‘ชินอิลปา’ จุดจบคนขายชาติ เวรกรรมถึงลูกหลาน #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662991

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 20:42 น.'ชินอิลปา' จุดจบคนขายชาติ เวรกรรมถึงลูกหลานเรื่องราวของผู้ทรยศแผ่นดินเกิดตัวเอง แม้จะเสพสุขบนความทุกข์ของเพือนร่วมชาติ และประวัติศาสตร์ไม่มีวันให้อภัย

“โชซอน” หรืออาณาจักรเกาหลีเคยเป็นรัฐใต้อิทธิพลจีนมาก่อน จีนจึงมีฐานะเหมือน “พี่ใหญ่” ของโชซอน การตัดสินใจสำคัญๆ เกี่ยวกับบ้านเมืองของโชซอนต้องคำนึงถึงจีนด้วย

แต่จีนช่วงปลายราชวงศ์แมนจูเริ่มเสื่อมถอยลงพร้อมๆ กับการรุกรานของชาติตะวันตกและญี่ปุ่น ชาติตะวันตกและญี่ปุ่นใช้อิทธิพลที่เหนือกว่าบีบบังคับจีนให้ยอมยกดินแดนให้ต่างชาติใช้อำนาจตามกฎหมายของตนได้ (หรือสิทธิสภาพนอกอาณาเขต) และหลายดินแดนยังตกเป็นของต่างชาติด้วยสาเหตุอื่นๆ

ต่อมาญี่ปุ่นพยายามรุกคืบเข้ามาที่โชซอนจนเกิด “กรณีคังฮวา” ซึ่งเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างโชซอนและญี่ปุ่นซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับเกาะคังฮวาเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2418 หลังจากเหตุการณ์นั้น กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าวและร้องขอขอคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลโชซอน ซึ่งโชซอนจำต้องส่งคณะทูตไปยินยอมลงนามสนธิสัญญาคังฮวาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2419 ซึ่งเปิดให้ญี่ปุ่นเข้ามาดำเนินการในเกาหลีได้

สนธิสัญญานี้เท่ากับยุติสถานะของเกาหลีในฐานะอารักขาของจีนในทางนิตินัย บังคับให้เกาหลีเปิดท่าเรือโชซอนสามแห่งเพื่อการค้าของญี่ปุ่น ให้สิทธินอกอาณาเขตแก่พลเมืองญี่ปุ่น และเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียมกันซึ่งลงนามภายใต้การบังคับขู่เข็ญ

ต่อมาในโชซอนเกิดกบชาวนาที่เรียกว่ากบฏทงฮักขึ้น แต่โชซอนยังสำนึกตัวเองว่าเป็นรัฐอารักขาของจีนทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นได้ยื่นมือเข้ามาบงการทีละน้อยๆ แล้ว ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2437 รัฐบาลโชซอนได้ขอความช่วยเหลือจากจีนเพื่อยุติการจลาจลทงฮัก แต่ผู้นำญี่ปุ่นอ้างว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาเทียนจินจึงตัดสินใจแทรกแซงทางทหารเพื่อท้าทายจีน

อิโต ฮิโรบูมิกับมกุฏราชกุมารอี อึน แห่งเกาหลี

จุดเสื่อมของมังกรจีน

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2437 กองกำลังของจักรวรรดิชิง 1,500 นายได้ปรากฏตัวขึ้นที่อินชอน ทำให้เกิดการเผชิญหน้าขึ้น นี่กลายเป็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่งที่กินเวลา ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2437 – 17 เมษายน พ.ศ. 2438 เพื่อชิงอิทธิพลเหนือโชซอน ปรากฎว่าราชวงศ์ชิงยอมยุติสงคราม จีนลงนามในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิในปี พ.ศ. 2438 สนธิสัญญาดังกล่าวได้รับรอง “ความเป็นอิสระและเอกราชของเกาหลีที่เต็มที่และสมบูรณ์” ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการของเกาหลีกับราชวงศ์ชิงของจีนสิ้นสุดลง นำไปสู่การประกาศเอกราชของโชซอนอย่างสมบูรณ์ในทางนิตินัยและพฤตินัย

แต่เกาหลีไม่ได้เป็นเอกราชจริงๆ ญี่ปุ่นแทรกแซงอย่างรุนแรงถึงขนาดส่งคนมาลอบสังหารพระนางมย็องซอง (พระนางมิน) พระมเหสีของพระเจ้าโคจงอย่างอุกอาจจนสวรรคตในพระราชวังหลวง จนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2439 พระเจ้าโคจงและมกุฎราชกุมารต้องทรงลี้ภัยจากพระราชวังคยองบกกุงไปยังสถานกงสุลรัสเซีย และต้องลี้ภัยนานถึง 1 ปีในสถานกงสุล

อี วัน-ยง

หลังจากสิ้นอิทธิพลจีน โชซอนถูกแทรกซึมโดยญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ขุนนางและรัฐบาลและราชสำนักโชซอนแตกแยกเป็นฝ่ายๆ ทั้งฝ่ายอิงญี่ปุ่น ฝ่ายอิงรัสเซีย และสหรัฐต่างคิดจะให้ต่างชาติเข้ามาช่วยถ่วงดุลต่างชาติอีกฝ่าย เพราะโชซอนอ่อนแอเกินไปที่จะรักษาเอกราชตามลำพัง เพราะแม้แต่พี่ใหญ่อย่างจีนก็ยังปกป้องตัวเองไม่ได้

หลังการปลงพระชนม์พระราชินีมย็องซอง คณะมนตรีชุดเก่าก็ถูกสังหารหรือถูกบีบให้หนี ฝ่ายโปรรัสเซียและโปรสหรัฐเข้ามามีอำนาจ หนึ่งในนั้นคือ “อี วัน-ยง” ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในท้องเรื่องนี้ต่อไป

คณะมนตรีชุดใหม่โปรรัสเซียถึงขนาดให้รัสเซียได้รับสัมปทานการค้าและทรัพยากร และยังมอบให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย แต่ญี่ปุ่นยังคงเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเกาหลี การสมยอมกับต่างชาติทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่สนับสนุนเอกราชอย่างแท้จริง

จุดจบของโชซอน

ในปี พ.ศ. 2440 พระเจ้าโคจงเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากทั้งต่างประเทศและกลุ่มเรียกร้องเอกราชที่แท้จริง พระเจ้าโคจงจึงเสด็จออกจากกงสุลรัสเซียมาพระราชวังท็อกซูกุง ซึ่งก็ยังมีทหารรัสเซียมาคอยอารักขาที่วังด้วย ที่พระราชวังท็อกซูกุงทรงประกาศการก่อตั้ง “จักรวรรดิเกาหลีที่ยิ่งใหญ่” และยุบอาณาจักรโชซอนลงเสียเท่ากับตัดขาดจากการเป็นรัฐอารักขาของจีน ยกตัวเองเป็น “จักรวรรดิ” เทียบเท่าจีนและญี่ปุ่น พร้อมกับเริ่มการปฏิรูประเทศจริงๆ จัง

แต่เกาหลีก็ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลต่างชาติอยู่ดี โดยเฉพาะกับรัสเซียและญี่ปุ่นที่พยายามแย่งชิงความเป็นหนึ่งเหนือเกาหลี ดังนั้น “จักรวรรดิเกาหลีที่ยิ่งใหญ่” จึงเป็นเพียงแค่ชื่อเรียกเท่านั้น มันไม่ได้ยิ่งใหญ่สมชื่อเลย เป็นแค่หมากเล็กๆ ตัวหนึ่งในกระดานชิงอำนาจ

อี กึน-แท็ก

รัสเซียกับญี่ปุ่นเขม่นใส่กันจนกระทั่งถึงจุดที่ต้องลงมือในที่สุด กลายเป็นสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2447 ถึง 5 กันยายน 2448 ซึ่งญี่ปุ่นชนะ สามารถกำจัดคู่แข่งรายสุดท้ายที่มีอิทธิพลในเกาหลีออกไปได้ และภายใต้สนธิสัญญาพอร์ทสมัธซึ่งลงนามในเดือนกันยายน 2448 รัสเซียยอมรับ “ผลประโยชน์ทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจสูงสุด” ของญี่ปุ่นในเกาหลี

หลังจากนั้นไม่นาน ญี่ปุ่นตกลงกับสหรัฐ คือข้อตกลงแทฟต์–คัตสึระ การหารือเกิดขึ้นระหว่างวิลเลียม ฮาวเวิร์ด แทฟต์ รัฐมนตรีกระทรวงการสงครามของสหรัฐอเมริกา (อนาคตคือประธานาธิบดี) และเคาท์ คัตสึระ ทาโร นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2448 ซึ่งญี่ปุ่นตกลงว่าจะไม่แผ่อิทธิพลไปยังฟิลิปปินส์ของสหรัฐ สหรัฐก็จะเห็นชอบกับการที่ญี่ปุ่นยึดเกาหลีเป็นรัฐอารักขา แทฟท์เห็นพ้องกันว่าการจัดตั้งอารักขาของญี่ปุ่นเหนือเกาหลีจะส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพในเอเชียตะวันออก

ตอนนี้เกาหลีมีสภาพไม่ต่างจากฝูงแกะน้อยที่รอหมาป่าเขมือบเท่านั้น แต่ปรากฏว่า “แกะทรยศฝูงแกะ” นั่นเองที่ทำให้หมาป่าสามารถเขมือบแกะน้อยเกาหลีได้อย่างง่ายดายและชอบธรรม

จุดเริ่มต้นคนขายชาติ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2448 รัฐบุรุษคนสำคัญของญี่ปุ่น อิโต ฮิโรบูมิ เดินทางมาถึงฮันซองหรือกรุงโซลและได้มอบจดหมายจากจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นถึงพระจ้าโคจง ขอให้พระองค์ลงนามในสนธิสัญญายอมยกเกาหลีเป็นรัฐอารักขาของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน อิโตบีบหนักขึ้นโดยสั่งให้กองทหารญี่ปุ่นล้อมพระราชวังของเกาหลีและคุกคามจักรพรรดิเพื่อบังคับให้พระเจ้าโคจงเห็นด้วยกับสนธิสัญญา

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน อิโตและจอมพลฮาเซกาวะ โยชิมิจิ เขาไปที่พระที่นั่งชุงมย็องจอนในพระราชวังท็อกซูกุงเพื่อเกลี้ยกล่อมพระเจ้าโคจงลงพระปรมาภิไธยรับสนธิสัญญา เมื่อพระเจ้าโคจงทรงปฏิเสธอีก คราวนี้อิโตหันไปบีบคณะรัฐมนตรีให้ลงนามยอมรับพร้อมกับขู่ที่จะทำร้ายร่างกาย

นายกรัฐมนตรี ฮัน กยู-ซอล ร้องคำรามด้วยความโกรธแค้น จนอิโตต้องเรียกทหารมาลากตัวเขาไปไว้อีกห้องหนึ่งพร้อมกับสั่งด้วยเสียงเย็นชาขณะมองไปยังรัฐมนตรีคนอื่นๆ ว่า “ถ้าเขายังคงแหกปากอยู่ ให้ฆ่าเขาซะ” ฮัน กยู-ซอลคือฝ่ายต่อต้านพร้อมด้วยรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรียุติธรรม แม้จะนายกรัฐมนตรีจะต่อต้าน แต่เสียงของเขาไม่มีอำนาจพอจะต่อต้านได้ เพราะมี “คนขายชาติ” ในคณะรัฐมนตรียอมทำตามญี่ปุ่น

อี จี-ยง

คนเหล่านี้คือรัฐมนตรีทั้งห้า คือ อี วัน-ยง, อี กึน-แท็ก, อี จี-ยง, ควอน จุง-ฮย็อน และพัค เจ-ซุน ร่วมกันลงนามยอมรับ “สนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลีฉบับที่สอง ปี 2448” หรือ “สนธิสัญญาอึลซา” แม้ว่าพระเจ้าโคจงจะทรงปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาด้วยพระองค์เอง

พระเจ้าโคจงทรงพยายามส่งทูตลับ 3 คนไปที่การประชุมอนุสัญญาสันติภาพกรุงเฮกครั้งที่สองเพื่อพยายามย้ำว่าญี่ปุ่นไม่มีอำนาจเหนือเกาหลีรวมทั้งสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลี 2448 (สนธิสัญญาอึลซา) ก็ไม่มีความชอบธรรม ทูตของพระเจ้าโคจงยืนยันสิทธิของกษัตริย์ในการปกครองเกาหลีโดยไม่ขึ้นกับญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม มหาอำนาจประเทศต่างๆ ในกรุงเฮกไม่อนุญาตให้ทูตเข้าร่วมการประชุมและขัดขวางภารกิจทางการทูตนี้เพราะดีลกับญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว

เกาหลีจึงตกเป็นรัฐอารักขาของญี่ปุ่นเพราะ “คนขายชาติทั้งห้าแห่งสนธิสัญญาอึลซา” เมื่ออิโต ฮิโรบูมิ ดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงใหญ่ของญี่ปุ่นประจำเกาหลี พวกคนขายชาติทั้งห้าต่างก็ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า

อี วัน-ยง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2449 ถึง พ.ศ. 2453 และยังไม่พอเขายังเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการบังคับให้จักรพรรดิโคจงสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2450 หลังจากที่จักรพรรดิโคจงพยายามประณามสนธิสัญญาอึลซาที่ประชุมอนุสัญญาสันติภาพกรุงเฮกครั้งที่สอง

ในปี 2450 อี วัน-ยง ยังเป็นหัวหน้าในหมู่รัฐมนตรีทั้งเจ็ดที่สนับสนุนสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลี พ.ศ. 2450 ซึ่งทำให้กิจการภายในของเกาหลีอยู่ภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง พัค เจ-ซุน ซึ่งเป็นหนึ่งในคนขายชาติทั้งห้าได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ยังร่วมมือสนับสนุนสนับสนุนสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลี พ.ศ. 2450 และสนธิสัญญาฯ ปี พ.ศ. 2453 จนสำเร็จลุล่วงด้วย ส่งผลให้การยึดเกาหลีเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นเสร็จสมบูรณ์

เสพสุขบนความทุกข์ของบ้านเมือง

หลังประเทศชาติของตนถูกญี่ปุ่นกลืน คนขายชาติเหล่านี้ก็ได้รับการอวยยศเป็นขุนนางญี่ปุ่น เช่น เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พัค เจ-ซุนได้รับตำแหน่งขุนนางระดับไวส์เคาท์จากรัฐบาลญี่ปุ่นและได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งรัฐสภาญี่ปุ่น อี วัน-ยง ได้รรับตำแหน่งที่สูงกว่าเป็นมาร์ควิส และยังมั่งคั่งร่ำรวยจากการยอมเป็น “ข้ารับใช้” ของญี่ปุ่น

อัน วัน-ยง นั้นความมั่งคั่งของเขาที่พอกพูนขึ้นมาจากขายประเทศของตัวเองให้ญี่ปุ่นในตอนนี้มีมูลค่าหลายล้านล้านวอน เป็นเจ้าของที่ดินมากกว่า 130 ล้านพย็อง (1 พย็องเท่ากับ 3.3058 ตารางเมตร) ว่ากันว่าในยุคที่เกาหลีตกเป็นเมืองขึ้่นญี่ปุ่นนั้น พวกขายชาติเหล่านี้เป็นพวกที่มั่งคั่งที่สุดในบรรดาคนชั้นสูงของเกาหลี

เล่ากันว่า อี กึน-แท็ก หนึ่งในรัฐมนตรีขายชาติหลังจากลงนามในสนธิสัญญาอึลซาแล้วกลับมาบ้าน บอกกับคนในบ้านด้วยความยินดีกว่า “ครอบครัวเราจะรวยกันใหญ่แล้วนับจากนี้ เราจะมีวาสนาไม่สิ้นสุดในภายภาคหน้า” เมื่อคนครัวที่กำลังแล่เนื้อได้ยินเข้าก็สับมีดลงบนเขียงดังปัง แล้ววิ่งออกจากบ้านไปพลางร้องตะโกนว่าตัวเขามารับใช้คนขายชาติเสียแล้ว ส่วนคนรับใช้ที่ทำหน้าที่เย็บผ้าก็ประณามเจ้านายแล้วออกจากบ้านไปเช่นกัน

ควอน จุง-ฮย็อน

คนเกาหลีมีความโกรธแค้นคนขายชาติเหล่านี้มาก และตั้งกลุ่มลอบสังหารขึ้นมา เช่นกลุ่ม “ซันอินโจ อัมซัลดัน” แม้แต่อิโต ฮิโรบูมิ ก็ถูกลอบสังหารด้วย เพียงแต่พวกคนขายชาติกลับมีอายุยืนกว่าอิโตและเสวยสุขขณะที่ประชาชนชาวเกาหลีต้องถูกกดขี่และลบล้างอัตลักษณ์ความเป็นคนเกาหลีเพื่อกลืนชาติให้เป็นญี่ปุ่น

คนทรยศขายชาติเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ 5 คน แต่ยังมีทั้งสิ้น 15 คนที่ลงนามในสนธิสัญญามอบอำนาจให้ญี่ปุ่นฉบับต่างๆ หรือสมคบกับญี่ปุ่นเพื่อขายชาติ เช่น “คนขายชาติอึลซาทั้งห้า” ลงนามในสนธิสัญญาอึลซา “คนขายชาติชองมีทั้งเจ็ด” ลงนามในสนธิสัญญาชองมีในปี 2450 “คนขายชาติคย็องซุลทั้งเก้า” ที่ลงนาในสนธิสัญญาคย็องซุล

คนขายชาติเหล่านี้ หากรอดชีวิตจากถูกประชาชนผู้รักชาติลอบสังหารมาได้ ลูกหลานของพวกเขาก็อยู่ไม่เป็นสุข

ลูกหลานพลอยรับเคราะห์

อี วัน-ยง เมื่อตายไปนั้นถูกฝังสุสานที่ภูเขานังซันอันห่างไกล เพราะกลัวว่าคนจะตามไปทำลายสุสาน แม้แต่ก่อนการปลดปล่อยเกาหลีเป็นเอกราช ฃก็มีการทำลายสุสานบ่อยครั้งแล้ว เจ้าหน้าที่สายตรวจของญี่ปุ่นจึงต้องคอยปกป้องสุสาน หลังจากการปลดปล่อย สุสานยังคงถูกทำลายต่อไป ในที่สุดในปี 2522 ทายาทสายตรงได้ทำลายสุสานทั้งหมดและศพก็ถูกเผา ส่วนหลุมฝังศพของเขาถูกแปลงเป็นเหมืองหินไม่เหลือร่องรอยอีก เรียกว่า “ตายไม่เหลือซาก”

หลังจากการปลดปล่อยเกาหลีเป็นอิสรภาพในปี 2488 ครอบครัวและลูกหลานของอี วัน-ยง ถูกคนด่าทอและขว้างด้วยก้อนหินไม่ว่าจะไปที่ไหน หลานชายคนโตหายตัวไประหว่างสงครามเกาหลี และหลานชายคนที่สองทนผู้คนประณามไม่ไหวต้องหนีไปญี่ปุ่นแล้วกลายเป็นคนญี่ปุ่นที่ได้รับสัญชาติญี่ปุ่น บางคนอพยพขนทรัพย์สินหนีไปแคนาดา

ลูกหลานของคนขายชาติเหล่านี้ต้องรับกรรมของบรรพชนของพวกเขา เมื่อเกาหลีใต้ได้รับเอกราชแล้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อการดำเนินคดีผู้กระทำความผิดต่อต้านชาติในปี พ.ศ. 2491 ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีอี ซึง-มัน เพื่อดำเนินคดีกับพวกขายชาติให้ญี่ปุ่นมีการส่งคำฟ้อง 221 คดี บางคนมีโทษถึงประหาร

พัค เจ-ซุน

หลังจากผ่านสมัยของอี ซึง-มันแล้วไม่ได้มีการเล่นงานพวกขายชาติอีกอาจเป็นเพราะเกาหลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการ แต่มีการเรียกชื่อคนกลุ่มนี้เป็นกิจลักษณะขึ้นโดยเรียกว่า “ชินอิลปา” หรือฝ่ายโปรญี่ปุ่น ในช่วงทศวรรษที่ 80 และ 90 การล้างแค้นพบชินอิลปาก็เริ่มได้รับการสนับสนุนมากขึ้นในขณะที่เกาหลีใต้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

จนกระทั่งมีการผ่านกฎหมายพิเศษในการยึดทรัพย์สินของผู้สมคบที่สนับสนุนชาวญี่ปุ่น สภาแห่งชาติเกาหลีใต้ผ่านมติรับรองเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2548 ภายใต้กฎหมายนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้สามารถยึดที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เป็นเจ้าของโดยพวกชินอิลปา และลูกหลานของพวกนี้ ส่วนทรัพย์สินที่ถูกริบมาจะถูกนำไปชดเชยนักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนอิสรภาพของเกาหลีและลูกหลานของวีรชนเหล่านี้

และในปี 2550 คณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินพวกชินอิลปาได้ตัดสินใจยึดทรัพย์สินของ อี วัน-ยงมาเป็นของรัฐ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

LALISA รวยแค่ไหน? เปิดโผไอดอลหญิงที่รวยสุดในเกาหลีใต้ปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663100

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 19:53 น.LALISA รวยแค่ไหน? เปิดโผไอดอลหญิงที่รวยสุดในเกาหลีใต้ปีนี้South China Morning Post ได้จัดอันดับไอดอลหญิงในวงการเค-ป็อปที่ร่ำรวยที่สุดประจำปี 2021 ไว้ดังนี้

ไอยู (IU) 31-45 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากจะเป็นหนึ่งในสาวเค-ป็อปที่โด่งดังที่สุดในเกาหลีใต้แล้ว เธอยังติดโผบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศตามรายงานของสื่อมากมายรวมถึง Seoul Space และ Korea Portal

นักร้องสาวซึ่งเป็นที่รู้จักจากความสามารถที่หลากหลายรวมทั้งความสามารถในการผลิตและแต่งเพลง เธอเขียนเพลงมากกว่า 50 เพลงสำหรับอัลบั้มของเธอเอง รวมถึงสำหรับศิลปินคนอื่นๆ ตลอดจนเพลงประกอบซีรีส์และภาพยนตร์ ซึ่งทำให้เธอได้รับค่าลิขสิทธิ์

ไอยูยังเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาให้กับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Samsung, Sony Korea, Guess และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเว็บไซต์ Koreaboo รายงานเมื่อปี 2018 ว่าเธอได้ค่าตัวประมาณ 940,700 เหรียญสหรัฐจากงานโฆษณาหนึ่งชิ้น

นอกจากนี้ ไอยูยังเป็นนักแสดงในซีรีส์ เช่น Hotel del Luna และ Scarlet Heart Ryeo อีกด้วย

อี ฮโยริ (Lee Hyori) 30-40 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตามรายงานของ Soompi เธอเป็นนักร้องหญิงที่มีรายได้สูงสุดในปี 2006 แต่นอกจากความสามารถด้านดนตรีแล้ว เธอยังมีรายได้จากงานโฆษณาแบรนด์ต่างๆ เช่น Samsung และ Lotte Liquor

ในปี 2013 เธอแต่งงานกับโปรดิวเซอร์ ลีซังซุน และร่วมกันสร้างซีรีส์เปิดบ้านพักใจกับฮโยริ หรือ Hyori’s Homestay ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากใน Netflix เป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มรายได้ให้กับเธอ

ดาร่า (Dara) ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซานดาร่า พัค หรือที่รู้จักกันในนาม ดาร่า เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป 2NE1 และหลังจากยุบวงไปในปี 2016 เธอก็ลุยงานศิลปินเดี่ยวหลังจากนั้น

นอกจากนี้ยังมีความสามารถในด้านการแสดงโดยเล่นภาพยนตร์ Cheese in the Trap, One Step และ Bcuz of U ซึ่งเธอเคยได้รับรางวัลนักแสดงหญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจาก PMPC Star Award ครั้งที่ 21 และดาร่ายังปรากฏตัวในซีรีส์เกาหลี รายการเรียลลิตี้ และภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ด้วย

ตลอดจนงานโฆษณาจากแบรนด์สินค้าต่างๆ มากมาย อาทิ Etude House, Nikon, Head and Shoulders และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้เธอยังเปิดช่องยูทูบ Dara TV ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดตามประมาณ 1.3 ล้านคน

โบอา (Boa) ประมาณ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

ศิลปินผู้มากประสบการณ์จนได้ฉายาว่าราชินีแห่งเค-ป็อป เธอมีชื่อเสียงทั้งในญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกพอๆ กับในเกาหลีใต้ โดยนับตั้งแต่เดบิวต์ในปี 2000 เธอออกอัลบั้มมาแล้ว 20 อัลบั้ม ทั้งภาษาเกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษ

นอกจากนี้ยังปรากฏตัวในรายการเรียลลิตี้ ภาพยนตร์ และซีรีส์หลายเรื่อง ตลอดจนร่วมแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูด Make Your Move 3D ด้วย

Koreaboo เผยว่าเธอยังประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเมื่ออายุ 20 ปีเธอซื้ออาคารหลังหนึ่งซึ่งมีราคา 940,700 เหรียญสหรัฐ และในปี 2018 อาคารหลังนั้นมีมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2007 เธอยังเป็นบุคคลที่มีรายได้มากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของเกาหลีใต้ และเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกอีกด้วย

แบ ซูจี (Bae Suzy) 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

เริ่มต้นจากการเดบิวต์เป็นสมาชิกงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง Miss A ก่อนที่จะยุบวงไปในปี 2017 ซึ่งนอกจากจะประสบความสำเร็จในด้านการเป็นศิลปินแล้ว เธอยังเป็นนักแสดงซีรีส์อีกหลายเรื่อง อาทิ Vagabond และ Start-Up ซึ่งได้รับความนิยมใน Netflix

มีรายงานว่าเธอมีรายได้ถึง 16,700 เหรียญสหรัฐสำหรับซีรีส์หนึ่งตอน

นอกจากนี้เธอยังรับงานโฆษณาให้กับแบรนด์ต่างๆ มากมายตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวไปจนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี รวมถึงแบรนด์ต่างประเทศ เช่น Reebok, Swarovski และ Kerasys

ซูจียังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในกังนัมซึ่งมีมูลค่ากว่า 3.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

ยุนอา (Yoona) 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากรายได้จากการเป็นสมาชิกวง Girls’ Generation แล้ว เธอยังประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดง โดยร่วมแสดงในซีรีส์ชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ The King in Love, Hush และ The K2

นอกจากนี้ยังร่วมเล่นซีรีส์จีนอย่างจูล่ง ขุนพลเทพสงคราม (God of War, Zhao Yun) ซึ่งเธอได้รับค่าตัวประมาณ 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

เธอยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “เจ้าแม่ซีเอฟ” เพราะได้รีวิวและปรากฏตัวในโฆษณาสินค้าของแบรนด์ต่างๆ มากกว่า 40 รายการ

โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 เธอถ่ายโฆษณาไปกว่า 20 ชิ้น มูลค่าประมาณ 3.7 ล้านเหรียญสหรัฐ

ลิซ่า แบล็กพิงก์ (Lisa Blackpink) 10-14 ล้านเหรียญสหรัฐ

South China Morning Post ระบุว่าลิซ่ามีความได้เปรียบไอดอลเค-ป็อปคนอื่นๆ เนื่องจากเธอมีฐานแฟนคลับที่ประเทศไทยด้วย ซึ่งสิ่งนี้ช่วยให้เธอและวง Blackpink สร้างกลุ่มแฟนคลับในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

นอกจากอาชีพศิลปินแล้วลิซ่ายังเป็นที่รู้จักในฐานะแฟชั่นไอคอน โดยได้เซ็นสัญญากับ Prada และเข้าร่วมงาน Milan Fashion Week ในปี 2020 และยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ต่างๆ อย่าง Samsung, Adidas, Celine และ Bulgari

มิวสิควิดีโอเพลง LALISA โซโล่เดี่ยวครั้งแรกของเธอยังสร้างสถิติมียอดวิวทะลุ 70 ล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมง และยังเป็นเอ็มวีของศิลปินเดี่ยวที่มียอดวิวทะลุ 100 ล้านวิวเร็วที่สุดในโลก ล้มสถิติก่อนหน้านี้ของเพลง Gentleman จาก PSY

นอกจากนี้เธอยังมีช่องยูทูบเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า Lilifilm Official ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดตามประมาณ 8.3 ล้านคน

ขณะที่ Forbes ประเมินคร่าวๆ ว่าหากวิดีโอบนยูทูบมียอดวิวถึง 1 ล้านครั้งเจ้าของช่องจะสามารถทำเงินได้ถึง 5,000 เหรียญสหรัฐ แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ การคลิกโฆษณาในวิดีโอนั้นๆ จำนวนผู้ติดตามของช่อง และอื่นๆ

ที่มา South China Morning Post

ภาพ ‘LALISA’ M/V

จับตาปัญหาหนี้ของ Evergrande สะเทือนบริษัทอื่นๆ ของจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663099

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 18:25 น.จับตาปัญหาหนี้ของ Evergrande สะเทือนบริษัทอื่นๆ ของจีนมันกำลังจะกลายเป็น ‘โดมิโน เอฟเฟกต์’ หรือไม่? กับปัญหาหนี้ที่รุงรังของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษืใหญ่ของจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างความเห็นของผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์ว่า ในขณะที่ Evergrande Group บริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ของจีนกระเสือกกระสนที่จะขายสินทรัพย์อย่างรวดเร็วและหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ 1.97 ล้านล้านหยวน (305,300 ล้านดอลลาร์) มันอาจเพิ่มความเสี่ยงใต่อบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ของเอกชนจีนอื่นๆ ไป

ความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของประเทศจีนในการชำระเงินดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารและการชำระเงินผลิตภัณฑ์การบริหารความมั่งคั่งได้ นำไปสู่ภาวะการเทขายพันธบัตรและหุ้นที่ที่ย่ำแย่ลงไปอีกในสัปดาห์ที่ผ่านมา

พันธบัตรออฟชอร์ของ Evergrande ลดลงเหลือน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของมูลค่าที่ตราไว้ การซื้อขายพันธบัตออนชอร์หยุดชั่วคราว และราคาหุ้นตกต่ำลง ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงมากกว่า 3 ใน 4 ในปีนี้

“การบอกคนวงการอสังหาให้ปลดเลเวอเรจอย่างรวดเร็วก็เหมือนกับบอกให้คนที่น้ำหนัก 900 ปอนด์ลดน้ำหนักให้เหลือต่ำกว่า 100 ปอนด์ ไม่ใช่ความอ้วนที่ฆ่าเขา แต่เป็นกระบวนการลดน้ำหนักอย่างมาก (เร็วมาก)” ผู้จัดการสินทรัพย์ตราสารหนี้รายหนึ่งกล่าว ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะระบุตัวตนเนื่องจากมีความอ่อนไหวในประเด็นนี้

Evergrande เป็นหนึ่งในผู้ออกตราสารหนี้ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ในตลาดเกิดใหม่รายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยพันธบัตรมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ และปัญหาที่บริษัทเผชิญตอนนี้ได้ส่งผลให้ดัชนีผู้ออกตราสารหนี้เงินดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงของจีนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน

S&P Global Ratings กล่าวว่าความผันผวนของตลาดตราสารหนี้จะทำให้ความพยายามของนักพัฒนาอสังหาฯ บางส่วนประสบปัญหามากขึ้นในการรีไฟแนนซ์ โดยเสริมว่านักพัฒนาที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตมีกำหนดชำระคืนมูลค่า 480,000 ล้านหยวนในระยะเวลาครบกำหนดทั้งอนชอร์และออฟชอร์ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

บริษัทพัฒนาเอกชน Guangzhou R&F Properties Co และ Xinyuan Real Estate Co ถูกปรับลดเครดิตในเดือนนี้เนื่องจากความกังวลว่าพวกเขาจะมีปัญหาในการชำระหนี้ โดยผลตอบแทนจากพันธบัตรของพวกเขาพุ่งขึ้นสูงกว่า 30% อันเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดอ่อนตัวลง

Evergrande ให้คำมั่นเมื่อวันศุกร์ว่าจะชำระคืนผลิตภัณฑ์การบริหารความมั่งคั่งที่ครบกำหนดแล้วทั้งหมดโดยเร็วที่สุด ซึ่งช่วยทำให้พันธบัตรดอลลาร์ของพวกเขากระเตื้องขึ้นมา แต่นักวิเคราะห์มองว่ามีปัญหามากขึ้นในอนาคต

Larry Hu นักเศรษฐศาสตร์จาก Macquarie Capital ในฮ่องกงกล่าวว่า “ภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ภายใต้แรงกดดัน และนักพัฒนาบางรายกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะล้มละลาย…ตลาดตราสารหนี้กำลังสะท้อนความเป็นจริงนั้น” “เราจะเห็นนักพัฒนาจำนวนมากขึ้นล้มละลายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

หนี้ของ Evergrande มาถึงจุดอันตรายหลังจากการขยายตัวอย่างดุเดือดมาหลายปี เกิดขึ้นท่ามกลางการล้างบางอสังหาริมทรัพย์ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีนที่การรณรงค์เรื่อง “ความมั่งคั่งร่วมกัน (Common Prosperity) ซึ่งผู้สังเกตการณ์หลายคนมองว่าเป็นการหวนคืนสู่รากเหง้าสังคมนิยมของจีน

แต่ในขณะที่ผู้สร้างบ้านเอกชนประสบปัญหา ส่วนต่างของสินเชื่อในประเทศที่คงที่บ่งชี้ว่านักลงทุนชาวจีนยังคงไม่กังวลในตอนนี้เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจจะรั่วไหลเข้าสู่ระบบธนาคารในวงกว้าง

นักเศรษฐศาสตร์จาก Natixis กล่าวว่า “การแพร่กระจายจาก Evergrande ไปสู่นักพัฒนารายอื่นๆ จะชัดเจนขึ้นในกรณีของลูกหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงและภาคเอกชน ผลกระทบต่อนักพัฒนาและธนาคารของรัฐมีจำกัดตราบเท่าที่พันธบัตรจะเกี่ยวข้อง” นักเศรษฐศาสตร์จาก Natixis กล่าวในหมายเหตุ

ทั้งนี้ พันธบัตรดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2033 ของบริษัท Poly Developments and Holdings Group Co ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาของรัฐ ทำการซื้อขายที่ระดับพรีเมียมเกือบ 3% ของมูลค่าที่ตราไว้เมื่อวันจันทร์ โดยให้ผลตอบแทน 1.78%

Photo by GREG BAKER / AFP

สิงคโปร์สกัดต่างชาติใช้ IO แทรกแซงการเมือง #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663088

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 17:07 น.สิงคโปร์สกัดต่างชาติใช้ IO แทรกแซงการเมืองความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองของประเทศร่วมภูมิภาค ตังกำแพงป้องกันการแทรกแซงของต่างชาติโดยอาศัยโลออนไลน์ที่เปิดอ้าซ่า

สำนักข่าว CNA รายงานว่า กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ได้เสนอกฎหมายที่เสนอให้ป้องกัน ตรวจจับ และขัดขวางการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารด้วยเจตนาที่จะรุกรานและการใช้ตัวแทนท้องถิ่นโดยหน่วยงานต่างประเทศเพื่อแทรกแซงการเมืองภายในประเทศ

กฎหมายนี้มีชื่อว่า The Foreign Interference (Countermeasures) Act หรือกฎหมายการแทรกแซงจากต่างประเทศ (มาตรการตอบโต้) จะทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจในการลบเนื้อหาที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการด้านข้อมูลที่ไม่เป็นมิตร

รัฐมนตรีจะมีอำนาจสามารถสั่งให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปิดเผยข้อมูลได้ แม้กระทั่งก่อนที่จะมีการเผยแพร่เนื้อหาการเผยแพร่ข้อมูลที่ต้องสงสัยเป็นอันตรายต่อความมั่นคง หรือสามารถสั่งให้หนังสือพิมพ์เผยแพร่ข้อความประกาศเตือนเกี่ยวกับปฏิบัติข้อมูลที่ไม่เป็นมิตรที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่มีเนื้อหาที่เป็นการละเมิดก็ตาม

กฎหมายนี้มุ่งเป้าไปที่บริษัทโซเชียลมีเดีย บริการอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แอพส่งข้อความออนไลน์หรือเสิร์ชเอ็นจิ้น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต รวมถึงผู้ที่เป็นเจ้าของหรือเปิดเว็บไซต์หรือบล็อก

กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์แถลงว่า “บทบัญญัติเหล่านี้ใช้ไม่ได้กับชาวสิงคโปร์ที่แสดงความคิดเห็นของตนเองในเรื่องการเมือง เว้นแต่คนเหล่านั้นจะเป็นตัวแทนของหน่วยงานต่างชาติ ชาวสิงคโปร์มีสิทธิที่จะหารือเกี่ยวกับการเมือง”

“และกฎหมายนี้ไม่ได้นำไปใช้กับบุคคลต่างชาติหรือสิ่งพิมพ์ต่างประเทศที่รายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองของสิงคโปร์อย่างเปิดเผย โปร่งใส และมีเหตุผล แม้ว่าความคิดเห็นของพวกเขาอาจวิพากษ์วิจารณ์สิงคโปร์หรือรัฐบาลก็ตาม”

Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP

แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตจีน ร่วมคุมเข้มพฤติกรรม ‘แฟนคลับ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663075

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 15:21 น.แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตจีน ร่วมคุมเข้มพฤติกรรม ‘แฟนคลับ’หลังจากในเดือน ส.ค. สำนักงานคณะกรรมการกิจการไซเบอร์สเปซส่วนกลางของจีน ประกาศชุดมาตรการใหม่เพื่อควบคุมการทำการตลาดอย่างไม่เหมาะสมของเหล่าคนดัง และกำกับดูแลกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ

ปักกิ่ง, 12 ก.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (11 ก.ย.) สมาคมศิลปะการแสดงแห่งประเทศจีน (CAPA) ประกาศว่าบรรดาแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตจีนได้ออกมาให้คำมั่นยกระดับความพยายามกำกับควบคุมกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ

ระเบียบที่ร่วมเผยแพร่โดยสมาคมฯ และ 14 แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต อาทิ ซินา เวยโป๋ (Sina Weibo) โต่วอิน (Douyin) และไคว่โส่ว (Kuai Shou) ระบุว่าโพสต์ที่มีเนื้อหาทำลายชื่อเสียงคนดังหรือก่อให้เกิดการเผชิญหน้าและโต้เถียงระหว่างกลุ่มแฟนคลับจะถูกลบออก ส่วนบัญชีผู้ใช้งานที่มีเนื้อหาดังกล่าวจะถูกแบนหรือปิดตัวลง

การประพฤติผิด เช่น การโพสต์หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวของคนดัง การชักนำให้แฟนคลับใช้จ่ายเงินกับไอดอลของพวกเขา และการยุยงปลุกปั่นแฟนคลับจนรบกวนความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมจะถูกลงโทษเช่นกัน

ทั้งนี้ แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตจีนจะแบ่งปันข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานและเนื้อหาที่เข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบ โดยอ้างอิงหลักการปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน และจะร่วมกันลงโทษการประพฤติผิด พร้อมสนับสนุนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตแจ้งเบาะแสการละเมิดรูปแบบดังกล่าวต่อแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต

ก่อนหน้านี้ซินหัวรายงานว่าทางการจีนปราบแฟนคลับคนดัง ‘พฤติกรรมไม่เหมาะสม’ โดยเมื่อที่ 27 ส.ค.สำนักงานคณะกรรมการกิจการไซเบอร์สเปซส่วนกลางของจีน ประกาศชุดมาตรการใหม่เพื่อควบคุมการทำการตลาดอย่างไม่เหมาะสมของเหล่าคนดัง และกำกับดูแลกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ

แถลงการณ์จากสำนักงานฯ ระบุการห้ามเยาวชนจัดตั้งกลุ่มแฟนคลับและเข้าร่วมแคมเปญของคนดังที่มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงห้ามเข้าร่วมการโหวตในการแข่งขันของคนดัง ส่วนการพบปะทางออนไลน์ของกลุ่มแฟนคลับไม่ควรมุ่งเป้าที่เยาวชน

สำนักงานฯ ยังยกเลิกการจัดอับดันเหล่าคนดังทางออนไลน์ ทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม โดยอนุญาตการจัดอันดับผลงานอย่างเพลงหรือภาพยนตร์เท่านั้น

ด้านบริษัทตัวแทนเหล่าคนดังจะถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น และแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตต้องกำหนดกฎระเบียบชัดเจน สำหรับบริษัทตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับการทำการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการบริหารจัดการแฟนคลับ

คนดัง บริษัทตัวแทน และกลุ่มแฟนคลับ ที่กระตุ้นให้เกิดการทะเลาะวิวาททางออนไลน์ในหมู่แฟนคลับ จะถูกลงโทษด้านบัญชีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ เช่น จำกัดการเข้าชม งดเผยแพร่เนื้อหา และปิดบัญชีผู้ใช้งานดังกล่าว

กลุ่มแฟนคลับจะต้องได้รับอนุญาตจากบริษัทตัวแทนของคนดังและต้องประกอบกิจกรรมภายใต้การกำกับดูแลของบริษัทตัวแทน ส่วนแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตต้องลบเนื้อหาเกี่ยวกับการทะเลาะและการหมิ่นประมาทในหมู่แฟนคลับ รวมถึงปิดบัญชีผู้ใช้งานที่ละเมิดกฎระเบียบ โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

สำนักงานฯ ยังแจ้งเตือนการจัดแคมเปญ การแสดงทางออนไลน์ และการจัดอันดับที่หลอกล่อแฟนคลับให้จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนไอดอลที่พวกเขาชื่นชอบด้วย

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จีนตัดตอน Alipay สั่งแยกแอปเก็บเงินจาก Ant Group #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663073

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 15:04 น.จีนตัดตอน Alipay สั่งแยกแอปเก็บเงินจาก Ant Group รัฐบาลจีนเตรียมออกคำสั่งปราบปราม Alipay แอปพลิเคชันชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดของจีน

Reuters อ้างรายงานจาก Financial Times ระบุว่ารัฐบาลจีนต้องการให้บริษัท Ant Group ในเครือ Alibaba แยกแอปพลิเคชันยอดนิยม Alipay ออกจากธุรกิจสินเชื่อของบริษัท และให้พัฒนาแอปพลิเคชันใหม่แยกต่างหากสำหรับธุรกิจสินเชื่อที่ทำกำไรได้สูงของบริษัท

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของ Alibaba ซึ่งจดทะเบียนในตลาดฮ่องกงร่วงลงกว่า 4% เนื่องจากแอปพลิเคชัน Alipay มีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน นับเป็นแอปพลิเคชันชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดของจีน

โดยความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของรัฐบาลจีนในการจัดระเบียบธุรกิจยักษ์ใหญ่ครั้งนี้จะส่งผลให้ Ant Group ต้องปรับโครงสร้างของบริษัทครั้งใหญ่ที่สุด

REUTERS/Aly Song/File Photo

จัดระเบียบอีกราย อินเดียเล็งเก็บภาษีเทรดคริปโต #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663069

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 14:30 น.จัดระเบียบอีกราย อินเดียเล็งเก็บภาษีเทรดคริปโตแหล่งข่าวเผยรัฐบาลอินเดียเล็งเก็บภาษีคริปโตเคอร์เรนซี

Reuters รายงานว่าเว็บไซต์ข่าว ET Now ทวีตโดยอ้างแหล่งข่าวว่ารัฐบาลอินเดียกำลังเล็งที่จะเก็บภาษีการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี

โดยระบุว่ากรมสรรพากรอินเดียสนับสนุนการเก็บภาษีจากการแลกเปลี่ยนและเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของรัฐบาลที่มองว่ากิจกรรมใดๆ ก็ตามที่สร้างรายได้จะต้องเสียภาษี

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

ผู้เชี่ยวชาญศรีลังกาหนุนฉีด Sinopharm ให้เด็ก #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663059

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.ผู้เชี่ยวชาญศรีลังกาหนุนฉีด Sinopharm ให้เด็กผู้เชี่ยวชาญศรีลังกาชี้ Sinopharm เหมาะกับเด็กมากที่สุด หลังรัฐบาลเตรียมฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าศาสตราจารย์ ทิสสา วิธารานา ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาของศรีลังกา เปิดเผยว่าวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของซิโนฟาร์มจากจีน เหมาะสำหรับใช้งานในกลุ่มประชากรเด็ก เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย

หลังจากที่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมหินทรา ราชปักษา ของศรีลังกา กล่าวว่ารัฐบาลจะเริ่มฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปในอีกไม่ช้า นำไปสู่การถกเถียงของเหล่าผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นว่าวัคซีนตัวใดเหมาะสำหรับนำไปฉีดให้เด็กอายุน้อยมากที่สุด

โดยหนังสือพิมพ์ดิ ไอส์แลนด์ รายงานอ้างอิงข้อมูลจากศาสตราจารย์วิธารานา ระบุว่า “หลังจากตรวจดูข้อมูลแล้ว เราต้องจัดโครงการนำร่องด้วยการสุ่มฉีดวัคซีนหลายตัว เพื่อดูว่าวัคซีนแต่ละตัวสร้างแอนติบอดีและมีผลข้างเคียงในเด็กหรือไม่ ผมเชื่อในแนวทางวิทยาศาสตร์และคิดว่าซิโนฟาร์มเป็นวัคซีนดีที่สุดสำหรับเด็ก”

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์วิธารานาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยลอนดอนและเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถาบันวิจัยทางการแพทย์แห่งศรีลังการะหว่างปี 1983-1994

ปัจจุบันชาวศรีลังกาฉีดวัคซีนครบโดสกว่าร้อยละ 50 ของประชากรแล้ว โดยขณะนี้ทางการกำลังดำเนินโครงการฉีดวัคซีนให้ประชากรวัยผู้ใหญ่ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โดยศรีลังกาได้ใช้วัคซีนของซิโนฟาร์ม แอสตราเซเนกา ไฟเซอร์ โมเดอร์นา และสปุตนิก วี

Photo by FADEL SENNA / AFP

ญี่ปุ่นติดสปีด ฉีดวัคซีนครบโดสเกินครึ่งประเทศในเวลา 7 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663056

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ญี่ปุ่นติดสปีด ฉีดวัคซีนครบโดสเกินครึ่งประเทศในเวลา 7 เดือนชาวญี่ปุ่นกว่า 63 ล้านคนฉีดวัคซีนโควิดครบ 2 เข็มแล้ว รัฐบาลเล็งผ่อนคลายมาตรการหลังผู้ป่วยลดต่อเนื่อง

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่าขณะนี้ชาวญี่ปุ่นมากกว่า 50% หรือกว่า 63 ล้านคน ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากญี่ปุ่นเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ส่งผลให้อัตราการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นเข้าใกล้ประเทศร่ำรวยอื่นๆ อย่างสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส แม้ว่าจะเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนทีหลัง

ยาสุโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรการโควิด-19 ชี้ว่าหากความเร็วในการฉีดวัคซีนยังคงเดิมจะมีชาวญี่ปุ่นมากกว่า 60% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มภายในสิ้นเดือนนี้

พร้อมเสริมว่าหากอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 80% คาดว่าจะส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งขณะนี้ญี่ปุ่นยังคงตึงเครียดเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แม้ว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่จะลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม

โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวานนี้ (12 กันยายน) อยู่ที่ 7,205 ราย ซึ่งลดลงต่ำกว่าระดับ 8,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ราว 1.64 ล้านราย และผู้เสียชีวิต 16,814 ราย

ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้ประชาชนทุกคนภายในต้นเดือนพฤศจิกายน และพิจารณาคลายมาตรการควบคุมโรค และข้อจำกัดต่างๆ ในเดือนเดียวกัน

Photo by Stanislav Kogiku / POOL / AFP

FBI เปิดเอกสารลับ 9/11 ชุดแรก เชื่อมโยงชาวซาอุฯ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663037

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 11:23 น.FBI เปิดเอกสารลับ 9/11 ชุดแรก เชื่อมโยงชาวซาอุฯFBI เปิดเผยข้อมูลบางส่วนจากการสอบสวนคดีวินาศกรรม 9/11 อาจเชื่อมโยงจนท.ซาอุฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าหลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกคำสั่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่าให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการสอบสวนคดีวินาศกรรม 11 กันยายน หรือ 9/11 เท่าที่จะสามารถเปิดเผยได้

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟบีไอ จึงได้มีการเผยแพร่เอกสารลับชุดแรก ความยาว 16 หน้า ซึ่งชี้ว่าผู้ก่อการร้ายในเหตุวินาศกรรม 9/11 ทั้งหมด 19 คนนั้น มี 15 คนที่มาจากประเทศซาอุดีอาระเบีย

ข้อมูลจากเอกสารส่วนหนึ่งอ้างอิงจากแหล่งข่าวระบุว่านายนาวาฟ อัลฮัซมี และนายคาลิด อัล มิดฮาร์ สองผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินชาวซาอุดีอาระเบีย ได้เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2000 ในฐานะนักศึกษา

โดยทั้งคู่ได้รับความช่วยเหลือด้านการเดินทาง ที่พัก และการเงิน จากนายโอมาร์ บายูมี ชาวซาอุดีอาระเบียซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาในฐานะนักศึกษาเช่นเดียวกัน

แต่มีพยานหลายคนพบเห็นว่านายบายูมีเดินทางไปที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียประจำนครลอสแอนเจลิสบ่อยครั้ง ซึ่งแหล่งข่าวยังระบุว่านายบายูมีเป็นบุคคลสำคัญซึ่งมีตำแหน่งสูงในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย จึงต้องสงสัยว่าเขาอาจเป็นสายลับซาอุฯ

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานว่ารัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุนการก่อการร้ายครั้งนี้ แต่มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีองค์กรอิสระที่เป็นท่อนำเลี้ยงให้กับผู้ก่อการร้าย

ด้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบียซึ่งยืนกรานมาตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีสหรัฐ ได้ออกแถลงการณ์ยินดีต่อการเผยแพร่เอกสารลับของสหรัฐ และสนับสนุนความโปร่งใส และยังคงยืนยันว่ารัฐบาลซาอุฯ ไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุวินาศกรรม 9/11

ขณะที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตกำลังตั้งตารอคอยเอกสารชุดต่อๆ ไป ที่จะได้รับการเผยแพร่ในอนาคตตามคำสั่งของประธานาธิบดีไบเดน

AP Photo/Richard Drew, File