ไทยอันดับลด! ดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์รั้งที่ 68 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666094

วันที่ 21 ต.ค. 2564 เวลา 12:41 น.ไทยอันดับลด! ดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์รั้งที่ 68ผลการจัดอันดับดัชนีศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์ปีนี้ไทยอยู่ที่ 68 จาก 134 ประเทศ

สถาบันด้านการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ INSEAD ร่วมกับ Portulans Institute องค์กรอิสระด้านการวิจัยและการศึกษาในกรุงวอชิงตันดี.ซี. ที่สำรวจและจัดอันดับศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์ใน 134 ประเทศจากทุกทวีปทั่วโลกในช่วงวิกฤตโควิด เผยดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์โลกประจำปี 2021 (The Global Talent Competitiveness Index 2021)

ดังชีดังกล่าวพิจารณาจาก 6 ด้าน ได้แก่ 1.ปัจจัยส่งเสริมภายในประเทศ (Enable) 2.การดึงดูดแรงงาน (Attract) 3.การพัฒนาแรงงาน (Grow) 4.การรักษาฐานแรงงาน (Retain) 5.ทักษะสายวิชาชีพ (Vocational and Technical Skills) 6.ความรู้ความสามารถระดับสูงของแรงงาน (Global Knowledge Skills)

พบว่าอันดับ 1 ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ (82.09 คะแนน) ตามด้วยสิงคโปร์ (79.38 คะแนน) อันดับ 3 เป็นของสหรัฐ (78.81 คะแนน) ใน 10 อันดับแรกจากหัวทางตารางล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีรายได้สูง

ส่วนไทยซึ่งรายงานจัดให้เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอยู่ในอันดับ 68 จาก 134 ประเทศ (45.46 คะแนน) ลดลงจากอันดับ 67 ในปี 2020 และอยู่ในอันดับ 9 ของกลุ่มประเทศเอเชียและโอเชียเนีย และอันดับ 4 ของอาเซียน

เพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซียอยู่ในอันดับ 34 (59.70 คะแนน) บรูไนอันดับ 47 (51.61 คะแนน) ฟิลิปปินส์อันดับ 70 (44.63 คะแนน) อินโดนีเซียอันดับ 80 (42.09 คะแนน) เวียดนามอันดับ 82 (40.85 คะแนน) ลาวอันดับ 105 (32.49 คะแนน) และกัมพูชาอันดับ 119 (27.43 คะแนน) โดยเมียนมาเป็นเพียงประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่ได้รับการจัดอันดับ

หากแยกเป็นเมืองต่างๆ กรุงเทพมหานครอยู่ในอันดับ 99 (37.3 คะแนน) ส่วนอันดับท็อปของตารางอยู่ในสหรัฐและยุโรป โดยเมืองซานฟรานซิสโกของสหรัฐอยู่ในอันดับ 1 (76.3 คะแนน) เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ในอันดับ 2 (71 คะแนน) ตามด้วยเมืองบอสตันของสหรัฐ (70.6 คะแนน) โดยสิงคโปร์เป็นเมืองเดียวของเอเชียที่ติดท็อป 10 ในอันดับ 7 (67.2 คะแนน)

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

รัสเซียวิกฤตหนัก สั่งหยุดงานทั่วประเทศ 1 สัปดาห์หลังโควิดพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666078

วันที่ 21 ต.ค. 2564 เวลา 11:15 น.รัสเซียวิกฤตหนัก สั่งหยุดงานทั่วประเทศ 1 สัปดาห์หลังโควิดพุ่งรัสเซียสั่งหยุดงานทั่วประเทศ ห้ามผู้สูงอายุออกจากบ้าน หลังป่วยโควิดพุ่งวันละ 3 หมื่น ยอดตายทุบสถิติ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียอนุมัติขอเสนอของคณะรัฐมนตรีให้มีคำสั่งหยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลา 1 สัปดาห์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. เป็นต้นไป

รัสเซียยอมรับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศขณะนี้อยู่ในขั้นวิกฤต โดยวานนี้ (20 ต.ค.) รัสเซียมีรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในช่วง 24 ชั่วโมงถึง 1,028 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดในประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่กว่า 226,000 ซึ่งสูงสุดในยุโรป

โดยรัสเซียมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 พุ่งสูงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจนแตะระดับ 1,000 คนเป็นครั้งแรกช่วงสุดสัปดาห์ และผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละมากกว่า 30,000 คนต่อเนื่องมาเกือบสัปดาห์แล้ว

ขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนค่อนข้างต่ำ โดยมีประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 45 ล้านคนหรือคิดเป็น 32% ของประชากรทั้งหมดประมาณ 146 ล้านคน

ทั้งนี้ ช่วงวันหยุดจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. ไปจนถึง 7 พ.ย. เนื่องจากในสัปดาห์ดังกล่าวมีวันหยุดราชการอยู่แล้ว 4 วัน โดยประธานาธิบดีปูตินเสริมว่าบางพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงอาจมีการออกคำสั่งหยุดงานเร็วกว่านั้น

พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยของตนเองและคนรอบข้าง ขณะที่ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดความลังเลใจในการฉีดวัคซีน

ปูตินยังกล่าวว่า “มีเพียง 2 ทางที่จะผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ คือเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือติดเชื้อ”

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา ผู้ว่ากรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซียยังมีคำสั่งให้ประชาชนที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังไม่ได้เข้ารับการฉีดวัคซีน กักตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 4 เดือนจนถึงปลายเดือนก.พ. เพื่อป้องกันการติดเชื้อในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดขั้้นวิกฤต

Photo by Alexey DRUZHININ / SPUTNIK / AFP

หุ้น Evergrande ร่วงหนักหลังดีลขายทรัพย์สินใช้หนี้ล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666071

วันที่ 21 ต.ค. 2564 เวลา 10:46 น.หุ้น Evergrande ร่วงหนักหลังดีลขายทรัพย์สินใช้หนี้ล่มนักลงทุนหวั่น Evergrande ล้ม ส่งผลให้หุ้นร่วงแรงหลังดีลซื้อขายทรัพย์สินล่ม

หุ้นของ Evergrande Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่กำลังมีปัญหาหนี้สินกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ร่วง 10.5% หลังกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นวันแรกในวันนี้ (21 ต.ค.) หลังจากการเจรจาขายหุ้น 50.1% มูลค่า 2,580 ล้านเหรียญสหรัฐของ Evergrande Property Services บริษัทในเครือ กับ Hopson Development Holdings บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงล้มเหลว

ดีลขายหุ้นที่ล้มเหลวสร้างความกังวลให้นักลงทุนว่า Evergrande จะล้มและส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปยังเศรษฐกิจของจีน

ทั้งนี้ Evergrande แจ้งระงับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมาเพื่อรอการทำธุรกรรมครั้งใหญ่ซึ่งก็คือการซื้อขายหุ้นกับ Hopson Development Holdings

ด้าน Evergrande ประกาศว่า จะดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องต่อไปและเตือนว่าไม่รับประกันว่าบริษัทจะหาเงินมาชำระหนี้ได้

จนถึงขณะนี้ Evergrande ผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรสกุลดอลลาร์แล้วหลายครั้ง ขณะที่ระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันสำหรับพันธบัตรสกุลดอลลาร์มูลค่า 83.5 ล้านเหรียญสหรัฐกำลังจะสิ้นสุดในวันเสาร์นี้ (23 ต.ค.) ซึ่งหาก Evergrande ไม่ชำระจะถือว่าผิดนัด

ดีลกับ Hopson Development Holdings นับเป็นดีลที่ 2 ในช่วงไม่กี่วันของ Evergrande ที่ล้มเหลว หลังจากการเจรจาซื้อขายอาคารสำนักงานใหญ่ที่ฮ่องกงมูลค่า 1,700 ล้านเหรียญกับรัฐวิสาหกิจของจีนล่มไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากผู้ซื้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเงินของ Evergrande

Photo by Hector RETAMAL / AFP

จีนกับข้อหากลืนชาติ ด้วยกลยุทธ์ “หนอนไหมเขมือบ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666047

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 20:21 น.จีนกับข้อหากลืนชาติ ด้วยกลยุทธ์ "หนอนไหมเขมือบ"ข้อกล่าวหาต่อจีนมีตั้งแต่การใช้หนี้เป็นกับดักเพื่อจับประเทศลูกหนี้เป็นตัวประกัน ไปจนถึงกลาวข้อกล่าวหาว่าค่อยๆ กลืนแผ่นดินอื่นด้วยกลยุทธ์ “หนอนไหมกลืนใบหม่อน” ที่น่าสังเกตคือข้อกล่าวหาเรื่อง Debt-trap และ Salami slicing tactics มาจากอินเดียซึ่งเป็น “คู่กรณี” กับจีน

เส้นทางรถไฟลาว-จีนเป็นอีกหนึ่งโครงการ “จีนสร้าง” ที่ถูกกลาวหาว่าทำให้ลาวต้องตกอยู่ในกับดักหนี้ หรือ Debt-trap ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บางประเทศโดยเฉพาะที่เป็นคู่กรณีกับจีนอ้างว่าจีนมีเจตนาทำให้ประเทศเหล่านั้นเป็นหนี้ตนโดยยัดเยียดโครงการพัฒนาต่างๆ นานาที่มีมูลค่ามหาศาลให้ โดยที่ประเทศเหล่านั้นไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็ต้องนำ “สิ่งสำคัญระดับชาติ” มาจำนองไว้ ทำให้จีนได้เปรียบในการต่อรอง/บงการประเทศนั้นๆ ในอนาคต

คำว่า Debt-trap นี้ถูกใช้โดยนักวิชาการชาวอินเดีย ชื่อ พรหมา เฉลานี (Brahma Chellaney) หลังจากนั้นก็แพร่หลายอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่เป็นมิตรกับจีน ยังไม่พอ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของอินเดียอีกคนหนึ่งชื่อ เอส. เค ชัตเตอร์จี (S. K. Chatterji) บอกว่า กับดักหนี้ของจีนนั้นเปรียบได้กับ “กลยุทธ์ฝานซาลามี” ในทางการเมืองและการทหาร

“กลยุทธ์ฝานซาลามี” หรือ Salami slicing tactics เป็นกลยุทธ์ในการบั่นทอนฝ่ายตรงข้ามเพื่อที่ทำลายหรือกลืนด้วยการค่อยๆ บ่อนทำลายทีละน้อยเหมือนกับการฝานซาลามีหรือ “กุนเชียงฝรั่ง” ให้เป็นแผ่นบางๆ เหมือนจะไม่ทำให้มันพร่องลง แต่จริงๆ แล้วซาลามีที่ถูกฝานไปนั้นถูก “กิน” ไปทีละน้อยๆ

คนที่ใช้คำๆ นี้คนแรก คือ มาตยาส ราโคซี เผด็จการคอมมิวนิสต์ฮังกาเรียนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราโคซีใช้วิธีบ่อนทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วยการกล่าวหาพรรคอื่นว่าเป็นพวกฟาสชิสต์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (เนื่องจากในช่วงสงครามฮังการีต้องตกทุกข์ได้ยากเพราะพวกฟาสชิสต์-นาซี)

เขาจะค่อยๆ ทำลายพรรคอื่นด้วยการเริ่มทำลายฝ่ายขวาในพรรคนั้นๆ ก่อนโดยโยนข้อหาฟาสชิสต์ให้ จากนั้นเริ่มทำลายฝ่ายกลาง และจากนั้นค่อยทำลายฝ่ายซ้าย ซึ่งแม้จะเป็นฝ่ายเดียวกับคอมมิวนิสต์ แต่ถ้าไม่เป็นพรรคเดียวกันก็อยู่ไม่ได้ ในที่สุดเป้าหมายก็จะถูก “ฝาน” ออกไปจนเหลือส่วนที่ทำลายไม่ได้ เพราะมีประโยชน์คือพวกที่มีอุดมการณ์เดียวกับเขา

นี่เป็นแทกติกตั้งแต่สมัยสงครามเย็นเริ่มขึ้นหมาดๆ แต่ล่าสุดมันถูกงัดขึ้นมาใช้อย่างแพร่หลายอีกครั้ง – โดยอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่อินเดียกับจีนปะทะกันเรื่องพรมแดน ผู้เชี่ยวชาญอินเดียโยงว่าการที่จีนล้ำเข้ามาในพื้นที่พิพาทนั้นแสดงว่าจีนหวังจะ “ฝาน” อินเดียไปทีละน้อย

ผู้เชี่ยวชาญและสื่ออินเดียชี้ว่า จีนใช้แทกติกนี้เพื่อทำให้อินเดียสับสนว่าตกลงแล้วจีนต้องการอะไรกันแน่ระหว่างสงครามเต็มรูปแบบหรือการปะทะประปรายตามชายแดน เมื่ออินเดียสับสนและปรับยุทธศาสตร์ไม่ทัน (เพราะพื้นที่พิพาทส่งทหารไปประจำการยากลำบากเนื่องจากเป็นภูเขาสูงและมีหิมะตกหนักในฤดูหนาว) จีนก็จะค่อยๆ “กิน” พื้นที่นั้นไป

อินเดียจึงต้องตื่นตัวในเรื่องนี้ แม้ว่ามันจะยังไม่ชัดเจนก็ตามว่าตกลงแล้วจีนใช้ “กลยุทธ์ฝานซาลามี” จริงหรือไม่ และในบางกรณีจีนปฏิเสธด้วยซ้ำว่าใช้กลยุทธ์นี้

สื่อและนักวิชาการอินเดียนั้นเป็นกลุ่มหนักที่ชี้ว่าจีนใช้กลยุทธ์นี้กับพื้นที่อักไซจิน เป็นดินแดนของกัษมิระ (แคเมียร์) ซึ่งจีนกับอินเดียอ้างสิทธิ์เหนือ แต่จีนได้ครอบครองไปด้วยความเจ็บช้ำใจของอินเดีย ทำให้อินเดียพยายามชี้ให้โลกเห็นว่าจีนใช้กลยุทธ์เฉือนเนื้อไม่รู้ตัวกับอินเดีย และใช้กับทิเบต กับซินเจียง รวมถึงใช้กับหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ชาวโลกจึงต้องระวังให้ดี

สื่อของอินเดียนั้นใช้ภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว เมื่อรายงานข่าวโดยระดมยิงคำว่า Salami slicing tactics กับคำว่า Chinese คำๆ นี้จึงแพร่หลายไปทั่วอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วในสื่อที่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน และมันเข้าทางชาติตะวันตกที่จ้องจะเล่นงานจีนอยู่แล้ว เช่นเดียวกับคำว่า Debt-trap ที่มาจากอินเดียนเช่นกัน ทั้ง 2 คำนี้เป็นผลพวงจากการโฆษณาชวนเชื่อในยุค 4.0 ด้วยการใช้ SEO อย่างชาญฉลาด

แต่ความจริงไม่ใช่อินเดียที่เริ่มใช้ศัพท์ Salami slicing tactics มาอธิบายการรุกคืบของจีน แต่เป็นสหรัฐที่ใช้คำนี้มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 โดยบอกว่าจีนจะใช้แนวทางการรุกเพื่อ “กิน” ดินแดนหรือผลประโยชน์บางอย่าง แต่จะล่าถอยออกไปหากพบกับการต่อต้านที่หนักหน่วง หมายความว่าหากไม่มีการต่อต้าน จีนก็จะเขมือบไปเงียบๆ

ในปี 2004 บริษัทที่ปรึกษา Booz Allen Hamilton ในสหรัฐเรียกการวางยุทธศาสตร์เครือข่ายทางการทหารและการเศรษฐกิจของจีนในมหาสมุทรอินเดียว่า “สร้อยไข่มุก” (String of Pearls) เพื่อจะอธิบายว่าจีนใช้ “ฐานที่มั่น” เหล่านี้ในการโอบล้อมและเขมือบมหาสมุทรอินเดีย โดยตั้งฐานในประเทศที่เป็นคู่กรณีกับอินเดียหรือไม่ค่อยจะลงรอยกัน

แน่นอนว่าผู้เชี่ยวชาญในอินเดียตอบรับทฤษฎีนี้ เพราะเชื่ออย่างเต็มอกว่าจีนต้องคิดจะ “กิน” อินเดียโดยวิธีฝานไปทีละน้อยแน่ๆ ขณะที่จีนบอกว่าไม่มีแผนการเขมือบอะไรทั้งสิ้น “ฐานที่มั่น” ต่างๆ นั้นมีไว้เพื่อร้อยเส้นทางสายไหมทางทะเลเข้าด้วยกัน

โปรดสังเกตว่าข้อกล่าวหาต่อจีนเรื่อง Debt-trap และ Salami slicing tactics แม้จะมีเป้าหมายเรื่องการทหาร แต่ก็สามารถบั่นทอนจีนในทางเศรษฐกิจได้ด้วย โดยมันทำลายความน่าเชื่อถือของโครงการเส้นทางสายใหม่ทางทะเลและโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

แต่นับวันข้อกล่าวหานี้ถูกโต้แย้งมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากวงการวิชาการและจากคนในประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหยื่อกับดักหนี้ของของจีน เช่น เดบอราห์ บราวทิแกม (Deborah Bräutigam) ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์บอกว่าทฤษฎีนี้ขาดหลักฐานและสื่อยังกระพือกระแสกับดักหนี้ที่ “บิดเบือนความสัมพันธ์ระหว่างจีนและประเทศกำลังพัฒนาอย่างไม่ถูกต้อง”

รายงานที่เผยแพร่โดย Center for Global Development ก็แย้งทฤษฎีกับดักหนี้ โดยระบุว่าระหว่างปี 2001 ถึง 2017 จีนได้ปรับโครงสร้างหรือยกเว้นเงินกู้สำหรับ 51 ประเทศที่เป็นลูกหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าร่วมโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางโดยไม่ได้ยึดทรัพย์สินของรัฐ (หรือใช้อำนาจนั้นต่อรองทางการเมืองกับลูหนี้)

The Rhodium Group ระบุว่าจีนไม่ได้มีอำนาจต่อรองกับลูกหนี้ขนาดที่ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้ ที่จริงแล้วดีลระหว่างจีนกับประเทศลูกหนี้เป็นคุณกับลูกหนี้มากกว่าจีนเสียอีก

โปรดสังเกตว่าผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานทั้ง 3 แห่งนี้อยู่ในสหรัฐทั้งสิ้น

แน่นอน จีนปฏิสเธข้อกล่าวนี่มาโดยตลอดเช่นกัน ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อโต้แย้งที่หน่วยและผู้เชี่ยวชาญช่วยแก้ต่างให้จีนแล้ว ยิ่งเห็นว่า Debt-trap และ Salami slicing tactics เป็นการโฆษณาชวนเชื่อเสียมาก หลักฐานที่จับต้องได้มีน้อย

แต่เราก็ไม่สามารถมองจีนว่าไร้เดียงสาได้ ขึ้นชื่อว่าประเทศมหาอำนาจแล้วไม่มีที่จะไว้ใจได้ ยิ่งมหาอำนาจที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปีด้วยแล้ว จะเดินหมากแต่ลบตาต้องคำนวณอย่างลึกซึ้ง

ในภาษาจีนมีคำๆ หนึ่ง คือ “ฉานสือ” แปลตรงตัวคือ “หนอนไหมเขมือบ” ปกติแล้วหนอนไหมจะเขมือบใบหม่อนไปทีละน้อยๆ ด้วยตัวของมันที่ดูเล็กจิ๋วและใบหม่อนทั้งต้นที่มากมาย ดูเหมือนจะไม่มีวันที่ใบหม่อนจะหมดสิ้นไป แต่หนอนไหมนั้นตะกละเป็นที่สุด มันจะค่อยๆ กินใบหม่อนไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวใบก็หมดสิ้นลงไปแล้ว

คำๆ นี้ถูกนำมาใช้อธิบายกลยุทธในการกลืนชาติบ้านเมืองอื่นทีละนิดๆ แค่มักใช้อธิบายเหตุการณ์จำเพาะในประวัติศาสตร์จีน คือเมื่อครั้งที่รัฐฉินค่อยๆ กลืนกินรัฐทั้ง 6 จนสำเร็จ จนกระทั่งฉินหวาง (กษัตริย์รัฐฉิน) สามารถรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวได้ แล้วตั้งราชวงศ์ฉิน ประกาศตนเป็นจักรพรรดิองค์แรกแห่งฉิน (ฉินซื่อหวง หรือจินซีฮ่องเต้)

คำๆ นี้ปรากฎในตำรา “หานเฟยจื่อ” ตำราของนักปรัชญาสำนักนิติศาสตร์ ในยุคจ้านกั๋วหรือยุคสงครามระหว่างรัฐ (ยุครณรัฐ) เมื่อกว่าสองพันปีก่อน ดังนั้นคงจีนจึงรู้กลยุทธ์ Salami slicing tactics มานานหลายพันปีแล้ว

และในสมัยราชวงศ์ฮั่นตำราประวัติศาสตร์ “สื่อจี้” กล่าวถึงการเขมือบ 6 รัฐของจิ๋นซีฮ่องเต้เอาไว้ว่า “นับแต่สมัยฉินมู่กง นานาเจ้าแคว้นถูกกลยุทธ์หนอนไหมเขมือบทีละน้อย กระทั่งตั้งปราบดาเป็นฉินซื่อหวงได้”

ดังนั้น ยุทธศาสตร์การเขมือบดินแดนจึงไม่ใช่เกิดขึ้นในรัชสมัยเดียว แต่ใช้เวลายาวนานกว่าที่รัฐฉินจะกินรัฐอื่นได้จนหมด มันเริ่มตั้งแต่สมัยฉินมู่กงผู้ยิ่งใหญ่และมีวิสัยทัศน์ (ครองราชระหว่าง 659–621 ปีก่อนคริสตกาล) จนสำเร็จในรัชสมัยของอิ๋งเจิ้ง หรือฉินซื่อหวง (ครองราชระหว่าง 246–221 ปีก่อนคริสตกาล)

นอกจากจะยาวนานแล้ว กลศึก “หนอนไหมเขมือบ” ในสมัยจ้านกั๋วยังเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพราวพราว เต็มไปด้วยการทรยศหักหลัง ตระบัดสัตย์ การชิงพันธมิตรและสลายพันธมิตร และการสังหารหมู่ ชื่อ “หนอนไหมเขมือบ” มันอาจฟังดูน่าเอ็นดู แต่เมื่อมันลงมือแล้วเลวร้ายกว่าสงครามทางตรงเสียอีก

วิธีเผด็จศึกของอิ๋งเจิ้งก็คือ “ใช้เงินซื้อคน” หรือติดสินบนนั่นเอง เมื่อขุนนาง ขุนศึกของฝ่ายตรงข้ามฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว ประเทศนั้นย่อมเน่าจากข้างใน

เหลียวเซี่ยงเสนอกับอิ๋งเจิ้งว่า ด้วยอำนาจของรัฐฉิน สามารถกำราบนานารัฐลงได้ แต่ที่น่ากังวลคือหากนานารัฐรวมพลังกันต่อต้านฉิน รัฐฉินก็ต้องเป็นฝ่ายกังวลว่าจะถูกกำราบแล้ว เขาจึงเสนอว่า “อย่าเสียดายทรัพย์สิน ให้ติดสินบนขุนนางที่ทรงอำนาจของรัฐนั้นๆ เพื่อที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบ แค่เสียทองสามสิบหมื่น ก็สามารถกำจัดนานาเจ้ารัฐได้” แน่นอนว่าอิ๋งเจิ้งยอมทำตามแผนนี้

คำแนะนำของเหลียวเซี่ยงนี้ฟังดูแล้วก็คล้ายๆ กับที่ฝ่ายตรงข้ามของจีนในเวลานี้กล่าวหาจีนว่าใช้เงินล่อประเทศอื่นๆ ให้ตกหลุมพรางของตน

ประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหยื่อกับดักหนี้ของจีนนั้นมักมีผู้นำที่ฉ้อราษฏร์บังหลวงจริงๆ โดยมักจะยักยอกเงินกู้จากจีนเข้ากระเป๋าตัวเอง ทำให้ประโยชน์ไม่ถึงประชาชนและประชาชนยังต้องแบกรับหนี้ของจีนแทนนักการเมืองที่ชั่วร้ายเหล่านั้น 

แต่เราไม่อาจล่วงรู้ว่าจีนจงใจใช้เงินล่อนักการเมืองโฉดให้ติดกับแล้วใช้ประเทศตัวเองมาจำนองกับจีนเหมือนที่ฉินหวางเคยทำหรือไม่? แน่นอนว่าอะไรๆ ก็เป็นไปได้ เพียงแต่มันสมเหตุผลหรือไม่แค่นั้นเอง

“หนอนไหมเขมือบ” เคยใช้ชิงแผ่นดินจีนที่แตกเป็นรัฐต่างๆ จนจีนกลายเป็นเอกภาพ แต่จีนเคยใช้กลยุทธ์นี้ในการชิงดินแดนประเทศอื่นหรือไม่นั้น ยังเป็นที่น่าสงสัย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

อังกฤษก่อภัยอดอยากที่ฆ่าชาวอินเดียนับล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666045

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 19:00 น.อังกฤษก่อภัยอดอยากที่ฆ่าชาวอินเดียนับล้านย้อนรอยวิกฤตความอดอยากในอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ

1. ภายใต้การปกครองของอังกฤษทำให้ชาวอินเดียต้องทนทุกข์กับความดอยากนับไม่ถ้วน แต่เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในเบงกอล นับตั้งแต่ปี 1770 ตามมาด้วยปี 1783, 1866, 1873, 1892, 1897, 1943 ต่อเนื่องมาจนถึง 1944 หากถามว่าร้ายขนาดไหน คำตอบคือขนาดที่ผู้คนต้องกินหญ้าและเนื้อมนุษย์เพื่อความอยู่รอด

2. ก่อนหน้านั้น เมื่อใดก็ตามที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความอดอยากในอินเดีย ผู้ปกครองของชนพื้นเมืองจะรีบตอบสนองอย่างรวดเร็ว อาทิ ยกเว้นภาษี และออกมาตรการชดเชย เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ และเพื่อบรรเทาทุกข์แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุด

3. แต่เมื่ออังกฤษเข้าปกครองอินเดีย ความอดอยากส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความล่าช้าในฤดูมรสุม และการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของอินเดียโดยชาวอังกฤษเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของตนเอง ผู้ปกครองเพิกเฉยต่อคำเตือนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความกันดารอาหาร

4. สัญญาณความแห้งแล้งเริ่มปรากฏขึ้นในปี 1769 โดยความอดอยากส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรัฐเบงกอล และรัฐพิหาร นอกจากนี้ยังกระทบถึงรัฐโอริสสา ฌาร์ขันท์ และบังกลาเทศ พื้นที่ทางการเกษตรถูกทิ้งร้าง เต็มไปด้วยถิ่นทุรกันดาร ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพเพื่อหวังว่าจะไปหาอาหารจากที่อื่น แต่พวกเขาก็ต้องเสียชีวิตลงเพราะความอดอยาก

5. ภัยอดอยากครั้งแรกเกิดขึ้นอย่างโหดเหี้ยมในปี 1770 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 1773 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 10 ล้านคน หรือมากกว่าชาวยิวที่ถูกจองจำในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก

6. จอห์น ฟิสก์ (John Fiske) เขียนไว้ในหนังสือ “The Unseen World” ว่าเหตุการณ์นั้นกวาดล้างชาวเบงกอลไปถึง 1 ใน 3 และเป็นอันตรายยิ่งกว่ากาฬโรคที่คุกคามยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 14

7. เมื่อมีชาวนาเสียชีวิตจำนวนมากส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรลดน้อยลง และรายได้ของประเทศก็น้อยลงไปด้วย โดยในปี 1771 มีการขึ้นภาษีที่ดินเป็น 60% เพื่อชดเชยค่าเสียหายจากการที่ชาวนาเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก คนที่ยังไม่ยอมแพ้กับความอดอยากก็ต้องเสียภาษีมากขึ้นไปอีก

8. หลังปกครองอินเดียต่อโดยรับช่วงต่อจากจักรวรรดิโมกุลที่ถูกล้มล้างไป อังกฤษออกคำสั่งให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก เกษตรกรที่เคยปลูกข้าวและผัก ถูกบังคับให้ปลูกคราม งาดำ และสินค้าอื่นๆ ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง

9. ทำให้ไม่มีพืชผลสำรองสำหรับบรรเทาความอดอยากของประชาชน และไม่มีมาตรการบรรเทาทุกข์สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ มีแต่การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป แต่ชาวเบงกอลไม่รู้เลยว่านี่เป็นเพียงภัยอดอยากครั้งแรกเท่านั้น พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหานี้อีกนับไม่ถ้วนภายใต้การปกครองของอังกฤษ

10. นอกจากนี้ ยังมีทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในเบงกอลอีกครั้งในปี 1943 โดยมีสาเหตุมาจากความขาดแคลนผลผลิตทางการเกษตร ประกอบกับภาวะสงคราม ซึ่งชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 3 ล้านคน แต่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากภัยแล้ง แต่กลับเป็นผลมาจาก “ความล้มเหลวของนโยบายของผู้นำ”

11. การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Geophysical Research Letters ได้ให้การสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ว่าผู้นำมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดหายนะในปี 1943 และความอดอยากไม่ได้เกิดจากภัยแล้ง เนื่องจากการศึกษาพบว่าบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากการกันดารอาหารในตอนนั้น ได้รับปริมาณน้ำฝนที่สูงกว่าปกติระหว่างเดือนมิ.ย. ถึงเดือน ก.ย. 1943

12. มัดฮุสรี มุกเคอร์จี เคยเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง “Churchill’s Secret War” ว่าวินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งดำรงตำแหน่งในปี 1940 ถึง 1945 เลือกที่จะส่งออกเสบียงและความช่วยเหลือด้านการแพทย์ให้กับทหารในการทำสงครามแทนการส่งไปยังผู้ประสบภัยที่หิวโหย

13. เธอเขียนว่ามีการส่งออกอาหารจำนวนมากจากอินเดีย รวมถึงข้าวมากกว่า 70,000 ตันระหว่างเดือน ม.ค. ถึงเดือน ก.ค. 1943 ในขณะที่ชาวอินเดียหลายล้านคนต้องอดอยาก

14. เชอร์ชิลล์เคยพูดว่าเขาเกลียดคนอินเดีย พวกเขาเป็นพวกป่าเถื่อน และไม่ว่าจะในภาวะอดอยากหรือไม่พวกเขาก็จะยังคงออกลูกออกหลานเยอะเหมือนกระต่าย เมื่อรัฐบาลเดลีส่งโทรเลขถึงเขาเกี่ยวกับหายนะอันน่าสยดสยองและจำนวนผู้คนที่ต้องล้มตาย คำตอบเดียวของเขาคือ “แล้วทำไมคานธียังไม่ตาย?”

15. อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากอีกด้านหนึ่งโดยแอนดรูว์ โรเบิร์ตส์ (Andrew Roberts) นักเขียนชีวประวัติของเชอร์ชิลล์เขียนไว้ในคอลัมน์บนเว็บไซต์ข่าวอังกฤษว่า “เชอร์ชิลล์ได้ทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อบรรเทาความอดอยากในเบงกอล”

ที่มา: CNNAljazeeraYourstory

สหรัฐปลูกถ่ายไตหมูในมนุษย์สำเร็จครั้งแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666043

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 18:21 น.สหรัฐปลูกถ่ายไตหมูในมนุษย์สำเร็จครั้งแรกของโลกแพทย์สหรัฐปลูกถ่ายไตหมูในมนุษย์สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ปูทางสู่การปลูกถ่ายอวัยวะที่ใช้ชิ้นส่วนจากสัตว์

สำนักข่าว Reuters รายงานข่าวดีในวงการการแพทย์ เมื่อศัลยแพทย์ในสหรัฐประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตหมูในมนุษย์โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะปฏิเสธอวัยวะเฉียบพลันโดยระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่อาจช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนอวัยวะสำหรับการปลูกถ่าย

กระบวนการปลูกถ่ายซึ่งเกิดขึ้นที่ศูนย์การแพทย์ NYU Langone Health ในมหานครนิวยอร์ก ใช้ไตจากหมูที่ผ่านการดัดแปลงยีนไม่ให้เนื้อเยื่อของมันมีโมเลกุลที่จะทำให้เกิดภาวะปฏิเสธอวัยวะเฉียบพลัน

ส่วนผู้ป่วยที่เข้ารับการปลูกถ่ายครั้งนี้เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะสมองตายซึ่งมีสัญญาณการทำงานของไตผิดปกติ โดยครอบครัวของผู้ป่วยให้ความยินยอมในการทดลองนี้ก่อนที่เครื่องช่วยหายใจของเธอจะถูกถอดออก

หลังปลูกถ่ายแล้วทีมแพทย์วางไตใหม่ซึ่งเชื่อมต่อกับเส้นเลือดของผู้ป่วยเรียบร้อยแล้วไว้นอกร่างกายของผู้ป่วยเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้ทีมแพทย์สังเกตการณ์ได้อย่างชัดเจน

โรเบิร์ต มอนต์โกเมอรี ศัลยแพทย์ที่ทำการวิจัยนี้เผยว่า ผลการทดสอบการทำงานของไตที่ปลูกถ่ายออกมาค่อนข้างปกติ ไตหมูที่ปลูกถ่ายสามารถผลิตปัสสาวะในปริมาณใกล้เคียงกับไตที่ปลูกถ่ายจากมนุษย์ และยังไม่มีหลักฐานว่าจะเกิดภาวะปฏิเสธอวัยวะซึ่งพบในการทดลองก่อนหน้าที่ปลูกถ่ายไตหมูที่ยังไม่ตัดต่อยีนในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่ใช่มนุษย์

นอกจากนี้ ระดับครีเอตินีนซึ่งบ่งบอกว่าไตทำงานผิดปกติในเลือดของผู้ป่วยยังกลับสู่ระดับปกติหลังการปลูกถ่าย

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยพยายามหาหนทางนำอวัยวะของสัตว์มาปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากยังไม่สามารถป้องกันร่างกายมนุษย์ปฏิเสธอวัยวะที่ปลูกถ่าย

ทีมของมอนต์โกเมอรีตั้งทฤษฎีว่า การกำจัดยีนของหมูซึ่งเป็นโมเลกุลน้ำตาล หรือไกลแคน (glycan) ที่เรียกว่า alpha-gal ซึ่งกระตุ้นให้เกิดภาวะปฏิเสธอวัยวะเฉียบพลัน จะช่วยแก้ปัญหาได้

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นการกรุยทางไปสู่การทดลองปลูกถ่ายอวัยวะในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายซึ่งอาจเกิดขึ้นใน 1-2 ปีข้างหน้า เพื่อศึกษาว่าจะใช้แก้ปัญหาระยะสั้นสำหรับผู้ป่วยวิกฤตจนกว่าไตสำรองจากมนุษย์จะพร้อมใช้ หรือจะปลูกถ่ายแบบถาวร

มอนต์โกเมอรีเผยว่า การทดลองครั้งล่าสุดนี้เป็นการปลูกถ่ายเพียงครั้งเดียว และไตถูกปล่อยไว้เพียง 3 วันเท่านั้น ดังนั้นการวิจัยในอนาคตอาจพบอุปสรรคใหม่ๆ ให้ต้องแก้ปัญหากันต่อไปทั้งนี้ ทีมนักวิจัยทำงานร่วมกับนักจริยธรรมทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและศาสนาเพื่อพิจารณาแนวคิดนี้ก่อนจะขออนุญาตจากครอบครัวของผู้ป่วยจึงไม่ต้องกังวลปัญหาด้านจริยธรรม

Joe Carrotta for NYU Langone Health/Handout via REUTERS

อย่าเพิ่งวางใจโควิด! ประเทศที่คิดว่าจะรอดยังไม่รอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666032

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 17:00 น.อย่าเพิ่งวางใจโควิด! ประเทศที่คิดว่าจะรอดยังไม่รอดขณะนี้บางประเทศที่ทำท่าว่าจะคุม Covid-19 อยู่และเริ่มกลับไปใช้ชีวิตตามปกติต้องกลับมาเจอการระบาดหนักอีกครั้ง

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนได้เยอะและกำลังจะเริ่มเปิดประเทศในเร็วๆ นี้ แต่แผนการนี้อาจต้องสะดุดเพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาพุ่งทุบสถิติวันละเกือบ 4,000 คน

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์เผยว่า เมื่อวันอังคาร (19 ต.ค.) ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ของสิงคโปร์ทำสถิติใหม่อยู่ที่ 3,994 คน และมีผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในห้องไอซียูเพิ่มขึ้น ทางการจึงห่วงว่าหากตัวเลยยังไม่ลดลงระบบสาธารณสุขจะตึงตัว

ปัจจุบันสิงคโปร์มีผู้ป่วย Covid-19 ที่รักษาตัวในห้องไอซียู 71 คน ขณะที่หวังอี่คัง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยก่อนหน้านี้ว่าทางการกำลังเตรียมการเพิ่มเตียงไอซียูจาก 134 เตียงเป็น 180 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

เรื่องที่น่ากังวลของสิงคโปร์คือ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังไม่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อเพิ่มขึ้นเกิน 100 คนต่อวัน

การติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นบททดสอบการแก้ปัญหาของรัฐบาลเพื่อเดินหน้าเปิดประเทศ โดยเจ้าหน้าที่กำลังจะทบทวนมาตรการสกัดการแพร่ระบาดที่บังคับใช้เมื่อ 1 เดือนก่อน อาทิ การทำงานจากบ้าน ให้พบปะกันได้ไม่เกิน 2 คน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 24 นี้

อย่างไรก็ดีหลังจากต้องใช้ชีวิตภายใต้มาตรการทางสังคมที่เข้มงวดมานาน ชาวสิงคโปร์เริ่มส่งสัญญาณถึงความเบื่อหน่ายกับมาตรการของรัฐบาล โดยช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กิจกรรมต่างๆ เริ่มกลับมา เช่น การเดินห้างสรรพสินค้า การกลับมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

อีกประเทศหนึ่งที่เจอ Covid-19 อีกระลอกคือ อังกฤษ

ทางการอังกฤษยกเลิกมาตรการคุม Covid-19 ทั้งหมดที่ใช้มากว่า 1 ปี รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยในในตัวอาคารและการเว้นระยะห่าง ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แต่เชื้อไวรัสยังไม่หายไปจากประเทศ

ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อวันละกว่า 40,000 เกือบแตะ 50,000 คนติดต่อกันเป็นสัปดาห์ กลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในยุโรป จนนักวิทยาศาสตร์พากันเรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาใช้มาตรการคุมการระบาดอีกครั้ง และให้เร่งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

เมื่อวันอังคาร (19 ต.ค.) อังกฤษมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 43,738 คน ลดจากวันจันทร์ที่มีผู้ติดเชื้อถึง 49,156 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. ขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อรายวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่กว่า 44,000 คน หรือเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 16%

เช่นเดียวกับตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ทะยานขึ้น โดยในวันอังคารมีรายงานว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตภายใน 28 วันหลังจากตรวจพบว่าติด Covid-19 อยู่ที่ 223 คน ส่งผลให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตรายสัปดาห์อยู่ที่ 911 คน หรือเพิ่มขึ้น 15% จากสัปดาห์ก่อน เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.ที่มีผู้เสียชีวิต 133 คน

สถานการณ์นี้ทำให้ชาวอังกฤษบางคนรู้สึกว่ายังเร็วเกินไปที่พวกเขาจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ โดยขณะนี้การสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างได้หายไปจากสถานที่ส่วนใหญ่ในอังกฤษ รวมทั้งในโรงเรียน แม้แต่ในร้านค้าซึ่งมีคำแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย และในระบบขนส่งสาธารณะของกรุงลอนดอนซึ่งบังคับให้สวมก็มีการปฏิบัติตามน้อยมาก ขณะที่ในสกอตแลนด์และส่วนอื่นของสหราชอาณาจักรยังเข้มงวดกว่า

นักวิทยาศาสตร์บางคนเผยว่าปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นมาอีกคือ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่ลดลง

อังกฤษเริ่มฉีดวัคซีนให้กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2020 การเริ่มต้นที่เร็วกว่าหมายความว่าขณะนี้ชาวอังกฤษนับล้านๆ คนฉีดวัคซีนเข็ม 2 มานานกว่า 6 เดือนแล้ว และผลวิจัยก็ชี้ชัดว่าการปกป้องจากวัคซีนจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

นีล เฟอร์กูสัน นักระบาดวิทยาและหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์สำหรับกรณีฉุกเฉินของรัฐบาลอังกฤษเผยว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อของอังกฤษสูงขึ้นคือ อังกฤษพึ่งพาวัคซีนของ AstraZeneca เป็นส่วนใหญ่ “และแม้ว่ามันจะป้องกันผลลัพธ์ที่รุนแรงจาก Covid-19 ได้ดีมาก แต่ยังป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อได้น้อยกว่าวัคซีนของ Pfizer เล็กน้อย โดยเฉพาะกับสายพันธุ์เดลตา”

ถึงอย่างนั้นรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ที่เพิ่งเตือนว่าอีก 2-3 เดือนข้างหน้าซึ่งจะเข้าฤดูหนาวถือเป็นช่วงที่ท้าทายมากสำหรับอังกฤษ ย้ำว่ามาตรการที่ใช้อยู่ในขณะนี้สามารถคุม Covid-19 ได้ และยังไม่มีแผนจะงัด “แผนบี” ที่ต้องกลับมาบังคับสวมหน้ากากอนามัยและแนะนำให้ทำงานจากบ้านมาใช้ และยืนยันว่าจะใช้แผนบีก็ต่อเมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นจนระบบสาธารณสุขรับไม่ไหวเท่านั้น

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

อินโดนีเซียเจรจา Merck ตั้งโรงงานผลิตยาเม็ดต้านโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666019

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 14:45 น.อินโดนีเซียเจรจา Merck ตั้งโรงงานผลิตยาเม็ดต้านโควิดรัฐบาลอินโดนีเซียเจรจาบริษัท Merck ตั้งโรงงานผลิตยา Molnupiravir ในอินโดนีเซีย

สื่อท้องถิ่นอินโดนีเซียรายงานว่ารัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเจรจากับบริษัท Merck ของสหรัฐอเมริกา ผู้ผลิต Molnupiravir (โมลนูพิราเวียร์) ยารักษาโควิด-19 เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานผลิตยาดังกล่าวในอินโดนีเซีย

ลูฮัต บินซาร์ ปันด์ไจตัน (Luhut Binsar Pandjaitan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนของอินโดนีเซีย เผยว่า วันนี้ (20 ต.ค.) ตนพร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเจรจากับบริษัทผู้ผลิตยาในประเด็นดังกล่าว

พร้อมเสริมว่า อินโดนีเซียต้องการเป็นมากกว่าผู้ซื้อ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการลงทุนและตั้งโรงงานผลิตยา Molnupiravir ในอินโดนีเซียในอนาคต

ด้านบูดี กูนาดี ซาดิคิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย กล่าวว่า หากใช้ยาดังกล่าวควบคู่ไปกับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้เราสามารถต่อสู้กับโควิด-19 ให้กลายเป็นเพียงโรคประจำถิ่นได้เร็วยิ่งขึ้น

ท่ามกลางการจับตามองว่ายา Molnupiravir จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมในการต่อสู้กับโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก หลังจากที่ผลการทดลองระยะที่ 3 พบว่ายาดังกล่าวสามารถลดความเสี่ยงของอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศเจรจาสั่งซื้อยาดังกล่าวแล้ว

โดยขณะนี้ Merck กำลังขออนุมัติยา Molnupiravir ในกรณีฉุกเฉินจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ

ทั้งนี้ อินโดนีเซียสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือต่ำกว่า 1,000 รายต่อวัน ซึ่งลดลงอย่างมากจากผู้ป่วยกว่า 500,000 รายต่อวันในช่วง 3 ถึง 4 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เสียชีวิตตอนนี้ลดลงเหลือวันละต่ำกว่า 100 ราย

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้ผลิตยาของฟิลิปปินส์หลายรายได้เริ่มหารือกับ Merck เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะขออนุญาตผลิตยา Molnupiravir ในท้องถิ่นในประเทศ

ขณะที่ผู้ผลิตยาในอินเดีย 5 รายได้ร่วมมือกับ Merck เพื่อผลิตยา Molnupiravir เพื่อเร่งความพร้อมในอินเดียในการจัดการกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในประเทศ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวทำให้บริษัทต่างๆ ได้รับอนุญาตให้ผลิตและจัดหายาดังกล่าวให้กับอินเดียและอีกกว่า 100 ประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง

Photo by Merck & Co Inc/Handout via REUTERS

จับตากระแส Metaverse คืออนาคตของโลกโซเชียล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666011

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 13:37 น.จับตากระแส Metaverse คืออนาคตของโลกโซเชียลMetaverse การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างอีกชีวิตบนโลกเสมือนจริง

Metaverse หรือโลกเสมือนจริงที่สร้างด้วยเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ รวมถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Facebook โซเชียลมีเดียลยอดนิยมซึ่งได้เผยว่ากำลังวางแผนที่จะรีแบรนด์บริษัทด้วยชื่อใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยี Metaverse

Metaverse คืออะไร?

Metaverse เป็นแนวคิดแห่งอนาคตโดยใช้ VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) เพื่อให้ผู้ใช้จะมีชีวิตอยู่ ทำงาน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคนอื่นภายในจักรวาลเสมือนจริง

จะดีแค่ไหนหากเราสามารถสัมผัสประสบการณ์ดูคอนเสิร์ต เดินช้อปปิ้ง หรือเที่ยวต่างประเทศได้แบบสมจริง แม้ว่าตัวจะอยู่ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เราเล่น

แม้ว่าจะมีแอปพลิเคชันหลายรายที่สามารถ Video Call หรือพูดคุยกันแบบเห็นหน้าได้ แต่ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้เหมือนกับเจอกันจริงๆ แต่ Metaverse จะทำให้เราได้พบปะและทำกิจกรรมร่วมกันบนโลกเสมือนจริง

คำว่า Metaverse ถูกพูดถึงมานานแล้วรวมถึงในนินายเรื่อง Snow Crash นิยายไซไฟของนีล สตีเฟนสัน นักเขียนชาวอเมริกัน ซึ่งตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1992 และในภาพยนตร์เรื่อง The Metrix และ Ready Player One ก็ได้พูดถึงโลกเสมือนจริงเช่นกัน

นอกจาก Facebook แล้ว The New York Times ได้สำรวจพบว่ายังมีบริษัทและผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกหลายรายรวมถึง Apple, Google, Amazon, Microsoft ตลอดจนผู้พัฒนาเกมอย่าง Epic Games ก็หันมาสนใจเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงด้วยเช่นกัน

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา SIA Bangkok เอเจนซี่ที่ให้บริการด้านดิจิทัลก็ได้สร้าง ไอ ไอรีน อินฟลูเอนเซอร์สาววัย 21 ปี ซึ่งเป็น Metaverse Human หรือมนุษย์บนโลกเสมือนจริงคนแรกของไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภคบนโลกออนไลน์

ทั้งนี้ ซักเคอร์เบิร์กมองว่า Metaverse เป็นการแสดงออกถึงเทคโนโลยีทางสังคมขั้นสูงสุดในหลายๆ ด้าน ซึ่งตัวเขาเองก็ต้องการให้ Facebook ถูกมองว่าเป็นบริษัท Metaverse แทนที่จะเป็นบริษัทโซเชียลมีเดียเป็นหลัก โดย Facebook ได้ลงทุนไปกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเพื่อพัฒนา Metaverse

ยิ่งในช่วงที่ทุกคนใช้ชีวิตแบบ New Normal เช่นนี้แล้ว ทำให้แนวคิด Metaverse เป็นที่สนใจและถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เพราะมันตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในตอนนี้ที่ต้องกักตัว ทำงานอยู่กับบ้าน หรือถูกจำกัดการเดินทางเพราะโควิด-19

AFP PHOTO / YONHAP / STR

Sinic Holding ผิดนัดชำระหนี้อีกเจ้าตามรอย Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665995

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 12:15 น.Sinic Holding ผิดนัดชำระหนี้อีกเจ้าตามรอย EvergrandeSinic Holding คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนรายล่าสุดที่ผิดนัดชำระหนี้

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Sinic Holding Group เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนรายล่าสุดที่ผิดนัดชำระหนี้ หลังจากบริษัทแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเร็วๆ นี้ว่าอาจไม่สามารถชำระหนี้พันธบัตรมูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐที่ครบกำหนดเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้เกิดเงื่อนไขผิดนัดชำระหนี้ไขว้กับพันธบัตรอื่นอีก 2 ฉบับที่เหลือด้วย

วานนี้ (19 ต.ค.) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ปรับลดความน่าเชื่อถือของ Sinic เป็น “ผิดนัดชำระหนี้บางส่วน” จาก CC หลังจาก Sinic ไม่ได้ชำระหนี้พันธบัตรเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

การผิดนัดชำระหนี้ของ Sinic เกิดขึ้นหลังจาก Fantasia Holding Group ผิดนัดชำระหนี้ไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ตามรอยยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง Evergrande ที่ผิดนัดไปก่อนหน้านี้

เมื่อเทียบกันแล้ว Sinic มีขนาดเล็กกว่า Evergrande โดยอยู่ในอันดับ 41 ในลิสต์บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของจีนในแง่ของยอดขายจนถึงเดือน ส.ค. ขณะที่ Evergrande อยู่อันดับ 3

Bloomberg ระบุว่า Sinic มีหนี้พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์อยู่ที่ 694 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่งผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรในประเทศไปเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่ระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันสำหรับ Evergrande ในการชำระหนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์หลายฉบับกำลังจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์นี้ ยิ่งส่อเค้าว่า Evergrande จะผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าว

วิกฤตการเงินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจจีนซึ่งขึ้นอยู่กับภาคอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 30% ของจีดีพี ขณะที่ราคาบ้านดิ่งลงในเดือน ก.ย. เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปีที่แล้ว

การปราบปรามอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลจีนส่งผลให้หลายบริษัทรีไฟแนนซ์ยากขึ้นและเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ โดยรัฐบาลจีนเคลื่อนไหวครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ (15 ต.ค.) ต่อปัญหาของ Evergrande โดยย้ำว่าสามารถควบคุมความเสี่ยงได้

ทว่านักวิเคราะห์จาก Citigroup Inc. เผยเมื่อวันจันทร์ (18 ต.ค.) ว่า “จำเป็นต้องมีนโยบายที่เด็ดขาดกว่านี้เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของตลาดในภาคอสังหาริมทรัพย์”