วิจัยชี้ตลาดในเมืองอู่ฮั่นน่าจะเป็นต้นตอโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668659

วันที่ 19 พ.ย. 2564 เวลา 15:51 น.วิจัยชี้ตลาดในเมืองอู่ฮั่นน่าจะเป็นต้นตอโควิดชื่อของตลาดหัวหนานในเมืองอู่ฮั่นของจีนถูกพูดถึงอีกครั้งว่าน่าจะเป็นต้นตอของ Covid-19

นักวิจัยพบผู้ติดเชื้อรายแรกคือผู้ค้าที่ตลาดแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่นของจีน ไม่ใช่นักบัญชีที่อยู่ห่างจากตลาดอย่างที่เข้าใจก่อนหน้านี้

การศึกษาของ ไมเคิล วอรอบีย์ หัวหน้าภาควิชานิเวศวิทยาและชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาของสหรัฐ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า ตลาดสดแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่นของจีนน่าจะเป็นต้นตอของการระบาดของ Covid-19 เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อรายแรกเป็นผู้ค้าในตลาด ไม่ใช่นักบัญชีซึ่งอาศัยอยู่ห่างจากตลาดและไม่มีความเกี่ยวข้องกับตลาดอย่างที่เข้าใจก่อนหน้านี้

นักบัญชีคนดังกล่าวซึ่งก่อนหน้านี้ถูกระบุว่าเป็นผู้ป่วย Covid-19 รายแรกเผยว่า อาการของเขาเริ่มแสดงเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. จากที่ก่อนหน้านี้ทางการจีนรายงานว่าเขาเริ่มมีอาการตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. โดยความสับสนนี้เกิดขึ้นจากการที่นักบัญชีคนดังกล่าวไปผ่าตัดถอนฟันที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.

การศึกษาของวอรอบีย์พบว่า นักบัญชีรายนี้มีอาการหลังจากที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสหลายคนที่ตลาดหัวหนานในเมืองอู่ฮั่น โดยจนถึงขณะนี้พบว่าผู้ค้าในตลาดหัวหนานเป็นคนแรกสุดที่พบเชื้อเป็นแม่ค้าแซ่เว่ย ซึ่งเริ่มมีอาการป่วยหนักตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. (เว่ยบอกกับ Wall Street Journal ว่าเธอเริ่มไม่สบายตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.)

รายงานของวอรอบีย์ระบุอีกว่า ผู้ที่ติดเชื้อเป็นรายแรกๆ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับตลาดหัวหนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดฝั่งตะวันตกที่มีการขังแร็คคูนด็อกไว้ในกรง ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดีว่าตลาดค้าสัตว์ป่ามีชีวิตคือต้นตอของการแพร่ระบาดของ Covid-19

REUTERS/Stringer/File Photo/File Photo

อิสราเอลพัฒนา ‘AI จับเท็จ’ จากกล้ามเนื้อใบหน้า ความแม่นยำสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668647

วันที่ 19 พ.ย. 2564 เวลา 14:50 น.อิสราเอลพัฒนา 'AI จับเท็จ' จากกล้ามเนื้อใบหน้า ความแม่นยำสูงทีมวิจัยจากอิสราเอลพัฒนา AI จับโกหกจากกล้ามเนื้อบนใบหน้า แม่นยำสูง 73%

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (TAU) ของอิสราเอลระบุว่าคณะนักวิจัยชาวอิสราเอลได้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รูปแบบใหม่ ที่สามารถตรวจจับการโกหกจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนากล้องและซอฟต์แวร์ที่จะช่วยตรวจจับการโกหกในหลายๆ สถานการณ์จริง

ทางมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่าคณะนักวิจัยใช้เทคโนโลยีตัวใหม่นี้ตรวจจับการโกหกของผู้เข้าร่วมการทดลอง ได้แม่นยำสูงถึงร้อยละ 73

ผลการศึกษาซึ่งได้รับการเผยแพร่ลงบนวารสาร เบรน แอนด์ บีเฮฟวีเออร์ (Brain and Behavior) ระบุว่าคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ แบ่งคนโกหกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะขยับกล้ามเนื้อแก้มเมื่อโกหก ส่วนกลุ่มที่สองจะขยับคิ้ว

การศึกษานี้ใช้นวัตกรรมการพิมพ์สติกเกอร์บนพื้นผิวอ่อนนุ่มซึ่งมีขั้วไฟฟ้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยฯ ในการตรวจสอบและวัดความเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท

คณะนักวิจัยระบุว่าระบุว่าในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องใช้ตัวนำไฟฟ้าต่อไป หากมีการใช้ซอฟต์แวร์วิดีโอที่สามารถตรวจจับการโกหกจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้ พร้อมให้ข้อสรุปว่าหากนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้กับกล้องคุณภาพสูง ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อการตรวจจับการโกหกในธนาคาร สนามบิน การสืบสวนของตำรวจ และการสัมภาษณ์งานทางออนไลน์ได้

ภาพ: กล้องจดจำใบหน้าที่สนามบินนานาชาติออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา (AP Photo/John Raoux)

WTA พร้อมลงดาบถอดการแข่งขันในจีนกรณีเผิงซ่วยหายตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668644

วันที่ 19 พ.ย. 2564 เวลา 13:44 น.WTA พร้อมลงดาบถอดการแข่งขันในจีนกรณีเผิงซ่วยหายตัวสมาคมเทนนิสหญิงพร้อมทิ้งเงินไม่จัดการแข่งขันเทนนิสในประเทศจีนหากยังไม่ได้คำตอบถึงการหายตัวไปของเผิงซ่วย

สำนักข่าว CNN รายงานว่า สตีฟ ไซมอน ประธานสมาคมเทนนิสหญิง (WTA) เผยว่า สมาคมพร้อมจะทิ้งรายได้หลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐจากการจัดแข่งขันเทนนิสในจีน หากยังไม่ได้รับคำอธิบายที่น่าพอใจจากจีนกรณีที่ เผิงซ่วย (Peng Shuai) นักเทนนิสหญิงของจีนหายตัวไปหลังเปิดโปงว่าถูกอดีตรองนายกรัฐมนตรีล่วงละเมิด และข้อกล่าวหาของเธอไม่ได้รับการสอบสวนอย่างเหมาะสม

ไซมอนให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า “เราพร้อมที่จะยกเลิกการทำธุรกิจในจีนและจัดการกับความยุ่งยากทั้งหมดที่มาพร้อมกับมันอย่างแน่นอน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกับเผิงสำคัญกว่าเรื่องธุรกิจ ผู้หญิงต้องได้รับการเคารพไม่ใช่ถูกปิดปาก”

ขณะที่ เซเรนา วิลเลียมส์ นักเทนนิสหญิงระดับโลกเจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม 23 สมัย ร่วมเรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นกับเผิงซ่วยร่วมกับเพื่อนนักเทนนิสอย่าง โนวัค ยอโควิช, นาโอมิ โอซากา และบิลลี จีน คิง

วิลเลียมส์ทวีตว่า “ฉันช็อกมากหลังได้ยินข่าวเผิงซ่วยเพื่อนของฉัน ขอให้เธอปลอดภัยและเจอตัวเธอเร็วๆ เรื่องนี้ต้องได้รับการสอบสวนและเราต้องไม่เงียบ ฉันขอส่งความรักไปให้เธอและครอบครัวในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้”

ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ สมาคมเทนนิสหญิงเดินหน้าจัดการแข่งขันเทนนิสหลายรายการในจีน โดยในปี 2019 มีการจัดการแข่งขันถึง 9 รายการในจีน และการแข่งขันรอบสุดท้ายยังถูกย้ายจากสิงคโปร์ไปจัดที่เมืองเซินเจิ้นทางตอนใต้ของจีน ทั้งยังทำสัญญากับจีนถึง 10 ปี

เผิงซ่วยโพสต์ในเว่ยปั๋วเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ว่า เธอถูก จางเกาลี่ อดีตรองนายกรัฐมนตรีวัย 75 ปีของจีนบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ แต่โพสต์นี้ถูกลบออกไปภายใน 30 นาที และต่อมาการพูดถึงประเด็นนี้ในโลกออนไลน์ของจีนก็ถูกเซ็นเซอร์เช่นกัน

บัญชีเว่ยปั๋วของเผิงซ่วยซึ่งมีผู้ติดตามกว่าครึ่งล้านคนถูกบล็อกจากการค้นหา ส่วนตัวเธอไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกเลยนับตั้งแต่นั้น จนวงการเทนนิสและทั่วโลกพากันกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของนักเทนนิสหญิงรายนี้

REUTERS/Adnan Abidi/File Photo/File Photo

ปิดประมูลรัฐธรรมนูญเก่าแก่ของสหรัฐ ในราคาทุบสถิติโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668638

วันที่ 19 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ปิดประมูลรัฐธรรมนูญเก่าแก่ของสหรัฐ ในราคาทุบสถิติโลกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปิดประมูลที่ราคากว่าพันล้านบาท กลายเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ถูกประมูลแพงที่สุดในโลก

รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาฉบับพิมพ์ครั้งแรกซึ่งหายากมากถูกประมูลไปในราคา 43.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเย็นวันที่ 18 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น กลายเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ถูกประมูลไปในราคาแพงที่สุดในโลก

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการลงนามโดยบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ที่หออิสรภาพในฟิลาเดลเฟียเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 1787 ซึ่งรวมถึงจอร์จ วอชิงตัน, เบนจามิน แฟรงคลิน และเจมส์ เมดิสัน และให้สัตยาบันในปีถัดไป

โดยผู้ชนะการประมูลซึ่งไม่เปิดเผยตัวตนเสนอราคาที่ 41 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้วราคาจึงไปจบที่ 43.2 ล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นราคาที่มากกว่าการประมาณการไว้ถึง 2 เท่า โดยก่อนหน้านี้โซธบี้ส์ บริษัทประมูลคาดการณ์ไว้ที่ระหว่าง 15 ถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยรายได้จากการประมูลจะมอบให้แก่มูลนิธิการกุศล

ก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเคยถูกนำออกขายในปี 1988 ด้วยราคา 165,000 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นในการประมูลครั้งนี้คือกลุ่มนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีซึ่งใช้ชื่อว่า ConstitutionDAO พลาดการประมูลครั้งนี้ไป หลังจากที่ได้ระดมทุนจากผู้คนถึง 17,437 ราย รวมเป็นเงินกว่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อประมูลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดย ConstitutionDAO ชี้แจงว่าจะคืนเงินให้กับทุกคนหลังหักค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม

Photo by Ardon Bar-Hama/SOTHEBY’S/Handout via REUTERS

Photo by Ed JONES / AFP

สอบวุ่น! พบขวดไวรัสมรณะไข้ทรพิษแช่แข็งซุกห้องแล็บในสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668632

วันที่ 19 พ.ย. 2564 เวลา 12:10 น.สอบวุ่น! พบขวดไวรัสมรณะไข้ทรพิษแช่แข็งซุกห้องแล็บในสหรัฐโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษคือไวรัสมรณะที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกกว่า 300 ล้านรายในศตวรรษที่ 20 และถูกกวาดล้างจนหมดไปจากโลกเมื่อปี 1980

New York Times รายงานว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) กำลังสอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ห้องวิจัยพบขวดแก้วแช่แข็งที่ระบุว่าเป็น “ฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ” ที่ห้องวิจัยแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐ

เบลซี กอนซาเลซ โฆษก CDC เผยว่า ขวดไวรัสแช่แข็งดังกล่าวถูกพบโดยบังเอิญโดยเจ้าหน้าที่ของห้องวิจัยคนหนึ่งขณะกำลังทำความสะอาดตู้แช่แข็งของห้องวิจัยที่วิจัยเกี่ยวกับวัคซีนในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยขวดแก้วแช่แข็งดังกล่าวดูเหมือนยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์

โฆษก CDC ย้ำว่า เจ้าหน้าที่ของห้องวิจัยที่พบขวดแก้วดังกล่าวสวมถุงมือและหน้ากากอนามัย และไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่ามีใครสัมผัสกับขวดแก้วแช่แข็งจำนวนเล็กน้อยนั้น

อย่างไรก็ดี CDC ไม่ได้เปิดเผยว่าขวดแก้วดังกล่าวถูกพบที่ส่วนไหนของรัฐเพนซิลเวเนียและมีจำนวนกี่ขวด ทั้งยังไม่มีรายละเอียดว่าขวดแก้วดังกล่าวไปอยู่ที่ห้องวิจัยได้อย่างไรและภายในบรรจุเชื้อไวรัสไข้ทรพิษตามที่ระบุไว้หรือไม่

ทว่า มาร์ก โอนีล โฆษกกระทรวงสาธารณสุขเพนซิลเวเนียเผยว่า พบขวดแก้วแช่แข็งจำนวนเล็กน้อยที่ห้องวิจัยของบริษัท เมิร์ค (Merck) ในเขตมอนต์โกเมอรีนอกเมืองฟิลาเดลเฟีย

ด้าน เคลลี โคฟรานซิสโก โฆษกสำนักงานสื่อสารเขตมอนต์โกเมอรีเผยโดยอ้างข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขรัฐเพนซิลเวเนียว่า มีขวดแก้วแช่แข็งต้องสงสัยทั้งหมด 15 ขวด โดย 10 ขวดระบุว่าเป็นเชื้อไวรัสที่ใช้สำหรับผลิตวัคซีน (vaccinia) และอีก 5 ขวดติดป้ายว่าเป็นเชื้อไข้ทรพิษ หรือฝีดาษ (smallpox)

ไข้ทรพิษ หรือฝีดาษเป็นโรคติดต่อร้ายแรง สามารถติดต่อผ่านการใกล้ชิดผู้ป่วย หรือการหายใจเอาเชื้อไวรัสที่อยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วยเข้าร่างกาย และก่อโรคระบาดร้ายแรงนานนับศตวรรษ เฉพาะในศตวรรษที่ 30 ก็คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกราว 300 ล้านคน ก่อนจะถูกกำจัดให้หมดไปจากโลกในปี 1980 ด้วยการระดมฉีดวัคซีนครั้งใหญ่

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีห้องวิจัยเพียง 2 แห่งในโลกเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เก็บไวรัสไข้ทรพิษคือ สำนักงานใหญ่ของ CDC ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย และศูนย์วิจัย Vector Institute ในรัสเซีย

ด้าน Washington Post รายงานว่า เมื่อปี 2014 นักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐที่กำลังทำความสะอาดตู้แช่แข็งเก่าของสถาบันสุขภาพแห่งชาติเบเธสดาในรัฐแมริแลนด์ใกล้กับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พบขวดแก้วแช่แข็งอายุหลายสิบปี 6 ขวดที่บรรจุเชื้อไข้ทรพิษแช่แข็งโดยถูกเก็บอยู่ในกล่องกระดาษ ซึ่งขณะนั้นนับเป็นการพบขวดบรรจุเชื้อไข้ทรพิษครั้งแรกของสหรัฐ

Photo by RYAD KRAMDI / AFP

Apple เตรียมขายอะไหล่และเครื่องมือซ่อม iPhone แบบ DIY #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668626

วันที่ 19 พ.ย. 2564 เวลา 11:17 น.Apple เตรียมขายอะไหล่และเครื่องมือซ่อม iPhone แบบ DIYApple เตรียมเปิดบริการซ่อมเครื่องด้วยตนเอง เริ่มต้นปี 2022

Apple เปิดตัวบริการซ่อมเครื่องด้วยตนเอง (Self Service Repair) ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงอะไหล่ และเครื่องมือแท้ของ Apple ได้พร้อมกับคู่มือการซ่อม สำหรับผู้ที่ต้องการซ่อมแซมอุปกรณ์ Apple ด้วยตนเอง

โดย Apple เปิดตัวบริการซ่อมเครื่องด้วยตนเอง (Self Service Repair) ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงอะไหล่และเครื่องมือแท้ของ Apple ได้ สำหรับผู้ที่ต้องการซ่อมแซมอุปกรณ์ Apple ด้วยตนเอง

ซึ่งจะเริ่มให้บริการสำหรับ iPhone 12 และ iPhone 13 และตามมาด้วย Mac รุ่นชิป M1 โดยเบื้องต้นจะเน้นไปที่ชิ้นส่วนทั่วไปอย่างจอภาพ แบตเตอรี่ และกล้อง

เจฟฟ์ วิลเลียมส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Apple กล่าวว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Apple ได้เพิ่มสถานที่ให้บริการซ่อมแซมเกือบ 2 เท่า โดยมีอะไหล่และเครื่องมือกระจายไปยังศูนย์บริการของ Apple (AASP) มากกว่า 5,000 ราย และมีร้านรับซ่อมอุปกรณ์อิสระที่สามารถเข้าถึงชิ้นส่วน เครื่องมือ และคู่มือเหล่านี้อีก 2,800 ราย

แต่ตอนนี้ทางบริษัทกำลังเสนอทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้าที่ต้องการซ่อมแซมอุปกรณ์ด้วยตนเอง โดยพวกเขาสามารถเข้าถึงอะไหล่แท้ของ Apple เองทำให้มีทางเลือกมากขึ้นเมื่อมีความจำเป็นต้องซ่อมแซมอุปกรณ์

เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าสามารถดำเนินการซ่อมแซมได้อย่างปลอดภัย สิ่งสำคัญคือจะต้องอ่านคู่มือการซ่อมก่อนที่จะสั่งชิ้นส่วนและเครื่องมือในการซ่อมจาก Apple ผ่าน Self Service Repair Online Store โดยภายหลังการซ่อมแซม ลูกค้าที่ส่งคืนชิ้นส่วนเก่าให้ Apple นำไปรีไซเคิลจะได้รับเครดิตสำหรับการซื้อครั้งถัดไป

Photo by REUTERS/Eduardo Munoz/File Photo

เยอรมนีหนักติดเชื้อทุบสถิติทะลุ 6 หมื่น ผู้เชี่ยวชาญเตือนตัวเลขจริงสูงกว่านี้

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 18:52 น.เยอรมนีหนักติดเชื้อทุบสถิติทะลุ 6 หมื่น ผู้เชี่ยวชาญเตือนตัวเลขจริงสูงกว่านี้ตัวเลขผู้ติด Covid-19 ของเยอรมนีพุ่งทุบสถิติเกิน 60,000 คนครั้งแรก เตือนคริสต์มาสนี้จะแย่สุด

สำนักข่าว DW ของเยอรมนีรายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงจนถึงช่วงเช้าของวันนี้ (18 พ.ย.) ตัวเลขผู้ติด Covid-19 ของเยอรมนีเพิ่มขึ้นมากกว่า 60,000 คนภายใน 1 วันเป็นครั้งแรก โดยข้อมูลของสถาบันสาธารณสุขโฮบาร์ตค็อค (RKI) พบว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 65,371 ราย เสียชีวิตอีก 264 ราย รวมเสียชีวิตทั้งหมด 98,538 ราย

ด้าน โลธาร์ วีลาร์ ผู้อำนวยการสถาบัน RKI เตือนว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อจริงอาจมากกว่าที่รายงานอย่างเป็นทางการ 2-3 เท่า และเผยอีกว่า “เราจะมีคริสต์มาสที่แย่มากๆ หากเรายังไม่บังคับใช้มาตรการควบคุมโดยเร็ว”

ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้รัฐบาลจำกัดการพบปะของประชาชน ปิดสถานบันเทิง และใช้มาตรการ 2G คือ อนุญาตเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนแล้วหรือหายป่วยจาก Covid-19 ให้ใช้บริการร้านอาหารหรือโรงแรม แต่รัฐบาลยังไม่พิจารณา

ส่วน นายกรับมนตรี แองเกลา แมร์เคิล เตรียมประชุมกับมุขมนตรีทั้ง 16 รัฐเพื่อพิจารณาประกาศใช้มาตรการสกัดการแพร่ระบาด เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการที่ลักลั่นกันซึ่งประกาศใช้โดยรัฐบาลท้องถิ่น โดยจะยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นออกกฎคุมเข้มของตัวเองในวันที่ 25 พ.ย.นี้

การระบาดรอบล่าสุดส่งผลให้โรงพยาบาลในเยอรมนีกำลังตึงตัว เนื่องจากตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานและค่าตอบแทนที่น้อยในช่วง Covid-19 ทำให้บุคลากรทางการแพทย์พากันลาออก

Photo by STEFANIE LOOS / AFP

HT Aero ‘รถไฟฟ้าบินได้’ จากจีนเตรียมบุกตลาดยุโรป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668574

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.HT Aero 'รถไฟฟ้าบินได้' จากจีนเตรียมบุกตลาดยุโรปแบรนด์รถ EV จีนรุกตลาดยุโรป เปิดตัวนวัตกรรมสุดว้าว ‘รถยนต์ไฟฟ้าบินได้’

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. HT Aero ผู้ให้บริการการเคลื่อนย้ายทางอากาศในเขตเมือง (Urban Air Mobility: UAM) บริษัทในเครือของ XPeng ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าบินได้ในงาน EUROPEAN ROTORS 2021 ที่จัดขึ้นในเมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ยานยนต์ดังกล่าวได้โชว์ตัวในยุโรป

Zhao Deli ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท HT Aero กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันก็มีความหลงใหลในเครื่องบินส่วนตัว และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตทุกคนจะสามารถเดินทางทางอากาศด้วยยายนต์จาก HT Aero นวัตกรรมใหม่นี้มุ่งมั่นที่จะผลักดันขีดจำกัดของความคล่องตัวทั้งบนท้องถนนและบนท้องฟ้า

โดย HT Aero เริ่มพัฒนา “X2” ยานยนต์ 2 ที่นั่งที่สามารถเดินทางทั้งบนบกและอากาศตั้งแต่ปี 2013 ผ่านการทดสอบมาแล้วมากกว่า 15,000 ครั้ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้มีการอัพเกรดคุณสมบัติในด้านต่างๆ รวมถึงระบบควบคุมการบิน ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และระบบร่มชูชีพ

ภายนอกมีลักษณะคล้ายรถซูเปอร์คาร์ แต่มีการติดตั้งใบพัดขนาดใหญ่ข้างตัวรถ ซึ่งสามารถพับเก็บได้โดยอัตโนมัติ และมีการออกแบบให้มีน้ำหนักเบา

บริษัทเผยว่ายานยนต์ดังกล่าวมีน้ำหนักอยู่ที่ 560 กิโลกรัม ยาว 4.97 เมตร กว้าง 4.78 เมตร สูง 1.36 เมตร สามารถทำความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บินได้ในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร

โดยขณะนี้ X2 ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่วางจำหน่าย แต่คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2024

ทั้งนี้ HT Aero ระดมทุนได้ 500 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือนตุลาคม โดยบริษัทระบุว่าเงินดังกล่าวจะถูกนำไปวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่สามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งบนถนนและอากาศ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ อาทิ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

บุกตลาดยุโรป

นับว่าเป็นความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของบริษัท XPENG ในยุโรป ซึ่งมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าในประเทศต่างๆ ในยุโรปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของ XPENG มีวางจำหน่ายแล้วในนอร์เวย์

XPENG G3 สมาร์ทเอสยูวีเปิดตัวในนอร์เวย์ในเดือนเมษายน 2020 และพร้อมให้บริการลูกค้าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020

เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา XPENG ยังได้เปิดตัวยานยนต์รุ่นเรือธง P7 สำหรับการสั่งจองล่วงหน้าในนอร์เวย์ โดยเริ่มจัดส่งในเดือนตุลาคม ซึ่งบริษัทเคลมว่ารถรุ่นดังกล่าวสามารถวิ่งได้ไกลว่า Tesla Model 3 อีกด้วย

แม้ว่าตอนนี้ Tesla อาจเป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงที่สุด แต่ขณะเดียวกันแบรนด์จากจีนก็กำลังตามมาอย่างรวดเร็วและเริ่มเป็นที่จับตามองของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐส่งผลให้ XPENG เป็นที่จับตามองของบรรดานักลงทุนทั้งในจีนและต่างประเทศ

Photo by HT Aero

Pagpag อาหารเหลือทิ้งในถังขยะคือเมนูประทังชีวิตคนสลัม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668572

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 17:29 น.

Pagpag อาหารเหลือทิ้งในถังขยะคือเมนูประทังชีวิตคนสลัม

เศษอาหารเหลือทิ้งจากกองขยะคือเมนูที่ช่วยให้ชาวชุมชนแออัดในฟิลิปปินส์มีอาหารตกถึงท้อง

องค์การอาการและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยข้อมูลที่ดูย้อนแย้งกันว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีอาหารเหลือทิ้งกว่า 1,300 ล้านตัน หรือราว 1 ใน 3 ขณะที่ผู้คนอีกกว่า 870 ล้านคน หรือ 1 ใน 8 ไม่มีอะไรจะกิน

เช่นเดียวกับชาวฟิลิปปินส์หลายล้านคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้นแทบจะไม่มีเงินซื้ออาหารกินในแต่ละมื้อ ด้วยเหตุนี้หาทางเดียวที่พวกเขาจะมีอาหารตกถึงท้องได้ก็คือ การค้นหาอาหารที่คนอื่นกินเหลือจากถังขยะของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่นำมาทิ้งที่กองขยะเพื่อนำไปกินเองหรือขายต่อ

อาหารชนิดนี้เรียกเป็นภาษาตากาล็อกว่า ปั๊กปั๊ก (Pagpag) ซึ่งแปลว่า การปัดฝุ่นหรือสิ่งสกปรกออก ในที่นี่ก็คือ การปัดสิ่งของอื่นๆ ออกจากอาหารเหลือทิ้งที่ยังพอกินได้

ช่วงเวลาทองของการออกเก็บรวบรวมปั๊กปั๊กก็คือ กลางคืนหลังจากรถขยะมาเก็บขยะจากร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด หรือช่วงเช้ามืดที่บรรดาขยะจากที่ต่างๆ ถูกขนมาที่กองขยะ ซึ่งหากเป็นช่วงกลางคืนพ่อค้าแม่ค้าปั๊กปั๊กจะซื้อถุงขยะจากคนจัดการขยะราว 1 เหรียญสหรัฐ หรือ 32 บาทแล้วนำมาเลือกและทำความสะอาดก่อนจะนำไปขายต่อในช่วงเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

เฟลิปา ฟาบอน แม่ค้าปั๊กปั๊กที่อาศัยอยู่ในย่านทอนโด สลัมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งและยากจนที่สุดในกรุงมะนิลาเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า ถ้าเป็นกระดูกมากกว่าเนื้อจะขายถุงละ 20 เปโซ หรือ 13 บาท

หากไม่ขายแบบสดๆ บางคนก็จะนำไปเลือก ล้างทำความสะอาด 2-3 ครั้งแล้วนำไปปรุงอาหารขายให้กับชาวสลัมในกรุงมะนิลาโดยมีเมนูยอดฮิตอย่างปั๊กปั๊กทอด สนนราคาถุงละ 30 เปโซ หรือ 19 บาท แม่ค้าอาหารที่ปรุงจากปั๊กปั๊กรายหนึ่งขายได้วัละ 4-6 เหรียญสหรัฐ หรือ 130-195 บาท

อาหารจากปั๊กปั๊กเป็นที่แพร่หลายในฟิลิปินส์ตั้งแต่ปี 2008 หลังจากปัญหาความยากจนรุนแรงขึ้นจนทำให้เกิดวิกฤตอาหาร แต่กว่าชาวโลกจะได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับความอดอยากของเพื่อนร่วมโลกในฟิลิปปินส์ก็เมื่อปี 2012 หลังจากสำนักข่าว CNN ทำสารคดีเกี่ยวกับปั๊กปั๊ก

เรื่องที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคสารพิษปนเปื้อน อาหารเป็นพิษ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ไทฟอยด์ ท้องเสีย และอหิวาตกโรค เพราะในกองขยะมักจะมีหนูหรือแมลงสาบไปป้วนเปี้ยนหาอาหารของมันเช่นกัน รวมทั้งอาจก่อให้เกิดภาวะทุกโภชนาการ

แต่สำหรับคนที่แทบไม่มีจะกินนั้นโรคเหล่านี้ไม่น่ากลัวสักนิด

พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารที่ปรุงจากปั๊กปั๊กอ้างว่ายังไม่เคยมีใครเสียชีวิตจากการกินปั๊กปั๊กที่พวกเขาขาย และบอกอีกว่าพวกเขามีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีเด็กๆ บางคนที่ไม่สบายเพราะอาหารนี้ก็ตาม

ไรอัน เทเลเกรโป ชาวชุมชนแออัดเผยกับ Reuters ว่า คนจนไม่สามารถเลือกนั่นเลือกนี่ได้มากพอที่จะปฏิเสธอาหารจากของเหลือของคนอื่นหรอก และเขาก็ไม่ห่วงที่จะป้อนปั๊กปั๊กให้ลูกน้อยวัย 7 เดือนด้วย

สำหรับชาวชุมชนแออัดพวกเขาเหล่านี้ไม่มีทางเลือก และอย่างน้อยการกินปั๊กปั๊กก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกินเลย

แต่ก็ไม่ควรมีใครต้องกินอาหารเหลือทิ้งจากถังขยะไม่ใช่หรือ?

REUTERS/Athit Perawongmetha

นายกฯ อินเดียบอก Bitcoin เป็นอันตรายต่อเยาวชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668555

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 15:45 น.นายกฯ อินเดียบอก Bitcoin เป็นอันตรายต่อเยาวชนรัฐบาลอินเดียเตรียมออกกฎหมายควบคุมคริปโต หวั่นถูกใช้ในทางที่ผิด

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่านายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดียเรียกร้องให้นานาชาติร่วมมือกันเพื่อป้องกันไม่ให้สกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ถูกใช้ในทางที่ผิดอันจะสร้างความเสียหายต่อเยาวชนของประเทศ ขณะที่รัฐบาลเตรียมออกกฎหมายเพื่อควบคุมคริปโตเคอร์เรนซี

โดยมีแนวโน้มว่าอินเดียจะห้ามใช้คริปโตเคอร์เรนซีสำหรับการทำธุรกรรมหรือการชำระเงิน แต่ยังคงอนุญาตให้ถือเป็นสินทรัพย์เช่นเดียวกับทองคำ หุ้น หรือพันธบัตรได้

โดยโมดีแสดงความกังวลว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจเป็นช่องทางสำหรับการฟอกเงิน และการจัดหาเงินทุนของกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่มีหลายกรณีที่สกุลเงินดิจิทัลถูกใช้โดยกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มอาชญากร สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นอันตรายต่อเยาวชนซึ่งร่วมลงทุนในตลาดคริปโตจำนวนมาก

“เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศประชาธิปไตยควรร่วมมือกันเพื่อไม่ให้สกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ไปตกอยู่ในมือคนไม่ดี ซึ่งอาจทำให้เยาวชนของเราเสียหายได้” โมดีกล่าว

เช่นเดียวกับศักติกันตา ดาส ผู้ว่าการธนาคารกลางของอินเดีย (RBI) ซึ่งกล่าวว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบการเงินหากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันธนาคารกลางก็มีแผนที่จะเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของอินเดียเอง

ทั้งนี้ ชาวอินเดียหลายคนหันมาเทรดคริปโตในช่วงที่มีเวลาว่างเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนมากในปีนี้

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีของอินเดียเติบโตขึ้นอย่างมากโดยในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมามีมูลค่าอยู่ที่ 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 923 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนเม.ย. 2020 ตามข้อมูลของ Chainalysis แพลตฟอร์มข้อมูลบล็อกเชน

โดยชาวอินเดียมากกว่า 100 ล้านคนถือสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเป็นรองเพียงแค่สหรัฐ รัสเซีย และไนจีเรีย ตามรายงานเมื่อเดือนที่แล้วของ BrokerChooser

นอกจากอินเดียแล้วหลายประเทศก็ได้เริ่มออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซีเช่นกัน รวมถึงจีนซึ่งสั่งห้ามทำธุรกรรมและการขุดสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดเมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo