อีกแล้ว! ญี่ปุ่นเจอสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีน Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663328

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 10:26 น.อีกแล้ว! ญี่ปุ่นเจอสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีน Pfizerญี่ปุ่นพบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีนอีกครั้งคราวนี้เป็นของ Pfizer

สำนักข่าว Japan Times รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในจังหวัดคะนะงะวะใกล้กับกรุงโตเกียวและจังหวัดโอซะกะทางตะวันตกของญี่ปุ่น พบวัตถุแปลกปลอมในขวดวัคซีนของ Pfizer ที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานจำนวน 5 ขวด

วัคซีนทั้ง 5 ขวดมีวัตถุสีขาวลอยอยู่เป็นวัคซีนในล็อตเดียวกันคือ FF5357 โดยพบที่ศูนย์ฉีดวัคซีน 3 แห่งในเมืองซางะมิฮะระระหว่างวันเสาร์และวันอังคาร 1 แห่งในเมืองคะมะคุระในวันอาทิตย์ ซึ่งทั้งสองเมืองนี้อยู่ในจังหวัดคะนะงะวะ และอีก 1 แห่งในเมืองซาไกจังหวัดโอซะกะเมื่อวันอังคาร

หลังเกิดเรื่องทั้ง 3 เมืองขอให้ทาง Pfizer วิเคราะห์สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวแล้ว และยืนยันว่าไม่ได้ใช้วัคซีนขวดที่พบสิ่งแปลกปลอม แต่ยังใช้ขวดอื่นๆ ที่มาจากล็อตเดียวกันที่ได้รับการยืนยันว่าไม่พบการปนเปื้อน

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้วกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นระงับการใช้วัคซีนของ Moderna ราว 1.63 ล้านโดสหลังจากพบสิ่งแปลกปลอทสีดำในวัคซีนหลายขวด โดย Moderna ยืนยันในเวลาต่อมาว่า สิ่งแปลกปลอมนี้คืออนุภาคสเตนเลสสตีล และย้ำว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้รับวัคซีน

REUTERS/Denis Balibouse/File Photo/File Photo

ตราบาปกองทัพญี่ปุ่น กับ “การแข่งตัดหัวคนให้ถึง 100 หัว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663307

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 21:19 น.ตราบาปกองทัพญี่ปุ่น กับ "การแข่งตัดหัวคนให้ถึง 100 หัว"หนึ่งหน้าในประวัติศาสตร์ เมื่อกองทัพพระจักรพรรดิกระทำการอันเหี้ยมโหดเหมือนเรื่องสนุก ทุกวันนี้มันยังถูกพูดถึงน้อยมาก

ระหว่างที่เกิดกรณีสังหหารหมู่นานกิง มีเหตุการซ้อนอีกเหตุการณ์คือ “การแข่งตัดหัวคนให้ถึง 100 หัว” (เฮียกขุ นินงิริ เคียวโซ) เป็นการแข่งขันระหว่างร้อยตรีมูไค โทชิอะกิ กับร้อยตรีโนดะ ซึโยชิ 

ทั้งคู่แข่งกันว่าใครจะสามารถใช้ดาบญี่ปุ่นตัดศีรษะคนจีนได้ถึง 100 คนก่อนกัน ระหว่างการยาตราทัพรุกนานกิง มีสื่อญี่ปุ่นรายงานอย่างใกล้ชิดเกือบทุกระยะ จนกระทั่งได้ความว่ามูไคตัดไปได้ 106 หัว ส่วนโนดะได้ไป 105 หัว กรณีนี้มักถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างความโหดเหี้ยมของกองทัพญี่ปุ่นที่กระทำต่อชาวจีนอย่างป่าเถื่อน

หลังจากสิ้นสงคราม กองบัญชาการกลางของสหรัฐในญี่ปุ่น (GHQ) ได้ทราบเรื่องนี้ และควบคุมตัวนายทหารทั้ง 2 ไว้จากนั้นส่งตัวไปให้ทางการจีน ศาลอาชญากรสงคราม ตัดสินว่าทั้งคู่ก่ออาชญกรรมจริง ฐานสังหารพลเรือนและนักโทษสงคราม ให้ประหารชีวิตเสียที่นานกิง

ปัญหาก็คือ หลังสงครามมีการถกเถียงอย่างหนักว่าการการแข่งตัดคอคนให้ถึง 100 หัวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นอกจากจะโต้เถียงในวงวิชาการแล้ว ญาติของนายทหารทั้ง 2 ยังฟ้องร้องนักประวัติศาสตร์และสื่อที่เปิดเผยเรื่องดังกล่าวว่าปั้นเรื่อง แต่ปรากฎว่าศาลกรุงโตเกียวไม่รับฟ้อง เพราะหลักฐานระบุชัดว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง ซึ่งในข้อมูลฝ่ายญี่ปุ่นยกหลักฐานมางัดค้านดุเดือดมาก แต่ผมจะเล่าเฉพาะหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการแข่งกันตัดคอเกิดขึ้นจริง

เรื่องแรกคือสื่อในญี่ปุ่นรายงานเรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน และผู้ที่เล่าให้สื่อฟังคือก็คือโนดะกับมูไค โดยเฉพาะโนดะถึงกับบอกกับหนังสือพิมพ์โตเกียวนินิชิมบุน (วันที่ 19 เดือนกันยายนปีโชวะที่ 14) ว่า พยายามจะฆ่าให้ถึง 500 หัว แต่ตอนนี้ตัดไปได้แค่ 305 หัว ก่อนหน้านั้นโนดะยังกลับบ้านเกิดที่คะโงะชิมะ โพนทะนากับคนที่นั่นว่ามีการแข่งตัดหัวให้ได้ 100 หัว (รายงานในคะโงะชิมะชิมบุนวันที่ 21 และ 26 เดือนมีนาคม ปีโชวะที่ 13) ตัวเขาตัดไปได้ 300 กว่าหัวแล้ว ซึ่งทั้งโนดะและมูไคเป็นคนบ้านเดียวกัน และเดินสายบรรยายวีรเวรวีรกรรมของเขาหลายครั้ง ถึงกับมีผู้แต่งเพลงสรรเสริญ

มูไคบอกกับหนังสือพิมพ์ The Japan Advertiser ว่า “สนุก” กับเรื่องที่ทำลงไป แต่เสียที่ดาบบิ่นเพราะต้องตัดมันทุกแบบ ส่วนโนดะบอกว่า ทหารจีนโง่ เรียกมาตัดหัวก็เดินเข้าแถวกันมา

ข้างต้นนี้ เป็นหลักฐานฝ่ายหนังสือพิมพ์ในยุคร่วมสมัย นอกจากนี้ ยังมีพยานในเหตุการณ์คือ ไซโต ชินจู  ช่างภาพข่าวสงครามที่มีชื่อเสียง เล่าว่าได้ยินจากนายทหารทั้ง 2 คนว่าเกิดเรื่องเหี้ยมโหดที่ว่านั้นจริง และที่ต้องย้ำคือทั้งโนดะและมูไคเป็นคนเล่าให้ทั้งสื่อและคนทั่วไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง หลักฐานนี้นี่เองที่ศาลตัดสินว่า “การแข่งตัดคอคนให้ถึง 100 หัว” ไม่ใช่เรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น

แต่ก่อนที่จะถูกประหารที่นานกิง มูไคกับโนดะยืนยันด้วยแถลงการณ์ 2 ฉบับว่าไม่ได้เป็นคนลงมือสังหารพลเรือนและนักโทษสงคราม และจะไม่ยอมรับคำตัดสินว่าเขาเป็นอาชญากรสงคราม

ไม่ว่าพวกเขาจะกล่าวยืนยันอย่างไร ก็คงแก้ต่างอะไรไม่ได้อีก คงมีแต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

(หมายเหตุ – มีบางเว็บไซต์นำบทความนี้ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้เขียนขอแจ้งว่าบทความชิ้นนี้ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ลงที่อื่นนอกจากโพสต์ทูเดย์แห่งเดียวเท่านั้น)

สถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ศรีลังกาพังเพราะหนี้สาธารณะท่วมหัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663297

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 19:15 น.สถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ศรีลังกาพังเพราะหนี้สาธารณะท่วมหัวศรีลังกาเคยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดในเอเชียใต้แต่ตอนนี้เศรษฐกิจกำลังจะพัง

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ของศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หลังราคาอาหารพุ่งสูงซ้ำยังเกิดภาวะขาดแคลน ขณะที่เงินตราต่างประเทศกำลังจะหมด

หลังจากประกาศดังกล่าวสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้า อาทิ น้ำตาล นมผง ซีเรียล ข้าว แทบจะหมดจากชั้นวางของในห้างสรรพสินค้าที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ประชาชนบางคนต้องรอคิวเพื่อจับจ่ายนานนับชั่วโมงแต่ก็ไม่ได้สินค้าเพราะหมดเสียก่อน

คำถามก็คืออะไรทำให้เศรษฐกิจของศรีลังกาที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในเอเชียใต้ดำเนินมาถึงจุดที่วิกฤตที่สุดในรอบ 73 ปี

สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี 1983-2009 ทำให้เศรษฐกิจของศรีลังกาได้รับผลกระทบหนัก อุตสาหกรรมหลักของประเทศจึงมีเพียงอุตสาหกรรมสิ่งทอ สินค้าส่งออกสำคัญมีเพียงชา สิ่งทอ และอัญมณี ขณะที่ต้องนำเข้าสินค้าจำเป็นเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งอาหารและเชื้อเพลิง ศรีลังกาจึงขาดดุลการค้าต่อเนื่อง เงินตราต่างประเทศจึงเริ่มร่อยหรอ

รัฐบาลศรีลังกาแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินจากต่างประเทศ หนี้สาธารณะของศรีลังกาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86% ของจีดีพีในปี 2009 หลังสงครามกลางเมืองจบลงรัฐบาลศรีลังกาต้องกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มอีกเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน หนี้ต่างประเทศของศรีลังกาจึงพุ่งขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินจากจีนตั้งแต่ปี 2005-2015 จนผิดนัดชำระหนี้และถูกจีนยึดท่าเรือฮัมบันโตตา

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจากการระบาดของ Covid-19 ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของศรีลังกาแย่ลงไปอีก โดยปีนี้หนี้ต่างประเทศของศรีลังกาพุ่งไปถึง 101% ของจีดีพี ส่งผลให้เศรษฐกิจกำลังจะพังทลาย

วิกฤตเศรษฐกิจครั้งล่าสุดของศรีลังกาเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของศรีลังกามีสัดส่วน 10% ของจีดีพี และเป็นแหล่งของเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ

มาตรการจำกัดการเดินทางเพื่อสกัด Covid-19 ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างหนัก จากข้อมูลของ Trading Economics พบว่า ปีนี้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวของศรีลังหาลดลงเหลือเดือนละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยสูงถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อ 2 ปีก่อน

เมื่อขาดแหล่งรายได้จากเงินตราต่างประเทศ เงินสำรองระหว่างประเทศก็ลดลงเหลือเพียง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือน ก.ค. จากที่มี 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2019 หลังจากรัฐบาลศรีลังกาใช้เงินสำรองระหว่างประเทศชำระหนี้ต่างประเทศจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เงินสำรองระหว่างประเทศที่เหลืออยู่นี้เพียงพอสำหรับนำเข้าสินค้าได้อีกไม่ถึง 2 เดือน ยังไม่นับหนี้ต่างประเทศที่จะครบกำหนดชำระในปีหน้าอีก 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อเงินสำรองต่างประเทศร่อยหรอลง จำนวนเงินที่ศรีลังกาต้องใช้ในการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการนำเข้าสินค้าจำเป็นจึงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินรูปีลดลงไปราว 8% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และต้องไม่ลืมว่าศรีลังกาพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหนัก เมื่อค่าเงินรูปีลดลง ทำให้เงินเฟ้อ ราคาสินค้านำเข้าจึงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

อีกสาเหตุหนึ่งคือ คำสั่งห้ามใช้สารเคมี เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ทำเกษตรแบบออร์แกนิก 100% ทว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีการเพาะปลูกกะทันหันโดยไม่ได้เตรียมดินอย่างเหมาะสมส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ลดลงถึง 50% โดยเฉพาะชาและธัญพืชอื่นๆ ทำให้อาหารขาดแคลนและนำมาสู่วิกฤตด้านอาหารในที่สุด

นอกจากนี้ รายได้ของรัฐบาลยังไม่เป็นไปตามเป้าเนื่องจากมาตรการสกัด Covid-19 กระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

แล้วรัฐบาลทำอะไรบ้าง?

รัฐบาลศรีลังกาโบ้ยว่าเป็นความผิดของนักเก็งกำไรที่กักตุนสินค้าจำเป็นจนราคาพุ่ง ทั้งยังอาศัยอำนาจจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินส่งทหารเข้าไปยึดสินค้าต่างๆ จากผู้ค้าแล้วนำมาขายให้ชาวศรีลังกาในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งจำกัดการใช้เงินตราต่างประเทศสำหรับนำเข้าสินค้าจำเป็นเท่านั้น

ช่วงต้นปีธนาคารกลางศรีลังกายังห้ามผู้ค้าแลกเงินดอลลาร์หรัฐเกิน 200 รูปีและห้ามทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ช่วยแก้หรือซ้ำเติมปัญหา?

ทว่า การเปลี่ยนแนวทางมาสู่เกษตรออร์แกนิกกลางคันอาจทำให้ผลผลิตในประเทศลดลงยิ่งดันให้ราคาสูงขึ้นอีก ส่วนการตั้งเพดานราคาอาหารอาจทำให้ขาดแคลนยิ่งขึ้น เนื่องจากดีมานด์สูงกว่าซัพพลายที่รัฐบาลกำหนดราคาไว้

เช่นเดียวกับข้อจำกัดของธนาคารกลางที่อาจกระทบกับสินค้าจำเป็นที่ต้องนำเข้า ยกตัวอย่างเช่น ผู้ค้าข้าวที่ต้องการจ่ายเงินดอลลาร์สหรัฐในการนำเข้ามากกว่า 200 รูปีอาจไม่สามารถทำการค้าขายได้ และหากไม่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ช่วยให้ผู้ค้าไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน ผู้ค้าหลายรายอาจไม่เต็มใจนำเข้าสินค้าจำเป็น การนำเข้าสินค้าจึงติดขัด ตามมาด้วยภาวะขาดแคลนสินค้าจำเป็น

หากสถานการณ์ออกมาในรูปแบบนี้ปัญหาก็จะวนเป็นงูกินหางไปเรื่อยๆ

Photo by ISHARA S. KODIKARA / AFP

เกาหลีใต้ทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ รับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663280

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 16:56 น.เกาหลีใต้ทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ รับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือนับเป็นประเทศแรกที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำได้สำเร็จ

เอเอฟพีรายงานว่าวันนี้ (15 ก.ย.) ทำเนียบประธานาธิบดีของเกาหลีใต้เผยถึงความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถพัฒนาขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำได้สำเร็จ

โดยประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ได้ก่อนหน้านี้มีเพียง 7 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ, จีน, รัสเซีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อินเดีย และเกาหลีเหนือ ซึ่งทั้งหมดมีคลังอาวุธนิวเคลียร์

รายงานระบุว่าการทดสอบยิงขีปนาวุธมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กองทัพเกาหลีใต้รายงานว่า “เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกตกลงสู่ทะเลตะวันออก ระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเยือนกรุงโซล และเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่เกาหลีเหนือประกาศถึงความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลรุ่นใหม่

ขีปนาวุธจากเรือดำน้ำของเกาหลีใต้ถูกยิงขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำโดยเรือดำน้ำอัน ชางโฮ (Ahn Chang-ho) โดยมีประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ร่วมสังเกตการณ์ด้วย

โดยอัน ชางโฮ ซึ่งตั้งชื่อตามนักเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพเกาหลีใต้ เป็นเรือดำน้ำขนาด 3,000 ตันที่ขับเคลื่อนด้วยดีเซล ซึ่งเกาหลีใต้พัฒนาขึ้นเองและเข้าประจำการเมื่อเดือนที่แล้ว

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีรายงานจากสื่อท้องถิ่นเกี่ยวกับการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งก่อน ระบุว่า ขีปนาวุธมีชื่อรหัสว่าฮยอนมู 4-4 (Hyunmoo 4-4) ซึ่งเป็นรุ่นหนึ่งของขีปนาวุธฮยอนมู-2บี (Hyunmoo-2B) มีพิสัยประมาณ 500 กิโลเมตร

ซึ่งทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวว่าการครอบครองขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำนั้นมีความหมายอย่างยิ่งในแง่ของการป้องกันภัยคุกคามจากทุกทิศทาง และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันประเทศและเสริมสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีในอนาคต

เอเอฟพีระบุว่าเกาหลีใต้กำลังพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร เพื่อให้สามารถตอบโต้ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือซึ่งมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ และได้พัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำมานานแล้ว โดยได้นำมาแสดงในพิธีสวนสนามและขบวนพาเหรดแสดงแสนยานุภาพที่จัดขึ้นในกรุงเปียงยางเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ KCNA สื่อของทางการยกให้เป็น “อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลก”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ก.ย. KCNA ระบุว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล (long-range cruise missile) รุ่นใหม่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอาวุธทางยุธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และชี้ว่าสามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ และมีพิสัยไกลถึง 1,500 กิโลเมตรโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง

ภาพ SLBM จากเกาหลีเหนือถ่ายเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2019 โดย KCNA VIA KNS / KCNA VIA KNS / AFP

ญี่ปุ่นเตรียมบริจาควัคซีนช่วยไทยอีก 3 แสนโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663268

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 15:06 น.ญี่ปุ่นเตรียมบริจาควัคซีนช่วยไทยอีก 3 แสนโดสรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมบริจาควัคซีนช่วยไทยและประเทศเพื่อนบ้านรวม 1.3 ล้านโดส

รอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศจะบริจาควัคซีนโควิด-19 ของ AstraZeneca รวมจำนวนทั้งสิ้น 1.3 ล้านโดสให้แก่ประเทศและภูมิภาคต่างๆ ในเอเชีย

โดยโทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่าจะมอบวัคซีนให้แก่ประเทศไทยจำนวน 300,000 โดส, ไต้หวัน 500,000 โดส, เวียดนาม 400,000 โดส และบรูไน 100,000 โดส

พร้อมระบุว่าจนถึงปัจจุบันญี่ปุ่นได้ส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในญี่ปุ่นให้แก่ประเทศในเอเชียใต้และหมู่เกาะแปซิฟิกไปแล้วมากกว่า 23 ล้านโดส

นอกจากนี้ได้ให้คำมั่นว่าจะบริจาควัคซีน 30 ล้านโดสและเงินมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐผ่านโครงการ COVAX ขณะที่ชาวญี่ปุ่นได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วกว่า 50%

Photo by Saeed KHAN / AFP

คุ้มไม่คุ้ม? ส่องกระแสหลังเปิดตัว iPhone 13 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663247

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 13:35 น.คุ้มไม่คุ้ม? ส่องกระแสหลังเปิดตัว iPhone 13ข่าวร้ายของ Apple เมื่อผู้บริโภคจำนวนมากมองว่า iPhone รุ่นที่ใช้นั้นดีอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่

บทวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่าสาวก iPhone กว่าพันล้านคนทั่วโลกกำลังจับจ้องการเปิดตัว iPhone 13 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จาก Apple ที่ออกมาทั้ง iPhone 13, iPhone 13 Mini, iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max แต่อาจมีคนผิดหวัง

แม้ว่าจะอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น โปรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้น ความสามารถในการถ่ายภาพที่คมชัดขึ้น และจอแสดงผลที่ให้ภาพสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่สเปกและคุณสมบัติต่างๆ รวมถึงดีไซน์ของ iPhone 13 อาจสร้างแรงจูงใจให้ซื้อไม่มากเท่าไรนักสำหรับผู้ที่ใช้ iPhone 12 อยู่แล้วเนื่องจากยังมีความใกล้เคียงกันมาก

จนสื่อกล่าวว่าเป็นการอัพเกรดรุ่น iPhone ที่อ่อนแอที่สุดเท่าที่เคยมีมา

โดย Bloomberg วิเคราะห์ว่า iPhone รุ่นใหม่นี้เรียกได้ว่ายังไม่มีคุณสมบัติที่ “จำเป็นต้องมี” หรือคุณสมบัติพิเศษที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเก่า เมื่อเทียบกับการเปิดตัว iPhone 12 เมื่อปีที่แล้วซึ่งมีการอัพเกรดเข้าสู่ 5G

บทวิเคราะห์จึงมองว่าหากใช้ iPhone 12 อยู่แล้วก็ไม่คุ้มที่จะเปลี่ยนมาใช้ iPhone 13 แต่หากให้ iPhone 11 หรือรุ่นเก่ากว่าก็อาจคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเข้าถึงการใช้บริการ 5G

ภายหลังจากที่ได้มีการเปิดตัว iPhone 13 ไปเมื่อคืนที่ผ่านมาก็มีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานาบนโซเชียลมีเดีย โดยส่วนหนึ่งก็ตื่นเต้นกับการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่และเตรียมซื้อแล้ว รวมไปถึงชื่นชมที่มีสีสวยๆ ออกมาให้เลือกมากมาย แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่ามันคล้ายกับรุ่นก่อนเกินไป

นอกจากนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน Piper Sandler ได้มีการเผยผลสำรวจซึ่งแสดงให้เห็นว่า iPhone 13 ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก และผู้บริโภคมีแนวโน้มน้อยที่จะจ่ายเงินจำนวนมากสำหรับการเพิ่มคุณสมบัติเพียงเล็กน้อย

โดยได้ทำการสำรวจชาวอเมริกัน 1,000 คน พบว่ามีเพียง 6% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่วางแผนจะซื้อ iPhone 13 ซึ่งลดลงจากผลสำรวจปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 10%

นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่าพวกเขาใช้งาน iPhone เครื่องหนึ่งนานขึ้น โดยอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6 ปี เพิ่มขึ้นจาก 2.3 ปี จากผลสำรวจปีก่อน

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา SellCell บริษัทด้านข้อมูลและสถิติก็ได้ทำการสำรวจชาวอเมริกันกว่า 5,000 คนที่ใช้งานสมาร์ทโฟน Android พบว่า มีเพียง 18.3% เท่านั้นที่จะพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ iPhone 13 เมื่อเทียบกับตอนที่ iPhone 12 เปิดตัวแล้ว ตอนนั้นตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 33.1%

นี่คือข่าวร้ายสำหรับ Apple ที่ผู้บริโภคจำนวนมากมองว่า iPhone รุ่นที่เขาใช้อยู่นั้นดีอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่ ซึ่งบทวิเคราะห์มองว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต้องทำให้ดีกว่าการเพิ่มคุณสมบัติเล็กๆ น้อยๆ หรือการลดรอยบากให้เล็กลงเพื่อเปลี่ยนความคิดนี้

Photo by Brooks Kraft/Apple Inc/Handout via REUTERS

“หุ่นยนต์อัจฉริยะ” จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663239

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.“หุ่นยนต์อัจฉริยะ” จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซีอีโอ SoftBank เผย หุ่นยนต์อัจฉริยะจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่น 

มาซาโยชิ ซน ซีอีโอ SoftBank Group เผยระหว่างการประชุมออนไลน์ SoftBank World 2021 ว่า หุ่นยนต์อัจฉริยะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่น เตรียมทุ่มสรรพกำลังกับหุ่นยนต์เต็มที่ในขณะที่หุ่นยนต์ Pepper กำลังจะโบกมือลา 

ซนกล่าวว่ากองทุน Vision Fund สำหรับลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพของ SoftBank เข้าไปลงทุนในบริษัทที่กำลังพัฒนาเครื่องจักรที่เสริมประสิทธิภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งล้ำกว่าหุ่นยนต์ Pepper ที่สามารถเต้นและทักทายผู้คนได้

“หลายปีก่อนเรามีอีเว้นต์ยิ่งใหญ่เปิดตัว Pepper แต่ตอนนี้มันกำลังอับอาย” ซนกล่าวขณะยืนอยู่หน้าหุ่นยนต์ Pepper ที่ถูกปิดสวิตช์ 

ขณะนี้ซีอีโอของ SoftBank กำลังมองไปยังอนาคตของหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ไม่เพียงจะมาแทนที่การผลิต แรงงานในอุตสาหกรรม แต่จะมาแทนที่แรงงานคนทั้งหมด

ระหว่างที่ซนพูดจะปรากฏวิดีโอหุ่นยนต์หน้าตาเหมือนมนุษย์ (humanoid robot) ที่กำลังวิ่งและเต้น รวมทั้งหุ่นยนต์รูปทรงกระป๋องที่กำลังทำความสะอาดพื้น

อย่างไรก็ดี ซนไม่ได้เอ่ยถึงการลงทุนใหม่หรือราคาตลาดของหุ่นยนต์ รวมทั้งไม่แตะประเด็นการยุติการลงทุนของ SoftBank ในจีนซึ่งทางการกำลังเข้ามาควบคุมตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีอย่างเข็มงวด

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา SoftBank ขายหุ้น 80% ของบริษัท Boston Dynamics ที่ผลิตหุ่นยนต์สุนัข Spot ให้กับบริษัท Hyundai Motor Group ของเกาหลีใต้มูลค่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ 1 เดือนต่อมา สำนักข่าว Reuters รายงานว่า SoftBank จะยุติการขายหุ่นยนต์ Pepper ภายในสิ้นปี 2023 หลังจากเปิดตัวเมื่อปี 2014

ซนยังกล่าวอีกว่า SoftBank ยังคงร่วมงานกับ Boston Dynamics และหลังจากหุ่นยนต์ Pepper จะตามมาด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะรุ่นใหม่ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า “smabo” ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมาจากคำว่า “smart” ที่แปลว่าอัจฉริยะ และ “robot” ที่แปลว่าหุ่นยนต์

ซนเผยอีกว่า หุ่นยนต์อัจฉริยะเหล่านี้จะเข้ามาช่วยปฏิวัติวงการแรงงานคน โดยหุ่นยนต์อัจฉริยะ 1 ตัวสามารถทำงานได้มากกว่ามนุษย์ 10 เท่าต่อวัน ซึ่งในญี่ปุ่นหมายความว่า หุ่นยนต์ 100 ล้านตัวสามารถทำงานได้เท่ากับคน 1,000 ล้านคน

“มนุษย์สามารถหลุดพ้นจากงานที่น่าเบื่อ พวกเขาสามารถทำอย่างอื่นที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่านี้” ซีอีโอ SoftBank กล่าว

Photo by Philip FONG / AFP

Fitch เตือนกรณี Evergrande อาจกระทบเศรษฐกิจจีนในวงกว้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663236

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 12:14 น.Fitch เตือนกรณี Evergrande อาจกระทบเศรษฐกิจจีนในวงกว้างมันไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทเดียวอีกต่อไป แต่อาจเป็นชนวนเรื่องที่ไม่คาดที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าหน่วยงานจัดอันดับ Fitch กล่าวว่าภาคส่วนจำนวนมากอาจมีความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นหาก Evergrande Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีนผิดนัดชำระหนี้ แม้ว่าผลกระทบโดยรวมต่อภาคการธนาคารจะสามารถจัดการได้

หน่วยงานกำกับดูแลได้เตือนถึงความเสี่ยงในวงกว้างต่อระบบการเงินของประเทศ หากบริษัทไม่มีหนี้สินจำนวน 305,000 ล้านดอลลาร์

“เราเชื่อว่าการผิดนัดชำระจะยิ่งทำให้สินเชื่อในกลุ่มผู้สร้างบ้านเกิดช่องว่างมากขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดปัญหากับธนาคารขนาดเล็กบางแห่ง” Fitch กล่าวในหมายเหตุ https://bit.ly/3CbhKPt เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

Fitch ปรับลดระดับ China Evergrande Group เป็น “CC” จาก “CCC+” เมื่อวันที่ 7 กันยายน ซึ่งบ่งชี้ว่าการผิดนัดชำระหนี้บางอย่างน่าจะเป็นไปได้

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Evergrande กล่าวว่าได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบทางเลือกทางการเงินและเตือนถึงความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระท่ามกลางการขายทรัพย์สินที่ลดลงและการขาดความคืบหน้าในการขายสินทรัพย์

Fitch กล่าวว่าเงินกู้ยืมของ Evergrande จำนวน 572,000 ล้านหยวน (88,800 ล้านดอลลาร์) ถูกธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ ถือครอง แต่ธนาคารอาจมีความเสี่ยงทางอ้อมกับซัพพลายเออร์ของ Evergrande ซึ่งเป็นหนี้ 667,000 ล้านหยวนในส่วนของสินค้าและบริการ

“ธนาคารขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อ Evergrande หรือนักพัฒนาอสังหาฯ ที่เสี่ยงกับปัยหานี้ อาจเผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างมากในสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับ Evergrande จะพัฒนาต่อไปอย่างไร” Fitch กล่าว

แต่ Fitch ได้เพิ่มการทดสอบความอ่อนไหวของธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าอัตราส่วนเงินกองทุนเฉลี่ยของธนาคาร 4,000 แห่งในประเทศจะลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นหากอัตราส่วน NPL สำหรับสินเชื่อเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 15 คะแนน

หุ้นที่จดทะเบียนในฮ่องกงของ Evergrande ร่วงลงมาอีก 5% ที่ 2.82 ดอลลาร์ฮ่องกงในเช้าวันพุธ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดใหม่นับตั้งแต่ ม.ค. 2014

อย่างไรก็ตาม หน่วยจัดการทรัพย์สินและหน่วย EV เด้งขึ้นมากถึง 10.4% และ 9.3% ตามลำดับ

ในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของ Evergrande ซื้อขายในเดือนกรกฎาคม 2022 ลดลง 5.6% มาอยู่ที่ 28.3 หยวน ในขณะที่พันธบัตรดอลลาร์ที่ครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2022 ลดลง 20% มาอยู่ที่ 27.502 เซนต์ ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่า 500%

Fitch ยังกล่าวอีกว่า ความเสี่ยงจากแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาบ้านในกรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้จะต่ำ และคาดว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของครัวเรือนเพื่อให้แน่ใจว่ามีการส่งมอบบ้าน

ในวันพุธ ผู้ประท้วงประมาณ 40 คนยืนใกล้ทางเข้าที่สำนักงานใหญ่ของ Evergrande ในเซินเจิ้น โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายสิบคนห้ามไม่ให้เข้าไปข้างใน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่สำนักงานใหญ่เมื่อสองวันก่อนหน้านั้น เนื่องจากนักลงทุนที่ไม่พอใจได้รวมตัวกันที่ล็อบบี้เพื่อเรียกร้องการชำระคืนเงินกู้และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

วิดีโอบางรายการที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียของจีนยังแสดงให้เห็นว่ามีการประท้วงที่เกี่ยวข้องกับ Evergrande ในที่อื่นๆ ของจีนด้วย

นักลงทุนร่ำไห้! Evergrande เริ่มจนมุม ยกที่จอดรถชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663232

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 11:48 น.นักลงทุนร่ำไห้! Evergrande เริ่มจนมุม ยกที่จอดรถชำระหนี้ผู้ประท้วงรวมตัวกันเป็นวันที่ 3 ที่สำนักงานของผู้พัฒนาอสังหาฯ Evergrande ที่กำลังเข้าตาจน หลังจากบริษัทเสนอทรัพย์สินและที่จอดรถแทนการชำระหนี้ด้วยเงินสดจนสร้างความไม่พอใจให้กับนักลงทุน

ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมีปัญหาได้เตือนว่าอาจไม่สามารถให้บริการหนี้มหาศาลที่มีมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญ สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ผู้ถือพันธบัตร และผู้รับเหมา และทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดการผิดนัดชำระซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Evergrande มีโครงการที่มีการชำระเงินล่วงหน้ามากกว่าหนึ่งล้านยูนิตแต่ยังไม่ได้รับการสร้าง ยิ่งเพิ่มความรู้สึกสะพรึงกลัวในหมู่นักลงทุนชาวจีน หลายคนเป็นผู้ซื้อครั้งแรกที่พยายามจะเข้ามาเก็บส่วนแบางความมั่งคั่งมในอสังหาริมทรัพย์จีนที่ตอนนี้เริ่มแสดงอาการไม่สู้ดี

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทยอมรับว่าอยู่ภายใต้ “แรงกดดันมหาศาล” และอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้

ผู้ประท้วงราว 60 คนเดินทางกลับมายังสำนักงานใหญ่ Evergrande ที่เซินเจิ้นในวันพุธ โดยคาดว่าจะมีมากขึ้นในวันนี้เพื่อเรียกร้องเงินคืนจากบริษัท

พวกเขาล้อมชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของบริษัทชั่วครู่และร้องว่า “Evergrande ขอเงินคืนให้เรา”

เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากเข้ามาดูแลสถานการณ์ แต่ผู้ประท้วงปฏิเสธที่จะแยกย้ายกันไป ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ Evergrande พยายามชำระหนี้ในชั่วข้ามคืนด้วยคำมั่นสัญญาเรื่องทรัพย์สิน ที่จอดรถ และห้องเก็บของก็ยิ่งทำให้นักลงทุนและลูกค้าอารมณ์เสีย

“พวกเขาเสนอร้านค้า โรงเรียนอนุบาล และที่จอดรถให้เรา แต่เราไม่สามารถใช้มันได้ ไม่มีใครเห็นด้วยกับเรื่องนี้” ผู้หญิงแซ่หวางคนหนึ่งบอกและเผยว่าบริษัททางการเงินในฉงชิ่งของเธอสะดุดตัวลง ” เนื่องจากหนี้ค้างชำระจากผู้พัฒนาอสังหา”

“พวกเขากำลังพยายามจัดการกับทรัพย์สินที่ไม่ดีของพวกเขา” นักลงทุนรายอื่นบอกกับ AFP โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ “(แต่) สิ่งเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาไม่สามารถขายได้”

ในเช้าวันพุธ ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นหน้าสำนักงาน ขณะที่เจ้าหน้าที่หลายคนยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ และขับไล่นักข่าวออกไป

ความสิ้นหวังกำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งบางคนในเซินเจิ้นกล่าวว่าพวกเขาเป็นหนี้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างๆ โดยอาศัยผลตอบแทนจากเงินกู้ยืมและเงินเดือนพนักงานของตนเอง

ภูเขาหนี้ขนาดยักษ์นี้ช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวอย่างทะเยอทะยานของ Evergrande ซึ่งเริ่มต้นจากความเฟื่องฟูของอสังหาริมทรัพย์ในยุค 90 จนกระทั่งรัฐบาลได้พยายามลดการเติบโตของภาคอสังหาฯ โดยปะรกาศมาตรการ “เส้นสีแดงสามเส้น” ในปี 2020

แต่ในขณะที่มีคำเตือนอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับผลกระทบที่ Evergrande จะผิดนัดต่อชำระหนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการไม่น่าจะเกิดการล้มอย่างไร้ระเบียบ เนื่องจากรัฐบาลน่าจะแทรกแซงเข้ามา

“การผิดนัดของ Evergrande อาจทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากส่งผลกระทบต่อเงินฝากของครัวเรือนสำหรับบ้านที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เราถือว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของครัวเรือน ทำให้ผลลัพธ์นี้ไม่น่าเป็นไปได้” Fitch หน่วยงานจัดอันดับกล่าวในหมายเหตุในวันพุธ

ตลาดหุ้นตั้งแต่ฮ่องกงไปยังนิวยอร์กยังไม่สนใจปัญหาของ Evergrande มากนัก แม้ว่าจะมีข่าวร้ายเกี่ยวกับบริษัทเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งรวมถึงอันดับเครดิตที่ลดลงสองครั้งและคำแถลงของบริษัทที่มืดมน

Photo by Noel Celis / AFP

สีจิ้นผิงปัดข้อเสนอไบเดนประชุมตัวต่อตัว แต่พวกเขาจะได้เจอกันหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663230

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 11:37 น.สีจิ้นผิงปัดข้อเสนอไบเดนประชุมตัวต่อตัว แต่พวกเขาจะได้เจอกันหรือไม่?ประชุมตัวต่อตัว ไบเดน-สี จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้หรือไม่? ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสีจะเอาอย่างไร หลังไบเดนยื่นข้อเสนอประชุมแบบตัวต่อตัว

Reuters รายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐปฏิเสธรายงานที่อ้างว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ปฏิเสธข้อเสนอสำหรับการจัดประชุมชุดยอดแบบตัวต่อตัวระหว่างผู้นำทั้งสอง ซึ่งไบเดนได้เสนอไปในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อสัปดาห์ก่อน

โดยก่อนหน้านี้มีรายงานจาก The Financial Times ว่าผู้บรรยายสรุปการสนทนาทางโทรศัพท์เป็นเวลา 90 นาทีเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น ระบุว่าผู้นำจีนไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว และต้องการให้สหรัฐลดท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีน

แต่ล่าสุด ไบเดนกล่าวว่า “มันไม่เป็นความจริง” เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกผิดหวังหรือไม่ที่ผู้นำจีนไม่ต้องการพบกับตน

เช่นเดียวกับเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐซึ่งกล่าวในแถลงการณ์ว่ารายงานดังกล่าวให้รายละเอียดที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างสองผู้นำ

แต่ทว่า แหล่งข่าวใกล้ชิดซึ่งเป็นผู้ที่บรรยายสรุปการสนทนาทางโทรศัพท์ยืนยันกับ Reuters ว่ารายงานจาก The Financial Times ถูกต้องแล้ว พร้อมเสริมว่าสี จิ้นผิงยืนกรานว่าท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศควรได้รับการปรับปรุงเสียก่อน

นอกจากนี้ The Financial Times ยังรายงานว่าไบเดนยกให้การประชุมสุดยอดเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้หลายประการที่ผู้นำทั้งสองจะได้มีส่วนร่วมกัน และไม่ได้คาดหวังว่าจีนจะต้องตอบรับข้อเสนอการจัดประชุมในทันที

โดยมีการอ้างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐรายหนึ่งซึ่งกล่าวว่า ทำเนียบขาวเชื่อว่าที่จีนยังไม่ตอบรับข้อเสนอการประชุมส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสี จิ้นผิง ไม่ได้เดินทางออกจากประเทศจีนตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคเมื่อต้นปีที่แล้ว

ด้านสถานทูตจีนในวอชิงตันยังไม่ได้ให้รายละเอียดต่อประเด็นดังกล่าว

ทั้งนี้ การพูดคุยระหว่างสองผู้นำครั้งล่าสุดนั้นนับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ซึ่งมีการหารือเพื่อให้มั่นใจว่าการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความขัดแย้ง

ขณะที่สื่อจีนรายงานว่า สี จิ้นผิง กล่าวกับไบเดนว่านโยบายของสหรัฐที่มีต่อจีนทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับการสื่อสารและติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

Photos by NICOLAS ASFOURI and Nicholas Kamm / AFP