ยังน่ากังวล สิงคโปร์เปลี่ยนสนามแข่ง F1 เป็นโรงพยาบาลสนามโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666771

วันที่ 29 ต.ค. 2564 เวลา 12:00 น.ยังน่ากังวล สิงคโปร์เปลี่ยนสนามแข่ง F1 เป็นโรงพยาบาลสนามโควิดตัวเลขติด Covid-19 สิงคโปร์ยังน่ากังวลล่าสุดทางการเปลี่ยนสนามแข่ง F1 เป็นโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วย

ทางการสิงคโปร์เปลี่ยนอาคารในสนามแข่งรถฟอร์มูลา 1 (F1) ซึ่งถูกเลื่อนการจัดงานเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เป็นโรงพยาบาลสนามเตรียมรองรับผู้ป่วย Covid-19 พร้อมเปิดใช้งานเดือน พ.ย.นี้ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อยังรายใหม่เฉลี่ยช่วง 7 วันล่าสุดอยู่ที่ราว 3,700 คน รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดในสิงคโปร์

ขณะนี้รัฐบาลสิงคโปร์กำลังขยายศักยภาพของห้องไอซียูในโรงพยาบาลของรัฐเนื่องจากผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจนเตียงเกือบเต็มแล้ว

อ่องหลิงหลี่ ประธานฝ่ายกีฬาของการท่องเที่ยวสิงคโปร์เผยกับ Straits Times ว่า ปีที่แล้วอาคารในสนาม F1 ถูกใช้เป็นสถานที่เก็บตัวอย่างหาสารพันธุกรรมของเชื้อ (swab test) และทางการพิจารณาว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับรองรับผู้ป่วย Covid-19 ชั่วคราว เนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน

โถงในอาคารดังกล่าวซึ่งเคยถูกใช้เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะและอีเว้นต์อื่นๆ ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนรองรับผู้ป่วยได้กว่า 600 เตียง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนดูแลสำหรับผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการแต่ต้องแยกกักตัว และส่วนรักษาสำหรับผู้ที่ไม่มีอาการแต่มีโรคประจำตัวซึ่งต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด และผู้ที่มีความเสี่ยงมีอาการรุนแรง

วานนี้ (28 ต.ค.) จนถึงเที่ยงวันสิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,432 คน ลดลงจากวันก่อนหน้าที่อยู่ที่ 5,324 คน

AFP PHOTO / ROSLAN RAHMAN

‘Facebook’ รีแบรนด์เป็น ‘Meta’ เดินหน้าเทคโนโลยีเสมือนจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666764

วันที่ 29 ต.ค. 2564 เวลา 11:00 น.'Facebook' รีแบรนด์เป็น 'Meta' เดินหน้าเทคโนโลยีเสมือนจริงมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เผยถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบริษัท Facebook ซึ่งรีแบรนด์เป็น Meta

หลังจากที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เผยก่อนหน้านี้ว่าบริษัท Facebook กำลังวางแผนที่จะรีแบรนด์บริษัทด้วยชื่อใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี Metaverse หรือโลกเสมือนจริง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าผู้ใช้จะมีชีวิตอยู่ และทำกิจกรรมต่างๆ ภายในจักรวาลเสมือนจริง

ล่าสุด เมื่อคืนวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมาได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงชื่อใหม่ของบริษัท “Meta” โดยจะมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี Metaverse เพื่อรองรับบริการใหม่ๆ ในอนาคต ที่ไม่จำกัดแค่เพียงโซเชียลมีเดียเท่านั้น

ซักเคอร์เบิร์กเผยถึงสาเหตุในการตั้งชื่อบริษัทว่า Meta เพื่อสะท้อนตัวตนและเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการมุ่งเน้นไปที่ Metaverse นอกจากนี้คำว่า Meta ในภาษากรีกแปลว่า beyond (เกินกว่า) สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทที่ต้องการไปให้ไกลกว่าการเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

“ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้คนจะเปลี่ยนจากการมองว่าเราเป็นบริษัทโซเชียลมีเดียเป็นหลัก เป็นการมองว่าเราเป็นบริษัท metaverse” ซักเคอร์เบิร์กกล่าวในเดือนกรกฎาคม “Metaverse เป็นการแสดงออกถึงเทคโนโลยีทางสังคมขั้นสูงสุดในหลายๆ ด้าน”

ทั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนชื่อบริษัทเท่านั้น ส่วนผลิตภัณฑ์หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ของบริษัทไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน Facebook, Instagram หรือ WhatsApp จะยังคงใช้ชื่อเดิม

ในช่วงเช้าวันนี้ (29 ต.ค.) ยังพบว่าหุ้นของบริษัทเด้งขึ้น 1.51% มาอยู่ที่ 316.92 เหรียญสหรัฐ รับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบริษัท

Metaverse คืออะไร?

Metaverse เป็นแนวคิดแห่งอนาคตโดยใช้ VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) เพื่อให้ผู้ใช้จะมีชีวิตอยู่ ทำงาน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคนอื่นภายในจักรวาลเสมือนจริง

จะดีแค่ไหนหากเราสามารถสัมผัสประสบการณ์ดูคอนเสิร์ต เดินช้อปปิ้ง หรือเที่ยวต่างประเทศได้แบบสมจริง แม้ว่าตัวจะอยู่ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เราเล่น

แม้ว่าจะมีแอปพลิเคชันหลายรายที่สามารถ Video Call หรือพูดคุยกันแบบเห็นหน้าได้ แต่ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้เหมือนกับเจอกันจริงๆ แต่ Metaverse จะทำให้เราได้พบปะและทำกิจกรรมร่วมกันบนโลกเสมือนจริง

ยิ่งในช่วงที่ทุกคนใช้ชีวิตแบบ New Normal เช่นนี้แล้ว ทำให้แนวคิด Metaverse เป็นที่สนใจและถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เพราะมันตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในตอนนี้ที่ต้องกักตัว ทำงานอยู่กับบ้าน หรือถูกจำกัดการเดินทางเพราะโควิด-19

Photo by Facebook/Handout via REUTERS

ยืนยันคิมจองอึนที่ผอมลงคือตัวจริง แค่น้ำหนักหายไป 20 โล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666761

วันที่ 29 ต.ค. 2564 เวลา 10:51 น.ยืนยันคิมจองอึนที่ผอมลงคือตัวจริง แค่น้ำหนักหายไป 20 โลเกาหลีใต้ปัดข่าวลือคิมจองอึนที่ผอมลงคือตัวปลอม ยันผู้นำเกาหลีเหนือแค่น้ำหนักหายไป 20 กิโลกรัมเท่านั้น

สำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เผยกับที่ประชุมสภาเกาหลีใต้ว่า คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือน้ำหนักลดลงไป 20 กิโลกรัม จากที่เคยหนักถึง 140 กิโลกรัมในปี 2019 จนลดลงมาเรื่อยๆ นับแต่นั้นจนเหลือราว 120 กิโลกรัม

เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ใช้เทคนิคต่างๆ อาทิ การวิเคราะห์ใบหน้า โมเดลการติดตามน้ำหนัก การวิเคราะห์คลิปวิดีโอความละเอียดสูง และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อประเมินน้ำหนักตัวของคิมจองอึน และขณะนี้คิมจองอึนยังมีสุขภาพดี

NIS ยังระบุว่า ข่าวลือที่ว่าคิมจองอึนใช้ตัวปลอมในการปรากฏตัวต่อสาธารณชนเมื่อเร็วๆ นี้ไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ สุขภาพของผู้นำวัย 37 ปีกลายเป็นที่จับตามองมานานหลายปี เนื่องจากตัวเขาเองมีน้ำหนักเกินและยังสูบบุหรี่ ขณะที่คนในครอบครัวก็มีประวัติโรคหัวใจ

ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ คิมจองอึนปรากฏตัวต่อสาธารณชนด้วยรูปร่างที่ผอมลงจนผิดหูผิดตา ไม่ว่าจะเป็นงานสวนสนามของกองทัพเมื่อเดือน ก.ย. และการเปิดตัวอาวุธนิวเคลียร์ล่าสุดเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้ชาวเกาหลีเหนือถึงกับหัวใจสลายที่เห็นผู้นำของตัวเองซูบลง

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

เมื่อประเทศอื่นอยู่กับโควิด สุดท้ายจีนจะติดกับดัก Zero-case #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666727

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 19:06 น.เมื่อประเทศอื่นอยู่กับโควิด สุดท้ายจีนจะติดกับดัก Zero-caseขณะที่หลายประเทศพากันหันหลังให้มาตรการ Zero-case แล้วเปลี่ยนเป็นการอยู่ร่วมกับโควิด แต่จีนยังยืนยันจะใช้วิธีฮาร์ดคอร์นี้ต่อไป

ประเทศที่เคยใช้มาตรการ Zero-case เข้มงวดอย่างสิงคโปร์ยอมยกธงขาวให้กับเชื้อสายพันธุ์เดลตา แล้วเปลี่ยนมาเดินหน้าเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแบบไม่ต้องกักตัวจากกว่า 10 ประเทศ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็กำลังเดินตามรอยสิงคโปร์หันมาอยู่ร่วมกับ Covid-19 ในที่สุด เพราะประจักษ์แล้วว่าวิธีการนี้ไม่ยั่งยืน

เหลือเพียงประเทศเดียวในโลกที่ยืนยันว่าจะต้องกำจัด Covid-19 ให้เป็นศูนย์ให้ได้คือ จีน

เจ้าหน้าที่จีนปฏิเสธแนวทางการอยู่ร่วมกับ Covid-19 หลายครั้ง โดยอ้างว่าที่ผ่านมาจีนคุมการระบาดได้เพราะใช้มาตรการสกัดการแพร่ระบาดแบบเข้มงวด แต่ก็ไม่เคยเอาอยู่จริงๆ เพราะขณะนี้จีนกำลังเผชิญการระบาดของเดลตาระลอกที่ 4 ในรอบ 2 เดือน และเพิ่งสั่งล็อกดาวน์บางพื้นที่ของกรุงปักกิ่ง มณฑลกานซู่ เขตปกครองตนเองมองโกเลียในหยกๆ

ถึงอย่างนั้นจีนก็ยังไม่ยอมแพ้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนประกาศชัดว่า “ทุกท้องที่ควรยึดมั่นในนโยบาย ‘ป้องกันการนำเข้าจากภายนอก ป้องกันภายในไม่ให้กลับมาอีก’” และยังย้ำว่า “ไม่สามารถผ่อนคลายมาตรการคุมการระบาดที่ใช้ในขณะนี้”

ที่จีนทำแบบนี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะจีนมีฐานการบริโภคภายในประเทศใหญ่มากซึ่งช่วยให้การจับจ่ายใช้สอยไม่ซบเซา อีกทั้งพรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเหนียวแน่นอยู่ในมือ ทางการจึงสามารถสั่งล็อกดาวน์และระดมตรวจหาเชื้อเชิงรุกได้หลายๆ รอบอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ชาวจีนส่วนใหญ่ยังพึงพอใจกับมาตรการของรัฐบาล ถึงขั้นโจมตีจางเหวินหง ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาว่าเป็นข้ารับใช้ต่างชาติ เพียงเพราะเขาแนะนำว่าจีนควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับ Covid-19 ได้แล้ว

ทว่าหลังจากผ่านมาเกือบ 2 ปีก็เริ่มมีคำถามถึงความยั่งยืนของนโยบาย Zero-case ของรัฐบาลจีน

ปีเตอร์ โคลลิกนอน แพทย์ด้านโรคติดเชื้อและศาสตราจารย์ของวิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียเผยว่า “Covid Zero ไม่ยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว เดลตาแสดงให้เห็นแล้วว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ มันยากที่จีนจะทำให้ Covid-19 เป็นศูนย์ในฤดูหนาวนี้”

ส่วนนายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ยอมรับโดยดุษณีว่า “มาตรการเข้มงวดที่ใช้มายาวนานไม่ได้ทำให้เราไม่มีผู้ติดเชื้อ

อาร์เดิร์นบอกอีกว่า “การกำจัด Covid-19 เคยสำคัญเพราะเราไม่มีวัคซีน แต่ตอนนี้เรามีแล้ว ดังนั้นเราจึงสามารถเปลี่ยนวิธีการทำสิ่งต่างๆ ได้”

คำพูดของผู้นำนิวซีแลนด์ยิ่งย้ำให้เห็นว่าเมื่อวัคซีนมาแล้ว มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดก็ควรยกเลิกได้แล้ว เพราะนอกจากจะสกัด Covid-19 แล้วยังสกัดเศรษฐกิจไปด้วย

แม้จะมีทั้งตัวอย่างจากสิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และคำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญแล้วว่าจนถึงขณะนี้นโยบาย Zero-case ไม่ได้ผลแล้ว และนายแพทย์จงหนานซานที่ให้สัมภาษณ์ว่าจีนจะเปิดประเทศเมื่อฉีดวัคซีนให้ประชากร 85% แต่สัญญาณต่างๆ บ่งบอกว่าจีนก็ยังจะเดินหน้ากำจัดไวรัสให้หมดไปจากประเทศให้ได้ด้วยการปิดพรมแดนและล็อกดาวน์เข้มงวดต่อไป รวมทั้งห้ามคนจีนเดินทางท่องเที่ยวต่างแดน แม้ว่าประชากรจะฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วถึง 75% ก็ตาม

คำถามต่อมาคือเมื่อไรจีนจะยกเลิกนโยบายนี้

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ทำงานในกระทรวงแห่งหนึ่งของจีนเผยกับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า “เร็วที่สุดที่เราจะเห็นการผ่อนคลายมาตรการกักตัวอาจเป็นช่วงปลายปี 2022 หรืออาจเป็นไปได้ว่าจะยาวไปจนถึงปี 2023

ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะจีนต้องการควบคุม Covid-19 ให้ได้เพื่อเตรียมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่งในเดือน ก.พ.ปีหน้า

แต่หลังจากโอลิมปิกจบจีนน่าจะยังไม่ยกเลิกมาตรการ Zero-case เพราะยังมีอีกหนึ่งสัญญาณที่บอกว่าจีนจะไม่ผ่อนคลายมาตรการควบคุมพรมแดนเข้มงวดในเร็วๆ นี้ก็คือ การก่อสร้างศูนย์กักตัวขนาด 5,000 ห้อง หรือกินพื้นที่เทียบเท่าสนามฟุตบอล 46 สนามในเมืองกว่างโจว สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศทุกคนเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เชื้อจากนอกประเทศเข้าจีน

จริงอยู่ว่าการคุม Covid-19 ให้อยู่หมัดช่วยให้คนจีนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วกว่าประเทศอื่น แต่เมื่อนานวันเข้าผลกระทบจากมาตรการเข้มงวดนี้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เช่น ยอดค้าปลีกในเดือน ส.ค.ที่เติบโตเพียง 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากที่คาดการณ์ว่าจะโตถึง 7%

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่า นโยบาย Zero-case ซึ่งต้องปิดประเทศเพื่อกำจัด Covid-19 ในขณะนี้ไม่เมกเซนส์แล้ว

และลำพังจีนคงจะไม่เดือดร้อนเท่าไรหากต้องปิดประเทศนานๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Zero-case แต่จีนเล่นลากฮ่องกงให้ปิดประเทศไปด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่าฮ่องกงเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางการทำธุรกิจของโลก มาตรการปิดประเทศย่อมไม่ส่งผลดีกับธุรกิจต่างๆ ที่ลงหลักปักฐานในฮ่องกงแน่นอน

ล่าสุดสมาคมธุรกิจหลักทรัพย์และตลาดการเงินเอเชีย (ASIFMA) เตือนว่า นโยบายฮาร์ดคอร์ของฮ่องกงจะทำให้สถานะศูนย์กลางการเงินโลก การแข่งขัน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของฮ่องกงตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะขณะนี้เกือบครึ่งหนึ่งของธนาคารต่างชาติรายใหญ่และบริษัทบริหารสินทรัพย์ในฮ่องกงเล็งย้ายพนักงานหรือย้ายที่ตั้งออกจากฮ่องกงแล้ว

หากฮ่องกงไม่ยกเลิกมาตรการ Zero-case จะไล่ตามศูนย์กลางการเงินที่เป็นคู่แข่ง อาทิ สิงคโปร์ ลอนดอน นิวยอร์ก โตเกียว ที่กลับมาเปิดประเทศแล้วไม่ทัน

ทว่ารัฐบาลฮ่องกงกลับไม่ใส่ใจคำเตือนดังกล่าว โดยยืนยันว่าความสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลฮ่องกงในขณะนี้คือการเปิดพรมแดนกับจีนแผ่นดินใหญ่

ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลฮ่องกงมองว่าสถานะศูนย์กลางการเงินโลกของตัวเองสำคัญน้อยกว่าการเชื่อมโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่และเป้าหมายร่วมกันในการกำจัด Covid-19

ที่ผ่านมารัฐบาลฮ่องกงมักจะอ้างว่า มาตรการกำจัด Covid-19 ให้เป็นศูนย์ได้ผล เพราะไม่มีใครติดเชื้อและเศรษฐกิจก็มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี และยังอ้างการสำรวจของรัฐบาลที่ระบุว่า มีบริษัทต่างชาติและจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาทำธุรกิจในฮ่องกงเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้

ทว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากบริษัทจากจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนบริษัทจากต่างชาติทำท่าว่าจะถอนตัว

สุดท้ายหากฮ่องกงสูญเสียสถานะศูนย์กลางการเงินโลกให้คู่แข่งจริงๆ จีนจะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

มาร์ก ออสติน ซีอีโอ ASIFMA เตือนว่า ความเสื่อมถอยของสถานะของฮ่องกงจะกระทบกับทั้งผลประโยชน์ระยะยาวทั้งการผลักดันการเปิดตลาดการเงินของจีนเอง

เรียกว่ากอดคอกันพังก็ไม่ผิด

โดย จารุณี นาคสกุล 

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

ลือ! แว่นอัจฉริยะตัวใหม่จาก Apple ฉายภาพเข้าตาไม่ต้องพึ่งหน้าจอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666731

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 18:30 น.ลือ! แว่นอัจฉริยะตัวใหม่จาก Apple ฉายภาพเข้าตาไม่ต้องพึ่งหน้าจอApple อาจมีแว่นตาอัจฉริยะที่ผู้ใช้สามารถสัมผัสกับสภาพแวดล้อมเสมือนจริงได้ โดยไม่ต้องพึ่งจอแสดงผล

อุปกรณ์เทคโนโลยีที่สวมใส่ได้กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน อย่างเช่น สมาร์ทวอทช์ ซึ่งการออกแบบอุปกรณ์เทคโนโลยีให้สวมใส่ได้นั้น ช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้ชีวิตประจำวันของเราง่ายขึ้น

ทางด้านยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Apple ก็มีข่าวลือมาระยะหนึ่งแล้วว่าบริษัทกำลังซุ่มพัฒนา Apple glasses แว่นตาอัจฉริยะตัวใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality)

ข่าวลือครั้งล่าสุดยังว่ากันว่ามันสามารถฉายภาพไปยังดวงตา หรือเรตินา ของผู้ใช้ได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งจอแสดงผลแบบเดิมๆ

โดยมีการจดสิทธิบัตรที่เรียกว่า “โปรเจ็กเตอร์จอประสาทตาโดยตรง” (Direct Retinal Projector) กับแว่นตาที่มีกรอบอลูมิเนียมน้ำหนักเบา และเลนส์ที่ทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนต

มันทำงานอย่างไร?

Direct Retinal Projector อาจติดตามตำแหน่งที่ผู้ใช้กำลังจ้องมองของ เพื่อให้สามารถปรับการฉายภาพสู่ดวงตาได้โดยอัตโนมัติ โดยใช้กระจกสะท้อนแสงไปยังดวงตาของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องใช้จอแสดงผล

ด้วยเทคโนโลยี AR และ VR จะทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ที่ให้ความรู้สึกราวกับว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นจริงๆ

ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่า Apple glasses จะสามารถเชื่อมต่อและดึงภาพจากหน้าจอ iPhone ของผู้ใช้มาแสดงบนเลนส์ของแว่นตา ซึ่งรวมไปถึงการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ด้วย

เมื่อไหร่จะได้ใช้กัน?

แหล่งข่าวหลายแห่งรวมถึง Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ของ Apple คาดการณ์ว่า เราอาจจะได้เห็นแว่นตาอัจฉริยะตัวแรกของ Apple ในช่วงครึ่งแรกของปี 2022

อย่างไรก็ตาม แว่นตาตัวแรกอาจยังไม่มาพร้อมกับเทคโนโลยีฉายภาพไปยังจอประสาทตาโดยตรง ซึ่งเราอาจได้เห็นเทคโนโลยีนี้ในแว่นตารุ่นถัดไปที่อาจออกมาในปี 2023

ทั้งนี้ เป็นเพียงข่าวลือที่ถูกพูดถึงตามสื่อต่างๆ เท่านั้น และยังไม่ได้รับการยืนยันจาก Apple เองhttps://www.youtube.com/embed/JLNvSYr4eeI

ที่มา: Business InsiderTechradarYanko Design

ภาพ: Nicholas Kamm / AFP

ซีอีโอ Moderna เผยอีกไม่นานเด็กเล็กจะได้ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666712

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 16:15 น.ซีอีโอ Moderna เผยอีกไม่นานเด็กเล็กจะได้ฉีดวัคซีนModerna เผยความคืบหน้าในการขออนุมัติใช้วัคซีนกับเด็ก เตรียมเผยผลทดลองวัคซีนกับเด็กอายุ 6 เดือน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า สตีเฟน บ็องเซล (Stephane Bancel) ซีอีโอของบริษัท Moderna เผยว่าวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทจะได้รับอนุมัติให้ใช้สำหรับเด็กอายุ 12 ถึง 17 ปีในสหรัฐอเมริกาภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังจากที่ได้ยื่นขออนุมัติกต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ Moderna ได้วางแผนที่จะยื่นขออนุมัติใช้วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 6 ถึง 11 ปีในอนาคตอันใกล้นี้ และมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะได้รับอนุมัติในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่จะถึงนี้

โดย Moderna ได้เปิดเผยผลการทดลองวัคซีนในเด็กอายุ 6 ถึง 11 ปีพบว่ามีความปลอดภัยและสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้ดี

จากการทดลองฉีดวัคซีนกับเด็กอายุ 6 ถึง 11 ปีทั้งหมด 4,753 คน โดยใช้วัคซีน 2 โดส โดสละ 50 ไมโครกรัม หรือครึ่งหนี่งของปริมาณที่ใช้กับผู้ใหญ่ เว้นระยะห่าง 28 วัน พบว่ามีการตอบสนองของแอนติบอดีเป็นอย่างดี โดยผลข้างเคียงที่พบโดยทั่วไปคืออ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีไข้ และปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน

บ็องเซลยังคาดหวังว่าวัคซีนของ Moderna จะได้รับอนุมัติให้ใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นภายในสิ้นปี และคาดว่าจะเผยแพร่ข้อมูลการศึกษาวัคซีนในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 6 ปี ภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า

ด้าน Pfizer วัคซีนชนิด mRNA จากสหรัฐอีกรายหนึ่ง ได้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้ใช้กับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา แต่ยังต้องรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ

โดยขณะนี้สหรัฐอนุมัติให้ใช้ Pfizer สำหรับผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป

Photo by Angela Weiss / AFP

UN เตือนโลกจะร้อนขึ้นอีก 2.7 องศาเพราะก๊าซเรือนกระจก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666694

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 15:00 น.UN เตือนโลกจะร้อนขึ้นอีก 2.7 องศาเพราะก๊าซเรือนกระจกหากยังไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจทำให้โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น 2.7 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เผยแพร่รายงานว่าด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปี 2021 ระบุว่า โลกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น 2.7 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ โดยประเมินจากพันธสัญญาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน

ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกแห่งสหประชาชาติ (WMO) ชี้ว่าโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว และกำลังหลงทางในการควบคุมอุณหภูมิของโลก

แม้ว่าหลายประเทศมีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถควบคุมอุณหภูมิของโลกได้ ซึ่งสหประชาชาติเตือนว่าหากยังเป็นเช่นนี้โลกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น 2.7 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ แต่ก็ลดลงจากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3 องศาเซลเซียส

หากต้องการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2% ทั่วโลกจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% และหากต้องการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5% จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 50% โดยรายงานระบุว่าก๊าซเรือนกระจก 80% ของทั่วโลกมาจากกลุ่มประเทศ G20

เมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมาองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกรายงานระบุว่าภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสในอีก 20 ปีข้างหน้า ขณะที่สภาพอากาศแปรปรวน รวมถึงการเกิดไฟป่า และน้ำท่วมจะส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ทั้งนี้ ในปี 2020 ที่ผ่านมาเป็น 1 ใน 3 ปีที่โลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกตั้งแต่ปี 1850 หรือเมื่อ 170 ปีที่แล้ว ซึ่งองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนว่าโลกกำลังอยู่ในช่วง “หายนะของสภาพภูมิอากาศ”

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเคยระบุว่าโลกกำลังเข้าใกล้ภัยพิบัติจากสภาพอากาศ โดยภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างไฟไหม้ น้ำท่วม พายุไซโคลน และเฮอริเคนกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ

รายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่ไม่นานก่อนที่การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP26 จะเปิดฉากขึ้นในสัปดาห์หน้า

Photo by Hector RETAMAL / AFP

ไช่อิงเหวินเผยไต้หวันเจอภัยคุกคามจากจีนเพิ่มขึ้นทุกวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666699

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 14:00 น.ไช่อิงเหวินเผยไต้หวันเจอภัยคุกคามจากจีนเพิ่มขึ้นทุกวันผู้นำไต้หวันเผยภัยคุกคามจากจีนเพิ่มขึ้นทุกวัน และยืนยันว่ามีทหารสหรัฐอยู่ในไต้หวันจริง

ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินของไต้หวันให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว CNN ว่า ภัยคุกคามจากจีนเพิ่มขึ้นทุกวัน และเป็นครั้งแรกที่ผู้นำไต้หวันยืนยันถึงการปรากฏตัวของทหารอเมริกันในไต้หวันไช่อิงเหวินเผยกับ CNN ว่า ไต้หวันคือไฟสัญญาณแห่งประชาธิปไตยที่ต้องได้รับการปกป้องเพื่อธำรงไว้ซึ่งการยึดมั่นในค่านิยมประชาธิปไตยทั่วโลก

“นี่คือเกาะที่มีผู้คน 23 ล้านคนพยายามอย่างหนักทุกวันเพื่อปกป้องตนเองและปกป้องประชาธิปไตยของเรา และทำให้แน่ใจว่าประชาชนของเรามีเสรีภาพในแบบที่พวกเขาสมควรได้รับ” ผู้นำไต้หวันกล่าว “หากเราล้มเหลว นั่นหมายความว่าผู้คนที่เชื่อในค่านิยมเหล่านี้อาจกังขาว่าสิ่งเหล่านี้คือค่านิยมที่พวกเขาควรต่อสู้เพื่อให้ได้มาหรือไม่”

ทั้งนี้ ไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่แยกกันปกครองนับตั้งแต่กลุ่มชาตินิยมถอยร่นมาที่ไต้หวันในช่วงสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองในจีนเมื่อกว่า 70 ปีก่อน

ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ตึงเครียดขึ้นและตกต่ำถึงขีดสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาจีนส่งเครื่องบินรบหลายลำเข้ามาในน่านฟ้าไต้หวันหลายครั้ง

นอกจากนี้ การให้สัมภาษณ์กับ CNN ไช่อิงเหวินยังเป็นผู้นำไต้หวันคนแรกในรอบหลายสิบปีที่ยืนยันการมีอยู่ของทหารสหรัฐที่เข้ามาฝึกอบรมให้กับกองทัพไต้หวัน

ทหารกลุ่มอเมริกันกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาอยู่ในไต้หวันถอนตัวออกไปเมื่อปี 1979 หลังจากสหรัฐเปลี่ยนไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อปีที่แล้วสื่อรายงานว่ามีทหารอเมริกันกลุ่มเล็กๆ ประจำการในไต้หวัน

นอกจากนี้ ช่วงต้นปี 2020 กองทัพสหรัฐโพสต์คลิปวิดีโอซึ่งถูกลบในเวลาต่อมาที่แสดงให้เห็นกองกำลังพิเศษของสหรัฐกำลังฝึกทหารในไต้หวัน ต่อมาเดือน พ.ย. 2020 กระทรวงกลาโหมไต้หวันประกาศและปฏิเสธในภายหลังกับสื่อท้องถิ่นว่ากองทัพสหรัฐไม่ได้เข้ามาฝึกให้กับทัพไต้หวัน

อย่างไรก็ดี ไช่อิงเหวินไม่ได้เปิดเผยตัวเลขของทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในไต้หวันในขณะนี้ เพียงแต่กล่าวว่า “ไม่มากอย่างที่หลายคนคิด” และ “เรามีความร่วมมือกับสหรัฐอย่างกว้างๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของเรา”

Photo by Sam Yeh / AFP

มาเลเซียเปิดตัวถุงยางอนามัยยูนิเซ็กซ์แบบแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666689

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 13:43 น.มาเลเซียเปิดตัวถุงยางอนามัยยูนิเซ็กซ์แบบแรกของโลกนรีแพทย์มาเลเซียเปิดตัวถุงยางอนามัยที่ใช้ได้ทั้งชายและหญิงแบบแรกของโลก

จอห์น ตั้ง นรีแพทย์ชาวมาเลเซียจากบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ Twin Catalyst คิดค้นถุงยางอนามัยยูนิเซ็กซ์ที่ใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเป็นครั้งแรกของโลก

ตั้งเผยว่า ถุงยางอนามัยดังกล่าวเป็นถุงยางอนามัยแบบมีกาวสำหรับยึดติดกับอวัยวะเพศและพื้นที่บริเวณใกล้เคียงเพื่อการปกป้องเป็นพิเศษ

ถุงยางอนามัย Wondaleaf Unisex Condom ผลิตจากโพลียูริเทนคุณภาพสูงที่นำมาใช้ตกแต่งบาดแผลและยังมีความบางแต่แข็งแรง ยืดหยุ่น และกันน้ำ

ตั้งใช้เวลาหลายปีในการวิจัยและทดลองถุงยางอนามัยยูนิเซ็กซ์ดังกล่าวและคาดว่าจะจำหน่าย Wondaleaf ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทในเดือน ธ.ค.นี้ ในราคากล่องละ 14.99 ริงกิต หรือราว 120 บาท โดย 1 กล่องมี 2 ชิ้น

จุดมุ่งหมายในการคิดค้นถุงยางยูนิเซ็กซ์นี้คือ การส่งเสริมให้ผู้คนควบคุมสุขภาพทางเพศให้ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นเพศไหนหรือมีรสนิยมทางเพศแบบใด

Twin Catalyst/Handout via REUTERS

Merck เล็งแบ่งสูตรยาเม็ดต้านโควิดให้ประเทศยากจน แต่ไทยอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666681

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 12:41 น.Merck เล็งแบ่งสูตรยาเม็ดต้านโควิดให้ประเทศยากจน แต่ไทยอดMerck เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตยาเม็ดต้านโควิดให้ประเทศยากจนทั่วโลกฟรีแต่ไทยไม่อยู่ในลิสต์

The New York Times รายงานว่า บริษัท Merck ผู้ผลิตโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ยาเม็ดต้าน Covid-19 เตรียมมอบใบอนุญาตให้ผลิตยาเม็ดโมลนูพิราเวียร์โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์แก่องค์การไม่แสวงกำไรที่องค์การสหประชาชาติสนับสนุน ซึ่งทำให้ประเทศยากจนสามารถผลิตและจำหน่ายยาดังกล่าวเองได้ในราคาไม่แพง

สัญญาระหว่าง Merck กับ Medicines Patent Pool องค์การที่ทำงานเพื่อให้การรักษาและเทคโนโลยีเข้าถึงได้ทั่วโลก เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ ใน 105 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกาและเอเชียยื่นขอสิทธิ์จาก Medicines Patent Pool เพื่อนำสูตรยาโมลนูพิราเวียร์มาผลิตเอง

Merck เผยก่อนหน้านี้ว่า การทดลองทางคลินิกพบว่ายาเม็ดโมลนูพิราเวียร์มีประสิทธิภาพลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตจาก Covid-19 ได้ครึ่งหนึ่งในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่รับประทานยาทันทีหลังจากติดเชื้อ หลังจากนั้นบรรดาประเทศร่ำรวย รวมทั้งสหรัฐ รีบติดต่อเจรจาซื้อยาจำนวนมาก ทำให้เกิดความกังวลว่าประเทศยากจนจะเข้าไม่ถึงยานี้เหมือนที่เข้าไม่ถึงวัคซีน

The New York Times รายงานอีกว่า คาดว่าผู้ผลิตยาทั่วไปในประเทศกำลังพัฒนาสามารถจำหน่ายโมลนูพิราเวียร์ในราคาเพียง 20 เหรียญสหรัฐ หรือราว 665 บาทต่อคอร์ส 5 วัน ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐตกลงซื้อครั้งแรกในราคา 712 เหรียญสหรัฐ หรือราว 23,683 บาทต่อคอร์ส 5 วัน

การแบ่งปันสูตรยาโดยไม่คิดมูลค่าของ Merck ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในบริษัทยายักษ์ใหญ่จากตะวันตกและได้รับเสียงตอบรับที่ดี โดย เจมส์ เลิฟ หัวหน้าองค์การวิจัยที่ไม่แสวงกำไร Knowledge Ecology International เผยว่า ใบอนุญาตของ Merck เป็นการปกป้องที่ดีและมีความหมายสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในหลายประเทศที่มีประชากรรวมกันกว่าครึ่งโลก

ใบอนุญาตที่ Merck ออกให้แก่บริษัทผู้ผลิตยาทั่วไปในอินเดียจำกัดการจำหน่ายยาให้เฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและตัดรายชื่อประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศออก รวมทั้งจีนและรัสเซีย

เลิฟยังเผยอีกว่าข้อตกลงสิทธิบัตรการผลิตโมลนูพิราเวียร์ไม่รวมประเทศรายได้ปานกลางและประเทศส่วนใหญ่ในแถบละตินอเมริกา “แล้วคุณจะทำอย่างไรกับอีกหลายประเทศอย่างชิลี โคลอมเบีย ไทย หรือเม็กซิโก ประเทศเหล่านี้ไม่อยู่ลิสต์”

อย่างไรก็ดี ภายใต้ข้อตกลงนี้ Merck จะยังคงผลิตและจำหน่ายโมลนูพิราเวียร์ให้ประเทศร่ำรวยและประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศในราคาที่สูงกว่าที่จำหน่ายในประเทศที่ได้รับใบอนุญาตจากบริษัท

Merck & Co Inc/Handout via REUTERS