จีนพบรัฐบาลตอลิบาน พร้อมช่วยสร้างอัฟกานิสถานขึ้นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666542

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 12:10 น.จีนพบรัฐบาลตอลิบาน พร้อมช่วยสร้างอัฟกานิสถานขึ้นใหม่เป็นอีกครั้งที่จีนให้คำมั่นว่าจะช่วยกลุ่มตอลิบานในการฟื้นฟูประเทศอัฟกานิสถานขึ้นใหม่ พร้อมเรียกร้องนานาชาติให้ความร่วมมือ

Bloomberg รายงานว่า หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนเข้าพบหารือกับคณะผู้แทนของรัฐบาลตอลิบานในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยให้คำมั่นว่าจีนจะช่วยกลุ่มตอลิบานในการฟื้นฟูประเทศอัฟกานิสถานขึ้นใหม่

หวัง อี้ กล่าวว่า จีนสนับสนุนความพยายามในการฟื้นฟูเสถียรภาพของประเทศอัฟกานิสถาน และเชื่อว่ารัฐบาลที่นำโดยกลุ่มตอลิบานจะใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของจีน

หวัง อี้ ยังได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศทำงานร่วมกับกลุ่มตอลิบานเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพของอัฟกานิสถาน พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อตอลิบาน

ด้านมุลเลาะห์ อับดุล กานี บาราดาร์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลตอลิบาน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือกับจีนในด้านต่างๆ และกลุ่มตอลิบานจะไม่ยอมให้ใครใช้ดินแดนอัฟกันทำอันตรายจีน

นับว่าเป็นความเคลื่อนไหวของจีนกับอัฟกานิสถานครั้งล่าสุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้จีนยืนกรานมาตลอดว่าจะร่วมมือกับกลุ่มตอลิบานเพื่อฟื้นฟูอัฟกานิสถาน และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและมนุษยธรรมแก่อัฟกานิสถาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคมและฟื้นฟูเศรษฐกิจของอัฟกานิสถานมาแล้วหลายครั้ง

รายงานระบุว่าจีนมีท่าทียินดีอย่างยิ่งที่กลุ่มตอลิบานเข้ามาปกครองอัฟกานิสถาน และแสดงความเต็มใจที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลตอลิบานหลายครั้ง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอัฟกานิสถานเป็นแหล่งแร่แรร์เอิร์ธ แร่ธาตุหายากมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้กลุ่มตอลิบานอาจช่วยจีนในการควบคุมกลุ่มก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงที่คุกคามผลประโยชน์ของจีนทั้งในและต่างประเทศ

Photo by Li Ran/Xinhua via REUTERS

โอลิมปิกฤดูหนาวจะรอดไหม? จีนเจอโควิดระลอกใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666540

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 11:30 น.โอลิมปิกฤดูหนาวจะรอดไหม? จีนเจอโควิดระลอกใหม่ จีนเจอโควิด-19 อีกระลอกขณะที่โอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ที่กรุงปักกิ่งใกล้เปิดฉาก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 27 ต.ค. จาง เจี้ยนตง เจ้าหน้าที่อาวุโสของคณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิกฤดูหนาว 2022 ที่กรุงปักกิ่ง ยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในการจัดงาน แต่ได้มีการเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีก 100 วันข้างหน้า

โดยก่อนหน้านี้ ฝ่ายจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ได้ออกมาตรการที่เข้มงวดรวมถึงการสั่งห้ามนักกีฬารวมกลุ่มปาร์ตี้สังสรรค์และมีเซ็กซ์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

พร้อมเรียกร้องให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดและการสัมผัสใกล้ชิด สำหรับนักกีฬาที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสจะต้องกักตัวเป็นเวลา 21 วันก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน

ขณะที่ประเทศจีนพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศอีกครั้งหลังจากที่สามารถควบคุมได้แล้ว แต่ตอนนี้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาระลอกใหม่ในหลายมณฑล โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีประวัติการเดินทางข้ามภูมิภาค

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดอาจยังคงขยายตัวต่อไป

โดยหลายพื้นที่ได้บังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค อาทิ กรุงปักกิ่งซึ่งพบผู้ป่วยรายใหม่นับสิบราย สั่งห้ามไม่ให้ผู้ที่เดินทางมาจากที่ใดในประเทศที่มีรายงานว่ามีผู้ป่วยโควิดในพื้นที่ หรือต้องแสดงผลตรวจเป็นลบ และกักตัว 2 สัปดาห์

เมืองหลานโจว มณฑลกานซู่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ สั่งล็อกดาวน์หลังพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้ประชากรราว 4 ล้านคนต้องกักตัวอยู่บ้าน โดยสามารถเดินทางเพื่อซื้อเสบียงอาหารที่จำเป็นหรือรับการรักษาพยาบาลเท่านั้น

เช่นเดียวกับอำเภอเอ๋อจี่น่าในเขตมองโกเลีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ประกาศล็อกดาวน์โดยขอให้ประชาชน 35,700 คนกักตัวอยู่บ้าน หากผู้ใดฝ่าฝืนอาจได้รับโทษความผิดทั้งแพ่งและทางอาญา

นอกจากนี้การแข่งขันวิ่งมาราธอนประจำปีในกรุงปักกิ่งและเมืองอูฮั่นซึ่งมีกำหนดในวันที่ 31 ต.ค. ที่จะถึงนี้ก็ต้องถูกยกเลิกไปเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนได้ยกระดับการตรวจโควิด-19 เชิงรุก และเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชน หลังจากที่ประชากรเกือบ 80% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

ทั้งนี้ โอลิมปิกฤดูหนาว 2022 จะมีขึ้นในวันที่ 4 ก.พ. ถึง 20 ก.พ. ปีหน้า ส่วนพาราลิมปิกจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 4 มี.ค.

Photo by REUTERS/Tingshu Wang/File Photo

จีนเล็งยกระดับความสัมพันธ์กับอาเซียนแข่งสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666537

วันที่ 27 ต.ค. 2564 เวลา 10:50 น.จีนเล็งยกระดับความสัมพันธ์กับอาเซียนแข่งสหรัฐอาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางเพาะสร้างและขยายอิทธิพลระหว่างสหรัฐกับจีน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า จีนต้องการยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน โดยเรียกร้องให้มีการประชุมสุดยอดนัดพิเศษในเดือนหน้าซึ่งประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเอง ในขณะที่จีนพยายามขยับขยายเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนที่สหรัฐกำลังแย่งชิงอิทธิพลอยู่เช่นกัน

นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีนประกาศข้อเสนอดังกล่าวในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีนที่บรูไน

การยกระดับความสัมพันธ์ซึ่งเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ข้อตกลงเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุม” ดูเหมือนจะกว้างขวางครอบคลุมกว่าความสัมพันธ์ในปัจจุบันของจีนกับอาเซียน และยังประกาศก่อนที่จะมีการประชุมทางไกลระหว่างประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐและอาเซียนไม่กี่ชั่วโมง

ประธานาธิบดี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์สนับสนุนแผนของจีนที่จะยกระดับความสัมพันธ์กับอาเซียน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือระหว่างกันไว้แล้ว

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทย แสดงความคิดเห็นด้วยความระมัดระวังกับข้อเสนอนี้ โดยกล่าวว่า “การรักษาสันติภาพที่ยั่งยืนท่ามกลางพลวัตของสถานการณ์ที่ซับซ้อนในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ” เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม

อย่างไรก็ดี กรณีพิพาทเหนือเขตแดนในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับหลายประเทศในอาเซียนจะทำให้ข้อตกลงดังกล่าวสะดุด และขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าขอบเขตของข้อเสนอใหม่ของจีนจะรวมถึงเรื่องทางทะเลหรือไม่ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมของแผนอาจชัดเจนขึ้นเมื่อฝ่ายจีนออกแถลงการณ์หลังเสร็จสิ้นการประชุม

ฝ่ายไทยเผยระหว่างการประชุมว่า ไทยไม่ประสงค์จะเห็นความขัดแย้งหรือการเผชิญหน้าระหว่างมิตรประเทศ และสนับสนุนให้มีการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นทะเลจีนใต้

ความสัมพันธ์ของจีนและอาเซียนมีความคืบหน้าเมื่อเดือน พ.ย.ที่ปี่แล้ว เมื่อ 15 ประเทศลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) แต่จนถึงขณะนี้มีเพียง 6 ประเทศที่ให้สัตยาบัน คือ ไทย สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น กัมพูชา และบรูไน โดยประเทศอาเซียนอีกอย่างน้อย 3 ประเทศและอีก 1 ประเทศจากภูมิภาคอื่นต้องให้สัตยาบันก่อน ความตกลงดังกล่าวจึงจะมีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ จีนยังแสดงความสนใจเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ด้วย

REUTERS/Carlos Garcia Rawlins/File Photo

ไบเดนลงทุนแค่เศษเบี้ย แต่หวังซื้อใจอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666509

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 20:33 น.ไบเดนลงทุนแค่เศษเบี้ย แต่หวังซื้อใจอาเซียน เป็นอีกครั้งที่อาเซียนจะถูกเฉือนออกเป็นฝ่ายๆ จากศึกชิงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐและจีน

อาเซียนถูกเมินจากรัฐบาลสหรัฐมานานหลายปี ซึ่งโทษสหรัฐไม่ได้เพราะสหรัฐคิดว่าภูมิภาคอื่นสำคัญกว่าอาเซียน แต่สหรัฐคิดผิดไปหลายปี เพราะประมาทจีน กว่าจะตาลีตาลานกลับมาที่นี่อีกครั้ง ก็เกือบจะสายเกินไป เมื่อจีนเข้ามา “ยึดครองหัวใจ” ของบางประเทศในอาเซียนเอาไว้แล้ว

จุดอ่อนเดียวของจีนที่ทำให้ครองใจอาเซียนทั้งหมดไม่ได้ คือกรณีพิพาททะเลจีนใต้และกรณีสร้างเขื่อนควบคุมกระแสน้ำแม่น้ำโขง

กรณีแรกนั้นจีน “เสียเพื่อน” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้่นที่สมุทร คือ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กรณีที่สองจีนเสียความเป็นมิตรในกลุ่มประเทศภาคพื้นที่แผนดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา ส่วนเวียนามนั้นเจอทั้งสองเด้ง

ถึงแม้สหรัฐจะรู้ตัวช้าไปว่าการยึดอาเซียนเท่ากับยึดยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกไปได้ครึ่งหนึ่ง แต่เพราะจุดอ่อนของจีนเหล่านี้ทำให้สหรัฐแทรกตัวเข้ามาง่ายมาก

สหรัฐแสดงท่าทีแข็งกร้าวมาเป็นพิเศษกับกรณีทะเลจีนใต้ถึงกับยุให้พันธมิตรต่างๆ จากตะวันตกบ้าง อินเดียบ้าง นำเรือรบแล่นมาในน่านน้ำแถบนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร แต่ให้เหตุผลว่า “เพื่อแสดงจุดยืนเสรีภาพในการเดินเรือ (Freedom of navigation) ในทะเลจีนใต้” อันเป็นเสรีภาพตามกฎหมายระหว่างประเทศ

กับกรณีแม่น้ำโขงนั้น สหรัฐโหนความไม่พอใจของประเทศท้ายน้ำโขงด้วยการตั้ง Mekong Dam Monitor ขึ้นมาเพื่อช่วยบอกกับประเทศท้ายน้ำว่าจีนกักหรือปล่อยน้ำเมื่อไรและอย่างไร ทำเอาจีนต้องกระตือรือร้นในการแจ้งประเทศท้ายน้ำมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

การเข้ามาของสหรัฐในอาเซียน (อีกครั้ง) แม้จะมาเพื่อต้านจีนและรักษาผลประโยชน์ของตัวเองไว้ แต่ก็ยังนับว่ามีคุณต่ออาเซียนอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นจีนก็จะทำไม่เกรงใจอาเซียนเกินไป

แต่สหรัฐมาแค่นี้จริงๆ ต่างจากจีนที่มีเงินและการลงทุนติดไม้ติดมือมาด้วย แต่ก็มาพร้อมกับข้อกล่าวหาเรื่องกับดักหนี้

ดังนั้นบางประเทศในอาเซียนจึงเริ่มไปขอแรงชาติอื่นเข้ามาช่วยเป็น “แม่แรง” งัดกับตัวใหญ่ๆ รวมถึงเป็นแหล่งเงินใหม่ๆ นอกเหนือจากจีน และนอกเหนือจากสหรัฐที่มาแบบมือเปล่าแต่จะเอากลับท่าเดียว

ตัวอย่างเช่น พิลาหารี เกาสิกัน (Bilahari Kausikan) อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์กล่าวกับ Kyodo News ในการสัมภาษณ์ออนไลน์ว่าญี่ปุ่นควรเปิดทางให้สหรัฐเข้ามามีบทบาทในในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพื่อให้สหรัฐเข้ามาถ่วงดุลในภูมิภาค

เกาสิกันถึงกับบอกว่า พฤติกรรมก้าวร้าวของจีน ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นพ้องต้องกันในช่วง 15 ถึง 20 ปีที่ผ่านมาว่าการปรากฏตัวของสหรัฐในอาเซียนนั้น “มีความสำคัญและเป็นองค์ประกอบที่ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ “ เพื่อให้เกิดความสมดุลในภูมิภาคและอื่นๆ

ณ จุดนี้ต้องสงสัยเอาไว้ก่อนว่าเกาสิกันเหมาว่าอาเซียนทั้งหมดคิดว่าจีนเป็นภัยคุกคามและสหรัฐคือ “ผู้ช่วยให้รอด” อันเป็นความคิดที่ไม่สอดคล้องกับท่าทีของบางประเทศที่อ้าแขนรับจีนและไม่ญาติดีกับสหรัฐหรือไม่ก็ถูกสหรัฐผ่านกฎหมายโจมตี”

แต่คำกล่าวต่อมาของเกาสิกันก็ทำให้พอเข้าใจได้ว่าทำไมอาเซียนบางประเทศถึงได้สนิทสนมกับจีน เขาอธิบายว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากสำหรับบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสหรัฐ เพราะจีนเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ขาดไม่ได้

ดังนั้นเพื่อให้สหรัฐเข้ามาถ่วงดุลโดยที่จีนไม่กราดเกรี้ยวเกินไป ญี่ปุ่นควรแทรกเข้ามาตรงกลางในฐานะผู้ที่ประสานงานแทนสหรัฐในด้านความมั่นคงในอาเซียน โดยหันไปใช้ Fukuda Doctrine ซึ่งเป็นแนวนโยบายการต่างประเทศของญี่ปุ่นที่ประกาศโดยอดีตนายกรัฐมนตรีทาเคโอะ ฟุกุดะ ในปี 1977 ระหว่างการเยือนมะนิลา

ฟุกุดะยืนยันกับอาเซียนว่า “ประการแรก ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มุ่งมั่นเพื่อสันติภาพ ปฏิเสธบทบาทของอำนาจทางทหาร” ข้อนี้เพื่อทำให้อาเซียนวางใจว่าญี่ปุ่นจะไม่กลับไปเป็น “ยักษ์กระหายเลือด” เหมือนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เคยรุกรานเอเชียตะวันเฉียงใต้

ฟุกุดะยังบอกว่า “ประการที่ 2 ญี่ปุ่นในฐานะเพื่อนแท้ของประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทำอย่างดีที่สุดเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของความเข้าใจแบบ “ใจถึงใจ” กับประเทศเหล่านี้” ข้อนี้ก็เพื่อบอกกับอาเซียนว่าญี่ปุ่นนั้นไว้วางใจได้ คบกันแบบถึงใจ ไม่มีนอกไม่มีใน

Fukuda Doctrine มีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจให้อาเซียน ในช่วงที่สหรัฐถอนตัวไปหลังบอบช้ำจากสงครามเวียดนาม (โดยลอยแพไทยและประเทศ “โลกเสรี” อื่นๆ) และการเข้ามาของญี่ปุ่นไม่ได้มาแค่ปากเปล่าเพราะเอาเงินมาด้วยผ่านโครงการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจต่างๆ นานา

Fukuda Doctrine ได้ผลเหลือเชื่อ ไม่ใช่แค่ทำให้เศรษฐกิจอาเซียนมีเงินไหลเข้ามาโดยไม่ต้องรอ “เงินสงคราม” ของอเมริกัน ไม่ใช่แค่นั้น เวียดนามที่กำลังห้าวสุดขีดเพราะเพิ่ง “ชนะ” อเมริกัน ตอนแรกทำท่าไม่พอใจญี่ปุ่น เพราะเห็นว่าเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ แต่ภายหลังเพราะร้อนเงินจึงยอมรับความช่วยเหลือญี่ปุ่นเพื่อนำมาพัฒนา-ฟื้นฟูประเทศ ทำให้เวียดนามยอมอ่อนข้อลง

Fukuda Doctrine จึงมีส่วนช่วยอาเซียนมาก่อนในช่วงที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์กำลังพลิกเป็นฝ่ายนำในสงครามเย็นที่อาเซียน แต่น่าสงสัยว่ามันยังมีน้ำยาแค่ไหนในยุคสงครามเย็นใหม่ เพราะเงินญี่ปุ่นไม่ได้หนาเหมือนแต่ก่อน และจีนก็เป็นพ่อบุญทุ่มเสียยิ่งกว่าด้วย

นโยบายนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับกับสถานการณ์ตอนนี้ ตรงกันข้ามมันจะเป็นโทษกับอาเซียนด้วยซ้ำที่ดึงญี่ปุ่นเข้ามา จีนนั้นไม่เหมือนเวียดนามที่ “ห้าวแต่เอาเงินฟาดได้” แบบในทศวรรษที่ 1970

ในเวลานั้น เวียดนามไม่พอใจญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นถูกมองเป็นลิ่วล้ออเมริกันด้วย “สนธิสัญญาความร่วมมือและความมั่นคงระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น (ปี 1960)” ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ให้สหรัฐมีฐานทัพญี่ปุ่น สองชาติช่วยปกป้องกันและกัน และยืนยันสถานะพันธมิตรทางทหารระหว่างกัน

อย่างที่บอกว่า เวียดนามนั้นมีเงินมาก็เปลี่ยนใจ Fukuda Doctrine จึงได้ผล แต่มันไม่ผลกับจีน และจีนยังมีความสัมพันธ์ที่เจ็บปวดกับญี่ปุ่นมาก่อนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งทุกวันนี้ยังลืมไม่ลง และเคียดแค้นทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิที่สถิตดวงวิญญาณอาชญากรสงครามโลกครั้งที่ 2

ยิ่งญี่ปุ่นประกาศท่าทีจะช่วยเหลือไต้หวันประกาศจุดยืนผนึกกำลังกับสหรัฐในพันธมิตรต้านจีน มันยิ่งทำให้จีนเป็นศัตรูกับญี่ปุ่นมากขึ้น ไม่กี่วันก่อนที่บทความนี้จะเขียนขึ้น กองเรือจีนกับรัสเซียเพิ่งจะแล่นผ่านช่องแคบของญี่ปุ่นทางตอนเหนือสุด (ช่องแคบสึงารุ ที่ฮอกไกโด) แล้ววนเลี้ยวกลับที่ตอนใต้สุด (ช่องแคบโอสุมิ ที่คิวชู) เท่ากับแล่นเรือเวียนรอบเกาะฮอนชูเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

แม้จะเป็นเรื่องที่ทำได้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศซึ่งญี่ปุ่นเปิดช่องแคบเหล่านี้ให้เรือนานาประเทศแล่นผ่านได้ แต่มองได้ว่าจีนกำลัง “เอ็กเซอร์ไซส์” ให้ญี่ปุ่นยำเกรง

ดังนั้นการเรียกญี่ปุ่นเข้ามาจึงเป็นหายนะเสียมากว่า มันไม่ใช่การให้ญี่ปุ่นเป็นแค่ตัวแทนทำหน้าที่แทนสหรัฐในการถ่วงดุลจีน แต่จีนจะมองว่าอาเซียนกำลังปล่อยให้เกิดการแท็กทีมรุมตน

น่าสงสัยว่าเกาสิกันยังมองโลกแบบสงครามเย็นเกินไปหรือไม่ หรือเขาอาจะคิดว่ามันจำเป็นมากๆ ที่จะต้องดึงอเมริกันเข้ามาไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหนก็ตาม (แต่วิธีการแบบ Fukuda Doctrine ดูจะอันตรายเสียมากกว่า)

ดังนั้น ข้อเสนอของเกาสิกันจึงอาจไม่สมเหตุสมผลเอาเลยที่จึงญี่ปุ่นเข้ามาเพื่อจะเป็นเงาของสหรัฐในอาเซียน เพราะมันจะทำให้จีนไม่พอใจมากว่าพอใจ ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอแบบขอไปทีเพื่อจะเรียกอเมริกันเข้ามาแบบทื่อๆ ด้วยซ้ำ

ระยะหลังมานี้ สิงคโปร์ดูเหมือนจะเชียร์สหรัฐมากขึ้น (ดูบทความเรื่อง ยุคสมัยแห่งสงครามเรือดำน้ำกำลังจ่อคอหอยไทย) ซึ่งมันไม่ใช่แค่นั้น สหรัฐยังมองสิงคโปร์เป็นเหมือนหมากที่จะแทรกกลางเพื่อปักหมุดยุทธศาสตร์ในอาเซียน

สิงคโปร์นั้นสำคัญขนาดที่ไบเดนส่งกมลา แฮร์ริสมาเยือนในเดือนกรกฎาคม ราวกับว่าไบเดนคิดจะใช้สิงคโปร์ทำอะไรสักอย่างในภูมิภาคนี้

ในเวลานี้ไบเดนยังใช้เวลาคัดสรรและเสนอชื่อเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น โดยไบเดนใช้เวลานานถึง 1 ปีในการเลือกคนที่ใช่สำหรับประเทศที่สำคัญขนาดคอขาดบาดตาย

คนที่ไบเดนเสนอให้มาเป็นทูตประจำสิงคโปร์ คือโจนาธาน อี. แคปแลน (Jonathan Eric Kaplan) ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ไร้ประสบการณ์ทางการเมือง แต่คร่ำหวอดในธุรกิจออนไลน์ ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นการเลือกพ่อค้ามาทำงานการทูต/ความมั่นคงหรือไม่?

อาจจะเป็นไปได้ ตำแหน่งแบบนี้เรียกว่า political appointee คือใครก็ตามที่ได้รับการเสนอชื่อ/แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีสหรัฐให้มาทำงานของหน่วยงานรัฐบาลกลาง โดยไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาก็ได้ ขอให้เป็นคนที่ประธานาธิบดีไว้ใจหรือเคยช่วยเหลือกันมาก็พอ เช่น ตำแหน่งเอกอัครราชทูตแบบนี้ ปกติต้องอาศัยนักการทูตมืออาชีพหรือฝ่ายการเมืองที่เชี่ยวชาญการระหว่างประเทศ แต่ประธานาธิบดีสหรัฐจะยกตำแหน่งใส่พานให้ใครก็ได้

political appointee ก็คือตำแหน่งแบบ “เล่นเส้น” (spoils system) ที่มีในการเมืองสหรัฐมานานแล้ว เป็นตำแหน่งที่ยกให้คนที่ทำประโยชน์กับพรรคการเมืองหรือประธานาธิบดี หรือเป็นคนที่ประธานาธิบดีเชื่อว่าทำงานให้เขาได้แบบหันซ้ายหันขวา แน่นอนว่า political appointee มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำกว่าคนที่เป็นมืออาชีพในสายงานนั้นๆ (มีงานวิจัยในเรื่องนี้แล้ว)

โจนาธาน อี. แคปแลน เป็นใครถึงได้ตำแหน่งทูตสิงคโปร์? เขาเป็นคนที่ช่วยไบเดนระดมทุนช่วงหาเสียงเลือกตั้งนั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ เงินมาตำแหน่งไป นี่เป็นเรื่องปกติของระบอบเล่นเส้นของการเมืองสหรัฐ

ไม่ใช่แค่สิงคโปร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย คือ ไมเคิล จี. ดีซอมบรี (Michael G. DeSombre) ก็เป็น political appointee ที่แต่งตั้งโดยทรัมป์ เป็นทูตสหรัฐประจำประเทศไทยคนแรกในรอบ 45 ปีที่เป็นตำแหน่งที่ยกใส่พานให้คนนอกวงการการทูตมืออาชีพแบบนี้

มันหมายความว่าจริงๆ แล้วสหรัฐยังไม่ได้ใส่ใจกับอาเซียนมากหรือไม่ ทูตประจำประเทศที่สำคัญในภูมิภาคจึงเป็น political appointee แบบนี้?

อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก สหรัฐไม่ได้ให้ค่าอาเซียนมาหลายปี ขนาดไม่ได้ตั้งเอกอัครราชทูตมาประจำสิงคโปร์นานถึง 4 ปีกว่าตลอดสมัยของทรัมป์รวมถึงสมัยของเขาด้วย (โดยใช้แค่อุปทูต) พอจะตั้งแล้วยังเป็น political appointee ที่เก่งแต่เรื่องธุรกิจออนไลน์เสียอีก

สิงคโปร์ที่คิดจะชวนญี่ปุ่นกับสหรัฐมาช่วยถ่วงดุลจีนอาจจะต้องคิดหนัก เพราะสหรัฐนั้นลงทุนน้อยแต่หวังสูง อย่างแคปแลนซึ่งเป็นนักธุรกิจก็ย่อมมาเพื่อเก็บผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เขาถนัด จะเห็นว่าเขาย้ำเรื่องที่สิงคโปร์เป็นลูกค้าอาวุธในอาเซียนรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ

แม้จะหวังโกยเงินจากสิงคโปร์ แต่แคปแลนไม่ลืม “จิตวิญญาณอเมริกันผู้เสรี” ซึ่งยังอาจจะทำให้สิงคโปร์หนักใจด้วย เพราะบอกกับคณะกรรมาธิการวุฒิสภาด้านวิเทศสัมพันธ์ว่า เขาจะจี้ให้สิงคโปร์มีเสรีภาพด้านสื่อมากกว่านี้ เพราะอันดับเสรีภาพสื่อสิงคโปร์ต่ำเกินไป

ยังไม่ทันมาก็ออกลายเสียแล้ว อย่างนี้สิงคโปร์จะยอมเอาตัวเองเข้าแลกกับการไปซบสหรัฐหรือ?

วันที่ 26 ตุลาคม 2021 วันที่มีข่าวว่าไบเดนจะร่วมการประชุม (แบบเสมือนจริง) กับสุดยอดผู้นำอาเซียน ทางทำเนียบขาวได้เผยความริเริ่มใหม่เพื่อขยายหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สหรัฐ-อาเซียน

เห็นคำว่า “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” แต่ความร่วมมือส่วนใหญ่กลับเป็นเรื่องสาธารณสุข, การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังโควิด และให้ทุนการศึกษาและสิทธิทางเพศ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ และเงินอีก 100 ล้านดอลลาร์เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียน – เพียงเท่านี้ ไม่มีเรื่องการเมืองและความมั่นคง

นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะมันเป็นเรื่องกระโตกกระตากเกินไปที่จะเข้ามาอาเซียนแล้วเล่นงานใจในทันที แต่มองอีกมุมหนึ่ง การลงทุนแค่นี้ไม่สามารถเทียบกับจีนได้เลย และยังทำให้นักการเมืองในสหรัฐเองไม่พอใจด้วย

การแต่งตั้งทูตประจำสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่นที่ล่าช้ามานานก็เพราะถูกเตะถ่วงจากพรรครีพับลิกันมานานหลายเดือนที่ไม่พอใจนโยบายต่างประเทศของไบเดน แต่ก็เป็นการขัดแข้งขัดขากันในทางการเมืองด้วย โดยเฉพาะการขัดขวางจากเท็ด ครูซ (Ted Cruz) และจอช ฮาวลีย์ ( Josh Hawley) แห่งพรรครีพับลิกันที่ขวางมันซะทุกเรื่อง จนสหรัฐขาดผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในหลายพื้นที่

ปัญหาของสหรัฐในตอนนี้ก็คือ แม้จะกระรือร้น แต่ภายในเละเทะไม่เป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงในรัฐสภา ซึ่งเป็นเหตุให้นโยบายต่างประเทศมาย่อยยับแล้วในยุคสงครามเย็น และมันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในเวลานี้

ผู้เชี่ยวชาญบางคนจึงชี้ว่าสหรัฐตกอยู่ในภาวะอันตรายมาก หากจีนจะเล่นงานบ่อนทำลายเสียตอนนี้ก็ทำได้ อันที่จริงแล้วจีนไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เข็นโครงการต่างๆ มาประเคนอาเซียนก็พอแล้ว จำพวกการสร้างรถไฟความเร็วสูงไปจนถึงท่าเรือ

อดีตนักการทูตสิงคโปร์ที่อุตส่าห์เสนอแผนให้ญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแทนสหรัฐ ก็ยังยอมรับว่าจีนมีความจำเป็นทางเศรษฐกิจในฐานะหุ้นส่วน  ดังนั้นหากจะคิดถ่วงดุลกับจีนจะใช้ “คาวบอยอเมริกัน” ไม่ได้ ต้องมามาดเศรษฐีเจ้าบุญทุ่ม

ส่วนไบเดนขยับได้แค่เล็กน้อยเพราะคนในประเทศขัดขา แต่เขาเองก็ส่งเด็กเส้นมาเป็นทูตที่นี่ด้วย แสดงว่าไม่ได้จริงใจอะไร พร้อมกับโยนเงินมาอาเซียนนิดหน่อย

แม้จะหวังใช้อาเซียนเป็นจุดยุทธศาสตร์บีบจีนให้จนมุม และแม้อาเซียนบางประเทศจะเป็นใจ ก็ทำได้แค่ฝันไปก่อน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

ประเทศอื่นเขาทำไหม? ทุ่มร้อยล้านจ้างคนดังดึงนักท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666491

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 16:30 น.ประเทศอื่นเขาทำไหม? ทุ่มร้อยล้านจ้างคนดังดึงนักท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ หลายประเทศเชื่อเทศกาลปีใหม่เป็นโอกาสทองฟื้นฟูการท่องเที่ยว ยอมรับผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้น

สืบเนื่องจากที่ประเทศไทยดึงศิลปินระดับโลกอย่าง “ลิซ่า แบล็กพิงก์” และ “อันเดรอา โบเชลลี” จากเกาหลีใต้และอิตาลีร่วมงานเคาต์ดาวน์ปีใหม่ 2022 ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเบื้องต้นระบุว่าจะใช้งบประมาณอยู่ที่ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 100 ล้านบาท

ส่งผลให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา โดยบางส่วนเห็นด้วยกับแผนการดังกล่าว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งกังวลว่างบประมาณที่สูญเสียไปอาจไม่คุ้มค่า และเกรงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดคลัสเตอร์ใหญ่ในประเทศอีกครั้ง

ขณะที่เกาหลีใต้เองก็ประกาศว่าจะยุติข้อจำกัดในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกลับสู่ภาวะปกติภายในเดือนม.ค. ปีหน้า และได้มีการผ่อนปรนมาตรการบางอย่างไปแล้ว เช่น ขยายเวลาเปิดทำการของสถานที่ต่างๆ

แต่ยังไม่มีการพูดถึงการจัดงานเคาต์ดาวน์แบบยิ่งใหญ่อลังการ ความจริงแล้ว จากกรณีที่ผ่านๆ มา เช่น การเกิดคลัสเตอร์ในสถานบันเทิงที่มีเหล่าคนดังเกาหลีพัวพันด้วย ทำให้การจัดปาร์ตี้ใหญ่ๆ เพื่อฉลองการเปิดประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก

แม้ว่าตอนนี้เกาหลีใต้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังจากที่อนุมัติให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 กับเด็กอายุ 12 ถึง 17 ปี และฉีดวัคซีนบูสเตอร์ในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยขณะนี้มีประชากรได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 52 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่า 70% ขณะที่ผู้ติดเชื้อในประเทศมีแนวโน้มลดลงอยู่ที่วันละกว่า 1 พันคน

สำหรับอิตาลียังคงอยู่ในภาวะฉุกเฉินซึ่งอาจมีผลบังคับใช้ไปจนถึงปลายเดือนม.ค. และเผชิญกับการล็อกดาวน์มานาน 2 เดือนหลังจากต่อสู้กับการแพร่ระบาดระลอกที่ 3

แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดในอิตาลีดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางอัตราการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ลดลงและอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น แต่ก็เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ยังไม่มีการประกาศจะจัดงานเคาต์ดาวน์ระดับโลกแบบที่ไทยเสนอไป

จ้างคนดังส่งเสริมการท่องเที่ยว

ก่อนหน้านี้มีหลายประเทศที่มีแนวคิดในลักษณะเดียวกัน คือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์มากระตุ้นภาคการท่องเที่ยวที่ซบเซาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างเช่นอินโดนีเซียซึ่งมีรายงานเมื่อปีที่แล้วว่ารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 72,000 ล้านรูเปียห์เพื่อจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียจากนานาชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 10.3 ล้านรูเปียห์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศท่ามกลางการระบาดของโควิด-19

โดยหวังว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างน้อย 736,000 คน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีรายได้จากการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศประมาณ 13 ล้านล้านรูเปียห์

ทว่า อินโดนีเซียเผชิญกับแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรงอีกครั้งจนกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดแห่งใหม่ โดยมีผู้ติดเชื้อรายวันทะลุหลักหมื่นคนตั้งแต่เดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา

แม้ว่าตอนนี้โควิด-19 ในอินโดนีเซียจะผ่านจุดพีคมาแล้ว และสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้อีกครั้ง แต่ก็ยังคงเตรียมพร้อมสำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่อาจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยคาดว่าจะมีผู้คนเกือบ 20 ล้านคนเดินทางไปยังชวาและบาหลีในช่วงวันหยุดสิ้นปี

นอกจากนี้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แอร์แคนาดา สายการบินแห่งชาติของประเทศแคนาดาได้จ้างอินฟลูเอนเซอร์โพสต์ภาพการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเช่นกัน

แต่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากเนื่องจากขณะนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขขอความร่วมมือให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านและงดการเดินทางที่ไม่จำเป็น

สิงคโปร์โควิดพุ่ง ห้องไอซียูเหลืออีกแค่ 60 เตียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666475

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 14:57 น.สิงคโปร์โควิดพุ่ง ห้องไอซียูเหลืออีกแค่ 60 เตียงโควิดสิงคโปร์วิกฤต ผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มจำนวน ห้องไอซียูเหลืออีกแค่ 60 เตียง

Bloomberg รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสิงคโปร์ ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น และจำนวนผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยขณะนี้มีเตียงรองรับผู้ป่วยในห้องไอซียูเหลือเพียง 60 เตียง

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ (25 ต.ค.) ที่ผ่านมาอัตราการใช้ห้องไอซียูในสิงคโปร์โดยรวมอยู่ที่ 83.6% ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ใน 3 ในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

พร้อมเสริมว่าจากเตียงรองรับผู้ป่วยในห้องไอซียู 306 เตียง มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่อยู่ในอาการวิกฤตและต้องใส่ท่อช่วยหายใจถึง 64 ราย และผู้ป่วยอาการไม่คงที่ที่ต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด 107 ราย ส่วนอีก 135 เตียงต้องใช้รักษาผู้ป่วยอื่นๆ ที่ไม่ใช่โควิด-19

โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลถึงความเสี่ยงที่ระบบสาธารณสุขของประเทศจะล่มสลาย

ออง เย กุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ กล่าวว่า โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในสิงคโปร์กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล โดยผู้ป่วยนอนห้องไอซียูเฉลี่ย 15 วัน หรือบางรายอาจนานถึง 1 เดือน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสริมว่ามีการเพิ่มเตียงในห้องไอซียูหากจำเป็น แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อบริการตามปกติของโรงพยาบาล

ขณะที่รัฐบาลซึ่งมีแผนผ่อนคลายมาตรการในการควบคุมชายแดน เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้ว ได้ขยายเวลาบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดไปจนถึงปลายเดือนพ.ย. รวมถึงจำกัดการรวมกลุ่มไม่เกิน 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ จะผ่อนคลายได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ในโรงพยาบาลมีเสถียรภาพแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ สิงคโปร์รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 3,174 ราย และผู้เสียชีวิต 14 รายโดยทั้งหมดมีโรคประจำตัว ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศอยู่ที่ราว 176,000 ราย และผู้เสียชีวิต 329 ราย

ขณะที่ประชาชนได้รับวัคซีนครบแล้วประมาณ 4.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 82.6% ของประชากรทั้งหมด

Photo by REUTERS/Maxim Shemetov

Tesla มูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังรับออเดอร์ล็อตใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666450

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 12:27 น.Tesla มูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังรับออเดอร์ล็อตใหญ่Tesla รับออเดอร์รถ EV จำนวน 1 แสนคันจากบริษัท Hertz คาดโกยเงิน 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

หลังจากที่บริษัท Hertz ผู้ให้บริการเช่ารถยนต์ยักษ์ใหญ่ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่าได้สั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla จำนวน 100,000 คัน ถือเป็นคำสั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าครั้งใหญ่ที่สุด ส่งผลให้ Tesla มีมูลค่าตลาดแตะ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก

รายงานระบุว่าเป็นมูลค่าที่สูงกว่ามูลค่าของบริษัท General Motors, Toyota, Ford, Volkswagen, BMW, Honda และผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ รวมกันเสียอีก ขณะที่หุ้นของ Tesla พุ่งขึ้นเกือบ 13% ดีดตัวเหนือระดับ 1,045 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักในปีที่แล้วท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

เช่นเดียวกับ Hertz ซึ่งมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 10% และประกาศว่าบริษัทมีแผนที่จะจดทะเบียนใน Nasdaq ด้วย

ขณะที่ Elon musk มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 36.2 ล้านเหรียญสหรัฐภายในคืนเดียว โดยขณะนี้มีมูลค่าทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 289,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามดัชนี Bloomberg Billionaires ซึ่งมากกว่าทรัพย์สินของ Bill Gates และ Mark Zuckerberg รวมกัน

Bloomberg ระบุว่าคำสั่งซื้อดังกล่าวของ Hertz จะสร้างรายได้ให้กับ Tesla ถึง 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย Elon musk เผยว่ารถยนต์ที่ขายให้กับ Hertz จะคิดราคาตามปกติโดยไม่มีส่วนลดใดๆ ขณะที่ Hertz ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมูลค่าของข้อตกลงดังกล่าว

โดยผู้ใช้บริการของ Hertz ในสหรัฐและยุโรปจะสามารถเช่ารถยนต์ไฟฟ้า Tesla ได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน โดยบริษัทมีแผนที่จะติดตั้งที่ชาร์จอีกหลายพันเครื่อง

ในระยะหลังมานี้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นกระแสหลักซึ่งได้รับความต้องการและความสนใจจากทั่วโลกมากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 บริษัท นอกจากจะทำให้ Hertz มีความแตกต่างจากบริษัทเช่ารถรายอื่นๆ แล้วยังทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลกำไรของ Tesla แข็งแกร่งขึ้นและมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดโรงงานแห่งใหม่ในประเทศจีนเมื่อปลายปี 2019 และกำลังจะมียอดขายทะลุ 1 ล้านคันในปีนี้ แต่ก็ยังคงมีเสียงเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาของระบบ Autopilot

ก่อนหน้านี้มีเพียงไม่กี่บริษัทที่มีมูลค่าแตะล้านล้านเหรียญสหรัฐ ได้แก่ Apple, Amazon and Microsoft

Photo by JOHN THYS / AFP

ไม่เชิญก็ไม่ไป ‘มิน อ่อง หล่าย’ เมินประชุมสุดยอดอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666437

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 11:06 น.ไม่เชิญก็ไม่ไป 'มิน อ่อง หล่าย' เมินประชุมสุดยอดอาเซียน อาเซียนซัมมิตเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการโดยปราศจากตัวแทนจากเมียนมา

วันนี้ (26 ต.ค.) การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการโดยปราศจากผู้แทนจากเมียนมา หลังจากที่รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศว่าจะบอยคอตการประชุม

เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนไม่เชิญพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เข้าร่วมประชุม แต่กลับเชิญชาน เอ เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศเมียนมาเข้าร่วมประชุมแทน

โดยก่อนหน้านี้ประเทศสมาชิกมีมติที่จะไม่เชิญผู้นำรัฐบาลทหารของเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 ตุลาคม เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาไม่มีความคืบหน้าในการแก้วิกฤตที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร และไม่ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อที่ได้ตกลงกันไว้

ขณะที่ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลเมียนมา กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นถือเป็นการละเมิดต่อหลักการของอาเซียน และดูหมิ่นอธิปไตยของเมียนมา จึงไม่แน่ใจว่าเมียนมาจะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้หรือไม่ แต่ท้ายที่สุดเมียนมาก็ไม่ปรากฏตัวในการประชุม

ด้านบรูไนซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีนี้ยังไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อความเคลื่อนไหวของเมียนมา

นอกจากนี้จะมีผู้แทนจากประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ สหรัฐ จีน รัสเซีย และเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง ระบุว่า นับตั้งแต่คณะรัฐประหารเมียนมายึดอำนาจจากออง ซาน ซูจี เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีเกิดความขัดแย้งทางการเมืองและคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 1,000 คน ขณะที่อีกหลายพันคนถูกจับกุม

ขณะที่รัฐบาลเมียนมากล่าวโทษว่าความขัดแย้งในประเทศมีสาเหตุมาจากรัฐบาลเงาและบรรดากลุ่มติดอาวุธที่ออกมาสู้รบกับกองกำลังความมั่นคงเมียนมา พร้อมยืนยันว่าเมียนมาพร้อมที่จะให้ผู้แทนพิเศษของอาเซียนเยือนเมียนมาตามที่ได้ตกลงกันไว้

Photo by Alexander Zemlianichenko / POOL / AFP

สู่ชีวิตสามัญชน เจ้าหญิงมาโกะสมรสแฟนหนุ่มหลังเลื่อนมาหลายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666419

วันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 09:49 น.สู่ชีวิตสามัญชน เจ้าหญิงมาโกะสมรสแฟนหนุ่มหลังเลื่อนมาหลายปีหลังจากเกิดกรณีอื้อฉาวและการเลื่อนมานานหลายปี ในที่สุดองค์หญิงของญี่ปุ่นก็ทรงเข้าพิธีสมรสในที่สุด

สำนักพระราชวังอิมพีเรียล ประกาศว่าเจ้าหญิงมาโกะแห่งญี่ปุ่นสมรสกับเคอิ โคมุโระ คนรักที่พบรักกันตั้งแต่ในมหาวิทยาลัยแล้ว แต่พิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและหลังจากงานสมรสเลื่อนมาหลายปีเพราะกรณีอื้ฉาวเกี่ยวกับแฟนหนุ่มที่ตอนนี้เป็นสามีของอดีตเจ้าหญิง

นับตั้งแต่ประกาศหมั้นในปี 2017 ทั้งคู่ต้องเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวจากรายงานว่าครอบครัวของโคมุโระประสบปัญหาทางการเงิน

แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็สมรสกันได้ในที่สุด และ “เอกสารการสมรสได้รับการยื่นและยอมรับ” เจ้าหน้าที่หน่วยงานบอกกับ AFP

ทั้ง สมาชิกสตรีในราชวงศ์ของญี่ปุ่นไม่สามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้ และยังต้องสถานฐานันดรศักดิ์เมื่อแต่งงานกับสามัญชน ซึ่งรวมถึงมาโกะ พระภาติยะ (หลานสาวลูกของน้องชาย) ของจักรพรรดินารุฮิโตะ ซึ่งมีพระชนมายุครบ 30 ปีในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนจะสมรสกับโคมุโระ ซึ่งทำงานให้กับสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ด้วย

photo taken by Kyodo. Kyodo/via REUTERS

แต่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลังสงครามของญี่ปุ่น ที่การสมรสได้รับการจดทะเบียนโดยไม่มีพิธีการตามประเพณี และมาโกะปฏิเสธที่จะรับเงินจำนวนมากซึ่งโดยปกติแล้วจะเสนอให้สตรีในราชวงศ์เมื่อสละฐานันดรศักดิ์

ภาพจากทีวีเผยให้เห็นมาโกะออกจากพระราชวังอากาซากะและกล่าวคำอำลากับครอบครัวของพระองค์ โค้งคำนับพระบิดาและพระมารดาและสื่อมวลชน และกอดพระขนิษฐาของพระองค์

เมื่อทั้งคู่หมั้นหมายกันเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นทั้งคู่ต่างก็ยิ้มเขินๆ เมื่อโคมุโระเรียกมาโกะว่าเป็น “ดวงจันทร์” ที่คอยเฝ้าดูเขา อย่างเงียบๆ และมาโกะเปรียบเทียบรอยยิ้มของเขากับดวงอาทิตย์

photo taken by Kyodo. Kyodo/via REUTERS

แต่ในขณะที่สื่อเริ่มให้ความสนใจกับโคมุโระ ก็มีรายงานข่าวออกมาในไม่ช้าก็ปรากฏว่าแม่ของเขาไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ 4 ล้านเยน (35,000 ดอลลาร์) ให้กับอดีตคู่หมั้น

ราชวงศ์ของญี่ปุ่นยึดถือมาตรฐานที่เข้มงวด ทำให้ทั้งคู่เลื่อนการแต่งงานออกไป และโคมุโระก็ย้ายไปนิวยอร์กเพื่อเรียนนิติศาสตร์ในปี 2018 ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อลดความสนใจเชิงลบ

และเมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักงานพระราชวังอิมพีเรียลกล่าวว่า เจ้าหญิงมาโกะมีพระพลานามัยผิดปกติจากความเครียดเนื่องจากความสนใจของสื่อต่อพระองค์และแฟนหนุ่ม

Photo by Shizuo Kambayashi / POOL / AFP

การค้นพบขุมสมบัติ ‘ศรีวิชัย’ ในดินแดน ‘สุวรรณทวีป’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666388

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 19:07 น.การค้นพบขุมสมบัติ 'ศรีวิชัย' ในดินแดน 'สุวรรณทวีป'เป็นที่ถกเถียงกันมานานว่าศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ที่ไหนกันแน่ นักประวัติศาสตร์ในไทยเชื่อว่าอยู่ที่ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี ในขณะที่นักประวัติศาสตร์อินโดนีเซียเชื่อว่าอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตรา กาค้นพบล่าสุดอาจเผยที่ตั้งแท้จริงของศรีวิชัย

ดร.ฌอน คิงส์ลีย์ (Dr Sean Kingsley) นักโบราณคดีทางทะเลของอังกฤษ บอกกับ MailOnline ว่า นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่หลายรายพยายามตามล่าที่ตั้งของอาณาจักรศรีวิชัย โดยบุกไปไกลถึงประเทศไทยและแม้แต่ในอินเดีย แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่มีโชค ไม่พบทั้งที่ตั้งของศรีวิชัยและขุมสมบัติที่ล้ำค่า

คิงส์ลีย์เชื่อว่าศรีวิชัยอาจอยู่ที่ปาเล็มบัง แต่เขาบอกว่า “แม้แต่ที่ปาเล็มบัง ที่ตั้งดั้งเดิมของอาณาจักรที่สาบสูญไป นักโบราณคดีก็ยังไม่สามารถหาเครื่องปั้นดินเผาได้มากพอที่จะอวดว่ามีเท่ากับหมู่บ้านเล็กๆ ได้ ศรีวิชัย อาณาจักรสุดท้ายที่สูญหายไปจากโลก เก็บความลับของมันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น”

คิงส์ลีย์อาจจะ “เว่อร์” ไปหน่อยเรื่องที่บอกว่าศรีวิชัยเป็นอาณาจักรสุดท้ายที่สูญหายไปจากโลก เพราะความจริงมีบันทึกความเชื่อมที่ทำให้เราทราบว่าศรีวิชียไม่ได้หายไปไหน มันยังอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นต่อและในประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นเช่นจีน เพียงแต่ที่ตั้งของมันเท่านั้นที่เป็นปัญหา

แต่คิงส์ลีย์พูดถูกเรื่องปาเล็มบัง เพราะแม้จะมีการเสนอว่าที่นี่คือที่ตั้งของศรีวิชัย แต่พบหลักฐานทางโบราณคดีน้อยมาก ในขณะที่ไชยาพบโบราณวัตถุและโบราณสถานมากกว่า แต่ก็ไม่มีสมบัติที่ล้ำค่ามากพอที่จะบอกว่านี่คือเมืองหลวง ไม่ใช่หัวเมืองสำคัญของอาณาจักร

จนกระทั่งนักดำน้ำงมสมบัติที่แม่น้ำมูซีใกล้กับเมืองปาล็มบังค้นพบสิ่งของล้ำค่า ตั้งแต่พระพุทธรูปขนาดเท่าคนจริงจากศตวรรษที่ 8 (อายุประมาณ 1,200 ) ที่ประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่า มูลค่าหลายล้านปอนด์ ไปจนถึงเครื่องทองโบราณและลูกปัดซึ่งเป็นของประดับในยุคสมัยนั้น

พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระเมตไตรย อายุราวครึ่งหลังของศตวรรษที่ 8 จากสุมาตราหรือภาคใต้ของประเทศไทย อยู่ที่ The Metropolitan Museum of Art (Public Domain)

นอกจากของประดับแล้ว สิ่งสำคัญคือสิ่งที่าสะท้อนวัฒนธรรมของศรีวิชัย เช่นแหวนพิธีทองประดับด้วยทับทิมและวัชระสี่ง่ามทำจากทองคำ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีตันตระในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธนิกายมนตรยาน อันเป็นศาสนาหลักของศรีวิชัยและทำให้นักบวชจากดินแดนต่างๆ เดินทางมายังที่นี่เพื่อศึกษาเล่าเรียนธรรมะ

ดร.ฌอน คิงส์ลีย์เปิดเผยงานวิจัยของเขาในนิตยสาร Wreckwatch (นิตยสารว่าด้วยสมบัติใต้ทะเลและเส้นทางสายไหม) ฉบับฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งสามารถชมภาพการค้นพบได้จากนิตยสารเล่มนี้

จากงานเขียนใน Wreckwatch รวมถึงการรายงานของสื่อต่างๆ เช่น กับ MailOnline และ Guardian ดูเหมือนว่าฌอน คิงส์ลจะเชื่อมั่นว่าเขาค้นพบศรีวิชัยเข้าให้แล้ว และสื่อบางแห่งบอกว่านี่คือ “เกาะทองคำ” ที่สาบสูญไป

“เกาะทองคำ” คืออะไร? อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่สถานที่ลึกลับอะไร มันเป็นการแปลชื่อโบราณของสถานที่แห่งหนึ่งที่เชื่อกันว่าอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือ “สุวรรณทวีป” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตที่แปลว่า เกาะทองคำ

สุวรรณทวีปเป็นชื่อที่มาพร้อมกับคำว่า “สุวรรณภูมิ” (แผ่นดินทอง) ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปว่าสุวรรณทวีปกับสุวรรณภูมิเป็นดินแดนแห่งเดียวกันหรือไม่ และมันควรตั้งอยู่ที่ไหน

ชื่อสุวรรณทวีปปรากฏในตำราอินเดียสมัยศตวรรษที่ 8 ชื่อ “สมราอิจจกหา” ที่เขียนโดยหริภัทระ สูริ (ค.ศ. 700–770) บรรยายถึงการเดินทางทางทะเลสู่สุวรรณทวีป บอกว่าที่นั่นทำอิฐจากทรายที่อุดมด้วยทองคำ ทิศที่ตั้งของสุวรรณทวีปอยู่ทางตะวันตกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงน่าจะเป็นสุมาตรา คาบสมุทรมาเลย์ บอร์เนียว และชวา

รูปทองคำพระไภรวะ ราวศตวรรษที่ 13-14 จากอินโดนีเซีย (อาจมาจากชวา, สุมาตรา) อยู่ที่ The Metropolitan Museum of Art (Public Domain)

นอกจากนี้ยังปรากฏในตำรา “กถากริตสาคร” เขียนโดยโสมะเทวะแห่งกัศมิระ (แคชเมียร์) ในศตวรรษที่ 11 บอกว่า สุวรรณทวีปคือดินแดนที่พ่อค้าวาณิชย์เดินทางไปบ่อยๆ ระหว่างทางไปยังประเทศจีน

จากหลักฐานเหล่านี้ เฮนดริก เคิร์น (Johan Hendrik Caspar Kern) นักภาษาศาสตร์และบูรพวิทยาชาวดัตช์ สรุปในบทความชื่อ “ชวาและเกาะทองตามรายงานที่เก่าแก่ที่สุด” ว่าสุมาตราคือสุวรรณทวีปที่กล่าวถึงในตำราฮินดูโบราณ

แน่นอนว่า มันยังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน เพราะแม้นักวิชาการอย่างเคิร์นจะสรุปว่ามันคือเกาะสุมาตรา แต่บันทึกการเดินทางของพระอี้จิ้ง พระชาวจีนที่เดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียและแวะผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่าสุวรรณภูมิและสุวรรณทวีปคือสถานที่แห่งเดียวกัน

หากเลี่ยงเรื่องสุวรรณภูมิ/สุวรรณทวีปออกไป (เพราะยังเป็นประเด็นที่ลงรอยได้ยากมากกว่า) แล้วโฟกัสที่การค้นพบสมบัติที่แถวๆ ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ทฤษฎีเรื่องศรีวิชัยและสุวรรณทวีปอยู่ที่เกาะสุมาตราดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากขึ้น

ทำไมจึงมีน้ำหนัก? ในบันทึกของจีนเรียกดินแดนหนึ่งในแถบคาบสมุทรมลายู-หมู่เกาะอินโดนีเซียว่า “ซานฝอฉี” ซึ่งมักจะเชื่อกันว่ามันหมายถึงศรีวิชัย เพราะมีบันทึกจีนเรียกปรเะทศนี้อีกอย่างว่า “ซื่อลี่ฝอซื่อ” ซึ่งออกเสียงคล้ายกับศรีวิชัย

แล้ว “ซานฝอฉี” หรือศรีวิชัยที่จีนบันทึกไว้อยู่ที่ไหน? ตอนที่ศรีวิชัยยังเป็นอาณาจักร (หรือบางคนเสนอว่าไม่ใช่อาณาจักรแต่เป็นสมาพันธรัฐ) อยู่นั้นเราไม่รู้แน่ว่ามันอยู่ที่ไหน เพราะไทยก็อ้างว่าอยู่ที่ไชยา อินโดนีเซียก็เชื่อว่าอยู่ปาเล็มบัง

แต่เมื่อศรีวิชัยถูกอาณาจักรอื่นรุกราน ตอนนี้เองที่มีบันทึกของจีนบอกว่า หลังจากศรีวิชัยล่มแล้ว เชื้อพระวงศ์ศรีวิชัยหนีไปสิงคโปร์ (ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน) จากนั้นไปตั้งอาณาจักรมะละกา

พระโพธิสัตว์พระไมเตรยะหรือพระมัญชุศรี ปลายศตวรรษที่ 7 – ต้นศตวรรษที่ 9 จากอินโดนีเซีย (สุมาตรา) อยู่ที่ The Metropolitan Museum of Art (Public Domain)

ในเวลานั้นเอง คนจีนในท้องถิ่น 1,000 คนยกให้ “เหลียงต้าวหมิง” เป็นคนจีนจากเมืองหนานไห่ มณฑลกวางตุ้งเป็นผู้นำ เหลียงต้าวหมิงนำชาวจีนและคนท้องถิ่นในปาเล็มบังต่อต้านการรุกรานของอาณาจักรมัชปาหิตจากชวา เมื่อสำเร็จแล้วเหลียงต้าวหมิงก็ตั้งศรีวิชัยขึ้นมาใหม่เรียกว่า “ซินซานฝอฉี” (แปลว่าซานฝอฉีแห่งใหม่หรือศรีวิชัยใหม่)

หลังจากนั้น “ซินซานฝอฉี” ก็ส่งบรรณาการไปจิ้มก้องเพื่อขอรับการรับรองจากจีน แต่อาณาจักรนี้มีอายุไม่ยืดยาวนัก ถึง ค.ศ. 1470 ก็ถูกอาณาจักรมะละกาโค่นล้มลงได้ในที่สุด

ตอนที่เป็น “ซินซานฝอฉี” นี่เองบันทึกจีนระบุสถานที่ตั้งว่าศรีวิชัยอยู่ตรงไหน ในบันทึกเรียกเมืองที่ตั้งว่า “ท่าเรือเก่า” (จิ้วกั่ง) และยังเรียกว่า “ป่าหลินเฟิง” ซึ่งถอดเสียงมาจากคำว่าปาเล็มบัง

การที่มันชื่อว่า “ท่าเรือเก่า” ทำให้สงสัยว่ามันเป็นท่าเรือมาแต่เดิมโบร่ำโบราณหรือไม่? การค้นพบสมบัติล้ำค่าในแม่น้ำมูซีน่าจะช่วยยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า “ท่าเรือเก่า” น่าจะคับคั่งจริงๆ ถึงได้มีทรัพย์สมบัติมากมายอย่างนั้น

ชื่อ “ท่าเรือเก่า” ของปาเล็มบังก็อาจหมายถึงความว่ามันเป็นท่าเรือแต่โบราณจริงๆ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะการปรากฏขึ้นมาของสมบัติล้ำค่าไม่ได้หมายความว่าปาเล็มบังป็นที่ตั้งของเมืองหลวงมาแต่เดิม (อย่างน้อยก็ก่อนที่เหลียงต้าวหมิงตั้งตนเป็นเจ้า) เพราะมันอาจเป็นสมบัติของใครก็ได้ที่ทำตกไว้ หรือถูกโยนทิ้งหลังจากเสียเมืองระหว่างสงครามหลายครั้ง หรืออาจจะเกิดจากเรือล่มก็ได้เพราะนี่คือท่าเรือที่คึกคัก

พระอวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา อายุราวปลายศตวรรษที่ 8 – ต้นศตวรรษที่ 9 จากสุมาตรา อยู่ที่ The Metropolitan Museum of Art (Public Domain)

ในหนังสือสมัยราชวงศ์หมิง ชื่อ “หมิงซานจั้ง” บทที่ว่าด้วยซานฝอฉี กล่าวถึงเหตุการณ์ในแคว้นนี้และเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “ประเทศซานฝอฉี สมัยก่อนคือก้านถัวลี่ ยังเรียกว่าปั๋วหลิน” และยังบอกว่าหลังจากถูกชวาครอบครองแล้ว “เมืองหลวงชื่อท่าเรือเก่าถูกทำลาย”

ปั๋วหลินในที่นี้ก็คือปาเล็มบังหรือท่าเรือเก่า แต่ “ก้านถัวลี่” ควรจะเป็นอีกเมือง และข้อมูลนี้ทำให้เราต้องเดินทางมายังไทย เพราะว่า “ก้านถัวลี่” มักจะแปลกันว่าเป็นเมืองคันธุลี เป็นชื่อเมืองโบราณที่ปรากฏในบันทึกจีนมานานแล้ว แล้วต่อมาหายไปจากบันทึกจีน เพราะจีนหันไปเอ่ยถึง “ท่าเรือเก่า” แทน

สถานที่ที่มีชื่อใกล้เคียงกับคันธุลีมากที่สุด ก็คือตำบลคันธุลี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ที่ไทยเชื่อมั่นว่าคือที่ตั้งของศรีวิชัย

ในแผนที่โบราณของจีนนั้นไม่ได้บอกว่า “ซานฝอฉี” ตั้งอยู่ที่เกาะสุมาตรา แต่บอกว่าอยู่ตรงคาบสมุทรมลายูตรงเป๊ะกับคันธุลี-ไชยา ที่ตั้งนี้ยังตรงกับแผนที่สมัยกรีก-โรมันของโทเลมี ที่ชี้ว่า “แหลมทอง” (Golden Chersonese) อยู่ตรงคาบสมุทรแถบคันธุลี-ไชยา เช่นกัน

การที่แผนที่บอกที่ตั้งชัดขนาดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าปาเล็มบังไม่ใช่ศรีวิชัย แต่มันอาจเป็นเมืองหลวงในภายหลัง และตอนแรกนั้นมันเป็นแค่ท่าเรือหลัก พอยกระดับเป็นเมืองหลวงแล้วจึงได้ชื่อ “ท่าเรือเก่า” นั่นเอง หมายความว่ามันคือท่าเรือมาแต่เดิมแล้วค่อยเป็นเมืองหลวงเมืองหลักในภายหลัง

แม้ว่าคันธุลีจะไม่มีหลักฐานโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่อะไรเทียบได้กับไชยและไม่มีขุมทรัพย์เหมือนปาเล็มบัง แต่ผู้เขียนเชื่อว่ามันจะต้องสำคัญแน่ๆ เพียงแต่ทั้งไทยและเทศไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันนัก

บางทีคงต้องกลับไปศึกษาหลักฐานจากจีนมากๆ แล้วใช้มันเป็นแผนที่นำทาง บางทีเราอาจไขปริศนาเกี่ยวกับศรีวิชัยได้มากกว่านี้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

(หมายเหตุ – เรื่องจากภาพการค้นพบเป็นของนิตยสาร Wreckwatch จึงไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้ ผู้เขียนจึงใช้ภาพโบราณวัตถุจากสุมาตราที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ The Metropolitan Museum of Art  ในนิวยอร์ก มาประกอบงานเขียนแทน)