจริง แต่มันทำให้ผู้สูงอายุที่เห็นคนวัยเดียวกันล้มตายในประเทศอื่นๆ เริ่มไม่ลังเลและแห่กันไปฉีดวัคซีนทำให้เกิดแรงหนุนของการฉีดวัคซีนในระยะต่อมา

แต่มันน่าจะมีสาเหตุอื่นด้วย ศ. เทะซึโอะ ฟุคาวะ นักสังคมวิทยาที่สถาบันสวัสดิการอนาคต ชี้ว่าอาจมีความเชื่อมโยงระหว่างอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ของญี่ปุ่นที่ต่ำ อายุขัยยืนยาว และอัตราโรคอ้วนที่ต่ำ โดยคนญี่ปุ่นเพียง 3.6% จัดว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งต่ำที่สุดในโลก

ศ. ฟุคาวะเปรียบเทียบอายุขัย โรคอ้วน และอัตราการเสียชีวิตจากโควิดใน 9 ประเทศ ผลลัพธ์คือประเทศที่มีอัตราโรคอ้วนต่ำมีอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 น้อยกว่า

Photo by Philip FONG / AFP

เตือนโรคจากเชื้อโคโรนาไวรัสครั้งต่อไปอาจมาจากหนู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668711

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 17:33 น.เตือนโรคจากเชื้อโคโรนาไวรัสครั้งต่อไปอาจมาจากหนูนักวิทยาศาสตร์พบหนูอาจมีเชื้อโคโรนาไวรัสแต่ไม่แสดงอาการจนกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อแล้วแพร่สู่มนุษย์

ผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Computational Biology เตือนว่า หนูอาจมีเชื้อโคโรนาไวรัสคล้ายโรคซาร์ส (SARS) แต่ไม่แสดงอาการป่วย มันจึงกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อแล้วแพร่มาสู่มนุษย์ หรือพูดอีกอย่างคือ โรคระบาดจากเชื้อโคโรนาไวรัสครั้งต่อไปอาจมาจากหนู

ฌอน คิง นักชีววิทยาโมเลกุล และโมนา ซิงห์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน วิเคราะห์ยีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายสปีชีส์ โดยศึกษาตัวรับ ACE2 ที่เชื้อโคโรนาไวรัสใช้เป็นช่องทางในการเข้าสู่เซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

พบหลักฐานว่าสัตว์ฟันแทะบางสปีชีส์ในอดีตเคยสัมผัสกับเชื้อโคโรนาไวรัสคล้ายซาร์ส์หลายครั้งซึ่งทำให้พวกมันมีภูมิคุ้มกันเชื้อโรคนี้หลังจากติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าสัตว์ฟันแทะ อาทิ หนู อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่สามารถแพร่สู่มนุษย์

การศึกษาพบอีกว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูลลิงและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสปีชีส์อื่นๆ ยังไม่มีการปรับตัวของ ACE2 ซึ่งทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้เสี่ยงติดโรคจากเชื้อโคโรนาไวรัส

REUTERS/Christian Hartmann/File Photo

ไทยรั้งท้ายอาเซียน เป็นประเทศที่มีทักษะภาษาอังกฤษต่ำมาก 3 ปีซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668708

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 16:29 น.ไทยรั้งท้ายอาเซียน เป็นประเทศที่มีทักษะภาษาอังกฤษต่ำมาก 3 ปีซ้อนทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่ในระดับต่ำมากเช่นเดียวกับเมียนมาและกัมพูชา

สถาบันภาษา EF เผยผลการจัดอันดับทักษะความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ (EF English Proficiency Index) ปี 2021 ซึ่งเก็บข้อมูลและจัดอันดับจากผลทดสอบทักษะความสามารถของผู้ร่วมทำแบบทดสอบกว่า 2 ล้านคน จาก 112 ประเทศ/ดินแดนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก

พบว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษต่ำมาก (Very low proficiency) เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยปีนี้ไทยอยู่ในอันดับ 100 (419 คะแนน) รั้งท้ายอาเซียน

EF ให้นิยามของคำว่า ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษต่ำมากไว้ว่า สามารถแนะนำตัวเองแบบง่ายๆ (ชื่อ อายุ ประเทศบ้านเกิด) เข้าใจสัญลักษณ์ง่ายๆ และสามารถบอกทางเบื้องต้นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้

ส่วนอันดับ 1 ของอาเซียนได้แก่ สิงคโปร์ และอยู่ในอันดับ 4 ของโลก (635 คะแนน) เป็นประเทศที่มีทักษะความสามารถสูงมาก (Very High Proficiency) และเป็นเพียงประเทศเดียวจากเอเชียที่ติดท็อป 10 ของตาราง

ฟิลิปปินส์รั้งอันดับ 18 (592 คะแนน) และอันดับที่ 2 ของอาเซียน ตามมาด้วยมาเลเซีย อันดับ 28 (562 คะแนน) เวียดนาม อันดับ 66 (486 คะแนน) อินโดนีเซีย อันดับ 80 (466 คะแนน) เมียนมา อันดับ 93 (429 คะแนน) กัมพูชาอันดับ 97 (423 คะแนน) โดยทั้งเมียนมาและกัมพูชาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทักษะความสามารถภาษาอังกฤษต่ำมากเช่นเดียวกับไทย ส่วนบรูไนและลาว ไม่ได้รับการจัดอันดับ

ส่วนอันดับ 1 ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (663 คะแนน) ซึ่งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่เนเธอร์แลนด์ครองแชมป์ ตามมาด้วยออสเตรีย (641 คะแนน) เดนมาร์ก (636 คะแนน)

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

นักข่าวจีนโพสต์รูปถ่ายเผิงซ่วยนักเทนนิสจีนที่หายตัวเงียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668713

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 15:30 น.นักข่าวจีนโพสต์รูปถ่ายเผิงซ่วยนักเทนนิสจีนที่หายตัวเงียบท่ามกลางความกังขาของชาวโลกต่อการหายตัวไปของเผิงซ่วยนักข่าวจีนรายหนึ่งนำภาพที่อ้างว่าเป็นปัจจุบันของเธอมาโพสต์

สำนักข่าว AFP รายงานว่า นักข่าวของรัฐบาลจีนรายหนึ่งนำภาพที่ไม่สามารถระบุได้ว่าถ่ายเมื่อใดของ เผิงซ่วย นักเทนนิสหญิงชาวจีนที่หายตัวไปหลังเปิดเผยว่าเธอถูกจางเกาลี่ อดีตรองนายกรัฐมนตรีของจีนบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ มาแชร์ในโลกโซเชียล

เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ @shen_shiwei ที่ระบุว่าเป็นสื่อในเครือรัฐบาลจีนโพสต์ภาพซึ่งไม่ลงวันที่ของเผิงซ่วย 4 ภาพเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (19 พ.ย.) โดยระบุว่า ภาพเหล่านี้ถูกแชร์ใน WeChat Moments ของเผิงซ่วยเพื่ออวยพรให้ผู้ติดตามของเธอมีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี

ในภาพเผิงซ่วยกำลังยิ้มให้กล้องขณะกำลังอุ้มแมวโดยมีตุ๊กตา ถ้วยรางวัล ธงชาติจีน และประกาศนียบัตรอยู่ด้านหลัง อีกภาพหนึ่งเผิงซ่วยเซลฟีกับตัวการ์ตูนแพนด้าจากแอนิเมชั่นเรื่อง Kung Fu Panda โดยมีภาพของหมีพูห์อยู่ด้านหลัง

ทั้งนี้ ตัวการ์ตูนหมีพูห์ถูกทางการจีนเซ็นเซอร์เนื่องจากมีคนวิจารณ์ว่าตัวการ์ตูนหมีสีเหลืองนี้คล้ายกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

นอกจากนี้ หูซีจิ้น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเผยถึงเผิงซ่วยว่า “ไม่กี่วันมานี้เธออยู่บ้านอย่างเป็นอิสระและไม่ต้องการถูกรบกวน เธอจะปรากฏตัวต่อสาธารณชนและเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่างเร็วๆ นี้”

หูยังเผยอีกว่า เขาได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวว่าภาพของเผิงซ่วยที่นักข่าวรายหนึ่งที่ทำงานในสื่อของรัฐบาลนำมาแชร์ในทวิตเตอร์เป็นภาพปัจจุบันของเผิงซ่วย

Shen Shiwei/Twitter/via REUTERS, REUTERS/Tim Wimborne/File Photo

แฉอดีตนายกฯ มาเลย์ขอบ้าน-ที่ดินหลวงเกือบ 800 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668699

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 13:30 น.แฉอดีตนายกฯ มาเลย์ขอบ้าน-ที่ดินหลวงเกือบ 800 ล้านบาทชาวมาเลย์เดือด อดีตนายกฯ นาจิบ ราซัก ขอบ้าน-ที่ดินหลวงมูลค่าเกือบ 800 ล้านบาทตอบแทนการทำงาน

สำนักข่าว AP รายงานว่า อดีตนายกรัฐมนตรี นาจีบ ราซัก ของมาเลเซียถูกแฉกลางสภาว่า ได้ร้องขอบ้านและที่ดินมูลค่าราว 100 ล้านริงกิต หรือ 788 ล้านบาทจากรัฐบาลเป็นรางวัลตอบแทนการทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะถูกศาลตัดสินจำคุกในข้อหาทุจริตก็ตาม

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาโดยอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่ตั้งคำถามในที่ประชุมสภาว่า จริงหรือไม่ที่รัฐบาลจะอนุมัติคำขอของนาจิบซึ่งถูกกล่าวหาในคดีคอร์รัปชันเกี่ยวข้องกับโครงการกองทุนแห่งชาติ 1MDB

ซาฟรุล อาซิซ รัฐมนตรีกระทรวงการเงินยืนยันว่า นาจิบยื่นคำร้องขอจริง ทว่าไม่ได้เผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่นายกรัฐมนตรี อิสมาอิล ซาบรี ยาค็อบ ไม่ให้ความเห็นเรื่องนี้

ด้านนาจิบโต้ว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ฐานะอดีตผู้นำประเทศ “รัฐบาลเสนอที่ดิน 3 แปลงให้ผมเลือก ผมเลยเลือก 1 แปลง…ส่วนบ้านพักเป็นสิ่งที่รัฐบาลมอบให้อดีตนายกรัฐมนตรีทุกคนอยู่แล้ว”

นาจิบกล่าวอีกว่า มูลค่าบ้านและที่ดิน 100 ล้านริงกิตนั้นมาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่ต้องการทำลายชื่อเสียงของเขาและพรรคก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นในรัฐมะละกาซึ่งมีขึ้นในวันนี้ (20 พ.ย.)

ส่วน อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านเผยว่า หากคณะรัฐมนตรีอนุมัติคำขอดังกล่าวจะเป็นเรื่อผิดศีลธรรมและน่ารังเกียจมาก เนื่องจากนาจิบถูกตัดสินจำคุก 12 ปีเมื่อปีที่แล้วในข้อหาทุจริตโครงการฉาว 1MDB และยังอยู่ระหว่างถูกพิจารณาคดีข้อหาคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้อีกหลายคดี

AFP PHOTO / NOEL CELIS

หุ้น Alibaba ร่วงเกือบ 11% หลังผลประกอบการต่ำกว่าคาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668693

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 11:40 น.หุ้น Alibaba ร่วงเกือบ 11% หลังผลประกอบการต่ำกว่าคาดตลอดทั้งปีนี้ หุ้น Alibaba ร่วงราว 40% มูลค่าของบริษัทหายไปกว่า 234,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักข่าว CNN รายงานว่า หุ้นของ Alibaba ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันศุกร์ (19 พ.ย.) ดิ่งลง 10.7% หนักที่สุดนับตั้งแต่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อปี 2019 หลังจากผลประกอบการณ์ต่ำกว่าที่คาดเนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว บวกกับการปราบปรามธุรกิจเทคอย่างหนักของรัฐบาลจีน

เมื่อวันพฤหัสบดี (18 พ.ย.) หุ้นของ Alibaba ในวอลล์สตรีทก็ร่วงเช่นกันหลังบริษัทประกาศผลประกอบการรายไตรมาสที่น่าผิดหวังและเตือนว่าผลประกอบการตลอดทั้งปีนี้อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ยอดขายของ Alibaba ในไตรมาสที่แล้วเติบโต 29% มาอยู่ที่ 31,100 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่วอลล์สตรีทคาดไว้ว่าจะทำรายได้ 32,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกำไรต่อหุ้นลดลงถึง 38% จากเมื่อ 1 ปีก่อนและต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

Alibaba เผยว่า ยอดขายสำหรับไตรมาสปัจจุบันน่าจะเพิ่มขึ้น 20-23% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเติบโตเกือบ 28%

ในรายงานผลประกอบการ Alibaba ระบุว่าบริษัทกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาลซึ่งกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท และกฎเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค

ขณะที่ธุรกิจคลาวด์ยังทำรายได้ที่ดีให้บริษัทโดยรายได้เติบโตจากปีก่อนถึง 33%

การประกาศผลประกอบการของ Alibaba เกิดขึ้น 1 สัปดาห์หลังจากจบเทศกาลช็อปออนไลน์ครั้งใหญ่ประจำปีอย่างวันคนโสด (Singles Day) ซึ่งปีนี้ทำยอดขายได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบรรยากาศการคุมเข้มธุรกิจเทคของรัฐบาล

นอกจากนี้ Alibaba ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างดุเดือดจากคู่แข่งและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว

แดเนียล จาง ประธานและซีอีโอ Alibaba เผยว่า ผลพวงจากเศรษฐกิจ บวกกับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นล้วนกระทบกับธุรกิจค้าขายของ Alibaba ในจีน และกล่าวอีกว่าสินค้าประเภทเสื้อผ้าและสินค้าทั่วไปมีการชะลอตัว ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเฟอร์นิเจอร์ยังดีอยู่

REUTERS/Aly Song/File Photo

สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง! กมลา แฮร์ริส เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้อำนาจประธานาธิบดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668690

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 10:33 น.สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง! กมลา แฮร์ริส เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้อำนาจประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส กลายเป็นผู้หญิงคนแรกของสหรัฐที่ได้รับอำนาจประธานาธิบดี เพิ่มเติมจากการเป็นผู้หญิงคนแรก ผู้หญิงเอเชียผิวสีคนแรกที่ได้เป็นรองประธานาธิบดีของสหรัฐ

สำนักข่าว CNN รายงานว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้มอบอำนาจของประธานาธิบดีให้แก่ กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีเป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 1 ช่วโมง 25 นาที ในขณะที่ไบเดนเข้าตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องซึ่งต้องดมยาสลบ

เจน พซากี โฆษกทำเนียบขาวเผยว่า รองประธานาธิบดีจะทำงานจากห้องทำงานของเธอในปีกตะวันตกของทำเนียบขาวในขณะที่ไบเดนดมยาสลบ

ไบเดนซึ่งเพิ่งอายุครบ 79 ปีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเดินทางไปยังศูนย์การแพทย์ วอลเตอร์ รี้ด เพื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับประธานาธิบดีซึ่งถือเป็นครั้งแรกของไบเดนหลังเข้ารับตำแหน่งในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐสมัยรกที่มีอายุมากที่สุด

ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่รองประธานาธิบดีจะรับอำนาจของประธานาธิบดีชั่วคราวในขณะที่ประธานาธิบดีต้องเข้ารับการตรวจรักษาที่ต้องดมยาสลบ โดยก่อนหน้านี้รองประธานาธิบดี ดิก เชนีย์ ในขณะนั้นเคยรับอำนาจประธานาธิบดีหลายครั้ง ในช่วงที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในขณะนั้นเข้ารับการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงได้รับอำนาจสูงสุดนี้

REUTERS/Gaelen Morse

รถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ได้คะแนนความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภครั้งท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668665

วันที่ 19 พ.ย. 2564 เวลา 18:04 น.รถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ได้คะแนนความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภครั้งท้ายรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ซึ่งเป็นที่นิยมและขายดีกลับสอบตกด้านความน่าเชื่อถือจากการประเมินของผู้บริโภค

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รายงานความน่าเชื่อถือของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐขององค์กรไม่แสวงกำไร Consumer Reports ประจำปีนี้พบว่า รถยนต์ไฟฟ้าจากบริษัท Tesla (เทสลา) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกรั้งอันดับที่ 27 จากทั้งหมด 28 แบรนด์ โดยรถยนต์ยี่ห้อ Lincoln (ลินคอร์น) ของ Ford Motor (ฟอร์ด มอเตอร์) รั้งท้ายตาราง

ขณะที่ Lexus (เล็กซัส) แบรนด์หรูของ Toyota (โตโยต้า) คือผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ตามด้วย Mazda (มาสด้า) และ Toyota

เจค ฟิชเชอร์ ประธานฝ่ายทดสอบรถยนต์ของ Consumer Reports เผยต่อสมาคมสื่อรถยนต์ดีทรอยต์ว่า ปัญหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความไม่เสถียรโดยรวมของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบอเนกประสงค์ หรือ SUVs ซึ่งรั้งท้ายตารางในแง่ของความน่าเชื่อถือ

ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า SUVs มีเพียงรถยนต์รุ่น Mustang Mach-E ของ Ford Motor เท่านั้นที่ทำคะแนนความน่าเชื่อถือสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนรถเก๋ง Tesla Model 3 มีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับกลางๆ แต่รุ่นอื่นๆ ของ Tesla ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

ฟิชเชอร์เผยว่า รถยนต์ไฟฟ้า SUVs Model Y ซึ่งเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของ Tesla มีปัญหาชิ้นส่วนตัวถังประกอบไม่ดี มีรอยรั่ว และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบควบคุมอุณหภูมิในรถ ส่วนรุ่นใหญ่กว่าอย่าง Model X ยังคงมีปัญหากับประตูปีกนก

Consumer Reports วิจารณ์ระบบออโตไพลอตและระบบไร้คนขับของ Tesla มาตลอด และในรายงานล่าสุดทางองค์กรยังกังวลว่า ผู้ขับขี่จะพึ่งพาเทคโนโลยีที่ไม่สามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากเกินไป แต่ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลกับคะแนนความน่าเชื่อถือ

“ระบบไร้คนขับไม่ใช่ระบบไร้คนขับเต็มร้อย” ฟิชเชอร์กล่าว “มันเป็นแค่ฟีเจอร์ที่สร้างความสะดวกเท่านั้น” และกล่าวอีกว่า ระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่ปัญหาหลักที่ผู้บริโภครายงาน แต่เป็นปัญหาอื่น

ส่วนแบรนด์ที่มีคะแนนสูงสุดในภาพรวมของการประเมินคือ Lexus และ 8 ใน 10 ของแบรนด์ที่ได้คะแนนสูงสุดมาจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น

ทั้งนี้ Consumer Reports รวบรวมข้อมูลจากการสำรวจรถยนต์ราว 369,000 จากรุ่นปี 2000-2021 โดยครอบคลุมผู้ผลิตรถยนต์ 28 ราย รถยนต์ 144 รุ่น

REUTERS/Francois Lenoir/File Photo

ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันอาจต้องกลับประเทศ หากไม่ผ่านคัดกรองจากสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668661

วันที่ 19 พ.ย. 2564 เวลา 17:05 น.ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันอาจต้องกลับประเทศ หากไม่ผ่านคัดกรองจากสหรัฐสหรัฐพิจารณาส่งผู้ลี้ภัยบางส่วนกลับอัฟกานิสถานหากไม่ผ่านการตรวจสอบคัดกรองที่เข้มงวด

CNN รายงานว่าความโกลาหลในอัฟกานิสถานเมื่อเดือนส.ค. หลังจากที่กลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองประเทศได้สำเร็จ ส่งผลให้มีชาวอัฟกานิสถานหลายหมื่นคนอพยพลี้ภัยออกนอกประเทศ โดยราว 70,000 คนเดินทางสู่สหรัฐ

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สหรัฐเผยว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาที่จะส่งผู้ลี้ภัยบางส่วนกลับอัฟกานิสถาน หากไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบและคัดกรองด้านความมั่นคงเพื่อย้ายเข้าสหรัฐ แม้ว่าการส่งกลับประเทศจะเป็นทางเลือกเดียว แต่มันติดอยู่กับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน และกฎหมายระหว่างประเทศที่ห้ามที่ห้ามบังคับส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศบ้านเกิด

โดยขณะนี้มีผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อยที่ถูกส่งตัวไปยังฐานทัพบอนด์สตีลในโคโซโวเพื่อรับการตรวจสอบเพิ่มเติม ท่ามกลางความหวาดกลัวของบรรดาผู้ลี้ภัย ซึ่งหลายคนไม่ทราบว่าทำไมเขาจึงถูกส่งตัวไปที่นั่น ต้องอยู่ที่นั่นนานแค่ไหน และยังกังวลว่าพวกเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”

แหล่งข่าวระบุว่ามีผู้ลี้ภัยราว 200 คนที่ถูกส่งตัวมายังฐานทัพแห่งนี้ ซึ่งสหรัฐตกลงกับรัฐบาลโคโซโวว่าจะให้พวกเขาอยู่ที่นั่นไม่เกิน 1 ปี อย่างไรก็ตามผู้ลี้ภัยส่วนหนึ่งที่ถูกส่งตัวมาได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบคัดกรองและถูกส่งต่อไปยังสหรัฐแล้ว และจนถึงสัปดาห์ที่แล้วยังไม่มีผู้ลี้ภัยคนใดที่ถูกพิจารณาว่าไม่ผ่าน

แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าสหรัฐจะดำเนินการอย่างไรหากมีผู้ลี้ภัยที่ไม่ผ่านการคัดกรองสำหรับการลี้ภัยไปยังสหรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่และนักการเมืองสหรัฐบางส่วนกังวลว่าพวกเขาจะถูกลอยแพ

เอมิลี ฮอร์น โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐกล่าวว่า “ชาวอัฟกันทุกคนที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและคัดกรองด้านความมั่นคงก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสหรัฐ บางคนอาจถูกประทับตราจากหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย สำนักข่าวกรอง หรือเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐสำหรับการตรวจสอบคัดกรองเพิ่มเติม นั่นหมายความว่าระบบของเรากำลังทำงาน”

Photo by KARIM JAAFAR / AFP