ตระกูลแวนเดอร์บิลต์ โคตรเศรษฐีอเมริกัน จากชาวนา คนรับใช้ กลายเป็นมหาเศรษฐี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664491

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 21:15 น.ตระกูลแวนเดอร์บิลต์ โคตรเศรษฐีอเมริกัน จากชาวนา คนรับใช้ กลายเป็นมหาเศรษฐีเปิดเส้นทางความมั่งคั่งของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากศูนย์จนผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดของสหรัฐ

ในยุคก่อนหากเอ่ยถึงตระกูลที่โด่งดังและมั่งคั่งในสหรัฐ ผู้คนมักจะนึกถึงตระกูลแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt family) ที่เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมทางรถไฟและการขนส่งทางเรือของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคที่สหรัฐอเมริกาก้าวเข้าสู่ความมั่งคั่ง (Gilded Age) จนสามารถก้าวขึ้นเป็นตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดของสหรัฐ

หลักฐานความมั่งคั่งของตระกูลนี้คือ ถนนสายที่ 5 (Fifth Avenue) อันมีชื่อเสียงของเกาะแมนฮัตตันของเมืองนิวยอร์ก ที่เป็นที่ตั้งของแมนชันหรู 10 หลัง คฤหาสน์ฤดูร้อนที่เมืองนิวพอร์ต รัฐโรดไอส์แลนด์ บ้านบิลมอร์ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และบ้านหรูอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งงานศิลปะชิ้นโบแดง

ต้นตระกูลของตระกูลแวนเดอร์บิลต์คือ แยน อาร์ตเซิน (Jan Aertson) ชาวนาชาวดัตช์จากหมูบ้านเดอบิลต์ เมืองอูเทรคต์ของเนเธอร์แลนด์ที่อพยพไปยังนิวเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นอาณานิคมของดัตช์ในฐานะคนรับใช้ตามสัญญา (indentured servant) ของตระกูลฟานเกาเวินโฮเฟนในปี 1650

ที่มาของชื่อตระกูลมาจากคำว่า “van der” ในภาษาดัตช์ซึ่งแปลว่า “ของ” บวกกับคำว่า “Bilt” ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษของตระกูล เป็นคำว่า van der Bilt ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Vanderbilt ในภาษาอังกฤษ

ความมั่งคั่งของตระกูลแวนเดอร์บิลต์เริ่มขึ้นในยุคของ คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ (Cornelius Vanderbilt) เขาเริ่มทำงานในธุรกิจเรือเฟอร์รีข้ามฝั่งที่ท่าเรือนิวยอร์กของพ่อตั้งแต่เด็กๆ และลาออกจากโรงเรียนขณะอายุเพียง 11 ปี

คอร์เนเลียสในวัย 16 ปีตัดสินใจเริ่มกิจการเรือข้ามฟากระหว่างเกาะสแตเทนและแมนฮัตตันของตัวเองในปี 1810 ด้วยการยืมเงินทุนตั้งต้นจากแม่ราว 100 เหรียญสหรัฐเพื่อซื้อเรือ แต่บันทึกเกี่ยวกับชีวิตของเขาครั้งแรกซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 1853 ระบุว่า เรือลำนี้เป็นของพ่อและคอร์เนเลียสได้ส่วนแบ่งกำไรครึ่งหนึ่ง

ความขยันขันแข็งของคอร์เนเลียสทำให้คนขับเรือที่รู้จักคุ้นเคยกันพากันเรียกเขาว่า “ผู้บังคับการเรือ” จนกลายเป็นชื่อเล่นที่ติดตัวคอร์เนเลียสไปตลอดชีวิต

กิจการเรือข้ามฟากของคอร์เนเลียสเริ่มต้นจากเรือเพียงลำเดียวก่อนจะค่อยๆ ขยับขยายมาใช้เรือยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำ จนกลายเป็นเจ้าแห่งลำน้ำนิวยอร์ก

ปี 1813 คอร์เนเลียสในวัย 19 ปีแต่งงานกับ โซเฟีย จอห์นสัน ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง แล้วพากันย้ายมาอยู่ที่หอพักในแมนฮัตตัน โดยทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 13 คน

ปี 1817 โธมัส กิบบอนส์ เจ้าของกิจการเรือข้ามฟากว่าจ้างให้คอร์เนเลียสเป็นกัปตันเรือที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำของเขาที่เดินเรือระหว่างนิวเจอร์ซีย์และนิวยอร์ก ก่อนจะขยับให้คอร์เนเลียสเป็นผู้จัดการธุรกิจเดินเรือในขณะที่คอร์เนเลียสยังทำธุรกิจของตัวเองควบคู่ไปด้วย

การทำงานกับกิบบอนส์ทำให้คอร์เนเลียสเรียนรู้การทำธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนซึ่งจะเป็นประโยชน์กับกิจการของเขาในอนาคต

ภาพ: Wikipedia คฤหาสน์ฤดูร้อน The Breakers ของคอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ที่ 2 ในเมืองนิวพอร์ต รัฐโรดไอส์แลนด์ สร้างเมื่อปี 1893 ถูกขึ้นทะเบยนเป็นสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติเมือปี 1971 และเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในปี 1994

จากนั้นคอร์เนเลียสก้าวเข้าไปลงทุนสร้างทางรถไฟและเป็นเจ้าของ New York Central Railroad ซึ่งแผ่ขยายไปทั่วสหรัฐ ทำให้คอร์เนเลียสผูกขาดธุรกิจรถไฟเข้าออกเมืองนิวยอร์กแต่เพียงผู้เดียวในช่วงศตวรรษที่ 19

ครั้งหนึ่ง New York Central Railroad เคยเป็นทางรถไฟที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐ โดยมีรางระยะทาง 17,703 กิโลเมตรแผ่ขยายใน 11 รัฐของสหรัฐและอีก 2 มณฑลของแคนาดา

กิจการของคอร์เนเลียสเติบโตแบบก้าวกระโดด ทรัพย์สินงอกเงย ส่งผลให้เข้าขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้ชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ที. เจ. สไตลส์ ผู้เขียนชีวประวัติของคอร์เนเลียสพูดถึงเขาว่า “เขาปรับปรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศอย่างมากมาย ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ของสหรัฐ เขานำเทคโนโลยีใหม่และรูปแบบองค์กรธุรกิจใหม่มาใช้ในการแข่งขัน เขาช่วยสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรธุรกิจที่ช่วยนิยามสหรัฐในศตวรรษที่ 21”

ก่อนที่คอร์เนเลียสจะเสียชีวิตในปี 1877 ขณะอายุ 82 ปี เขาบริจาคทรัพย์สินถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซีของสหรัฐ

ขณะที่มีรายงานว่าจนถึงปี 1877 คอร์เนเลียสสั่งสมความมั่งคั่งไว้ราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทรัพย์สินของกระทรวงการคลังของสหรัฐในขณะนั้น

คอร์เนเลียสทิ้งทรัพย์สินส่วนใหญ่ (95%) ไว้ให้ วิลเลียม เฮนรี แวนเดอร์บิลต์ (William Henry Vanderbilt) บุตรชายคนโต ซึ่งวิลเลียมเป็นลูกไม้ใต้ต้น สามารถเพิ่มผลกำไรให้กิจการต่างๆ ของพ่อ ขยายการให้บริการทางรถไฟ New York Central Railroad ซึ่งมีหุ้นอยู่ 87% ส่งผลให้ทรัพย์สินของตระกูลแวนเดอร์บิลต์เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว

วิลเลียมคือทายาทคนแรกในตระกูลแวนเดอร์บิลต์ที่สร้างแมนชันหรูแห่งแรกซึ่งจะกลายเป็นแมนชันอีกหลายหลังของตระกูลบนถนนสายที่ 5 (Fifth Avenue) ที่บ้านเลขที่ 640 Fifth Avenue

คอร์เนเลียสเคยสั่งเสียไว้ว่าให้ส่งมอบทรัพย์สินของตระกูลให้กับทายาทเพียง 1 คน ทว่าหลังจากวิลเลียมเสียชีวิตในปี 1885 เขามอบหุ้นของบริษัทให้กับลูกชายทั้งสองคนคือ คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ที่ 2 (Cornelius Vanderbilt II) และวิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์ (William Kissam Vanderbilt) โดยการแบ่งทรัพย์สินของตระกูลให้ทายาทรุ่นที่ 3 นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผลกำไรใน New York Central Railroad ลดลงก่อนจะขาดทุนในที่สุด

คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ที่ 2 บริหารกิจการรถไฟกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 1899 จากนั้นวิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์เข้ามารับช่วงต่อเป็นระยะสั้นๆ ก่อนจะลาออกแล้วหันไปสนใจการเพาะพันธุ์ม้าและเรือยอชต์แทน

จากหนังสือ Fortune’s Children: The Fall of the House of Vanderbilt ที่เล่าประวัติของครอบครัวแวนเดอร์บิลต์ที่เขียนโดย อาร์เธอร์ ที. แวนเดอร์บิลต์ที่ 2 วิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์ เคยพูดไว้ว่า “ทรัพย์สมบัติที่รับสืบทอดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความสุข…มันทำให้ฉันไม่มีอะไรให้คาดหวัง ไม่มีอะไรให้แสวงหาหรือมุ่งมั่นทำให้มันเกิดขึ้น”

นอกจากนี้ คนของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ยังขึ้นชื่อเรื่องความใจบุญสุนทาน วิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์ บริจาคเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างตึกแถวให้คนเข้ามาพักในเมืองนิวยอร์ก รวมทั้งบริจาคเงินอีกหลายแสนเหรียญสหรัฐให้มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย องค์กร YMCA แวนเดอร์บิลต์คลินิก และมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์

และในเจนเนอเรชันที่ 3 อีกเช่นกันที่ทายาทตระกูลแวนเดอร์บิลต์หยุดสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติม การบริจาคเงินและการใช้จ่ายของวิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์ ทำให้ทรัพย์สินของตระกูลที่สั่งสมมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษลดลงเหลือเท่ากับจำนวนที่เขารับมรดกต่อจากพ่อเมื่อปี 1885

ภาพ: Wikipedia คฤหาสน์ของเฟเดอริก วิลเลียม แวนเดอร์บิลต์ สร้างเมื่อปี 1895-1898 ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสต์แห่งชาติ ตั้งอยู่ในย่านไฮด์ปาร์ก นิวยอร์ก

ทายาทแวนเดอร์บิลต์รุ่นที่ 4 ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคือ เรจินัลด์ เคลย์พูล แวนเดอร์บิลต์ (Reginald Claypool Vanderbilt) นักเสี่ยงโชคและเพลย์บอยตัวยง ซึ่งเป็นพ่อของ กลอเรีย แวนเดอร์บิลต์ (Gloria Vanderbilt) ทายาทรุ่นที่ 5 และตาของ แอนเดอร์สัน คูเปอร์ (Anderson Cooper) ผู้ประกาศข่าวชื่อดังของ CNN ทายาทรุ่นที่ 6

ทรัพย์สินของตระกูลแวนเดอร์บิลต์กระจายไปยังทายาทหลายต่อหลายรุ่น ในที่สุดด็เกิดความเปลี่ยนแปลงกับ New York Central Railroad โดยธรุกิจขนส่งพุ่งสู่จุดสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1920 แต่หลังจากนั้นธุรกิจขนส่งสินค้าก็เริ่มเข้าสู่ขาลงหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีเรือท้องแบน เครื่องบิน รถบัสเข้ามาแทนที่

ในที่สุดตระกูลแวนเดอร์บิลต์ก็ขายหุ้น New York Central Railroad ก่อนที่องค์การขนส่งมวลชนแห่งชาติ หรือ Amtrak จะเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการในปี 1971

ความหรูหรามั่งคั่งของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ยืนยาวจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 ก็เริ่มเกิดการล่มสลายที่ถูกขนานนามว่าเป็น “การล่มสลายของราชวงศ์แวนเดอร์บิลต์” (Fall of the House of Vanderbilt) เมื่อบ้านที่ถนนสายที่ 5 ในเขตแมนฮัตตันทั้งหมดต้องถูกทำลายลงในปี 1947

เช่นเดียวกับบ้านหรูอื่นๆ ของตระกูลต้องขายและกลายเป็นพิพิธภัณฑ์หรือกิจการอื่นๆ อาทิ ประตูที่ทำจากเหล็กบริสุทธิ์ของแมนชันแวนเดอร์บิลต์กลายเป็นทางเข้าของสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก หรือบ้านของอลิซ แวนเดอร์บิลต์บนถนนสาย 57 ของแมนฮัตตันที่ตอนนี้กลายเป็นของห้างสรรพสินค้าหรู Bergdorf Goodman

เมื่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 5 อย่างกลอเรีย แวนเดอร์บิลต์ ทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลก็ร่อยหรอลงไปมาก เว็บไซต์ Page Six รายงานว่า กลอเรียได้รับกองทุนทรัสต์ที่มีมูลค่า 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 35 ล้านเหรียญสหรัฐหากคิดตามค่าเงินในปัจจุบัน

และเมื่ออายุ 21 ปีเธอก็ได้ครอบครองทรัพย์สินมรดกมูลค่า 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 53 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อคิดตามค่าเงินในปัจจุบัน

ถึงจะมีเงินมรดกกลอเรียก็ยังทำงานอยู่ตลอด เริ่มจากการเป็นนางแบบในช่วงวัยรุ่น รวมทั้งเป็นศิลปิน นักแสดง และนักเขียน เธอสร้างอาณาจักรแฟชั่น จำหน่ายเสื้อผ้าของดีไซเนอร์และน้ำหอมซึ่งมีมูลค่าถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทว่าต่อมาธุรกิจแฟชั่นเริ่มเข้าสู่ขาลง ส่วนกลอเรียต้องเจอทั้งคดีและมีปัญหาทางการเงิน รวมทั้งคดีที่เธอฟ้องทนายความส่วนตัวและจิตแพทย์ว่าขโมยเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐและจำหน่ายทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาตในปี 1993

ต่อมากลอเรียต้องขายแมนชัน 7 ห้องนอนในย่านเซาท์แธมตันและทาวน์เฮ้าส์ 5 ชั้นในแมนฮัตตันเพื่อจ่ายภาษีย้อนหลังและหนี้สินอื่นๆ ทว่าแม้จะมีปัญหาการเงินแต่กลอเรียก็ยังใช้เงินก้อนโตไปกับการบริจาคและจับจ่ายใช้สอยส่วนตัว ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินมรดกร่อยหรอ

REUTERS/Brian Losness แอนเดอร์สัน คูเปอร์

เมื่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 6 อย่าง แอนเดอร์สัน คูเปอร์ บุตรชายของกลอเรีย เขาได้รับมรดกจากแม่เพียง 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับคนทั่วไปอาจเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจ แต่สำหรับทายาทของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ที่เคยร่ำรวยที่สุดในสหรัฐ อีกทั้งบรรพบุรุษยังเคยเป็นหนึ่งในชายที่มั่งคั่งที่สุดในโลก เคยมีการคาดการณ์กันว่าแอนเดอร์สันน่าจะได้รับมรดกถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถึงอย่างนั้นตัวแอนเดอร์สันซึ่งมีรายได้ราว 11 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีจากการเป็นผู้ประกาศข่าวก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจในเรื่องนี้ เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ ฮาเวิร์ด สเติร์น เมื่อปี 2014 ว่า “แม่ผมบอกไว้ชัดเจนว่าไม่มีกองทุนทรัสต์ ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

และบอกอีกว่า “ผมไม่เชื่อเรื่องการรับมรดก…มันคือคำสาป…ตั้งแต่โตมา ถ้าผมรู้สึกว่ามีทรัพย์สมบัติรอผมอยู่ ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีแรงจูงใจอย่างนี้ไหม”

อย่างไรก็ดี แม้ว่ามรดกตกทอดของตระกูลแวนเดอร์บิลต์จะเหลือไม่มากพอให้ทายาทได้ติดอันดับตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐของนิตยสารฟอร์บส์ แต่ยังมีทรัพย์สินของตระกูลที่ยังเป็นประโยชน์กับสาธารณชนอย่างมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ และถนนแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt Avenue) ในแมนฮัตตันและบรูคลิน

ซึ่งบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งตระกูลแวนเดอร์บิลต์เคยโด่งดังและมั่งคั่งที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

อดีตนักโทษอังกฤษเล่านาทีแหกคุกครองเปรม ขนานนาม ‘บางกอกฮิลตัน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664481

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 18:10 น.อดีตนักโทษอังกฤษเล่านาทีแหกคุกครองเปรม ขนานนาม 'บางกอกฮิลตัน'อดีตนักโทษอังกฤษเล่าประสบการณ์แหกคุกครองเปรมด้วยเลื่อย หนังสือโป๊ และร่ม

The Sun เปิดเผยบทสัมภาษณ์ของนายเดวิด แมคมิลแลน (David McMillan) อดีตนักโทษชาวอังกฤษซึ่งถุกระบุว่าเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่หลบหนีออกมาจากเรือนจำครองเปรม หรือที่ได้รับการขนานนามจากสื่อต่างประเทศว่า “Bangkok Hilton” (บางกอกฮิลตัน)

นายเดวิด อดีตผู้ต้องหาลักลอบขนยาเสพติดซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมในปี 1993 และต้องโทษประหารชีวิตในเวลาต่อมา เปิดเผยว่า

ในขณะนั้นเรือนจำแห่งนี้มีผู้ต้องขังมากถึง 20,000 คน มีผนังกำแพงที่ใช้ไฟฟ้า และถูกห้อมล้อมด้วยคูน้ำขนาด 16 เมตร นับว่ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงมาก ยากที่นักโทษจะหลบหนีออกไปได้ จึงถูกเรียกว่า “บางกอกฮิลตัน” เพราะรักษาความปลอดภัยแน่นหนาเหมือนโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว

แต่ในเรื่องของสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังนั้น เดวิดเผยว่าห้องขังของเขามีผู้ต้องขังอยู่รวมกันถึง 150 คน โดยมีห้องน้ำเพียงแค่ห้องเดียวเท่านั้น ขณะที่สภาพเรือนจำในตอนนั้นค่อนข้างสกปรก มีการเปิดไฟตลอด 24 ชั่วโมง และมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดเวลา

“ที่นี่ไม่มีเตียง และผู้ต้องขังทุกคนถูกล่ามโซ่ตรวนที่ข้อเท้า หนทางเดียวที่จะอยู่รอดคือการติดสินบนผู้คุม หรือผู้ดูแลซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่เรือนจำให้ทำหน้าที่ดูแลผู้ต้องขังคนอื่นๆ ” เดวิดกล่าว พร้อมเล่าว่าเขาจ่ายเงิน 200 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 6,700 บาทเพื่อย้ายไปอยู่ในห้องขังที่กว้างขวางขึ้น

ต่อมา เมื่อเดวิดทราบว่าจะมีการเลื่อนประหารชีวิตนักโทษต่างชาติ ทำให้เขาเริ่มกังวลและคิดที่จะหลบหนี

เดวิดใช้เวลาร่วม 18 เดือนเพื่อคิดแผนการต่างๆ นานา เขามองหาสิ่งของรอบตัวและคิดว่าจะใช้มันเพื่อแหกคุกได้อย่างไรบ้าง

เดวิดเล่าว่าาเขาลักลอบนำใบเลื่อยตัดเหล็กเข้าไปในเรือนจำ โดยสั่งให้ผู้สมรู้ร่วมคิดแอบซ่อนมันเข้ามาด้วยเทปพันสายไฟ ม้วนกระดาษ และห่อไว้ในกล่องที่เต็มไปด้วยสเปรดและแยม เขารู้ว่าผู้คุมจะต้องตรวจสอบของเหล่านั้นก่อน จึงหาวิธีดึงความสนใจโดยสั่งให้ผู้สมรู้ร่วมคิดนำหนังสือโป๊เด็ดๆ มาด้วย

จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 1996 เดวิดใช้ใบเลื่อยที่แอบลักลอบนำเข้ามาตัดลูกกรงหน้าต่างเรือนจำ และใช้บันไดที่เขาต่อขึ้นเองจากไม้ไผ่และเชือกผูกรองเท้าปีนข้ามกำแพงไปโดยมีเพื่อนที่อยู่นอกเรือนจำคอยช่วยเหลือ

เดวิดเล่าว่าเมื่อข้ามกำแพงไฟฟ้ามาได้เขาตกลงไปในคูน้ำ ก่อนที่จะว่ายน้ำขึ้นมาและสวมกางเกงสีกากีเพื่อให้เหมือนกับเจ้าหน้าที่เรือนจำมากที่สุด โดยกางร่มไว้เพื่อปิดบังใบหน้า และรีบออกจากเรือนจำก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

เมื่อออกจากเรือนจำมาได้หลังใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี เขาก็รีบหนีออกจากประเทศไทยทันที โดยก่อนหลบหนีเขาได้เตรียมหนังสือเดินทางปลอมจากเพื่อนนักโทษชาวจีน-ลาว ที่ได้มาในราคา 1,200 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 40,000 บาท

ก่อนที่จะได้เดินทางกลับสหราชอาณาจักร เดวิดมีรายชื่ออยู่ในบัญชีอาชญากรของตำรวจสากล จึงต้องกบดานอยู่ในปากีสถานเป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี และหลังจากนั้นเขาถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดอีกหลายครั้ง

ปัจจุบัน เดวิดในวัย 65 ปี กล่าวว่าเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกละอายใจที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในวัยเยาว์ให้เป็นประโยชน์เลย และไม่น่าเข้าไปพัวพันกับยาเสพติดที่เกือบทำให้เขาต้องเสียชีวิตในคุก

นับตั้งแต่นั้นมา เดวิดเริ่มต้นชีวิตใหม่ลบล้างอดีตทั้งหมด ผันตัวเป็นนักเขียนบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาผ่านหนังสือ และออกรายการสารคดีทางโทรทัศน์ เช่น Danny Dyer’s Deadliest Men

“แน่นอน..ถ้าผมไม่ได้ใช้เวลา 40 ปีไปกับการพัวพันกับยาเสพติดและตาราง ผมคงไม่ได้พบกับประสบการณ์ที่น้อยคนนักจะได้เจอแบบผม บางมุมมองผมก็ซาบซึ้งกับมันนะ” เดวิดกล่าว

Merck หุ้นพุ่งรับข่าวดี ยาเม็ดต้านโควิดได้ทุกสายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664468

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.Merck หุ้นพุ่งรับข่าวดี ยาเม็ดต้านโควิดได้ทุกสายพันธุ์Merck & Co เผยยาเม็ด molnupiravir ต้านโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์

รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัท Merck & Co ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยผลการวิจัยให้ห้องปฏิบัติการพบว่า “molnupiravir” (โมลนูพิราเวียร์) ยาเม็ดสำหรับรักษาโควิด-19 มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธฺุ์เดลตา

เจย์ โกรเบลอร์ หัวหน้าฝ่ายโรคติดเชื้อและวัคซีนของ Merck เผยว่ายาเม็ดดังกล่าวแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วไปตรงที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัส ซึ่งเป็นตัวกำหนดสายพันธุ์ของไวรัส จึงมีแนวโน้มว่า molnupiravir จะสามารถยับยั้งโควิด-19 ได้แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์

ทั้งนี้ molnupiravir กำหนดเป้าหมายไปที่ viral polymerase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่จำเป็นของไวรัสที่ในการคัดลอกเชื้อ โดยตัวยาจะทำให้รหัสพันธุกรรมของไวรัสผิดพลาดจนไม่สามารถขยายจำนวนขึ้นได้

โดยบริษัทผู้ผลิตอ้างอิงข้อมูลที่ได้จากการวิจัยพบว่า ยาจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อผู้ป่วยได้รับตั้งแต่ช่วงแรกของการติดเชื้อ

Merck ได้ทำการทดลองยาดังกล่าวกับตัวอย่างเชื้อที่ได้จากการ swab โพรงจมูกของผู้เข้าร่วมการทดลอง โดยในช่วงนั้นโควิด-19 สายพันธุ์เดลตายังไม่แพร่ระบาดในวงกว้าง แต่ต่อมาได้ทำการทดลองเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการโดยใช้ตัวอย่างเชื้อเดลตา

แถลงจากบริษัทเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ระบุว่า จากการทดลองในระยะกลางพบว่าผู้ป่วยทุกคนมีผลตรวจเชื้อเป็นลบ หลังจากที่ได้รับยา molnupiravir ไปแล้วเป็นเวลา 5 วัน ขณะที่ 24% ของผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกยังตรวจพบเชื้อ

โดยขณะนี้ molnupiravir กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองระยะที่ 3 เพื่อทำการประเมินว่าตัวยาช่วยลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้หรือไม่ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในสิ้นปีนี้

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัท Merck & Co ที่จดทะเบียนในตลาดนิวยอร์กดีดตัวขึ้น 2.39% โดยขณะนี้อยู่ที่ระดับ 75.09 เหรียญสหรัฐ

นอกจาก Merck แล้วยังมียาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด PF-07321332 จากบริษัท Pfizer ของสหรัฐ และ AT-527 จาก Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิส ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 3 เช่นเดียวกัน ท่ามกลางการจับตามองว่าบริษัทใดจะสามารถพัฒนายาเม็ดรักษาโควิด-19 ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก

Photo by Merck & Co Inc/Handout via REUTERS

จีนเดินหน้าคุมอัลกอริทึมยกระดับเซ็นเซอร์เนื้อหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664462

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 15:30 น.จีนเดินหน้าคุมอัลกอริทึมยกระดับเซ็นเซอร์เนื้อหาจีนเดินหน้าปราบปรามธุรกิจอินเทอร์เน็ตไม่หยุด ล่าสุดเตรียมควบคุมการใช้อัลกอริทึม

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า รัฐบาลจีนเผยแผนระยะเวลา 3 ปีในการควบคุมการใช้อัลกอริทึม ซึ่งถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลในการทำให้อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

ประกาศของทางการซึ่งออกร่วมกันระหว่าง 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานกำกับดูแลไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) กรมโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์ กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศระบุว่า ภายใต้แนวทางใหม่นี้ รัฐบาลท้องถิ่นต้องเข้มงวดเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับอัลกอริทึม ส่วนบริษัทเอกชนต้องรับผิดชอบต่อการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในทางที่ผิด

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อัลกอริทึมมีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายข้อมูล ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาสังคม ในขณะเดียวกันการใช้อัลกอริทึมไม่เหมาะสมก็ทำให้การแพร่กระจายข้อมูลสะดุด เช่นเดียวกับความสงบเรียบร้อยของตลาดและสังคม ท้าทายการปกป้องอุดมการณ์ ความยุติธรรมทางสังคม และสิทธิ์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต” ประกาศระบุ

อัลกอริทึมกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของบริษัทเทคโนโลยีของจีน แอพพลิเคชัน TikTok หรือ Bilibili แพลตฟอร์มสตรีมมิงอะนิเมะยอดฮิต ต่างก็พึ่งพาอัลกอริทึมพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความสนใจส่วนบุคคลของผู้ใช้ แล้วแนะนำเนื้อหาที่ผู้ใช้คนนั้นๆ สนใจ

นโยบายเกี่ยวกับอัลกอริทึมล่าสุดของจีนมีขึ้นหลังจาก CAC เผยแพร่ร่างระเบียบเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์ที่จะให้ผู้ใช้มีสิทธิ์ในการปฏิเสธการแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชันหรือแพลตฟอร์ม

กฎเกณฑ์ใหม่นี้ยังเพิ่มความรับผิดของเจ้าของอัลกอริทึมที่นำมาใช้กับข่าว การค้นหาในเว็บไซต์ เกม อีคอมเมิร์ซ และการเผยแพร่คลิปวิดีโอสั้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลจีนพยายามจัดระเบียบการใช้อัลกอริทึมเพื่อควบคุมสิ่งที่ชาวจีนจะได้อ่านและดู

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการขยายวงการควบคุมคอนเท้นต์ในโลกออนไลน์ของรัฐบาลจีน โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์และคณะมนตรีแห่งรัฐร่วมกันออกแนวทาง “อารยธรรมไซเบอร์สเปซ” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าทางการจีนจะปราบปรามและความพยายามในการโฆษณาชวนเชื่อในโลกออนไลน์มากขึ้นก่อนเหตุการณ์สำคัญในปีหน้า รวมทั้งโอลิมปิกฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่ง

Photo by Greg Baker / AFP

มาเลเซียตั้งเป้าเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2025 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664457

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 14:30 น.มาเลเซียตั้งเป้าเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2025มาเลเซียตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูง-พัฒนาแล้ว ภายในปี 2025

นายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาค็อบ ของมาเลเซียเปิดเผยแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 5 ปี โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2025 มาเลเซียจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูงและประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีไฮเทค

แผนยุธศาสตร์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

การเติบโตทางเศรษฐกิจ: รัฐบาลมาเลเซียตั้งเป้าในอีก 5 ปีข้างหน้า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 4.5% ถึง 5.5% ต่อปี

ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจของมาเลเซียยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังจากหดตัว 5.6% ในปีที่แล้ว ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนับว่าได้สร้างความเสียหายมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินในปี 1998

แม้ว่าจีดีพีจะขยายตัวขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้อยู่ที่ 16.1% แต่ธนาคารกลางปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้เหลือ 3% ถึง 4% จากเดิมที่ 6% ถึง 7.5% เนื่องจากการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์และจำนวนป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอีกครั้งนับตั้งแต่เดือนส.ค.

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาเลเซียคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวในปี 2023 โดยขณะนี้มีชาวมาเลเซียที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มแล้วประมาณ 71%

กลายเป็นประเทศรายได้สูง: ธนาคารโลกได้กำหนดเกณฑ์สำหรับปี 2021 ถึง 2022 ไว้ว่าประเทศรายได้สูงต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวมากกว่า 12,695 เหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนี้มาเลเซียมีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 10,111 เหรียญสหรัฐ นับว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์อยู่ 20.3%

เพิ่มรายได้ครัวเรือน: ภายใต้แผนดังกล่าวมีการตั้งเป้าว่ารายได้ครัวเรือนโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,065 ริงกิตต่อเดือน จากประมาณการปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7,089 ริงกิตต่อเดือน

ดการว่างงาน: อัตราการว่างงานคาดว่าจะลดลงเหลือ 4% โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านตำแหน่ง แม้ว่าตอนนี้อัตราการว่างงานของมาเลเซียลดลงจากระดับสูงสุดที่ 5.3% ในเดือนมี.ค. 2020 ซึ่งสูงที่สุดในรอบสามทศวรรษ แต่ก็ยังสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดที่ 4.8%

นอกจากนี้รัฐบาลยังให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณพัฒนาท้องถิ่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และตั้งเป้าที่จะควบคุมการปล่อยคาร์บอน ส่งเสริมพลังงานสะอาด ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค

Photo by Arif KARTONO / AFP

เมียนมาอ่วม! เดือนเดียวค่าเงินจัตร่วง 60% ราคาอาหารพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664454

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 13:20 น.เมียนมาอ่วม! เดือนเดียวค่าเงินจัตร่วง 60% ราคาอาหารพุ่งรัฐประหารส่งผลให้เมียนมาเกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินจัตร่วงหนัก ราคาอาหารพุ่งสูง 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เมียนมาเกิดภาวะเงินเฟ้อหนัก โดยนับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาค่าเงินจัตตกลงไปกว่า 60% ส่งผลให้ราคาอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่แย่ลงนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อ 8 เดือนก่อน  

บรรดาร้านทองและร้านแลกเปลี่ยนเงินตราปิดทำการเมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) เนื่องจากความวุ่ยวายนประเทศ ขณะที่คำว่า “ค่าเงินจัตร่วง” ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ โดยคอมเม้นต์มีตั้งแต่คำเตือนไปจนถึงการพยายามหาสร้างความตลกขบขันท่ามกลางวิกฤตในประเทศที่แตกแยกอย่างหนัก

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจาก International Crisis Group เผยว่า “สิ่งนี้จะทำให้พวกนายพลสั่นคลอน เนื่องจากพวกเขาใช้ค่าเงินจัตเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจซึ่งจะสะท้อนตัวพวกเขาอีกทอดหนึ่ง”

เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเมียนมาพยายามประคองไม่ให้ค่าเงินจัตร่วงแต่ต้องยอมแพ้เมื่อวันที่ 10 ก.ย. เนื่องจากแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น

เมียนมาขาดแคลนเงินดอลลาร์อย่างหนักจน Northern Breeze Exchange Service ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต้องปิดทำการสาขาทั่วประเทศชั่วคราว

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 2,700 จัตต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับวันที่ 1 ก.พ. ค่าเงินจัตอยู่ที่ 1,695 จัตต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ (27 ก.ย.) ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจเมียนมาจะทรุดตัว 18% และการจ้างงานจะหดตัวมากที่สุดในภูมิภาค ตัวเลขคนยากจนจะเพิ่มขึ้น

แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นในช่วงที่เหตุการณ์นองเลือดในเมียนมาสูงขึ้น เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธกับทหารปะทะกันอย่างหนัก

ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารในเมียนมารายหนึ่งเผยว่า ยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองแย่ลง ค่าเงินก็ยิ่งแย่ลงตามไปด้วย

ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อส่งผลให้ราคาอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น โดยขณะนี้ข้าวกระสอบละ 48 กิโลกรัม ราคา 48,000 จัต หรือราว 18 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึง 40% นับตั้งแต่เหตุรัฐประหาร ส่วนแก๊สโซลีนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่ามาอยู่ที่ 1,445 จัตต่อลิตร

Alexander Zemlianichenko/Pool via REUTERS/File Photo

หุ้นบันเทิงเกาหลีใต้เนื้อหอมหลัง Squid Game ฟีเวอร์หนุนราคากระฉูด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664451

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 12:15 น.หุ้นบันเทิงเกาหลีใต้เนื้อหอมหลัง Squid Game ฟีเวอร์หนุนราคากระฉูดหุ้นอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้กำลังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนหลังกระแส Squid Game ดันราคาหุ้นที่อยู่เบื้องหลังซีรีส์นี้พุ่งกระฉูด  

นับตั้งแต่บอยแบนด์อย่าง BTS ไปจนถึงเพลงฮิตติดหูอย่าง Baby Shark และภาพยนตร์เรื่อง Parasite ที่คว้ารางวัลออสการ์ ขณะนี้อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน จนเกิดการพูดคุยกันว่าเพลง หรือภาพยนตร์ หรือซีรีส์เรื่องไหน หรือหุ้นตัวไหนจะสร้างกระแสฟีเวอร์ได้แบบนี้อีก

ซีรีส์แนวเซอร์ไววัลอย่าง Squid Game (สควิดเกม เล่นลุ้นตาย) ซีรีส์เรื่องล่าสุดของเกาหลีใต้ที่ติดท็อปชาร์ตของ Netflix ทั่วโลกทำให้หุ้นของสองบริษัทที่อยู่เบื้องหลังพุ่งกระฉูด

หุ้นของ Bucket Studio Co. ที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทเอเจนซีที่เป็นตัวแทนของนักแสดงนำชาย อีจองแจ พุ่งขึ้นมาเกือบ 2 เท่าในเดือนนี้ ส่วนหุ้นของ ShowBox Corp. ซึ่งถือหุ้นในบริษัท Siren Pictures ผู้ผลิตซีรีส์เรื่องนี้ พุ่งขึ้นถึง 55%

ขณะที่ผู้ให้บริการสตรีมมิงทั่วโลกพากันทุ่มเงินลงทุนในคอนเท้นต์จากเกาหลีใต้ โดย Netflix เพิ่มงบสำหรับภาพยนตร์และรายการทีวีของเกาหลีใต้เป็น 500 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับปีนี้

อย่างไรก็ดี การทำนายว่าคอนเท้นต์ไหนจะฟีเวอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกับการค้นหา winning stock หรือหุ้นผู้ชนะ

อีคีฮุน นักวิเคราะห์จาก Hana Financial Investment Co. เผยกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า “บริษัทไหนๆ ก็ทำคอนเท้นต์ให้ประสบความสำเร็จได้ เราไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะผลิต ‘Squid Game’ เรื่องต่อไป เพราะใครๆ ก็ทำได้”

แต่อีคีฮุนบอกว่า หุ้นของ Studio Dragon คือหุ้นที่ต้องมีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเดิมพันในอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ที่มีมูลค่าตลาดถึง 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมีนักลงทุนรายย่อยลงสนามจำนวนมาก

Studio Dragon (เป็นบริษัทลูกของ CJ ENM ผู้ผลิตคอนเท้นต์รายใหญ่ของเกาหลีใต้) คือผู้ผลิตซีรีส์อีกหนึ่งเรื่องที่ฮิตไม่แพ้กันอย่าง Hometown Cha-Cha-Cha ที่ดันให้หุ้นของบริษัททะยานขึ้นเช่นเดียวกัน

ขณะที่ โอแทวาน นักวิเคราะห์จาก Korea Investment & Securities Co. มองว่า บริษัทเล็กๆ ที่ไม่ได้มีสัญญาระยะยาวกับ Netflix ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่าบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งบริษัทหนึ่งที่โอแทวานเชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตคือ Astory Co. ที่อยู่เบื้องหลังซีรีส์แนวสยองขวัญใน Netflix อย่าง Kingdom

ส่วน ดักลาส คิม มองว่า หุ้นของ Pan Entertainment Co. และ Barunson Entertainment & Arts Corp. ก็มีอนาคตที่ดีเช่นกันจากความต้องการคอนเท้นต์ของเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หุ้นของ Barunson Entertainment & Arts Corp. ผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง Parasite พุ่งขึ้นกว่า 30% เมื่อเดือน ก.พ. 2020 ซึ่งเป็นเดือนที่ Parasite คว้ารางวัลออสการ์ ทว่าหลังจากนั้นหุ้นก็ตกลง

“ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าซีรีส์หรือภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเกาหลีใต้ใน Netflix หรือ Disney OTT อาจได้รับความนิยมเช่นกัน” คิมเขียนไว้ใน Smartkarma

ไต้หวันเจอศึกหนัก จีนค้านสุดตัวไม่ให้เข้า CPTPP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664447

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.ไต้หวันเจอศึกหนัก จีนค้านสุดตัวไม่ให้เข้า CPTPPไต้หวันยอมรับต้องเผชิญปัญหาทางการเมืองในการเข้าร่วม CPTPP หลังจีนคัดค้านหนักแน่น

วานนี้ (29 ก.ย.) ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน กล่าวถึงการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่าจะต้องทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกและประเทศที่มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เนื่องจากไต้หวันจะต้องเผชิญกับ “ปัญหาทางการเมือง” บางประการในการเข้าร่วม CPTPP

โดยตามรายงานของสำนักข่าว CNA เชื่อว่าปัญหาทางการเมืองที่ผู้นำไต้หวันกล่าวถึงคือการต่อต้านจากจีน

ในวันเดียวกัน จูเฟิ่งเหลียน โฆษกประจำสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีนย้ำว่า รัฐบาลจีนคัดค้านการเข้าร่วม CPTPP ของไต้หวัน

จูเฟิ่งเหลียน กล่าวว่า จีนคัดค้านการเข้าร่วมกลุ่มการค้าระดับภูมิภาคและข้อตกลงการค้าทวิภาคีใดๆ ของไต้หวัน โดยเน้นย้ำถึงนโยบายจีนเดียวซึ่งไต้หวันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแแยกได้

ก่อนหน้านี้ จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนก็ได้ออกมากล่าวว่ารัฐบาลจีนคัดค้านอย่างหนักแน่นในการที่ประเทศใดจะมีการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน รวมถึงคัดค้านการที่ไต้หวันเข้าร่วมสนธิสัญญาหรือองค์กรที่เป็นทางการด้วย

เมื่อสัปดาห์ก่อนกระทรวงกลาโหมไต้หวันยังได้แถลงว่าพบฝูงบินรบของกองทัพจีนรวม 24 ลำ รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดที่สามารถบรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลำ ในเขตป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน ซึ่งนับเป็นการข่มขู่ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ เพียงไม่นานหลังจากที่ไต้หวันสมัครเป็นสมาชิก CPTPP

ทั้งนี้ ปัจจุบัน CPTPP มีสมาชิก ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม โดยจีนและไต้หวันจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศจึงจะสามารถเข้าร่วมได้

โดยไต้หวันขอสมัครเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง 6 วันหลังจากที่จีนสมัครเข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม จอห์น เติ้ง หัวหน้าผู้แทนเจรจาการค้าของไต้หวันคาดไว้อยู่แล้วว่าหากจีนได้เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว อาจทำให้โอกาสในการเข้าร่วมของไต้หวันลดลงไป เนื่องจากจีนมักขัดขวางความพยายามของไต้หวันบนเวทีนานาชาติ

พร้อมเสริมว่าการสมัครเข้าร่วม CPTPP ของไต้หวันเกิดจากการพิจารณาถึงข้อดีทางเศรษฐกิจของตนเอง และยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับจีน

Photo by Handout / Taiwan Presidential Office / AFP

“ถ่อยเถื่อนแล้วจะจบไม่สวย” เมื่อสองคนจริงท้าอันธพาลการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664394

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 20:20 น."ถ่อยเถื่อนแล้วจะจบไม่สวย" เมื่อสองคนจริงท้าอันธพาลการเมือง วิวาทะและมิตรภาพที่แปลกประหลาดเหมือนกับฉากในนิยายกำลังภายในระหว่างนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของฮ่องกงผู้รักเสรีภาพ และขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคอมมิวนิสต์จีน

คงไม่ต้องสาธยายกันให้ยืดยาวว่า “กิมย้ง” คือใครและสำคัญอย่างไร เพราะนิยายของเขายังเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้ เป็นงานเขียนที่อ่านเพื่อความเพลิดเพลินก็ได้ เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ก็ได้ และมันยังถูกใช้เป็นแบบเรียนวรรณกรรมเพื่อสอนความรักชาติก็เคยทำมาแล้ว โดยเฉพาะในประเทศจีน นิยายเรื่องมังกรหยกถูกนำไปให้เยาวชนอ่านเพื่อปลูกฝังความรักบ้านเมือง

แต่ครั้งหนึ่งกิมย้งถูกปองร้ายและประณามจากคนในฮ่องกงด้วยกันเองว่าไม่รักชาติและต่อต้านจีน เพราะในยุคนั้น (ที่ต่างจากยุคนี้แบบหน้ามือเป็นหลังมือ) คนฮ่องกงจำนวนหนึ่งสนับสนุนจีนภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์

คนฮ่องกงไม่น้อยไม่พอใจที่เป็นประชากรในเมืองขึ้นอังกฤษ การยืนด้วยลำแข้งตนเองอีกครั้งของจีนทำให้คนเหล่านี้ภาคภูมิใจมาก ยิ่งจีนเริ่มใช้นโนยบายเร่งรัดอุตสาหกรรมและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้คนเหล่านี้ยิ่งรู้สึกว่า “ภูมิใจที่เป็นจีน (แดง)”

แต่กิมย้งเป็นนักเขียนไม่กี่คนที่ตำหนิจีนที่นำเดินนโยบายไม่สมเหตุผล เพราะในเวลานั้นคนจีนยากจนข้นแค้น แต่กลับใช้เงินมหาศาลไปกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ตอนนั้นกิมย้งทำงานกับหนังสือพิมพ์ “ต้ากงเป้า” และคิดจะเผยแพร่บทความวิจารณ์นะโยบาย “ก้าวกระโดดใหญ่” ของเหมาเจ๋อตง ที่ผลักดันให้ประชาชนทำนารวมและพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยวิธีผิดๆ ส่งผลให้คนตายหลายล้าน แต่หนังสือพิมพ์ต้ากงเป้าอิดออดไม่อยากให้กิมย้งเผยแพร่บทความโจมตีจีน เขาจึงออกจากต้ากงเป้าแล้วมาตั้งหนังสือพิมพ์ของตัวเองชื่อ “หมิงเป้า”

สร้างอาวุธทั้งๆ ที่ประชาชนอดอยาก

ขณะที่คนตายไปหลายล้าน จีนยังดันทุรังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตอนนั้นจีนกับสหภาพโซเวียตแตกคอกันทั้งๆ ที่เป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกัน โซเวียตที่คอยช่วยเหลือจีนพัฒนาโครงการนิวเคลียร์จึงถอนความช่วยเหลือ แต่จีนก็ยังมุ่งมั่นที่จะมีนิวเคลียร์ให้จงได้ ทั้งๆ ที่มีเสียงปรามาสว่าถ้าจีนทำระเบิดนิวเคลียร์ได้ ประชาชนก็คงไม่มีใส่กางเกงแล้ว

เฉินอี้ ผู้บัญชาการทหารของจีน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนในขณะนั้นกล่าววาจาอันลือลั่นว่าไม่ว่าจีนยากจนแค่ไหน จีนจะต้องมีนิวเคลียร์ให้ดี “ต่อให้ต้องจำนำกางเกงก็ต้องมีนิวเคลียร์ให้ได้” เขาบอกกับสื่อมวลชนญี่ปุ่นว่าหากไม่มีอาวุธนิวเคลียร์จีนก็เป็นได้แค่ประเทศชั้นสองชั้นสาม จีนจะต้องมีอาวุธที่ทันสมัยให้ได้ ต่อให้ประชาชนไม่มีกางเกงจะใส่ก็ตาม

กิมย้งคัดค้านอย่างรุนแรง เขาเขียนไว้ในบทความชื่อ “เอากางเกง ดีกว่าเอานิวเคลียร์” ว่า

“รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับแสนยานุภาพทางทหารมาก่อนส่วนชีวิตของผู้คนเป็นอันดับสอง พูดตรงๆ ก็คือหาใช่รัฐบาลที่ดีแม้แต่น้อย หวังเพียงว่านี่เป็นเพียงความโกรธชั่วครู่ของเฉินอี้ไม่จำเป็นต้องเป็นนโยบายของพรรคอมมิวนิสต์ ไม่รู้ว่าเฉินอี้เข้าใจหรือไม่ว่าหากประชาชนประเทศหนึ่งไม่มีกางเกงจะใส่ ก็แทบจะไม่สามารถผลิตระเบิดปรมาณูสักลูกสองลูกออกมาได้ ประเทศจะไม่มีวันแข็งแกร่ง รัฐบาลจะไม่มีวันมีเสถียรภาพอย่างแน่นอน”

กิมย้งยกเหตุผลว่าต่อให้จีนมีอาวุธนิวเคลียร์ จีนก็ยังไล่ตามมหาอำนาจชั้นนำไม่ทันอยู่ดี เขาบอกว่า “จุดประสงค์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ผลิตระเบิดปรมาณูขึ้นมาคืออะไร? สามารถไปบอมบ์สหรัฐได้หรือ สามารถเอาไปบอมบ์โซเวียตได้หรือ?”

กิมย้งยกตัวอย่างว่า “เมื่อกองกำลังอังกฤษและฝรั่งเศสโจมตีคลองสุเอซ อังกฤษมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่แล้ว แต่สหภาพโซเวียตขู่เข็ญและกล่าวว่าจะทิ้งระเบิดด้วยขีปนาวุธถล่มลอนดอน สหราชอาณาจักรจึงต้องล่าถอยอย่างว่านอนสอนง่าย พรรคอมมิวนิสต์ทำงานหนักมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว ยังไม่เทียบเท่าความสำเร็จด้านนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักรในการโจมตีคลองสุเอซเลย ระเบิดปรมาณูอันจิ๋วของพรรคอมมิวนิสต์มีประโยชน์อย่างไร? ให้ประชาชนมีกางเกงใส่จะดีกว่า!”

คำกล่าวนี้ของกิมย้งยังเป็นจริงอยู่ทุกวันนี้ แม้จีนจะก้าวหน้าไปมากมาจากจากวันที่จีนอดยากจนคนล้มตายเป็นล้าน แต่แม้จะผลิตนิวเคลียร์ได้และมีในคลังจำนวนหนึ่ง จีนยังเทียบไม่ติดกับรัสเซียและสหรัฐที่มีหัวรบนับหมื่นลูก

คำทัดทานเท่ากับไม่รักชาติ?

แม้จะทัดทานอย่างห้าวหาญ ปรากฎว่ากิมย้งไม่ถูกละเว้น เขาถูกสื่อฝ่ายซ้ายในฮ่องกงโจมตีหนักหน่วงไม่เว้นแม้แต่ต้ากงเป้าที่เขาเคยร่วมงานด้วย เพราะเวลานั้นการสนับสนุนจีนเท่ากับความรักชาติ และคนฮ่องกงจำนวนหนึ่งยังศรัทธาในความเป็นจีนของตน ต่างจากยุคนี้ที่บางคนไม่อยากกระทั่งบอกว่าตัวเองใช้ภาษาจีน

หนังสือพิมพ์ “เหวินฮุ่ยเป้า” ด่ากิมย้งโดยไม่ออกชื่อว่า “แสร้งทำตัวเป็นคนจีน เพื่อที่จะซ่อนความจอมปลอมไว้ในความอารี” เท่ากับด่ากิมย้งว่าเป็นคำจีนที่ไม่สมกับเป็นคนจีนนั่นเอง

แม้จะถูกสื่อเอียงจีนในฮ่องกงโจมตีไม่หยุด กิมย้งก็ยังไม่ยอมถอย กลับเขียนบทความตอบโต้ว่า “วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์เท่ากับต่อต้านจีนอย่างนั้นหรือ?” แต่สุดท้ายแล้วอาจจะเป็นเพราะความเป็นวิญญูชนที่มีจรรยามารยาท กิมย้งจึงเขียนบทความขอสมานฉันท์ และยอมรับว่า “น้ำเสียงและการแสดงออก (ของบทความ) ของเราในหลายๆ แง่มุมยังไม่สุภาพและจริงใจพอ”

ต่อมา เฉินอี้กล่าวกับผู้สื่อของของสำนักข่าวซินหัวประจำฮ่องกงโดยเอ่ยถึงกิมย้งผู้ที่วิจารณ์เขาอย่างหนักว่า “ตราบใดที่เขายังเป็นศัตรูที่ไม่หวั่นไหว หากเขาตำหนิผมด้วยความชอบธรรม ผมก็จะถือเขาเป็นสหายสนิท และมิตรแท้ที่ตรงไปตรงมา” และบอกว่า “บทบรรณาธิการของหมิงเป้าเรียกร้องให้คนจีนมีกางเกงใส่ แสดงว่าพวกเขารักคนจีน!

นี่คือความน่านับถือของคนทั้งสอง คนหนึ่งเป็นจอมยุทธ์ฝ่ายบุ๋น คนหนึ่งเป็นขุนศึกฝ่ายบู๊ แม้จะต่างอุดมการณ์แต่ก็รักชาติเหมือนกัน

หากมองที่งานขียนของกิมย้งจะทราบได้ว่าไม่มีนักเขียนคนไหนที่จะรักชาติและรักความเป็นจีนเท่ากับกิมย้งอีกแล้ว

แต่หลังจากนั้นจีนเผชิญกับพายุใหญ่ทางการเมือง นั่นคือการปฏิวัติวัฒนธรรม

ในช่วงเวลานั้นการเมืองในจีนรุนแรงมาก เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม กระแสปฏิวัติและต่อต้านจักรวรรดินิยมกำลังขึ้นสูง ความเคลื่อนไหวนี้ลุกลามเข้าไปยังมาเก๊าและได้รับการสนับสนุนจากคนที่นั่น จนเจ้าอาณานิคมโปรตุเกสถึงกับซวนเซ

และมันได้ลามเข้ามาที่ฮ่องกงเช่นกัน เป็นจลาจลฝ่ายซ้ายนิยมจีนในปี 1967 กินเวลานาน 18 เดือน มีผู้เสียชีวิต 51 คน บาดเจ็บ 832 ราย ถูกจับอีก 4,979 คน เสียหายเป็นตัวเงินหลายล้านเหรียญ

กิมย้งถูกหมายหัวอีกครั้ง

ในช่วงที่เกิดจลาจล เป็นอีกครั้งที่กิมย้งที่ตำหนิจีน เพราะนโยบายของจีนส่งผลกระทบมาถึงฮ่องกงด้วย จากการที่ผู้คนอดอยากจากนโยบายก้าวกระโดดใหญ่ และการล่าแม่มดทางการเมือง จนหนีเข้ามายังฮ่องกงมากมาย

คราวนี้กิมย้งไม่ได้เขียนบทความโต้เถียงกับพวกสื่อฝ่ายซ้าย/เอียงจีนในฮ่องกงอีก เขาใช้วิธีเขียนนิยายเพื่อสะท้อนทัศนะของเขา

เขาเขียนยิ้มเย้ยยุทธจักรในหนังสือพิมพ์หมิงเป้า โดยปั้นตัวละครสะท้อนนักการเมืองในแผ่นดินใหญ่ แล้วยังเขียนบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์หมิงเป้าโจมตีจีน หรือนัยหนึ่งเป็นอรรถาธิบายเหตุการณ์ทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ในนิยาย คนรุ่นหลังต่างตีความไปต่างๆ นานาว่าตัวละครในเรื่องหมายถึงใคร บ้างว่างักปุ๊กคุ้ง หมายถึงหลินเปียว ผู้เป็นวิญญูชนจอมปลอม ส่วนตงฟางปุ๊ป้าย อาจหมายถึงเหมาเจ๋อตง

ใครที่อ่านนิยายเรื่องนี้ย่อมรู้ว่าตงฟางปุ๊ป้ายนั้นชั่วช้าและน่าเกรงขามขนาดไหน คล้ายๆ กับเหมาเจ๋อตง ประเหมาาะกับที่มีบางคนกล่าวว่าเหมาเจ๋อตงนั้นลักษณะคล้ายผู้หญิงอยู่ (คำกล่าวจีนว่า คนดูคล้ายกึ่งหญิงกึ่งชายนั้นมีมีวาสนาสูง) ยิ่งทำให้เทียบได้กับตงฟางปุ๊ป้ายที่เป็นหญิงไม่ใช่ชายไม่เชิง แถมยังมีอำนาจบารมีล้นเหลือ

ท่าทีเสียดสีจีนของกิมย้งถือว่าอันตรายกว่าคราวที่เขาต่อว่าเฉินอี้ เพราะในเวลานั้นพวกฝ่ายซ้ายกำลังป่วนเมือง กิมย้งบอกว่า เขาอยู่ในบัญชีสังหารของฝ่ายซ้าย โดยอยู่ในลำดับที่ 2 รองจากหลินปิน นักจัดรายการวิทยุผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และต่อต้านฝ่ายซ้าย ในเวลานั้น หลินปินถูกฝ่ายซ้ายด่าว่าเป็นคนทรยศขายชาติ เพราะไม่สนับสนุนจีน

หลินปินจึงถูกเพ่งเล็งแถมยังถูกขึ้นบัญชีสังหารอันดับ 1 ในที่สุดเขาถูกฆ่าตายด้วยการถูกราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาให้ตายทั้งเป็นคารถ โดยมีผู้ต้องสงสัยคือพวกฝ่ายซ้ายนั่นเอง แต่กิมย้งรอดมาได้หวุดหวิด

ขุนพลเฒ่าเผชิญหน้าผีน้อย

ความวุ่นวายของการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนนั้นต่อให้เขียนสักสิบบทความก็เขียนไม่หมดสิ้น ความเสียหายนั้นไม่อาจประเมินได้ง่ายๆ ผู้คนที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติมากมายถูกลากมาประจาน ทุบตี ด่าทอ และฆ่าทิ้งก็มี หรือบางคนทนทรมาณไม่ไหวก็ฆ่าตัวตายไปไม่น้อย เพียงเพราะคนเหล่านั้นไม่ทำตามแนวทางของพวก “นักปฏิวัติ”

โดยเฉพาะพวกยุวชนแดงหรือหงเว่ยปิง ที่ไม่เรียนหนังสือหนังหา เอาแต่ยกพวกโดดโรงเรียน/มหาวิทยาลัยไปทำลายวัฒนธรรมเก่าๆ และไล่ล่าพวกที่เขาคิดว่าเป็นศัตรูของพรรคคอมมิวนิสต์

พวกยุวชนเหล่านี้ไร้เดียงสาเกินไปที่จะรู้ตัวว่าถูกพวกนักการเมืองในพรรคฯ หลอกใช้เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เนื้อแท้ของการปฏิวัติวัฒนธรรมไม่ใช่การปฏิวัติเพื่อสิ่งที่ดีกว่า แต่เป็นการอ้างเพื่อกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม

อย่าว่าแต่พวกยุวชน แม้แต่สื่อฝ่ายซ้ายในฮ่องกงและพวกแรงงานในฮ่องกงที่ถูกปลุกเร้าด้วยแนวคิดสังคมนิยมสุดโต่งจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนยังพลอยคลุ้มคลั่งไปด้วย

ในจีนนั้น เฉินอี้ที่เคยถูกยกย่องและมีคุณูปการต่อประเทศชาติ กลับถูกพวกยุวชนแดงประณามด่าทอราวกับไม่มีความดีอะไร

การเหยียบย่ำเฉินอี้เกิดขึ้นวันหนึ่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2510 พวกยุวชนแดงได้จัดการประชุมหลายครั้งเพื่อวิพากษ์วิจารณ์เฉินอี้ แทนที่จะหงอและยอมให้พวกเด็กเมื่อวานซืนด่าทอทุบตีเหมือนผู้อาวุโสคนอื่นๆ ขุนศึกเฉินอี้กลับจึงเข้าร่วมการประชุมวิพากษ์วิจารณ์อย่างกล้าหาญ ไม่ยอมถูกด่าฝ่ายเดียวแต่ยังประณามแนวทางปฏิบัติ “ซ้าย” สุดโต่ง และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่สมเหตุสมผล

เขากล่าวสุนทรพจน์ตีแสกหน้าพวกยุวชนแดงว่า “ผู้ปฏิบัติงานเก่าหลายพันคนถูกย่ำยี คนหนุ่มสาวบางคนใน “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” (จงยาง เหวินเก๋อ) นั้น “ซ้าย” มาก และคนเก่งๆ เหล่านี้ไม่ตระหนักว่ามีคนไม่ดีในหมู่ผู้ปฏิวัติ” และบอกว่า “พวกคุณอยากจะสู้ก็สู้ไป ชีวิตของผู้ปฏิบัติงานอยู่ในมือคุณ ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการติดป้ายผู้ปฏิบัติงานชั้นนำทั้งหมดอย่างไม่เลือกหน้าว่าเป็น ‘พวกลัทธิแก้ที่ต่อต้านการปฏิวัติ’ และปฏิเสธมันซะทุกสิ่งทุกอย่าง”

นี่นับว่าใช้ถ้อยคำโอ้โลมปฏิโลมแล้ว เมื่อใกล้จะพูดจบเฉินอี้สวมวิญญาณจอมยุทธ์ลั่นวาจาว่า “ต่อให้มีมหาวิทยาลัย 59 แห่งในปักกิ่ง ทั้งประเทศมีสองร้อยมหาวิทยาลัยมาจับตัวผม ผมก็ไม่กลัว!”

“พวกคุณบอกว่าจะใช้วิธีรุนแรงบดขยี้ (อู่โต้ว หมายถึงการจับตัวมาด่าทอทุบตีให้สารภาพว่าทำผิด) หนึ่งให้สวมหมวกยาว (สัญลักษณ์ของคนโง่) สองจับนั่งคุกเข่า (กดขี่ให้ต่ำ) สามให้สวมแผ่นป้ายดำ (ประณามความผิด) พวกคุณป่าเถื่อนไปแล้ว ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินลึก ไม่ต้องป่าเถื่อนหรอก ถ่อยเถื่อนแล้วจะจบไม่สวย”

เฉินอี้มีความสามารถสูงและยังเป็นคนเก่าคนแก่ของพรรคและกองทัพ แต่ถึงขนาดนี้ยังถูกต่อว่าและใส่ความ ก็เพราะพวก “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่เป็นฝ่ายการเมืองที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมต้องการจะชิงอำนาจถึงขนาดท้าทายอำนาจกองทัพ “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” จึงหาเรื่องกับเฉินอี้พยายามลบหลู่และขับเขาให้พ้นจากตำแหน่งโดยอ้างหลักการจอมปลอมมาโจมตีอีกฝ่าย

เฉินอี้และพวกสมาชิกเก่าแก่ในพรรคทนไม่ไหว จึงสวนกลับพวก “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” (ที่นำโดยหลินเปียวและเจียงชิง) เกิดเป็นกรณี “ต้านกระแสเดือนสอง” (เพราะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์) สมาชิกเก่าแก่ของพรรคชี้ว่าการปฏิวัติทางวัฒนธรรมกำลังทำให้ประเทศวุ่นวายและเป้าหมายที่แท้จริงคือการกำจัดผู้นำระดับสูงของพรรคและกองกำลังทหาร

แทนที่เหมาเจ๋อตงจะรับฟังเสียงของคนเก่าแก่ในพรรค กลับเข้าข้างพวกกลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมและยังต้องการให้ตำหนิคนเหล่านี้ สาเหตุก็เพราะการปฏิวัติวัฒนธรรมล้างสมองประชาชนให้บูชาเหมาเทพเจ้า และคนเก่าคนแก่ในพรรคล้วนเป็นหอกข้างแคร่ของเขาที่ต้องหาทางกำจัดหรือข่มขู่ให้คล้อยตามโดยอาศัยพลังของพวก “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม”

คนละจุดยืนแต่นับถือในคนจริง

แต่กิมย้งที่แม้จะอยู่คนละขั้วการเมืองกับเฉินอี้และเคยมีวิวาทะกัน กลับทำในสิ่งที่น่านับถืออีกครั้ง โดยเขียนบทความยกย่องเฉินอี้ที่มีน้ำใจชี้แจงเรื่องที่พวกเขาขัดแย้งกันกรณีกางเกงกับนิวเคลียร์ เพื่อที่จะสนับสนุนเฉินอี้ในวันที่เขาถูกเหยียบย่ำจากคนในจีนแผ่นดินใหญ่

และเมื่อเฉินอี้เสียชีวิต กิมย้งก็ยกย่องเขาอีกครั้งว่า “เป็นคนปากไวใจตรง” และความขัดแย้งของทั้งคู่เป็นเพียงเรื่อง “วิวาทะ” ไม่ใช่การ “วิวาท”

หลังจากเฉินอี้เสียชีวิตลง เหมาเจ๋อตตงก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองทำพลาดไป เขาถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกำจัดคนเก่าแก่ในพรรคไปมากมาย ในงานศพของเฉินอี้เหมาไปปรากฏตัวกระทันหัน เป็นงานศพแรกและงานเดียวที่เหมาไปปรากฏตัวช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม และเป็นการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของเหมา หลังจากนั้นไม่นานเหมาก็จากโลกนี้ไป ทิ้งไว้แต่ประเทศจีนที่วุ่นวายอลหม่านเพราะน้ำมือของเขา

ไม่นานนักการปฏิวัติวัฒนธรรมก็จบสิ้นลง หัวโจก “กลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม” ถูกเช็คบิล ส่วนพวกหัวรุนแรงก็หลายคลั่ง กลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ เพียงแต่หลายคนไม่อาจข่มตาหลับได้สนิทใจ ในอีกหลายสิบปีต่อมาต้องสารภาพความผิดที่ตัวเองได้กระทำไปในวัยเยาว์

ในปัจจิมลิขิตของ “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” กิมยิ้งกล่าวว่า

“สถานการณ์ทางการเมืองอาจผันแปรได้อย่างรวดเร็ว การสะท้อนสันดานของมนุษย์ต่างหากที่มีคุณค่ายืนยงมากกว่า การแย่งชิงอำนาจคือเรื่องพื้นฐานทางการเมืองในจีนยุคโบราณ ยุคใหม่ และในประเทศอื่นๆ ในช่วงพันปีที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้ ผมเกรงว่าอีกพันปีต่อไปก็จะยังเป็นเช่นนี้ ในทัศนะของผม เยิ่นหว่อสิง, ตงฟางปุ๊ป้าย, งักปุ๊กคุ้ง และจ้อแหน้เซี้ยง มิใช่ยอดฝีมือในบู๊ลิ้ม แต่เป็นตัวละครทางการเมือง”

แต่ในละครการเมืองก็ยังมีคนจริงอยู่ด้วย นั่นคือเฉินอี้และกิมย้ง

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Original photo by AFP PHOTO / SCMP / – colorized by Kornkit Disthan 

มังงะที่ลากยาวที่สุดในโลก คนเขียนตายแต่ยังไม่ยอมจบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664399

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 18:23 น.มังงะที่ลากยาวที่สุดในโลก คนเขียนตายแต่ยังไม่ยอมจบปิดตำนานทาคาโอะ ไซโต เจ้าของ Golgo 13 มังงะสุดยาวนาน 53 ปี แต่ทีมยืนยันยังมีตอนต่อไป

เอเอฟพีรายงานว่าทาคาโอะ ไซโต นักเขียนมังงะเจ้าของผลงาน Golgo 13 เสียชีวิตลงในวัย 84 ปีด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน แต่มังงะที่ลากยาวที่สุดในโลกจะยังคงมีตอนต่อไปตามความปรารถนาของผู้เขียน

Golgo 13 เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1968 จนกระทั่งมาถึงฉบับที่ 201 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้รับการบันทึกใน Guinness World Record ในฐานะการ์ตูนที่ตีพิมพ์รวมเล่มมากที่สุดในโลก

ทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้โดยโอซามุ อากิโมโตะ กับเรื่องคุณตำรวจป้อมยาม Kochikame ที่มีการรวมเล่มไปแล้วทั้งหมด 200 ฉบับ

โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว มังงะเรื่อง Golgo 13 จำเป็นต้องหยุดตีพิมพ์เป็นการชั่วคราว เนื่องจากทางการญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉินหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปีที่มังงะเรื่องนี้ประกาศยุติการตีพิมพ์

ทั้งนี้ Golgo 13 ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Big Comic ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องราวของ Duke Togo นักฆ่ามืออาชีพที่ต้องปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยไม่มีใครทราบชื่อและตัวตนที่แท้จริงของเขา ซึ่งเขามักรับงานลอบสังหารหัวหน้าแก๊งโจร หรือผู้นำทางการเมือง ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อเสียเอง

นอกจากนี้ Golgo 13 ยังถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์คนแสดง, ภาพยนตร์อนิเมชัน, อนิเมชันซีรีส์ และวิดีโอเกมอีกด้วย

Photo by STR / JIJI PRESS / AFP