จีนเตรียมออกกฎหมาย ห้ามพ่อแม่บังคับลูกเรียนหนักเกินไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665896

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 11:37 น.จีนเตรียมออกกฎหมาย ห้ามพ่อแม่บังคับลูกเรียนหนักเกินไปจีนพิจารณาร่างกม. ห้ามพ่อแม่ให้ ‘ภาระการเรียน’ แก่ลูกมากเกินไป

ปักกิ่ง, 18 ต.ค. (ซินหัว) — สมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนกำลังพิจารณาร่างกฎหมายห้ามผู้ปกครองมอบหมายภาระงานทางวิชาการให้ลูกมากเกินไป

วันจันทร์ (18 ต.ค.) จางเถี่ยเหว่ย โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการนิติบัญญัติ สังกัดคณะกรรมการถาวรประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) เผยว่าร่างกฎหมายการส่งเสริมการศึกษาภายในครอบครัว กำหนดว่าผู้ปกครองควรจัดสรรเวลาสำหรับเรียน พักผ่อน เล่นสนุก และออกกำลังกายของผู้เยาว์อย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกันร่างกฎหมายฯ ยังเรียกร้องผู้ปกครองมีส่วนร่วมป้องกันบุตรหลานเสพติดการใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วย

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะได้รับการทบทวนระหว่างการประชุมของคณะกรรมการฯ ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันอังคารถึงวันเสาร์ (19-23 ต.ค.)

ก่อนหน้านี้ จีนออกแนวปฏิบัติลด ‘การบ้าน-เรียนพิเศษ’ แบ่งเบาภาระนักเรียน หนึ่งในนั้นระบุว่า “นักเรียนที่ผ่านการศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก จะต้องเข้านอนตรงเวลา แม้ยังทำการบ้านไม่เสร็จก็ตาม”

ทั้งนี้ จีนยังพยายามขยายบริการหลังเลิกเรียนครอบคลุมทุกโรงเรียน เพื่อบรรเทาภาระการบ้านและการเรียนพิเศษมากเกินไป โดยกระทรวงฯ สนับสนุนการจัดชมรมศิลปะ กีฬา ทักษะแรงงาน การอ่าน และงานอดิเรกอื่นๆ ขณะคณะครูได้รับอนุญาตจัดตารางทำงานที่ยืดหยุ่นและได้รับเงินพิเศษหากดูแลเด็กหลังเลิกเรียน

นอกจากนี้้ โรงเรียนไม่ควรจัดการสอบข้อเขียนกับกลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ขณะการสอบปลายภาคควรจัดให้เฉพาะนักเรียนระดับชั้นอื่นๆ ภาคการศึกษาละ 1 ครั้ง

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ครั้งแรกของทีมไทย ร่วมคว้ารางวัล Earthshot ของเจ้าชายวิลเลียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665894

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 11:20 น.ครั้งแรกของทีมไทย ร่วมคว้ารางวัล Earthshot ของเจ้าชายวิลเลียมทีมจากไทยร่วมคว้ารางวัลด้านสิ่งแวดล้อม Earthshot ครั้งที่ 1

BBC รายงานการประกาศรางวัลด้านสิ่งแวดล้อม Earthshot ครั้งที่ 1 ประจำปี 2021 โดยกองทุน Royal Foundation องค์กรการกุศลของเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ และแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงค่ำวันที่ 17 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

รางวัล Earthshot ของเจ้าชายวิลเลียมเป็นรางวัลที่มอบให้เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2021 ถึง 2030 เพื่อมอบเงินรางวัล 1 ล้านปอนด์ให้แก่โครงการที่ชนะเลิศในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปีนี้มีทีมจากประเทศไทยร่วมคว้ารางวัลด้วย

โดยทีมจากประเทศไทยร่วมกับเยอรมนีและอิตาลี เจ้าของเครื่องผลิตไฮโดรเจน AEM Electrolyser คว้ารางวัลชนะเลิศในสาขาแก้ไขสภาพอากาศของเรา (Fix our Climate) ซึ่งนำเสนอแนวคิดการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฮโดรเจน โดยแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน ทั้งนี้ไฮโดรเจนเป็นก๊าซสะอาด แต่มักเกิดจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล

นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัล Earthshot อีก 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ สาขาปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติ (Protect and Restore Nature) ผู้ได้รับรางวัลมาจากสาธารณรัฐคอสตาริกา ซึ่งนำเสนอโครงการจ่ายเงินให้พลเมืองเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางธรรมชาติที่นำไปสู่การฟื้นฟูของป่าฝน

รางวัลชนะเลิศสาขาทำความสะอาดอากาศของเรา (Clean our Air) ตกเป็นของบริษัททาคาชาร์ (Takachar) จากประเทศอินเดีย ซึ่งพัฒนาเครื่องจักรพกพาที่สร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนขยะทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ย เพื่อลดการเผาขยะอันก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ

สาขาฟื้นมหาสมุทรของเรา (Revive our Oceans) ผู้ชนะเลิศได้แก่โครงการโครัล วิตา (Coral Vita) จากบาฮามาส ที่มีเป้าหมายเพื่อเพื่อฟื้นฟูแนวปะการังที่กำลังจะสูญหายไปจากโลก และรางวัลชนะเลิศสาขาสร้างโลกไร้ขยะ (Build a Waste-Free World) ตกเป็นของเมืองมิลาน ในอิตาลี จากการรวบรวมอาหารที่ไม่ได้ใช้และมอบให้กับผู้ที่ต้องการมากที่สุด ซึ่งช่วยลดขยะและความอดอยาก

นอกจากนี้ ยังมีผู้ชื่อเสียงตบเท้าเข้าร่วมงานประกาศรางวัล Earthshot ครั้งที่ 1 ประจำปี 2021 ด้วย อาทิ เอ็มมา วัตสัน, เดวิด โอเยโลโว และเอ็ด ชีแรน ซึ่งภายในงานไม่มีการใช้พลาสติกและใช้จักรยานกว่า 60 คันในการปั่นไฟ โดยการประกาศรางวัลในปีหน้าจะจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา

Photo by Yui Mok / POOL / AFP

Alibaba เปิดตัวชิป 5 นาโนเมตรล้ำสุดของจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665891

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 11:04 น.Alibaba เปิดตัวชิป 5 นาโนเมตรล้ำสุดของจีนAlibaba สุดเจ๋งผลิตไมโครชิปจิ๋ว 5 นาโนเมตรเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีชิปที่ล้ำสมัยที่สุดจากจีน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Alibaba Group Holding เปิดตัวชิปเซ็ตประมวลผลตัวใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขนาด 5 นาโนเมตร นับเป็นก้าวสำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่อใช้เองของจีน

ชิปตัวใหม่ของ Alibaba ใช้สถาปัตยกรรมไมโครจากบริษัท Arm ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SoftBank Group และจะถูกนำมาใช้ในศูนย์ข้อมูลของ Alibaba ในอนาคตอันใกล้ โดยขณะนี้ยังไม่มีแผนจะจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

“การพัฒนาชิปเซ็ตประมวลผลของเราเองสอดคล้องกับความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราในการเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลของเราด้วยประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน” เจฟฟ์จาง ประธาน Alibaba Cloud Intelligence และหัวหน้า Damo Academy หน่วยงานวิจัยของ Alibaba กล่าว “เรามีแผนจะใช้ชิปนี้รองรับธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตของ Alibaba แบบครบวงจร”

ชิปตัวล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า Yitian 710 เป็นเซมิคอนดักเตอร์ตัวที่ 3 ของ Alibaba นับตั้งแต่ปี 2019 หลังจากชิปปัญญาประดิษฐ์และชิปที่นำมาใช้กับ IoTs

ทว่าด้วยความสามารถในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่จำกัดในประเทศจีน ทำให้ Alibaba อาจต้องใช้ผู้ผลิตเอาต์ซอร์ส และแม้ Alibaba จะไม่ได้เปิดเผยชื่อบริษัทผู้ผลิตที่จับมือกัน แต่ Bloomberg ระบุว่า มีเพียง 2 เจ้าที่สามารถผลิตชิปขนาด 5 นาโนเมตรได้คือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. ของไต้หวัน และ Samsung Electronics Co. ของเกาหลีใต้

ชิปของ Alibaba เป็นหนึ่งในชิปที่ล้ำสมัยที่สุดของจีนที่เข้ามาแทนที่ชิปแบบดั้งเดิมที่ผลิตจาก Intel Corp. และ Advanced Micro Devices Inc.

ความสำเร็จของ Alibaba เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าความพยายามในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่อใช้เองของจีนกำลังออกดอกออกผล โดยที่ผ่านมารัฐบาลของสีจิ้นผิงได้ให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีเป็นอันดับแรกๆ ด้วยการจัดสรรงบประมาณและออกนโยบายมาสนับสนุนให้บริษัทในจีนสามารถเอาชนะการคว่ำบาตรของสหรัฐ

Materials/Handout via REUTERS

ยุคสมัยแห่งสงครามเรือดำน้ำกำลังจ่อคอหอยไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665862

วันที่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 20:47 น.ยุคสมัยแห่งสงครามเรือดำน้ำกำลังจ่อคอหอยไทย จู่ๆ ก็มารบที่หน้าบ้าน เมื่อเราต้องอยู่แนวหน้าสงครามเรือดำน้ำ ไทยและภูมิภาคอาเซียนทั้งหมดกำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย เมื่อมหาอำนาจกำลังใช้น่านน้ำและดินแดนแถบนี้ทำสงคราม – อย่างน้อยก็สงครามตัวแทน

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม เรือดำน้ำของกองทัพสหรัฐ USS Connecticut ชนข้ากับ “บางสิ่ง” ในน่านน้ำทะเลจีนใต้ โชคดีที่เครื่องจักรนิวเคลียร์ไม่ได้รับความเสียหาย แต่ลูกเรือได้รับบาดเจ็บ 11 คน

กองทัพสหรัฐไม่ยอมปริปากบอกว่า “บางสิ่ง” ที่เรือชน (หรือชนเข้ากับเรือ?) นั้นคืออะไร

USS Connecticut เป็นหนึ่งในสามของเรือดำน้ำชั้น Seawolf ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐระบุว่า “มีความเงียบเป็นพิเศษ เร็ว มีอาวุธครบครัน และมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ขั้นสูง” เรือลำนี้มีท่อตอร์ปิโดแปดท่อและสามารถเก็บอาวุธได้มากถึง 50 ชิ้นในห้องตอร์ปิโด

เมื่อดูสเป็กของเรือจะพบว่ามันไม่น่าจะซุ่มซ่ามขนาดนั้นหากไม่ใช่เพราะความบกพร่องของผู้บังคับเรือ ก็คงต้องเป็นอะไรที่เหนือความควบคุม

การที่มันมีอาวุธครบครันและขับเคลื่อนด้วยพลังนิวเคลียร์ พอเกิดชนเข้ากับ “อะไรก็ไม่รู้” แบบนี้ทำให้เกิดความกังวลกันว่าพวกมหาอำนาจที่กำลังจะรุมจีนนั้น กำลังทำให้อาเซียนซวยไปด้วยหรือเปล่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้น่านน้ำทะเลจีนใต้และอาเซียนตกอยู่ในอันตรายเพิ่มขึ้นอีกระดับ

จีนไม่พลาดที่จะไล่ขยี้เรื่องนี้ กดดันให้สหรัฐเปิดเผยข้อมูลว่ามันชนหรือถูกอะไรชนกันแน่ พร้อมกับประณามว่าหสรัฐกำลังบั่นทอนสันติภาพของภูมิภาค ซึ่งเป็นการด่าที่เข้าจังหวะพอดี เพราะเกิดเรื่องกับ USS Connecticut ตอนที่สหรัฐกับพันธมิตรซ้อมรบที่ทะเลฟิลิปปินส์ตะวันออกเพื่อ “ส่งแรงใจช่วยไต้หวัน” อยู่พอดี

ข่าวนี้เป็นหนึ่งข่าว อีกข่าวที่มาไล่เลี่ยกันคือสหรัฐจับตัวชาวอเมริกันสองสามีภรรยา (สามีเป็นวิศวกรของกองทัพเรือ) ที่ขายความลับเรื่องเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้กับประเทศหนึ่งซึ่งไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นประเทศใด แต่ทราบว่าหนึ่งในข้อมูลที่ส่งให้เกี่ยวกับเรือดำน้ำชั้น Virginia ซึ่งเป็นรุ่นต่อจากชั้น Seawolf (ที่เพิ่งชนอะไรไม่รู้ในทะเลจีนใต้)

สหรัฐเพิ่งจะจับมือกับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร ตั้งกลุ่มพันธมิตรเรือดำน้ำ หรือ AUKUS ขึ้นมา โดยจะแบ่งปันเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย ออสเตรเลียจะใช้เทคโนโลยีที่ได้มาแปลงโฉมเรือดำน้ำชั้น Collins ที่เป็นเครื่องดีเซล-ไฟฟ้า โดยใช้ระบบควบคุมยุทธวิธีและอาวุธ AN/BYG-1 ของเรือดำน้ำชั้น Virginia รวมถึงการสั่งซื้อเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์เพิ่มจากสหรัฐด้วย และมีรายงานว่าออสเตรเลียอาจเลือกแบบของชั้น Virginia หรือใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนนิวเคลียร์ของชั้น Virginia ในการออกแบบเรือดำน้ำใหม่ของตน

ดังนั้นเรื่องเรือดำน้ำชั้น Virginia มันจึงเกี่ยวกับอาเซียนจนได้

ขณะที่ในไทยยังเถียงกันไม่จบเรื่องซื้อหรือไม่ซื้อเรือดำน้ำ ดูเหมือนว่ามหาอำนาจต่างๆ จะไม่รอไทยอีกต่อไป ต่างประกาศรวมหัวตั้งพันธมิตรเรือดำน้ำ (AUKUS) และพันธมิตรเรือบนน้ำ (QUAD) มาป้วนเปี้ยนแถบมหาสมุทรอินเดียแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรื่อยไปจนถึงทะเลจีนใต้ แน่นอนว่าเป้าหมายก็เพื่อข่มขู่จีน

แต่ก่อนที่จีนจะถูกขู่ อาเซียนเจอเข้าไปจังๆ จนนั่งไม่ติด ประเทศที่ตื่นตัวกับเรื่องนี้เป็นพิเศษคืออินโดนีเซียและมาเลเซียที่ขยับตั้งแต่วันแรกๆ ที่มีการประกาศตั้งกลุ่ม AUKUS

เมื่อกลางเดือนกันยายน นายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ ของมาเลเซียกล่าวว่าเขาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงการนี้กับสก็อต มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และเตือนว่าโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์อาจเพิ่มความตึงเครียดทางทหารในเอเชีย เพราะมัน “จะกระตุ้นให้มหาอำนาจอื่นๆ ดำเนินการเชิงรุกมากขึ้นในภูมิภาคนี้” ซึ่งเดาไม่ยากว่าเขาหมายถึงจีน ยิ่งตะวันตกมายั่วจีนแถวๆ นี้ ประเทศย่านนี้จะถูกร่างแหไปด้วย

ในเวลาเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซียได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับดีลเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของออสเตรเลีย (ซึ่งทำให้ออสเตรเลียต้องแตกคอกับฝรั่งเศส) โดยฝ่ายอินโดนีเซียมีท่าทีแข็งกร้าวกับออสเตรเลียมากกว่าถึงกับแคนเซิลการเยือนของมอร์รินสัน และชี้ว่าการเสริมเขี้ยวเล็บเรือดำน้ำของออสเตรเลียจะทำเกิดการสั่งสมอาวุธและแผ่อิทธิพลในภูมิภาค

ท่าทีของเพื่อนบ้านอาเซียนทั้งสองมีขึ้นในวันที่ 18 และ 19 กันยายน พอถึงวันที่ 18 ตุลาคม ครบ 1 เดือนพอดี ทั้งสองก็มีท่าทีอีกครั้งผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสอง ฝ่ายมาเลเซียกล่าวว่า “เราเห็นพ้องในประเด็นล่าสุดในภูมิภาคนี้เกี่ยวกับประเทศใกล้อาณาเขตของเราที่กำลังซื้อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ ถึงแม้ประเทศนั้นจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่เราก็ยังกังวลและเป็นห่วง”

อินโดนีเซียมีเหตุผลที่จะต้องกังวล เพราะอยู่ใกล้กับออสเตรเลีย วันดีคืนดีจิงโจ้กลายเป็นฉลามนิวเคลียร์ขึ้นมาย่อมนั่งเอ้อระเหยไม่ไหว ขณะที่มาเลเซียเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญของโลก (ช่องแคบมะละกา) และยังมีภูมิศาสตร์ที่ครอบคลุมทะเลจีนใต้อันเป็นจุดตายของการเมืองโลก

ประเทศที่เห็นดีเห็นงามกับ AUKUS ก็คือสิงคโปร์กับฟิลิปปินส์

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ยินดีต่อการลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงไตรภาคี แต่รัฐมนตรีต่างประเทศย้ำว่าการขยายอิทธิพลของ AUKUS ควรจะเป็นการสร้างเสถียรภาพไม่ใช่ทำลายเสถียรภาพ ถึงจะพูดแบบไว้ทีฟิลิปปินส์นั้นยังต้องการที่เริ่มการซ้อมรบกับสหรัฐโดยเร็วที่สุดในปีหน้าด้วย พร้อมกับจะเชิญออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักรมาร่วมสังเกตการณ์ เท่ากับเชิญ AUKUS เข้าบ้าน (อาเซียน) นั่นเอง

สิงคโปร์นั้นพอเข้าใจได้ว่ากำลังเดินเกมการเมืองที่เป็นกลางอย่างที่สุด พยายามที่จะเอาใจทั้งจีนและตะวันตก สิงคโปร์จึงควรจะมีสถานะเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งอาเซียน” มากที่สุด

แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์กลับบอกว่า “สิงคโปร์มีความสัมพันธ์ระยะยาว ที่สร้างสรรค์ และไว้วางใจได้กับทุกฝ่ายในข้อตกลง – ออสเตรเลีย บริเตนใหญ่ สหรัฐอเมริกา – และไม่รู้สึกกลัวเกี่ยวกับรูปแบบของ AUKUS” แถมยังหวังด้วยว่า AUKUS จะมาช่วยเสริมโครงสร้างของอาเซียน!

โดยสรุปก็คืออินโดนีเซียกับมาเลเซียคัดค้าน AUKUS ส่วนฟิลิปปินส์ที่เป็นลูกหม้อสหรัฐสนับสนุน AUKUS แต่การค้าน AUKUS ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าข้างจีน เพราะเมื่อต้นเดือนนี้มาเลเซียเพิ่งจะเรียกเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบกรณีเรือจีนล้ำน่านน้ำเข้ามา ขณะที่ฟิลิปปินส์แม้จะสนับสนุน AUKUS แต่ก็ไม่ได้แข็งกร้าวกับจีน

ประเทศใหญ่ๆ ในอาเซียนที่ยังไม่ขยับมีแต่ไทยเท่านั้น

กัมพูชา ลาว หรือเมียนมามีแนวโน้มที่จะเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งสูงมาก โดยเฉพาะเอียงไปทางจีน

ส่วนเวียดนามนั้นจีนพยายามที่จะซื้อใจในระยะหลังโดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ และการลงทุน ทำให้เวียดนามเริ่มใจอ่อนลงไปมากจากแต่เดิมจะเอียงเข้าสหรัฐท่าเดียว

แต่เวียดนามนั้นเป็นศัตรูตามธรรมชาติกับจีน ไม่ทะเลาะวันนี้ก็ต้องทะเลาะกันวันหน้า ดังนั้นจึงยกให้เป็นฝ่ายตะวันตกไปจะง่ายกว่า ดังที่โฆษกของรัฐบาลเวียดนามตอบคำถามเกี่ยวกับท่าทีต่อ AUKUS ซึ่งเขาตอบแบบคลุมเครือจนดูเหมือนจะเป็นคุณกับ AUKUS ว่า “ทุกประเทศต่างมุ่งมั่นเพื่อเป้าหมายสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและการพัฒนาเดียวกันในภูมิภาคและทั่วโลก”

ส่วนไทยเราถูกติฉินนินทาทั้งในและต่างประเทศว่า “รัฐบาลเอียงจีน” ถูกครหาตั้งแต่เรื่องซื้อเรือดำน้ำจากจีนไปจนถึงวัคซีนจากจีน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิดประการใดเราจะไม่อภิปรายกันในที่นี้ เพราะประเด็นหลักก็คือไทยควรแสดงท่าทีอย่างไรในฐานะสมาชิกอาเซียน

อาเซียนนั้นเหมือนหมู่บ้านที่มี “นิติฯ” ที่ทำงานแบบชิลๆ ไม่ค่อยจะมีอำนาจเด็ดขาดอะไร ยิ่งในระยะหลังสมาชิกในหมู่บ้านชอบแตกความสามัคคี แม้จะไม่ทะเลาะกันเอง แต่ก็ไม่สมัครสมานกันในแง่อุดมการณ์ บางบ้านนั้นพอมีผลประโยชน์ตกถึงมือนักการเมือง ก็เข้าไปออเซาะคนนอกหมู่บ้านโดยไม่แยแสสมาชิกร่วมหมู่บ้าน

อาเซียนจึงเต็มไปด้วยความหลากหลายที่อันตราย แม้เราจะเห็นอินโดนีเซียและมาเลเซียจะต้านการสั่งสมแสนยานุภาพเรือดำน้ำ แต่ฟิลิปปินส์กลับโอเค เรามีกัมพูชาที่มีข่าวว่าจะปล่อยให้จีนตั้งท่าเรือ มีเมียนมาที่ดึงอินเดียเข้ามาแจมในยุทธศาสตร์เรือดำน้ำ

เอาเข้าจริงอาเซียนนั้นตั้งขึ้นเพื่อเป็นแนวร่วมต้านคอมมิวนิสต์ในโลกยุคสงครามเย็นที่การแบ่งฝ่ายชัดเจน มันจึงมีประโยชน์ในยุคนั้น แต่ยุคนี้มันไม่มีสงครามอุดมการณ์อีก อีกทั้งแต่ละฝ่ายที่เผชิญหน้ากันก็ต่างเป็นพระเอกและผู้ร้ายด้วยกันทั้งคู่

แม้จะคลุมเครือแบบนี้ แต่อาเซียนดันเลือกฝ่ายมันซะเลย เพียงแต่ทั้ง 10 ประเทศต่างคนต่างเลือก ไม่ได้สมัครสมานกันว่าจะเลือกฝ่ายเดียวกันเหมือนสมัยสงครามเย็น

อาเซียนไม่มีพลังที่จะต่อรองกับมหาอำนาจที่ดุดันขึ้นทุกวันได้เลย แต่วิธีที่จะเชิญมหาอำนาจอื่นมาถ่วงดุลสถานการณ์แบบนี้ เป็นความคิดใช้การไม่ได้ เพราะยิ่งเชิญเข้ามาเหมือน “โฮจิ๋นเรียกตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง” รังแต่จะนำความฉิบหายมาให้หนักกว่าเดิม

พูดถึงโฮจิ๋นกับตั๋งโต๊ะแล้ว อดคิดไม่ได้ว่าในเมื่อ “พันธมิตรสหรัฐ” ก๊กหนึ่ง “จีนและพันธมิตร” ก๊กหนึ่ง ไหนๆ ก็จะชนกันอยู่แล้ว เราไม่ควรจะเข้าข้างใดหากสถานการณ์อำนวยควรสร้างอาเซียนให้เป็น “ก๊กที่สาม” ไม่ใช่เพื่อคานอำนาจ แต่พยายามทำให้พื้นที่เป็นโซนปลอดภัยของทุกฝ่าย

รู้ว่าเป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยการลงมือทำยังดีกว่านั่งรอให้คนอื่นมากกำหนดชะตากรรมของเรา

สำหรับเรื่องนี้ ไทยไม่สามารถลอยตัวจาก “ยุคสมัยแห่งเรือดำน้ำ” ได้ ต่อให้ไม่มีวาสนาได้เรือดำน้ำมา (หรืออย่างน้อยได้มาล่าช้า) เราจะตอบสนองกับสถานการณ์นี้ด้วยกำลังไม่ได้ มีแต่จะใช้การทูตที่ต้นทุนต่ำกว่าแต่ประสิทธิภาพสูง

แต่ไม่ควรเป็นการทูตประเภทพินอบพิเทาจีนหรือยอมก้มหัวให้สหรัฐ มีแต่การแสดงท่าทีให้ชัดเจนว่า “สองไม่เอา” เท่านั้นที่จะสร้างสันติภาพในอาเซียนได้ ไม่ใช่ AUKUS หรือเรือดำน้ำจีน

ไทยควรจะโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายกำหนดให้อาเซียนเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ที่ครอบคลุมกว่าเดิม ไม่ใช่แค่หัวรบนิวเคลียร์แต่รวมถึงเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ด้วย

ที่มาเลเซียและอินโดนีเซียกังวลกับ AUKUS นั้นไม่ใช่แค่เรือดำน้ำจะเข้ามาเพ่นพ่านมากขึ้น แต่กลัวว่ากลุ่มนี้จะแชร์เทคโนโลยีนิวเคลียร์กันจนเกินขอบเขต กระทั่งทำให้บางประเทศพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาใกล้ๆ กับอาเซียน

บางประเทศนั้นแสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าทำเพื่อที่จะ “เบ่ง” 

อย่างรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลียกล่าวว่าที่ออสเตรเลียร่วม AUKUS เพราะ “เราต้องการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพื่อความเหนือกว่าในภูมิภาค”

พูดกันขนาดนี้แล้วใครยังจะเชื่อว่า AUKUS ตั้งมาเพื่อธำรงสันติเหมือนสิงคโปร์กับฟิลิปปินส์อวดอ้าง?

ฟิลิปปินส์นั้นเข้าใจได้ว่าเป็น “ผู้ติดตาม” สหรัฐมาแต่ไหนแต่ไร แต่สิงคโปร์นั้นควรจะเป็นกลาง แต่ดันทำตัวเหมือนโฮจิ๋นเรียกตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง จะทำให้อาเซียนวินาศเอาง่ายๆ 

และอย่างกรณีเรือสหรัฐที่ชนกับอะไรก็ไม่รู้นั้น ใครจะรับประกันได้ว่าหากวันหน้ามีเรือดำน้ำมาสัญจรมากๆ เข้าจะไม่กระทบกระทั่งกันจนเกิด “เผลอชน” จนเกิดอุบัติเหตุซึ่งอาจทำให้เกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสี?

เมื่อเกิดหายนะแบบนี้แล้วคนที่จะนั่งรอความซวยมีแต่อาเซียน ประเทศอื่นลอยตัวตามระเบียบ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Handout / US NAVY / AFP

ดีไซน์แห่งอนาคต Splay โปรเจคเตอร์ 2-in-1 ที่ทำให้ทุกสิ่งใหญ่ขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665856

วันที่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 18:47 น.ดีไซน์แห่งอนาคต Splay โปรเจคเตอร์ 2-in-1 ที่ทำให้ทุกสิ่งใหญ่ขึ้นSplay เปิดตัวโปรเจกเตอร์และจอแสดงผลแบบพกพาที่ขนาดใหญ่ที่สุดในท้องตลาด

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้หลายคนต้องทำงานอยู่กับบ้านและไม่สามารถไปปาร์ตี้สังสรรค์ข้างนอกได้ อุปกรณ์นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการทำงานที่บ้าน และเพิ่มอรรถรสในการดูภาพยนตร์หรือเล่นเกมกับเพื่อนและครอบครัวได้

Splay โปรเจกเตอร์และจอแสดงผลพกพาที่ขนาดใหญ่ที่สุดในท้องตลาด ซึ่งได้รับการออกแบบโดยมาร์ค คิมโบร (Mark Kimbrough) และจอห์น จาวอร์สกี (John Jaworski)

จอแสดงผล: ขนาด 24.5 นิ้ว หน้าจอทำจากวัสดุที่ได้รับความร่วมมือกับศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์วัสดุนาโนชั้นนำ เพื่อให้สามารถพับเก็บเพื่อพกพาได้อย่างสะดวกโดยไร้รอยยับเมื่อพับเก็บ แตกต่างจากวัสดุจอโปรเจคเตอร์ทั่วไป

จอภาพขนาดใหญ่แต่สามารถพกพาได้ง่าย มาพร้อมกับความละเอียด 1920×1080 (Full HD) และความสว่างจอสูงสุด 800 นิต ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง

ไม่ได้เป็นเพียงโปรเจกเตอร์แบบพกพาเท่านั้น แต่ยังเป็นจอแสดงผลพกพาที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน แล็ปท็อป หรืออุปกรณ์เล่นเกมไม่ว่าจะเป็น Nintendo Switch, Xbox, Playstation และอื่นๆ

พิโคโปรเจคเตอร์ (Pico Projector): ระยะฉายสั้นพิเศษเพียง 2 ฟุต เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งจะสามารถฉายภาพขนาดใหญ่และสว่างได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่ และไร้ปัญหาเงาบังจอเพราะไม่ต้องตั้งโปรเจคเตอร์ไกลๆ

นอกจากนี้ยังมีระบบปรับเลนส์เพื่อแก้ไขคีย์สโตนอัตโนมัติ ดังนั้น หากโปรเจคเตอร์เอียงภาพจะถูกแก้ไขโดยอัตโนมัติ อีกทั้งมีน้ำหนักเบาเพียง 2.5 ปอนด์ ขณะที่โปรเจคเตอร์ระยะฉายสั้นพิเศษอื่นๆ ในท้องตลาดมีน้ำหนักประมาณ 5 ปอนด์ขึ้นไป

Splay ยังเคลมว่าเจ้าตัวนี้จะช่วยให้ทุกคนหมดกังวลเรื่องการตั้งค่ายุ่งยากและการจัดตำแหน่งโปรเจคเตอร์ เพราะสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกภายในเวลาไม่กี่วินาที

มาพร้อมกับแบตเตอรี่ในตัวใช้งานได้สูงสุด 4 ชั่วโมง, ขาตั้งที่มีความทนทาน, สาย HDMI, สาย USB type-C และอะแดปเตอร์ รวมทั้งเคสใส่อุปกรณ์

ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถพกพาโปรเจคเตอร์และจอแสดงผลไปได้ทุกที่ที่ต้องการ ใช้งานได้อย่างสะดวกสบายในทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นอำนวยความสะดวกในการทำงาน เพิ่มอรรถรสในการดูหนังหรือเล่นเกมที่ห้อง หรือใช้ฉายหนังบนรถระหว่างการเดินทางก็ยังได้

ที่มา: kickstarteryankodesign

Bitcoin ราคาพุ่ง ใกล้แตะจุดสูงสุดในรอบ 6 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665837

วันที่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 15:29 น.Bitcoin ราคาพุ่ง ใกล้แตะจุดสูงสุดในรอบ 6 เดือนราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความเชื่อมั่นกองทุน Bitcoin ETF

Reuters รายงานว่าวันนี้ (18 ต.ค.) ราคาเหรียญดิจิทัล Bitcoin ขยับขึ้นทะลุระดับ 62,000 เหรียญสหรัฐ ใกล้แตะจุดสูงสุดในรอบ 6 เดือน ท่ามกลางความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) จะอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin (ETF)

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าบริษัท Grayscale Investments ผู้ให้บริการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เจ้าของ Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) มีแผนที่จะยื่นขอเปิดกองทุน Bitcoin ETF ด้วย

เช่นเดียวกับ ProShares บริษัทจัดการสินทรัพย์ของสหรัฐซึ่งได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) เกี่ยวกับกองทุน Bitcoin ETF เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ขณะที่ Jacobi Asset Management แพลตฟอร์มการลงทุนในลอนดอนเปิดเผยในวันเดียวกันว่าได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริการด้านการเงินของเกิร์นซีย์ (GFSC) ให้เปิดกองทุน Bitcoin ETF

ก่อนหน้านี้บริษัท Ark Investment Management ของเคธี วูด ก็ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) เพื่อขอจัดตั้งกองทุน Bitcoin ETF เมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเธอคาดการณ์ว่าจะได้รับอนุมัติภายในปีนี้ และยังเคยกล่าวว่าราคา Bitcoin จะพุ่งแตะระดับ 500,000 เหรียญสหรัฐอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีบรรดาผู้จัดการกองทุนในสหรัฐอีกหลายรายที่ขอจัดตั้งกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin ETF อาทิ VanEck Bitcoin Trust, Invesco, Valkyrie และ Galaxy Digital Funds

ทั้งนี้ Bitcoin เคยทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (all-time high) ไว้ที่ 64,895 เหรียญสหรัฐเมื่อเดือนเม.ย.

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

เมียนมาเล็งเปิด ‘ทราเวล บับเบิล’ กับไทยต้นปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665815

วันที่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 14:18 น.เมียนมาเล็งเปิด 'ทราเวล บับเบิล' กับไทยต้นปีหน้าเมียนมาเตรียมเปิดประเทศต้นปีหน้า เล็ง ‘ทราเวล บับเบิล’ กับไทย

Bloomberg รายงานว่ารัฐบาลเมียนมาเตรียมเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า โดยกำลังเจรจาเรื่องการเดินทางกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศคึกคักขึ้นหลังจากที่รัฐบาลผ่อนคลายข้อกำจัดในการเดินทางข้ามจังหวัด

Htay Aung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการโรงแรมและการท่องเที่ยวเมียนมา กล่าวว่า รัฐบาลเมียนมากำลังเตรียมการสำหรับทราเวล บับเบิ้ล (Travel Bubble) กับประเทศไทย เพื่อให้คนไทยสามารถเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมในเมียนมา และตั้งเป้าเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวจากกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022

นอกจากนี้ยังเผยว่าจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เดินทางเข้าเมียนมาได้ด้วย โดยคาดว่าในระยะแรกของการเปิดประเทศจะสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ 300,000 คน

ทั้งนี้ เมียนมาซึ่งมีพรมแดนติดกับไทย จีน อินเดีย บังคลาเทศ และลาวยังคงห้ามเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างประเทศซึ่งบังคับใช้ภายหลังการรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม สื่อวิเคราะห์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่น่าจะกลับมาท่องเที่ยวในเมียนมาเป็นจำนวนมากนัก เนื่องจากยังคงมีสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งทำให้เกิดการปะทะระหว่างกองกำลังความมั่นคงและกลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านการรัฐประหารอยู่เป็นระยะ

โดยสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองระบุมีผู้เสียชีวิตเกือบ 1,200 คน และกว่า 7,000 คนถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร

Kempinski Group ซึ่งเป็นเครือโรงแรมหรูที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าได้ยุติการดำเนินงานในกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมาเนื่องจาก “สถานการณ์ปัจจุบัน” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

นอกจากนี้ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่เชิญมินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 26-28 ต.ค.นี้

เนื่องจากรัฐบาลทหารไม่มีความคืบหน้าในการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ ที่ตกลงกับอาเซียนไว้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขความวุ่นวายและฟื้นฟูสันติภาพหลังเกิดรัฐประหาร

AFP PHOTO / Nicolas ASFOURI

“แพงหลาย” ไม่ใช่ถูกๆ ปฏิกิริยาคนลาวเมื่อรู้ราคาตั๋วรถไฟลาว-จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665811

วันที่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 13:58 น."แพงหลาย" ไม่ใช่ถูกๆ ปฏิกิริยาคนลาวเมื่อรู้ราคาตั๋วรถไฟลาว-จีน  หลังจากที่รถไฟขบวน “ล้านช้าง” เดินทางมาถึงนครหลวงเวียงจันทน์ในที่สุด ความสนใจของผู้คนที่จะเดินทางเยือนลาวและจีนด้วยเส้นทางรถไฟสายนี้ก็คึกคักยิ่งขึ้น

ในโซเชียลมีเดียของลาวมีการแชร์อัตราค่าตั๋วรถไฟเส้นทางรถไฟลาว-จีน (หรือเส้นทางไฟสายเวียงจันทน์–บ่อเต็น ) ซึ่งยังไม่มีการยืนยันจากทางการอย่างเป็นทางการ แต่มีการถกเถียงพูดคุยในหมู่ชาวลาวเกี่ยวกับตารางค่า “ปี้” หรือตั๋วรถไฟกันในประเด็นที่น่าสนใจ คือราคาของมันที่ไม่ได้ถูกอย่างที่หลายคนเข้าใจ

สำหรับตารางราคาที่แชร์กันดังกล่าวนั้นระบุราคาเป็นอัตราเงินหยวนและเงินกีบเฉพาะเส้นทางจากเวียงจันทน์ถึงบ่อเต็นโดยไม่ได้ต่อเข้าไปในประเทศจีน รายละเอียดคร่าวๆ ของตารางราคาค่าตั๋วดังกล่าวมีดังนี้ (เฉพาะเงินกีบกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท)

  • รถไฟ EMU ต้นทางเวียงจันทน์ไปวังเวียง 96,000 กีบ (ประมาณ 317 บาท)
  • รถไฟ EMU ต้นทางเวียงจันทน์ไปหลวงพระบาง 187,000 กีบ (ประมาณ 617 บาท)
  • รถไฟ EMU ต้นทางเวียงจันทน์ไปเมืองไซ 268,000 กีบ (ประมาณ 885 บาท)
  • รถไฟ EMU ต้นทางเวียงจันทน์ไปบ่อเต็น 320,000 กีบ (ประมาณ 1,056 บาท)
  • รถไฟความเร็วธรรมดา ต้นทางเวียงจันทน์ไปวังเวียง 68,000 กีบ (ประมาณ 225 บาท)
  • รถไฟความเร็วธรรมดา ต้นทางเวียงจันทน์ไปหลวงพระบาง 133,000 กีบ (ประมาณ 440 บาท)
  • รถไฟความเร็วธรรมดา ต้นทางเวียงจันทน์ไปเมืองไซ 191,000 กีบ (ประมาณ 630 บาท)
  • รถไฟความเร็วธรรมดา ต้นทางเวียงจันทน์ไปบ่อเต็น 228,000 กีบ (ประมาณ 752 บาท)

นี่เป็นราคาเฉพาะต้นทางนครหลวงเวียงจันทน์ไปยังสถานีเมืองต่างๆ ยังไม่รวมต้นทางจากสถานีเมืองนั้นๆ ไปยังเมืองอื่นๆ (โปรดดูตารางที่แนบมา ซึ่งเป็นภาษาลาว ส่วนแรกของราคาเป็นสกุลเงินหยวน ส่วนที่ตามมาคือเงินกีบ)

ในเพจต่างๆ ของชาวลาวที่มีการเผยแพร่ตารางราคาปี้หรือตั๋วรถไฟมีกาพูดคุยถกเถียงกันอย่างสนใจ เช่นในเพจ Discover Laos Today หนึ่งในความเห็นบอกว่า “ราคานี้ก็ถือว่าไม่ถูกอย่างที่หลายคนคิด”

ชาวลาวอีกคนว่า “ราคาชัดแล้วอย่างนี้ ทีแรกบอกว่าราคาโดยสารภายในจะไม่เกินแสน (กีบ) ว่าอย่างนั้น” และอีกหนึ่งคนบอกว่า ” ราคาค่อนข้างจะแพง เวียงจันทน์-บ่อเต็น สามแสนกว่ากีบเท่าราคาเครื่องบิน นี้ราคาเปิดตัวยังเป็นซะแบบนี้ ต่อไปคิดดู”

ความเห็นหนึ่งแย้งว่า “ราคายังไม่เป็นทางการอย่ารีบตัดสินใจให้รีบติดตามการแจ้งข่าวของเพจจริงเท่านั้น”

ในเพจ “สาวไตลื้อ” มีชาวลาวออกความเห็นว่า “แพง แต่ว่าประหยัดการเดินทาง ถือว่าคุ้ม”

ขณะที่อีกคนเทียบว่า “แพงกว่ารถเมล์หลวงพระบาง รถเมล์ 170,000 ถึงปากมอง” (ปากมองอยู่ไม่ไกลจากหลวงพระบางแต่เดินทางผ่านภูเขาซับซ้อน ที่จริงแล้วราคานี้ถือว่าแพงกว่ารถไฟมาก)

อีกความเห็นบอกว่า “แพงแท้” แต่มีผู้มาแย้งว่า “บ่แพงดอก รถเมล์หลวงพระบางไปนครหลวง (เวียงจันทน์) 10 กว่าชั่วโมง รถไฟไวกว่า 3 ชั่วโมงถึง”

ในเพจ “สื่อลาว” ก็คึกคักไม่แพ้กัน หนึ่งความบอกว่า “เว่ากันแต่ก่อนว่า เวียงจันทน์-หลวงพระบาง 100,000 กีบ เอากันจริงๆ เพิ่มขึ้น 87%! ( 187,000 กีบ) แต่ก็ไวกว่านั่งเครื่องบิน”

อีกความเห็นเทียบราคาว่า “นครหลวงเวียงจันทร์-วังเวียง รถตู้ 50,000 กีบ” (หรือ 165 บาทเทียบรถไฟ EMU ต้นทางเวียงจันทน์ไปวังเวียง 96,000 กีบ ส่วนรถไฟความเร็วธรรมดา ต้นทางเวียงจันทน์ไปวังเวียง 68,000 กีบ)

ความเห็นหนึ่งบอกว่า “ราคานี้แพงมาก ยังไม่ต้องพูดถึงค่ารถจากสถานีเข้าไปในเมืองอีกต่อ”

ภาพข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ตอกย้ำความสำเร็จ Squid Game ทำเงินกว่า 3 หมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665781

วันที่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 12:01 น.ตอกย้ำความสำเร็จ Squid Game ทำเงินกว่า 3 หมื่นล้านNetflix ประมาณการว่าซีรีส์ Squid Game สร้างรายได้ให้บริษัทกว่า 3 หมื่นล้านบาท ผู้ชมกว่า 130 ล้าน หลังเปิดตัวมาได้ 1 เดือน

Bloomberg รายงานว่าซีรีส์จากเกาหลีใต้อย่าง Squid Game ซึ่งได้รับความนิยมจากทั่วโลก สร้างรายได้ให้แก่ Netflix บริษัทสตรีมมิงไปเกือบ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 30,000 ล้านบาท หลังเข้าฉายมาได้ 1 เดือน

ซึ่งเป็นมูลค่าที่มากกว่าเงินลงทุนกว่า 40 เท่า เนื่องจากซีรีส์ดังกล่าวใช้เงินลงทุนในการผลิตอยู่ที่ 21.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และสามารถดึงดูดผู้ชมได้ราว 132 ล้านบัญชีภายในเวลาเพียง 23 วัน ทำลายสถิติของเรื่อง “Bridgerton” จากอังกฤษที่มีผู้ชม 82 ล้านบัญชีภายใน 28 วันแรกที่เข้าฉาย

ทั้งนี้ Netflix ประมาณการว่า 89% ของผู้ชมซีรีส์ Squid Game เริ่มดูซีรีส์ในครั้งแรกอย่างน้อย 75 นาทีหรือมากกว่า 1 ตอน และ 66% ของผู้ชมหรือประมาณ 87 ล้านคนดูซีรีส์จบภายใน 23 วัน

ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ Netflix เผยว่ามีสมาชิกใหม่เพิ่มช้าสุดนับตั้งแต่ปี 2013 เนื่องจากแพลตฟอร์มขาดซีรีส์และภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถถ่ายทำได้ ซึ่งส่งผลให้หุ้นของ Netflix ลดลงเกือบทั้งปี

ทว่า นับตั้งแต่การเปิดตัวของ Squid Game เมื่อวันที่ 17 ก.ย. หุ้นของ Netflix พุ่งขึ้นเกือบ 7% ซึ่งทำให้บริษัทมีมูลค่า 278,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทจะดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 หรือ 4

นอกจากนี้ Squid Game ยังเป็นซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่สามารถคว้าอันดับหนึ่งบน Netflix สหรัฐอเมริกา และกระตุ้นให้ผู้ชมสนใจที่จะเรียนภาษาเกาหลีอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับความสนใจในประเทศจีนซึ่งไม่สามารถใช้งาน Netflix ได้หากไม่มี VPN โดยบรรดาร้านขนมเบเกอรี่ออกเมนู “ทัลโกนา” หรือขนมน้ำตาลแผ่นที่ปรากฏอยู่ในซีรีส์ Squid Game

ซีรีส์เรื่องนี้ยังได้รับความเห็นในเชิงบวกจาก Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งบริษัท Amazon ซึ่งกล่าวว่าเป็นซีรีส์ที่น่าประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจ ขณะที่บริษัท Amazon เองก็มีบริการสตริมมิง Prime Video ที่แข่งขันอยู่กับ Netflix

Photo by YOUNGKYU PARK / Netflix / AFP

เศรษฐกิจจีนกำลังหมดแรงชะลอตัวต่ำสุดรอบ 1 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665776

วันที่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 10:46 น.เศรษฐกิจจีนกำลังหมดแรงชะลอตัวต่ำสุดรอบ 1 ปีเศรษฐกิจจีนเติบโตช้าที่สุดในรอบ 1 ปีท่ามกลางปัญหารุมเร้าต่างๆ นานา ตั้งแต่ภาคอสังหาฯ ไปจนถึงพลังงาน

เศรษฐกิจจีนขยายตัวช้าที่สุดในรอบปีในไตรมาสที่ 3 โดยได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ปัญหาอุปทานติดขัด และการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังเกิดขึ้นประปราย ท่ามกลางความกระวนกระวายใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของภาคอสังหาริมทรัพย์

ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโต 4.9% ในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งเป็นการขยายตัวที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2020 และชะลอตัวจาก 7.9% ในไตรมาสที่สอง ตัวเลขนี้ยังถือเป็นการชะลอตัวลงมาจากเทียบกับจากการขยายตัว 18.3%

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศยังคงไม่แน่นอนและไม่สม่ำเสมอ” โฆษกสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) ฝูหลิงฮุ่ย กล่าวในการบรรยายสรุปในกรุงปักกิ่งเมื่อวันจันทร์

การสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ของรอยเตอร์คาดว่า GDP จะเพิ่มขึ้น 5.2% ในไตรมาสที่สาม

เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส การเติบโตลดลงมาอยู่ที่ 0.2% ในเดือนกรกฎาคม-กันยายน จากที่ปรับลดลง 1.2% ในไตรมาสที่สอง

เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกได้ฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่แล้ว แต่การฟื้นตัวกลับสูญเสียพลังไป โดยได้รับผลกระทบจากการผลิตของโรงงานที่ย่ำแย่ลง การบริโภคที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวตามนโยบายที่เข้มงวด

“ในการตอบสนองต่อตัวเลขการเติบโตที่ไม่น่าพอใจที่เราคาดหวังในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราคิดว่าผู้กำหนดนโยบายจะดำเนินการตามขั้นตอนเพิ่มเติมเพื่อหนุนการเติบโต รวมถึงการประกันสภาพคล่องที่เพียงพอในตลาดระหว่างธนาคาร การเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการผ่อนคลายบางแง่มุมของนโยบายสินเชื่อและอสังหาริมทรัพย์โดยรวม” หลุยส์ คูจส์ (Louis Kuijs) หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์เอเชียของ Oxford Economics กล่าว

ความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเครดิตที่เกิดจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนอาจจะลามไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้างนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่อย่าง China Evergrande Group แบกรับหนี้มากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์

แหล่งข่าวด้านนโยบายและนักวิเคราะห์กล่าวว่า บรรดาผู้นำจีนที่เกรงว่าฟองสบู่อสังหาฯ ที่ยืดเยื้ออาจบ่อนทำลายการเพิ่มขึ้นในระยะยาวของประเทศ มีแนวโน้มที่จะรักษามาตรการเข้มงวดในภาคส่วนนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ก็อาจทำให้กลยุทธ์บางอย่างอ่อนลงได้ตามความจำเป็น

นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จีนมีเครื่องมือเพียงพอในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แม้ว่าการเติบโตจะชะลอตัว และรัฐบาลมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาทั้งปี

อี้ กัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโต 8% ในปีนี้

นักวิเคราะห์ที่สำรวจโดยสำนักข่าวรอยเตอร์คาดว่า PBOC จะคงอัตราส่วนความต้องการสำรองของธนาคาร (RRR) ของธนาคารไว้ไม่เปลี่ยนแปลงในไตรมาสที่สี่ ก่อนที่จะปรับเพิ่มจุดพื้นฐานอีก 50 จุดในไตรมาสแรกของปี 2565

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 3.1% จากปีก่อนหน้า โดยต่ำจากความคาดหมาย ลดลงจาก 5.3% ในเดือนสิงหาคม และเป็นการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่มีนาคม 2020 ในช่วงระลอกแรกของการระบาดใหญ่

แต่การบริโภคมีสัญญาณดีขึ้น โดยยอดค้าปลีกเติบโตขึ้น 4.4% ในเดือนกันยายน ซึ่งเร็วกว่า 2.5% ในเดือนสิงหาคม

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP