สตาร์ทอัปทุ่ม 15 ล้านเหรียญคืนชีพแมมมอธสู่ขั้วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663228

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 11:21 น.สตาร์ทอัปทุ่ม 15 ล้านเหรียญคืนชีพแมมมอธสู่ขั้วโลกนักวิทยาศาสตร์และบริษัทสตาร์ทอัพสหรัฐเล็งคืนชีพช้างแมมมอธที่สูญพันธุ์ไปหลายพันปีที่แล้วให้กลับมาอยู่ที่ขั้วโลก

บริษัทด้านชีววิทยาศาสตร์และพันธุศาสตร์ Colossal ของสหรัฐซึ่งร่วมก่อตั้งโดย เบ็น แลมม์ ร่วมกับ จอร์จ เชิร์ช ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ดผู้บุกเบิกแนวทางการตัดต่อพันธุกรรม ระดมทุน 15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 493.35 ล้านบาท เพื่อเตรียมคืนชีพช้างแมมมอธกลับสู่ทุ่งทุนดราของอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนืออีกครั้ง

เบื้องต้นนักวิทยาศาสตร์จะสร้างตัวอ่อนลูกผสมช้างและแมมมอธในห้องปฏิบัติการ โดยการใส่ดีเอ็นเอของแมมมอธที่เก็บจากชิ้นส่วนที่ได้รับการรักษาอย่างดีอยู่ภายใต้ชั้นดินเยือกแข็ง (permafrost) และทุ่งหญ้าสเต็ปป์เยือกแข็ง เข้าไปในจีโนมของช้างเอเชีย ซึ่งมีความคล้ายกันของดีเอ็นเออยู่ที่ 99.6%

จากนั้นจะนำตัวอ่อนไปฝังไว้ในแม่อุ้มบุญหรืออาจเป็นมดลูกที่สังเคราะห์ขึ้นมา และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนไม่มีอะไรผิดพลาด นักวิจัยหวังว่าจะได้ลูกช้างเซ็ตแรกใน 6 ปี

เชิร์ชเผยกับ The Guardian ว่า “จุดมุ่งหมายของเราคือการสร้างช้างที่สามารถทนต่อความหนาวเย็น แต่มันจะมีหน้าตาและพฤติกรรมเหมือนแมมมอธม่ใช่เพราะว่าเราต้องการหลอกลวงผู้คน แต่เพราะเราต้องการบางสิ่งที่ทำหน้าที่เหมือนแมมมอธที่จะมีความสุขกับอุณหภูมิติดลบ 40 องศาเซลเซียส และทำสิ่งที่ช้างและแมมมอธทำ โดยเฉพาะการล้มต้นไม้”

ส่วนแลมม์เชื่อว่า การนำฝูงแมมมอธไปปล่อยในทุ่งหิมะทุนดราแถบขั้วโลกเหนืออาจช่วยฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของขั้วโลกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนที่เชื่อว่าการคืนชีพแมมมอธจะเป็นไปได้และมองว่าควรนำเงินจำนวนดังกล่าวไปช่วยชีวิตสัตว์ที่เสี่ยงสูญพันธุ์และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับรากเหง้าของสาเหตุการสูญพันธุ์มากกว่า บางส่วนยังมองว่าการคืนชีพแมมอธเป็นเรื่องเกินจริงและเข้าใจผิด

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยว่าแมมมอธหรือสัตว์อื่นที่สูญพันธุ์ไปแล้วจะมีชีวิตรอดอยู่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันหรือไม่

The Havens Studio/Handout via REUTERS

ล็อคเป้าอาเซียน ตอลิบานจุดชนวนก่อการร้ายอาละวาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663194

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 20:57 น.ล็อคเป้าอาเซียน ตอลิบานจุดชนวนก่อการร้ายอาละวาด ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาเซียนเสี่ยงก่อการร้ายจากการผงาดของตอลิบานในอัฟกัน

ทำเอาตื่นตกใจไปตามๆ กันเมื่อ AP รายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นเตือนให้พลเมืองของตนอยู่ห่างจากสถานที่ทางศาสนาและฝูงชนใน 6 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเตือนถึงการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้

กระทรวงกล่าวว่าได้รับข้อมูลว่า “มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ระเบิดฆ่าตัวตาย”

คำเตือนนี้ไม่ได้เฉพาะเจาะจงที่ไหน แต่เตือนแบบหว่านแหกับพลเมืองญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเมียนมา

เมื่อเตือนแบบหว่านแหแบบนี้จึงเล่นเอาบางประเทศงงเป็นไก่ตาแตกและทำอะไรไม่ถูก ยิ่งประชาชนในประเทศนั้นตื่นตูมอยู่แล้วยิ่งลงไปกับรัฐบาลตัวเองว่าปิดบังอำพรางอะไรไว้หรือเปล่า

อย่างในไทยตอบรับฉับไวเพราะตกเป็นประเทศต้องสงสัย นายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เปิดเผยที่มาของคำเตือน และสถานทูตญี่ปุ่นไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมและ “ไม่เฉพาะเจาะจงกับประเทศไทย” ฝ่ายความมั่นคงของไทยก็บอกในทำนองเดียวกันว่าไม่มีข้อมูลเรื่องภัยคุกคาม

ตกลงมันเป็น False alarm หรือสัญญารเตือนหลอกให้ตื่นตกใจหรือไม่? 

ถ้าคิดดูดีๆ อาจไม่น่าจะใช่ หากลองดูทัศนะของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง

ชัยชนะของกลุ่มตอลิบานในอัฟกานิสถานเมื่อวันที่ 15 ส.ค. อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลุกขึ้นมาลงมือก่อเหตุในบ้านเกิดอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฐานที่มั่นในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และภาคใต้ของฟิลิปปินส์ หลังจากบางกลุ่มอ่อนแอลงเพราะถูกรัฐบาลปราบปรามอย่างหนัก

ผู้เชี่ยวชาญพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอาบูไซยาฟ (Abu Sayyaf) ในฟิลิปปินส์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการลักพาตัวนักท่องเที่ยว และกลุ่มญะมาอะห์อิสลามิยะห์ (Jemaah Islamiyah: JI) ในอินโดนีเซียที่อยู่เบื้องหลังระเบิดบาหลีเมื่อปี 2002 ว่าจะรู้สึกฮึกเหิมขึ้นจนลุกขึ้นมาก่อเหตุโจมตีในบ้านเกิด อาทิ การวางระเบิด

ไม่นานหลังจากกลุ่มตอลิบานยึดอัฟกานิสถานได้เบ็ดเสร็จ กลุ่มญะมาอะห์ อันชารูซี ชารีอะห์ (Jamaah Ansharusy Syariah: JAS) ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่แยกมาจากกลุ่ม JI ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีกับกลุ่มตอลิบาน โดยแถลงการณ์กลุ่มนี้ลงนามโดย อับดุล ร็อคฮิม บาชีร์ ลูกชายของอาบู บัคการ์ บาชีร์ อดีตผู้นำทางจิตวัญญาณของกลุ่ม JI ที่ออกคำสั่งให้ระเบิดบาหลี

ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงกังวลว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะตกอยู่ในอันตรายจากการก่อการร้ายอีกครั้ง

เค ชานมูกัม รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมายและมหาดไทยของสิงคโปร์เตือนว่า การกลับขึ้นมาครองอำนาจอีกครั้งของกลุ่มตอลิบานในอัฟกานิสถานอาจนำมาสู่การก่อการร้ายที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะในอดีตสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มตอลิบาน อัฟกานิสถานเคยเป็นสวรรค์สำหรับกลุ่มไอเอส (ISIS) อัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และช่องทางสวรรค์ที่อาจเป็นนรกของใครอีกหลายคนกำลังเกิดเปิดขึ้นอีกครั้งสำหรับกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้าน เอ็นริโก เคา ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก Taiwan Strategy Research Association เผยว่า แม้ว่ากลุ่มตอลิบานจะไม่มีอิทธิพลโดยตรงกับกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอิทธิพลทางอ้อม ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกลุ่มอัลกออิดะห์หรือกลุ่มอาบูไซยาฟอาจนำไปใช้ประโยชน์ได้

ส่วน แซคารี อาบูซา ศาสตราจารย์จาก National War College ในวอชิงตันเผยว่า กลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยเห็นกลุ่มตอลิบานถูกสหรัฐไล่บี้จนต้องถอยร่นไปตั้งหลักในปากีสถาน และเห็นตอลิบานกลับมาผงาดอีกครั้ง ดังนั้นชัยชนะของตอลิบานอาจเป็นแรงกระตุ้นและขวัญกำลังใจให้กับกลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่น่ากังวลกว่าไม่แพ้กันคือ รัฐมนตรีในรัฐบาลชั่วคราวของอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตอลิบานครั้งนี้ประกอบด้วยสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มกบฏ โดยมีอย่างน้อย 14 คนอยู่ในบัญชีดำของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ รวมทั้ง มุลเลาะห์ ฮาซาน รักษาการนายกรัฐมนตรี และซิรายุดดิน ฮัคคานี รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยซึ่งถูกสหรัฐตั้งค่าหัวไว้ที่ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีรักษาการ 33 คนยังรวมถึงผู้นำ 4-5 คนที่รู้จักกันในนาม 5 ตอลิบาน (Taliban Five) อดีตนักโทษเรือนจำกวนตานาโมที่สหรัฐยอมปล่อยตัวแลกกับตัวประกันทหารอเมริกัน

ขณะที่กลุ่ม JI มีความสัมพันธ์กับทั้งอัฟกานิสถานและกลุ่มอัลกออิดะห์ ระหว่างสงครามโซเวียต-อัฟกันช่วงทศวรรษ 1970-1980 กลุ่ม JI รับสมัครและส่งนักรบไปฝึกที่อัฟกานิสถานหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือ ริดวน อิซามุดดิน หรือ ฮัมบาลี ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดและการโจมตีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายครั้งและคนชี้เป้าให้กลุ่มอัลกออิดะห์ที่อำนวยความสะดวกในการฝึกในอัฟกานิสถานก่อนจะถูกซีไอเอจับกุมได้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การตั้งข้อหาของคณะกรรมการกองทัพสหรัฐในกวนตานาโมเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมาอาจนำมาสู่การล้างแค้นของกลุ่มหัวรุนแรงใหม่ๆ ในอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ อับดุลราจัค จานจาลานี ผู้ก่อตั้งกลุ่มอาบูไซยาฟในฟิลิปปินส์ก็เคยเข้าร่วมรบในสงครามโซเวียต-อัฟกันในช่วงที่โอซามะ บิน ลาเดนเป็นผู้นำ

ประสบการณ์การร่วมรบในอัฟกานิสถานเหล่านี้ได้สร้างสายสัมพันธ์ในฐานะเครือข่ายศิษย์เก่าให้กับนักรบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มก่อการร้ายอย่างอาบูไซยาฟและ JI ยังได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้อัฟกานิสถานเป็นที่มั่นภายใต้อำนาจของตอลิบาน เรียกว่าแต่ละกลุ่มล้วนมีสายสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันไปมา

ประจวบเหมาะกับการกลับมาปรากฏตัวของผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ที่ใครๆ ต่างก็เข้าใจว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อวันเสาร์ (11 ก.ย.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 20 ปีเหตุวินาศกรรมโจมตีตึกเวิลด์เทรดของสหรัฐ กลุ่มตอลิบานเผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 61 นาทีของ อัยมาน อัล ซาวาฮิรี ผู้นำกลุ่ม

อัล ซาวาฮิรี พูดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังเดือน ธ.ค.ที่มีข่าวลือออกมาว่าเข้าเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรัง ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าเขายังไม่เสียชีวิต

การปรากฏตัวของผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์สอดคล้องกับรายงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2019 ที่เตือนว่า กลุ่มอัลกออิดะห์อาจกลับมาอีกครั้งหากอัฟกานิสถานตกอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มตอลิบาน เนื่องจากสมาชิกกลุ่มอัลกออิดะห์เคยทำหน้าที่เป็นนักรบและผู้สอนศาสนาให้กลุ่มตอลิบาน ในระหว่างนี้จึงเกิดสายสัมพันธ์เหนียวแน่นผ่านการแต่งงานและเป้าหมายร่วมกันในกลุ่มนักรบรุ่นที่ 2

นี่เป็นฉากหลังที่น่ากังวลสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ความเกี่ยวพันเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มหัวรุนแรงในภูมิภาคกับกลุ่มอัลกออิดะห์กำลังสร้างความหวั่นเกรงว่ากลุ่มเหล่านี้จะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังได้รับการสนับสนุนระลอกใหม่

ในกลุ่มนักโทษราว 5,000 คนที่กลุ่มตอลิบานปล่อยตัวหลังเข้ายึดฐานทัพสหรัฐเมื่อเร็วๆ นี้ มีชาวอินโดนีเซียที่เข้าร่วมรบกับกลุ่มไอเอสในอัฟกานิสถานอยู่ 7 คน และตอนนี้ 7 คนนี้อาจกำลังเข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายในอัฟกานิสถานและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้ายในบ้านเกิดและอาจกำลังชักชวนกลุ่มหัวรุนแรงในอินโดนีเซียเข้าร่วมผ่านโซเชียลมีเดียและการส่งข้อความเข้ารหัส

นักรบในกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งกลุ่ม JI แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร และอาบูไซยาฟในฟิลิปปินส์ และกลุ่มกัมปูลันมูจาฮิดินมาเลเซียล้วนเคยไปฝึกรบที่อัฟกานิสถานในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ทั้งการฝึกรบแบบกองโจรที่เรียกว่ามูจาฮิดีน การทำระเบิด กลยุทธ์ทหารราบ ซึ่งสร้างคอนเนคชันไว้ไม่มากก็น้อย โดยบางคนกลับมาลงมือก่อเหตุในบ้านเกิดและกลายเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าที่ผ่านมาอินโดนีเซียจะปราบปรามกลุ่ม JI อย่างหนักจนอ่อนแอลง แต่กลุ่ม JI ยังคงอยู่ เดือนที่แล้วตำรวจอินโดนีเซียจับกุมผู้ก่อการร้ายที่ต้องสงสัยว่าวางแผนก่อเหตุในวันชาติซึ่งตรงกับวันที่ 17 ส.ค. 53 คนซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม JI โดยยึดได้ทั้งอาวุธและกล่องรับบริจาคระดมทุน

และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ย.หน่วยปราบปรามการก่อการร้ายอินโดนีเซียยังรวบตัว อาบู รุสดาน ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม JI พร้อมกับสมาชิกกลุ่มอีก 3 คน

สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ สายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม JI อาบูไซยาฟ อัลกออิดะห์ และตอลิบานจะรอดพ้นการสกัดกั้นของรัฐบาลประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากน้อยเเค่ไหน เนื่องจากฝ่ายรัฐได้เตรียมตัวดีกว่าในอดีต

และขณะนี้รัฐบาลหลายประเทศกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวนับจากนี้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ครั้งหนึ่งอาเซียนเคยต้องอยู่หวาดระแวงแบบนี้มาแล้ว ช่วงแรกๆ ของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย วันนี้ฝันร้ายนี้กลับมาซ้ำรอยอีกครั้งแบบ “เดจาวู” อย่างไม่น่าเชื่อ

โดย จารุณี นาคสกุล

REUTERS/Romeo Ranoco

พบสารปนเปื้อนในวัคซีน Pfizer ที่ 2 เมืองในญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663189

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 19:52 น.พบสารปนเปื้อนในวัคซีน Pfizer ที่ 2 เมืองในญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นพบกรณีปนเปื้อนในวัคซีน Moderna จนต้องหยุดการผลิตไปนับล้านโดส

สำนักข่าว Kyodo รายงายอ้างการเปิดเผยของรัฐบาลท้องถิ่นว่าพบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีนโควิด-19 ของบริษัท Pfizer ที่ยังไม่ได้เปิดใช้จำนวน 4 ขวดในสองเมืองใกล้กรุงโตเกียว คือเมืองซางามิฮาระและคามาคุระ ทั้ง 2 เมืองอยู่ในจังหวัดคานางาวะ

สารปนเปื้อนสีขาวถูกพบในสถานที่ฉีดวัคซีน 3 แห่งในซางามิฮาระระหว่างวันเสาร์และวันอังคาร และที่จุดฉีดแห่งหนึ่งในเมืองคามาคุระในวันอาทิตย์

เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นได้ระงับการใช้วัคซีนโควิด-19 ของบริษัท Moderna Inc. ประมาณ 1.63 ล้านโดส เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนหลังจากพบสารแปลกปลอมในขวดจำนวนมาก

Photo by Robyn Beck / AFP

Emma Raducanu จะเป็นนักกีฬาหญิงพันล้านคนแรกได้หรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663180

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 18:19 น.Emma Raducanu จะเป็นนักกีฬาหญิงพันล้านคนแรกได้หรือไม่นักวิเคราะห์เผยสาเหตุที่บรรดาแบรนด์ระดับโลกต่างต้องการตัวสาวน้อยอนาคตไกลคนนี้

อนาคตของเอ็มมา ราดูคานู (Emma Raducanu) นักเทนนิสวัย 18 ปี กำลังไปได้สวยสุดๆ หลังจากที่เธอคว้าชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในยูเอสโอเพน และเป็นนักเทนนิสหญิงจากสหราชอาณาจักรคนแรกในรอบ 44 ปีที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลม

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เธอได้เงินรางวัลไป 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ จากบรรดาสปอนเซอร์ที่จะหลั่งไหลเข้ามาในอนาคต ขณะที่มีการวิเคราะห์ว่าราดูคานูจะสามารถเป็นนักกีฬาหญิงพันล้านคนแรกได้หรือไม่

มาร์ก บอร์โกสกี (Mark Borkowski) ผู้คร่ำหวอดด้านการประชาสัมพันธ์จากอังกฤษทวีตว่า เส้นทางสู่พันล้านเหรียญสหรัฐของราดูคานูเริ่มขึ้นแล้ว และให้สัมภาษณ์กับ The Sun ว่าเขาเชื่อว่าราดูคานูจะสามารถเป็นคว้าพันล้านเหรียญได้อย่างแน่นอน และเธอจะเป็นไอคอนคนใหม่ที่ทุกคนในยุคนี้ต้องให้ความสนใจ

บอร์โกสกี มองว่า ด้วยอายุที่ยังน้อย ประกอบกับพรสวรรค์และความสามารถที่น่าทึ่ง ตลอดจนบุคลิก การวางตัว อีกทั้งยังมีภูมิหลังหลากหลายทางวัฒนธรรม (ราดูคานูเป็นลูกครึ่งโรมาเนีย-จีน ซึ่งเกิดที่แคนาดา และย้ายไปอยู่อังกฤษตั้งแต่อายุ 2 ขวบ)

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเธอ คือทุกอย่างที่บรรดาแบรนด์ต้องการในขณะนี้…ทุกคนจะต้องการตัวเธอ” เรียกได้ว่าเป็นความฝันของนักการตลาด

โจนาธาน ชาลิต (Jonathan Shalit) ประธาน InterTalent Group จากลอนดอนเชื่อว่าในปีหน้าราดูคานูจะทำเงินได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะโดดเด่นกว่านักกีฬาผู้ชายเสียอีก แบรนด์ระดับโลกจะต้องหันมาสนใจในตัวเธอ ซึ่งอาจจำไปสู่การเซ็นสัญญากับบรรดาแบรนด์แฟชั่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และอื่นๆ

ราดูคานูไต่อันดับจากมือวางอันดับ 336 ของโลกมาเป็น 150 ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียของเธอเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยอินสตาแกรมของเธอมีผู้ติดตามอยู่ที่ 1.7 ล้านคนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ราดูคานูยังได้รับความสนใจอย่างมากในสื่อและโซเชียลมีเดียประเทศจีน ส่วนหนึ่งเนื่องจากแม่ของเธอเป็นชาวจีน

ด้านสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร พร้อมทั้งเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคทได้ทรงแสดงความยินดีกับชัยชนะของราดูคานู รวมถึงนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ก็ได้ชื่นชมในความสามารถของเธอด้วย

มีรายงานว่านอกจากเงินรางวัล 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นเงินรางวัลที่เยอะที่สุดในชีวิตของเธอ และบรรดาแบรนด์ดังระดับโลกที่กำลังจะตบเท้าเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้กับเธอแล้วนั้น เธอยังจะเป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับพระราชทานอิสริยาภรณ์จากควีนเอลิซาเบธอีกด้วย

แม้ว่าเป้าหมายก่อนลงแข่งแมตช์แรกของเธอเพียงแค่ต้องการหาเงินไปซื้อ AirPods ใหม่แทนอันเก่าที่ทำหายไปเท่านั้น

ที่มา CNNNew York Post

ภาพโดย TIMOTHY A. CLARY / AFP

D.P. เมื่อซีรีส์ปลุกประเด็นแฉการเกณฑ์ทหารในเกาหลีใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663168

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 16:12 น.D.P. เมื่อซีรีส์ปลุกประเด็นแฉการเกณฑ์ทหารในเกาหลีใต้ซีรีส์ D.P. กำลังจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้อีกครั้ง

รอยเตอร์สรายงานว่า “D.P. (หน่วยล่าทหารหนีทัพ)” ซีรีส์เกาหลียอดนิยมใน Netflix กำลังจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้อีกครั้ง

D.P. ซึ่งย่อมาจาก Deserter Pursuit เป็นหนึ่งในซีรีส์ยอดนิยมอันดับต้นๆ ในเกาหลีใต้นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเรื่องราวของพลทหารที่ได้รับมอบหมายให้ตามล่าทหารเกณฑ์ที่หลบหนีจากกองทัพในระหว่างเข้ากรม

โดยในซีรีส์มีการชี้ให้เห็นถึงกิจวัตรประจำวันของเหล่าทหารเกณฑ์ ตลอดจนแสดงให้เห็นว่าภายในนั้นมีการทำร้ายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจจากบรรดาทหารด้วยกัน

ฮันจุนฮี ผู้กำกับซีรีส์เผยว่าเขาพยายามบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษยธรรม และชี้ให้เห็นว่าระบบสามารถทำให้ทหารกลายเป็นได้ทั้งเหยื่อและอาชญากรได้อย่างไร รวมไปถึงทหารที่ถูกบังคับให้ต้องเป็นผู้ล่า

เมื่อซีรีส์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารในเกาหลีใต้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังแย่ บรรดาชายหนุ่มจำนวนหนึ่งมองว่าไม่อยากเสียเวลาในการเรียนหรือทำงานไปกับการเกณฑ์ทหาร และมันควรเกิดจากความสมัครใจ

อีกทั้ง กองทัพเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศและการทำร้ายร่างกายหลายครั้งในปีนี้

บ้างก็หวั่นว่าเมื่อถึงคราวที่ตัวเองจะต้องไปเกณฑ์ทหารแล้วจะโดนกลั่นแกล้งจากรุ่นพี่เหมือนในซีรีส์ บ้างก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก

ขณะที่บรรดาผู้ที่เคยเข้ารับการเกณฑ์ทหารออกมาบอกเล่าประสบการณ์ และกล่าวว่าเนื้อหาในซีรีส์สะท้อนประสบการณ์ที่พวกเขาเคยเจอ ซึ่งเป็นความทรงจำอันเลวร้ายและกระทบกระเทือนจิตใจ

มาจุนบิน ซึ่งเคยเป็นทหารเกณฑ์ในปี 2013 ถึง 2014 เผยว่าฉากในซีรีส์ D.P. ทำให้เขานึกถึงสมัยที่เป็นทหารเกณฑ์ซึ่งเคยผ่านการทำร้ายในแบบที่คล้ายกันมามากมาย “เมื่อมองย้อนกลับไปผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย แต่ในตอนนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดามาก”

แต่อีกด้านหนึ่งอย่างเช่น อีจุนแท ซึ่งเคยเป็นทหารเกณฑ์ตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2019 กล่าวว่าเขาไม่เคยมีประสบการณ์ถูกทำร้ายหรือถูกละเมิดในระหว่างนั้น และไม่มีเพื่อนคนใดได้รับการปฏิบัติที่รุนแรงเช่นกัน

ด้านกระทรวงกลาโหมชี้แจงว่ากระทรวงได้พยายามขจัดการละเมิดต่างๆ ภายในกรมทหาร ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิบัติที่รุนแรง พร้อมระบุว่าปัจจุบันสภาพแวดล้อมภายในนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ในอดีตแล้ว

โดยก่อนที่ซีรีส์ดังกล่าวจะฉายใน Netflix กองทัพมีการประกาศว่าได้วางแผนที่จะยกเลิกหน่วยล่าทหารที่หนีกองทัพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2022

ทั้งนี้ เกาหลีใต้มีทหารประจำการอยู่ที่ 550,000 นาย และมีกำลังสำรอง 2.7 ล้านนาย ท่ามกลางความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยผู้ชายทุกคนจะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารนานสุด 21 เดือน ขึ้นอยู่กับหน่วย ซึ่งกฎหมายปัจจุบันระบุว่าผู้ที่หนีเกณฑ์ทหารจะได้รับโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

กระทรวงกลาโหมเผยว่าผู้ที่หลบหนีการเกณฑ์ทหารลดลงในระยะหลังมานี้ โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะในปี 2019 มีการอนุญาตให้ทารเกณฑ์ใช้โทรศัพท์มือถือได้

อย่างไรก็ตามกระทรวงไม่ได้เปดเผยตัวเลขที่แน่ชัด แต่สื่อเกาหลีใต้รายงานว่ามีผู้หลบหนี 55 รายในปีที่แล้ว ซึ่งลดลงจาก 78 รายในปี 2019 ขณะที่ทหารซึ่งเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในปีที่แล้วอยู่ที่ 15 ราย ซึ่งลดลงจาก 27 รายในปี 2019 เช่นกัน

REUTERS ATTENTION EDITORS

พลังแห่ง ‘พู่กันเทพ’ ศิลปินดาวน์ซินโดรมผู้เอาชนะขีดจำกัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663138

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 14:19 น.พลังแห่ง 'พู่กันเทพ' ศิลปินดาวน์ซินโดรมผู้เอาชนะขีดจำกัดเรื่องราวของคานาซาวะ โชโกะ ที่บริจาคผลงานให้วัดในญี่ปุ่น เพื่ออธิษฐานขอให้โรคระบาดยุติโดยเร็วที่สุด เธอเริ่มคัดลอกพระไตรปิฎกเมื่ออายุได้ 5 ขวบ และในที่สุดก็กลายเป็นนักคัดลายมือที่มีชื่อเสียง

คานาซาวะ โชโกะ (Kanazawa Shoko) เป็นลิปิกร (นักเขียนอัษรวิจิตร) ชั้นนำของญี่ปุ่น มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ตัวอักษรที่ทรงพลังและเด็ดเดี่ยว สะท้อนความปราถนาของเธอที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง

คานาซาวะ โชโกะ ไม่ธรรมดาตรงที่เธอมีอาการดาวน์ซินโดรม แต่ไม่เพียงเขียนอักษรได้ กลับยังสามารถผลักดันตัวเองจนกลายเป็นนักลิปิศิลป์ที่ทั่วโลกยอมรับ

แต่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ โชโกะต้องผ่านความขมขื่นไม่น้อย โดยเฉพาะกับคุณแม่ที่หัวใจแทบแตกสลาย ตอนที่ทราบว่าลูกคนเดียวมีกลุ่มอาการดาวน์

แม่ของเธอเป็นนักลิปิศิลป์ระดับอาชีพ ส่วนคุณพ่อเป็นผู้บริหารในบริษัทชั้นนำของประเทศ ชีวิตของทั้งคู่ดูพร้อมสรรพ ยกเว้นแต่ขาดทายาท แต่แล้วเมื่อมีทายาทกลับไม่สมบูรณ์แบบดังใจหวัง

แม่ของเธอกังวลว่าสักวันหนึ่ง หากครอบครัวไม่เหลือใคร โชโกะจะอยู่อย่างไร

ความกังวลนี้ทำให้คุณแม่คิดได้ว่าควรจะสอนการเขียนอักษรศิลป์เพื่อให้ลูกมีสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วก็สามารถตั้งใจทำอะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง

โชโกะเริ่มเรียนอักษรเมื่ออายุ 5 ขวบ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะลิปิศิลป์มีกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน อย่าว่าแต่ผู้ที่มีปัญหาทางสมองเลย แม้แต่คนทั่วไปยังยากที่จะเข้าถึง กระนั้นก็ตาม คุณแม่ของเธอพยายามสอนหลักการเหล่านี้ ด้วยอุปมาอุปมัยง่ายๆ จนลูกสาวเข้าใจ

ผลงานชิ้นเอกชิ้นแรกของโชโกะ คือการคัดลอกมหาปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร เขียนเมื่ออายุ 10 ขวบ แต่กว่าจะได้ชิ้นนี้ออกมาเลือดตาคุณแม่แทบกระเด็น และลูกสาวเสียน้ำตาไปไม่รู้เท่าไหร่ จนเรียกกันว่าเป็น “พระสูตรแห่งน้ำตา”

แต่โชโกะพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง เก็บรางวัลมากมาย อายุแค่ 19 ปีก็ได้รับตำแหน่งลิปิกรสูงสุดเทียบกับเด็กๆ ในวัยเดียวกัน ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้โชโกะอย่างมากคือการเขียนอักษรให้กับซีรีส์เรื่อง ไทระ โนะ คิโยะโมะริ ของช่อง NHK ต่อมายังเขียนอักษรให้กับงานการกุศล และสร้างผลงานศิลปะระดับชาติ ประดับตามวัดสำคัญของประเทศ

คุณแม่วัย 70 กว่าปียังคอยช่วยเหลือลูกสาวอยู่ห่างๆ ไม่เฉพาะแค่สอนวิชาอักษร แต่ยังสอนให้ทำงานบ้านเอง จนสามารถเข้าครัวทำอาหารได้ตั้งแต่ 5 ขวบ ทุกวันนี้ยังช่วยคุณแม่สอนวิชาเขียนอักษรให้กับผู้สนใจอีกด้วย แต่โชโกะรู้ดีว่าสักวันเธอต้องอยู่ตามลำพัง การยืนหยัดด้วยตัวเองจึงเป็นความหวังอย่างหนึ่งของเธอ

ความหวังนี้สะท้อนออกมาในผลงานหลายๆ ชิ้น ขณะเดียวกันหลายชิ้นก็สะท้อนการมองโลกในแง่ดี และสายใยที่เกี่ยวโยงถึงพุทธธรรม ไม่ว่าจะเป็นอักษรความฝัน ความรัก เสียงหัวเราะ หรือแม้แต่ ไร้จิต และจิตพุทธะ

ในเดือนพฤศจิกายน 2017 โชโกะได้จัดแสดงผลงานคัดลายมือของชาวพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่วัดริวอุนจิ ในญี่ปุ่น นอกจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว เธอยังได้จัดนิทรรศการเดี่ยวมากกว่า 400 งานในรัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และดูไบ และเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โชโกะจะจัดนิทรรศการอักษรศิลป์ที่วัดริวอุนจิ ในเมืองฮามามัตสึ ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนถึง 3 ตุลาคม และจะเผยแพร่ผลงานใหม่ของเธอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางวัดกล่าวว่ามีความหวังว่าชาวเมืองจะ “ฟื้นคืนความเมตตากรุณาในใจ” ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

เมื่อชมผลงานอักษรคานาซาวะ โชโกะ เราจะรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ผลงานของผู้ป่วยทางสมอง แต่เป็นความเคลื่อนไหวจากปลายพู่กันที่สะท้อนออกมาจากใจบริสุทธิ์ ปราศจากอาการป่วยไข้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Evergrande รับสภาพคล่องอาการหนัก จ้างที่ปรึกษาเคลียร์หนี้ก้อนโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663150

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 13:42 น.Evergrande รับสภาพคล่องอาการหนัก จ้างที่ปรึกษาเคลียร์หนี้ก้อนโตบริษัท Evergrande เผยความคืบหน้าปัญหาหนี้กว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เร่งแก้สถานการณ์ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจจีน

Evergrande Group บริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของจีนกล่าวว่าบริษัทเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องที่ “มหาศาล” และได้ว่าจ้างที่ปรึกษาด้านการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับวิกฤต เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ 1.97 ล้านล้านหยวน (305,300 ล้านเหรียญสหรัฐ)

ความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้นำไปสู่การเทขายพันธบัตรและหุ้น โดยพันธบัตรออฟชอร์ของ Evergrande ลดลงเหลือน้อยกว่า 1 ใน 4 ของมูลค่าที่ตราไว้ ขณะที่การซื้อขายพันธบัตออนชอร์หยุดชั่วคราว และราคาหุ้นตกต่ำลง ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงมากกว่า 3 ใน 4 ในปีนี้

ในช่วงเช้าวันนี้ (14 ก.ย.) หุ้นของ Evergrande ที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงร่วงลงมากถึง 10% และในภาพรวมตลอดทั้งปีนี้หุ้นของบริษัทร่วงไปประมาณ 80%

Reuters ระบุว่า Evergrande กำลังตกลงอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลหลังยืนกรานว่าจะไม่ยอมล้มละลาย โดยบรรดานักลงทุนได้ออกมาประท้วงบริเวณสำนักงานใหญ่ในเซินเจิ้น ขณะที่บริษัทกล่าวว่ากำลังเผชิญกับ “ปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” แต่ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าบริษัทกำลังจะล้มละลาย

โดยในวันนี้บริษัทได้แถลงถึงการว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมด และเพื่อบรรเทาวิกฤติทางการเงินที่บริษัทกำลังเผชิญ

ในส่วนของแผนการขายหุ้นในหน่วยบริการรถยนต์ไฟฟ้าและอสังหาริมทรัพย์นั้น Evergrande กล่าวว่า “ไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ”

ความเชื่อมั่นใน Evergrande เริ่มแย่ลงตั้งแต่เดือนพ.ค. และตามมาด้วยการประท้วงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยผู้ซื้อบ้าน นักลงทุนรายย่อย และพนักงานที่ไม่พอใจ

ขณะที่ Bloomberg ชี้ว่าขอบเขตของการสูญเสียที่นักลงทุนเผชิญส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับว่าทางการจีนและธนาคารของรัฐจะดำเนินการเพื่อจำกัดผลกระทบหรือไม่

หากปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ความเสี่ยงคือ Evergrande จะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายและยากจะควบคุม โดยนักพัฒนากล่าวว่ายอดขายอสังหาริมทรัพย์ในเดือนนี้จะลดลงเนื่องจากความเชื้อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง อันจะส่งผลให้เม็ดเงินของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสภาพคล่องของบริษัท

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าบริษัทพัฒนาอสังหาฯ อื่นๆ ของจีนที่มีหนี้สินตะเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ในอนาคต ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจของประเทศ และหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อธนาคารและนักลงทุนอย่างมาก

REUTERS/Bobby Yip/File Photo

ธุรกิจต่อไป! รัฐบาลจีนเล็งจัดการคลินิกเสริมความงาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663149

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ธุรกิจต่อไป! รัฐบาลจีนเล็งจัดการคลินิกเสริมความงามรัฐบาลจีนเตรียมเข้ามาปราบปรามธุรกิจเสริมความงามเป็นธุรกิจต่อไปหลังจัดการบริษัทเทครายใหญ่

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สื่อที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนระบุว่า “เป็นเรื่องจำเป็นและเร่งด่วน” ในการออกกฎควบคุมโฆษณาเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมความงาม ขั้นตอน และการรักษา โดยบอกว่าบางแห่งอวดอ้างเกินจริงหรืออ้างข้อมูลเท็จ

“โฆษณาความงามทางการแพทย์แพร่หลายไปทุกช่องทาง ตั้งแต่โปสเตอร์ที่ป้ายรถเมล์และในสถานีรถไฟใต้ดิน ไปจนถึงการแนะนำในโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มคอนเทนต์ต่างๆ ตั้งแต่โฆษณาที่แทรกอยู่ในภาพยนตร์และรายการวาไรตีโชว์ทางทีวี ไปจนถึงการโปรโมทโดยการไลฟ์สตรีม” บทความแสดงความคิดเห็นที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ People’s Daily ระบุ

บทความระบุว่าโฆษณาบางชิ้นเชื่อมโยงรูปลักษณ์ที่ดูดีกับเรื่องราวเกี่ยวกับ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” “ความพากเพียร” “ความสำเร็จ” เรื่องราวที่บิดเบือนเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเสริมความงามที่เปลี่ยนโชคชะตาชีวิตของคนคนหนึ่ง และบิดเบือนแนวความคิดเกี่ยวกับความสวยความงาม

การวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจศัลยกรรมเสริมความงามเกิดขึ้นในช่วงที่ทางการจีนเข้ามาปราบปรามธุรกิจต่างๆ เป็นวงกว้างตั้งแต่ธุรกิจเทคโนโลยี การศึกษา ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ เพื่อยกระดับการควบคุมเศรษฐกิจและสังคมหลังจากปล่อยให้ธุรกิจเหล่านี้กอบโกยเงินเข้าประเป๋ามาหลายปี

การออกกฎคุมเข้มธุรกิจต่างๆ เพิ่มความกังวลให้บรรดานักลงทุนว่าธุรกิจไหนจะเป็นรายต่อไปที่รัฐบาลจะเข้ามาควบคุม

เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา น่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมตลาดของจีนร่างแนวทางควบคุมการโฆษณาของธุรกิจเสริมความงาม โดยระบุว่าโฆษณาเหล่านี้ทำให้สัผู้คนในสังคมวิตกกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้การทำศัลยกรรมความงามเป็นที่นิยมในจีน โดยเฉพาะการทำตาให้โตขึ้นและการเสริมจมูกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อย่างไรก็ดีธุรกิจเสริมความงามถูกวิจารณ์เนื่องจากไม่ยอมเตือนว่ามีความเสี่ยง

เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อินฟลูเอนเซอร์วัย 33 ปีรายหนึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่หลังจากเสียชีวิตจากการดูดไขมันที่ผิดพลาด

AFP PHOTO / CHANDAN KHANN

จีนกักตัวนานอาจไร้ผล หลังพบเคสติดเชื้อหลัง 21 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663132

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 12:05 น.จีนกักตัวนานอาจไร้ผล หลังพบเคสติดเชื้อหลัง 21 วันผู้เชี่ยวชาญและชาวโซเชียลตั้งคำถามเรื่องกักตัวนานแต่ไม่ได้ผล หลังชายจีนกักตัวครบ 21 วัน แต่ตรวจพบว่าติดเชื้อหลังกลับจากต่างประเทศ 37 วัน

มณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเผชิญกับการระบาดของ Covid-19 อีกครั้งหลังจากเพิ่งควบคุมการระบาดระลอกก่อนหน้านี้ได้สำเร็จเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนซึ่งเป็นการระบาดที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 1 ปี เน้นย้ำถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์เดลตา แม้ในประเทศที่มีมาตรการสกัดการแพร่ระบาดที่เข้มงวดที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง

การระบาดระลอกใหม่ในมณฑลฝูเจี้ยนทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 60 คน รวมทั้งนักเรียนประถม 15 คน หลังจากตรวจพบเด็กชายสองพี่น้องจากโรงเรียนประถมในเขตเซียนโหยวของเมืองผูเถียนติดเชื้อระหว่างตรวจหาเชื้อให้นักเรียนตามปกติ จากนั้นพบนักเรียนอีก 1 คนและผู้ปกครอง 3 คนติดเชื้อในวันถัดมา

ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลจีนคาดว่าพ่อของนักเรียนรายหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์อาจเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อครั้งใหม่นี้ ทั้งที่กักตัวครบตามที่ทางการกำหนดแล้ว

ผู้ปกครองรายนี้เดินทางกลับมาถึงเมืองเซี่ยเหมินเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา และเข้ากักตัวในโรงแรมซึ่งเป็นสถานกักตัวทางเลือก 14 วัน ต่อด้วยการกักตัวที่ศูนย์กักตัวของทางการในเมืองเซียนโหยวอีก 7 วัน จากนั้นเดินทางกลับบ้านและเฝ้าระวังต่ออีก 1 สัปดาห์

ระหว่างกักตัว 21 วันมีการตรวจหาเชื้อ 9 ครั้งซึ่งผลออกมาพบว่าไม่ติดเชื้อทั้งหมด ก่อนที่จะพบว่าเขาติดเชื้อเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ย. หรือ 37 วันหลังเดินทางกลับจีน

ทางการจีนไม่ได้เปิดเผยว่าชายรายนี้ติดเชื้อเมื่อใด ที่ใด หรือติดอย่างไร ทว่าระยะเวลาฟักตัวของเชื้อที่นานเกิน 21 วันถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก โดยนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคในมณฑลกวางตุ้งพบว่า เชื้อสายพันธุ์เดลตามีระยะเวลาฟักตัวเฉลี่ย 4 วัน

ด้วยเหตุนี้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนของจีนจึงตั้งคำถามว่า ชายคนดังกล่าวอาจได้รับเชื้อหลังเดินทางกลับมาถึงเขตเซียนโหยวแล้ว

ขณะที่ผู็เชี่ยวชาญมองว่า แม้ว่ายุทธศาสตร์คุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์ดูเหมือนจะได้ผล แต่จีนทางการจีนต้องใช้เวลานานขึ้นในการสกัดและควบคุมการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาให้กลับมาเป็นศูนย์อีกครั้งเมื่อเทียบกับการระบาดระลอกก่อนๆ

หวงเหยียนจง จากคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (CFR) เผยว่า ยุทธศาสตร์นี้กำลังเผชิญปัญหาเรื่องประสิทธิภาพที่ถดถอยลงเมื่อต้องเจอกับสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่ายอย่างเดลตา

“มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ ในการรักษาแนวทางนั้น ในแง่ของเวลา พลังงานขององค์กร และความเจ็บปวดทางการเงินและเศรษฐกิจที่ใช้ในการทำตัวเลขกลับมาเป็นศูนย์ ไม่ว่าข้อจำกีดการเดินทางจะเข้มงวดแค่ไหน คุIจะยังมีเคสนำเข้าและทำให้เกิดการระบาดในประเทศ”

บางประเทศ อาทิ ออสเตรเลียและสิงคโปร์พากันเปลี่ยนมาเป็นการเรียนรู้การอยู่ร่วมกับ Covid-19 หลังพึงพายุทธศาสตร์คุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์มาตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยในออสเตรเลียประชาชนเริ่มไม่พอใจมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด การประท้วงต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์เกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ๆ แม้ว่าตัวเชผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว 

อย่างไรก็ดี จีนกลับเพิ่มความพยายามในการสกัดการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้นซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์มองว่าเป็นข้อพิสูจน์ของความเหนือกว่าของระบอบการเมืองแบบเผด็จการ

ในจีนมาตรการที่เข้มงวดนี้ยังคงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรการต่างๆ เหล่านี้บังคับใช้เฉพาะในพื้นที่เล็กๆ ของประเทศที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคนในแต่ละครั้ง ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยปราศจาก Covid-19 มากกว่าที่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อ

“มันเป็นธรรมชาติ เมื่อคุณไม่ใช่เหยื่อของการล็อกดาวน์ คุนก็จะสนับสนุนมาตรการใดๆ ก็ตามที่ทำให้คุฯปลอดภัย แม้ว่าคุณจะต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์ แต่คุณก็ยังพบว่ามันพอทนได้เพราะมันเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก” หวงกล่าว 

อย่างไรก็ดี หวงเตือนว่า การสนับสนุนของประชาชนและความอดทนอาจค่อยๆ หมดไปหากการระบาดยืดเยื้อออกไป “ทางการจีนจะใช้มาตรการล็อกดาวน์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าในที่สุดการสนับสนุนจากสาธารณะจะหมดไป”

Photo by STR / AFP

เฟคนิวส์เป็นเหตุ เหรียญ litecoin ราคาพุ่งเกือบ 30% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663131

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 11:21 น.เฟคนิวส์เป็นเหตุ เหรียญ litecoin ราคาพุ่งเกือบ 30%  Walmart โต้เฟคนิวส์ ยืนยันไม่มีแผนรับชำระด้วย litecoin

หลังจากที่มีข่าวลือถูกโพสต์ลงบน GlobeNewswire ซึ่งเป็นบริการสำหรับเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่า Walmart จะเริ่มยอมรับการชำระเงินเป็นเหรียญ litecoin ส่งผลให้ราคาของ litecoin พุ่งทะยานเกือบ 30% ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

โดยราคาของ litecoin เมื่อคืนที่ผ่านมา (13 ก.ย.) พุ่งแตะระดับ 7,666.47 บาท จากราคาต่ำสุดในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 5,637.72 บาท

นอกจากนี้สื่อหลัก เช่น CNBC, Reuters และแม้แต่เว็บไซต์ข่าวสกุลเงินดิจิทัล Coindesk ได้รายงานเกี่ยวกับประกาศดังกล่าวด้วย ซึ่งส่งผลให้หุ้นของ Walmart ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ก่อนที่ Walmart จะออกมายืนยันกับ CNBC ว่าข่าวดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงและได้ติดต่อกับ GlobeNewswire เพื่อทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่งผลให้ในวันนี้ (14 ก.ย.) ราคาของ litecoin ค่อยๆ ปรับลดลงมาจนล่าสุดขณะนี้อยู่ที่ 5,866.21 บาท

ท่ามกลางการตั้งคำถามว่า GlobeNewswire จะมีมาตรการอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ในการตรวจสอบข่าวประชาสัมพันธ์และป้องกันเฟคนิวส์ และก.ล.ต. จะสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่

ขณะที่ GlobeNewswire ออกมาชี้แจงว่าได้วางมาตรการในการตรวจสอบความถูกต้องของข่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากผู้ไม่หวังดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการสอบสวน ตลอดจนดำเนินการทางกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

Photo by INA FASSBENDER / AFP