สหรัฐ-ออสเตรเลียย้ำต่ออาเซียน AUKUS ไม่ทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666678

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 11:40 น.สหรัฐ-ออสเตรเลียย้ำต่ออาเซียน AUKUS ไม่ทำลายเสถียรภาพในภูมิภาคสหรัฐและออสเตรเลียทำความเข้าใจต่ออาเซียนในประเด็นสนธิสัญญา AUKUS ย้ำไม่ทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค

ในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่จะขึ้นในรูปแบบเสมือนจริงเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยมีประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน, สหรัฐ, รัสเซีย, จีน, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เข้าร่วมประชุม ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับสนธิสัญญา AUKUS

ซึ่งเป็นความตกลงด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกระหว่างสหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ถูกระบุว่าทำขึ้นเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป้าหมายหลักอาจเป็นการคานอำนาจกับจีนซึ่งกำลังมีอิทธิพลในภูมิภาคดังกล่าว

โดย AUKUS จะเอื้อให้สหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

ขณะที่สมาชิกอาเซียนอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียแสดงความกังวลว่า AUKUS อาจจุดชนวนให้เกิดการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค

โดยประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ของอินโดนีเซีย แสดงความกังวลว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะกลายเป็นสมรภูมิแข่งขันด้านอาวุธของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยิ่ง

ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ข้อตกลงด้านความมั่นคงใดๆ รวมถึง AUKUS ควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และควรมีความชัดเจนสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียทำความเข้าใจกับประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนเกี่ยวกับสนธิสัญญา AUKUS โดยเน้นย้ำว่าไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจัดหาอาวุธนิวเคลียร์ และออสเตรเลียไม่ได้ต้องการแสวงหาอาวุธ

มอร์ริสันยืนยันว่าสนธิสัญญา AUKUS ไม่ได้เปลี่ยนความมุ่งมั่นของออสเตรเลียที่มีต่อภูมิภาคอาเซียน หรืออินโด-แปซิฟิก ในทางกลับกันมันตอกย้ำคำมั่นสัญญาของออสเตรเลียที่มีต่อภูมิภาคนี้ให้แข็งแกร่งกว่าที่เคย

นอกจากนี้ มอร์ริสันยังได้กล่าวในที่ประชุมว่าออสเตรเลียจะบริจาควัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 10 ล้านโดสให้แก่ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริจาคเงินจำนวน 92.6 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสนับสนุนโครงการในภูมิภาค

ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ยืนยันต่อประเทศสมาชิกอาเซียนว่าสหรัฐจะยืนหยัดเคียงข้างประเทศต่างๆ ในการปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้

โดยก่อนหน้านี้สหรัฐได้เน้นย้ำในการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐและอาเซียนว่าสนธิสัญญา AUKUS จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างแน่นอน และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

ขณะที่จีนมองว่าข้อตกลง AUKUS มีความเสี่ยงที่จะทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในอินโด-แปซิฟิกอย่างรุนแรง

Photo by Handout / ASEAN Summit 2021 / AFP

โควิดสิงคโปร์พุ่งสูงผิดปกติวันเดียวติดเกิน 5,000 คนครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666670

วันที่ 28 ต.ค. 2564 เวลา 10:42 น.โควิดสิงคโปร์พุ่งสูงผิดปกติวันเดียวติดเกิน 5,000 คนครั้งแรกสิงคโปร์ติดเชื้อเกิน 5,000 ครั้งแรกหลังตัวเลขพุ่งผิดปกติในไม่กี่ชั่วโมง

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์รายงานว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันของสิงคโปร์พุ่งเกิน 5,000 คนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการระบาด โดยวานนี้ (27 ต.ค.) จนถึงเวลา 24.00 น. มีผู้ติดเชื้อ 5,324 คนโดย 4,651 คนเป็นผู้ติดเชื้อในชุมชน และอีก 661 คนอยู่ในบ้านพักแรงงานต่างชาติ

“จำนวนผู้ติดเชื้อสูงผิดปกติในวันนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากผู้ป่วย Covid-19 จำนวนมากที่ห้องปฏิบัติการตรวจพบภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงในช่วงบ่าย กระทรวงสาธารณสุขกำลังตรวจสอบตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติในระยะเวลาสั้นๆ และเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วง 2-3 วันข้างหน้า” แถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขระบุ

ขณะนี้แม้ว่าสิงคโปร์เริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบแล้วจากบางประเทศเดินทางเข้าได้ แต่ยังคงมาตรการสกัดการแพร่ระบาดไปจนถึงปลายเดือน พ.ย. รวมทั้งจำกัดการรวมตัวไม่เกิน 2 คน และจะผ่อนคลายมาตรการเหล่านี้หลังจากสถานการณ์ของโรงพยาบาลมั่นคงขึ้น

ขณะนี้อัตราการใช้เตรียงไอซียูอยู่ที่ 79.8% ลดลงจากช่วงต้นสัปดาห์เล็กน้อย และเตียงไอซียู่ที่จะมาเพิ่มอีก 100 เตียงจะพร้อมใช้งานในสัปดาห์หน้า

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

ยังไหวไหม? ส่องแผนการ ‘อยู่ร่วมกับโควิด’ เพราะปิดประเทศต่อไม่ได้อีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666598

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 19:00 น.ยังไหวไหม? ส่องแผนการ 'อยู่ร่วมกับโควิด' เพราะปิดประเทศต่อไม่ได้อีกหลายประเทศเลิกสนใจตัวเลขผู้ติดเชื้อ หันไปให้ความสำคัญกับวัคซีนเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยอาการหนักและการเสียชีวิตจากโควิด-19

ขณะนี้หลายประเทศเลือกที่จะใช้ยุทธศาสตร์อยู่ร่วมกับโควิด-19 แทนการกำจัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ เพื่อเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยเปลี่ยนจากการจับตาตัวเลขผู้ติดเชื้อไปให้ความสำคัญกับอัตราการฉีดวัคซีนแทน เพื่อลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้

สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นอีกประเทศที่เดินหน้าใช้ยุทธศาสตร์อยู่ร่วมกับโควิด-19 โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว จาก 8 ประเทศ เดินทางเข้าสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องกักตัว แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศจะยังคงเพิ่มขึ้น

ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า “สิงคโปร์ไม่สามารถอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์และปิดประเทศได้ตลอดไป ต้องยอมรับความจริงที่ว่าเชื้อไวรัสจะยังคงอยู่และเราต้องอยู่ร่วมกับมัน”

โดยกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมาว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 3,277 คน และผู้เสียชีวิต10 คน อายุระหว่าง 66 ถึง 98 ปี ซึ่งทั้งหมดมีโรคประจำตัวหรือยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ส่งผลให้สิงคโปร์มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เป็นวันที่ 37 ติดต่อกัน

ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 179,095 คน กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 1,787 คน และเสียชีวิต 339 คน

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นได้เพิ่มความตึงเครียดและแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยอัตราการใช้ห้องไอซียูในสิงคโปร์ในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 79.2 ส่งผลให้ขณะนี้สิงคโปร์มีเตียงรองรับผู้ป่วยในห้องไอซียูเหลือเพียง 60 เตียง แต่หากฉีดวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยอาการหนักลงไปได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ระบุว่า ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาอัตราผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วและยังไม่ได้รับวัคซีนซึ่งต้องเข้าห้องไอซียูอยู่ที่ 0.5 และ 4.2 ต่อประชากร 100,000 คนตามลำดับ

ขณะที่จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนครบโดสและไม่ได้รับวัคซีนซึ่งเสียชีวิตอยู่ที่ 0.1 และ 0.8 ต่อประชากร 100,000 คนตามลำดับ

สำหรับกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสและไม่ได้รับการฉีดวัคซีนซึ่งต้องเข้าห้องไอซียูอยู่ที่ 2.3 และ 30.1 ต่อประชากร 100,000 ตามลำดับ

ส่วนจำนวนผู้สูงอายุที่ได้รับวัคซีนครบโดสและไม่ได้รับวัคซีนซึ่งเสียชีวิตคือ 0.4 และ 8.0 ต่อประชากร 100,000 ตามลำดับ

กระทรวงสาธารณสุขจึงเรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเองและบรรเทาความตึงเครียดของระบบสาธารณสุข ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนควรหลีกเลี่ยงการเดินทางและกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น

ทั้งนี้ ชาวสิงคโปร์ประมาณ 4.63 ล้านคนหรือ 85% ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส โดยประมาณ 4.67 ล้านคนหรือ 84% ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว และมีผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 แล้ว 709,525 คน หรือคิดเป็น 13% ของประชากรทั้งหมด

ขณะที่การจัดอันดับการฟื้นตัวจากโควิด-19 โดย Bloomberg ครั้งล่าสุด พบว่า สิงคโปร์ร่วงลงมา 20 อันดับจากเดือนที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 39 หลังจากที่มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

สหราชอาณาจักร

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ยืนกรานว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนเพื่อควบคุมโควิด-19 แม้ว่าผู้ติดเชื้อในประเทศจะเพิ่มขึ้นทะลุ 5 หมื่นคนต่อวัน โดยเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขอังกฤษรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 52,009 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากอีกฝ่ายที่ต้องการให้รัฐบาลปรับแผนเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาด เพราะเกรงว่าผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว

ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นเกินความคาดหมาย และสถานการณ์ขณะนี้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้วเป็นอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยความระมัดระวัง

ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษประกาศคลายล็อกดาวน์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา โดยเรียกว่าวันแห่งเสรีภาพ (Freedom day) แม้ว่ายอดผู้ติดเชื้อขณะนั้นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแตะที่กว่า 40,000 คนต่อวัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการผ่อนคลายมาตรการครั้งนี้อาจส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 200,000 รายต่อวัน

ด้านศาสตราจารย์ เซอร์ แอนดรูว์ พอลลาร์ด หัวหน้าคณะทำงานด้านวัคซีนของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด กล่าวว่า อังกฤษเป็นประเทศหนึ่งที่มีการตรวจหาเชื้อมากที่สุดในโลก และมากกว่าบางประเทศประมาณ 10 เท่าต่อหัวประชากร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างเป็นทางการสูงกว่าประเทศอื่นๆ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อคือผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิต ซึ่งผู้ป่วยในภาวะวิกฤตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ อังกฤษฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 85.3 ล้านโดส โดยมีประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 38.2 ล้านคนหรือคิดเป็น 68.3%

อย่างไรก็ตาม การไม่มีข้อจำกัดในช่วงเทศกาลวันหยุดประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตากลายพันธุ์ AY4.2 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจมีศักยภาพในการแพร่ระบาดได้มากกว่าสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิมกว่า 10% ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดโควิด-19 อีกระลอก

สหรัฐอเมริกา

สหรัฐประกาศว่าจะยกเลิกมาตรการจำกัดการเดินทางสำหรับชาวต่างชาติใน 33 ประเทศที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. เป็นต้นไป หลังจากที่บังคับใช้มานานถึง 21 เดือน

นับว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ไม่หวังให้ผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศลดลงจนเหลือศูนย์ แต่ให้ความสำคัญในการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโควิด-19

โดยการศึกษาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ ชี้ว่าชาวอเมริกันที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสมีโอกาสเสียชีวิตจากโควิด-19 น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยขณะนี้มีชาวอเมริกันกว่า 57% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว นอกจากนี้ยังได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนของ Pfizer กับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี

ในขณะที่ผู้ป่วยและการรักษาตัวในโรงพยาบาลลดลงอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา

จีน

ในทางกลับกันบางประเทศเลือกใช้ยุทธศาสตร์ควบคุมโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ อาทิ ประเทศจีนซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งในหลายมณฑล หลังจากที่ก่อนหน้านี้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้วจนประชาชนสามารถเดินทางท่องเที่ยวในประเทศกันอย่างคึกคัก

แต่ขณะนี้หลายพื้นที่ได้บังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดอีกครั้งเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการเดินทางข้ามมณฑล สั่งล็อกดาวน์บางพื้นที่ ยกเลิกเที่ยวบินในประเทศหลายร้อยเที่ยว รวมทั้งปิดโรงเรียน และเร่งตรวจเชิงรุก

• หลายประเทศเดินหน้าใช้ยุทธศาสตร์อยู่ร่วมกับโควิด-19 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศที่ชะลอตัวมานานกว่า 1 ปี

• โดยให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยอาการหนักและการเสียชีวิตจากโควิด-19 และไม่กังวลหากตัวเลขผู้ติดเชื้อจะสูงแต่อัตราป่วยหนักและเสียชีวิตน้อยเพราะประชาชนได้รับวัคซีนแล้ว

• ขณะที่บางประเทศยังคงเลือกที่จะป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดเพราะเกรงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหญ่อีกครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วโควิด-19 จะไม่หายไปแต่จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งเราจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับมันให้ได้

ณิชมน โลหะขจรพันธ์

ภาพ REUTERS/Dawn Chua

Nothing Ear หูฟังที่เหมือนไม่ได้ใส่ (และไม่มีอะไรเข้ามาแทรก) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666593

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 17:32 น. Nothing Ear หูฟังที่เหมือนไม่ได้ใส่ (และไม่มีอะไรเข้ามาแทรก)ด้วยน้ำหนักเบาเป็นพิเศษที่ 4.7 กรัม ทำให้มันมีจุดเด่นที่น่าสนใจกว่าหูฟังตัวอื่นๆ แต่ฟีเจอร์เรื่องเสียงและดีไซน์ก็ไม่ใช่เล่นๆ เหมือนกัน

Nothing Ear รุ่น Ear 1. หรือ Nothing ear (1) มันไม่ใช่แค่หูฟังที่เป็นกระแสเท่ๆ แต่ได้รับเสียงเชียร์จากคนระดับโทนี เฟเดลล์ (Tony Fadell) ผู้คิดค้น iPod และผู้ก่อตั้ง Nest, สตีเวน ฮัฟฟ์แมน (Steven Huffman) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Reddit และ เคซีย์ ไนสแตท (Casey Neistat) หนึ่งใน vloggers ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของ YouTube

Ear 1. เป็นหูฟังไร้สายจริงๆ เพราะไม่มีสายอะไรเชื่อมต่อมันทั้งสิ้น องค์ประกอบบางส่วนเหมือนกับ AirPods Pro เช่นการตัดเสียงรบกวนโดยใช้พลังงานไฟฟ้า (Clear Voice) แต่ด้วยราคาถูกกว่าเห็นๆ แค่ 99 ดอลลาร์ เทียบกับราคาระดับกลางของอุปกรณ์สำหรับการฟังของ Apple ในระดับราคากลางๆ ที่ 249 ดอลลาร์

ภาพจาก Nothing

มันมาพร้อมกับไมโครโฟน 3 ตัว สองตัวจะรวบรวมเสียงรบกวนรอบข้างในขณะที่ตัวที่สามเน้นที่พูด โดยใช้ Machine Learning หรือการทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เรียนรู้ได้ด้วยตนเองเพื่อปิดกั้นเสียงรบกวน

บริษัทบอกว่า “Nothing ear (1) ใช้เทคโนโลยี Clear Voice และไมโครโฟนความละเอียดสูง 3 ตัวเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ยินเสียงเหมือนกับที่คุณได้ยิน ในขณะที่คุณพูด อัลกอริธึมขั้นสูงจะอ้างอิงคำพูดและเสียงนับล้าน (แม้แต่ในความเร็วลมสูงถึง 40 กม./ชม.) เพื่อแยกและขยายเสียงของคุณเพื่อความแม่นยำที่น่าทึ่ง”

ภาพจาก Nothing

สิ่งที่น่าดึงดูดใจนอกจากน้ำหนักที่เบามากแล้ว รวมถึงชั่วโมงการใช้งานนานถึง 34 ชั่วโมงหลังชาร์จแล้ว แต่เล่นเพลงติดต่อกันได้ 5.7 ชั่วโมงซึ่งนานกว่า AirPods Pro ยังดีไซน์แบบโปรงใสเห็นกลไกด้านในและกล่องบรรจุก็เป็นกล่องใสเช่นกัน

ดีไซน์ที่เหนือกว่าความโปร่งใสคือ มันออกแบบมาเพื่อให้ความสบายสูงสุดด้วยช่องระบายอากาศที่ช่วยลดแรงกด และออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ และมีจุกซิลิโคนเหลว 3 ชิ้นเพื่อปรับแต่งให้พอดี กับสรีระหูของผู้ใช้ พวกเขาจึงบอกว่า “คุณอาจลืมไปเลยว่ากำลังสวมมันอยู่ และนั่นคือประเด็น” ประเด็นก็คือมันคือหูฟังที่เหมือนไม่ได้ใส่อะไร เป็น “Nothing Ear” สมชื่อ

ภาพจาก Nothing

Nothing เจ้าของโปรดักต์ตัวนี้เป็นสตาร์ทอัปที่น่าจับตามาก พวกเขายังเพิ่งระดมทุนได้ถึง 50 ล้านดอลลาร์เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคม รวมแล้วเป็น 74 ล้านดอลลาร์ คาร์ล เพย์ (Carl Pei) ซีอีโอของบริษัทบอกว่า เงินทุนใหม่จะใช้สำหรับ “การวิจัยและพัฒนาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของแบรนด์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ (ของธุรกิจ)” และพวกเขามีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขอดันออกมาอีกเพียบ

หมดยุคอวตาร จีนจะออกกฎระบุตัวตนจริงเวลาเล่นเน็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666584

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 16:23 น.หมดยุคอวตาร จีนจะออกกฎระบุตัวตนจริงเวลาเล่นเน็ตจีนเล็งออกกฎลงทะเบียนบัญชีใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบระบุตัวตนจริง

ปักกิ่ง, 27 ต.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันอังคาร (26 ต.ค.) หน่วยกำกับดูแลไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) เริ่มเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับร่างกฎระเบียบการบริหารจัดการชื่อบัญชีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งกำหนดให้มีการลงทะเบียนแบบระบุตัวตนจริง

ร่างกฎระเบียบดังกล่างระบุว่าแม้ผู้ใช้งานจะสามารถเลือกนามแฝงได้ แต่จำเป็นต้องกรอกข้อมูลระบุตัวตนจริง ขณะลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มออนไลน์

นอกจากนั้นผู้ใช้งานห้ามตั้งชื่อเลียนแบบหน่วยงานพรรคคอมมิวนิสต์จีน หน่วยงานรัฐบาลหรือกองทัพ ผู้ประกอบการ สถาบันสาธารณะ และองค์กรของประชาชนเด็ดขาด รวมถึงห้ามใช้นามแฝงปลอมตัวเป็นองค์กรสื่อสารมวลชน

ส่วนผู้เยาว์ที่ต้องการลงทะเบียนจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองเพื่อการลงทะเบียนโดยใช้ชื่อจริง และต้องยืนยันตัวตนของทั้งผู้เยาว์และผู้ปกครอง

ร่างกฎระเบียบข้างต้นยังกล่าวถึงภาระความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการรักษาความปลอดภัยในการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานด้วย

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จัมเซตจี ทาทา จากคนยากจนสู่ผู้สร้างอาณาจักร TATA Group #SootinClaimon

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666510

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 15:15 น.จัมเซตจี ทาทา จากคนยากจนสู่ผู้สร้างอาณาจักร TATA Groupจัมเซตจี ทาทา นักอุตสาหกรรมผู้บุกเบิกบริษัทที่ต่อมากลายเป็น TATA Group เครือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย

1. จัมเซตจี ทาทา (Jamsetji Tata) ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งอุตสาหกรรมของอินเดีย” เขาเป็นนักอุตสาหกรรมผู้บุกเบิกบริษัทที่ต่อมากลายเป็น TATA Group เครือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย

2. ทาทามีอิทธิพลมากในโลกอุตสาหกรรมอินดีย จนได้รับการขนานนามจากชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดียว่าเป็น “One-Man Planning Commission” (ชายที่ทำงานคนเดียวแต่วางแผนได้เหมือนคนทำงานเป็นกลุ่ม) และยังเชิดชูความกล้าหาญและวิสัยทัศน์ของทาทา ว่าสมควรแล้วที่ชาวอินเดียควรให้เกียรติและจดจำเขาในฐานะหนึ่งในผู้สร้างที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจอินเดียสมัยใหม่ เพราะการลงทุนของเขาได้เปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจของอินเดีย

3. ทาทาเกิดในตระกูลนักบวชที่ยากจน แต่พ่อของเขาเป็นผู้ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักธุรกิจเป็นคนแรกของตระกูล โดยก่อตั้งบริษัทการค้าเพื่อการส่งออกในมุมไบ ทำให้ทาทาได้ซึมซับมาจากพ่อของเขา

4. พ่อแม่ของทาทาเล็งเห็นว่าเขามีพรสวรรค์ในการคิดเลขตั้งแต่เด็ก จึงสนับสนุนให้เขาได้รับการศึกษาแบบตะวันตกที่ทันสมัยมากขึ้น เขาจึงย้ายไปอยู่กับพ่อที่มุมไบตั้งแต่อายุ 14 ปี และสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเอลฟินสโตน (Elphinstone College) และได้แต่งงานในขณะที่ยังเป็นนักศึกษา

5. หลังจากเรียนจบ ทาทาทำงานให้กับบริษัทการค้าเพื่อการส่งออกของพ่อ และมีส่วนช่วยในการสร้างสาขาที่แข็งแกร่งในจีน ญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ ในยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา

6. พ่อของทาทาเดินทางไปประเทศจีนเป็นประจำเพื่อทำความคุ้นเคยกับการค้าฝิ่น และต้องการให้ลูกชายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้ด้วย ทาทาจึงถูกส่งไปยังประเทศจีนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่นั่น และนี่ทำให้เขาตระหนักได้ว่าอุตสาหกรรมฝ้ายกำลังเฟื่องฟูและมีโอกาสทำกำไรมหาศาล

7. ทาทาทำงานในบริษัทของพ่อจนกระทั่งอายุ 29 ปี และเริ่มก่อตั้งบริษัทของตัวเองในปี 1868 ด้วยเงินลงทุน 21,000 รูปี โดยเริ่มจากการลงทุนซื้อโรงงานน้ำมันที่ล้มละลายและเปลี่ยนเป็นโรงงานทอผ้า ก่อนที่จะขายเพื่อนำกำไรไปต่อยอดทำธุรกิจอื่นๆ ซึ่งเขามีความฝันที่จะทำธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ, โรงแรม สถาบันการศึกษา และโรงงานเหล็ก

8. หลังจากนั้น ทาทาได้ก่อตั้งโรงงานอีกหลายแห่งรวมถึงโรงงานฝ้าย Empress Mill เมื่อครั้งที่ราชินีวิกตอเรียได้รับการประกาศให้เป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดีย และ Advance Mills โรงงานที่มีเทคโนโลยีสูงที่สุดแห่งหนึ่งในขณะนั้น

“ความเข้มแข็งในการปกป้องเสรีภาพนั้น สามารถเกิดขึ้นจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” ทาทากล่าว

9. นอกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแล้ว การลงทุนของทาทาทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน และเป็นคนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและฝ้ายในอินเดีย

10. ทาทาต้องการผลิตผ้าที่มีคุณภาพเทียบได้กับผ้าแมนเชสเตอร์ เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และต้องการให้อินเดียเป็นผู้ผลิตหลักของผ้าชั้นดี และกลายเป็นผู้ส่งออกในที่สุด ซึ่งเขาได้ทดลองวิธีต่างๆ เพื่อปรับปรุงคุณภาพการเพาะปลูกฝ้ายในอินเดีย

“หลายคนทำงานเพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นทาส แต่ทาทาทำงานเพื่อสร้างชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจที่ดีขึ้น” ซากีร์ ฮุสเซน (Zakir Husain) อดีตประธานาธิบดีอินเดียกล่าว

11. จนกระทั่งในปี 1903 ทาทาสามารถก่อตั้งธุรกิจโรงแรม Taj Mahal Hotel ได้สำเร็จตามความใฝ่ฝัน ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกในอินเดียที่มีระบบไฟฟ้า

12. นอกจากนี้ ทาทายังได้บริจาคเงินจำนวนมหาศาล และติดอันดับรายชื่อผู้ใจบุญชั้นนำของโลกในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเขาได้บริจาคเงินไปทั้งหมดเกือบ 102,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะเสียชีวิตลงในปี 1904

“เขาไม่ใช่คนที่ต้องการอยู่ในสายตาของสาธารณชน เขาไม่ชอบการชุมนุมสาธารณะ ไม่สนใจที่จะกล่าวสุนทรพจน์ ไม่ต้องการประจบประแจงใคร ไม่แสวงหาเกียรติและไม่อ้างสิทธิ์ แต่ความก้าวหน้าของอินเดียและประชาชนนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นเพราะความปรารถนาอันแรงกล้าของเขา” The Times of India กล่าวภายหลังการเสียชีวิตของทาทา

13. ต่อมา โดรับจิ ทาทา (Dorabji Tata) ผู้เป็นลูกชายเข้ามาสานต่อความฝันของพ่อ โดยได้เริ่มต้นธุรกิจเหล็ก TATA Steel ซึ่งเป็นบริษัทเหล็กแห่งแรกของเอเชียและใหญ่ที่สุดในอินเดีย และกลายเป็นบริษัทเหล็กที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกหลังจากเข้าซื้อกิจการ Corus Group ซึ่งผลิตเหล็กได้ 28 ล้านตันต่อปี

15. ภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่ 3 เจ.อาร์.ดี ทาทา (J.R.D. Tata) สามารถทำให้มูลค่าของธุรกิจในเครือ TATA Group เติบโตเป็นร้อยเท่า ทั้งจากการก่อตั้งธุรกิจใหม่ขึ้นมาเอง การเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น และการเข้าซื้อกิจการอย่าง Jaguar Land Rover รถยนต์หรูสัญชาติอังกฤษ

14. TATA Group ต่อยอดเพื่อให้ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภทมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึง บริษัทไฟฟ้า TATA Power ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งมากกว่า 8000MW, บริษัทรถยนต์ TATA Motors, บริษัทเคมีภัณฑ์ TATA Chemicals, บริษัทโทรคมนาคม TATA Communications, บริษัทอีคอมเมิร์ซ TATA Cliq, บริษัทรับเหมาก่อสร้าง TATA Projects Limited, ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค TATA Consumer Products, ธุรกิจที่ปรึกษา TATA Consultancy Services, ผู้ให้บริการทางการเงิน TATA Capital, ผู้ให้บริการดาวเทียม TATA Sky, สายการบิน TajAir และ Vistara และสถาบันวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำของอินเดียด้านการวิจัยและการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น

“ปัจจุบันไม่มีชาวอินเดียคนไหนทำเพื่อการค้าและอุตสาหกรรมของอินเดียมากไปกว่านี้แล้ว” ลอร์ดเคอร์ซอน (George Curzon) อุปราชแห่งอินเดียกล่าวภายหลังการจากไปของทาทา

Photo by TATA

จีนสั่งเจ้าของ Evergrande ควักกระเป๋าตัวเองจ่ายหนี้บริษัท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666564

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 14:41 น.จีนสั่งเจ้าของ Evergrande ควักกระเป๋าตัวเองจ่ายหนี้บริษัททางการจีนสั่งให้ผู้ก่อตั้ง Evergrande นำเงินส่วนตัวมาชำระหนี้บริษัท

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างบุคคลที่ทราบเรื่องดังกล่าวว่า ทางการจีนสั่งให้ สวี่เจียอิ้น ผู้ก่อตั้ง Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหานี้สินนำเงินส่วนตัวมาชำระหนี้ของบริษัท

รายงานของ Bloomberg ระบุว่า คำสั่งจากทางการจีนมีขึ้นหลังจาก Evergrande ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยพันธบัตรที่ครบกำหนดในวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวเผยกับ Bloomberg อีกว่า รัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศจีนกำลังจับตาการใช้เงินในบัญชีธนาคารของ Evergrande เพื่อให้แน่ใจว่าเงินสดของบริษัทจะถูกนำไปก่อสร้างโครงการที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ และไม่ถูกโยกย้ายไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ต่างๆ

อย่างไรก็ดี สำนักข่าว AFP รายงานว่า ทรัพย์สินส่วนตัวของสวี่เจียอิ้นอาจไม่เพียงพอบรรเทาปัญหาหนี้สินของบริษัทที่สูงถึงกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากรายงานทรัพย์สินของ Bloomberg ระบุว่าสวี่เจียอิ้นมีทรัพย์สินไม่ถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ครั้งหนึ่งสวี่เจียอิ้นในวัย 63 ปีเคยเป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในจีนด้วยทรัพย์สินมากกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อไม่กี่ปีก่อนก่อนที่วิกฤตทางการเงินของ Evergrande จะเริ่มขึ้น

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่แล้ว Evergrande ชำระหนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในนาทีสุดท้ายก่อนที่ระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันจะสิ้นสุดลงในวันเสาร์ (23 ต.ค.) รอดจากการผิดนัดชำระหนี้มาได้หนึ่งครั้ง และยังมีรายงานว่า Evergrande กลับไปเดินหน้าโครงการก่อสร้างที่ค้างอยู่กว่า 10 โครงการแล้ว

Evergrande ต้องชำระดอกเบี้ยพันธบัตรอีกฉบับหนึ่งในวันที่ 29 ต.ค.นี้ หลังครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 30 วัน

Photo by Hector RETAMAL / AFP

สีจิ้นผิงสั่งเพิ่มแสนยานุภาพกองทัพจีน #SootinClaimon.Com

https://www.posttoday.com/world/666545

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 13:16 น.สีจิ้นผิงสั่งเพิ่มแสนยานุภาพกองทัพจีนผู้นำจีนสั่งเดินหน้าสนับสนุนการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เสริมแสนยานุภาพกองทัพแข่งสหรัฐ

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนขอให้เสริมแสนยานุภาพกองทัพจีนด้วยการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ ในขณะที่จีนและสหรัฐพยายามถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันในยุคที่รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐระบุว่าเป็น “การแข่งขันเชิงกลยุทธ์”

สำนักข่าว Xinhua News Agency รายงานว่า สีจิ้นผิงเผยกับที่ประชุมทางการทหารเมื่อวันอังคาร (26 ต.ค.) ว่า จีนต้องสร้าง “สถานการณ์ใหม่” เพื่อสนับสนุนการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร และสร้างระบบการจัดการที่ทันสมัยสำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าว

ผู้นำจีนยังยกย่องความสำเร็จของประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่า “ความก้าวหน้าดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุนด้านวัสดุและเทคโนโลยีสำหรับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะความแข็งแกร่งทางการทหาร”

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สีจิ้นผิงประกาศว่าจีนมีเป้าหมายในการสร้างกองทัพระดับโลกภายในปี 2049

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐตีความคำพูดของสีจิ้นผิงว่า หมายถึงจีนต้องการสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งเทียบเท่าหรือเหนือชั้นกว่ากองทัพสหรัฐ โดยระบุไว้ในรายงานของปีที่แล้วว่าจีนสามารถขยับขึ้นมาเทียบเท่าหรือล้ำกว่าสหรัฐในหลายด้าน อาทิ การต่อเรือ ขีปนาวุธ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ

ขณะที่ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจีนทดสอบหรือเปิดตัวอาวุธใหม่หลายชิ้นที่ดูเหมือนว่าถูกออกแบบมาเพื่อชดเชยข้อได้เปรียบของสหรัฐในด้านต่างๆ เช่น ระบบป้องกันขีปนาวุธ

Financial Times รายงานว่า จีนทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิคเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และยังใช้งานจูไห่แอร์โชว์เมื่อเดือนที่แล้วเปิดตัวเครื่องบินรบ J-16D

Photo by Noel Celis / AFP

สหรัฐยั่วจีนอีก แนะเพิ่มบทบาทไต้หวันใน UN #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666551

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 12:46 น.สหรัฐยั่วจีนอีก แนะเพิ่มบทบาทไต้หวันใน UNไต้หวันไม่ใช่สมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และจีนจะไม่พอใจอย่างมากที่จะเพิ่มบทบาทไต้หวันในหน่วยงานนี้ เพราะจีนเห็นว่าเป็นการยกสถานะไต้หวันเป็น “ประเทศ”

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (UN) รวมไต้หวันเข้าในหน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติมากขึ้น แม้ว่าจีนจะคัดค้านก็ตาม

“ไต้หวันไม่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมในกิจการต่างๆ ของสหประชาชาติ” บลิงเคน กล่าวในแถลงการณ์ “เราสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมดเข้าร่วมสนับสนุนไต้หวันให้มีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งและอย่างมีนัยสำคัญทั่วทั้งระบบของสหประชาชาติและในประชาคมระหว่างประเทศ”

บลิงเคน ชี้ไปที่การยกเว้นไต้หวันจากการประชุมที่เกี่ยวข้องกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO)

เขาตั้งข้อสังเกตว่าไต้หวันได้รับการยกย่องสำหรับการตอบสนอง “ระดับโลก” ต่อการระบาดของโควิด-19 และผู้โดยสารหลายสิบล้านคนต้องเดินทางผ่านสนามบินของไต้หวันในแต่ละปี

“ไต้หวันกลายเป็นเรื่องราวความสำเร็จในระบอบประชาธิปไตย” บลิงเคนกล่าว “เราเป็นหนึ่งในหลายประเทศสมาชิกของสหประชาชาติที่ถือว่าไต้หวันเป็นหุ้นส่วนที่มีค่าและเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้”

ถ้อยแถลงของบลิงเคนตอกย้ำนโยบายของสหรัฐที่มีมายาวนาน แต่เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในไต้หวัน โดยเมื่อต้นเดือนนี้จีนสร้างสถิติส่งเครื่องบินบบุกรุกเขตใกล้ไต้หวันเป็นประวัติการณ์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐพร้อมที่จะปกป้องไต้หวันจากการรุกรานของจีน แต่ทำเนียบขาวปฏิเสธรวดเร็วท่ามกลางคำเตือนจากจีน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงท่าทีชาตินิยมมากขึ้น ทำให้เกิดความกลัวว่าการพูดถึงการบุกรุกไต้หวันนั้นไม่ใช่เรื่องสมมุติขึ้นมาลอยๆ แต่อาจเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

สหรัฐเปลี่ยนการยอมรับจีนแผ่นดินใหญ่ในฐานะรัฐบาลจีนเดียวในปี 2522 และในแถลงการณ์ของบลิงเคนย้ำว่าสหรัฐยังคงนโยบายจีนเดียว

แต่สหรัฐก็มีพันธะต่อไต้หวันด้วย ภายใต้กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันที่ผ่านโดยสภาคองเกรสในระหว่างการเปลี่ยนไปยอมรับจีนเดียว สหรัฐจำเป็นต้องจัดหาอาวุธให้ไต้หวันเพื่อใช้ในการป้องกันตัว แม้ว่าจะยังคลุมเครือว่าสหรัฐจะเข้าแทรกแซงทางการทหารหรือไม่หากจีนโจมตี

จีนซึ่งใช้อำนาจยับยั้งในฐานะสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง มักใช้อำนาจวีโต้ของตนเพื่อขัดขวางการปฏิบัติต่อไต้หวันในฐานะสมาชิกทางใดทางหนึ่งของ

มีเพียง 14 ประเทศทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวัน

Photo by LUISA GONZALEZ / POOL / AFP

Shiba Inu พุ่งพรวดราคาสูงสุดขั้น All-time High อีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666549

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 12:32 น.Shiba Inu พุ่งพรวดราคาสูงสุดขั้น All-time High อีกครั้งShiba Inu มาแรง แฟนๆ เรียกร้อง Robinhood Markets เพิ่มเหรียญในแพลตฟอร์มเทรดคริปโต

หลังจากที่มีหลายเสียงเรียกร้องให้ Robinhood Markets แพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นและสกุลเงินดิจิทัล เพิ่มเหรียญ Shiba Inu ลงในแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ราคาของเหรียญพุ่งขึ้นเกือบ 30% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.000054 เหรียญสหรัฐ

โดยมีผู้ร่วมลงชื่อบนเว็บไซต์ Change.org ให้ Robinhood เพิ่มเหรียญ Shiba Inu ลงในแพลตฟอร์มกว่า 326,000 รายชื่อ ซึ่งบ่งชี้ว่าเหรียญดังกล่าวได้รับความนิยมในกลุ่มนักลงทุน

ด้าน Vlad Tenev ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของบริษัท Robinhood กล่าวว่า บริษัทจะพิจารณาอย่างรอบคอบในการเพิ่มเหรียญใดๆ ลงในแพลตฟอร์ม ในทางกลับกันอีกแพลตฟอร์มคือ Coinbase Global Inc. ได้เพิ่มโทเค็น Shiba Inu ไปเมื่อเดือนที่แล้ว

Shiba Inu ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นผู้โค่น Dogecoin มีราคาพุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ดิ่งลงไปอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อแฟนพันธุ์ของ Dogecoin อย่าง Elon Musk ตอบคำถามจากผู้ใช้ Twitter ที่ถามว่าเขาถือ Shiba Inu มากแค่ไหน

โดย Musk ตอบสั้นๆ ว่า “ไม่มี” และเขากล่าวว่าเขาถือเหรียญ Bitcoin, Ether และ Dogecoin เท่านั้น

ปัจจุบัน Shiba Inu เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยมีมูลค่าตลาดเกือบ 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

AFP PHOTO / TOSHIFUMI KITAMURA