อังกฤษจับตาโควิด AY.4.2 กลายพันธุ์จากเดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665991

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 11:30 น.อังกฤษจับตาโควิด AY.4.2 กลายพันธุ์จากเดลตาทางการอังกฤษกำลังจับตาการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ AY.4.2 หวั่นร้ายกว่าเดลตาดั้งเดิม

BBC รายงานว่าอังกฤษกำลังจับตาดูการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาพลัส หรือ AY.4.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์แยกย่อยออกมาจากสายพันธุ์เดลตา และมีการกลายพันธุ์ที่มีแนวโน้มว่าอาจทำให้ไวรัสแข็งแรงขึ้นและมีศักยภาพในการแพร่เชื้อเหนือสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิมประมาณ 10%

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์เดลตากำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในสหราชอาณาจักร โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการล่าสุดชี้ว่า 6% ของผู้ติดเชื้อเป็นไวรัสสายพันธุ์ย่อยดังกล่าว

โดยเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจถึงภัยคุกคามและอันตรายของเดลตาพลัส ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไม่น่าจะมีการกลายพันธุ์ไปไกลถึงขั้นสามารถหลบเลี่ยงวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม AY.4.2 ยังไม่จัดเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern) เหมือนกับสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิมที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเชื้อโควิด-19 ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา จึงไม่น่าแปลกใจหากจะมีสายพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา โดยมีรายงานการพบโควิด-19 สายพันธุ์ AY.4.2 ตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการกลายพันธุ์ที่ที่ส่งผลต่อโปรตีนหนาม (spike protein) ที่ไวรัสใช้เพื่อเจาะเซลล์มนุษย์

แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าการกลายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลต่อศักยภาพในการแพร่เชื้อของไวรัส แต่เป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลและกำลังทำการศึกษาอยู่

หากพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมอาจทำให้ไวรัสติดต่อได้มากขึ้น ไวรัสดังกล่าวจะจัดเป็นตัวแปรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ (variant under investigation) และจะมีการดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป

หากมีความชัดเจนขึ้นอีกว่าไวรัสมีศักยภาพในการแพร่เชื้อมากขึ้น สามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีน หรือทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรง ก็จะถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern) เหมือนกับสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิม

ศาสตราจารย์ฟร็องซัว บัลลู ผู้อำนวยการสถาบันพันธุศาสตร์ University College London (UCL) กล่าวว่า AY.4.2 มีแนวโน้มที่จะแพร่เชื้อได้มากขึ้น 10% แต่เป็นเรื่องดีที่ทุกคนตระหนักและมีสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับมือ ดังนั้น ขอให้ทุกคนรอดูด้วยความใจเย็นและอย่างตื่นตระหนก แม้ไวรัสดังกล่าวจะสามารถแพร่เชื้อได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เชื่อว่าจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราเคยเห็นมาก่อน

ด้านโฆษกรัฐบาลอังกฤษแถลงว่าทางการกำลังจับตาดูไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และจะรีบดำเนินการทันทีหากมีความจำเป็น

ทั้งนี้ AY.4.2 ยังพบในสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์ก แต่ระยะหลังมานี้พบว่าอัตราการติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวลดลงแล้ว

นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ Y145H และ A222V ที่แยกย่อยออกมาจากสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิม

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

IMF หั่นเศรษฐกิจเอเชียเหลือ 6.5% ไทยขยายตัว 1% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665989

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 10:50 น.IMF หั่นเศรษฐกิจเอเชียเหลือ 6.5% ไทยขยายตัว 1%IMF ลดคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียเหลือ 6.5% เตือน Covid-19 ระลอกใหม่จะกระทบการเติบโต

กองทุนการเงินระหว่างประเทศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียในปีนี้ พร้อมเตือนว่าการระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อจะเพิ่มความเสี่ยงในช่วงขาลงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค

รายงานของ IMF คาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจเอเชียจะเติบโต 6.5% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์เมื่อเดือน เม.ย. ที่อยู่ที่ 7.6% เนื่องจากตัวเลขติดเชื้อที่พุ่งขึ้นจากเชื้อสายพันธุ์เดลตากระทบการบริโภคและผลผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ถึงอย่างนั้นเอเชียยังเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก

ส่วนคาดการณ์เศรษฐกิจของเอเชียในปีหน้า IMF ปรับเพิ่มไปที่ 5.7% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 5.3% เนื่องจากมีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในวงกว้าง

สำหรับเศรษฐกิจของไทยปีนี้ IMF คาดว่าจะขยายตัว 1% และ 4.5% ในปีหน้า ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 2.6% และ 5.7% ตามลำดับ

รายงานยังระบุว่า 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วงจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่และการบริโภคในภาคบริการที่อ่อนแอ

ขณะที่เศรษฐกิจของจีนปีนี้ตะเติบโต 8.0% และ 5.6% ในปี 2022 แต่การฟื้นตัวยังไม่สมดุล เนื่อจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่และการคุมเข้มทางการคลังยังส่งผลกระทบกับการบริโภค

นอกจากนี้ IMF เตือนว่าการกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบปกติของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจทำให้กระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย และทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

REUTERS/Chalinee Thirasupa

Facebook เตรียมรีแบรนด์ ตั้งชื่อบริษัทใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665983

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 10:08 น.Facebook เตรียมรีแบรนด์ ตั้งชื่อบริษัทใหม่ตามรายงานของ The Verge บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียลยอดนิยม Facebook Inc. ซึ่งเผชิญกับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ กำลังวางแผนที่จะรีแบรนด์บริษัทด้วยชื่อใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี Metaverse

เว็บไซต์ The Verge รายงานเมื่อวันอังคารว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทคือ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) คาดว่าจะประกาศชื่อในการประชุม Connect ของบริษัทในวันที่ 28 ต.ค. (เป็นการประชุมผ่านระบบ AR/VR ประจำปีของบริษัท)

จากการรายงานของ Bloomberg ซักเคอร์เบิร์กผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทในปี 2004 กล่าวว่ากุญแจสู่อนาคตของ Facebook อยู่ที่แนวคิด Metaverse ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าผู้ใช้จะมีชีวิตอยู่ ทำงาน และออกกำลังกายภายในจักรวาลเสมือนจริง

“ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้คนจะเปลี่ยนจากการมองว่าเราเป็นบริษัทโซเชียลมีเดียเป็นหลัก เป็นการมองว่าเราเป็นบริษัท metaverse” ซักเคอร์เบิร์กกล่าวในเดือนกรกฎาคม “ในหลายๆ ด้าน Metaverse เป็นการแสดงออกถึงเทคโนโลยีทางสังคมขั้นสูงสุด”

ทั้งนี้ Metaverse คำว่า “Metaverse” ประกอบด้วยคำนำหน้า “meta” (ล้ำหน้า) และก้าน “verse” (มาจากคำว่า universe หรือ “จักรวาล”); คำนี้มักใช้เพื่ออธิบายแนวคิดอินเทอร์เน็ตในอนาคต ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่เสมือน 3 มิติที่ต่อเนื่อง องค์ประกอบของ Metaverse รวมถึง “การประชุมทางวิดีโอ เกมเช่น Minecraft หรือ Roblox สกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี่) อีเมล ความเป็นจริงเสมือน โซเชียลมีเดีย และสตรีมมิงแบบสด

การรีแบรนด์ของ Facebook เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บริษัทเผชิญกับปัญหามากมายทั้งกรณีอดีตคนในออกมาแฉเรื่องไม่เหมาะสมของบริษัทและแนวคิดการทำงานของบริษัท รวมถึงกรณีระบบล่มที่ยาวนานหายชั่วโมง

Photo by OLIVIER DOULIERY / AF

‘ทางรถไฟจีน-ลาว’ ตัวพลิกโฉมการพัฒนาประเทศลาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665981

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 09:49 น.‘ทางรถไฟจีน-ลาว’ ตัวพลิกโฉมการพัฒนาประเทศลาวนักธุรกิจคาด ‘ทางรถไฟจีน-ลาว’ ตัวพลิกโฉมการพัฒนาประเทศลาว

เวียงจันทน์, 19 ต.ค. (ซินหัว) — วันอังคาร (19 ต.ค.) หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทมส์ อ้างอิงวาลี เวดสะพง รองประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว ระบุว่าทางรถไฟจีน-ลาวอาจเป็นตัวพลิกโฉมการพัฒนาของลาว ทว่ารัฐบาลต้องมีแผนการชัดเจนว่าจะใช้ประโยชน์จากทางรถไฟดังกล่าวให้ได้มากที่สุดอย่างไร

วาลีระบุว่าทางรถไฟสายนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจลาว และจะสร้างแรงผลักดันมหาศาลต่อการยกระดับความเชื่อมโยงระหว่างลาวกับนานาประเทศในภูมิภาค

“ผู้ประกอบการหลายรายจะเปลี่ยนไปส่งออกสินค้าทางรถไฟอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาและเงิน” วาลีกล่าว “ทางรถไฟจะทำให้การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนเติบโต โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งหลายบริษัทแสดงท่าทีสนใจก่อตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรสำหรับส่งออกแล้ว”

ผู้ประกอบการลาวจำนวนมากตื่นเต้นกับโอกาสที่พวกเขาจะได้รับจากการขนส่งผ่านทางรถไฟจีน-ลาว หลังรถไฟโดยสารขบวนแรกของทางรถไฟสายนี้เดินทางถึงนครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันเสาร์ (16 ต.ค.) ที่ผ่านมา

มีการคาดการณ์ว่าทางรถไฟจีน-ลาว ความยาว 422.4 กิโลเมตร จะลดทอนต้นทุนการขนส่งผ่านลาวลงร้อยละ 30-40 เมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนน ขณะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลาวจะได้รับประโยชน์จากปริมาณผู้โดยสารทางรถไฟที่เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนั้นลาวอาจจะดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขั้นรองตามแนวทางรถไฟจีน-ลาว หลังจากมีการเปิดใช้งานทางรถไฟในเดือนธันวาคม 2021

วาลีระบุว่าหลายธุรกิจสนใจเรียนรู้แผนการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางรถไฟจีน-ลาวของรัฐบาล เนื่องจากพวกเขาต้องการวางแผนและกลยุทธ์การใช้ประโยชน์จากทางรถไฟ พร้อมศึกษาโอกาสการลงทุนและพิจารณาร่วมทุนกับกลุ่มพันธมิตรหลังรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลควรพิจารณายกเว้นการเก็บภาษีโครงการที่เกี่ยวข้องกับทางรถไฟอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ ทางรถไฟจีน-ลาวเป็นโครงการเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่นำเสนอโดยจีน และยุทธศาสตร์ของลาวในการเปลี่ยนตนเองจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อทางบก

อนึ่ง ทางรถไฟสายดังกล่าวเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2016 และมีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2021

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ตระกูลร็อธส์ไชลด์กลายเป็นมหาเศรษฐีเพราะ ‘ข่าวไวกว่า’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665956

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 20:45 น.ตระกูลร็อธส์ไชลด์กลายเป็นมหาเศรษฐีเพราะ 'ข่าวไวกว่า' การข่าวที่ไวกว่าคนอื่นช่วยให้ตระกูลร็อธส์ไชลด์ทำรายได้มหาศาลจากการเล่นหุ้น

ตระกูลร็อธส์ไชลด์คือตระกูลชาวยิวที่ทรงอิทธิพลทางการเงินของโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จุดเริ่มต้นของตระกูลคือ เมเยอร์ แอมส์เชล ร็อธส์ไชลด์ (Mayer Amschel Rothschild) บุตรชายของนายธนาคารชาวยิวที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเงินและสืบทอดธุรกิจกู้ยืมเงินจากบิดาสั่งสมเขี้ยวเล็บในวงการการเงินไว้มากมาย

เมื่อมีลูกชายเมเยอร์ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่สั่งมาตั้งแต่รุ่นพ่อแก่ลูกชายของตัวเองทั้ง 5 คนก่อนจะส่งแต่ละคนไปประจำที่เมืองหลวงหลักๆ ของยุโรปเพื่อทำธุรกิจธนาคารและการเงิน โดยลูกชายที่สร้างทั้งชื่อเสียงและความมั่งคั่งให้กับตระกูลได้ไม่น้อยคือ นาธาน เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ (Nathan Mayer Rothschild) ที่ถูกส่งไปประจำที่กรุงลอนดอนของอังกฤษ

นาธานเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดาพี่น้องตระกูลร็อธส์ไชลด์และครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ชายที่มั่งคั่งที่สุดในโลก และทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากสงครามนโปเลียนสมรภูมิวอเตอร์ลู แม้ว่าจะร่ำรวยมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดสงครามแล้วก็ตาม

ช่วงสงครามนโปเลียน (Napoleonic Wars) รัฐบาลอังกฤษมอบหมายให้นาธานซึ่งเป็นนายธนาคารหน้าใหม่ที่นั่นเข้ามารับหน้าที่จัดหาเงินทุนไปสนับสนุนกองทัพของดยุคแห่งเวลลิงตันของอังกฤษที่ทำสงครามต่อต้านจักรพรรดินโปเลียนของฝรั่งเศสในโปรตุเกสและสเปน เขาจึงร่วมกับพี่น้องตั้งเครือข่ายขึ้นมาเพื่อรับซื้อเหรียญทองและเหรียญเงินแล้วเปลี่ยนเหรียญเหล่านี้เป็นเงินสกุลท้องถิ่นแล้วถ่ายโอนไปให้ดยุคแห่งเวลลิงตันจับจ่าย

การสร้างเครือข่ายตัวแทนและคนส่งข่าวสารกระจายไปทั่วยุโรปนี้เองที่ทำให้การเงินของตระกูลร็อธไชลด์งอกเงยขึ้นไปอีกในภายหลัง

ต้องบอกก่อนข่าวตลอดช่วง 2 ทศวรรษของสงครามนับตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ราคาพันธบัตรของอังกฤษมักจะขึ้นอยู่กับข่าวจากสมรภูมิสู้รบ หากฝั่งอังกฤษหรือพันธมิตรชนะราคาก็จะถีบตัวขึ้น เพราะถือเป็นข่าวดีว่าฝั่งอังกฤษจะคว้าชัยและรัฐบาลจะไม่ออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อทำสงคราม แต่หากฝั่งอังกฤษหรือพันธมิตรแพ้ราคาจะตกลง

เงื่อนไขดังกล่าวสร้างโอกาสในการเข้ามาแทรกแซงตลาดด้วยการสร้างข่าวเกี่ยวกับผลลัพธ์ในสมรภูมิ เนื่องจากการส่งข่าวในสมัยนั้นต้องพึ่งพาม้าเร็วหรือเรือเร็ว ยิ่งได้ข่าวไวก็ยิ่งได้เปรียบ

และนาธานคือคนที่ได้เปรียบและทำเงินได้มหาศาลจากข่าวของสงครามนโปเลียนในสมรภูมิสุดท้ายที่วอเตอร์ลูในปี 1815

สงครามยกแรกปรากฏว่าอังกฤษพ่ายแพ้ เมื่อข่าวมาถึงตลาดหุ้นในอังกฤษก็พากันเทขาย แต่เมื่อค่ำคืนเคลื่อนมาปกคลุมสมรภูมิวอเตอร์ลูในวันที่ 18 มิ.ย. 1815 สายข่าวของนาธานรีบเดินทางกลับมายังเมืองดันเคิร์กของฝรั่งเศสเพื่อแจ้งข่าว ก่อนที่ข่าวดังกล่าวจะถูกส่งต่อด้วยเรือเร็วและม้าเร็วที่พี่น้องตระกูลร็อธไชลด์วางเครือข่ายไว้ในตอนแรกจนมาถึงนาธานในคืนวันจันทร์ที่ 19 มิ.ย. 24 ชั่วโมงหลังจากกองทัพนโปเลียนเพลี่ยงพล้ำ

นาธานเข้าไปแจ้งข่าวดีนี้แก่รัฐบาลอังกฤษแต่ไม่มีใครเชื่อเขา เพราะทุกคนเชื่อข่าวระลอกแรกไปแล้วว่าดยุคแห่งเวลลิงตันจะพ่ายแพ้ (ข่าวชัยชนะอย่างเป็นทางการจากดยุคแห่งเวลลิงตันเดินทางมาถึงรัฐบาลอังกฤษในวันพุธช่วงค่ำ) นาธานจึงอาศัยโอกาสนี้เทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อังกฤษ ทำให้นักลงทุนคนอื่นแห่เทขายตาม ก่อนที่นาธานจะสั่งให้ตัวแทนช้อนซื้อหุ้นกลับในราคาต่ำในนาทีสุดท้าย

เมื่อข่าวการปราชัยของนโปเลียนมาถึงในวันที่ 21 มิ.ย. หุ้นต่างๆ ก็อยู่ในมือของตระกูลร็อธไชลด์เรียบร้อยแล้ว

แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่านาธานโกยเงินเข้ากระเป๋าเท่าใดจากข่าววอเตอร์ลู แต่ต้องเป็นเงินจำนวนไม่น้อยแน่นอน มีรายงานว่าทรัพย์สินของพี่น้องตระกูลร็อธไชลด์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 1815 อยู่ที่ 500,000 ปอนด์ (ในขณะนั้นเงินเดือนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 50 ปอนด์) และในเดือน ก.ค. 1816 ทรัพย์สินขยับมาอยู่ที่ 1 ล้านปอนด์

บันทึกของตระกูลร็อธไชลด์ยืนยันว่า “แม้ว่าจะจริงที่นาธาน เมเยอร์ ร็อธไชลด์ทำเงินจากการได้รับข่าวสารที่รวดเร็วก่อนใครจากสมรภูมิวอเตอร์ลู 1 ล้านหรือหลายล้านปอนด์ แต่หลักฐานค่อนข้างอ่อน”

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ข่าวสารที่รวดเร็วจากสมรภูมิวอเตอร์ลูของตระกูลร็อธส์ไชลด์มาจากนกพิราบแข่งที่มีรางวัลการันตีของตระกูล แต่ทฤษฎีนี้ยังมีข้อโต้แย้ง และบันทึกของตระกูลร็อธส์ไชลด์เองก็บอกไว้ว่า แม้ว่านกพิราบสื่อสารจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สร้างความสำเร็จให้ธุรกิจของตระกูลร็อธส์ไชลด์ในช่วงปี 1820-1850…แต่เป็นไปได้ว่าคนส่งสารที่อยู่บนหลังม้าจะนำข่าวสารของวอเตอร์ลูมาสู่นาธาน

ภาพ: wikipedia/Rothschild Collection

กี่วิกฤตก็ไม่ล้ม! Ichimonjiya ร้านโมจิ 1,000 ปี ทุกวันนี้ยังคงอยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665939

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 18:36 น.กี่วิกฤตก็ไม่ล้ม! Ichimonjiya ร้านโมจิ 1,000 ปี ทุกวันนี้ยังคงอยู่Ichimonjiya Wasuke หรือ Ichiwa ร้านโมจิเก่าแก่ในญี่ปุ่น ยืนหยัดมาได้กว่า 1,000 ปี

Ichimonjiya Wasuke (อิจิมงจิยะ วะสึเกะ) หรือ Ichiwa (อิจิวะ) ร้านโมจิเก่าแก่กว่า 1,000 ปีในเมืองเกียวโต ของครอบครัวฮาเซกาวะ ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจจากร้านโมจิเล็กๆ ข้างศาลเจ้าเก่าแก่ ที่หวังให้ความสดชื่นแก่บรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสวดมนต์ที่ศาลเจ้าอิมามิยะ

Ichiwa ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1000 หรือรัชศกโจโฮปีที่ 2 ปัจจุบันมีอายุ 1,021 ปีนับว่าเป็นร้านค้าเก่าแก่อันดับต้นๆ จากบรรดาธุรกิจที่มีอายุมากกว่า 100 ปีทั้งหมด 33,000 ร้านในญี่ปุ่น และ 80,000 ร้านทั่วโลก

ปัจจุบันร้านโมจิแห่งนี้บริหารโดย นาโอมิ ฮาเซกาวะ ทายาทรุ่นที่ 25 เรียกได้ว่าร้านนี้ฝ่าฝันมาทั้งสงคราม โรคระบาด และภัยธรรมชาติมากมาย แต่ยังคงยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยอาคารหลังล่าสุดมีอายุประมาณ 300 ปี

กว่า 1,000 ปีที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามยุคสมัย จากเดิมที่ใช้น้ำจากน้ำพุในห้องใต้ดินของร้านในการทำโมจิ แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นสั่งห้ามใช้น้ำบาดาล และมีการเปลี่ยนมาทำโมจิด้วยเครื่องจักร ซึ่งช่วยประหยัดเวลาไปได้หลายชั่วโมง

นอกจากนี้ Ichiwa เริ่มเปลี่ยนมาคิดเงินแบบตั้งราคาคงที่ต่อจานเมื่อช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นคิดเงินด้วยระบบเชื่อใจหรือให้ลูกค้าหยิบและจ่ายเงินเองตามจำนวนที่กิน เนื่องจากธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญกับการเงินมากขึ้น หลังเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันจากสงคราม

Ichiwa ยืนหยัดท่ามกลางวิกฤตต่างๆ ของโลกมามากมาย แต่ยังคงอยู่มาได้กว่า 1,000 ปีโดยนาโอมิกล่าวว่าการทำธุรกิจให้ได้ผลในระยะยาวนั้น จะต้องไม่มุ่งเน้นไปที่ผลกำไรระยะสั้น แต่ต้องตั้งเป้าหมายที่สูงกว่านั้นและยึดมั่นในสิ่งนั้นไว้ อย่างร้าน Ichiwa คือความตั้งใจที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องผู้ที่มาแสวงบุญ

แทนที่จะโฟกัสว่าต้องทำอย่างไรจึงจะได้กำไรให้เยอะๆ ให้มองว่าทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจสามารถคงอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ โดยใช้กำไรเป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจ

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Ichiwa โดดเด่นคือยึดมั่นในสิ่งที่ตนถนัดนั่นก็คือการย่างโมจิ แม้หลายคนอาจมองว่าเป็นโมจิย่างธรรมดาๆ แต่สิ่งที่ทำให้ไม่ธรรมดาและแตกต่างจากร้านอื่นๆ ก็คือการคงรักษาอัตลักษณ์ของ Ichiwa และสูตรโมจิต้นตำรับดั้งเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาตลอดกว่า 1,000 ปี

แม้ว่าจะยังคงความดั้งเดิมเอาไว้ แต่บางครั้งก็ต้องปรับตัวไปตามกาลเวลาเพื่อให้สามารถเข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้ รวมถึงการลงขายสินค้าผ่าน Uber Eats แพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน

https://cdn.jwplayer.com/players/tpVD7QSa-puACk8ZV.html

ที่มา: Business InsiderBBCThe New York Times

ภาพ: R2d2ki/Wikipedia

ผู้ประกอบการญี่ปุ่นยังกังวล พร้อมเปิดประเทศแล้วจริงหรือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665924

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 16:00 น.ผู้ประกอบการญี่ปุ่นยังกังวล พร้อมเปิดประเทศแล้วจริงหรือญี่ปุ่นเร่งฟื้นเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญเตือนโควิดระบาดอีกช่วงหน้าหนาว

รอยเตอร์สรายงานว่าความล่าช้าในการดำเนินการวัคซีนพาสปอร์ต และความสามารถในการตรวจโควิด-19 ที่มีจำกัดของญี่ปุ่นกำลังคุกคามความพยายามในการเปิดประเทศของญี่ปุ่นที่ตั้งเป้าว่าจะเกิดขึ้นในช่วงสิ้นปีนี้

โดยขณะนี้บรรดาผู้ประกอบการยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน พวกเขายังไม่สามารถจ้างพนักงานที่เคยถูกเลิกจ้าง หรือกักตุนเสบียงสินค้าเพื่อเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากยังไม่ทราบข้อมูลและระยะเวลาที่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนการเปิดประเทศ อีกทั้งยังมีความกังวลว่าโควิด-19 จะกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วนเนื่องจากสูญเงินไปเป็นจำนวนมากเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 นับว่าการเปิดประเทศเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ฟูมิโอะ คิชิดะ หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะ ออกจากตำแหน่งไปเนื่องจากคะแนนนิยมที่ลดลงเพราะไม่สามารถรับมือกับปัญหาโรคระบาดได้

“ช่วงสิ้นปี” นับว่าเป็นโอกาสทองในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบาร์และร้านอาหารในญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทต่างๆ จะจัดงานเลี้ยงขนาดใหญ่ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญ

ทว่า ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมองว่าในปีนี้อาจสูญเสียโอกาสนั้นไปเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นช่วงฤดูหนาว

มายูมิ ไซโจ เจ้าของบาร์ขมในโตเกียว กล่าวว่า “ช่วงสิ้นปีที่ร้านมีงานพิเศษมาตลอด แต่กำลังคิดว่าจะยกเลิก เพราะผู้เชี่ยวชาญบอกว่าโควิด-19 ระลอกที่ 6 จะต้องมาแน่นอน”

พร้อมเสริมว่าการล็อกดาวน์ครั้งก่อนทำให้ร้านของเธอต้องทิ้งเบียร์ 4,000 เหรียญสหรัฐที่สั่งมาจากสาธารณรัฐเช็ก ดังนั้น เธอต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในทุกกรณี เพราะสิ่งที่เธอเตรียมไว้มันต้องเสียค่าใช้จ่าย

ขณะที่สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มทดลองใช้มาตรการให้ประชาชนแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือผลตรวจเชื้อที่เป็นลบก่อนเข้าร้านอาหาร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้

การทดลองจะเริ่มต้นในวันที่ 21 ต.ค. ที่จังหวัดเกียวโต ตามด้วยฮอกไกโด และฟุกุโอกะ โดยจะอนุญาตให้ประชาชนที่แสดงหลักฐานดังกล่าวสามารถรวมกลุ่มรับประทานอาหารที่ร้านได้ และร้านอาหารสามารถขยายเวลาเปิดให้บริการได้เช่นกัน

โดยรัฐบาลระบุว่าร้านอาหารที่จะร่วมการทดลองรวมถึงร้านอาหารญี่ปุ่นในเกียวโต, ผับสไตล์ญี่ปุ่น “อิซากายะ” ในฮอกไกโด และร้านอาหารในโรงแรมในฟุกุโอกะ

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อด้วย

ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งยังคงดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคต่อไป หลังจากที่รัฐบาลประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินในกรุงโตเกียวและอีก 18 จังหวัดเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลยังคงเตรียมพร้อมสำหรับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจมีการแพร่ระบาดอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว

Photo by REUTERS/Kim Kyung-Hoon

อินเดียขึ้นที่ 1 ประเทศที่มีคนถือคริปโตมากที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665917

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 15:15 น.อินเดียขึ้นที่ 1 ประเทศที่มีคนถือคริปโตมากที่สุดในโลกคนรุ่นใหม่แห่ลงทุนในคริปโตดันอินเดียขึ้นแท่นอันดับ 1 ประเทศที่มีจำนวนคนถือครองสกุลเงินดิจิทัลมากที่สุดในโลก ส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 35

ผลการสำรวจการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลใน 50 ประเทศทั่วโลกโดยบริษัทนายหน้าซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล BrokerChooser พบว่า อินเดียมีจำนวนผู้ถือครองสกุลเงินดิจิทัลมากที่สุดในโลกที่ 10.07 ล้านคน ตามด้วยสหรัฐ (2.74 ล้านคน) และรัสเซีย (1.74 ล้านคน)

แต่หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด อินเดียจะอยู่ในอันดับ 5 โดยเกือบ 7.3% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของอินเดียถือครองสกุลเงินดิจิทัล ส่วนอันดับ 1 เป็นของยูเครน (12.73% ของประชากรทั้งหมด) ตามด้วยรัสเซีย 11.91% เคนยา 8.52% และสหรัฐ 8.31%

สำหรับนักลงทุนสกุลเงินดิจิทัลของอินเดียนั้น ส่วนใหญ่เพิ่งเข้าสู่วงการนี้เมื่อปลายปีที่แล้วซึ่งเป็นช่วงที่สกุลเงินดิจิทัลเติบโตขึ้นถึง 7 เท่า และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 923 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว เป็น 6,600 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือน พ.ค.ปีนี้

ขณะที่ผลการวิจัยจากบริษัทที่ปรึกษา Kantar ในอังกฤษพบว่า 16% ของคนเมืองในอินเดียเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัล และส่วนใหญ่เป็นผู้ชายในวัยไม่เกิน 35 ปีที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่ากลุ่มคนที่ฝากเงินในธนาคาร โดยจะลงทุนก้อนเล็กๆ เฉลี่ย 30,000 รูปี หรือราว 13,312 บาท และสกุลเงินที่นิยมคือ Bitcoin ตามด้วย Dogecoin, Ethereum และ Binance 

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ที่ถือครองสกุลเงินดิจิทัลในอินเดียถือว่าน่าแปลกใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานะทางกฎหมายของสกุลเงินดิจิทัลในอินเดีย

เมื่อปี 2018 ธนาคารกลางอินเดียประกาศแบนสกุลเงินดิจิทัลเป็นช่วงสั้นๆ ต่อมารัฐบาลเสนอแบนสกุลเงินดิจิทัลโดยห้ามถือครอง ขุด เทรด หรือทำธุรกรรมใดๆ เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทว่าสุดท้ายไม่ได้นำเข้าสภา

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

อิสราเอลพบดาบ 900 ปีจากสงครามครูเสดใต้ก้นทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665902

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 13:23 น.อิสราเอลพบดาบ 900 ปีจากสงครามครูเสดใต้ก้นทะเลนักประดาน้ำค้นพบดาบเก่าแก่ 900 ปีที่เชื่อว่าเป็นของนักรบสงครามครูเสด ใต้ก้นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

รอยเตอร์สและเดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ต.ค. หน่วยงานโบราณวัตถุของอิสราเอลเผยว่านักประดาน้ำค้นพบดาบที่เชื่อว่าเป็นของนักรบสงครามครูเสดที่แล่นเรือไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์เมื่อเกือบ 1,000 ปีก่อน ใต้ก้นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

นักประดาน้ำคนดังกล่าวคือ ชโลมี แคทซิน ซึ่งกระโดดลงไปในน่านน้ำนอกชายฝั่งคาร์เมลของอิสราเอลเพื่อสำรวจใต้ท้องทะเลพร้อมกับกล้องโกโปรที่ติดอยู่ที่หน้าผาก

แม้ว่าจะถูกปกคลุมด้วยสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในทะเล แต่ใบมีดและด้ามดาบที่ยาวเป็นเมตรก็มีความโดดเด่นมากพอที่จะสังเกตเห็นได้หลังกระแสน้ำใต้ทะเลเคลื่อนทรายที่ปิดบังไว้

นักโบราณคดีเผยภายหลังว่าดาบดังกล่าวมีน้ำหนัก 4 ปอนด์ ยาวประมาณ 4 ฟุต และเชื่อว่ามีอายุประมาณ 900 ปี โดยมีต้นกำเนิดมาจากสงครามครูเสดครั้งที่ 3 ซึ่งจะถูกนำมาจัดแสดงหลังจากที่ทำความสะอาดและฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว

ก่อนหน้านี้ แคทซินค้นพบโบราณวัตถุมาแล้วหลายชิ้นด้วยกัน รวมถึงสมอหินและเศษเครื่องปั้นดินเผาที่มีอายุหลายร้อยปี แต่เขาเผยว่าไม่มีของชิ้นไหนน่าประทับใจไปกว่าดาบเล่มนี้อีกแล้วเพราะมันหายากมาก

โคบี ชาร์วิต ผู้อำนวยการฝ่ายโบราณคดีทางทะเลของหน่วยงานโบราณวัตถุอิสราเอล กล่าวว่า โดยปกติแล้วเรามักจะค้นพบดาบโบราณในสภาพที่ไม่ดี แต่ดาบเล่มนี้พบอยู่ใต้น้ำ และถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพดีมาก “นี่เป็นครั้งแรกที่เราพบดาบที่สวยงามเช่นนี้”

พร้อมชี้ว่า ตำแหน่งดังกล่าวเป็นอ่าวธรรมชาติใกล้กับเมืองท่าไฮฟา ซึ่งเคยเป็นที่หลบภัยของนักเดินเรือ พื้นที่ตรงนี้ดูดเรือสินค้ามาหลายยุคหลายสมัย ทำให้มีการค้นพบทางโบราณคดีมากมาย

โจนาธาน ฟิลลิปส์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ของสงครามครูเสดจาก Royal Holloway แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน เผยว่า สมเหตุสมผลแล้วที่จะพบดาบเล่มนั้นในทะเลเพราะการสู้รบหลายครั้งเกิดขึ้นใกล้ชายหาด ซึ่งทหารคริสเตียนลงจอดและบางครั้งก็ถูกกองกำลังมุสลิมโจมตี ดาบเล่มนั้นอาจเป็นของนักรบที่ตกลงไปในทะเลหรือพ่ายแพ้ในการต่อสู้ในทะเล

เอลี เอสโคซิโด ผู้อำนวยการทั่วไปของหน่วยงานโบราณวัตถุของอิสราเอลกล่าวยกย่องแคทซิน โดยระบุว่าโบราณวัตถุทุกชิ้นที่พบช่วยให้ไขปริศนาทางประวัติศาสตร์ของดินแดนอิสราเอลได้

ทั้งนี้ สงครามครูเสดเป็นชุดสงครามทางศาสนาในช่วงยุคกลาง ซึ่งคริสตจักรละตินเป็นผู้ริเริ่ม โดยประสงค์จะปลดปล่อยเยรูซาเล็มกับพื้นที่รายรอบให้พ้นจากการปกครองของมุสลิม

โดยมีสงครามครูเสดเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ครั้งสำคัญที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ซึ่งมีสงครามใหญ่ๆ เกิดขึ้นถึง 9 ครั้งในมหาสงครามครั้งนี้ และยังมีสงครามย่อยๆ เกิดอีกหลายครั้งในระหว่างนั้น และสงครามบางครั้งก็เกิดขึ้นภายในยุโรปเอง เช่น ที่สเปน นอกจากนี้ยังมีสงครามย่อยๆ เกิดขึ้นตลอดศตวรรษที่ 16 จนถึงยุคเรอเนสซองซ์ และการปฏิรูปศาสนา

Photo by REUTERS/Ronen Zvulun

จีนตั้งหน่วยลับในซินเจียงไล่ล่าคนก่อนทำผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665903

วันที่ 19 ต.ค. 2564 เวลา 13:01 น.จีนตั้งหน่วยลับในซินเจียงไล่ล่าคนก่อนทำผิดจีนใช้เทคโนโลยีการพยากรณ์อาชญากรรมล่วงหน้าคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง Minority Report ในซินเจียง

สถาบันนโยบายและยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (ASPI) รายงานว่า หน่วยงานลับของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยื่นมือเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการใช้เทคโนโลยีการพยากรณ์อาชญากรรมล่วงหน้าในเขตปกครองตนเองซินเจียงทางตะวันตกของประเทศ

รายงานของ ASPI ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากออสเตรเลียและสหรัฐระบุว่า คณะกรรมการกิจการการเมืองและกฎหมาย (PLAC) ของจีนกำลังใช้ระบบ “Minority Report” ซึ่งใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งนำมาสู่การตรวจสอบชาวอุยกูร์หลายล้านคนด้วยเหตุผลเล็กๆ น้อยๆ อย่างการดาวน์โหลดแอพพลิเคชันแชร์ไฟล์ข้อมูล

ASPI พบอีกว่า ในพื้นที่อื่นๆ ของจีน PLAC เป็นหน่วยงานประสานงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบกฎหมายและความเรียบร้อยของประเทศโดยไม่ได้ลงมือปฏิบัติงานเองโดยตรง ขณะที่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงนั้น งบประมาณและความรับผิดชอบของ PLAC ขยายออกไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

วิกกี้ สวี่ซิ่วจง ผู้เขียนร่วมรายงาน ระบุว่า “(หน่วยลับ) เป็นมือไม้ของพรรคมากกว่าที่จะเป็นหน่วยงานของรัฐบาล และพรรคอาจจะต้องการให้เจ้าหน้าที่ของพรรคในซินเจียงควบคุมเทคโนโลยีตรวจตรานี้โดยตรง”

“บทบาทที่ชัดเจนและการเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงของ PLAC ในการปราบปรามซินเจียงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เนื่องจาก PLAC มีบทบาทมากขึ้นในการปราบปรามครั้งก่อนๆ” วิกกี้ สวี่ซิ่วจง เผย “สำหรับนักวิชาการหลายคน การมีอยู่ของ PLAC เป็นการพิสูจน์ว่าพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจีนไม่ได้แยกต่างหากจากกันอย่างชัดเจน”

รายงานดังกล่าวช่วยอธิบายเกี่ยวกับระบบการปกครองที่ขับเคลื่อนการปราบปรามในซินเจียงของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

ทั้งนี้ วิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนในซินเจียงส่งผลให้ทางการสหรัฐ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และแคนาดาคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีน และรัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดนยังกล่าวหาว่าจีนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ขณะที่จีนชี้แจงว่าแคมป์กักกันชาวอุยกูร์เป็นเพียงศูนย์ฝึกอาชีพที่มีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายและขจัดความยากจน และโต้กลับว่าข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็น “การโกหกแห่งศตวรรษ”

ส่วนสื่อและนักการทูตจีนพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของ ASPI ซึ่งก่อตั้งโดยรัฐบาลออสเตรเลียเมื่อปี 2001 และแฉว่า ASPI ได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทที่เป็นคู่สัญญาด้านการป้องกันประเทศและภารกิจด้านการทูตของชาติตะวันตก

REUTERS/Thomas Peter/File Photo