สัญญาณอันตรายของ Evergrande ยักษ์อสังหาฯ ที่อาจสะเทือนจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662727

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 19:08 น.สัญญาณอันตรายของ Evergrande ยักษ์อสังหาฯ ที่อาจสะเทือนจีนการกู้เงินอย่างหนักเพื่อขยายธุรกิจทำให้ Evergrande Group มีหนี้สินมากที่สุดในโลก และกำลังเสี่ยงจะล้มละลาย

การเข้ามาควบคุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดของทางการจีนทำให้การกู้เงินเพื่อสร้างสภาพคล่องของหลายบริษัทเป็นไปได้ยากขึ้น ส่งผลให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนอย่าง Evergrande Group ที่มีหนี้มากที่สุดในโลกเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้จนอาจต้องล้มละลายในที่สุด

ต่อไปนี้คือสรุปความรุ่งเรืองและล่มสลายของบริษัทอสังหายักษ์ใหญ่ของจีน

1.Evergrande Group ก่อตั้งโดย สวี่เจียยิ่น (Xu Jiayin ในภาษาจีนกลาง หรือ Hui Ka Yan ในภาษากวางตุ้ง) อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคของโรงงานเหล็กในปี 1996 โดยมีธุรกิจหลักคือการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เน้นตลาดผู้อยู่อาศัยรายได้ปานกลางขึ้นไป

2.ด้วยความที่บริษัทก่อตั้งในช่วงที่รัฐบาลจีนมีโครงการย้ายคนจากชนบทเข้าสู่เมือง ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ทะยานขึ้น เช่นเดียวกับความมั่งคั่งของสวี่เจียยิ่นและบริษัทที่โตวันโตคืน ขณะที่สวี่เจียยิ่นเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับ 3 ของจีนจากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes ในปี 2019 ด้วยทรัพย์สิน 30,400 ล้านเหรียญสหรัฐ  

3.ปัจจุบัน Evergrande Group ถือครองที่ดินในจีนราว 303 ล้านตารางเมตร ซึ่งมากที่สุดในบรรดาผู้ประกอบการ และได้พัฒนาโครงการถึง 810 แห่งใน 280 เมืองทั่วประเทศ การลงทุนเหล่านี้ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วจนทำกำไรได้สูงถึง 11,670 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 ขึ้นแท่นเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกในปีเดียวกัน

4.การเติบโตแบบก้าวกระโดดทำให้ Evergrande Group ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่นๆ อาทิ ซื้อทีมฟุตบอล Guangzhou Evergrande น้ำแร่ Evergrande Spring สวนสนุก รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า หลังจากทำ IPO ในปี 2009

5.สวี่เจียยิ่นขยับขยายอาณาจักร Evergrande Group ด้วยการกู้ยืมเงินมาลงทุนและกว้านซื้อที่ดินมาสร้างที่อยู่อาศัยจำนวนมาก โดยอาศัยเครดิตของตัวเองชักชวนนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้ความร่วมลงทุนด้วย บวกกับได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากบรรดาธนาคารในจีน โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะมีคอนเนคชันทางการเมืองที่แข็งแกร่งจากการเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาทางการเมืองของจีน

6.แต่กลยุทธ์กู้เงินมาลงทุนใช้ไม่ได้แล้ว เมื่อธนาคารกลางแห่งประเทศจีนประกาศกฎ “three red lines” หรือสามเส้นแดง ในเดือน ส.ค. 2020 เพื่อกำหนดเกณฑ์การเข้าถึงสินเชื่อของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อจะไม่สามารถขอสินเชื่อเพิ่มได้

7.กฎนี้บังคับให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ลดจำนวนหนี้ลงก่อนจะขอกู้เงินใหม่ เพื่อไม่ให้ภาคการธนาคารปล่อยเงินกู้ให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์มากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขาดเงินทุนมาหมุนเพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงด้วย

8.ดังนั้นเพื่อให้เข้าถึงเงินกู้ Evergrande Group จึงต้องขายทรัพย์สินบางส่วนมาชำระหนี้ โดยบริษัทเริ่มขายธุรกิจอินเทอร์เน็ต ธุรกิจธนาคารท้องถิ่น และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ Bloomberg และสื่อท้องถิ่นรายงานตรงกันว่า Evergrande Group กำลังใคร่ครวญว่าจะขายสำนักงานใหญ่ในฮ่องกงและที่ดินผืนใหญ่ในราคาขาดทุน

9.ถึงอย่างนั้น Evergrande Group ก็ยังมีหนี้ที่ยังค้างชำระอีกก้อนโต บวกกับไม่สามารถขายอสังหาริมทรัพย์ก่อนที่จะสร้างเสร็จอย่างที่เคยทำเพื่อนำเงินมาหมุนก่อนได้แล้วตามกฎใหม่ของทางการ ส่งผลให้เจ้าหนี้บางรายและหุ้นส่วนธุรกิจยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินแล้วนำมาชำระคืน

10.นอกจากนี้ Evergrande Group ยังเร่งหาเงินมาชำระหนี้ด้วยการประกาศโปรโมชันลด 30% อสังหาริมทรัพย์ทุกชิ้นทั่วประเทศ ถึงอย่างนั้นยอดขายก็ยังตกลงถึง 26% ในเดือน ส.ค.เมื่อเทียบกับช่วง 1 ปีก่อนหน้า ทำให้รายได้สุทธิลดลง 29% มาอยู่ที่ 10,500 ล้านหยวน

11.ล่าสุดดูเหมือนว่า Evergrande Group กำลังจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยสัปดาห์นี้หนี้สินทั้งหมดพุ่งไปอยู่ที่ 305,000 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทยังเตือนเจ้าหนี้ว่า มีความเสี่ยงที่บริษัทจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

12.จากการคำนวณของ Bloomberg ตามงบกำไรขาดทุนของ Evergrande Group พบว่า ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นของบริษัทแย่ลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยลดลงเหลือ 36% จาก 47% เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้า

13.ในเวลาไล่เลี่ยกัน Evergrande Group ถูกปรับลดจัดครั้งที่ 2 ในเวลาเพียง 2 วัน โดยวันนี้ (8 ก.ย.) Fitch Ratings ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเป็น CC ซึ่งบ่งชี้ว่า “มีแนวโน้มว่าจะผิดนัดชำระหนี้” 

14. หนึ่งวันก่อนหน้านี้ Moody’s ลดอันดับเครดิตลงเช่นกัน โดยระบุว่า “มีแนวโน้มว่าจะอยู่ในหรือใกล้จะผิดนัด” ขณะที่ Goldman Sachs ได้ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในหุ้นของ Evergrande Group จาก neutral (ให้ลงทุนเท่าๆ กับน้ำหนักของตลาด) ลงมาเป็น sell (แนะนำให้ขาย) 

15.การถูกปรับลดความน่าเชื่อถือส่งผลให้หุ้นของ Evergrande Group ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงร่วงกว่า 3% ลงมาเหลือ 3.47 เหรียญฮ่องกง ซึ่งต่ำกว่าราคาที่เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่ 3.50 เหรียญฮ่องกงเมื่อ 12 ปีก่อน  โดยเฉพาะปีนี้ปีเดียวหุ้น Evergrande Group ร่วงถึง 75%

16.สถานะทางการเงินและการล่มสลายของ Evergrande Group จะส่งผลสะเทือนมหาศาลให้เศรษฐกิจของจีนและอาจเลยไปถึงเศรษฐกิจโลกด้วย เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Evergrande Group เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ และธุรกิจนี้ยังเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวหลังยุค Covid-19

17.นอกจากนี้ ยังกระทบไปถึงผู้ให้กู้ยืม ธนาคาร ซัพพลายเออร์ ธุรกิจขนาดเล็ก และคนซื้อบ้านอีกนับล้านคนหากบริษัทล้ม ยังไม่นับรวมว่าบริษัทยังมีพนักงานอีก 200,000 ชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ และการสร้างงานโดยตรงในจีนกว่า 3.8 ล้านงาน

18.แรงกระเพื่อมมหาศาลนี้ส่งผลให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ทางการจีนพยายามผลักดันให้บริษัทใหญ่คล้ายๆ กับ Evergrande Group รวมทั้ง Wanda อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทท่องเที่ยว Fosun ลดขนาดลง  เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อหนี้จนสร้างความเสี่ยงให้ระบบการเงินของประเทศ

19.อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่าจีนจะไม่ปล่อยให้ยักษ์ใหญ่ล้มง่ายๆ แต่จะผลักดันให้ Evergrande Group ลดหนี้ ทว่าจนถึงขณะนี้นอกจากหน่วยงานด้านกำกับดูแลของจีนที่เรียกร้องให้บริษัทแก้ปัญหาหนี้สินแล้ว รัฐบาลจีนยังปิดปากเงียบว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทางการเงินกับ Evergrande Group หรือไม่

20.ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว Evergrande Group เคยเลี่ยงวิกฤตหนี้สินมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยความช่วยเหลือจากบรรดาเพื่อนๆ มหาเศรษฐีของสวี่เจียยิ่น หนึ่งในนั้นคือบริษัทด้านการลงทุนของ Cheung Chung Kiu เพื่อนสนิทที่เล่นโป๊กเกอร์ด้วยกัน และรัฐบาลจีนที่กลัวว่าจะเกิดความไม่มั่นคงด้านการเงินของประเทศ

21.แหล่งข่าววงในเผยกับ Bloomberg เมื่อปีที่แล้วว่า ทางการมณฑลกวางตุ้งและเมืองเซินเจิ้นซึ่งเป็นที่ตั้งของ Evergrande Group ยื่นมือเข้ามาช่วยจนรัฐบาลจีนมีหุ้นจำนวนมากอยู่ใน Evergrande Group

22.ในขณะนั้นสวี่เจียยิ่นยังทำตัวเป็นปกติราวกับว่าบริษัทไม่ได้ยืนอยู่ปากเหวด้วยการยืนถ่ายภาพร่วมเฟรมกับนักลงทุน 35 คนด้วยรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า เช่นเดียวกับครั้งนี้

23.เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา สวี่เจียยิ่นยังสรวลเสเฮฮากับคนดังในวงการการเมืองและธุรกิจในโอกาศครบรอบ 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์ โดยไม่มีพิรุธว่าบริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันให้ชำระหนี้

REUTERS/Stringer

เมื่อคนดูเบื่อรายการโชว์บ้านหรูคนดัง สวนทางคนทั่วไปที่แทบไม่มีบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662797

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 17:35 น.เมื่อคนดูเบื่อรายการโชว์บ้านหรูคนดัง สวนทางคนทั่วไปที่แทบไม่มีบ้านเมื่อบ้านในเกาหลีใต้ราคาสูงจนคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง กระแสยี้รายการเปิดบ้านสุดหรูของเซเลบคนดังโชว์จึงเกิดขึ้น

รายการบันเทิงแนวตามติดการใช้ชีวิตของคนดังเป็นรายการยอดฮิตในเกาหลีใต้ เพราะให้ความรู้สึกว่าคนดูได้ใกล้ชิดศิลปิน ทำให้รายการแนวนี้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เพราะโกยเรตติ้งได้ถล่มทลาย

แต่มาวันนี้รายการเปิดบ้านคนดังกลับเสื่อมมนต์ขลัง เพราะคนดูเริ่มรู้สึกว่าเข้าไม่ถึง เนื่องจากศิลปินเหล่านี้อาศัยอยู่ในบ้านสุดหรูในขณะที่คนทั่วไปแทบจะไม่มีบ้านเป็นของตัวเองเพราะราคาถีบตัวสูงจนเกินเอื้อม

ปัจจุบันนี้คนเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตที่อยู่อาศัย โดยคนวัยหนุ่มสาวแทบจะไม่สามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองเพราะราคาสูงเกินเอื้อม ราคาเฉลี่ยของบ้านในกรุงโซลเพิ่มขึ้นถึง 50% จากปี 2017 หากนับเฉพาะปี 2019-2020 ราคาบ้านทะยานขึ้น 22% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาประเทศใหญ่ๆ ในเอเชียด้วยกัน

ขณะนี้อพาร์ทเม้นต์ในกรุงโซลมีราคาเฉลี่ย 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 32.69 ล้านบาท

รายการ I Live Alone ของช่อง MBC ที่พาคนดูไปเยี่ยมชมบ้านของศิลปินกำลังตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ โดยตอนล่าสุดที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา รายการพาไปชมอพาร์ทเม้นต์ห้องใหม่ขนาด 156 ตารางเมตรของช็อนฮยอนมูที่มูลค่าเมื่อปลายปีที่แล้วสูงถึง 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 127.53 ล้านบาท

อีกตอนหนึ่งเป็นการเปิดบ้าน 2 ชั้นในย่านอิแทวอนของนักแสดงตลกหญิง พัคนาแร ที่โดยบ้านที่ซื้อผ่านการประมูลหลังนี้ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 551 ตารางเมตร และมีพื้นที่ตัวบ้านกว้างขวางถึง 319 ตารางเมตร

บ้านของพัคนาแรเปิดประมูลด้วยราคา 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 137.30 ล้านบาท โดยมีผู้ยื่นประมูล 5 คน แต่พัคนาแรชนะการประมูลในราคา 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 156.91 ล้านบาท

นอกจากนั้น ฮวาซา สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ป MAMAMOO ก็เปิดวิลล่าหรูราคาราว 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 85.03 ล้านบาท เช่นเดียวกับไอดอลอีกหลายๆ คนที่เปิดบ้านโชว์

ชาวโซเชียลของเกาหลีใต้จึงออกมาวิจารณ์และรู้สึกว่าคนธรรมดาๆ เริ่มเข้าไม่ถึง แม้ว่าทางรายการจะมีจุดประสงค์เพื่อบอกว่าสังคมเกาหลีใต้ในปัจจุบันมีผู้ที่ต้องใช้ชีวิตลำพังถึง 4.53 ล้านคน

ตอนที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุดเป็นตอนที่หนุ่มคีย์จากวง SHINee พูดว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านตัวเองมีทั้งหมดกี่ห้องสร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับแขกรับเชิญในตอนนั้น ขณะที่เจ้าตัวเปิดบ้านหรูซึ่งมองเห็นวิวแม่น้ำฮันที่ทำให้ทั้งแขกรับเชิญและคนดูตะลึงไปตามๆ กัน

นอกจากรายการ I Live Alone ยังมีรายการแนวเดียวกันนี้อีกหลายรายการ เช่น All The Butlers ของช่อง SBS, The Return of the Superman ของ KBS และ On and Off ของ tvN

ชาวโซเชียลรายหนึ่งเผยว่า “รู้สึกแปลกแยกเมื่อดูรายการอย่าง I Live Alone และ My Little Old Boy เพราะรู้วึกว่ารายการเหล่านี้โชว์แต่ชีวิตของคนที่อยู่เพียงลำพังในบ้านดีๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย รู้สึกว่าเซเลบเหล่านี้อยู่ในอพาร์ทเม้นต์หรูมองเห็นวิววของแม่น้ำฮัน แม้แต่ในรายการ The Return of Superman ครอบครัวที่พักอยู่ในอพาร์ทเม้นต์ริมแม่น้ำฮัน โดยยังมีเงินจับจ่ายโดยที่คนเป็นพ่อไม่ต้องทำงานเลย”

อีกรายหนึ่งเผยว่า “ไม่รู้ว่าจะอยากดูรายการที่เซเลบโอ้อวดบ้านราคาหลายล้านเหรียญสหรัฐอีกหรือไม่ เมื่อก่อนคนดังจะอาศัยในอพาร์ทเม้นต์ที่มี 1 ห้องนอนขนาดเล็กๆ หรือห้องสตูดิโอเล็กๆ ซึ่งคนดูสามารถเข้าถึงได้ แต่ตอนนี้พวกเราเข้าไม่ค่อยถึงแล้ว ซึ่งน่าละอาย”

ขณะที่คอมเม้นต์ของชาวโซเชียลที่ใช้ชื่อ Bear2 ซึ่งเป็นท็อปเม้นต์มองว่า การคิดว่าคนดังไม่ควรใช้จ่ายเงินของตัวเองเพื่อให้เข้าถึงชาวโซเชียลเป็นเรื่องค่อนข้างโง่เขลา เพราะเพียงแค่การเป็นคนดังก็ทำให้เข้าไม่ถึงแล้ว

ต่อมาผู้ที่ใช้ชื่อ BakaKaori เข้ามาตอบคอมเม้นต์ของ Bear2 ว่า “เราเข้าใจคนดูนะ พวกเขาไม่ได้ขอให้คนดังไม่ใช้จ่ายเงินของตัวเองหรือซื้อบ้านที่ราคาถูกกว่านี้ พวกเขากำลังบ่นกันเรื่องจำนวนรายการที่พาไปดูบ้านศิลปินที่กำลังออกอากาศในขณะนี้ ในขณะที่คนทั่วไปกำลังลำบาก เราก็คิดแบบนี้ตอน MTV เปิดตัวรายการ Cribs หลายคนถูกเลิกจ้างหรือถูกผู้ให้เช่าขับไล่ออกจากบ้านเพราะ Coid-19 มันเลยดูแปลกๆ ที่จะออกอากาศรายการที่เซเลบโชว์ชีวิตที่หรูหราของตัวเอง”

Bobohulove เข้ามาตอบกลับว่า “แต่เราหมายถึง…พวกเขาคือคนที่ดูรายการและทำให้เรตติ้งพุ่ง ก็ไม่ต้องดูสิจะได้ไม่ต้องเห็น และเจ้าของรายการอาจจะหยุดออกอากาศถ้าเรตติ้งตก”

BakaKaori เข้ามาตอบกลับอีกว่า “ใช่ พวกเขาหยุดดูได้ถ้าไม่ชอบ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามีคนดูคนหนึ่งบอกว่ารายการไม่ได้เป็นแบบนี้ตลอด คนดังในรายการเคยอยู่ในอพาร์ทเม้นต์เล็กๆ หรือห้องสตูดิโอ ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะว่ารายการเปลี่ยนรูปแบบ หรือคนดังที่มาออกรายการเปลี่ยนไป”

REUTERS/Kim Hong-Ji/File Photo

ออสเตรเลียพัฒนาวัคซีนโควิดใหม่ ต้านเดลตาได้ 95% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662785

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.ออสเตรเลียพัฒนาวัคซีนโควิดใหม่ ต้านเดลตาได้ 95%EDV วัคซีนโควิดเทคโนโลยีนาโนเซลลูลาร์ตัวแรกของโลก เผยการทดลองรับมือโควิดได้หลายสายพันธุ์ เก็บได้นาน 3 ปี

เว็บไซต์ Globe Newswire เผยว่าบริษัท EnGeneIC Limited จากออสเตรเลีย พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ด้วยเทคโนโลยีนาโนเซลลูลาร์ (Nanocellular) เป็นครั้งแรกของโลก โดยได้ผ่านการทดลองในสัตว์แล้วพบว่า วัคซีนสามารถกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อต้านโควิด-19 ได้ สายพันธุ์กลายพันธุ์ที่น่ากังวลอย่างสายพันธุ์เดลตาด้วย

วัคซีนดังกล่าวมีชื่อว่า “EDV” โดยจากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ที่พบครั้งแรกในอินเดีย ได้มากกว่า 95% ตลอดจนสามารถรับมือกับไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นอัลฟา ที่พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร, เบตา จากแอฟริกาใต้ และแกมมา จากบราซิล

นอกจากนี้ จุดเด่นสำคัญอีกประการของวัคซีนคือสามารถเก็บในอุณหภูมิห้องและมีอายุการเก็บรักษานานกว่า 3 ปี ทำให้ง่ายต่อการขนส่งไปทั่วโลก รวมถึงในพื้นที่ห่างไกล ขณะที่วัคซีนอื่นๆ ที่ใช้ในปัจจุบันต้องเก็บและขนส่งในอุณหภูมิติดลบ และมีอายุการเก็บรักษา 3 ถึง 6 เดือน เท่านั้น

บริษัทผู้ผลิตได้เริ่มการทำการทดลองวัคซีนระยะที่ 1 ในมนุษย์ โดยเริ่มจากอาสาสมัครวัยผู้ใหญ่ 2 คนที่มีสุขภาพแข็งแรงในโรงพยาบาลเซนต์วินเซนต์ เมืองเมลเบิร์น เพื่อทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีน

ทั้งนี้ วัคซีน EDV ถูกบรรจุด้วยโมเลกุล 3 ชนิด ได้แก่ โมเลกุลที่ผลิตสไปรค์โปรตีน หรือหนามแหลมของไวรัส เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของแอนติบอดี, โมเลกุลที่กระตุ้นเซลล์ที่สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน และโมเลกุลที่เปลี่ยนการตอบสนองของแอนติบอดีต่อต้านไวรัสเป็นเหมือนตีนตุ๊กแกเพื่อรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 ตัวใดที่พัฒนาขึ้นสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่ายและมีอาการรุนแรง ขณะที่กลุ่มคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันได้ไม่เท่ากับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง

ซึ่งวัคซีน EDV อาจตอบโจทย์ เนื่องจากก่อนหน้านี้บริษัท EnGeneIC เคยพัฒนาวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีนาโนเซลลูลาร์เพื่อใช้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นหลัก

Photo by Roslan Rahman / AFP

อียูเพิ่มคำเตือนเส้นประสาทอักเสบหลังฉีด AstraZeneca #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662779

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 15:15 น.อียูเพิ่มคำเตือนเส้นประสาทอักเสบหลังฉีด AstraZenecaสหภาพยุโรปเพิ่มอาการเส้นประสาทอักเสบลงในคำเตือนผลข้างเคียงที่อาจเกิดหลังฉีด AstraZeneca

องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เพิ่มโรค Guillain-Barré syndrome (GBS) ที่ก่อให้เกิดอาการเส้นประสาทอักเสบและกล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลันไว้ในคำเตือนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีน Vaxzevria ของ AstraZeneca

EMA ระบุว่า ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่าง GBS และวัคซีนของ AstraZeneca มีความเป็นไปได้ที่สมเหตุสมผล หลังจากพบผู้ป่วย GBS 833 รายจากการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca 592 ล้านโดสทั่วโลกจนถึงวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี EMA จัดให้ผลข้างเคียงดังกล่าวอยู่ในประเภท “เกิดได้ยากมาก” (เกิดขึ้นน้อยกว่า 1 ใน 10,000) ซึ่งเป็นระดับผลข้างเคียงที่ต่ำที่สุด และย้ำว่าประโยชน์ของวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยง

ก่อนหน้านี้ องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) เพิ่มคำเตือนอาการ GBS ไว้ในคำเตือนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากฉีดวัควีนของ Johnson & Johnson ซึ่งใช้เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์เช่นเดียวกับวัคซีนของ AstraZeneca และวัคซีนของสองยี่ห้อยังเกี่ยวข้องกับอาการลิ่มเลือดอุดตันเหมือนกัน

Photo by Saeed KHAN / AFP

นับถอยหลังมาเลเซียเปิด ‘ลังกาวี’ เผยเรียนรู้จาก ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662762

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.นับถอยหลังมาเลเซียเปิด 'ลังกาวี' เผยเรียนรู้จาก 'ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์'มาเลเซียเตรียมเปิดเกาะลังกาวี ฟื้นฟูเศรษฐกิจ แม้ผู้ป่วยโควิด-19 ยังอยู่ที่หลักหมื่นต่อวัน

บลูมเบิร์กรายงานว่ามาเลเซียวางแผนที่จะเปิดเกาะลังกาวีต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ในวันที่ 16 กันยายนที่จะถึงนี้ ภายใต้โครงการทราเวลบับเบิล เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

แม้ว่าขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในมาเลเซียจะยังคงทะลุหลักหมื่นคนต่อวัน และทำสถิติสูงสุดอยู่ที่ 24,599 คนต่อวันเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มาเลเซียกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดอีกแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยไครี จามาลุดดิน (Khairy Jamaluddin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียกล่าวว่า ชาวมาเลเซียต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัส เนื่องจากโควิด-19 กำลังจะกลายเป็นโรคเฉพาะถิ่น

ทั้งนี้ การเปิดเกาะลังกาวี ในรัฐเกดะห์ จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนเป็นต้นไป โดยเปิดรับเฉพาะนักท่องเที่ยวในประเทศที่ฉีดวัคซีนครบแล้วเท่านั้น

ยับ ลิบ เส็ง (Yap Lip Seng) ประธานสมาคมผู้ประกอบการโรงแรมแห่งมาเลเซียกล่าวว่า เกาะลังกาวีเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง และสามารถเป็นแบบอย่างสำหรับการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในอนาคตได้อีกด้วย

พร้อมเผยว่าได้เรียนรู้จากโครงการอื่นๆ ที่ทำในลักษณะเดียวกันรวมถึง “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ของไทย

ขณะเดียวกันต้องทำความเข้าใจว่าเมื่อเปิดสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ไม่รับประกันว่าผู้ป่วยโควิด-19 จะต้องเป็นศูนย์ และต้องยอมรับหากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากไวรัสตัวนี้จะยังคงไม่หายไป

แต่ต้องมีการเตรียมมาตรการรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด และนี่เป็นทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้าได้

หากแผนการดังกล่าวประสบความสำเร็จก็จะมีการขยายพื้นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวในเมืองอื่นๆ ต่อไป โดยจุดหมายปลายทางอื่นๆ ในประเทศจะสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้เมื่ออัตราการฉีดวัคซีนในพื้นที่ถึง 80%

โดยขณะนี้ กว่า 84% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในมาเลเซียได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส ขณะที่ประมาณ 64% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว

ซึ่งมาเลเซียคาดการณ์ว่าจะสามารถฉีดวัคซีนให้กับประชากรวัยผู้ใหญ่ได้ครบ 100% ภายในสิ้นเดือนตุลาคม

AFP PHOTO / Mohd RASFAN

Weibo แบนแอคเคาต์แฟนคลับ K-Pop ฐานเปย์หนักเกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662758

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 12:40 น.Weibo แบนแอคเคาต์แฟนคลับ K-Pop ฐานเปย์หนักเกินโซเชียลมีเดียจีนแบนแอคเคาต์แฟนคลับไอดอลจากเกาหลีรวมทั้ง BTS

Weibo โซเชียลมีเดียรายใหญ่ของจีนระงับการใช้งานบัญชีของกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลีใต้ 22 บัญชี รวมทั้งบัญชีที่สนับสนุนบอยแบนด์ BTS ท่ามกลางการเข้ามาควบคุมและจัดระเบียบอุตสาหกรรมวงการบันเทิงและกลุ่มแฟนคลับของรัฐบาลจีน เนื่องจากทางการกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของศิลปินและแฟนคลับ

วันเสาร์ (4 ก.ย.) ที่ผ่านมา Weibo แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเจ้าใหญ่ของจีนระงับการใช้งานบัญชีแฟนคลับของพัคจีมิน หนึ่งในสมาชิกบอยแบนด์ BTS เป็นเวลา 60 วัน โดยกล่าวหาว่าบัญชีดังกล่าวระดมทุนโดยผิดกฎหมาย

12 ชั่วโมงต่อมา Weibo ประกาศระงับบัญชีของแฟนคลับศิลปินเกาหลีใต้รวมทั้งแฟนคลับของ ลิซ่าและโรเซ่จาก Black Pink, RM ของ BTS, ไอยู, เซฮุน EXO อีก 21 บัญชีเป็นเวลา 30 วัน โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแฟนคลับกลุ่มนี้ทำอะไรผิด

แถลงการณ์ของ Weibo ระบุว่า การเข้ามาควบคุมกลุ่มแฟนคลับอย่างเข้มงวดจะทำให้บรรยากาศในโลกออนไลน์ไร้มลทินและเป็นการทำให้แพลตฟอร์มบรรลุเป้าหมายการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม โดยหลังจากนี้ Weibo จะลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องที่ละเมิดข้อบังคับ และย้ำว่าจะต่อต้านพฤติกรรมไล่ล่าคนดังอย่างไร้เหตุผลและจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

จุดเริ่มต้นของการระงับการใช้งานบัญชีของแฟนคลับของพัคจีมินเกิดจากบัญชีนี้เปิดระดมทุนเป็นค่าใช้จ่ายในการตกแต่งลวดลายเครื่องบิน ห้องโดยสาร และตั๋วเครื่องบินของสายการบินเชจูแอร์ของเกาหลีใต้ด้วยรูปของพัคจีมินเพื่อเตรียมเซอร์ไพรส์วันเกิดครบรอบ 26 ปีของพัคจีมินในเดือน ต.ค.

สำนักข่าว Global Times รายงานว่า แฟนคลับเปิดระดมทุนตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และสามารถระดมทุนได้มากกว่า 1 ล้านหยวน หรือกว่า 5 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 3 นาที และได้ 2.3 ล้านหยวน หรือ 11.67 ล้านบาทภายใน 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ด้าน Korea Times ของเกาหลีใต้รายงานว่า การควบคุมของรัฐบาลจีนจะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรม K-pop เนื่องจากจีนเป็นแหล่งรายได้อันดับต้นๆ ของบริษัทบันเทิงชั้นนำของเกาหลีใต้ โดยยกตัวอย่างว่ายอดขายอัลบั้ม K-pop ในเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้น 3.6 เท่า มาอยู่ที่ 26 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 8.25 ล้านเหรียญสหรัฐมาจากจีน

Yonhap via REUTERS

Moderna หมดเกลี้ยง! เวียดนามไฟเขียวฉีดไขว้ Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662750

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.Moderna หมดเกลี้ยง! เวียดนามไฟเขียวฉีดไขว้ Pfizerเวียดนามอนุมัติให้ใช้ Pfizer เป็นเข็มสอง ตามหลัง Moderna

สำนักข่าวท้องถิ่นเวียดนามรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขเวียดนามอนุมัติให้ใช้วัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer เป็นเข็มที่ 2 สำหรับประชาชนที่ได้รับวัคซีนของ Moderna เข็มแรกแล้ว เนื่องจากประเทศกำลังขาดแคลนวัคซีน Moderna และวัคซีนทั้ง 2 ยี่ห้อเป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกัน

โดยในนครโฮจิมินห์ได้เริ่มฉีดวัคซีนแบบไขว้ดังกล่าวแล้ว หญิงคนหนึ่งเล่าว่าพ่อและแม่วัย 70 ปีของเธอมีนัดฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 หลังจากฉีด Moderna เข็มแรกไปแล้ว 5 สัปดาห์ โดยได้รับแจ้งจากทางโรงพยาบาลเมื่อวันจันทร์ (6 ก.ย.) ที่ผ่านมาว่าวัคซีนเข็มที่ 2 จะเป็นของ Pfizer

ทั้งนี้ พ่อและแม่ของเธอฉีดวัคซีนเข็มแรกไปเมื่อ 4 สัปดาห์ก่อน แต่ตอนแรกยังไม่มีกำหนดฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เนื่องจากการขาดแคลนวัคซีน Moderna ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงให้ฉีดวัคซีนแบบไขว้ ทั้งคู่จึงได้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เป็น Pfizer ในสัปดาห์ที่ 5

ขณะที่ประชาชนในเมืองอื่นๆ ก็ได้รับการเสนอฉีดวัคซีนไขว้ในรูปแบบเดียวกัน

รายงานระบุว่าขณะนี้เวียดนามไม่มีวัคซีน Moderna เหลือในสต็อกแล้ว เนื่องจากหลายพื้นที่ได้เร่งฉีดวัคซีนเข็มแรกเพื่อให้ครอบคลุมประชากรมากที่สุด จึงไม่มีวัคซีนเหลือใช้สำหรับการฉีดเข็มที่ 2

โดยก่อนหน้านี้เวียดนามได้รับบริจาควัคซีน Moderna จากสหรัฐจำนวน 5 ล้านโดส และจากสาธารณรัฐเช็กจำนวน 40,000 โดส ซึ่งได้มีการแจกจ่ายไปยังหลายพื้นที่เพื่อฉีดให้แก่ประชาชนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าหลายประเทศได้อนุญาตให้ใช้วัคซีน Moderna ร่วมกับ Pfizer ได้ อาทิ สหราชอาณาจักร และแคนาดา ซึ่งยังไม่มีรายงานผลข้างเคียงร้ายแรงใดๆ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

จีนสั่ง Tencent-Netease เลิกมุ่งเน้นผลกำไรจากเกม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662748

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 10:53 น.จีนสั่ง Tencent-Netease เลิกมุ่งเน้นผลกำไรจากเกมทางการจีนเรียกบริษัทเกมยักษ์ใหญ่เข้าพบสั่งให้เลิกคิดถึงการหากำไรจากเกม

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างสำนักข่าว Xinhua ว่า กรมประชาสัมพันธ์แห่งคณะกรรมการกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน สำนักงานสื่อและสิ่งพิมพ์แห่งชาติจีน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 2 แห่งเรียกผู้บริหารบริษัทเกม รวมทั้ง Tencent Holdings และ Netease เข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับการเข้ามากำกับควบคุมดูแลธุรกิจนี้ รวมทั้งการตรวจสอบพฤติกรรมผิดกฎหมาย

หน่วยงานข้างต้นมีคำสั่งให้บริษัทเกมบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ของทางการและยุติการแสวงหากำไรจากธุรกิจนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนติดเกม รวมทั้งต้องลบเนื้อหาที่อนาจารและการใช้ความรุนแรง และเลี่ยงการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ อาทิ การบูชาเงิน ผู้ชายที่มีลักษณะอ้อนแอ้นคล้ายผู้หญิง

“ทางการสั่งให้บริษัทและแพลตฟอร์มตรวจสอบเนื้อหาเกมอย่างรัดกุม แพลตฟอร์มต้องต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเพื่อป้องกันการกระจุกตัวของตลาดที่มากเกินไปหรือแม้กระทั่งการผูกขาดในอุตสาหกรรม”

คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัทเกมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐพากันร่วงระนาว โดย Netease ร่วง 5.2%, Bilibili 5.9% ขณะที่หุ้นของ Tencent บริษัทเกมรายใหญ่ที่สุดของจีนในตลาดฮ่องกงร่วง 4%

ด้าน Tencent ออกแถลงการณ์ว่า “เราเชื่อในการเล่นเกมที่ดีต่อสุขภาพและให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและจิตใจของเยาวชนอย่างจริงจัง เราขอขอบคุณข้อเสนอแนะและคำแนะนำจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง และจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามกฎทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการติดเกมของเยาวชนและกฎระเบียบด้านเนื้อหา”

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลจีนออกกฎใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเกม รวมทั้งการจำกัดเวลาเล่นเกมของเด็กเหลือสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง

REUTERS/Stringer/File Photo

เมื่อพ่อมดการเงิน ‘โซรอส’ ด้อยค่า ‘สีจิ้นผิง’ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662091

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 19:45 น.เมื่อพ่อมดการเงิน 'โซรอส' ด้อยค่า 'สีจิ้นผิง'วันนี้พ่อมดการเงินคนดัง (ผู้ที่คนไทยรู้จักกันดี) โจมตีสีจิ้นผิงถี่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังทางการจีนจัดระเบียบครั้งใหญ่ในประเทศ แต่เขาไม่ใช่มิตรของสีจิ้นผิงอยู่แล้ว

คนไทยรู้จักจอร์จ โซรอสกันดีคงไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงกันอีก แต่ช่วงหลังหลายคนคงไม่ได้ติดตามความเคลื่อนของเขามากนัก ในระยะไม่กี่เดือนมานานี้โซรอสเอ่ยถึงจีนบ่อยๆ

ท่าทีล่าสุดคือการที่เขาบอกว่า การลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ของ BlackRock Inc (บริษัทจัดการการลงทุนข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน) ในจีนตอนนี้เป็น “ความผิดพลาด” และมีแนวโน้มที่จะเสียเงินของลูกค้า และยังบอกว่า BlackRock แยกแยะรัฐวิสาหกิจของประเทศจีนกับบริษัทเอกชนห่างไกลจากความเป็นจริงเกินไป

ทำไมโซรอสถึงมาโจม BlackRock บริษัทอเมริกันแท้ๆ ? นั่นก็เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว BlackRock กลายเป็นผู้จัดการสินทรัพย์ต่างประเทศรายแรกที่ดำเนินธุรกิจกองทุนรวมในประเทศจีนที่ถือหุ้นโดยตนเองทั้งหมดโดยที่รัฐจีนไม่เข้ามายุ่ง เข้ามาโกยกองทุนค้าปลีกที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่ 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมๆ กับที่รัฐบาลจีนยกเลิกขีดจำกัดการถือครองของต่างชาติในธุรกิจกองทุนเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2020

พูดง่ายๆ คือ BlackRock เข้ามาโกยเงินในจีน เมื่อจีนเปิดเสรีภาคกองทุน แต่โซรอสกลับลุกลี้ลุกลนกับเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเขาสนับสนุน “ตลาดเปิด” และ “สังคมเปิด” แท้ๆ แถมยัง “พยากรณ์ในเชิงสาปแช่ง” ให้ BlackRock เจ๊งในจีนเสียอีก

โซรอสไม่แคร์ที่จะถูกมองว่าสองมาตรฐาน เพราะเขาตั้งตัวเป็นศัตรูกับจีน โดยเฉพาะกับสีจิ้นผิงไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งเขาบอกว่า “จีนไม่ใช่แค่ระบอบเผด็จการเพียงแห่งเดียวในโลก แต่เป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และล้ำหน้าที่สุดทางเทคโนโลยี” และ “สิ่งนี้ทำให้สีจิ้นผิงเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดของสังคมเปิด” 

มาถึงปีนี้เขาก็ยังโจมตีสีจิ้นผิงและถี่ขึ้นอีก ความเห็นที่สั่นสะเทือนมากเป็นพิเศษมาจากบทความของเขาใน Financial Times ที่ชื่อ “นักลงทุนในจีนภายใต้อำนาจของสี เผชิญกับอาการตาสว่างแบบตั้งตัวไม่ติด

อาการตาสว่างที่ว่านี้เกิดขึ้นจากการตระหนักว่าจีนไม่ได้เสรีอย่างที่คิดและความเชื่อ (ผิดๆ) ว่าจีนจะวิวัฒนาการเป็นสังคมเสรีนั้นผิดมหันต์ จะเห็นได้จากการจัดระเบียบและกวาดล้างภาคส่วนต่างๆ ของสีจิ้นผิง และยังส่งภาครัฐเข้าไปถือหุ้นและนั่งในบอร์ดของบริษัทใหญ่ๆ เรื่องนี้กระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนภายนอกและเป็นการตัดตอนธุรกิจในประเทศตัวเองไม่ให้โต

โซรอสก็เหมือนคนภายนอกจีนที่เชื่อว่าสักวันจีนต้องพังเแน่ๆ ตัวที่จะทำจีนพังคือภาคอสังหาฯ ที่ถูกปั่นมาหลายปีแล้ว อาจจะเป็นสิบปีด้วยซ้ำ

เนื้อหาของบทความตอนหนึ่งบอกว่า “สีจิ้นผิง ผู้นำจีน ปะทะกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ การปราบปรามกิจการเอกชนของเขาเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจ ภาคที่เปราะบางที่สุดคืออสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ประเทศจีนมีความเจริญรุ่งเรืองด้านอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ตอนนี้กำลังจะถึงจุดสิ้นสุด”

ปรากฎว่าหลังจากบทความนี้ออกไปรัฐบาลจีนสั่งเตือนบริษัทอสังหาฯ ใหญ่ๆ ที่มีปัญหาเรื่องหนี้สิน โดยทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงความโกลาหลของตลาดอสังหาฯ เพราะหากอสังหาฯ พังเมื่อไร เศรษฐจีนจะซวนเซทันที เงินออมและเงินลงทุนของประชาชนนั้นส่วนใหญ่ฝากไว้กับภาคนี้

โซรอสเตือนว่า “This could cause a crash” (มันอาจจะพังลงได้) แต่อย่างที่บอกคือผ่านมานับสิบปีแล้ว จีนก็ยังสามารถคุมอสังหาฯ ไม่ให้พังได้ แต่ก็ไม่อาจจะแก้ปัญหามันได้เหมือนกัน

โซรอสอาจจะเดาผิดเหมือน “กูรู” ตะวันตกคนอื่นๆที่เดาเรื่องจีนผิดตลอด แต่มีเรื่องหนึ่งที่โซรอสอาจจะถูกคือ สีจิ้นผิงไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจเหมือนเติ้งเสี่ยวผิง หรืออย่างน้อยไม่ได้คิดจะสานต่อมรดกตลาดเปิดเหมือนเติ้งเสี่ยวผิง

โซรอสคิดว่าจีนจะเป็นจีนได้จะต้องเดินบนเส้นทางทุนนิยมเสรีเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าสีจิ้นผิงเป็นอันตรายต่อ “รัฐจีน” เขาไม่ได้มองจีนเป็นศัตรู แต่ผิดหวังที่จีนไม่เดินบนเส้นทางทุนนิยม

เขาถึงกับบอกว่า “สีไม่เข้าใจว่าตลาดดำเนินการอย่างไร เป็นผลให้การเทขายถูกปล่อยใม้เกิดขึ้นมากเกินไป เริ่มทำร้ายวัตถุประสงค์ (การดำรงอยู่) ของจีนในโลก”

จุดนี้โซรอสเห็นเหมือนบางคนที่คิดว่าสีจิ้นผิงไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ และสิ่งที่สีจิ้นผิงทำตอนนี้คือการทำร้ายเศรษฐกิจจีนชัดๆ

แต่โซรอสคงจะลืมไปว่ารัฐจีนยังคงเป็นสังคมนิยมและพร้อมที่จะหวนคืนสู่รากเหง้าเดิมเมื่อสถานการณ์เรียกร้อง พวกฝ่ายซ้ายนั้นเข้าใจเรื่องทุนได้ดีกว่านายทุน แต่ความเข้าใจนั้นมีขึ้นเพื่อป้องกันการขูดรีกอบโกยแบบนายทุน ขณะที่นายทุนรู้จักทุนนิยมและรักตลาดเสรีเพราะทำให้พวกเขากอบโกยได้ง่าย

มีแต่นายทุนเท่านั้นที่ไม่ชอบสังคมนิยม เพราะสังคมนิยมมีศัตรูคือนายทุน เหมือนในบทความก่อนหน้าของผู้เขียนเรื่อง “ได้กลิ่น “การปฏิวัติ” โชยมาแต่ไกลจากในจีน” ที่ชี้่ต่อไปนี้จีนจะมุ่งสู่การแบ่งปันความมั่งคั่งที่เท่าเทียม และหมดยุคของนายทุนที่รวยตามลำพัง

โซรอสนั้นต้องการให้จีนเป็นไปตามแนวทางของเติ้งเสี่ยวผิง ดังจะเห็นได้จากบทความที่โจมตีสีจิ้นผิงโดยตรงใน Wall Street Journal เมื่อเดือนเมษายน ในชื่อ “เผด็จการของสีจิ้นผิงคุกคามรัฐจีน” เขาบอกว่า “ในการแสวงหาอำนาจส่วนตัว เขาได้ปฏิเสธแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของเติ้งเสี่ยวผิงและเปลี่ยนพรรคคอมมิวนิสต์ให้กลายเป็นกลุ่มคนคล้อยตามเขา”

ข้อความนี้ชัดเจนว่าโซรอสผิดหวังที่จีนไม่เปิดเสรีแบบเติ้งเสี่ยวผิงอีก และยังกระแทกกระทั้นไปที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าได้แต่เออออหม่อหมกกับสีจิ้นผิง

นี่คือความยอกย้อนโดยแท้เพราะชื่อพรรคก็บอกอยู่แล้วว่า “คอมมิวนิสต์”

อีกอย่างคือ ต่อให้สีจิ้นผิงไม่สานต่อมรดกของเติ้งเสี่ยวผิงก็ใช่ว่าเขาทรยศต่อเติ้งเสี่ยวผิง เพราะเติ้งเองชูแนวทาง “สังคมนิยมที่มีคุณลักษณะแบบจีน” มันหมายความว่าจีนยังเป็นสังคมนิยมอยู่ไม่ว่าจะรับทุนนิยมมาแค่ไหนก็ตาม

ที่สำคัญสังคมนิยมมีแต่วิวัฒนาการไปสู้สังคมคอมมิวนิสต์ในท้ายที่สุดไม่มีทางถอยหลังกลับไปสู่สังคมนายทุน และสังคมศักดินา เติ้งเสี่ยวผิงมองไว้ว่าการเปิดตลาดจีนก็เพื่อให้จีนวิวัฒนาการเป็นขั้นตอนที่แท้จริงจากสังคมทุน ไปสู่สังคมนิยมแท้ๆ และสังคมคอมมิวนิสต์ในที่สุด

ทฤษฏี “สังคมนิยมที่มีคุณลักษณะแบบจีน” นั้นมีความจำเป็น มันออกมาตอนที่จีนมีความมั่งคั่งทางวัตถุในระดับที่ค่อนข้างต่ำและจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมก่อนที่จะมุ่งสู่รูปแบบสังคมนิยมที่เท่าเทียมมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ตามที่อธิบายไว้ในลัทธิมาร์กซ์แบบดั้งเดิม

ไม่อย่างนั้นสีจิ้นผิงคงไม่ผลักดันแนวคิด “วงไพบูลย์แห่งความมั่งคั่ง” มันหมายถึงมีกินมีใช้เท่าๆ กันนั่นเอง เพราะตอนนี้จีนเริ่มอิ่มตัวกับทุนนิยมแล้ว เห็นได้จากภาวะการณ์หลายๆ อย่างมุ่งไปสู่ความเสื่อมถอยทางสังคม เพราะผู้คนหลงเงินและวัตถุ เกิดการสั่งสมทุนที่ไม่เท่าเทียม

นี่คือทฤษฎีมาร์กซิสต์แท้ๆ ดังนั้นนายทุนทั้งหลายต้องตระหนักเอาไว้ว่าจีนไม่มีทางเป็นทุนนิยมเสรีอย่างที่เขาใฝ่ฝันหรอก

เพียงแต่สิ่งน่ากังวลคือ สีจิ้นผิงเร่งรัดวิวัฒนาการทางสังคมเร็วไปไหมกับการผลักดันจีนเป็นสังคมนิยมที่เข้มข้นอีก หลังจากทดลองเป็นทุนนิยมมานานกว่า 40 ปีแล้ว – เรื่องนี้เราต้องจับตากันต่อไป

ครั้งสุดท้ายที่จีนเร่งรัดจะเป็นสังคมนิยมบริสุทธิ์ผุดผ่องให้ได้คือทศวรรษที่ 50 (การก้าวกระโดดใหญ่) และทศวรรษที่ 60 (การปฏิวัติวัฒนธรรม) ผลคือพังพินาศไปทุกมิติสังคมและเศรษฐกิจ คนตายไปนับล้าน

จนบัดนี้เหมาเจ๋อตงก็ยังถูกมองว่าเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เก่งกาจ แต่อ่อนด้อยเรื่องเศรษฐกิจ จีนต้องอาศัยใบบุญของเติ้งเสี่ยวผิงมาช่วยเก็บกวาดในทัศวรรษที่ 70 และ 80

โซรอสชี้ไว้อย่างถูกต้องว่า “คอมมิวนิสต์ล้มเหลวเพราะปัญหารื่องตัวผู้บัญชาการ ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์—ที่ว่าดึงจากทุกคนตามความสามารถและให้ทุกคนตามความต้องการ—เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก แต่ผู้ปกครองคอมมิวนิสต์กลับให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตนของประชาชน”

ผู้นำจีนอาจไม่สนใจผลประโยชน์ส่วนตน แต่การตัวบุคคลไม่กี่คนอาจทำให้เสียการณ์ได้

สีจิ้นผิงจะเป็นแบบเหมาเจ๋อตงหรือไม่ โซรอสบอกในบทความของ Wall Street Journal ว่า “สหรัฐเป็นตัวแทนของสังคมเปิดที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งบทบาทของรัฐบาลคือการปกป้องเสรีภาพของแต่ละบุคคล สีเชื่อว่าเหมาเจ๋อตง ได้คิดค้นรูปแบบการปกครองที่เหนือกว่า ซึ่งเขากำลังดำเนินอยู่ นั่นคือ สังคมปิดแบบเผด็จการที่บุคคลอยู่ภายใต้รัฐที่มีพรรคเดียว”

ขณะที่โซรอสเยินยอสหรัฐว่าเป็น “ตัวแทนของสังคมเปิดที่เป็นประชาธิปไตย” ในบทความนี้ อีกบทความใน Financial Times เขากลับสนับสนุนที่ทางการสหรัฐออกกฎหมายกีดกันบริษัทจีน คำถามก็คือทำแบบนี้แล้วยังเรียกว่าเป็นสังคมเปิดได้เต็มปากอีกหรือ?

โซรอสบอกว่าสีจิ้นผิงพยายามที่จะรั้งอำนาจตัวเองไว้เพื่อสานต่อการล้างบางในประเทศ เรื่องนี้อาจมีส่วนจริง แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนนั้นอาจเป็นผลพวงจากการที่สหรัฐกีดกันและเปิดสงครามการค้ากับจีนด้วย นั่นคือการบีบให้จีนจนมุม จนจีนต้องคลายความเป็นทุนนิยมและสังคมเปิดลงเพราะมันคือจุดอ่อนให้ถูกโจมตี

โซอรสมีมูลนิธิที่ชื่อ Open Society Foundations ซึ่งมีจุดประสงค์ คือการส่งเสริมประชาธิปไตยและสังคมเสรี หรือ “สังคมเปิด” ตามชื่อมูลนิธิ

แต่เราต้องระมัดระวังกับคนที่มักอ้างหลักการประชาธิปไตย เพราะบางคนนั้นอ้างประชาธิปไตยและการเปิดเสรีเพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจด้วย เช่น บางประเทศทำเป็นส่งเสริมประชาธิปไตยทางการเมืองแต่ใจหวังให้เปิดเสรีเศรษฐกิจ และบีบให้ประเทศโน้นประเทศนี้เปิดเสรีด้านต่างๆ

จุดประสงค์แอบแฝงก็เพื่อทำให้ประเทศนั้นเป็น “สังคมเปิด” เมื่อเปิดแล้วก็เจาะเข้าตลาดได้โดยง่าย เข้ามายึดกุมทรัพยากรและโครงสร้างสำคัญของประเทศนั้นไป คือการใช้ประชาธิปไตยเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง

แต่ต้องเข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ของเลวทราม แต่เป็นของดีที่ถูกอำพรางด้วยลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจที่เน้นนายทุนมือยาวสาวได้สาวเอา และมันจะกลายเป็นเรื่องมือให้บางคนบ่อนทำลายประเทศหนึ่ง เพื่อเข้าถึงทุนและทรัพยากรของประเทศนั้นๆ

มันไม่ใช่สังคมเปิดที่เขาต้องการ แต่เป็นตลาดที่เปิดอ้าซ่ามากกว่า

คนไทยในศักราชแห่งหายนะทางการเงินปี 2540 ย่อมเข้าใจแจ่มแจ้งว่ากาใช้เสรีนิยมของบางประเทศเพื่อแทรกแซงบ้านเมืองและตลาดของเรามันเป็นเจ็บปวดเพียงใด

จีนในเวลานี้กำลังผนึกตัวเองให้เป็นเอกภาพภายใต้หลักการสังคมนิยมมากขึ้น ลดความเป็นทุนนิยมให้น้อยลง ส่งเสริมค่านิยมฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวก “สังคมเปิด” (หรือตลาดเปิด) ไม่ต้องการ เพราะทำให้พวกเขาหมดโอกาสทำมาหากิน

โซรอสนั้นชิงชังทรัมป์ถึงขนาดตีโพยตีพายโทษเฟซบุ๊คว่าเป็นเหตุให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง แต่พอทรัมป์จะเล่นงานจีน โซรอสก็รักทรัมป์ขึ้นมาทำที ชมเปาะว่าเป็นนโยบายที่ดีที่สุดของเขา

อนึ่ง ชื่อของมูลนิธิสังคมเปิด Open Society Foundations ของโซรอสนั้นยืมมาจากหนังสือของคาร์ล พอพเพอร์ นักปรัชญาผู้ทรงอิทธิพล (และเป็นอาจารย์ของโซรอสด้วย) ชื่อหนังสือว่า “สังคมเปิดและศัตรูของมัน” เป็นหนึ่งสือที่เชิดชูเสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตกและเปิดเผยศัตรูของมันคือเผด็จการอำนาจนิยม

พอพเพอร์นั้นเป็นนักปรัชญาเต็มตัวจึงไม่มีผลประโยชน์เรื่องเงินๆ ทองๆ กับเสรีประชาธิปไตยและความคิดของเขานั้นมุ่งจะรักษาประชาธิปไตยจริงๆ

แต่จอร์จ โซรอสเป็นเช่นไรนั้น ความเห็นของคนทั่วโลกยังเสียงแตกอยู่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo 

REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

REUTERS/Lisi Niesner/File Photo

จีนเตรียมขึ้นบัญชีดำ ‘พวกติดสินบน’ เร่งเครื่องปราบคอร์รัปชัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662710

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 17:50 น.จีนเตรียมขึ้นบัญชีดำ ‘พวกติดสินบน’ เร่งเครื่องปราบคอร์รัปชันหนึ่งในการขับเคลื่อนของสีจิ้นผิว จีนเตรียมขึ้นบัญชีดำ ‘ผู้ติดสินบน’ ยกระดับปราบทุจริตเข้มข้น

ปักกิ่ง, 8 ก.ย. (ซินหัว) — ทางการจีนเตรียมริเริ่มระบบขึ้นบัญชีดำผู้ติดสินบน เพื่อยกระดับการต่อสู้กับการทุจริตคดโกงให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

แนวปฏิบัติที่ร่วมกำหนดโดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCDI) และคณะกรรมการตรวจสอบแห่งชาติ (NSC) รวมถึงฝ่ายต่างๆ ภายในพรรคฯ และหน่วยงานตุลาการระดับสูง ซึ่งเผยแพร่สู่สาธารณชนในวันพุธ (8 ก.ย.) ระบุว่าจะมีการวิจัยเพื่อกำหนดบทลงโทษที่เกี่ยวพันกับการเข้าถึงตลาดและข้อจำกัดคุณสมบัติของผู้ติดสินบน

ทั้งผู้ให้และผู้รับสินบนจะต้องถูกลงโทษตามผลการสอบสวนที่มุ่งไปยังผู้ทำการติดสินบนหลายครั้ง ติดสินบนก้อนใหญ่ หรือติดสินบนกับคนจำนวนมาก, สมาชิกพรรคฯ และเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้สินบน, การติดสินบนในสาขาอาชีพหลัก และการติดสินบนเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่

ผลประโยชน์อันไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ได้รับจากการติดสินบนจะต้องถูกยึด กู้คืน หรือชดใช้ตามกฎหมาย ส่วนผลประโยชน์อันไม่เหมาะสมอื่นๆ อาทิ ตำแหน่งทางวิชาชีพ เกียรติคุณทางการเมือง ข้อเกื้อหนุนทางธุรกิจ และตำแหน่งทางวิชาการ จะต้องถูกยกเลิกหรือเพิกถอน

แนวปฏิบัติข้างต้นระบุว่าทางการจีนจะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายของบุคคลและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อรับรองการดำเนินงานของผู้ประกอบการเหล่านั้นตามกฎหมาย ขณะมีการลงโทษกรณีติดสินบน

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by Anthony WALLACE / AFP