จากวังสู่ทาวน์เฮาส์ ชีวิตตกระกำลำบากของดัชเชสรัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664582

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 19:00 น.จากวังสู่ทาวน์เฮาส์ ชีวิตตกระกำลำบากของดัชเชสรัสเซียชีวิตผลิกผันของแกรนด์ดัชเชสคนสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ

แกรนด์ดัชเชสโอลก้า อเล็กซานดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Grand Duchess Olga Alexandrovna of Russia) เป็นแกรนด์ดัชเชสคนสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ เธอเป็นธิดาคนสุดท้องของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 และเป็นน้องสาวของจักรพรรดินิโคลัสที่ 2

ในวัยเด็กแกรนด์ดัชเชสและพี่น้องของเธออาศัยอยู่ในพระราชวังแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประมาณ 80 กิโลเมตร พวกเขาได้รับการเรียนหนังสือโดยครูสอนพิเศษส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษารัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส รวมถึงการวาดภาพและเต้นรำ ตลอดจนกีฬาอย่างการขี่ม้า

แกรนด์ดัชเชสโอลก้าพร้อมด้วยจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 (พ่อ), จักรพรรดินีมาเรีย (แม่), จักรพรรดินิโคลัสที่ 2, แกรนด์ดัชเชสเซเนีย, แกรนด์ดยุกจอร์จ และแกรนด์ดยุกไมเคิล (1888) ภาพโดย Sergey Lvovich Levitsky/Wikipedia

โอลก้า และน้องชายคนสุดท้อง แกรนด์ดยุกไมเคิล สนิทกับพ่อมาก และทั้งสามมักไปเดินป่าด้วยกันอยู่บ่อยๆ แต่ในทางตรงกันข้ามความสัมพันธ์ระหว่างเธอและแม่ค่อนข้างห่างเหิน

จนกระทั่งที่ 1894 จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 พ่อของโอลก้าเริ่มป่วยหนักและเสียชีวิตลงเมื่อเธออายุได้เพียง 12 ปีเท่านั้น นับว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเด็กน้อยคนนี้เป็นอย่างมาก

เมื่ออายุได้ 18 ปีโอลก้าได้พบกับเจ้าชายปีเตอร์ ดยุกแห่ง โฮเดนเบิร์ก ที่อายุแก่กว่าเธอถึง 14 ปี และเป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องการพนัน และชายรักชาย ไม่เคยมีใครเห็นเขาแสดงความสนอกสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย

ทว่า ในปีถัดมาเขากลับมาขอเธอแต่งงาน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเธอ เพื่อนๆ และครอบครัวเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายการแต่งงานของทั้งคู่ก็เกิดขึ้นเพราะความเหมาะสม แม้จะดูเหมือนว่าทั้งคู่ไม่ได้รักกันเลยแม้แต่น้อย

โอลก้าใช้เวลาในคืนวันแต่งงานของเธอคนเดียวทั้งน้ำตา ขณะที่สามีของเธอออกไปเล่นการพนัน และกลับมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอเชื่อว่าปีเตอร์เองก็ไม่ได้ต้องการแต่งงานกับเธอ แต่เป็นแม่ของเขาต่างหากที่บังคับให้เขามาขอเธอแต่งงาน ซึ่งเธอเองก็ยอมเพราะเป็นโอกาสที่จะได้รับอิสรภาพจากแม่ของเธอเอง

ทั้งสองใช้ชีวิตเหมือนเพื่อนไม่ใช่คู่รัก แยกห้องนอนกันด้วยซ้ำ แม้ว่าปีเตอร์จะดีกับเธอมาก แต่เธอโหยหาความรัก ชีวิตครอบครัว และการมีลูก

จนกระทั่ง 3 ปีต่อมา (1904) โอลก้าได้รู้จักกับนิโคไล คูลิคอฟสกี นายทหารคนหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะชอบพอกันและต้องการที่จะแต่งงาน แต่โอลก้าถูกปฏิเสธในการขอหย่ากับปีเตอร์เพราะกลัวว่าจะเป็นข่าวเสียหายต่อราชวงศ์ แต่ได้ให้นิโคไลมาเข้ามาประจำการในฐานะผู้ช่วยของเธอแทน

เรื่องราวผ่านไปจนกระทั่งปี 1916 จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ผู้เป็นพี่ชายประกาศการหย่าของโอลก้าและปีเตอร์ และอนุญาตให้เธอแต่งงานกับนิโคไล งานแต่งงานจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในโบสถ์เล็กๆ แต่อบอวลไปด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสอง

ไม่นานหลังจากนั้น การปฎิวัติรัสเซียก็เริ่มต้นขึ้นซึ่งได้ทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองโดยจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ถือเป็นจุดจบของราชวงศ์โรมานอฟ และนำไปสู่การก่อตั้งสหภาพโซเวียต

จักรพรรดินิโคลัสที่ 2, พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา, พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี รวมถึงแพทย์ประจำราชวงศ์ คนทำครัว แม่บ้าน และคนใช้ ถูกบอลเชวิคสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น

ครอบครัวของโอลก้าต้องระหกระเหินจนสุดท้ายไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักของแม่ในเดนมาร์ก แม้ว่าแม่จะไม่พอใจที่เธอแต่งงานกับสามัญชน

หลังจากที่แม่ของโอลก้าเสียชีวิตลงในปี 1928 เธอและสามีพร้อมด้วยลูกชายอีก 2 คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในฟาร์มแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากโคเปนเฮเกนประมาณ 24 กิโลเมตร

แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สหภาพโซเวียตได้เข้ายึดครองเกาะบอร์นโฮล์มของเดนมาร์ก พร้อมเขียนจดหมายถึงรัฐบาลเดนมาร์กว่าโอลก้าและบาทหลวงคาทอลิกชาวเดนมาร์กสมรู้ร่วมคิดต่อต้านรัฐบาลโซเวียต

ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกจับตัวหรือถูกสังหาร โอลก้าจึงตัดสินใจพาครอบครัวย้ายไปในอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ไปอยู่ที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในชนบทของแคนาดา

ในปี 1952 ลูกๆ ของโอลก้าย้ายออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ส่วนเธอและนิโคไลเริ่มอายุมากและไม่มีกำลังที่จะดูแลฟาร์มแห่งนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นสามีของเธอเริ่มป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เครื่องประดับมีค่าของเธอบางส่วนก็ถูกขโมย

ท้ายที่สุด พวกเขาตัดสินใจขายฟาร์มแห่งนั้นและย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆ ในชานเมืองโตรอนโต ไม่กี่ปีหลังจากนั้น นิโคไลอาการทรุดหนักจนแทบเป็นอัมพาต ขณะที่เงินทองของพวกเขาเริ่มร่อยหรอ โอลก้าต้องขายเครื่องประดับที่เหลืออยู่เพื่อหาเงินรักษาสามี

หลังจากสามีของเธอจากไปในปี 1958 โอลก้าเองก็เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จากนั้นเธอก็ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ จนต้องมาอาศัยอยู่กับเพื่อนชาวรัสเซียในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองโตรอนโต ก่อนที่จะเสียชีวิตลงในปี 1960 ด้วยวัย 78 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเธอจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในบั้นปลายชีวิตด้วยการทำสวนทำไร่ของตัวเอง และซื้อข้าวของเสื้อผ้าราคาถูก แต่ภายหลังมีการตีราคาว่าที่ดินของเธอมีมูลค่ามากกว่า 200,000 ดอลลาร์แคนาดา โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเธอเป็นหุ้นและพันธบัตร ขณะที่ทรัพย์สินทางวัตถุรวมกันได้เพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์เท่านั้น

จีนพบซากเหล้า-เส้นไหมอายุ 5,000 ปี พร้อมเครื่องหยกโบราณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664571

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 18:00 น.จีนพบซากเหล้า-เส้นไหมอายุ 5,000 ปี พร้อมเครื่องหยกโบราณนักโบราณคดีจีนพบซากแอลกอฮอล์และเส้นไหมโบราณอายุกว่า 5,000 ปีในมณฑลเหอหนาน

คณะนักโบราณคดีจีนเปิดเผยการค้นพบซากแอลกอฮอล์และเส้นไหมโบราณ ซึ่งมีความเก่าแก่มากกว่า 5,000 ปี ระหว่างการขุดค้นแหล่งโบราณคดีหมู่บ้านหย่างเสาครั้งที่ 4 ในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน

เหล่านักโบราณคดีจีน ซึ่งทำงานร่วมกับสถาบันทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ และพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมแห่งชาติจีน ตรวจพบโปรตีนไหมตกค้างในตัวอย่างดินของกระดูกมนุษย์ที่หมู่บ้านหย่างเสา และพบสุราทำจากเมล็ดพืชหมักในขวดก้นแหลมที่สามารถสืบอายุย้อนกลับถึงวัฒนธรรมหย่างเสาตอนกลางและตอนปลาย

หลี่ซื่อเหว่ย ผู้ดูแลสถานที่ขุดค้นแห่งดังกล่าว ระบุว่าการค้นพบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โบราณเป็นหลักฐานโดยตรงที่บ่งชี้ถึงการกลั่นและการบริโภคแอลกอฮอล์จากเมล็ดพืช ณ บริเวณพื้นที่อยู่อาศัยหลักของวัฒนธรรมหย่างเสา

ด้านหลิวไห่วั่ง หัวหน้าสถาบันมรดกทางวัฒนธรรมและโบราณคดีมณฑลเหอหนาน เผยว่าเส้นไหมที่หลงเหลืออยู่และถูกพบในช่วงไม่กี่ปีมานี้สะท้อนว่าบรรพบุรุษแถบตอนกลางแม่น้ำเหลืองเพาะเลี้ยงหนอนไหมและผลิตเส้นไหมตั้งแต่กว่า 5,000 ปีก่อนแล้ว

นอกจากนั้นคณะนักโบราณคดียังขุดพบสิ่งประดิษฐ์จากหยกหลายชิ้นเป็นครั้งแรกในหมู่บ้านหย่างเสา อาทิ ขวานหยก ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางทหาร

การขุดค้นแหล่งโบราณคดีหมู่บ้านหย่างเสา ครั้งที่ 1 ในอำเภอเหมี่ยนฉือของเหอหนาน เมื่อปี 1921 นับเป็นจุดกำเนิดของโบราณคดีจีน และเป็นที่มาของชื่อวัฒนธรรมหย่างเสา วัฒนธรรมทางโบราณคดีที่เป็นที่รู้จักแห่งแรกของจีน ขณะการขุดค้นครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 มีขึ้นในปี 1951 และปี 1980

ทั้งนี้ วัฒนธรรมหย่างเสามีต้นกำเนิดบริเวณตอนกลางของแม่น้ำเหลือง ถือเป็นต้นธารสำคัญของอารยธรรมจีน และเป็นที่รู้จักกว้างขวางจากเทคโนโลยีทำเครื่องปั้นดินเผาขั้นสูง ส่วนการขุดค้นแหล่งโบราณคดีหมู่บ้านหย่างเสา ครั้งที่ 4 เริ่มต้นเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2020 และยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการในปัจจุบัน

*หมายเหตุ ภาพจากสถาบันมรดกทางวัฒนธรรมและโบราณคดีมณฑลเหอหนาน : กลุ่มไมโครฟอสซิล อาทิ เม็ดแป้ง ไฟโตลิธ รา และยีสต์ ซึ่งสกัดจากตัวอย่างที่พบในแหล่งโบราณคดีหมู่บ้านหย่างเสา มณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน

ญี่ปุ่นชี้ Moderna ปนเปื้อนมาจากความผิดพลาดของคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664564

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 17:00 น.ญี่ปุ่นชี้ Moderna ปนเปื้อนมาจากความผิดพลาดของคนวัคซีน Moderna ล็อตที่พบสิ่งปนเปื้อนที่ญี่ปุ่นเกิดจากความผิดพลาดของคน

ทะเคดะ ฟาร์มาซูติคอล (Takeda Pharmaceutical) บริษัทด้านเวชภัณฑ์ของญี่ปุ่นเผยว่า กรณีที่พบโลหะปนเปื้อนในวัคซีนป้องกันCovid-19 ของ Moderna จนต้องเรียกคืนนั้น มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดของมนุษย์

Takeda Pharmaceutical ซึ่งนำเข้าและกระจายวัคซีนของ Moderna ในญี่ปุ่น และบริษัท Moderna ระบุในรายงานฉบับใหม่ว่า Rovi บริษัทผู้ผลิตในสเปนพบการปนเปื้อนในวัคซีนบางขวดเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แต่วัคซีนที่ผลิตในชุดเดียวกันได้รับอนุญาตให้ส่งมาที่ญี่ปุ่น

เมื่อเดือน ส.ค.ทางการญี่ปุ่นสั่งระงับการใช้วัคซีน 3 ชุดจำนวน 1.63 ล้านโดสหลังพบการปนเปื้อน จากนั้น Moderna สอบสวนเรื่องดังกล่าวร่วมกับ Takeda และ Rovi ที่เป็นผู้ดำเนินการโรงงานที่พบวัคซีนปนเปื้อน

รายงานฉบับใหม่ระบุอีกว่า ปัญหาการปนเปื้อนเกิดจากการประกอบขิ้นส่วนที่ไม่ถูกต้อง และเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ที่กะระยะด้วยสายตาผิดพลาดในการเว้นช่องว่าง 1 มิลลิเมตรระหว่างอุปกรณ์ของเครื่องจักรที่ปิดฝาขวดวัคซีน

การตรวจสอบทำในวัคซีน 5 ล็อตที่ผลิตในโรงงานของ Rovi ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.-3 ก.ค. โดย 3 ล็อตแรกถูกส่งมาที่ญี่ปุ่นและต่อมาถูกเรียกคืนหลังพบการปนเปื้อนที่ภายหลังพบว่าเป็นสเตนเลสสตีลในวัคซีน 39 ขวด

แต่วัคซีนล็อตที่ 4 ไม่ผ่านมาตรฐานหลังจากทางโรงงานตรวจพบสิ่งปนเปื้อนเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ส่วนล็อตที่ 5 ถูกโรงงานระงับการส่งเช่นกัน

ปัญหาของวัคซีนล็อตที่ 4 และ 5 ถูกรายงานไปยัง Moderna, Takeda และกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น แต่วัคซีน 3 ล็อตแรกถูกนำออกมาใช้เนื่องจากผ่านการตรวจสอบแล้วและพิจารณาแล้วว่าไม่ส่งผลกระทบใดๆ

รายงานระบุอีกว่า การปรับปรุงกระบวนการผลิตและการใช้เครื่องมือที่มีความแม่นยำจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นอีก ขณะที่ทางบริษัทและกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเผยว่า เศษสเตนเลสสตีลที่พบในขวดวัคซีนไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ

REUTERS/Mike Segar/File Photo

เจ้าหญิงมาโกะเตรียมเสกสมรสเดือนนี้ หลังปฏิเสธรับเงินราชวงศ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664550

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 16:00 น.เจ้าหญิงมาโกะเตรียมเสกสมรสเดือนนี้ หลังปฏิเสธรับเงินราชวงศ์วังญี่ปุ่นเผยเจ้าหญิงมาโกะเตรียมเสกสมรส 26 ต.ค. นี้ หลังถูกเลื่อนมานาน 3 ปี ขณะที่เจ้าหญิงปฏิเสธรับเงินเงินช่วยเหลือกว่า 44 ล้านบาทจากราชวงศ์

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า วันนี้ (1 ต.ค.) สำนักงานพระราชวังญี่ปุ่นเผยว่าเจ้าหญิงมาโกะ พระธิดาของมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ ซึ่งเป็นพระอนุชาของจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น จะเข้าพิธีเสกสมรสกับ เคอิ โคมุโระ คู่หมั้นซึ่งเป็นสามัญชนในวันที่ 26 ต.ค. ที่จะถึงนี้ หลังจากที่ถูกเลื่อนออกมาตั้งแต่ปี 2018 โดยหลังจากเสกสมรสทั้งคู่จะย้ายไปใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเจ้าหญิงมาโกะจะไม่รับเงินช่วยเหลือ 150 ล้านเยนหรือราว 44.28 ล้านบาทจากราชวงศ์ที่มอบให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงหลังจากเสกสมรสออกจากราชวงศ์แล้ว

นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นสมาชิกราชวงศ์หญิงคนแรกของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามที่ตัดพิธีตามธรรมเนียมนั่นคือ การแลกเปลี่ยนของหมั้นและเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี

ทั้งนี้ พิธีเสกสมรสของทั้งคู่ถูกเลื่อนออกมาเกือบ 3 ปีแล้วหลังมีรายงานว่าแม่ของโคมุโระและอดีตคู่หมั้นมีปัญหาด้านการเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของลูกชาย โดยโคมุโระจะต้องแก้ไขปัญหาทางการเงินที่ค้างคาให้เรียบร้อยเสียก่อน

ทว่า โคมุโระปฏิเสธว่าครอบครัวของเขาไม่มีปัญหาด้านการเงินแต่อย่างใด โดยเขาเข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมายของมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ในนิวยอร์ก และมีแผนจะเข้าสอบเรียนต่อในสหรัฐอเมริกาหลังจากจบการศึกษา

ภายใต้กฎปัจจุบันเจ้าหญิงมาโกะจะต้องกลายเป็นสามัญชนหากสมรสกับโคมุโระ ซึ่งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสืบราชบัลลังก์กำลังหารือกันอยู่ว่าจะยินยอมให้พระองค์ไม่ต้องสละฐานันดรได้หรือไม่

เพื่อให้การสืบทอดราชบัลลังก์จักรพรรดิมีเสถียรภาพ เนื่องจากพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะมีรัชทายาทเพียง 3 พระองค์ ได้แก่ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ พระอนุชาของจักรพรรดิพระชนมายุ 55 พรรษา, เจ้าชายฮิตาชิพระปิตุลาของจักรพรรดิพระชนมายุ 85 พรรษา และเจ้าชายฮิซาฮิโตะพระโอรสของมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะพระชนมายุ 14 พรรษา

ขณะที่พระจักรพรรดิทรงมีพระธิดา 1 พระองค์คือเจ้าหญิงไอโกะพระชนมายุ 19 พรรษา

อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายปีที่ผ่านมามีรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณามอบตำแหน่งเกียรติยศที่สถาปนาขึ้นมาใหม่ให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงที่สูญเสียสถานะราชวงศ์หลังสมรสกับสามัญชน เพื่อให้พระราชวงศ์หญิงยังสามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชวงศ์ได้

Photo by SHIZUO KAMBAYASHI / POOL / AFP

กูรูฟันธงคริปโตส่วนใหญ่จะร่วง มีแต่ Bitcoin ที่รอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664539

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 15:30 น.กูรูฟันธงคริปโตส่วนใหญ่จะร่วง มีแต่ Bitcoin ที่รอด ซีอีโอบริษัทลงทุนคริปโตชื่อดังฟันธง Bitcoin จะอยู่ตลอดไป แต่คริปโตอื่นส่วนใหญ่จะร่วง 

ระหว่างการไลฟ์พูดคุยในรายการ Foreseeable Future ของสำนักข่าว CNN ไมค์ โนโวกราตซ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Galaxy Digital บริษัทที่ลงทุนด้านสกุลเงินดิจิทัล ให้กำลังใจให้นักลงทุนมองข้ามการผันผวนรายวันครั้งใหญ่ของ Bitcoin แล้วหันมามองในภาพใหญ่แทน  

โนโวกราตซ์เผยอีกว่า กระแสความสนใจ Bitcoin ส่วนใหญ่นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง แต่เขาคิดว่าวงการคริปโตเป็นตัวแทนของนักลงทุนใหม่ๆ ที่มองข้ามเรื่องผลตอบแทน การเดิมพันใน Bitcoin เกี่ยวกับความเชื่อที่ว่าการทำเงินให้งอกเงยเปลี่ยนไปแล้ว

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin อยู่ที่ 43,000 เหรียญสหรัฐ แต่โนโวกราตซ์คาดว่าราคาจะพุ่งไปแตะ 500,000 เหรียญสหรัฐภายใน 10 ปี

ทว่าในขณะที่ Bitcoin เป็นเหรียญที่ใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ ยังมีเหรียญอื่นๆ ที่มีมูลค่าน้อยกว่าและอาจต้องล้มหายตายจากไปก่อน

“ผมพนันว่าคริปโต 75% จะอยู่ไม่รอดจนถึงทศวรรษหน้า” โนโวกราตซ์กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ CoinDesk ปีนี้มูลค่าของ Bitcoin พุ่งขึ้น 45% และเกือบ 300% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

มาเลเซียอนุมัติฉีด Sinovac ให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664536

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 14:30 น.มาเลเซียอนุมัติฉีด Sinovac ให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปหลายประเทศเริ่มทยอยอนุมัติใช้วัคซีน Sinovac กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า วันนี้ (1 ต.ค.) กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียแถลงถึงการอนุมัติใช้วัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัท Sinovac กับเด็กอายุ 12 ถึง 17 ปี

หลังจากที่มาเลเซียได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปเกิน 80% แล้ว หรือครอบคลุมกว่า 62% ของประชากรทั้งหมด 32 ล้านคน

ทั้งนี้ มาเลเซียได้อนุมัติวัคซีนของ Sinovac, Pfizer, AstraZeneca, Moderna, Sinopharm, CanSino และ Johnson & Johnson

โดยเมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียประกาศว่าจะไม่สั่งซื้อวัคซีนของ Sinovac เพิ่มอีกหากวัคซีนล็อตสุดท้ายหมดลง เนื่องจากมีวัคซีนยี่ห้ออื่นเพียงพอสำหรับฉีดให้แก่ประชาชนแล้ว

ทว่า มาเลเซียยังคงได้รับบริจาควัคซีนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์นี้กระทรวงต่างประเทศจีนเผยว่าจะบริจาควัคซีนจำนวน 1 ล้านโดสให้แก่มาเลเซีย หลังจากที่ได้บริจาคไปแล้ว 500,000 โดสในเดือนก.ค.

นอกจากมาเลเซียแล้วยังมีอีกหลายประเทศที่อนุมัติฉีดวัคซีน Sinovac กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมถึงกัมพูชาและชิลีซึ่งได้อนุมัติฉีดให้เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป และอินโดนีเซีย อนุมัติฉีดกับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป

ขณะที่จีนได้อนุมัติฉีดวัคซีนดังกล่าวกับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป หลังจากต้นปีที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตได้มีการทดลองฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 3 ถึง 17 ปี ซึ่งพบว่ามีอัตราความปลอดภัยเทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมาหัวหน้าทีมวิจัยวัคซีนโควิด-19 ของ Sinovac ในการทดลองในชิลีแนะนำว่าควรมีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

เนื่องจากการทดลองพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ในการต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตามีแอนติบอดีที่ยับยั้งไวรัสลดลงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่สร้างขึ้นเพื่อยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในจีน และยังพบว่าปริมาณแอนติบอดีลดลงหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือน

ก่อนหน้านี้ หลิวเพ่ยเฉิง โฆษกของ Sinovac เผยว่า วัคซีนเข็มที่ 3 จะกระตุ้นแอนติบอดีที่แข็งแรงและคงอยู่ยาวนานเพื่อสู้กับสายพันธุ์เดลตา ทว่าไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม

Photo by RYAD KRAMDI / AFP

ดูไบเปิดงาน Expo 2020 สุดอลังการ หวังคนแน่นแม้มีโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664528

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 13:10 น.ดูไบเปิดงาน Expo 2020 สุดอลังการ หวังคนแน่นแม้มีโควิด‘Expo 2020 Dubai’ มหกรรมใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 คาดหวังนักท่องเที่ยว 25 ล้านคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจัดพิธีเปิดงาน “Expo 2020 Dubai” ไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยนับว่าเป็นงานมหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันนี้ (1 ตุลาคม) ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคมปีหน้า ซึ่งมีการคาดหวังว่าจะสามารถดึงดูดผู้มาเยี่ยมชมได้ถึง 25 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศที่ซบเซาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย

Expo 2020 เป็นงานเวิร์ลแฟร์ระดับโลก ซึ่งจะมีการแสดงสินค้า เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนวัฒนธรรมจากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก บนพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ 4.3 ตารางกิโลเมตร

นับเป็นงานเวิร์ลแฟร์ระดับโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่บรรดาบริษัทจากหลากหลายประเทศต่างกำลังมองหางานจัดแสดงสินค้า เพื่อกระตุ้นการค้าและการลงทุน

โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “เชื่อมต่อทางความคิด และสร้างสรรค์อนาคต” ซึ่งดูไบได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพต่อจาก Expo 2015 ที่จัดขึ้นที่มิลาน ประเทศอิตาลี สำหรับงานครั้งหน้าหรือ Expo 2025 จะจัดขึ้นที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงทำให้งาน Expo 2020 ล่าช้าไปหนึ่งปี

Reem Al Hashimy ผู้อำนวยการงาน Expo 2020 Dubai กล่าวกับรอยเตอร์สว่าค่อนข้างมั่นใจในมาตรการและความรับผิดชอบในการจัดการกับสถานการณ์โรคระบาด โดยการจัดมหกรรมสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้จะคำนึงถึงความปลอดภัยของสาธารณะเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จึงได้มีการเตรียมถ่ายทอดสดงานในรูปแบบออนไลน์ไว้ด้วยเช่นกัน

Photo by Giuseppe CACACE / AFP

คิมจองอึนดันน้องสาวนั่งตำแหน่งคณะทำงานสูงสุด  #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664527

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 12:30 น.คิมจองอึนดันน้องสาวนั่งตำแหน่งคณะทำงานสูงสุด คิมยอจอง น้องสาวคิมจองอึนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่นั่งเก้าอี้คณะทำงานสูงสุด 

สำนักข่าวกลางของเกาหลีเหนือ (KCNA) รายงานว่า คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือแต่งตั้งคิมยอจอง น้องสาวเป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐ (SAC) ซึ่งเป็นตำแหน่งคณะทำงานสูงสุดของเกาหลีเหนือ 

การแต่งตั้งครั้งนี้ยังมีเจ้าหน้าที่คนอื่นอีก 7 คน รวมทั้งนายพลพัคจองชอนที่ดูแลการพัฒนาอาวุธใหม่ของเกาหลีเหนือ แต่คิมยอจองเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในคณะทำงานนี้

คิมยอจองเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญทางการเมืองของเกาหลีเหนือและที่ปรึกษาคนสำคัญของคิมจองอึนอยู่แล้ว แต่ตำแหน่งล่าสุดใน SAC เป็นตำแหน่งสูงที่สุดของคิมยอจองในขณะนี้ และยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ข้อสันนิษฐานของหลายฝ่ายว่าเป็นการปูทางไปสู่การสืบทอดตำแหน่งต่อจากคิมจองอึน

นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าคิมยอจองเป็นหนึ่งในบุคคลใกล้ชิดที่คิมจองอึนไว้วางใจมากที่สุด โดยปีที่แล้วหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่าเธอคือผู้นำหมายเลขสองโดยพฤตินัยของเกาหลีเหนือ ทว่าตำแหน่งอย่างเป็นทางการของเธอยังคลุมเครือ

ในช่วงที่ผ่านมา คิมยอจองมีบทบาทสำคัญในเวทีต่างประเทศหลายครั้ง อาทิ การเข้าร่วมชมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 2018 ที่เกาหลีใต้ซึ่งทำให้เธอได้พบกับประธานาธิบดี มุนแจอิน ของเกาหลีใต้ รวมทั้งได้รับความไว้วางใจให้ช่วยเตรียมการการพบปะกันครั้งแรกระหว่างคิมจองอึนกับมุนแจอินซึ่งเธอได้ร่วมโต๊ะด้วย

นอกจากนี้ยังปรากฏตัวเคียงข้างคิมจองอึนระหว่างการประชุมสุดยอดกับอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐที่สิงคโปร์

Photo by PATRICK SEMANSKY / POOL / AFP

สหรัฐรอดชัตดาวน์ กฎหมายงบประมาณชั่วคราวลงนามแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664521

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 11:20 น.สหรัฐรอดชัตดาวน์ กฎหมายงบประมาณชั่วคราวลงนามแล้วไบเดนลงนามรับรองกฎหมายงบประมาณชั่วคราวแล้ว เตรียมพิจารณาเพิ่มเพดานหนี้ต่อ

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงนามรับรองร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งทำให้หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐมีงบประมาณใช้จ่ายจนถึงวันที่ 3 ธ.ค.นี้ หลีกเลี่ยงการปิดดำเนินการ หรือชัตดาวน์ ครั้งแรกในสมัยของไบเดน

การลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสภาผู้แทนราษฎรลงมติอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวด้วยคะแนนเสียง 254 ต่อ 175 จากนั้นวุฒิสภาลงมติอนุมัติด้วยคะแนน 65 ต่อ 35 ซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉิวเฉียดในนาทีสุดท้ายคือช่วงเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดปีงบประมาณปัจจุบันของสหรัฐ

กฎหมายงบประมาณระยะสั้นนี้ยังรวมถึงงบประมาณฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากพายุเฮอร์ริเคนไอดาและไฟป่าจำนวน 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับผู้อพยพชาวอัฟกันอีก 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

หลังจากนี้สมาชิกรัฐสภาและทำเนียบขาวจะเจรจาต่อรองงบประมาณฉบับใหม่สำหรับปีงบประมาณ 2022 ซึ่งจะเริ่มขึ้นในที่ 1 ต.ค.นี้ รวมถึงการเพิ่มเพดานการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐด้วย

REUTERS/Evelyn Hockstein/File Photo

จำคุก 1 ปี อดีตผู้นำฝรั่งเศสใช้เงินหาเสียงเกินกำหนด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664519

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 10:50 น.จำคุก 1 ปี อดีตผู้นำฝรั่งเศสใช้เงินหาเสียงเกินกำหนดศาลตัดสินจำคุก 1 ปี อดีตผู้นำฝรั่งเศสใช้เงินหาเสียงเลือกตั้งเกินกำหนด

เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ศาลกรุงปารีสมีคำพิพากษาว่าอดีตประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี มีความผิดจริงฐานใช้เงินหาเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี

โดยทีมหาเสียงของซาร์โกซีใช้เงินไม่ต่ำกว่า 54 ล้านเหรียญสหรัฐในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2012 คิดเป็นเกือบ 2 เท่าของเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่ที่ 26 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังพบว่ามีการปลอมใบเสร็จ

ทั้งนี้ ศาลอนุญาตให้ซาร์โกซีสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ตลอด 24 ชั่วโมง และกักตัวในบ้านพักได้ ขณะที่เขาเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป

นี่เป็นคดีที่ 2 ของซาร์โกซีหลังจากที่เขาถูกตัดสินจำคุก 3 ปีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในคดีคอร์รัปชัน ซึ่งซาร์โกซีได้ยื่นขออุทธรณ์เช่นกัน

Photo by IAN LANGSDON / POOL / AFP