จีนสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสัญญาการค้า CPTPP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663411

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 12:40 น.จีนสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสัญญาการค้า CPTPPจีนสมัครเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) อย่างเป็นทางการ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าหวัง เหวินเต้า รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จีนเผยถึงการยื่นคำร้องเพื่อสมัครเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP ซึ่งได้ยื่นต่อดาเมียน โอคอนเนอร์ รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของนิวซีแลนด์

โดยปัจจุบัน CPTPP มีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม โดยมีการดำเนินการที่สำคัญคือการยกเว้นกำแพงภาษีสูงสุด 95% ในการค้าขายกับประเทศสมาชิก

หากจีนซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกและอันดับ 1 ของเอเชียได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศให้เข้าร่วม CPTPP จะถือเป็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ

เนื่องจากมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเมื่อรวมจีนแล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของจีดีพีของทั้งโลก จากขณะนี้อยู่ที่ 10%

ทั้งนี้ CPTPP เป็นความตกลงที่ได้รับการปรับมาจาก TPP (Trans-Pacific Partnership) ซึ่งเคยมีสหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกด้วย และเคยถูกมองว่าเป็นข้อตกลงที่ถ่วงน้ำหนักเศรษฐกิจที่สำคัญต่ออิทธิพลระดับภูมิภาคของจีน

โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนได้แสดงท่าทีสนใจ CPTPP มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นนี้ในการประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา

AFP PHOTO / Greg Baker

CNN รายงานไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศทั่วโลกที่เปิดประเทศอยู่กับโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663407

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 12:00 น.CNN รายงานไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศทั่วโลกที่เปิดประเทศอยู่กับโควิดไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศในโลกที่กำลังจะเปิดประเทศและใช้แนวทาง “อยู่ร่วมกับ Covid-19”

กว่า 18 เดือนที่โลกต้องเผชิญกับการระบาดของ Covid-19 ขณะนี้บางประเทศกำลังจะกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งและใช้โมเดล “อยู่ร่วมกับ Covid-19” บางประเทศตัดสินใจเลือกแนวทางนี้เพราะฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศแล้ว ขณะที่บางประเทศมองว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมาตรการสกัดการระบาดเริ่มมีมากกว่าประโยชน์

เดนมาร์ก: ประเทศที่ยกเลิกทุกมาตรการ 

รัฐบาลเดนมาร์กประกาศยกเลิกมาตรการสกัด Covid-19 ที่เหลืออยู่ทั้งหมดเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยบอกว่า Covid-19 ไม่ใช่ความเจ็บป่วยที่เป็นภัยคุกคามต่อสังคมอีกต่อไป

ขณะนี้ชาวเดนมาร์กบสามารถเข้าใช้บริการไนต์คลับและร้านอาหารโดยไม่ต้องแสดงหลักฐานว่าฉีดวัคซีนแล้ว หรือมีผลตรวจเป็นลบ หรือเคยติดเชื้อมาแล้ว รวมทั้งใช้บริการขนส่งสาธารณะโดยไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย และสามารถรวมตัวกันกลุ่มใหญ่ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เรียกว่ากลับไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนก่อนที่ Covid-19 จะระบาดแล้ว

กุญแจสำคัญที่ทำให้เดนมาร์กประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งคือ การฉีดวัคซีน จากข้อมูลของ Our World in Data พบว่า จนถึงวันที่ 13 ก.ย. กว่า 74% ของประชากรเดนมาร์กฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสแล้ว

ส่วน เมานุส ฮิวนิเก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเดนมาร์กทวีตเมื่อวันพุธ (15 ก.ย.) ว่า ปัจจุบันอัตราการแพร่เชื้อ (R0) อยู่ที่ 0.7 ซึ่งหมายความว่า การระบาดอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่อง หากมากกว่า 1.0 คือเคสกำลังจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่ช้า และหากต่ำกว่า 1.0 เคสจะลดลงในอนาคตอันใกล้  

อย่างไรก็ดี เดือนที่แล้วหลังจากรัฐบาลประกาศกำหนดยกเลิกมาตรการต่างๆ ฮิวนิเกเตือนว่า “แม้ว่าตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นแล้ว แต่เรายังไม่พ้นจากโรคระบาด และรัฐบาลจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการโดยเร็วหากการระบาดคุกคามสังคมของเราอีกครั้ง”

สิงคโปร์: พยายามอยู่กับ Covid-19 แต่เดลตาทำพัง 

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศเมื่อเดือน มิ.ย.ว่า สิงคโปร์กำลังเตรียมจะอยู่ร่วมกับ Covid-19 โดยการควบคุมการแพร่ระบาดด้วยวัคซีนและจับตาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลแทนการจำกัดการใช้ชีวิตของประชาชน เพราะเชื่อว่า Covid-19 ไม่มีทางหายไปจากโลกนี้

ทางการเริ่มผ่อนคลายมาตรการในเดือน ส.ค. โดยอนุญาตให้ประชาชนที่ฉีดวัคซีนแล้วนั่งรับประทานอาหารในร้านและรวมกลุ่มกันได้ 5 คนจากเดิมที่ทำได้เพียง 2 คน ทว่าการระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาทำให้ทุกอย่างสะดุดและต้องระงับการเปิดประเทศไว้ก่อน รวมทั้งอาจต้องกลับมาใช้มาตรการเข็มงวดอีกครั้งหากยังคุมเดลตาไม่อยู่

สิงคโปร์พยายามควบคุมการระบาดอย่างหนักทั้งการติดตามผู้ติดเชื้อในเชิงรุก แยกผู้ติดเชื้อแบบเป็นกลุ่มก้อนออกจากคนอื่น ตรวจหาเชื้อถี่ขึ้นในกลุ่มคนงานที่มีความเสี่ยงสูง ถึงอย่างนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันยังเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 1 ปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขผู้ป่วยอาการหนักยังต่ำ และฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากร 81% สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ไทย: ฉีดวัคซีนได้น้อยแต่ยังเดินหน้าเปิดประเทศ

ไทยเตรียมเปิดกรุงเทพฯ และจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิ หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วในเดือนหน้าเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นก็ตาม หลังจากเปิดภูเก็ตไปเมื่อวันที่  1 ก.ค. และเกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่าเมื่อวันที่ 15 ก.ค.

อัตราการฉีดวัคซีนของไทยยังตามหลังเพื่อนบ้านบางประเทศ จนถึงวันที่ 13 ก.ย. มีคนไทยเพียง 18% เท่านั้นที่ฉีดวัคซีนครบโดส และ 21% ได้รับเข็มเดียว

แอฟริกาใต้: คลายมาตรการ แต่เดลตายังเป็นภัยคุกคาม

แอฟริกาใต้เริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง อาทิ ลดเวลาการเคอร์ฟิวเป็นตั้งแต่ 23.00-04.00 น. สามารถรวมตัวกันได้ 250 คนในสถานที่ปิด และ 500 คนในสถานที่กลางแจ้ง ลดข้อจำกัดการจำหน่วยแอลกอฮอล์ จากที่เคยเข็มงวดสุดๆ อย่างการห้ามรวมตัวกัน ยกเว้นการจัดงานศพ ในขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนยังต่ำ

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดี ซิริล แรมาโปซา เตือนว่า การระบาดระลอกสามยังไม่จบ แต่ตอนนี้แอฟริกาใต้มีวัคซีนเพียงพอสำหรับประชากรวัยผู้ใหญ่ทุกคนแล้ว ล่าสุดกว่า 1 ใน 4 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส

ชิลี: รับนักท่องเที่ยวได้แล้วเพราะฉีดวัคซีนมาก 

จากรายงานล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขชิลี เกือบ 87% ของชาวชิลีที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว รวมทั้งเริ่มฉีดเข็มกระตุ้นให้คนที่ฉีดครบโดสแล้ว และอนุมัติให้ใช้วัคซีนของ Sinovac กับเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปและเริ่มฉีดตั้งแต่วันจันทร์ (13 ก.ย.)

แม้ว่าเดลตายังแผลงฤทธิ์อยู่แต่รัฐบาลชิลีประกาศเมื่อวันพุธ (15 ก.ย.) ว่าจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศซีกโลกใต้พอดิบพอดี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกักตัว 5 วัน และจะเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศของชิลี

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ฝรั่งเศสพักงานแพทย์-ด่านหน้า 3,000 คนฐานไม่ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663405

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 11:00 น.ฝรั่งเศสพักงานแพทย์-ด่านหน้า 3,000 คนฐานไม่ฉีดวัคซีนบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 3,000 คนในฝรั่งเศสถูกสั่งพักงานเพราะยังไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าโอลิวิเยร์ เวร็อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสเปิดเผยว่ามีบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขราว 3,000 คนถูกสั่งพักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หลังจากที่รัฐบาลขีดเส้นตายเมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนภายในวันที่ 15 ก.ย. มิเช่นนั้นจะมีมาตรการลงโทษ

อย่างไรก็ตาม เวร็องกล่าวว่าจำนวนบุคลากรที่ถูกพักงานยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับบุคลากรทั้งหมด 2.7 ล้านคนที่พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ในฝรั่งเศส พร้อมเสริมว่ามีบุคลากรจำนวนหลายสิบคนเลือกที่จะลาออกแทนการเข้ารับการฉีดวัคซีน

ทว่า สื่อวิเคราะห์ตัวเลขที่เปิดเผยจากโรงพยาบาลพบว่าจำนวนบุคลากรที่ถูกสั่งพักงานอาจมีมากกว่านี้ โดยโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในปารีสเผยว่ามีบุคลากรถูกสั่งพักงาน 340 คน ขณะที่เมืองเล็กๆ อย่างแปร์ปิญองมี 100 คนและเมืองนีซมีมากถึง 450 คน

ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศสประเมินเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ามีบุคลากรในโรงพยาบาลราว 12% และแพทย์ในสถานปฏิบัติส่วนตัวราว 6% ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสอนุมัติฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยขณะนี้มีประชาชนประมาณ 74% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม และ 70% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในฝรั่งเศสมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 8,128 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 65 คน ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 6.93 ล้านคน และผู้เสียชีวิตราว 1.16 แสนคน

Photo by EVARISTO SA / AFP

ลาวเร่งศึกษาความจำเป็นฉีดวัคซีนเข็ม 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663375

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.ลาวเร่งศึกษาความจำเป็นฉีดวัคซีนเข็ม 3กระทรวงสาธารณสุขลาวเร่งศึกษาความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 สู้สายพันธุ์เดลตา

เว็บไซต์ข่าว Vientiane Times ของลาวรายงานว่าหน่วยงานด้านสาธารณสุขของลาวกำลังพิจารณาการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่โดยเฉพาะเดลตา

ดร.รัดตะนะไช เพ็ดสุวัน อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อสังกัดกระทรวงสาธารณสุขลาวกล่าวว่า กำลังทำการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มที่ 3 ในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อหาคำตอบว่าวัคซีนเข็มที่ 3 จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้หรือไม่

ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ซึ่งส่งผลให้ลาวและอีกหลายประเทศมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ดร.รัดตะนะไชระบุว่า แม้หลายประเทศจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ไปแล้วแต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จัดทำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) หรือกระทรวงสาธารณสุขของลาวที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้รับรายงานว่ามีประชาชนพยายามเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่ยืนยันว่ารัฐบาลยังไม่อนุมัติแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพิจารณา

โดยขณะนี้ลาวได้แจกจ่ายวัคซีนไปแล้วกว่า 4.5 ล้านโดส ซึ่งมีประชาชนประมาณ 1.86 ล้านคนหรือคิดเป็น 25.9% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่วานนี้ (15 ก.ย.) อยู่ที่ 223 ราย ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสมทั้งสิ้น 17,905 ราย และผู้เสียชีวิต 16 ราย

Photo by RODRIGO BUENDIA / AFP

สื่อนอกสังเกต เกิดอะไรขึ้นกับ ‘คิม จองอึน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663366

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.สื่อนอกสังเกต เกิดอะไรขึ้นกับ 'คิม จองอึน' บรรดาชาวเน็ตและสื่อต่างประเทศยังคงจับตาลุคใหม่ของคิม จองอึน

หลังจากที่คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือปรากฏตัวในพิธีสวนสนามเฉลิมฉลองวันชาติครบรอบปีที่ 73 เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่ารูปร่างของคิมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนว่าจะมีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ขณะที่บรรดาสื่อต่างประเทศจากทั่วโลก อาทิ BloombergAPCNNCBSIndia Times และอื่นๆ ก็ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมารายงานกันเป็นจำนวนมาก หลังพบว่าคิมมีรูปร่างผอมลงเรื่อยๆ ในการปรากฏตัวต่อสาธารณะหลายครั้งในระยะหลังมานี้ และอาจมีน้ำหนักลดลงมากกว่า 20 กิโลกรัม

รวมถึงบรรดาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้มีการพูดถึงการลดน้ำหนักของคิมอย่างต่อเนื่องบนโลกออนไลน์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทางการเกาหลีเหนือสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรูปร่างที่ผอมลงของผู้นำ หลังมีการพูดกันไปต่างๆ นานาว่าน้ำหนักที่ลดลงไปจนน่าตกใจนี้เป็นเพราะตั้งใจลดน้ำหนัก ปัญหาขาดแคลนอาหารในเกาหลีเหนือ หรืออาการป่วยกันแน่

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีภาพที่เผยให้เห็นพลาสเตอร์ขนาดใหญ่แปะอยู่ที่ศีรษะด้านหลังของคิม ยิ่งทำให้ประชาชนกังวลว่าผู้นำมีปัญหาสุขภาพหรือไม่

แต่ทางการเกาหลีเหนือได้ชี้แจงแล้วว่าไม่มีสัญญาณผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับสุขภาพของคิม และการปรากฏตัวครั้งล่าสุดที่ผ่านมานี้ท่านผู้นำก็มีสีหน้าที่สดใสดี

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

ฮ่องกงแนะวัยรุ่นฉีด BioNTech เข็มเดียวหวั่นหัวใจอักเสบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663354

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 15:02 น.ฮ่องกงแนะวัยรุ่นฉีด BioNTech เข็มเดียวหวั่นหัวใจอักเสบผู้เชี่ยวชาญฮ่องกงแนะนำให้ฉีดวัคซีนของ BioNTech ให้วัยรุ่นเข็มเดียวหลังพบผลข้างเคียง

คณะผู้เชียวชาญด้านสุขภาพซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาลฮ่องกงแนะนำให้เยาวชนอายุ 12-17 ปี ฉีดวัคซีนของ BioNTech เพียง 1 โดสจากปกติ 2 โดส หลังมีรายงานว่าพบภาวะกล้มเนื้อหัวใจอักเสบในคนอายุน้อย

การตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญประเมินจากการไม่พบผู้ติดเชื้อในฮ่องกงมาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นวัคซีน 1 เข็มจึงเพียงพอที่จะปกป้องเยาวชน

หลออวี่หล่ง ประธานคณะกรรมการสุขภาพที่ให้คำปรึกษารัฐบาลฮ่องกงเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เผยกับสำนักข่าว RTHK ว่า ผลข้างเคียงของวัคซีนของ BioNTech พบได้บ่อยกว่าที่คิดไว้ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงลงความเห็นว่าวัยรุ่นควรฉีดวัคซีนของ BioNTech เพียงเข็มเดียว เพื่อลดโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

หลอเผยอีกว่า สำหรับเยาวชนที่ต้องเดินทางไปศึกษาที่ต่างประเทศ อาทิ ยุโรป สหรัฐ ซึ่งมีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูง ควรฉีดวัคซีนให้ครบทั้งสองโดส

กระทรวงสาธารณสุขของฮ่องกงไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้ที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ แต่ RTHK รายงานว่า นับตั้งแต่รัฐบาลฮ่องกงเริ่มฉีดวัคซีนของ BioNTech ให้เยาวชนอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พบวัยรุ่นกว่า 30 คนมีอาการดังกล่าว

หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐ สหภาพยุโรป และองค์การอนามัยโลกเคยระบุว่า วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech และ Moderna มีความเชื่อมโยงกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) ซึ่งทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มที่และเต้นผิดจังหวะ และภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

ด้าน Pfizer เผยว่า ทราบว่าอาจพบภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนแต่ผลข้างเคียงดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยากมาก

ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) พบว่า ผู้ที่อายุ 18-24 ปีมีความเสี่ยงที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอยู่ที่ 18.5 ต่อ 1 ล้านโดส หลังฉีดวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เข็มที่ 2 และของ Moderna อยู่ที่ 20.2 ต่อ 1 ล้านโดส โดยความเสี่ยงจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น

Photo by Bertha WANG / AFP

ตอลิบานเปิดคฤหาสน์สุดหรูอดีตรองปธน. ชี้อู้ฟู่เพราะคอร์รัปชั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663341

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 13:45 น.ตอลิบานเปิดคฤหาสน์สุดหรูอดีตรองปธน. ชี้อู้ฟู่เพราะคอร์รัปชั่นกลุ่มตอลิบานเปิดคฤหาสน์สุดหรูของอดีตรองประธานาธิบดีอัฟกัน ชี้ปัญหาคอร์รัปชันเกิดขึ้นในอดีตรัฐบาล

สำนักข่าวเอเอฟพีเผยภาพกลุ่มนักรบตอลิบานกว่า 150 ชีวิตเข้ายึดคฤหาสน์สุดหรูในกรุงคาบูลของอดีตรองประธานาธิบดีอับดุล ราชิด ดอสตุม (Abdul Rashid Dostum) ของอัฟกานิสถาน ซึ่งพวกเขากล่าวว่ามันมาจากการคอร์รัปชันนานหลายปี

กลุ่มตอลิบานซึ่งนำโดยกอรี ซาลาฮุดดิน อายูบี (Qari Salahuddin Ayoubi) หนึ่งในผู้บังคับบัญชาที่ทรงอิทธิพลที่สุด พร้อมด้วยองครักษ์อีก 150 คนถือโอกาสเข้ายึดบ้านของเขาตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา

โคมไฟระย้าแขวนอยู่ในห้องโถงที่มีโซฟานุ่มขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำในร่มปูกระเบื้องเทอร์ควอยซ์ที่สลับซับซ้อน อีกทั้งยังมีห้องซาวน่า ห้องอบไอน้ำแบบตุรกี และฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายครบครัน เอเอฟพีบรรยายถึงความหรูหราโอ่อ่าของคฤหาสน์แห่งนี้

“อิสลามไม่เคยต้องการให้เรามีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย ความหรูหรามีอยู่บนสวรรค์ซึ่งจะเกิดขึ้นในชีวิตหลังความตาย” อายูบีกล่าว

นอกจากนี้ยังมีบาร์เครื่องดื่มซึ่งชี้ให้เห็นว่าดอสตุมชื่นชอบการสังสรรค์และดื่มสุรา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักศาสนาอิสลาม

ทั้งนี้ อดีตรองประธานาธิบดีอับดุล ราชิด ดอสตุม ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2020 โดยขณะนี้กำลังลี้ภัยอยู่ที่อุซเบกิสถาน เป็นบุคคลที่มีบทบาทอย่างมากในหน้าประวัติศาสตร์ของอัฟกานิสถาน

รวมถึงเรื่องอื้อฉาวที่ถูกสงสัยว่าเขามีรายได้มหาศาลจากการคอร์รัปชันและยักยอกทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีอัชราฟ กานี (Ashraf Ghani) เสื่อมเสียชื่อเสียง

ในปี 2001 ดอสตุมถูกกล่าวหาว่าสังหารนักรบตอลิบานกว่า 2,000 คนโดยขังไว้ในตู้คอนเทนเนอร์กลางทะเลทราย จนพวกเขาเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจและแดดที่แผดเผา ถึงกระนั้นอายูบีกล่าวว่าตนไม่ต้องการที่จะแก้แค้น

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนจากอดีตรัฐบาลถือครองที่ดินอย่างผิดกฎหมายเพื่อสร้างคฤหาสน์สุดหรูของตัวเอง จนพื้นที่บริเวณนั้นได้รับการเรียกขานจากชาวบ้านว่าเป็น “ย่านโจร”

อายูบีทิ้งท้ายว่าระบบการปกครองใหม่จะไม่ปล่อยให้มีการสร้างสิ่งของฟุ่มเฟือยด้วยเงินที่ได้มาจากการคอร์รัปชันเช่นนี้อีก และยืนยันว่ากลุ่มตอลิบานอยู่ข้างชนชั้นรากหญ้า

Photo by Wakil KOHSAR / AFP

Pfizer แจงสิ่งแปลกปลอมในวัคซีนญี่ปุ่นเป็นส่วนผสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663345

Pfizer แจงสิ่งแปลกปลอมในวัคซีนญี่ปุ่นเป็นส่วนผสม

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 13:10 น.Pfizer แจงสิ่งแปลกปลอมในวัคซีนญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมPfizer ชี้แจงสิ่งแปลกปลอมที่พบในขวดวัคซีนที่ญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมที่ยังไม่ละลายแต่จะตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง  

เว็บไซต์ Fierce Pharma รายงานว่า ตัวแทนของ Pfizer ในญี่ปุ่นแถลงชี้แจงกรณีพบสิ่งแปลกปลอมในขวดวัคซีนของ Pfizer 5 ขวดในจังหวัดคะนะงะวะและโอซะกะว่า เป็นไปได้ว่าสิ่งแปลกปลอมสีขาวเป็นส่วนผสมของวัคซีนที่ยังไม่ละลายดีและจะไม่กระทบต่อความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพของวัคซีน

นอกจากนี้ Pfizer ยังเผยอีกว่า จนถึงวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา มีรายงานพบวัตถุลอยอยู่ในขวดวัคซีนของบริษัทแล้ว 95 ขวด และย้ำว่า “วัคซีนของ Pfizer-BioNTech ผลิตภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดที่สุดเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพ ความบริสุทธิ์ และประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วย” และบริษัทจะตรวจสอบกรณีนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในจังหวัดคะนะงะวะและจังหวัดโอซะกะของญี่ปุ่น พบวัตถุแปลกปลอมสีขาวลอยอยู่ในขวดวัคซีนของ Pfizer ล็อต FF5357 ที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานจำนวน 5 ขวดในเมืองซางะมิฮะระและเมืองคะมะคุระ และในเมืองซาไก

เดือนที่แล้วทางการญี่ปุ่นระงับการใช้วัคซีนของ Moderna จำนวน 1.63 ล้านโดสหลังพบวัตถุโลหะและยางในวัคซีน 3 ล็อต ซึ่ง Moderna ตรวจสอบพบว่าเป็นวัคซีนที่มาจากโรงงานผลิต Rovi Laboratories ในสเปน 

หลังจากนั้นพบผู้เสียชีวิต 3 รายในญี่ปุ่นหลังจากได้รับวัคซีนของ Moderna แต่ยังไม่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ ทว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในญี่ปุ่นและสหรัฐเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่วัตถุแปลกปลอมที่พบจะไม่ได้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

สหรัฐ-อังกฤษ-ออสซี่ตั้งพันธมิตรอินโดแปซิฟิกสู้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663339

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 12:15 น.สหรัฐ-อังกฤษ-ออสซี่ตั้งพันธมิตรอินโดแปซิฟิกสู้จีน3 ประเทศนำโดยสหรัฐจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก และจะช่วยออสเตรเลียสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

ผู้นำสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลียแถลงร่วมกันหลังหารือทางไกลว่า ทั้ง 3 ประเทศจะจัดตั้งพันธมิตรด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก ซึ่งจะทำให้ออสเตรเลียได้รับความช่วยเหลือในการต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ด้วย ในขณะที่อินธิพลของจีนในภูมิภาคนี้กำลังแผ่ขยาย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวว่า “เรากำลังก้าวไปสู่ประวัติศาสตร์อีกก้าวหนึ่งเพื่อสร้างความร่วมมือที่ลึกซึ้งและเป็นทางการระหว่างทั้งสามประเทศ เนื่องจากเราทุกคนตระหนักดีถึงความจำเป็นในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในอินโดแปซิฟิกในระยะยาว…เพราะอนาคตของทั้ง 3 ประเทศทั้งโลกขึ้นอยู่กับความเสรีและเปิดกว้างของอินโด-แปซิฟิก ยั่งยืนและเฟื่องฟูในทศวรรษหน้า”

นายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียกล่าวว่า ออสเตรเลีย “จะไม่สะสมอาวุธนิวเคลียร์ และจะเดินหน้าปฏิบัติตามพันธสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลยร์”

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสันของอังกฤษกล่าวว่า “เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญสำหรับประเทศใดๆ ก็ตามที่จะได้มาซึ่งความสามารถที่น่าเกรงขามในการครอบครองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และสำคัญเท่าๆ กันสำหรับประเทศอื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ”

ด้านเจ้าหน้าที่รายหนึ่งของรัฐบาลไบเดนเผยว่า กลุ่มพันธมิตรที่มีชื่อว่า “AUKUS” ที่มาจากชื่อของทั้ง 3 ประเทศ ไม่ได้พุ่เป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการส่งเสริมผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม รักษาระเบียบตามกฎสากล และส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในอินโด-แปซิฟิก

โครงการแรกคือ การหารือความเป็นไปได้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐเน้นย้ำว่าไม่เกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธนิวเคลียร์แก่ออสเตรเลีย เรือดำน้ำเหล่านี้จะไม่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ แต่เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จะช่วยให้กองทัพเรือออสเตรเลียปฏิบัติการใต้น้ำได้ยาวนานขึ้น เงียบขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดีลสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ดังกล่าวส่งผลให้สัญญาต่อเรือดำน้ำ 12 ลำ มูลค่าราว 66,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่ออสเตรเลียทำไว้กับ Naval Group บริษัทต่อเรือของกองทัพเรือฝรั่งเศสเมื่อปี 2016 สิ้นสุดลง สร้างความไม่พอใจให้ฝั่งฝรั่งเศส

ฌอง อีฟ เดอ ดริยอง รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสและโฟลฮงซ์ ปาลี รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมออกแถลงการณ์ร่วมว่า “ทางเลือกของสหรัฐที่ผลักดันพันธมิตรยุโรปและหุ้นส่วนอย่างฝรั่งเศสออกจากการเป็นหุ้นส่วนกับออสเตรเลียในเวลาที่เรากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก…แสดงให้เห็นถึงการขาดความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ซึ่งฝรั่งเศสทำได้เพียงยอมรับและเสียใจ”

ด้านจีนแสดงท่าทีคัดค้านความร่วมมือนี้เช่นกัน หลิวเผิงอวี่ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนในกรุงวอชิงตันดีซีเผยว่า สหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลียไม่ควรสร้างกลุ่มเฉพาะที่พุ่งเป้าหรือเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของประเทศที่สาม ทั้ง 3 ประเทศควรสลัดความคิดและอคติทางอุดมการณ์ทิ้งเสียก่อน

Photo by Brendan Smialowski / AFP

เกาหลีเหนือโชว์ภาพวินาทีปล่อยมิสไซล์จากรถไฟครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663331

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 11:00 น.เกาหลีเหนือโชว์ภาพวินาทีปล่อยมิสไซล์จากรถไฟครั้งแรกเกาหลีเหนือประกาศความสำเร็จทดสอบยิงขีปนาวุธจากขบวนรถไฟเป็นครั้งแรก

สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือเปิดเผยถึงความสำเร็จในการทดสอบปล่อยขีปนาวุธจากขบวนรถไฟเป็นครั้งแรก พร้อมระบุว่าได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที โดยขีปนาวุธดังกล่าวมีพิสัยประมาณ 800 กิโลเมตร และสามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. KCNA ระบุว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล (long-range cruise missile) รุ่นใหม่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอาวุธทางยุธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และชี้ว่าสามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ และมีพิสัยไกลถึง 1,500 กิโลเมตรโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง

โดยวานนี้ (15 ก.ย.) ยังมีรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกตกลงสู่ทะเลตะวันออก ระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเยือนกรุงโซล และเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่เกาหลีเหนือประกาศถึงความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลรุ่นใหม่

ในวันเดียวกันเกาหลีใต้ได้เผยถึงความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถพัฒนาขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำได้สำเร็จ โดยมีประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ซึ่งทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวว่าการครอบครองขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำนั้นมีความหมายอย่างยิ่งในแง่ของการป้องกันภัยคุกคามจากทุกทิศทาง และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันประเทศและเสริมสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีในอนาคต

ทั้งเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือกำลังพัฒนาขีดความสามารถทางทหารรวมถึงขีปนาวุธใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีที่ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP