วิจัยพบล็อกดาวน์นานทำเด็กๆ สายตาสั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663484

วันที่ 18 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.วิจัยพบล็อกดาวน์นานทำเด็กๆ สายตาสั้นเด็กนักเรียนที่ถูกล็อกดาวน์อยู่บ้านนานๆ อาจมีปัญหาสายตาสั้น  

การวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Jama Ophthalmology ระบุว่า เด็กนักเรียนที่ต้องถูกล็อกดาวน์อยู่ที่บ้านนานนับปีอาจมีปัญหาสายตาแย่ลง 

การวิจัยซึ่งทำโดยวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็นอ้างอิงจากข้อมูลการตรวจสายตาประจำปีในนักเรียนกว่า 2,000 คนในโรงเรียนประถมหลายโรงเรียนในเมืองกว่างโจวของจีนระหว่างปี 2018-2020  

พบว่า 13% ของนักเรียนประถม 2 ที่ตรวจสายตาในปี 2018 มีภาวะสายตาสั้นในปี 2019 ขณะที่กว่า 20% ของนักเรียนที่ตรวจสายตาในปี 2019 มีภาวะสายตาสั้นในปี 2020 ซึ่งแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในทางสถิติ ส่วนการตรวจสายตาครั้งแรกของทั้งสองกลุ่มพบว่า 7% มีภาวะสายตาสั้น 

ส่วนผลกระทบต่อสายตาของนักเรียนที่อายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไปพบเล็กน้อย

ผลวิจัยนี้ชี้ว่า เด็กเล็กมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสายตามากกว่า

อย่างไรก็ดี การวิจัยไม่ได้ศึกษาจำนวนชั่วโมงที่เด็กๆ นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในระหว่างเรียนออนไลน์ หรือเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือ (เด็กๆ ที่ชอบอ่านหนังสืออาจมีภาวะสายตาสั้นได้) ดังนั้นจึงไม่สามารถสรุปผลกระทบของเวลาที่ใช้อยู่หน้าจอกับสายตาของเด็ก

ทว่า คาร์ลอส เอ็มมาโนเอล ชัว ประธานสมาคมจักษุวิทยาเด็กแห่งฟิลิปปินส์เผยว่า การวิจัยในฮ่องกง สิงคโปร์ และจีนล้วนสรุปว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลเสียต่อสายตาของเด็กในหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นการติดอยู่แต่ในบ้าน ทำกิจกรรมในร่มและเรียนออนไลน์มากกว่า หรือไม่สามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจสายตาประจำปี โดยนักเรียนมีภาวะสายตาสั้นในช่วงที่ Covid-19 ระบาดมากกว่าช่วงก่อน Covid-19

ก่อนหน้านี้ การศึกษาเด็กในออสเตรเลียและสิงคโปร์ในปี 2018 พบว่า กิจกรรมกลางแจ้งแม้จะไม่กี่ชั่วโมงต่อวันช่วยลดความเสี่ยงสายตาสั้นได้

AFP PHOTO/Christophe ARCHAMBAULT

AUKUS วุ่น ฝรั่งเศสเรียกทูตในออสเตรเลีย-สหรัฐกลับปมฉีกดีลเรือดำน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663482

วันที่ 18 ก.ย. 2564 เวลา 10:33 น.AUKUS วุ่น ฝรั่งเศสเรียกทูตในออสเตรเลีย-สหรัฐกลับปมฉีกดีลเรือดำน้ำฝรั่งเศสเรียกทูตประจำออสเตรเลียและสหรัฐกลับไม่พอใจออสเตรเลียซบ AUKUS ฉีกดีลเรือดำน้ำ

ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส มีคำสั่งเรียกตัวเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสหรัฐและออสเตรเลียกลับประเทศทันทีเพื่อปรึกษาหารือ และเป็นการแสดงท่าทีประท้วงทางการทูต หลังจากออสเตรเลียยกเลิกสัญญาต่อเรือดำน้ำมูลค่า 36,500 ล้านเหรียญสหรัฐที่ทำไว้กับฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2016 แล้วหันไปรับความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีเรือดำน้ำกับกลุ่ม AUKUS ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย

แหล่งข่าวทางการทูตในกรุงปารีสเผยว่า ประธานาธิบดีมาครงได้รับหนังสือจากนายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียแจ้งยกเลิกข้อตกลงต่อเรือดำน้ำกับฝรั่งเศสช่วงเช้าวันพุธที่ 15 เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ผู้นำสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลียจะประกาศจัดตั้งพันธมิตร AUKUS

ฌอง อีฟ เลอ ดริยง รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสเผยว่า การยกเลิกสัญญาต่อเรือดำน้ำที่ออสเตรเลียและฝรั่งเศสดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2016 เป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ในกลุ่มพันธมิตรและหุ้นส่วน “ผลที่ตามมาส่งผลต่อแนวคิดที่เรามีเกี่ยวกับพันธมิตรของเรา ความเป็นหุ้นส่วนของเรา และความสำคัญของอินโด-แปซิฟิกสำหรับยุโรป” 

การเคลื่อนไหวตอบโต้ของทางการฝรั่งเศสด้วยการเรียกทูตกลับประเทศแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาสหรัฐและออสเตรเลียต่างเป็นประเทศพันธมิตรที่สำคัญของฝรั่งเศส โดยบรรดานักการทูตต่างมองว่า ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ครั้งร้ายแรงระหว่างฝรั่งเศสกับสหรัฐและฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย  

การเรียกตัวทูตกลับประเทศมักจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายทางการทูตที่นำมาใช้เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันลดลงสู่ระดับวิกฤต และมักจะไม่ใช้ระหว่างประเทศที่เป็นพันธมิตรกัน 

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของฝรั่งเศส และ และจะเดินหน้าปรึกษาหารือและดำเนินการแก้ปัญหาขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศต่อไป 

ด้าน มาริส เพย์น รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศออสเตรเลียเผยว่า ออสเตรเลียเข้าใจความผิดหวังของฝรั่งเศสและย้ำว่าฝรั่งเศสคือพันธมิตรที่มีค่า

Photo by Michel Euler / POOL / AFP

CPTPP คืออะไร จีนจะขอเข้าร่วมสำเร็จไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663460

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 20:21 น.CPTPP คืออะไร จีนจะขอเข้าร่วมสำเร็จไหม?เพียง 1 วันหลังจากสหรัฐ ออสเตรเลีย และอังกฤษ ประกาศตั้งความร่วมมือในอินโด-แปซิฟิก จีนก็ประกาศขอเข้าร่วมกลุ่มการค้า CPTPP

1.CPTPP มีชื่อเต็มว่า Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership คือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ที่ครอบคลุมในเรื่องการค้า การบริการ และการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งในประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ 

2.ความตกลงนี้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2006 มีชื่อเดิมว่า TPP (Trans-Pacific Partnership) หรือ ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก และมีการเจรจากันอีกครั้งในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่ต้องการถ่วงดุลอิทธิพลของจีนที่กำลังแผ่ขยาย

3.แรกเริ่มมีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ แต่หลังจากสหรัฐซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในตอนนั้นถอนตัวออกไปเมื่อต้นปี 2017 ในสมัยของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประเทศสมาชิกที่เหลือก็ตัดสินใจเดินหน้าความตกลงต่อโดยใช้ชื่อใหม่ว่า CPTPP ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม ลงนามที่ชิลีเมื่อเดือน มี.ค. 2018

4.ขณะนี้มีเพียง 7 ประเทศที่ให้สัตยาบันเข้าร่วม ได้แก่ เม็กซิโก ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ แคนาดา ออสเตรเลีย และเวียดนาม ส่งผลให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับประเทศเหล่านี้ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2018

5.ข้อแตกต่างระหว่าง CPTPP กับ TPP อยู่ที่ขนาดของเศรษฐกิจและการค้าที่เล็กลง แต่มีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น รายงานของธนาคารโลกระบุว่า ขนาดเศรษฐกิจรวมของ CPTPP หลังไม่มีสหรัฐลดฮวบจาก 38% ของเศรษฐกิจโลก เป็น 13% ส่วนขนาดการค้ารวมลดลงจาก 27% เป็น 15% แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน

6.ขณะที่รายละเอียดในกฎหมายบางข้อถูกระงับไป อาทิ ข้อบัญญัติ (provision) 22 ข้อซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่สหรัฐสนับสนุน แต่ไม่เป็นประโยชน์กับประเทศสมาชิกอื่นๆ เท่าไหร่ เช่น การคุ้มครองอุตสาหกรรมยา การขยายระยะเวลาคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจาก 50 ปีเป็น 70 ปี และการให้สิทธินักลงทุนฟ้องร้องรัฐบาลในบางกรณีที่นโยบายรัฐส่งผลลบต่อธุรกิจ เป็นต้น

7.ข้อบัญญัติ 22 ข้อที่ระงับไว้สามารถนำกลับมาบังคับใช้ใหม่ได้ ซึ่งเป็นการเปิดทางไว้เผื่อกรณีที่สหรัฐต้องการกลับเข้าร่วม

8.ข้อดีหลักๆ ของข้อตกลงนี้คือ โอกาสในการเข้าถึงตลาดของประเทศอื่นๆ ภายใต้การรับปากว่าจะยกเลิกหรือลดภาษีนำเข้าลง 95% แต่บางประเทศขอสงวนสิทธิ์ในการปกป้องอุตสาหกรรมบางอย่างในประเทศของตัวเอง เช่น การทำนาข้าวของญี่ปุ่น และอุตสาหกรรมนมของแคนาดา ขณะที่ประเทศสมาชิกมีหน้าที่ให้ความร่วมมือด้านกฎระเบียบ อาทิ มาตรฐานอาหาร

9.ขณะนี้ CPTPP เป็นข้อตกลงทางการค้าเสรีที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่มีมูลค่า 26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และข้อตกลงการค้าสหรัฐ แคนาดา เม็กซิโก ที่มีมูลค่า 21.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และหากจีนได้เข้าร่วม CPTPP อาจเป็นข้อตกลงทางการค้าเสรีที่มีมูลค่าสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการลงนามมา

10.สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกก่อตั้งประเทศแรกที่แสดงความประสงค์เข้าร่วม CPTPP ซึ่งหากสำเร็จอังกฤษจะเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 2 รองจากญี่ปุ่น และมีรายงานว่าไต้หวันก็ต้องการเข้าร่วมข้อตกลงนี้เช่นกันและเคยพูดคุยกับประเทศสมาชิก CPTPP แล้ว แต่การสมัครเข้าร่วมกลุ่มของจีนอาจทำให้การเข้าร่วมของไต้หวันซับซ้อนขึ้น เนื่องจากจีนคัดค้านการเข้าร่วมกับองค์การหรือกลุ่มระหว่างประเทศของไต้หวัน

11.การขอสมัครเข้าร่วมของจีนเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากสหรัฐ ออสเตรเลีย และอังกฤษประกาศจัดตั้งความร่วมมืออินโด-แปซิฟิก AUKUS ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เป็นของตัวเองถึง 8 ลำ แต่ในเวลาต่อมา เจ้าลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนชี้แจงว่า การขอเข้าร่วมของจีนไม่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือ AUKUS เลย

12.เจ้าลี่เจียนยังพาดพิงไปถึงสหรัฐอีกว่า “จีนผลักดันให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการรวมกลุ่มกันในภูมิภาค แต่สหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลียผลักดันให้เกิดสงครามและการทำลายล้าง”

13.หลายฝ่ายมองว่า การเข้าร่วมของจีนจะเป็นการยกระดับครั้งใหญ่สำหรับจีนหลังจากจีนลงนามข้อตกลงการค้า RCEP ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดเมื่อปีที่แล้ว ด้านเจ้าลี่เจียนเผยว่า CPTPP จะเอื้อต่อการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดจนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การพัฒนาการค้า และการเติบโตด้านการลงทุนหลังเกิดโรคระบาด 

14.อย่างไรก็ดี หนทางข้างหน้าสำหรับจีนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศสมาชิก CPTPP อย่างออสเตรเลียกำลังย่ำแย่ลง ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย หันไปสนิทกับสหรัฐมากขึ้นในฐานะหุ้นส่วนด้านความมั่นคง

15.อังกิต ปานดา จาก Carnegie Endowment for International Peace ทวีตว่า “จีนอาจไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก CPTPP ในเร็วๆ นี้ แต่ข่าวการสมัครเข้าร่วมอย่างเป็นทางการของจีนที่มีขึ้น 1 วันหลังจากการประกาศเปิดตัว AUKUS ตอกย้ำความแตกแยกในแนวคิดการแข่งขันในเอเชียของจีนและสหรัฐ”

16.นอกจากนี้ยังเป็นการเน้นย้ำถึงสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในเอเชียซึ่งจีนเป็นประเทศเศรษฐกิจที่โดดเด่นและเป็นคู่ค้าหลักในหลายประเทศ อีกทั้งการทหารและการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นสมาชิก CPTPP ยังทวีความตึงเครียด เนื่องจากจีนเข้าไปป้วนเปี้ยนใกล้กับเกาะพิพาทที่ทั้งสองประเทศต่างก็อ้างสิทธิ์

17.โมเทงิ โทชิมิสึ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นพูดถึงการขอเข้าร่วมของจีนว่า “ญี่ปุ่นต้องพิจารณาให้ดีว่าพร้อมจะบรรลุ TPP ในระดับสูงหรือไม่ เราจะประชุมกับประเทศสมาชิกอื่นๆ และรับมือกับเรื่องนี้ หารือในประเด็นยุทธศาสตร์” และบอกว่าจะพิจารณาคำขอเข้าร่วมของสหราชอาณาจักรก่อน

18.แคนาดาก็เป็นประเทศสมาชิก CPTPP อีกประเทศหนึ่งที่มีเรื่องบาดหมางกับจีน จีนสั่งจำคุกพลเมืองแคนาดา 11 ปี และอีกคนหนึ่งกำลังรอคำพิพากษาซึ่งถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการที่แคนาดาจับกุมตัว เมิ่งหว่านโจว บุตรสาวและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเว่ย

REUTERS/Romeo Ranoco

AUKUS จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663452

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 18:30 น.AUKUS จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนอย่างไร?อินโด-แปซิฟิกร้อนระอุ เมื่อสหรัฐ-สหราชอาณาจักร-ออสเตรเลียผนึกกำลังคานอำนาจจีน

สนธิสัญญา AUKUS ซึ่งเป็นความตกลงด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกระหว่างสหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ถูกระบุว่าทำขึ้นเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป้าหมายหลักอาจเป็นการคานอำนาจกับจีนซึ่งกำลังมีอิทธิพลในภูมิภาคดังกล่าว

Sam Roggeveen จากสถาบันโลวี (Lowy Institute) สถาบันวิจัยของออสเตรเลียชี้ว่าก่อนหน้านี้มีการตั้งคำถามว่าจะเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐและจีนจริงหรือไม่ และความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้อาจเป็นคำตอบ

โดย AUKUS จะส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางทหาร, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ควอนตัม และความมั่นคงด้านไซเบอร์ระหว่างทั้งสามประเทศ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าถือเป็นความร่วมมือทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดของทั้งสามประเทศในรอบหลายสิบปี

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองคือ ความร่วมมือดังกล่าวจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก และกลายเป็นประเทศที่ 7 ของโลกนอกเหนือจากสหรัฐ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน และอินเดีย ที่มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง

ทั้งนี้ AUKUS จะมีผลบังคับใช้ในอีก 18 เดือนข้างหน้า โดยออสเตรเลียตั้งใจจะสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ถึง 8 ลำซึ่งจะได้รับความร่วมมือจากสหรัฐและสหราชอาณาจักร แต่ยืนยันว่าจะไม่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในเรือดำน้ำ

ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าการช่วยเหลือออสเตรเลียในครั้งนี้ สหรัฐอาจคาดหวังให้ออสเตรเลียมีส่วนร่วมอย่างมากในการต่อกรกับจีนในอนาคต

ขณะเดียวกัน AUKUS มีแนวโน้มที่จะมีนัยสำคัญต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน ส่งผลให้บรรดาประเทศในภูมิภาคอาจเกิดความกังวลไม่เห็นด้วยกับความร่วมมือดังกล่าว

โดยกระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์ในวันนี้ (17 ก.ย.) ระบุว่า “อินโดนีเซียมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาคนี้” พร้อมกล่าวว่ากำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้ออสเตรเลียรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

แต่เป็นไปได้ว่าบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเผชิญกับอำนาจทางทหารของจีนที่กำลังเติบโตในทะเลจีนใต้จะได้รับผลประโยชน์จาก AUKUS เพราะหลังจากนี้มันอาจช่วยขัดขวางท่าทีที่คุกคามของจีนในทะเลจีนใต้

ในทางกลับกันชาติอาเซียนอาจเกิดความไม่สบายใจจากการเคลื่อนไหวใดๆ ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในภูมิภาค เพราะแม้ว่า AUKUS อาจช่วยยับยั้งภัยคุกคามทางทหารจากจีน แต่ก็อาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งผลกระทบจะตกมาอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอินโด-แปซิฟิก

ท่ามกลางความตึงเครียดบนพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ที่ร้อนระอุ โดยกองทัพเรืออินโดนีเซียเผยว่าได้เพิ่มเรือลาดตระเวนรอบหมู่เกาะนาทูนาในสัปดาห์นี้หลังพบเรือของจีนและสหรัฐในน่านน้ำของประเทศ

ขณะที่หลายประเทศพยายามต่อต้านการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของจีน รวมถึงประเทศพิพาทอย่างบรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไต้หวัน ด้านบรรดาชาติตะวันตกก็กำลังกังวลต่ออิทธิพลของจีนที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ด้านรัฐบาลจีนก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวกับความร่วมมือดังกล่าวแล้วโดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการแข่งขันด้านอาวุธอีกด้วย

ขณะที่การยื่นคำร้องเพื่อสมัครเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ของจีนซึ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่มีการประกาศเกี่ยวกับ AUKUS นั้นเป็นการตอกย้ำถึงความบาดหมางของสหรัฐและจีนท่ามกลางการแข่งขันระหว่างทั้งสองในภูมิภาคเอเชีย

ที่มา ReutersThe Diplomat

ภาพโดย Brendan Smialowski / AFP

AUKUS ทำอินโด-แปซิฟิกระอุ 3 ชาติจับมือสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663435

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 17:30 น.AUKUS ทำอินโด-แปซิฟิกระอุ 3 ชาติจับมือสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์อินโดนีเซียหวั่นประเทศมหาอำนาจแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ในอินโด-แปซิฟิก

สืบเนื่องจากที่สหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศความร่วมมือด้านความมั่นคง “AUKUS” เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้ง 3 ประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก และกลายเป็นประเทศที่ 7 ของโลกนอกเหนือจากสหรัฐ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน และอินเดีย ที่มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง

ส่งผลให้อินโดนีเซียออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยกระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์ในวันนี้ (17 ก.ย.) ระบุว่า “อินโดนีเซียมีความกังวลอย่างยิ่งต่อการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาคนี้” พร้อมกล่าวว่ากำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้ออสเตรเลียรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

ด้านนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียกล่าวว่าอินโดนีเซียได้รับแจ้งเกี่ยวกับความร่วมมือดังกล่าวแล้ว และจะมีการพูดคุยกับประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ของอินโดนีเซียในเร็วๆ นี้

ท่ามกลางความตึงเครียดบนพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ที่ร้อนระอุ โดยกองทัพเรืออินโดนีเซียเผยว่าได้เพิ่มเรือลาดตระเวนรอบหมู่เกาะนาทูนาในสัปดาห์นี้หลังพบเรือของจีนและสหรัฐในน่านน้ำของประเทศ

ขณะที่หลายประเทศพยายามต่อต้านการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของจีน รวมถึงประเทศพิพาทอย่างบรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมไปถึงไต้หวันด้วย ด้านบรรดาชาติตะวันตกก็กำลังกังวลต่ออิทธิพลของจีนที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ทั้งนี้ AUKUS จะมีผลบังคับใช้ในอีก 18 เดือนข้างหน้า โดยออสเตรเลียตั้งใจจะสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ถึง 8 ลำซึ่งจะได้รับความร่วมมือจากสหรัฐและสหราชอาณาจักร แต่ยืนยันว่าจะไม่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในเรือดำน้ำ

Photo by Brendan Smialowski / AFP

เปิดนโยบายฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของนานาประเทศ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663428

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.เปิดนโยบายฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของนานาประเทศ ไทยและหลายประเทศกำลังฉีดวัคซีนเข็ม 3 หรือบูสเตอร์ช็อตให้ประชาชน ซึ่งแต่ละประเทศมีนโยบายแตกต่างกัน

ขณะนี้ยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เข็ม 3 หรือไม่  องค์การอนามัยโลก (WHO) ปนะกาศเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ว่า ข้อมูลในขณะนี้ยังไม่บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการฉีดเข็ม 3 และยังเรียกร้องให้ชะลอไปก่อน เนื่องจากคนที่มีความเสี่ยงทั่วโลกควรได้วัคซีนให้ครบก่อนที่ประเทศร่ำรวยจะเริ่มฉีดเข็มกระตุ้น 

หลายประเทศมีนโยบายการฉีดเข็ม 3 ต่างกันดังนี้  

สหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขสหรัฐจะประชุมกันวันศุกร์นี้ตามเวลาท้องถิ่นเพื่อลงคะแนนว่าจะฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ประชาชนทั่วไปหรือไม่ หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศเมื่อเดือน ส.ค.ว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ชาวอเมริกันทุกคนที่ฉีดครบ 2 เข็วมาแล้วอย่างน้อย 8 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.นี้

ทว่าผู้เชี่ยวชาญยังสงวนท่าทีว่าวัคซีนเข็ม 3 จำเป็นหรือไม่ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ ความจำเป็นมากกว่าในการฉีดวัคซีนให้คนที่ยังไม่ได้ฉีด และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ด้านองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เผยเอกสารก่อนการลงคะแนนว่า “ในภาพรวม ข้อมูลบ่งชี้ว่าขณะนี้วัคซีนที่ได้รับการรับรองจากสหรัฐยังป้องกันอาการป่วยหนักหรือเสียชีวิตได้ดี”

สหภาพยุโรป

วันที่ 26 ส.ค. คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ประเทศสมาชิกที่ฉีดเข็ม 3 เสี่ยงถูกดำเนินคดี เนื่องจากคณะกรรมการยาแห่งสหภาพยุโรปยังไม่แนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นเพราะยังไม่ข้อมูลสนับสนุนไม่เพียงพอ

อังกฤษ

วันที่ 14 ก.ย. อังกฤษแนะนำให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่านหน้า บุคคลอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปรับวัคซีนเข็ม 3 โดยบอกว่าวัคซีนช่วยรักษาชีวิตชาวอังกฤษได้กว่า 112,000 คน และป้องกันไม่ให้เกิดเคสได้กว่า 24 ล้านเคส นอกจากนี้ทางการอังกฤษจะสั่งซื้อวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เพิ่มอีก 60 ล้านโดสก่อนเร่มฉีดบูสเตอร์ รวมแล้วอังกฤษซื้อวัคซีนของ Pfizer-BioNTech แล้ว 100 ล้านโดส

กัมพูชา

กัมพูชาเริ่มฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มกระตุ้นให้คนที่ฉีดวัคซีนเชื้อตายของ Sinovac และ Sinopharm ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.

ชิลี 

ชิลีเริ่มฉีดเข็มกระตุ้นให้คนที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.

จีน 

คาดว่าจะฉีดวัคซีนเข็มปกติให้ประชากร 1,100 ล้านคน รวมทั้งเข็มกระตุ้นให้บางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ แรงงานกลุ่มเสี่ยงเสร็จภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสมีแผนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในบ้านพักผู้สูงอายุตั้งแต่วันที่ 12 หรือ 13 ก.ย. ส่วนผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปและผู้ที่มีโรคประจำตัวสามารถจองและนัดหมายฉีดเข็ม 3 ได้ตั้งแต่ต้นเดือนนี้

เยอรมนี

เยอรมนีจะเริ่มฉีดเข็มกระตุ้นให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอในเดือนนี้ โดยจะใช้วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech และ Moderna  

อินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเริ่มฉีดวัคซีนของ Moderna เป็นเข็มกระตุ้นให้บุคลากรทางการแพทย์ตั้งแต่เดือน ก.ค. และกำลังพิจารณาว่าจะนำมาใช้เป็นวงกว้างขึ้น

อิสราเอล 

เริ่มฉีดเข็มกระต้นให้คนที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. และลดอายุผู้ฉีดมาถึง 12 ปี

ฟิลิปปินส์

เจ้าหน้าที่เผยเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ฟิลิปปินส์จัดสรรงบประมาณ 899 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับวัคซีนเข็มกระตุ้นในปีงบประมาณ 2022 แม้ว่าหน่วยงานสาธารณสุขจะยังไม่สรุปว่าวัคซีนเข็ม 3 จำเป็นหรือไม่

สิงคโปร์

สิงคโปร์เผยเมื่อเดือน พ.ค.ว่า กำลังวางแผนฉีดเข็มกระตุ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าหากจำเป็น

เกาหลีใต้

เกาหลีใต้มีแผนฉีดเข็มกระตุ้นตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไปหลังจากบรรลุเป้าหมายฉีดวัคซีนครอบคลุม 70% ของประชากร โดยจะเริ่มฉีดให้คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือมีความเสี่ยงสูงก่อน ส่วนกลุ่มอื่นจะได้รับเข็มกระตุ้นหลังฉีดเข็ม 2 แล้ว 6 เดือน

Photo by Narinder NANU / AFP

สีจิ้นผิงประกาศกร้าวคนนอกไม่ควรยุ่งเรื่องภายในของจีน #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663436

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 16:15 น.สีจิ้นผิงประกาศกร้าวคนนอกไม่ควรยุ่งเรื่องภายในของจีนผู้นำจีนประกาศกลางที่ประชุมคนนอกไม่ควรแทรกแซงเรื่องภายในของจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างสื่อรัฐบาลจีนว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศในที่ประชุมผู้นำประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ซึ่งจัดขึ้นที่ทาจิกิสถานผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ว่า อิทธิพลภายนอกไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่นไม่ว่าด้วยข้ออ้างใดๆ

ผู้นำจีนกล่าวอีกว่า นานาประเทศควรได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันในการค้นหาเส้นทางการพัฒนาและรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับสภาพภายในประเทศของตัวเอง

“อนาคตของการพัฒนาและความก้าวหน้าของประเทศของเราควรอยู่ในมือของเราเอง” สีจิ้นผิงกล่าว

สื่อจีนเตือน Evergrande ไม่ได้ใหญ่เกินกว่าจะล้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663434

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.สื่อจีนเตือน Evergrande ไม่ได้ใหญ่เกินกว่าจะล้มนี่เป็นครั้งแรกที่สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลอาจไม่อุ้ม Evergrande 

หูซีจิ้น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนเตือน Evergrande ยักษ์อสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะมีหนี้สินล้นพ้นตัวว่า บริษัทไม่ควรเดิมพันกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยทึกทักเอาว่าบริษัท “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม”  

หูซีจิ้นโพสต์ใน WeChat ว่า Evergrande ควรจะไปขอให้ตลาดช่วยเหลือไม่ใช่หันหน้ามาขอรัฐบาล และยังบอกอีกว่าความเป็นไปได้ในการล้มละลายของ Evergrande ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบกับระบบการเงินเหมือนกับการล้มของ Lehman Brothers วาณิชธนกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของสหรัฐที่ล้มละลายเมื่อปี 2008 เนื่องจาก Evergrande เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่ธนาคาร และสัดส่วนการวางเงินดาวน์อสังหาริมทรัพย์ในจีนสูงมาก

คำพูดของหูซีจิ้นเป็นความคิดเห็นแรกที่ปรากฏในสื่อของรัฐที่เอ่ยถึงความไม่แน่นอนที่รัฐบาลจีนจะเข้ามาช่วยเหลือด้านการเงินกับ Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีน ซึ่งหุ้นร่วงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกันท่ามกลางความกังวลว่าบรฺษัทจะผิดนัดชำระหนี้

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนเตือนว่า หนี้จำนวน 305,000 ล้านเหรียญสหรัฐของ Evergrande อาจส่งผลกระทบกับระบบการเงินของประเทศ นอกจากนี้ ทางการจีนยังบอกให้เจ้าหนี้รายใหญ่ของ Evergrande ยืดระยะเวลาชำระดอกเบี้ยหรือเปลี่ยนสัญญา (rollover)

ขณะที่ผู้ที่จับตาดูตลาดมองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่รัฐบาลจีนจะให้เงินช่วยเหลือโดยตรง

Evergrande มีดอกเบี้ย 83.5 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะถึงกำหนดชำระวันที่ 23 ก.ย.นี้จากพันธบัตรที่จะครบอายุเดือน มี.ค. 2022 และอีก 47.5 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะถึงกำหนดชำระวันที่ 29 ก.ย. สำหรับพันธบัตรที่จะครบอายุเดือน มี.ค. 2024 พันธบัตรทั้งสองจะผิดนัดชำระหนี้หาก Evergrande ไม่จ่ายดอกเบี้ยภายใน 30 วัน

ปัญหาการเงินของ Evergrande ซึ่งมีโครงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 1,300 โครงการใน 280 เมืองของจีนทำให้ค่าเงินหยวนและความเชื่อมั่นในอสังหาริมทรัพย์จีนลดลง

Photo by Noel Celis / AFP

Moderna พบหลักฐานภูมิลดเมื่อฉีดไปแล้วหลายเดือน หนุนฉีดเข็ม 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663426

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 15:00 น.Moderna พบหลักฐานภูมิลดเมื่อฉีดไปแล้วหลายเดือน หนุนฉีดเข็ม 3Moderna เผยผลการทดลองบ่งชี้ว่าภูมิคุ้มกันมีแนวโน้มลดลงเมื่อฉีดวัคซีนไปนานกว่า 6 เดือน

รอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Moderna ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 เปิดเผยข้อมูลใหม่จากการทดลองพบว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนลดลงเมื่อระยะเวลาผ่านไปนานกว่า 6 เดือน สนับสนุนแนวคิดในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ ซึ่งทางบริษัทได้ขออนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ไปแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

สตีเฟน โฮก ประธานบริษัทคาดการณ์จากข้อมูลดังกล่าวว่าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้อาจมีผู้ติดเชื้อในสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 600,000 คนเนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ลดลง แต่ไม่ได้คาดการณ์ถึงจำนวนผู้ป่วยที่อาจมีอาการรุนแรง

ข้อมูลเปิดเผยว่าประชาชนที่ได้รับวัคซีน Moderna ในช่วง 13 เดือนก่อน มีอัตราการติดโควิด-19 สูงกว่ากลุ่มที่รับวัคซีนไปแล้วประมาณ 8 เดือน

โดยบริษัทได้ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างกว่า 14,000 คนที่ได้รับวัคซีนในช่วงเดือนก.ค. ถึงเดือนต.ค. 2020 เปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างราว 11,000 คนที่ได้รับวัคซีนช่วงเดือนธ.ค. 2020 ถึงเดือนมี.ค. 2021

โดยได้ทำการศึกษาในช่วงเดือนก.ค. ถึงเดือนส.ค. ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่โควิด-19 สายพันธุ์เดลตากำลังระบาดหนักในสหรัฐ พบว่า กลุ่มที่ฉีดวัคซีนทีหลังมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 88 คน ขณะที่กลุ่มที่ฉีดวัคซีนไปก่อนหน้านั้นมีผู้ติดเชื้อ 162 คน

แม้ว่าจะมีผู้ป่วยอาการหนักเพียง 19 คนจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แต่ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนไปนานแล้วมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อมากกว่า

โฮกกล่าวว่า “ในช่วงเวลา 6 เดือนแรกวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ไม่สามารถวางใจได้ว่ามันจะคงอยู่ถึงปีหนึ่งหรือนานกว่านั้น”

Moderna เชื่อว่าการฉีดบูสเตอร์จะสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นกว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้ และมีโอกาสที่ภูมิคุ้มกันจะยังคงอยู่ไปจนถึงช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปีหน้า ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ทางการหาทางยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยโดย Moderna ขัดแย้งกับงานวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้านี้ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัคซีน Moderna มีประสิทธิภาพในการป้องกันยาวนานกว่าวัคซีนของ Pfizer/BioNTech ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกัน

ขณะที่ องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าประสิทธิภาพในการสร้างภูมิกันของวัคซีน Moderna ลดลงจริงหรือไม่ จึงจะอนุมัติให้มีการฉีดบูสเตอร์ได้

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

ภาพดาวเทียมฟ้อง เกาหลีเหนือซุ่มขยายโรงงานผลิตยูเรเนียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663418

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.ภาพดาวเทียมฟ้อง เกาหลีเหนือซุ่มขยายโรงงานผลิตยูเรเนียมเกาหลีเหนือโชว์ศักยภาพต่อเนื่อง ล่าสุดภาพดาวเทียมเผยกำลังขยายโรงงานที่เคยใช้ผลิตยูเรเนียม

ภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่ที่สำนักข่าว CNN ได้รับมาเผยให้เห็นว่า เกาหลีเหนือกำลังขยายโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมสำหรับผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการปรับปรุงที่อาจบ่งชี้ว่าเกาหลีเหนือมีแผนเพิ่มการผลิตที่โรงงานแห่งนี้ในอนาคตอันใกล้ 

เจฟฟรีย์ ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและศาสตราจารย์จาก Middlebury Institute of International Studies เผยกับ CNN ว่า ภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัท Maxar ที่บันทึกไว้เมื่อต้นสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างที่โรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ยองบยอน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้เกาหลีเหนือเพิ่มการผลิตวัสดุนิวเคลียร์เกรดอาวุธได้มากถึง 25%

ลูอิสเผยอีกว่า การขยายโรงงานยองบยอนครั้งล่าสุดสะท้อนแผนที่จะเพิ่มการผลิตวัสดุนิวเคลียร์สำหรับผลิตอาวุธ และการก่อสร้างที่กำลังเกิดขึ้นสอดคล้องกับความพยายามครั้งก่อนในการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยของโรงงาน ซึ่งจะทำให้ติดตั้งเครื่องหมุนเหวี่ยงสารตกตะกอนได้มากขึ้น ดังนั้นจึงเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้มากขึ้นในแต่ละปี

“พื้นที่ใหม่มีขนาดประมาณ 1,000 ตารางเมตร เพียงพอติดตั้งเครื่องหมุนเหวี่ยงสารตกตะกอนเพิ่มอีก 1,000 เครื่อง เครื่อง 1,000 เครื่องที่เพิ่มขึ้นมาจะเพิ่มความสามารถของโรงงานในการผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะได้ 25%” ลูอิสกล่าว และหากเกาหลีเหนือยกระดับเครื่องหมุนเหวี่ยงสารตกตะกอนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในโรงงานแห่งนี้ จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานได้

แหล่งข่าว 2 คนที่ทราบสถานการณ์นี้เผยกับ CNN ว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐทราบกิจกรรมของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และทราบว่าความคืบหน้าต่างๆ เป็นสัญญาณว่าเกาหลีเหนือมีแผนเพิ่มการผลิตยูเรเนียมเกรดอาวุธ