ที่มาของ ‘ชฎา’ มาจากทรงผมของมุนีในอินเดีย #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662997

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 20:27 น.ที่มาของ ‘ชฎา’ มาจากทรงผมของมุนีในอินเดียจากความสนใจเรื่อง ‘ชฎา’ หรือศิราภรณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ยังไม่มีใครอธิบายลงลึกว่า ‘ชฎา’ มาจากไหน และมีจุดประสงค์อะไร นี่คือคำตอบ

ผู้เขียนเคยสงสัยมานานว่าทำไม ทรงผมของรูปพระโพธิสัตว์หรือเทวรูปโบราณบางองค์ถึงไว้ทรงเดรดล็อก (Dreadlocks) คือทำผมยาวเป็นเกลียวหลอด บางองค์ก็รวบให้เรียบร้อย บางองค์ก็ปล่อยรุงรังจนน่ายำเกรง (เช่นรูปพระวัชรปาณีซึ่งเป็นโพธิสัตว์สายบู๊) ส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมจากสมัยศตวรรษที่ 6 – 8 อะไรทำนองนี้

เก็บความสงสัยไว้นานปี เพิ่งจะมีอุตสาหะค้นคำตอบมาได้

ทรงผมแบบนี้เป็นทรงเดรดล็อกจริงๆ ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ชัฏ”  แปลว่าผมม้วนเกลียวหรือผมยาวๆ ที่ถูกปั้นเป็นก้อน คำว่า “ชัฏ” ความหมายคล้ายๆ กับคำไทย (ที่ยืมแขกมาอีกที) แปลว่ารก หรือกระเซิง เช่นป่าชัฏ

เจตนาของการไว้ทรงชัฏก็เพื่อปล่อยวางจากความยึดติดในรูปกาย เริ่มจากปล่อยผมให้ยาวไม่ตัด ไม่แยแสอะไรทั้งสิ้น แสดงถึงการสละทางโลก ครั้นไม่ดูแลนานๆ เข้าผมก็เริ่มเป็นสังกะตัง อย่างแย่ๆ ก็เป็นก้อน อย่างดีก็เป็นเกลียว ในขั้นนี้แสดงถึงสภาวะความเป็นมุนี

พอยาวมากๆ หรือเวลาจะประกอบพิธีที่เข้มขลัง มุนีจะรวบผมชัฏเป็นมวยให้เรียบร้อยดูคล้ายกับมงกุฏ เรียกว่า ชฏามกุฏ

“ชฏามกุฏ” นี่เองที่เป็นต้นของมงกุฏประเภท “ชฏา” เดิมนั้นคงเป็นเครื่องประดับศีรษะที่มีนัยทางศาสนา แต่เดี๋ยวนี้คนลืมความหมายกันหมดแล้ว

ภาพถ่ายประติมากรรมรูปพระตรีมูรติพร้อมด้วยทวารบาล ทั้งหมดทรงผมชัฏหรือชฎา ที่ถ้ำเอลิแฟนตา ตั้งอยู่บนเกาะเอลิแฟนตา หรือ เกาะการปุรี ในอ่าวมุมไบ ห่างจากนครมุมไบไป 10 กิโลเมตร ภาพโดย Ronakshah1990

ชฏานั้นมักทำยอดให้ปัดไปด้านหลัง เลียนแบบมุนีที่เกล้ามวยเดรดล็อกแล้วปลายมวยไม่ตั้งแต่จะน้อมลงไปด้านหลัง ดังรูปพระโพธิสัตว์บางองค์ผมสั้นก็มียอดน้อมไปแค่นิดเดียวเหมือนชฏาจริงๆ แต่บางองค์ปลายผมยาวจนห้อยลงมาถึงไหล่

ผมทรงชัฏนี้ศาสนาพุทธมิได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นทรงของพระอิศวรในศาสนาพระเวทมาแต่เดิม เหตุเพราะพระอิศวรเป็นมุนี ถือพรต ปล่อยผมไม่สนใจความสวยงาม ทากายด้วยขี้เถ้าคนตาย พวกมุนีไศวะนิกายสมัยนี้ก็ยังแต่งตัวเหมือนพระอิศวร

ส่วนในศาสนาพุทธเน้นโกนผมทิ้ง (เหมือนไวษณพนิกายของสายพระเวท) ต่อมาเกิดสำนักมหายานขึ้น เน้นวิถีโพธิสัตว์ จึงแต่งองค์พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้ผนวชให้เป็นกึ่งมุนีกึ่งฆราวาส ไว้ทรงชัฏแต่แต่งผมให้เรียบร้อย

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงทรงชัฏมันรวบลำบาก โยคีสายพุทธในทิเบต (งักปะ) เดี๋ยวนี้ยังไว้ทรงชัฏอยู่โพธิสัตว์กันอยู่ เพื่อแสดงความไม่ยึดติดทางโลก ถามว่าทำไมไม่โกนผมเสียเล่า ตอบว่า ถ้าโกนจะเหมือนพระสงฆ์เกินไป (โยคียังเป็นคฤหัสถ์) อีกอย่างการปล่อยผมให้เป็นก้อนสังกะตังมันแสดงถึงความไม่แยแสต่อรูปกายได้ชัดเจนกว่า ไม่ต้องเสียเวลามาโกนหรือหามีดโกนให้วุ่นวาย

ท่านฌับกัร โยคีท่านหนึ่งของทิเบตกล่าวว่า ไว้ทรงชัฏทำให้คนมองแปลกๆ พอคนแหยงๆ ก็ไม่เลื่อมใส พอไม่เลื่อมใสก็ไม่มีลาภสักการะ พอไม่มีลาภสักการะก็ไม่มีของสะสมให้รุงรัง พอไม่มีของรุงรังก็ปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้า พอปฏิบัติก้าวหน้าจึงบรรลุได้

ผิดกับบ้านเมืองเราตอนนี้ เห็นมุนีแปลกๆ เข้าหน่อยวิ่งเข้าหา ลาภสักการะบานตะไท

จากสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา เล่มที่ 6 จะเห็นขุนนางสวมลอมพอกรุ่นเก่าที่เหมือนชฏาของฤาษี

ป.ล. 

จากสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา เล่มที่ 6 ซึ่งน่าจะมีอายุถึงอยุธยาตอนกลาง จะเห็นว่าลอมพอกมีลักษณะปลายตัดแบบชฏามุนี/ฤษีมาก่อน ต่อมาปลายถูกรวบแล้วดึงให้แหลมขึ้นในสมัยพระนารายณ์ลงมา

มีทฤษฎีที่เสนอหันมานานว่าลอมพอกได้รับอิทธิพลจากผ้าม้วนศีรษะอย่งแขกเปอร์เซียแล้วไทยรับมาโดยดึงผ้าให้สูงขึ้น แต่จากลักษณะที่รากฏในตำราไตรภูมิแบบนี้ไม่ควรบอกว่าลอมพอกได้อิทธิพลมาจากเปอร์เซีย เพราะมันน่าจะมาจากเครื่องสวมศีรษะของมุนีมากกว่า ดีไม่ดีจะเลียนแบบกีรติมกุฏ ซึ่งเป็นมงกุฏแบบกระบอกของพระราชาธิราชในอินเดียผสมกับชฏามกุฏของพวกนักพรต ไม่ได้มีเค้าผ้าโพกแบบเปอร์เซียเลย มิพักจะกล่าวว่า กว่าอยุธยาจะคบหากับเปอร์เซียก็ล่วงเข้าสมัยพระนารายณ์แล้ว และผ้าโพกเปอร์เซียไม่ได้คล้ายลอมพอกเอาเลย แม้จะอ้างว่าไทยดัดแปลงให้ยอดแหลม ก็ดูจะข้ามขั้นวิวัฒนาการไปหน่อย

โปรดดูลักษณะของพระชฎามหากฐินและชฎาพระกลีบเอาเถิด ว่าคล้ายลอมพอกในภาพหรือไม่ แต่ก็ยังมีผู้บอกว่าลอมพอกนี่แหละได้มาจากชฏา ผู้เขียนกลับคิดว่า ชฏาไทยนั้นเลียนแบบลอมพอกของมุนีมาก่อนดังภาพ จากนั้นค่อยวิวัฒนาการเป็นลอมพอกแหลม แล้วกลายเป็นชฎาในบั้นปลาย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

‘เสียวหมี่’ แซง ‘แอปเปิล’ ครองตลาดอุปกรณ์สวมใส่ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662995

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 19:52 น.‘เสียวหมี่’ แซง ‘แอปเปิล’ ครองตลาดอุปกรณ์สวมใส่“การปรับปรุงผลิตภัณฑ์นาฬิกาพื้นฐานของเสียวหมี่ยังช่วยเพิ่มยอดจัดส่งนาฬิกาข้อมือของบริษัทฯ ถึง 1.3 ล้านชิ้นในไตรมาสนี้”

ปักกิ่ง, 12 ก.ย. (ซินหัว) — คานาลิส (Canalys) บริษัทวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยี เปิดเผยว่าเสียวหมี่ (Xiaomi) ยักษ์ใหญ่วงการเทคโนโลยีสัญชาติจีน แซงหน้าแอปเปิล (Apple) บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ขึ้นแท่นเป็นผู้จัดส่งอุปกรณ์สวมใส่อันดับหนึ่งในไตรมาส 2 ของปี 2021 ด้วยยอดจัดส่ง 8 ล้านชิ้น ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบร้อยละ 20

ด้านแอปเปิลตามหลังอย่างฉิวเฉียดด้วยยอดจัดส่ง 7.9 ล้านชิ้น ขณะหัวเหวย (Huawei) บริษัทเทคโนโลยีของจีน อยู่ในอันดับสาม ด้วยยอดจัดส่ง 3.7 ล้านชิ้น

“เสียวหมี่ดำเนินงานอย่างชาญฉลาดในการเร่งเปิดตัวหมี่ แบนด์ 6 (Mi Band 6) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีความน่าสนใจมากกว่ารุ่นก่อน” ซินเธีย เฉิน นักวิเคราะห์จากคานาลิสกล่าว “ขณะเดียวกันการปรับปรุงผลิตภัณฑ์นาฬิกาพื้นฐานของเสียวหมี่ยังช่วยเพิ่มยอดจัดส่งนาฬิกาข้อมือของบริษัทฯ ถึง 1.3 ล้านชิ้นในไตรมาสนี้”

ทั้งนี้ คานาลิสระบุว่ายอดจัดส่งสินค้าของตลาดอุปกรณ์สวมใส่ทั่วโลกอยู่ที่ 40.9 ล้านชิ้นในไตรมาส 2 ของปี 2021 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 จากปีก่อนหน้า  

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

พันล้านสู่ศูนย์ Elizabeth Holmes นักปฏิวัติวงการแพทย์ผู้อื้อฉาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662982

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 16:25 น.พันล้านสู่ศูนย์ Elizabeth Holmes นักปฏิวัติวงการแพทย์ผู้อื้อฉาว เอลิซาเบธ โฮล์มส์ อดีตผู้บริหารที่ถูกจับตามากทีสุดคนหนึ่งแห่งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Theranos กำลังถูกพิจารณาคดีในคดีฉ้อโกงทางอาญา ในคดีที่มีผู้จับตามากทีสุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการธุรกิจ

ในช่วงเวลานี้ คงไม่มี (อดีต) ผู้บริหารสตาร์ทอัพคนไหนที่จะครอบครองพื้นที่สื่อได้เท่ากับ เอลิซาเบธ โฮล์มส (Elizabeth Holmes) แห่งบริษัทเทรานอส (Theranos) อีกแล้ว

แต่น่าเสียดายที่พื้นสื่อของโฮล์มส ไม่ใช่ข่าวที่น่าพิสมัยนัก เกือบร้อยทั้งร้อยเป็นข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของเธอที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น รวมถึงการขุดเบื้องหลังการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของ Theranos บริษัทที่ครั้งหนึ่งมีอนาคตไกล แต่แล้วรายหดหายจากระดับพันล้านจนกลายเป็นศูนย์ในเวลาไม่นานนัก

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน โฮล์มส จัดตั้ง Theranos ด้วยวัยเพียง 19 ปี ภายในเวลา 1 ปี ระดมทุนได้ถึง 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาภายในเวลา 3 ปี สามารถระดมทุนได้กว่า 44 ล้านเหรียญสหรัฐ Theranos เนื้อหอมสุดติดต่อกันนานหลายปี แถม โฮล์มส เองก็ถูกมองว่าเป็นอนาคตไอคอนแห่งวงการในระดับเดียวกับ สตีฟ จ็อบส์ เลยทีเดียว

เมื่ออายุได้ 32 ปี โฮล์มส์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาเศรษฐีหญิงที่สร้างตัวเองที่อายุน้อยที่สุด” โดย Forbes

จนกระทั่งเมื่อปี 2015 บริษัทมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่แล้วในปีเดียวกันนั้นเอง ทุกสิ่งที่สร้างมาก็เริ่มที่จะสั่นคลอน และสุดท้ายบริษัทถูกสื่อขุดคุ้ยความจริงจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

กลายเป็นว่าสตาร์ทอัพในตำนานกับนายหญิงยอดอัจฉริยะ ถูกมองว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันในความบริสุทธิ์ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และบริการก็ตาม

เรื่องราวของ โฮล์มส กับ Theranos จึงไม่ได้เกี่ยวกับความสำเร็จอันสวยหรูของวงการสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่ยังฉายให้เห็นด้านมืด ความผิดพลาด และความล้มเหลวที่บรรดาเจเนอเรชั่นใหม่ที่แสวงหาความร่ำรวยแบบสำเร็จรูป จะต้องพึงสังวรให้ดี

เรื่องนี้อาจไม่ใช่ตัวอย่างของความสำเร็จสวยหรูอย่างที่เราเคยนำเสนอมาตลอด แต่เป็นตัวอย่างของความผิดพลาดและการจัดการเรื่องอื้อฉาวที่บริษัทเกิดใหม่สามารถใช้เป็นกรณีศึกษาได้

เพราะหากมุ่งแต่ความสำเร็จโดยไม่ประเมินโอกาสตกม้าตาย ก็เท่ากับทำธุรกิจด้วยความเลินเล่อ

เส้นทางมหาเศรษฐีพันล้าน

ตำนานสตาร์ทอัพอันอื้อฉาวนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่ โฮล์มส อายุได้ 19 ปี ตอนนั้นเธอยังเป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรมเคมี ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ยังไม่ทันจะจบการศึกษาเธอก็ชิงลาออกเสียก่อน ตามสูตรไอคอนในวงการที่มักเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่มักสร้างกิจการที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองหลังจากนั้น

โฮล์มสก็เช่นกัน เธอมีความคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุม เป็นระบบสาธารณสุขแบบสามัญประจำบ้านที่ทุกคนเข้าถึงได้ รวมถึงลดความซับซ้อนและราคาที่แสนแพงของการเข้าถึงการรักษาในสหรัฐ

แต่แรงบันดาลใจจริงๆ เกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่เธอต้องสูญเสียญาติสนิทด้วยโรคมะเร็ง ทำให้เธอเฝ้าคิดคำนึงอยู่เสมอว่า หากเราสามารถรู้ล่วงหน้าว่ากำลังป่วยด้วยโรคอะไร คงจะไม่ต้องสูญเสียคนที่รักไปก่อนกาล

นี่คือความฝันที่สตาร์ทอัพส่วนใหญ่อยากจะทำกัน นั่นคือการสร้างธุรกิจที่ทำกำไรไปพร้อมๆ กับรับผิดชอบต่อสังคม หรือหากมีฝันที่สูงส่งสักหน่อยก็อาจฝันถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น โฮล์มส ก็เช่นกัน เธอหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบสาธารณสุขอันเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตมนุษย์ แต่คนส่วนใหญ่ในโลกมักเข้าไม่ถึงปัจจัยนี้

แนวคิดของ โฮล์มส ได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษาผู้เห็นดีเห็นงามกับการลาออกจากมหาวิทยาลัยไปตั้งบริษัท แถมตัวเขาเองยังกระโจนมาร่วมงานด้วยอีกต่างหาก อาจารย์คนนี้เผยว่า ในเวลานั้นเขามองเห็นแววตาของ โฮล์มส สะท้อนแววตาของ บิล เกตส์ หรือคนอย่าง สตีฟ จ็อบส์ หรือ ไมเคิล เดล ซึ่งล้วนแต่เป็นไอคอนผู้สร้างตัวเองจากศูนย์สู่แสนล้าน

ตรวจเลือดอัจฉริยะเหลือเชื่อ

คำยกยอนี้ไม่เกินความจริงเท่าไหร่นัก ในขณะที่ Theranos กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความโหยหาในบริการสาธารณสุขแบบครบวงจรแต่ไม่ซับซ้อนของชาวสหรัฐ ทำให้ Theranos เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ บวกกับบริษัทและนายทุนต่างเห็นแวว คอยอัดฉีดเงินทุนไม่หยุดหย่อน

บริการของ Theranos คือการบริการตรวจสุขภาพแบบทันใจ ไม่ต้องผ่านกระบวนการของโรงพยาบาลหรือแล็บตรวจ ซึ่งคิวยาวและกระโดดไปกระโดดมา โฮล์มส จัดการขมวดกระบวนการที่เยิ่นเย้อนี้ด้วยการตรวจแบบวันสต็อปผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Edison วิธีการก็ไม่ซับซ้อนไปกว่าการใช้เข็มเจาะเลือด หรือ Fingerstick แทนที่จะดึงเลือดออกมาจากเข็มทีละมากๆ แล้วนำไปเข้าแล็บเทคนิคการแพทย์เพื่อตรวจอีกรอบก่อนจะไปถึงมือหมอ เพื่อลงรายละเอียดตามอาการที่แล็บตรวจพบอีกครั้ง

วิธีการนี้ช่วยย่นระยะเวลาในการตรวจโรคของชาวสหรัฐ และทำให้เธอได้รับการยกย่องเป็นผู้ปฏิวัติวงการแพทย์เลยทีเดียว พร้อมกับที่ Theranos สั่งสมทุนและรายได้มากมายจนถูกประเมินว่ามีมูลค่าตลาดระดับกว่าพันล้าน

โฮมส์ ใช้เวลานานถึง 11 ปี ในการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะอำนวยความสะดวกในการตรวจเลือดของแพทย์ให้ถูกต้องแม่นยำ ราคาสบายกระเป๋า โดยเทคโนโลยีการตรวจเลือดของบริษัท Theranos นั้นไม่ง้อเข็มปลายแหลมคมดูดเลือดแต่อย่างใด เพียงแค่ขอเลือด 1 หยดจากนิ้วโป้งเพียงหยดเดียวก็สามารถตรวจเลือดได้แล้ว

นอกจากจะง่ายแล้ว เรื่องความเร็วของการรู้ผลตรวจก็ฉับไวยิ่งกว่า เพราะหากพึ่งพาวิธีเดิมด้วยการนำเลือดจากหลอดแก้วไปเข้าห้องแล็บก็ต้องรอผลนานหลายวัน แต่หากใช้วิธีของ โฮมส์ แค่รอเพียง 4 ชม.ก็สามารถรู้ได้แล้วว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร และจะต้องดำเนินการรักษาอย่างไรต่อไป

ส่วนเรื่องราคาหลายคนคงคิดว่านวัตกรรมใหม่แห่งการตรวจเลือดนี้คงแพงสมกับระยะเวลาในการคิดค้นนานถึง 11 ปี แต่ ปรากฎว่ามีราคาเพียง 30 เหรียญสหรัฐ หรือราว 990 บาทเท่านั้น เทียบไม่ติดกับราคาเดิมในโรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายในการตรวจเลือดแต่ละครั้งหลายพันบาท

ผลก็คือ ในปี 2014 Walgreens ร้านขายยารายใหญ่ที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐถึง 8,100 แห่ง ยังประกาศวางแผนที่จะใช้เครื่องมือการตรวจเลือดของ Theranos เข้ามาขายในร้านค้า ส่วนโฮล์มได้กลายมาเป็นเศรษฐินีพันล้านได้สำเร็จ โดยรายได้หลักที่ทะยานขึ้นจากบริษัทนั้นมาจากการถือครองหุ้น 50% ของเธอ

มุมมืดของ Theranos

แต่แล้วภาพลักษณ์นักปฏิวัติวงการแพทย์เริ่มสั่นคลอนลง เมื่อเดือน ต.ค. ปี 2015 หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างข้อมูลจากอดีตพนักงานของ Theranos ว่า Edison อาจให้ผลการตรวจสอบที่ผิดพลาด นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หลายรายยังกังขากับความน่าเชื่อถือของระบบนี้ ยังไม่นับผู้ใช้บริการอีกจำนวนหนึ่งที่รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล และร้องเรียนไปยังสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ

จนกระทั่งมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ที่น่าตกใจก็คือ มีการเปิดเผยว่าที่จริงแล้วหลายๆ กรณี Theranos ไม่ได้ใช้เครื่อง Edison ตรวจแต่อย่างใด แต่ใช้วิธีการตรวจแบบเดิมที่แพทย์ทั้งหลายใช้กัน ทั้งยังใช้เครื่องตรวจของบริษัทอื่นอีกด้วย ทำให้ข้อครหาต่อบริษัทและผู้ก่อตั้งเริ่มรุนแรงขึ้น แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธรายงานข่าวและข้อกล่าวหาทั้งหมดก็ตาม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Theranos ยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยดีลที่ไม่โปร่งใส การอ้างตัวเลขทางธุรกิจที่เลื่อนลอย ไปจนถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของ Edison อย่างจริงจังจนพบข้อบกพร่องที่ชัดเจนขึ้น โดยสื่อและหน่วยงานของรัฐตามกัดเรื่องนี้ไม่ยอมปล่อยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2016 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนกรณี Theranos อย่างเป็นทางการ

เมื่อปี 2014 เธอได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Forbesว่าเป็นเศรษฐินีหญิงสร้างตัวที่อายุน้อยที่สุดในสหรัฐ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินถึง 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่หลังจากถูกเปิดโปง ในปี 2016 Forbes จึงประเมินทรัพย์สินของเธอใหม่และพบว่ามันมีค่าเท่ากับศูนย์ เนื่องจากเธอถือหุ้นสามัญของบริษัท จึงเป็นรายสุดท้ายที่จะได้รับเงินปันผลหากกิจการล้มลง

ในปี 2017 Theranos ตกลงยอมความคดีแพ่งกับบริษัท Walgreens ด้วยจำนวนเงินที่ไม่เปิดเผยและบรรลุข้อตกลงกับนักลงทุนให้ยุติการฟ้องร้องกับบริษัท แต่มันไม่ช่วยให้โฮล์มและ Theranos ถูกฟ้องอาญาจากรัฐได้

ในเดือนมิถุนายน 2018 คณะลูกขุนใหญ่แห่งสหพันธรัฐฟ้องโฮล์มส์และอดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Theranos (COO) คือ ราเมช บัลวานี ในข้อหาฉ้อโกง 9 กระทง และข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกง 2 กระทงฐานแจกจ่ายการตรวจเลือดโดยให้ผลลัพธ์ที่เป็นเท็จแก่ผู้บริโภค

ราเมช บัลวานี (Ramesh Balwani) นั้นมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับกับเอลิซาเบธ โฮล์มส์ระหว่างดำรงตำแหน่งที่Theranos โฮล์มส์พบเขาในปี 2002 ตอนเธออายุแค่ 18 ปี ขณะที่ยังเรียนอยู่ เขาอายุมากกว่าโฮล์มส์ 19 ปีและแต่งงานแล้วในเวลานั้น ความสัมพันธ์เชิงชู้วาวของพวกเขาไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อนักลงทุนของ Theranos

คดีรฐบาลสหรัฐฟ้องโฮล์มและพวก (U.S. v. Holmes, et al.) เริ่มเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2021 และคาดว่าจะใช้เวลา 13 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น หากถูกตัดสินว่ามีความผิด โฮล์มส์อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และอาจมีการชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับอีกหลายล้าน

เหตุเพราะเล่นเส้นแท้ๆ

ความน่าเชื่อถือของ Theranos นั้นส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของโฮล์มส์และความสามารถของเธอในการระดมการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพล รวมถึงเฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระดับตำนาน, จอร์จ ชูลทซ์ (George Shultz) นักการทูต นัการเมืองและนักเศรษฐศษสตร์ผู้ทรงอิทธิพล, เจมส์ แมททิส (James Mattis) อดีตนายทหารระดับบัญชาการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ และเบตซี ดีวอส (Betsy DeVos) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการชุดแรกของ Theranos ที่โฮล์มส์เชิญมาคือจอร์จ ชูลทซ์ และชูลทซ์มีส่วนร่วมในช่วงต้นในการช่วยเหลือการสรรหคณะกรรมการ Theranos จำนวน 12 คนรวมถึงบุคคลที่เอายมาข้างต้นและยังมีนักการเมืองและนักการทหารอีกจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่า Theranos เต็มไปด้วยคนของรัฐบาลและฝ่ายการเมืองัท้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกกัน “เส้น” ฝ่ายการเมืองของพวกเขาจึงหนาปึ๊ก

นอกจากนี้ คณะกรรมการและนักลงทุนของ Theranos ได้รวมบุคคลที่มีอิทธิพลดสาขาอื่นๆ หลายคนไว้ด้วย นักลงทุนรายใหญ่คนแรกของโฮล์มส์คือทิม เดรเปอร์ (Tim Draper) นักลงทุนร่วมทุนในซิลิคอน วัลเลย์ และเป็นพ่อของเจสซี่ เดรเปอร์ เพื่อนสมัยเด็กของโฮล์มส์ ซึ่งสนิทกันขนาดที่เขา “เขียนเช็คโฮล์มส์” เป็นเงินเงิน 1 ล้านดอลลาร์เมื่อได้ยินข้อเสนอแรกเริ่มของเธอที่จะตั้งบริษัท

กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ของ Theranos ยังรวมถึงรูเพิร์ท มเอร์ดอค (Rupert Murdoch) เจ้าพ่อสื่อรายใหญ่ของโลก, ครอบครัวสอลตัน (Walton) ผู้บริหารของบริษัท Walmart, ครอบครัวค็อกซ์ของ Cox Enterprises บริษัทยานยนต์และโทรคมนาคมรายใหญ่ของโลก และการ์โลส สลิม เอลู (Carlos Slim Helu) มหาเศรษฐกิอันดับต้นๆ ของเม็กซิโก

ปรากฎว่านักลงทุนที่คอยเป็นเส้นสายให้โฮล์มเหล่านี้แต่ละรายสูญเสียเงินหลายสิบถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์เมื่อ Theranos ล่มสลาย

Photo by Nick Otto / AFP

5 ความท้าทายที่ประธานเฟด (Fed) อาจเผชิญในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662972

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 14:09 น.5 ความท้าทายที่ประธานเฟด (Fed) อาจเผชิญในอนาคตบทวิเคราะห์ของสำนักข่าว Reuters ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายและอุปสรรคที่ประธานเฟดคนใหม่ (หรือาจเป็นคนเดิม) ต้องรับมือในอีก 4 ปีข้างหน้า

การตัดสินใจของประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐจะมีขึ้นในอีกไม่นานต่อจากนี้ว่าจะแต่งตั้งเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำรงตำแนห่งอีกครั้งหรือไม่หลังจากวาระของเขาหมดลงในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า หรือจะมอบบังเหียนให้คนอื่นมาคุมแทนในช่วงเวลาสำคัฐยิ่งยวดสำหรับเฟด

พรรคเดโมแครตที่เป็นฝ่ายก้าวหน้าต้องการให้เฟดเข้ามามีบทบาทในวงกว้างมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มความพยายามที่จะสนับสนุนการจ้างงาน ขจัดความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ และจัดการกับความไม่เท่าเทียมกัน ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องการให้ยึดกับแนวทางนโยบายการเงินเท่านั้น ให้ความสำคัญกับการลดอัตราเงินเฟ้อ และลดการแทรกแซงในตลาดการเงินและการกำกับดูแล

ไม่ว่าประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครตจะเลือกใครก็ตาม หัวหน้าเฟดคนต่อไปจะต้องจัดการกับคำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการเงินและธรรมชาติของเงิน และนี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอีกสี่ปีข้างหน้า:

มีนโยบายที่ถูกต้อง

หลังจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะข้ามคืนลงมาใกล้ศูนย์ และซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังและหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์

เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ผู้กำหนดนโยบายของเฟดน่าจะเริ่มลดการซื้อสินทรัพย์ในปลายปีนี้

แต่ภายใต้กรอบนโยบายใหม่ที่นำมาใช้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พวกเขาวางแผนที่จะรอที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าเศรษฐกิจจะมีการจ้างงานเต็มที่ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% และมีแนวโน้มว่าจะเกินระดับนั้นปานกลาง

เป็นคำมั่นที่หัวหน้าเฟดคนใหม่อาจพยายามรักษาไว้ ผู้กำหนดนโยบายของเฟดส่วนใหญ่เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งเกิน 2% ในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ถ้าราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใครก็ตามที่เป็นหัวหน้าธนาคารกลางอาจลงเอยด้วยการกำกับดูแลการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนที่จะไปจับเรื่องการว่างงงาน

ปัจจุบันมีชาวอเมริกันน้อยกว่า 5.7 ล้านคนที่ถุกจ้างงานเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดใหญ่

“มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะแตกต่างออกไปในอนาคต ซึ่งเป็นลักษณะโครงสร้างที่แฝงอยู่จริงๆ ของเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่าเราจะต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะเปรับนโยบายของเราให้เข้ากับเศรษฐกิจอย่างหมาะสม” ลอเร็ตตา เมสเตอร์ (Loretta Mester) ประธานเฟดแห่งคลีฟแลนด์กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนสิงหาคม

เฟดในฐานะผู้เฝ้าระวัง

หากกรอบการทำงานใหม่ของเฟดทำให้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้นานขึ้นเพื่อแสวงหาตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้น นักวิเคราะห์กล่าวว่า อาจจำเป็นต้องกระชับกฎระเบียบทางการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดวิกฤต

เดวิด วิลค็อกซ์ (David Wilcox) อดีตนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของเฟดและปัจจุบันเป็นสมาชิกสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน กล่าวว่า “กฎระเบียบทางการเงินในมุมมองของผมเป็นอันดับสองในวาระนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการความเสี่ยงทางการเงินอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์”

ใครก็ตามที่เป็นผู้นำเฟดจะต้องพิจารณาเสถียรภาพทางการเงินในวงกว้างมากขึ้น วิลค็อกซ์กล่าว

จุดอ่อนเชิงเป็นระบบในวิธีการซื้อขายตั๋วเงินคลังและตลาดเงินถูกเปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจากการล่มสลายของตลาดการเงินเนื่องมาจากการชัตดาวน์ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่

เอริก โรเซนเกรน (Eric Rosengren) ประธานเฟดจากบอสตันหยิบยกประเด็นขึ้นมาด้วยว่า ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ “stablecoins” ซึ่งเป็นรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกควบคุมและสามารถเชื่อมโยงกับเงินดอลลาร์ได้ ยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเงินอีกด้วย

สู่ระบบดิจิทัล?

คำถามหลักประการหนึ่งคือ เฟดตัดสินใจที่จะออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองหรือไม่ พาวเวลล์ไม่ผูกมัดกับจุดยืนดังกลาวจนถึงตอนนี้ ลาเอล เบรนาร์ด (Lael Brainard) หนึ่งในผู้ว่าการเฟดและตัวเก็งผู้สมัครระดับแนวหน้าอีกคนหนึ่งที่อาจจะนั่งตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ กล่าวว่า เธอจะพบว่าเป็นการยากที่จะจินตนาการว่าจะไม่ทำเช่นนั้น เฟดวางแผนที่จะเผยแพร่เอกสารอภิปรายในหัวข้อนี้ในเดือนกันยายน

ผู้สนับสนุนกล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาอย่างดีสามารถลดต้นทุนการทำธุรกรรมและเพิ่มการเข้าถึงระบบธนาคารสำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส แต่คนอื่นๆ กังวลว่าธนาคารอาจถูกกีดกันหากครัวเรือนและธุรกิจในอเมริกาเลิกใช้บัญชีเงินฝากประจำและไปที่เฟดโดยตรง

จีนและประเทศอื่นๆ ได้ออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองแล้ว เช่นเดียวกับบริษัทเอกชนเช่น Amazon.com Inc. หากมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โทเค็นเหล่านั้นอาจทำให้ระบบการชำระเงินแตกแยก คุกคามความสามารถของเฟดในการควบคุมอัตราดอกเบี้ย และเป็นอันตรายต่อฐานะการเป็นสกุลเงินชั้นนำของเงินดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก

แอนดรูว์ เลวิน (Andrew Levin) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากวิทยาลัยดาร์ตมัธ กล่าวว่า “ธนาคารกลางสหรัฐจำเป็นต้องหาทางออกอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความท้าทายก่อนที่ความวุ่นวายจะสงบลงภายในปีหรือสองปีหน้า”

ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ

หัวหน้าเฟดยังอยู่ภายใต้แรงกดดันในการทำความเข้าใจและจัดการกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินของไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้ พายุเฮอริเคนที่มีพลังมหาศาล และผลกระทบร้ายแรงอื่นๆ ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งพาวเวลล์และเบรนาร์ดกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของเฟดที่จะต้องดูแลให้ธนาคารมีความยืดหยุ่น เช่น มูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงอันเนื่องมาจากสภาพอากาศเลวร้าย หรือคำสั่งของรัฐบาลในการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แต่อาณัติของเฟดไม่รวมถึงการส่งเงินเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง เช่นเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ

เมื่อปีที่แล้วเฟดได้จัดตั้งคณะกรรมการภายในสองชุด คณะหนึ่งเน้นที่ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศในแต่ละธนาคาร และอีกกลุ่มหนึ่งเน้นที่ภัยคุกคามทั่วทั้งระบบ นอกจากนี้ยังกลายเป็นธนาคารกลางรายใหญ่รายสุดท้ายที่เข้าร่วม Network for Greening the Financial System ซึ่งพัฒนาคำแนะนำสำหรับธนาคารกลางต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งสองอาจเป็นเครื่องมือให้หัวหน้าเฟดลงมือทำได้มากขึ้นในด้านสภาพอากาศ แม้ว่าจุดยืนเชิงรุกมากขึ้นในระดับเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ อาจทำได้ยากหากไม่มีกฎหมายใหม่

ช่องว่างทางเชื้อชาติและเพศ

เจ้าหน้าที่เฟดยังพูดตรงไปตรงมามากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาจากความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติและเพศที่จะดึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ดู https://fedcommunities.org/data/closethegaps)

วุฒิสมาชิกสหรัฐ แพท ทูมีย์ (Pat Toomey) ซึ่งเป็นพรรครีพับลิกัน เรียกสิ่งนี้ว่า “Mission creep” (ศัพท์การทหารของสหรัฐ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์อย่างค่อยเป็นค่อยไปในระหว่างปฏิบัติการทางทหารซึ่งมักส่งผลให้เกิดการพัวพันในระยะยาวโดยไม่ได้วางแผนไว้) อย่างไรก็ตาม หลายคนที่อยู่ฝ่ายซ้ายกล่าวว่ามันยังไปได้ไม่ไกลพอ และจับผิดโครงการซื้อพันธบัตรของเฟดที่ช่วยเอาเงินเข้ากระเป๋าของคนรวยมากขึ้นโดยการเพิ่มราคาหุ้น

“มันทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้น กับการที่เฟดลงมือทำเพื่อจัดการกับปัญหาใหญ่ในยุคสมัยของเรา ซึ่งรวมถึงความไม่เท่าเทียมกันและความเหลื่อมล้ำต่อผลลัพธ์ของตลาดแรงงานและการกระจายความมั่งคั่ง” จูเลีย โคโรนาโด (Julia Coronado) อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของเฟดกล่าว ปัจจุบันเป็นประธาน MacroPolicy Perspectives

ใครก็ตามที่เป็นผู้นำของเฟดสามารถปรับเครื่องมือของตนเพื่อจำกัดช่องว่างเหล่านั้นได้ รวมถึงผ่านโครงการต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็กและการเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลที่ส่งเสริมให้ธนาคารทำงานร่วมกับผู้บริโภคที่ประสบปัญหาในการชำระคืนเงินกู้ โคโรนาโดกล่าว

Photo by Graeme Jennings / POOL / AFP

พบเสือดาวหิมะ สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ที่จีนต้องคุ้มครองระดับสูงสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662960

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 12:31 น.พบเสือดาวหิมะ สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ที่จีนต้องคุ้มครองระดับสูงสุด อนึ่ง เสือดาวหิมะเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ของโลก และเป็นสัตว์ป่าที่ได้รับการคุ้มครองระดับสูงสุดในจีน

เฉิงตู, 11 ก.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันศุกร์ (10 ก.ย.) เขตอนุรักษ์ธรรมชาติในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดเผยว่ากล้องอินฟราเรดสามารถบันทึกภาพเสือดาวหิมะหลายตัวบนเทือกเขาท้องถิ่น ณ ระดับความสูงเหนือน้ำทะเลราว 4,200 เมตร

กล้องอินฟราเรด 5 จาก 14 เครื่อง ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหวังหล่าง เทือกเขาหมินซานของอุทยานแพนด้ายักษ์ระดับชาติ สามารถบันทึกภาพสัตว์ป่าหายาก โดยคณะนักวิจัยเผยว่ามีภาพเสือดาวหิมะอย่างน้อย 2 ตัว ซึ่งตัวหนึ่งเป็นตัวผู้รวมอยู่ด้วย

รายงานระบุว่าภาพถ่ายทั้งหมดถูกบันทึกได้ระหว่างเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา โดยนอกจากภาพของเสือดาวหิมะแล้ว ยังมีภาพของแกะสีน้ำเงิน มาร์มอตหิมาลายัน ทาคิน และสัตว์กินพืชอีกเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เสือดาวหิมะจัดเป็นสัตว์คุ้มครองระดับสูงสุดของจีน และถูกขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) โดยในจีนมักพบตามที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ และตอนเหนือ ซึ่งครอบคลุมทิเบต ซื่อชวน ซินเจียง กานซู่ และมองโกเลียใน

ก่อนหน้านี้ มีรายงานจากฮูฮอต, 8 ส.ค. โดยซินหัว ว่าเขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือของจีน รายงานการพบเห็นเสือดาวหิมะตัวหนึ่งบนทุ่งหญ้า ใกล้กับพรมแดนจีน-มองโกเลีย โดยเสือตัวดังกล่าวไม่แสดงอาการบาดเจ็บที่ชัดเจนในการพบเห็นครั้งแรก มันลุกขึ้นและค่อยๆ ออกเดินหลังสัมผัสได้ว่ามีมนุษย์เข้าใกล้

วันต่อมา คณะเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าวางยาสลบเสือดาวหิมะตัวดังกล่าวและป้อนอาหารบำรุงให้มัน ก่อนจะนำกลับสถานีช่วยเหลือสัตว์ โดยเสือดาวหิมะตัวนี้จะได้รับการตรวจร่างกายและปล่อยกลับคืนสู่ป่าหลังจากมีสุขภาพเข้าเกณฑ์การปล่อยคืนธรรมชาติ

เนื้อหาข่าวและภาพโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินอังกฤษหนุนญี่ปุ่น จ่อคอหอยจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662957

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 11:21 น.เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินอังกฤษหนุนญี่ปุ่น จ่อคอหอยจีนการมาถึงของ HMS Queen Elizabeth (R08) คือสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชีย (หรืออินโด) แปซิฟิกรุนแรงขึ้่น

1. ร.ล.ควีนเอลิซาเบธ (HMS Queen Elizabeth หรือ (R08) เป็นเรือนำของเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นควีนอลิซาเบธและเรือประจำกองทัพเรือของราชนาวี สามารถบรรทุกเครื่องบินได้ 60 ลำ ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เรือ HMS Queen Elizabeth สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งสองลำตั้งชื่อตามพระนามของสมเด็จพระราชินีควีนเอลิซาเบธ ที่ 1

2. ควีนเอลิซาเบธจะประจำการเป็นส่วนสำคัญของกองเรือ UK Carrier Strike Group โดยขณะประจำการแล้วเรือจะประกอบด้วยเรือคุ้มกันและเรือสนับสนุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการแสดงแสนยานุภาพนอกประเทศ หรือ Power projection

Photo by Roy ISSA / AFP

3. Power projection คือหนึ่งในจุดประสงค์ของสหราชอาณาจักรที่หวังจะกลับมาเป็นมหาอำนาจอันดับต้นๆ อีกครั้ง และกองเรือ UK Carrier Strike Group คือเครื่องมือในการแสดงแสนยานุภาพนอกประเทศของสหราชอาณาจักรนั่นเอง และปฏิบัติการล่าสุดคือ United Kingdom Carrier Strike Group 21 หรือ CSG21

4. CSG21 ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความโน้มเอียงที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในแง่ของการป้องกันประเทศและนโยบายต่างประเทศ และเป็นครั้งแรกที่เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นควีนอลิซาเบธมาร่วมในกองเรือนี้ และ CSG21 ถูกเรียกว่าเป็น “แสนยานุภาพทางทะเลและทางอากาศที่เข้มข้นที่สุดที่จะเดินทางออกจากสหราชอาณาจักรในยุคสมัยนี้”

Photo by Roy ISSA / AFP

5. CSG21 มีเป้าหมายที่ยั่วยุจีนอย่างชัดเจน ในเดือนเมษายน 2021 ได้เคลื่อนมาทำการฝึกกับกองทัพเรืออินเดียในมหาสมุทรอินเดีย ก่อนจะเทียบท่าชั่วคราวฐานทัพเรืออังกฤษในสิงคโปร์ จากนั้นได้เข้าสู่พื้นที่พิพาททะเลจีนใต้เพื่อย้ำถึง “เสรีภาพในการเดินเรือ” ในพื้นที่

6. หลังจากแวะร่วมซ้อมรบกับพันธมิตรในภูมิภาคมาระยะหนึ่ง สัปดาห์นี้ เรือบรรทุกเครื่องบิน ร.ล. ควีนเอลิซาเบธเดินทางถึงท่าเรือไของญี่ปุ่นแล้ว ในภารกิจที่เพิ่มแรงกดดันต่อจีนโดยรวมพลังญี่ปุ่น สหรัฐฯ และพันธมิตร เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทะเลในภูมิภาคอย่างชัดเจนมากขึ้น

Photo by Roy ISSA / AFP

7. “การเทียบท่าที่ท่าเรือญี่ปุ่นโดยกองเรือโจมตีอังกฤษ และการซ้อมรบร่วมกันแสดงถึงเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศของเรา” โนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ฐานทัพ Yokosuka ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐคือ USS Ronald Reagan เทียบท่าอยู่ด้วย

8. “ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรไม่เพียงแต่มีส่วนทำให้เกิดความมั่นคงของประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสันติภาพและเสถียรภาพของอินโดแปซิฟิกและประชาคมระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็จัดการกับปัญหาระดับโลกด้วย”

Photo by Roy ISSA / AFP

9. คำกล่าวของคิชิไม่ได้เอ่ยถึงจีน แต่มันสะท้อนไปยังจีนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังรัฐบาลญี่ปุ่นแสดงจุดยืนชัดเจนว่าหากไต้หวันถูกโจมตี (โดยจีน) ญี่ปุ่นจะเข้าช่วยเหลือ และหลังจากนั้นพัธมิตรของสหรัฐก็แสดงจุดยืนในลักษณะเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ

10. ในเอกสารยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับล่าสุดของญี่ปุ่น ระบุว่าจีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญ และกล่าวว่ามี “ความตระหนักถึงวิกฤต” เกี่ยวกับไต้หวันในขณะที่กิจกรรมทางทหารของจีนรอบๆ ไต้หวันทวีความรุนแรงมากขึ้น

11. ในเดือนกรกฎาคม บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ Global Times ของรัฐบางจีนเตือนว่าจีนอาจจำเป็นต้องตอบโต้กองเรือรบ

โดยกล่าวถึงสหราชอาณาจักรและกองกำลังจู่โจมพันธมิตรโดยเฉพาะ ระบุว่า “เราขอเตือนกลุ่มนี้อย่างจริงจังว่า พวกเขาจำเป็นต้องถูกควบคุมและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์”

12. กระทรวงกลาโหมของอังกฤษกล่าวในขณะนั้นว่า การส่งกำลังดังกล่าวเป็นการแสดง “มั่นใจแต่ไม่ใช่การเผชิญหน้า” ขณะที่ พลเรือจัตวาสตีฟ มัวร์เฮาส์ กล่าวในการบรรยายสรุปเมื่อ ร.ล.ควีนเอลิซาเบธ เดินทางถึงญี่ปุ่นว่า “จุดประสงค์ประการหนึ่งของภารกิจนี้คือเพื่อส่งสัญญาณการเริ่มต้นของความมุ่งมั่น ความโดดเด่นของภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก”

Photo by – / Royal Navy / AFP

จับตาจีนด่านแตกอีก ตรวจหลายรอบยังมีเชื้อโผล่แบบเซอร์ไพรส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662953

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 10:26 น.จับตาจีนด่านแตกอีก ตรวจหลายรอบยังมีเชื้อโผล่แบบเซอร์ไพรส์หรือว่าจะต้านเดลตาไม่อยู่? จีนด่านแตกอีกรอบ คนฝูเจี้ยนตรวจเชื้อ ส.ค.ไม่ติด แต่กลับมาเจอก.ย.

1. คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนรายงานว่าในวันที่ 12 ยอดติดเชื้อโควิด-19 ในวันที่ 11 ใน 31 มณฑล (เขตปกครองตนเองและเขตเทศบาล) ที่ได้รับการยืนยันรายใหม่ 46 ราย รวมถึงผู้ป่วยในพื้นที่ 20 ราย ในมณฑลฝูเจี้ยน ในจำนวนนี้ 19 รายอยู่ในเมืองผู่เถียน 1 รายในเมืองฉวนโจว รวมถึง 1 รายที่ไม่มีอาการในฝูเจี้ยน

2. สถานการณ์ในผู่เถียนน่ากังวลอย่างมาก People’s Daily สื่อของรัฐบาลรายงานว่า รถบัสรับส่งทั้งในมณฑลและระหว่างเมืองที่วิ่งจากผู่เถียน ถูกระงับตั้งแต่วันเสาร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด เท่ากับล้อคผู่เถียนไปโดยปริยาย

3. วันที่ 12 สำนักงานใหญ่ของมณฑลฝูเจี้ยนเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ได้ออกประกาศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กิจกรรมการดำเนินงานของสถานบริการสันทนาการในร่ม เช่น โรงภาพยนต์ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ บาร์ และสถาบันฝึกอบรม เป็นต้นให้งดการดำเนินการ

4. นอกจากนี้ยังมีคำสั่งย้ำการล็อคดาวน์ในผู่เถียนว่า หากไม่จำเป็นไม่ควรออกจากเมือง หากจำเป็นต้องเข้าออกเพื่อการรักษาพยาบาล หน้าที่ราชการเฉพาะ ฯลฯ จะต้องถือใบรับรองการทดสอบกรดนิวคลีอิกเชิงลบภายใน 48 ชั่วโมง

5. จุดกราวด์ซีโร่ของการระบาดครั้งนี้อยู่ที่อำเภอเซียนโหยว เมืองผู่เถียน มณฑลฝูเจี้ยน อำเภอเซียนโหยวได้รับการระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน ณ เวลา 16:00 น. ของวันที่ 11 กันยายน มีรายงานผู้มีผลเป็นบวก ใหม่ทั้งหมด 24 รายในเขตนี้ รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 6 รายและการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ 18 ราย

6.ผู้ป่วยคนแรกๆ ของเขตนี้ก็มีประวัติที่น่ากังวล รายงานระบุว่าเคสที่ 6 (อายุ 38 ปี) เป็นผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม โดยสารเที่ยวบินของ Xiamen Airlines 852 เพื่อเข้าสู่สนามบินเซี่ยเหมินจากสิงคโปร์ (เซี่ยเหมินอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน)

7. หลังจากการกักตัวที่โรงแรม 14 วัน เคสนี้ก็ถูกย้ายไปกักตัวต่อที่ส่วนกลางของอำเภอเซียนโหยวเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมเพื่อดำเนินการแยกจากส่วนกลางต่อไป (ในจีนมีการกักตัวนาน 14 วัน บวก 7วัน และอีก 7 วัน รวม 21 วัน แต่ใน 7 วันหลังจะมีมาตรการที่ผ่อนคลายลง)

8. ในเคสนี้่ มีการทดสอบกรดนิวคลีอิก 3 ครั้งในวันที่ 19, 22 และ 24 ส.ค. เป็นลบทั้งหมด และดำเนินการตรวจสอบสุขภาพที่บ้านในวันที่ 26 สิงหาคม แต่ในเดือน ก.ย. เขากลับมีผลตรวจเป็นลบอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ หลังจากการวิจัยเบื้องต้นและการตัดสินโดยผู้เชี่ยวชาญ เคสดังกล่าวน่าจะเป็นที่มาของห่วงโซ่การติดเชื้อของโรคระบาดนี้

Photo by STR / AFP) / China OUT

เดลตาดับฝันแนวทาง ‘สิงคโปร์อยู่ร่วมกับโควิด’ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662933

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.เดลตาดับฝันแนวทาง ‘สิงคโปร์อยู่ร่วมกับโควิด’แม้ว่าสิงคโปร์จะฉีดวัคซีนครอบคลุม 80% แล้ว แต่เดลตายังทำให้ตัวเลขติดเชื้อพุ่งไม่หยุด จนอาจต้องกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง

ตัวเลขผู้ติดเชื้อของสิงคโปร์พุ่งสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี โดยวานนี้ (10 ก.ย.) พบผู้ติดเชื้อ 568 คน จากที่เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ก่อนตัวเลยยังไม่แตะหลักร้อย ทางการจึงส่งสัญญาณว่าอาจจะต้องงัดมาตรการสกัด Covid-19 กลับมาใช้อีกครั้งหากยังคุมเดลตาไม่อยู่ ส่อเค้าว่าแนวทาง “อยู่ร่วมกับ Covid-19” จะสะดุด

ลอว์เรนซ์ หว่อง หัวหน้าทีมรับมือ Covid-19 ของสิงคโปร์เผยว่า สิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์กังวลตอนนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอัตราการแพร่กระจายของเดลตาด้วย “เราเห็นตัวอย่างจากประเทศอื่นว่า เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น ผู้ป่วยที่ต้องเข้าไอซียูและผู้เสียชีวิตจะเพิ่มตาม”

สิงคโปร์เพิ่งปรับเปลี่ยนนโยบายจากการคุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์โดยใช้มาตรการที่เข็มงวดอย่างการปิดร้านอาหาร หรือปิดประเทศ มาสู่การอยู่ร่วมกับไวรัส โดยจะเน้นที่การควบคุมการแพร่ระบาดด้วยการฉีดวัคซีนและเฝ้าจับตาจำนวนผู้ที่ต้องเข้าโรงพยาบาล แทนการจำกัดการใช้ชีวิตของประชาชน

แต่การระบาดระลอกล่าสุดที่เกิดจากสายพันธุ์เดลตาแม้ว่าจะฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากรกว่า 80% ซึ่งสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก กำลังท้าทายสิงคโปร์ว่าในที่สุดแล้วจะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ได้ตามแผนหรือไม่

วันที่ 26 ก.ค. สิงคโปร์ประกาศแนวทางการอยู่ร่วมกับ Covid-19 ว่าอาจยกเลิกมาตรการสกุดการระบาดหากสิงคโปร์ทำให้ Covid-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นได้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องฉีดวัคซีนในอัตราสูง บวกกับต้องมีตัวเลบผู้ป่วยหนักจาก Covid-19 ต่ำ แม้ว่าจะพบคลัสเตอร์อีกหลายครั้งก็ตาม

จากนั้นวันที่ 10 ส.ค. สิงคโปร์เข้าสู่ “ขั้นตอนการเตรียมพร้อม” โดยเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เช่น ให้รวมตัวกันได้ 5 คนจาก 2 คน อนุญาตให้คนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วนั่งทานอาหารในร้ายได้ 5 คน เพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมอีเว้นต์ และมีแผนเข้าสู่ “ขั้นเปลี่ยนผ่าน เอ” ซึ่งจะเปิดเศรษฐกิจ กิจกรรมทางสังคม และการเดินทางเพิ่มเติม ในเดือน ก.ย.

ทว่า สุดท้ายสิงคโปร์ยังไม่สามารถเดินหน้าไปสู่ขั้นตอนเปลี่ยนผ่าน เอ ได้ เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้น และพบคลัสเตอร์ใหม่เสียก่อน ทางการจึงยังไม่ยกเลิกมาตรการสกัดการแพร่ระบาด

วันที่ 6 ก.ย. กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ขอความร่วมมือประชาชนจำกัดการพบปะทางสังคมเหลือวันละ 1 ครั้ง รวมทั้งห้ามมีปฏิสัมพันธ์ในที่ทำงาน เพิ่มความถี่การตรวจโรคคนทำงานจากทุก 2 สัปดาห์ เป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และเพิ่มประเภทแรงงานที่ต้องตรวจโรคให้ครอบคลุมพนักงานค้าปลีก พนักงานส่งของ และเจ้าหน้าที่ขนส่งสาธารณะด้วย และยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าจะกลับไปใช้มาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด

มาตรการคุมเข้มนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญว่า สิงคโปร์ควร “กล้า” มากกว่านี้หรือไม่ เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลก

Eng Eong Ooi ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Duke-NUS Medical School เผยว่า “มันต้องมีการลองผิดลองถูกบ้าง แต่ผมคิดว่าอัตราการฉีดวัคซีนของสิงคโปร์ขณะนี้เปิดทางให้เรากล้าที่จะเดินไปข้างหน้า”

ขณะที่บางรายตั้งคำถามถึงการตรวจหาเชื้ออย่างเข้มงวดในขณะที่ 81% ของประชากรราว 5.7  ล้านคนฉีดวัคซีนครบโดสแล้วและเคสที่ตรวจพบการติดเชื้อในขณะนี้ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ

สิงคโปร์ไม่ใช่ปรดะเทศเดียวที่เปลี่ยนนโยบายจากการล็อกดาวน์เข้มงวดมาสู่แนวทางการอยู่ร่วมกับ Covid-19 ชาวออสเตรเลียนับล้านคนในรัฐนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรียอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์หลายเดือนเพราะรัฐบาลต้องการคุม Covid-19 ให้อยู่หมัด

ทว่าขณะนี้รัฐบาลออสเตรเลียยอมรับแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะคุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมารัฐบาลออสเตรเลียประกาศว่าหากฉีดวัคซีนครอบคลุม 70% ของประชากรอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปครบ 2 เข็มแล้วจะผ่อนคลายมาตรการต่างๆ

อย่างไรก็ดี มาตรการเปิดประเทศอย่างระมัดระวังของสิงคโปร์ค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ฉีดวัคซีนในอัตราสูงแล้วเช่นกัน อาทิ อิสราเอล สหรัฐ และอังกฤษที่ยกเลิกมาตรการสกัดการแพร่ระบาดหลังฉีดวัคซีนให้ประชาชนส่วนใหญ่ แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเข้าโรงพยาบาลจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ทว่าประสบการณ์ของประเทศเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าหนทางที่จะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ยังอีกยาวไกล อิสราเอลเริ่มคลายล็อกดาวน์ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ตามด้วยการยกเลิกมาตรการเกือบทั้งหมดรวมทั้งการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. หลังผู้ติดเชื้อลดลงเหลือน้อยกว่าวันละ 20 คนและมีผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสเกินครึ่ง

แต่ 10 วันหลังจากนั้นชาวอิสราเอลต้องกลับปสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ปิดอีกครั้งหลังจากตัวเลขผู้ตดเชื้อพุ่งเกินวันละ 100 คนหลายวันติดต่อกันจนต้องกลับมาใช้กรีนการ์ดแสดงว่าฉีดวัคซีนแล้วก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งเนื่องจากสายพันธุ์เดลตา

ส่วนอังกฤษผ่อนคลายมาตรการเกือบทั้งหมดในวันที่ 19 ก.ค. เปิดร้านค้า ไม่จำกัดคนรวมตัว และไม่บังคับสวมหน้ากาก ทั้งที่ตอนนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ที่วันละเกือบ 50,000 ราย แต่ด้วยอัตราการฉีดวัคซีนที่สูง หลังจากนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันหลังจากนั้นก็ลดต่ำลงไปทรงตัวอยู่ที่วันละประมาณ 20,000 ราย แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในอังกฤษกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหลังเข้าสู่เดือนกันยายนเนื่องจากการระบาดของเดลตา

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

เตือนไม่ช้าก็เร็ว Bitcoin จะเกิดภาวะฟองสบู่ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662925

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 16:33 น.เตือนไม่ช้าก็เร็ว Bitcoin จะเกิดภาวะฟองสบู่ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสวีเดนเตือนสุดท้าย Botcoin อาจเกิดฟองสบู่และล่มสลายในที่สุด

สเตฟาน อิงเวส ผู้ว่าการธนาคารกลาง Riksbank ของสวีเดนเปรียบเทียบการซื้อขาย Bitcoin ว่าเหมือนกับการซื้อขายตั๋วแลกของสมนาคุณ และยังตั้งคำถามถึงความทรงพลังของ Bitcoin หลังจากไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลหลายประเทศ

อิงเวสเผยระหว่างการประชุมเกี่ยวกับการธนาคารในกรุงสตอกโฮล์มว่า “แน่นอนว่าคุณสามารถร่ำรวยจากการซื้อขาย Bitcoin แต่มันก็ไม่ต่างจากการตั๋วที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อเมื่อใช้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปแลกของสมนาคุณ”

คำพูดของอิงเวสเป็นไปในทางเดียวกับผู้ว่าการธนาคารกลางอีกหลายแห่ง อาทิ เมื่อเดือน ก.พ. เกเบรียล แมคลูฟ ผู้ว่าการธนาคารกลางของไอร์แลนด์ เตือนนักลงทุนว่าให้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะสูญเงินหมดหน้าตัก

“ส่วนตัวแล้วผมจะไม่ลงทุนใน Bitcoin แต่ก็ชัดเจนว่าบางคนคิดว่าเป็นการเดิมพันที่คุ้ม เมื่อ 300 ปีก่อน ผู้คนทุ่มเงินไปกับการซื้อทิวลิปเพราะพวกเขาเชื่อว่ามันคือการลงทุน”

ทั้งนี้ การซื้อทิวลิปที่ผู้ว่าการธนาคารกลางไอร์แลนด์ผู้ถึงคือ กระแสคลั่งทิวลิป หรือ Tulip mania ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ปี 1636 อันเป็นกรณีศึกษาภาวะฟองสบู่แตกครั้งแรกของโลก

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

CDC เตือนคนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงตายเพราะโควิดมากกว่า 11 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662910

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 13:01 น.CDC เตือนคนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงตายเพราะโควิดมากกว่า 11 เท่าพบคนที่ไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงจะติด เข้าโรงพยาบาล และเสียชีวิต Covid-19 มากกว่าคนที่ฉีดครบโดส

ผลการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) พบว่า คนที่ไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงติด Covid-19 มากกว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว 4.5 เท่า เสี่ยงป่วยจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 10 เท่า และเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว 11 เท่า

การวิจัยนี้ศึกษาข้อมูลผู้ป่วย Covid-19 กว่า 615,000 เคส ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ค.ใน 13 รัฐของสหรัฐซึ่งครอบคลุมประชากรราว 1 ใน 3 ของสหรัฐ

การศึกษาช่วงแรกตั้งแค่วันที่ 4 เม.ย.-19 มิ.ย. พบว่า ผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีสัดส่วน 95% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด ส่วนการรักษาในโรงพยายาลมีสัดส่วน 93% การเสียชีวิตมีสัดส่วน 92%

การศึกษาช่วงหลังตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.-17 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐ พบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (vaccine breakthrough) ในผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วเพิ่มขึ้น ทว่าผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีสัดส่วนถึง 82% ส่วนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลมีสัดส่วน 86% เสียชีวิต 84% ซึ่งหมายความว่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงมากกว่า

ผลวิจัยนี้เผยแพร่หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผยปฏิบัติการและมาตรการต่างๆ เพื่อให้ชาวอเมริกันอีกหลายล้านคนได้รับวัคซีนป้องกัน Covid-19 อาทิ บังคับให้พนักงานของรัฐบาลกลางทุกคนฉีดวัคซีน มาตรการให้นายจ้างที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปตรวจหาเชื้อทุกสัปดาห์ ซึ่งจะกระทบชาวอเมริกันกว่า 100 ล้านคน

Photo by Emily Kask / AFP