บิ๊กการเงินคาด Bitcoin แตะแสนดอลลาร์ต้นปีหน้า #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662706

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 17:28 น.บิ๊กการเงินคาด Bitcoin แตะแสนดอลลาร์ต้นปีหน้าทีมวิจัยสกุลเงินดิจิทัลจาก Standard Chartered คาดการณ์ราคา Bitcoin อาจสูงถึง175,000 เหรียญสหรัฐในระยะยาว

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทีมวิจัยสกุลเงินดิจิทัลจาก Standard Chartered คาดการณ์ว่า Bitcoin จะเพิ่มมูลค่าเป็น 2 เท่า และแตะ 100,000 เหรียญสหรัฐภายในต้นปีหน้า ยิ่งไปกว่านั้นอาจมีมูลค่าสูงถึง 175,000 เหรียญสหรัฐในระยะยาว

นอกจากนี้ยังประเมินว่า Ethereum จะอยู่ที่ราว 26,000 ถึง 35,000 เหรียญสหรัฐ

Geoffrey Kendrick ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่าในอนาคต Bitcoin อาจกลายเป็นวิธีการชำระเงินแบบ peer-to-peer ที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารและสำหรับโลกไร้เงินสดในอนาคต พร้อมคาดการณ์ว่าราคาของมันอาจแตะที่ระดับ 100,000 เหรียญสหรัฐในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ราคาของ Bitcoin ขณะนี้อยู่ที่ราว 46,141.40 เหรียญสหรัฐซึ่งปรับตัวจากระดับ 52,000 เหรียญสหรัฐเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ Ethereum ขณะนี้อยู่ที่ราว 3,354 เหรียญสหรัฐ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ประเทศแรกในโลก คิวบาเริ่มฉีดวัคซีนผลิตเองให้เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662702

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.ประเทศแรกในโลก คิวบาเริ่มฉีดวัคซีนผลิตเองให้เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไปคิวบาประเดิมฉีดวัคซีนที่ผลิตเองให้เด็ก 2 ขวบ แม้อนามัยโลกยังไม่รับรอง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าคิวบาเป็นประเทศแรกของโลกที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่เด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยใช้วัคซีนที่ผลิตเองในประเทศ แม้ว่ายังไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

ทางการคิวบามีเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนให้กับเด็กเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการเปิดโรงเรียนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หลังจากที่ปิดไปตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว โดยรัฐบาลประกาศว่าจะเปิดโรงเรียนได้อีกครั้งหลังจากที่เด็กทุกคนได้รับวัคซีนแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ วัคซีนที่คิวบาผลิตเอง ได้แก่ Abdala และ Soberana 2 ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่าวัคซีนทั้งสองยี่ห้อได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการป้องกันอาการป่วยรุนแรง รวมทั้งต่อสายพันธุ์เดลตาด้วย ซึ่งตั้งเป้าผลิตให้ครอบคลุมสำหรับประชากรทุกคนภายในสิ้นเดือนนี้

โดยทางการคิวบาเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้วัคซีน Abdala และ Soberana ซึ่งมีผลการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายออกมาว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า 90% แต่อย่างไรก็ตามวัคซีนดังกล่าวยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

หลังจากที่ผ่านการทดลองทางคลินิกกับผู้เยาว์แล้วจึงได้อนุมัติให้ใช้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ก่อนที่ล่าสุดจะมีการอนุมัติให้ฉีดในเด็กอายุ 2 ถึง 11 ปี ซึ่งนับว่าเป็นประเทศแรกที่ฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุน้อยเท่านี้

เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศอนุมัติฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป โดยมีบางประเทศอย่างเช่น จีน และชิลี ซึ่งมีแผนใช้วัคซีนกับเด็กอายุน้อยกว่านั้น อยู่ที่ 3 และ 6 ปีตามลำดับ แต่คิวบาเป็นประเทศแรกที่เริ่มดำเนินการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ คิวบามีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีผู้ป่วยสะสมกว่า 700,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 5,881 คน

ส่งผลให้ทางการต้องเร่งฉีดวัคซีน โดยขณะนี้มีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 11.2 ล้านคนได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม ขณะที่ราว 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

Photo by ADALBERTO ROQUE / AFP

เศรษฐีลูกค้าประจำทิ้งมรดกก้อนโต เปลี่ยนชีวิตพนักงานโรงแรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662692

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 15:38 น.เศรษฐีลูกค้าประจำทิ้งมรดกก้อนโต เปลี่ยนชีวิตพนักงานโรงแรมชีวิตพลิกผันของเด็กยกกระเป๋าตุรกี ได้มรดกก้อนโตจากเศรษฐีพ่อหม้ายชาวอังกฤษ ลูกค้าประจำที่เอ็นดูเขาเหมือนลูกชาย

Dailymail เปิดเผยเรื่องราวของ ชาร์ลส์ จอร์จ คอร์ตนีย์ (Charles George Courtney) เศรษฐีชาวอังกฤษซึ่งเสียชีวิตลงในวัย 87 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เพื่อนสนิทของชาร์ลส์เล่าว่า มิเรียม ภรรยาของชาร์ลส์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อ 10 ปีก่อน หลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานมาได้ 50 ปี โดยไม่เคยมีลูกทั้งที่เขาอยากมีลูกมาก

หลังจากการเสียชีวิตของมิเรียม ชาร์ลส์ก็ใช้ชีวิตไปกับการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยเขามักไปพักที่โรงแรม Korumar Hotel De Luxe ในตุรกีเป็นประจำทุกปี และเป็นเช่นนี้มานานหลายสิบปีแล้ว

ชาร์ลส์มีห้องประจำคือห้อง 401 จนเรียกกันว่าเป็นห้องของชาร์ลส์ และพนักงานโรงแรมทุกคนให้การดูแลเขาเป็นอย่างดีตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน ที่นี่เปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองของเขา และพนักงานโรงแรมก็เปรียบเสมือนเป็นครอบครัวของเขาด้วย ทุกคนมักเรียกเขาว่า “godfather” (พ่อทูนหัว)

เพื่อนสนิทของชาร์ลส์ยังเล่าอีกว่าเขาเป็นคนใจดีมาก และทุกครั้งที่ไปโรงแรมเขาก็จะมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พนักงานเสมอ โดยมีพนักงานอยู่คนหนึ่งที่เขาสนิทมากเปรียบเสมือนเป็น “ลูกชาย” ที่เขาไม่เคยมีมาก่อน

พนักงานคนนี้คือทาซคิน ดาสแดน (Taskin Dasdan) พนักงานยกกระเป๋าของโรงแรม ซึ่งสนิทสนมกับชาร์ลส์จนเคยเชิญไปทานข้าวที่บ้านร่วมกับภรรยาและลูกๆ ของเขาด้วย พวกเขาเป็นเหมือนครอบครัวของกันและกัน

เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ ชาร์ลส์ยังเคยให้เงินเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกของทาซคินด้วย ซึ่งเขาซึ้งใจมากไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับอะไรจากชาร์ลส์เลย

ทาซคินเผยว่าเขาทำงานเป็นพนักงานยกกระเป๋าที่นี่มาตั้งแต่ปี 1990 และรู้จักกับชาร์ลส์มาหลายปีแล้ว ซึ่งเขาให้การต้อนรับและดูแลชาร์ลส์อย่างดีเช่นเดียวกับที่บริการแขกคนอื่นๆ พร้อมกล่าวว่าพนักงานที่โรงแรมแห่งนี้จะดูแลเขกเหมือนเป็นคนในครอบครัว ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว

เมื่อชาร์ลส์เสียชีวิตลง ญาติห่างๆ ของเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพินัยกรรมของชาร์ลส์ประสงค์ที่จะมอบมรดกก้อนโตให้กับทาซคิน และอีกส่วนหนึ่งมอบให้กับพนักงานโรงแรมคนอื่นๆ

ทาซคินและพนักงานโรงแรมทราบเรื่องเมื่อได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ที่อังกฤษว่าชาร์ลส์มอบมรดกให้พวกเขา โดยทาซคินได้เงินก้อนใหญ่เลยทีเดียว

แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยจำนวนเงินที่ชัดเจน แต่ว่ากันว่ามากพอที่ทาซคินจะสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องทำงาน (บางสื่อระบุว่ากว่า 2 แสนปอนด์ หรือเกือบ 10 ล้านบาท) ขณะที่เพื่อนสนิทของชาร์ลส์ซึ่งเป็นคนช่วยจัดการเอกสารต่างๆ คาดว่าชาร์ลส์น่าจะมีทรัพย์สินอยู่ที่หลายแสนปอนด์

อย่างไรก็ตามทาซคินกล่าวว่าเขารักงานนี้มาก และจะยังคงทำงานต่อไป เพราะมันทำให้เขามีโอกาสพบปะผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก รวมถึงพ่อทูนหัวอย่างชาร์ลส์ด้วย

พระซวีหยุน ผู้กล้าต่อกรกับอำนาจรัฐ-อลัชชีบิดเบือนธรรมวินัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662652

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.พระซวีหยุน ผู้กล้าต่อกรกับอำนาจรัฐ-อลัชชีบิดเบือนธรรมวินัย ในยุคที่จีนวุ่นวายสับสนจากสงครามกลางเมืองและสงครามต่อต้านญี่ปุ่น มีปูชนียบุคคลผู้หนึ่งกล้าที่เผชิญหน้าอำนาจการเมืองและฝ่ายบิดเบือนหลักธรรม

พระเถระซวีหยุนเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในยุคที่จีนวุ่นวายสับสน แผ่นดินแตกเป็นเสี่ยง จนถูกเย้ยว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย การเมืองมีแต่เรื่องเลวทราม สังคมเสื่อมโทรมลง ศาสนาถดถอย แต่ท่านไม่ยอมให้พุทธศาสนาต้องสิ้นสูญตระเวนบูรณะวัดทั่วจีนมิให้โรยรา เดินทางปฏิบัติธรรมทั่วแผ่นดินนับหมื่นลี้ ปลอบประโลมปวงชนจากยุคแห่งสงคราม และพิทักษ์พระวินัยมิให้ถูกอลัชชีบ่อนทำลายในยุคคอมมิวนิสต์

ตอนที่คอมมิวนิสต์ครองแผ่นดินใหม่ๆ ได้จัดการประชุมสงฆ์ขึ้นชื่อว่า “สังฆะนำสันติสู่แผ่นดิน” ประชุมกันที่วัดกว่างจี้ กรุงปักกิ่ง มีอลัชชีกลุ่มหนึ่งเป็นพวกฝ่ายซ้าย เสนอให้ลดทอนพระวินัยเพื่อที่ภิกษุสงฆ์จะได้หาเลี้ยงชีพมีเหย้ามีเรือนเหมือนฆราวาส เป็น “พระก้าวหน้า” เหมือนญี่ปุ่น

พระเถระซวีหยุนไม่ยอมเด็ดขาด ท่านคัดค้านถึงที่สุด จนพวกอลัชชีต้องยอมถอย แม้แต่เหมาเจ๋อตงกับโจวเอินไหลก็ต้องยอมคล้อยตามท่าน พุทธศาสนาในจีนจึงรอดพ้นจากความเสื่อมถอยแห่งวินัยเหมือนที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น

ในช่วงเวลาที่หมิ่นเหม่จากภัยการเมือง ท่านยังพยายามที่จะเผยแพร่พระวินัยและบวชสงฆ์ให้ถูกต้องตามวินัยที่สุด จัดการบวชครั้งหนึ่งในยุคซ้ายพิฆาตขวา มีผู้ขอบวชมากมายโดยไม่เกรงกลัวฝ่ายซ้ายแม้สถานการณ์จะอันตรายมาก แต่ท่านก็ยังแอบบวชได้อีกหลายร้อย แม้จะบวชได้ไม่หมดทุกคน ท่านยังสอนว่าให้ปฏิบัติตามศีลในพรหมชาลสูตร ถือว่าได้ “บวชตัวเอง” แล้ว

ธรรมบรรยายเรื่องปลายพระศาสนา

พระเถระซวีหยุนเคยแสดงธรรมบรรยายเรื่อง “ปลายพระศาสนา” เอาไว้ในช่วงหลังจากที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จะขอยกบางส่วนมาให้อ่านกัน

“เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสำหรับพุทธศาสนานี้เป็นยุคปลายพระศาสนา (ม่อฝ่าซื่อ) และด้วยเหตุนี้การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องจึงตกอยู่ในอันตรายที่จะสิ้นสูญไปในหมู่ชาวจีน (และผู้คนทั่วโลก) ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่ปฏิบัติตามสัทธรรมปฏิรูปมีส่วนโดยตรงต่อการทำลายธรรมที่จริงและธรรมมที่แท้ คำสอนของพระพุทธเจ้ากำลังใกล้จะสิ้นสูญ”

“พระพุทธธรรมอันเก่าแก่ได้รับความเคารพนับถือมาช้านาน และแม้ในยุคปลายพระศาสนานี้ก็ยังมีความหวังอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้การคุกคามจากความเสื่อมถอยของการปฏิบัติทางพุทธศาสนาโดยทั่วไป ผู้คนไม่เข้าใจธรรมะที่แท้จริงและนำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง วัฏฏะของการเกิดและการตาย (และการเกิดใหม่) จะดำเนินต่อไปเนื่องจากความเสื่อมของธรรมและการขาดความเข้าใจที่แท้จริงของพระสูตร ในเวลานี้มีกบรรพชิตบางรูป (ทั้งภิกษุและภิกษุณี) แต่งงานกันและจีวรเป็นเสื้อผ้าสีขาวของฆราวาส นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแม้แต่กับพระสงฆ์ระดับสูงผู้ที่สวมชุดขาวจนแยกกันไม่ออกจากฆราวาส ในขณะที่พระสงฆ์ที่ปฏิบัติตามธรรม (และจีวรที่เหมาะสมและดำเนินชีวิตตามพระวินัย) ก็ถูกผลักไสให้มีสถานะต้อยต่ำลง”

“เมื่อสองปีก่อนอาตมาได้เข้าร่วมการประชุมครั้งแรกของสมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนซึ่งทุกคนได้สนทนาธรรมกัน ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติธรรมที่ทุจริตของชาวพุทธบางกลุ่มที่ทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าจากภายในและทัศนคติของรัฐบาลที่มีต่อพระพุทธศาสนาในแง่ของการปฏิบัติที่ผิดเพี้ยน – นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลส่งตัวแทนเข้าร่วม ในการประชุมครั้งนี้ สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวนมากเข้าร่วมและได้รับการสนับสนุนให้แสดงความคิดเห็น มีการเสนอว่าศีลของพระโพธิสัตว์ตามที่สอนในพรหมชาลสูตร (ฟ่านหว่างจิง) คำปฏิญาณที่มีอยู่ในจตุรภาควินัย (ซื่อเฟินลวื่อ) พิสุทธิศีลของพระฌานาจารย์ไป่จ้าง (ไป่จ้าง ชิงกุย) และศีลวินัยทางพระพุทธศาสนาที่กำหนดไว้ทั้งหมดควรถูกยกเลิกเพราะมันก่อให้เกิดอันตรายต่อเยาวชนและเป็นอันตรายต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชายและหญิง”

“นอกจากนี้ยังเสนอว่าควรปฏิรูปคณะสงฆ์ที่อุปสมบทแล้วและไม่สวมจีวรตามประเพณีของภิกษุและภิกษุณีอีกต่อไป เหตุผลสำหรับข้อเสนอแนะเหล่านี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าการปฏิบัติทางพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของลัทธิอนุรักษ์นิยมศักดินาที่ล้าหลัง และแท้จริงแล้วประเด็นนี้เกี่ยวกับเสรีภาพทางศาสนา มีการเสนอว่างภิกษุและภิกษุณีควรได้รับอนุญาตให้แต่งงานกัน สามารถดื่มสุราและกินเนื้อสัตว์และปราศจากข้อกำหนดทางวินัยใดๆ ทันทีที่อาตมาได้ยินคำเหล่านี้อาตมามีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงทันทีและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพวกเขา อาตมาดูแคลนคำแนะนำเหล่านี้”

“อาตมาแนะนำว่าควรละทิ้งความคิดนี้ ไม่ใช่ละทิ้งจีวรแบบดั้งเดิมของพระภิกษุและภิกษุณีในพระพุทธศาสนา หากภิกษุและภิกษุณีไม่สวมจีวรที่แตกต่างอย่างชัดเจน ก็จะไม่มีทางแยกฆราวาสจากสงฆ์ที่ปฏิบัติตามคำปฏิญาณ (พระวินัย) รัฐบาลรับฟังคำพูดของอาตมาและเห็นด้วยกับที่อาตมาไม่เห็นด้วยกับเรื่องทั้งหมดนี้ พวกเขาตกลงกันต่อไปว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาและจะปล่อยให้พระวินัย (และข้อบังคับอื่น ๆ) ตามที่มีไว้เพื่อให้พระสงฆ์ทั้งหมดปฏิบัติตาม ข้อตกลงระหว่างอาตมากับรัฐบาลนี้ป้องกันไม่ให้พระพุทธศาสนา (และคณะบรรพชิต) ในจีนตกอยู่ในสภาพแห่งการทำลายตนเอง แม้ว่าอาตมา – ซวีหยุน – จะเป็นพระชราที่มีความสามารถเพียงเล็กน้อย แต่อาตมาก็จัดการได้โดยการพูดความจริงเพื่อรักษาพระพุทธธรรมและป้องกันการทำลายล้างผ่านการปฏิรูปทางการเมืองที่ไม่จำเป็น

วิถีเคร่งครัดของพระวัดเจินหรู

วัดเจินหรูซื่อ เป็นวัดนิกายฉาน (นิกายเซน) ตั้งอยู่บนเขาหยุนจู มณฑลเจียงซี เคยรุ่งเรืองสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง ต่อมาโรยราลง ทั้งยังถูกทำลายอย่างหนักช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่นครั้นถึงยุคปลดปล่อย ราวปี 2496 – 2497 พระเถระซวีหยุน ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 117 ปีแล้ว เดินทางมาพำนักที่นี่ แล้วเริ่มบูรณะครั้งใหญ่

วัดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการฟื้นฟูพุทธศาสนายุคปลดปล่อย (ก่อนจะชะงักไปในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม) ปัจจุบันก็ยังคงรักษาธรรมเนียมของนิกายฉานยุคก่อนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ชิงฉาน – นิกายฉานสมัยราชวงศ์ชิง) อย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเข้มงวด และถือตามคำสอนของพระเถระซวีหยุน นับเป็นสายธารอมตธรรมท่ามกลางทะเลทรายแห่งวัตถุนิยมโดยแท้

สมัยที่พระเถระซวีหยุนยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะตื่นจากจำวัดตอนตี 2 นั่งวิปัสสนาถึงตี 3 ครึ่ง จากนั้นชำระล้างร่างกาย ใช้น้ำอุ่นกลั้วในปากแล้วบ้วนรดผ้าเช็ดหน้า จากนั้นนำผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดตาก่อนแล้วค่อยเช็ดใบหน้า ท่านว่าช่วยรักษาสายตาและทำให้มองเห็นชัด เสร็จแล้วไปทำวัตรเช้า จากนั้นนั่งวิปัสสนาในกุฏิ เมื่อถึงเวลาท่านจะออกมาร่วมฉันเช้า 6 โมงเช้า เริ่มสอนธรรม 2 ชั่วโมง 8 โมงเช้าท่านอ่านจดหมายที่ส่งมานับร้อยฉบับ แล้วตอบฉบับที่เห็นว่าสำคัญ ต้อนรับผู้มาเยือนวันหลายๆ คน เวลาที่เหลือมีกิจการงานให้ทำมาก พอๆ กับการปฏิบัติธรรรม ท่านจะจำวัดตอนเที่ยงคืน แล้วตื่นขึ้นมาหลังจำได้เพียง 2 ชั่วโมง ดังนี้

ทุกวันนี้ วัดเจินหรูซื่อ ก็ยังมีธรรมเนียมปฏิบัติดังเดิม เริ่มสวดปลุกตีกลองเช้าตอนตี 3.45 ทำวัตรตี 4.15 ฉันเช้า 6.00 เดินจงกรม 7.15 โมง นั่งวิปัสสนา 7.30 โมง จากนั้นทำงานในไร่บ้าง ตัดไม้ฟืนบ้าง เก็บใบชาบ้าง แล้วพัก ถึง 11.30 ฉันเพล 12.15 วิปัสสนาทั้งนั่งและเดิน บ่าย 2.40 ทำวัตรบ่าย แล้วเริ่มทำงานอีก 5.30 โมงเย็น เดินจงกรม 5.45 โมงเย็นนั่งวิปัสสนา ทุ่มครึ่งฉันบะหมี่รองท้อง ราวสองทุ่ม – สามทุ่ม วิปัสสนาทั้งนั่งและเดิน – จะเห็นได้ว่า พระที่นี่ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากทำงานเลี้ยงวัดและปฏิบัติธรรม เป็นวิถีแห่งนิกายฉานอย่างแท้จริง

แต่เดิมนั้นพระในจีนไม่ต้องไม่ต้องปลูกผัก ทำไร่เลี้ยงตัวเอง ออกบิณฑบาตเป็นวัตร แต่ในรัชสมัยของพระเจ้าถังอู่จงเกิดการกวาดล้างพุทธศาสนาครั้งใหญ่ นิกายอื่นๆ ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากสาธุชนล้วนแต่พินาศเกือบหมดสิ้่น มีแต่นิกายฉานสายพระเถระไป่จ้างเท่านั้นที่ยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง เพราะท่านเป็นผู้ริเริ่มหลักการพึ่งพาตัวเอง ท่านเองยังกล่าวอมตวาจาไว้ว่า “วันไหนไม่ทำงาน วันนั้นไม่กินอาหาร” พระเถระไป่จ้างยังวางหลักเกณฑ์วัตรปฏิบัติของนิกาย ซึ่งพระเถระซวีหยุน นำมาปรับปรุงใช้ในภายหลังด้วย

พระเถระซวีหยุนแม้มีฐานะสูงส่ง แต่ก็ยังทำงานอย่างแข็งขัน มีครั้งหนึ่งพระหัวหน้าครัวไปตัดฟืนบนเขา แต่รู้สึกว่าหนักเกินแบกจึงทิ้งไว้ 2 ใน 3 นำกลับมาแค่ 1 ท่อน แต่แล้วมีผู้พบว่า พระเถระซวีหยุนแบกกลับลงมาทั้ง 2 ท่อนอย่างน่าอัศจรรย์ทั้งที่ท่านอายุ 100 กว่าปีแล้ว เมื่อพระหนุ่มช่วยกันยกไม้ท่อนหนึ่งไปชั่ง พบว่าเพียงท่อนเดียวยังหนักเกือบ 100 กิโลกรัมเข้าไปแล้ว!

เรื่องราวเหนือโลกของพระเถระ

เรื่องราวอัศจรรย์เกี่ยวกับท่านมีมากมายนัก เกินกว่าจะเล่าได้หมด

ในเวลาท่านเทศนาธรรมที่หนยุนจู พวกอีกาบนเขาจะพากันลงมาฟังธรรมท่านจะมืดฟ้ามัวดินแทบไม่มีทางเดิน เมื่อท่านแสดงธรรมจบแล้ว พวกมันจะบินกลับไปบนเขาหยุนจูตามเดิม มีอยู่ครั้งหนึ่งอากาศร้อนจัดแดดจ้า พวกศิษย์พาท่านขึ้นเสลี่ยงขึ้นเขา ไม่นานมีฝูงอีกามาบินเหนือศีรษะท่านกลุ่มใหญ่จนเป็นเงาบังแสงแดด ทุกครั้งที่วางเสลี่ยงลงพวกมันจะบินไป แต่เมื่อหามเสลี่ยงขึ้นก็จะพากันมาบังแดดให้ท่านอีกอย่างน่าพิศวง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระเถระซวีหยุนเดินทางไปพำนักที่วัดหย่งเฉวียน ภูเขากู่ซาน มณฑลฝูเจี้ยน ปีนั้นท่านถ่ายทอดพระวินัย เป็นการสืบทอดพระศาสนาครั้งใหญ่ เกิดเหตุประหลาดขึ้น ต้นปรงคู่ อายุกว่า 1,000 ปี ต้นหนึ่งปลูกโดยหมิ่นอ๋อง ต้นหนึ่งปลูกโดยบูรพาจารย์สมัยถัง กลับมีดอกเบ่งบานขึ้น เป็นครั้งแรกในรอบ 1,000 ปี น่าอัศจรรย์นัก

หลังผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ครบปี ท่านได้รับเชิญไปงานบำเพ็ญกุศลให้ดวงวิญญาณผู้วายชนม์จากสงคราม งานจัดขึ้นที่วัดลิ่วหรง ที่เมืองกว่างโจว มีผู้เข้าร่วมถึง 100,000 คน เมื่อพระเถระขึ้นธรรมาสน์ที่วิหารทิศอุดร จู่ๆ ต้นท้อก็ผลิดอกบานโดยพลันทั้งที่อยู่นอกฤดูใบไม้ผลิทั้งๆ ที่เป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง

ปี 1934/35 ท่านเคยไปถ่ายทอดพระโพธิสัตว์ศีลที่วัดหนานหัว ที่กว่างตง วัดของบูรพาจารย์ฮุ่ยเหนิง จู่ๆ มีเสือตัวหนึ่งมาที่วิหารเหมือนจะมารับศีลด้วย ผู้คนหวาดกลัวมาก แต่ท่านสอนให้มันรับไตรสรณคมน์ เสือก็นิ่งไม่ได้ทำอันตรายใคร แล้วก็หนีไป

ภูมิธรรมของพระเถระซวีหยุนนั้นผู้คนทั้งแผ่นดินยอมรับ แม้แต่เจียงไคเช็กที่เป็นคริสเตียนก็นับถือท่าน มักส่งจดหมายมาถามเรื่องข้อธรรมทางโลกและแลกเปลี่ยนเรื่องหลักศาสนาคริสต์

ครั้งหนึ่งช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1945 ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดในฤดูหนาว เจียงไคเช็กมาพบท่าน แล้วถามว่าสงครามต่อต้านญี่ปุ่นในแถบนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านมิได้ตอบ แต่หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง พับ 3 ครั้ง แล้วตัด 3 ครา จากนั้นโยนทิ้งไป ปรากฎว่ากระดาษทั้ง 3 แผ่นมีสัญลักษณ์ธงนาซี ญี่ปุ่น และอิตาลี

แม้ท่านไม่ตอบ (ตรงคำถาม) ก็พอทราบว่าหมายถึงอะไร

มรณกรรมและพยากรณ์เหตุวุ่นวายในจีน

ปี 2501 พระเถระซวีหยุนกล่าวว่า อีกไม่นานท่านจะจากไป เมื่อท่านจากไปแล้วแผ่นดินจีนจะตกอยู่ในกลียุคนาน 10 ปี สร้างความทุข์เข็ญเหลือประมาณ (หมายถึงการปฏิวัติวัฒนธรรม) ครั้นถึงปี 2502 ท่านล้มป่วยลง วันที่ 12 ตุลาคม หรือ 1 วันก่อนละสังขาร ท่านสั่งสอนบรรดาศิษย์ว่า

“ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในกระท่อมมุงจาก เที่ยวจาริกธุดงค์ หรือจำอยู่ในวัดวาอาราม จงรักษากาสายะนี้ไว้เป็นธงชัยแห่งศรัทธา ถามว่าจะรักษาพระธรรมวินัยไว้อย่างไร? ก็ด้วยเพียงหนึ่งเท่านั้น คือ “ศีล” รักษาธรรมด้วยพระวินัย”

จากนั้นท่านพนมมือบอกให้บรรดาศิษย์รักษาเนื้อรักษาตัว แล้วศิษย์ออกจากห้องไป ครั้นถึงเวลาบ่ายกว่าๆ ของวันที่ 13 ตุลาคม 2502 ศิษย์เข้าไปในกุฏิท่าน จึงพบว่า พระเถระซวีหยุน มรณภาพแล้ว ที่วัดเจินหรูซื่อ สิริอายุได้ 119 ปี

โดย กรกิจ ดิษฐาน

สัญญาณอันตรายอสังหาจีน Evergrande ถูกดาวน์เกรดรัวๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662664

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 12:25 น.สัญญาณอันตรายอสังหาจีน Evergrande ถูกดาวน์เกรดรัวๆ Evergrande ผู้พัฒนาอลังหาริมทรัพย์ในจีนประสบปัญหาดาวน์เกรดครั้งที่ 2 ใน 2 วัน

“เหิงต้า” หรือ เอเวอร์แกรนด์ (Evergrande) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนถูกปรับลดจัดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งที่ 2 ในเวลาเพียง 2 วัน ทำให้เกิดความกลัวว่าบริษัทที่เป็นหนี้มากที่สุดในโลกจะผิดนัดชำระหนี้ และส่งหุ้นของบริษัทร่วงต่ำกว่าราคาจดทะเบียนเมื่อ 12 ปีที่แล้ว

บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงแห่งนี้มีหนี้สินรวมมากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากหลายปีที่มีการกู้ยืมเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างรวดเร็วและการเข้าซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์จำนวนหนึ่ง ตลอดจนสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงทีมฟุตบอลจีน

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทประสบปัญหาในการชำระหนี้ และการปราบปรามภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรัฐบาลจีนทำให้การหาเงินทำได้ยากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าบริษัทจะล้มละลาย

นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจอันดับสองของโลกในฐานะบริษัท ซึ่งอ้างว่าจ้างพนักงาน 200,000 คนและสร้างงานทางอ้อม 3.8 ล้านตำแหน่งในจีน เนื่องจากจะทำให้บริษัทหลายร้อยแห่งไม่มีเงินไปด้วย

ความกังวลเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นในวันพุธ เมื่อ Fitch ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเป็น CC ซึ่งสะท้อนถึงทัศนะของบริษัทว่า “มีแนวโน้มว่าจะผิดนัดชำระหนี้”

“เราเชื่อว่าความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูงเนื่องจากสภาพคล่องที่ตึงตัว ยอดขายตามสัญญาที่ลดลง แรงกดดันในการแก้ไขการชำระเงินล่าช้าให้กับซัพพลายเออร์และผู้รับเหมา และความคืบหน้าในการกำจัดสินทรัพย์ที่จำกัด” Fitch Ratings กล่าวเสริมในแถลงการณ์

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจาก Moody’s ลดอันดับเครดิตลง โดยระบุว่า “มีแนวโน้มว่าจะอยู่ในหรือใกล้จะผิดนัด” ขณะที่ Goldman Sachs ได้ตัดหุ้นจากเป็นกลางเพื่อขาย

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วงลงมากกว่า 3% สู่ระดับต่ำสุดที่ 3.46 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปที่ 3.50 ดอลลาร์ฮ่องกง ก่อนที่จะฟื้นตัวเล็กน้อยจากการหยุดพัก หุ้นของบริษัทได้ทรุดตัวลงประมาณ 75% ในปีนี้เพียงปีเดียว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มบริษัทกล่าวว่าหนี้สินรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1.97 ล้านล้านหยวน (305,000 ล้านดอลลาร์) และเตือนถึงความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

นักวิเคราะห์เชื่อว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้บริษัท Evergrande จนมุม แต่จะผลักดันให้บริษัทนี้ลดหนี้และกดดันให้ลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

บริษัท Evergrande ได้ดำเนินการขายสินทรัพย์ รวมถึงการถอนหุ้นออกจากการถือครอง เช่น ธุรกิจอินเทอร์เน็ตที่จดทะเบียนในฮ่องกง ธนาคารระดับภูมิภาค และบริษัทอสังหาริมทรัพย์บนบก ในขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า กำลังคร่ำครวญการขายสำนักงานใหญ่ในฮ่องกงและที่ดินผืนใหญ่ในเมืองที่ขาดทุน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าแผนของพวกเขาที่จะดำเนินกับบริษัท Evergrande คืออะไร

REUTERS/Bobby Yip

นายกฯ แคนาดาถูกขว้างหินใส่เหตุไม่พอใจการจัดการโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662661

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 12:15 น.นายกฯ แคนาดาถูกขว้างหินใส่เหตุไม่พอใจการจัดการโควิดผู้นำแคนาดาถูกคนที่ไม่พอใจแนวทางแก้ปัญหา Covid-19 ขว้างก้อนหินใส่ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง

นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดา ถูกผู้ประท้วงที่ไม่พอใจแนวทางการแก้ปัญหา Covid-19 และนโยบายบังคับฉีดวัคซีนขว้างปาก้อนหินใส่ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 20 ก.ย.นี้

ภาพเหตุการณ์ในเมืองลอนดอนในรัฐออนแทริโอที่ปรากฏบนทีวีแสดงให้เห็นว่า ขณะที่ทรูโดเสร็จจากการหาเสียงและกำลังเดินกลับไปขึ้นรถบัส บุคคลที่อยู่ในกลุ่มคนขว้างปาขว้างปาวัตถุที่ดูเหมือนจะเป็นก้อนกรวดหลายก้อนใส่ทรูโด

มีรายงานว่าก้อนกรวดดังกล่าวถูกทรูโด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และนักข่าวจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ต่อมาผู้นำแคนาดาเผยขณะอยู่บนเครื่องบินว่า ก้อนกรวดอาจจะถูกไหล่และเคยถูกข้างปาเมล็ดฟักทองใส่มาแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ช่วงนี้ ทรูโดต้องเผชิญกับการประท้วงที่เจ้าตัวเรียกว่า “ม็อบต้านวัคซีน” ซึ่งไม่พอใจการแก้ปัญหาการระบาดของ Covid-19 ของรัฐบาล รวมทั้งนโยบายบังคับฉีดวัคซีนและมาตรการสกัดการแพร่ระบาดอื่นๆ หลายครั้ง โดยบางครั้งกลุ่มผู้ประท้วงพากันตะโกนข้อความเชิงเหยียดเชื้อชาติใส่ขบวนของเขาหลายครั้ง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทรูโดต้องยกเลิกการลงพื้นที่หาเสียงเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยหลังจากมีผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งตามไปประท้วงระหว่างปราศรัย

ทรูโดเผยหลังยกเลิกการลงพื้นที่ว่า “ใช่ มีคนกลุ่มเล็กๆ ในประเทศนี้ที่โกรธ ที่ไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์ ที่แสดงออกด้วยการโจมตีด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติ คำพูดเกลียดชังผู้หญิง”

ทรูโรกล่าวต่อว่า “แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวแคนาดา คนส่วนใหญ่ของแคนาดา และผมจะไม่ยอมให้เสียงเหล่านั้น กลุ่มผู้ประท้วงเหล่านั้น ผมไม่อยากเรียกพวกเขาว่าผู้ประท้วง ม็อบต้านวัคซีนเหล่านั้น มาบงการว่าประเทศนี้จะก้าวผ่านการระบาดนี้อย่างไร”

Photo by Stephanie LECOCQ / POOL / AFP

ญี่ปุ่นเจอผู้เสียชีวิตอีกราย หลังฉีด Moderna ล็อตที่ถูกระงับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662656

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 11:57 น.ญี่ปุ่นเจอผู้เสียชีวิตอีกราย หลังฉีด Moderna ล็อตที่ถูกระงับขณะนี้มีผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนล็อตดังกล่าวรวมแล้ว 3 ราย แต่ยังไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือสารปนเปื้อนหรือไม่

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (6 ก.ย.) ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเสียชีวิตของชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง ที่เสียชีวิตลงหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna ในล็อตที่ถูกระงับไปเนื่องจากวัคซีนจำนวนหนึ่งพบสารปนเปื้อน

ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นชายวัย 49 ปี ซึ่งได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่อวันที่ 11 ส.ค. และเสียชีวิตในวันต่อมา โดยเบื้องต้นทราบว่าเขามีโรคประจำตัวเพียงอย่างเดียวคือแพ้บัควีท

ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลังได้รับวัคซีน Moderna ในล็อตที่ถูกระงับใช้รวมแล้ว 3 ราย โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าชายชาวญี่ปุ่น 2 ราย อายุ 30 ปีและ 38 ปี เสียชีวิตไม่กี่วันหลังจากได้รับวัคซีนล็อตดังกล่าว ซึ่งทั้งคู่ไม่มีโรคประจำตัว

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้ระงับวัคซีน 3 ล็อต ได้แก่ 3004667, 3004734 และ 3004956 ซึ่งคิดเป็นจำนวน 1.62 ล้านโดส หลังพบสิ่งปนเปื้อนขนาดเล็กในวัคซีนบางขวดที่ส่งไปยังศูนย์ฉีดวัคซีนกว่า 900 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฉีดให้ประชาชนไปแล้วมากกว่า 500,000 โดส วัคซีนทั้งหมดที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกันจึงถูกระงับไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ภายหลังบริษัทผู้ผลิตวัคซีน Moderna ชี้แจงว่าสารปนเปื้อนที่พบในวัคซีนคืออนุภาคเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของโลหะในกระบวนการผลิตที่มีการติดตั้งอย่างไม่ถูกต้อง พร้อมงยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวมีความความเสี่ยงน้อยที่จะก่อให้เกิดอันตราย เนื่องจากเป็นอนุภาคขนาดเล็ก และ stainless steel ถูกใช้ในลิ้นหัวใจเทียม ข้อต่อเทียม และโลหะเย็บแผลอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าจะไม่ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

ด้านบริษัท Takeda Pharmaceutical ผู้จัดจำหน่ายวัคซีน Moderna ในญี่ปุ่นตัดสินใจเรียกคืนวัคซีนทั้ง 3 ล็อตดังกล่าว เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายมีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือสารปนเปื้อนในวัคซีนหรือไม่ ตลอดจนไม่มีการยินยันว่าทั้ง 3 รายได้รับวัคซีนจากขวดที่มีสารปนเปื้อน โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตและจะเปิดเผยให้ประชาชนทราบต่อไป

Photo by Joseph Prezioso / AFP

คุก 5 ปี หนุ่มเวียดนามหนีกักตัว แพร่โควิดทำคนอื่นตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662648

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 11:15 น.คุก 5 ปี หนุ่มเวียดนามหนีกักตัว แพร่โควิดทำคนอื่นตายเวียดนามสั่งจำคุก 5 ปี หนุ่มหนีกักตัว แพร่เชื้อสู่คนอื่นจนเสียชีวิต

Reuters อ้างรายงานจากสำนักข่าว VNA ของเวียดนามว่า เวียดนามสั่งจำคุกนาย เล วัน ตรี (Le Van Tri) วัย 28 ปี เป็นเวลา 5 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานแพร่โรคติดเชื้อันตราย สืบเนื่องจากการละเมิดมาตรการกักตัว เป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อจากเขาอย่างน้อย 8 คน และหนึ่งในนี้เสียชีวิต

รายงานระบุว่านายตรีเดินทางจากโฮจิมินห์ซิตี้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19 ในเวียดนาม ไปยังก่าเมา จังหวัดทางตอนใต้ของประเทศ และละเมิดมาตรการกักตัว 21 วันที่ทางการกำหนด ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากเขาอย่างน้อย 8 คน และ 1 คนเสียชีวิตหลังรักษาตัวนาน 1 เดือน

ทั้งนี้ ก่าเมามีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมเพียง 191 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่นครโฮจิมินห์มีรายงานผู้ติดเชื้อเกือบ 260,000 คน และผู้เสียชีวิต 10,685 คน

ขณะที่เวียดนามกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการที่เข้มงวด อาทิ มาตรการกักตัว การจำกัดพรมแดน การตรวจเชิงรุก และมาตรการล็อกดาวน์กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์

โดยก่อนหน้านี้เวียดนามเคยสั่งจำคุกบุคคลอีก 2 ราย เป็นเวลา 18 เดือน และ 2 ปี ในข้อหาเดียวกัน

ขณะนี้ เวียดนามมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ประมาณ 5.37 แสนคน และเสียชีวิต 13,385 คน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ฉีด CanSino เป็นบูสเตอร์กระตุ้นภูมิดีกว่าฉีด Sinovac อย่างเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662644

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 10:50 น.ฉีด CanSino เป็นบูสเตอร์กระตุ้นภูมิดีกว่าฉีด Sinovac อย่างเดียวจีนพบฉีดวัคซีน Sinovac แล้วตามด้วย CanSino เป็นเข็ม 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าฉีด Sinovac อย่างเดียว

ผลการวิจัยของจีนที่ศึกษาการฉีดวัคซีนแบบไขว้ซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv ก่อนได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า การฉีดวัคซีนของ CanSino Biologics เป็นเข็มกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนของ Sinovac 1 หรือ 2 เข็ม ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าฉีดวัคซีนของ Sinovac อย่างเดียว

การวิจัยซึ่งเป็นการศึกษาการฉีดวัคซีนไขว้ครั้งแรกของจีนเกิดขึ้นในช่วงที่จีนประกาศว่าจะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ประชาชนบางกลุ่มท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

การวิเคราะห์ข้อมูลของอาสาสมัครที่สุขภาพดีอายุระหว่าง 18-59 ปี 300 คนพบว่า กลุ่มที่ฉีดวัคซีนของ CanSinoBIO เป็นเข็มกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนของ Sinovac เข็มที่ 2 แล้ว 3-6 สัปดาห์ มีระดับแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อ (neutralizing antibody) เพิ่มขึ้น 78 เท่าหลังจากฉีดเข็มกระตุ้น 2 สัปดาห์

ขณะที่กลุ่มที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็มกระตุ้น มีระดับแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อเพิ่มขึ้น 15.2 เท่า

ส่วนการฉีดวัคซีนของ Sinovac 1 เข็ม แล้วตามด้วย CanSinoBIO โดยฉีดห่างกัน 1-2 เดือน ทำให้ระดับแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อเพิ่มขึ้น 25.7 เท่า ขณะที่การฉีด Sinovac 2 เข็ม ทำให้ระดับแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อเพิ่มขึ้น 6.2 เท่า

อย่างไรก็ดี การวิจัยโดยหน่วยงานควบคุมโรคติดต่อท้องถิ่นของจีน ร่วมกับ CanSinoBIO และสถาบันอื่นๆ ในจีนไม่ได้ศึกษาระดับการป้องกัน Covid-19 ของวัคซีนเข็มกระตุ้น และไม่ได้ทดสอบแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อต่อสายพันธุ์เดลตา

Photo by JAVIER TORRES / AFP

จักรพรรดิผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้า เพราะไม่ยอมเป็นข้าฝรั่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662584

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 20:25 น.จักรพรรดิผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้า เพราะไม่ยอมเป็นข้าฝรั่ง เรื่องราวของสองจักรพรรดิพ่อลูกของอันนัมที่พยายามปลดแอกประเทศ แต่ต้องพบกับชะตากรรมที่น่าเศร้า

เวียดนามภายใต้การปกครองของราชวงศ์เหงวียนเคยเป็นมหาอำนาจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ เป็นคู่แข่งกับประเทศสยามในการชิงอิทธิพลเหนือกัมพูชาและลาว แต่เพราะความวุ่นวายจากการเมืองภายในและการกดขี่ชาวคริสตัง (นิกายคาทอลิก) ทำให้เวียดนามอ่อนแอลงและยังเปิดช่องโหว่ให้กับนักล่าอาณานิคมเข้ามาเขมือบแผ่นดิน

ในปี พ.ศ. 2401 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เริ่มก้าวแรกเพื่อสร้างอิทธิพลอาณานิคมของฝรั่งเศสในอินโดจีน ทรงอนุมัติให้ส่งกำลังทหารมายังเวียดนามเพื่อลงโทษชาวเวียดนามที่ทารุณต่อต่อมิชชันนารีคาทอลิกชาวยุโรปและบังคับให้ราชสำนักเวียดนามยอมให้ฝรั่งเศสเข้ามาดำเนินการในเวียดนามได้

อย่างไรก็ตาม การส่งกำลังทหารมาสั่งสอนกลายเป็นการบุกรุกเต็มรูปแบบ สิ่งที่ทำให้นโปเลียนที่ 3 เปลี่ยนพระทัยคือความเชื่อที่ว่าฝรั่งเศสอาจจะไล่ตามมหาอำนาจอื่นไม่ทันหากไม่ขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออก และยังเชื่อว่าฝรั่งเศสมีภารกิจที่จะต้องสร้างความศิวิไลซ์ให้เอเชีย ดังนั้นภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2402 ฝรั่งเศสจึงยึดครองไซ่ง่อนและสามจังหวัดทางใต้ของเวียดนามเอาไว้

เมื่อถึงปี พ.ศ. 2405 สงครามสิ้นสุดลงและเวียดนามยอมรับสนธิสัญญาไซ่ง่อน ซึ่งเวียดนามถูกบังคับให้ยอมมอบสามจังหวัดทางตอนใต้ให้กลายเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในนาม “โคชินจีน” ในทศวรรษต่อมา เวียดนามค่อยๆ ถูกกลืนมาอยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศส โดยเวียดนามจำต้องทำสนธิสัญญาเว้ พ.ศ. 2426 ทำให้เวียดนามที่เหลือกลายเป็นอารักขาของฝรั่งเศส แบ่งออกเป็น “รัฐในอารักขาอันนัม” และ “รัฐในอารักขาตังเกี๋ย” เมื่อรวมกับ “โคชินจีน” แล้วเวียดนามถูกแบ่งเป็น 3 ส่วนโดยฝรั่งผู้รุกราน

จีนซึ่งเคยอ้างสิทธิเหนือเวียดนามในฐานะประเทศราชหรือรัฐจิ้มก้อง ตกลงกับฝรั่งเศสหลังสงครามจีน-ฝรั่งเศสโดยในสนธิสัญญาเทียนจิน จีนยอมรับสิทธิการอารักขาของฝรั่งเศสเหนืออันนัมและตังเกี๋ย และละทิ้งการอ้างสิทธิ์ของจีนเองที่มีอำนาจเหนือเวียดนามโดยปริยาย อันนัมและตังเกี๋ยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนของฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2430

ราชวงศ์เหงวียนยังคงปกครองรัฐอารักขาทั้งสองแต่ในนาม ตังเกี๋ยถูกปกครองโดยฝรั่งเศสโดยพฤตินัย ในขณะที่รัฐบาลของจักรวรรดิยังคงมีอำนาจเหนืออันนัมอยู่บ้าง เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2440 สภาจักรวรรดิเวียดนามในเมืองอันนัมก็ถูกแทนที่ด้วยสภารัฐมนตรี โดยมีผู้แทนฝรั่งเศสเป็นประธานในทางนิตินัย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2441 ชาวฝรั่งเศสเข้ายึดครองสิทธิ์ในการเก็บภาษีทั้งหมดในรัฐอันนัมโดยตรงและจัดสรรเงินเดือนให้แก่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหงวียนและขุนนางราชสำนัก (ซึ่งราชสำนักยังแต่งตั้งเองได้ แต่ข้าหลวงใหญ่มีสิทธิไม่อนุมัติ)ฉ ในประกาศลงวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2441ข้าหลวงใหญ่ หรือเรซิดัง ซูเปริเยร์ แห่งอันนัมเขียนว่า “ตั้งแต่นี้ไป ในอาณาจักรแห่งอันนัมไม่มีสองรัฐบาลอีกต่อไป แต่มีเพียงรัฐบาลเดียว” (หมายความว่ารัฐบาลฝรั่งเศสเข้ายึดอำนาจบริหารทั้งหมด)

แม้แต่องค์จักรพรรดิเองก็ต้องถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลฝรั่งเศส โดยจะคัดเลือกเชื้อพระวงศ์ที่ฝรั่งเศสเห็นว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตน

แต่จนแล้วจนรอด จักรพรรดิอันนัมบางพระองค์แม้จะถูกฝรั่งเศสแต่งตั้งหมายจะใช้เป็นหุ่นเชิด แต่ก็ยังมีจิตใตที่ต้องการปลดแอกจากฝรั่ง เช่น จักรพรรดิถั่ญ ท้าย พระองค์ยังเป็นพระจักรพรรดิพระองค์แรกของเวียดนามที่ทรงตัดพระเกศาเป็นแบบฝรั่งเศส และพระองค์ยังสนับสนุนการศึกษาแบบฝรั่งเศส แต่พระองค์ก็แสดงท่าทีเป็นเอกเทศจากการครอบงำของฝรั่งเศส

จักรพรรดิถั่ญ ท้าย

บ่อยครั้งที่จักรพรรดิถั่ญ ท้ายจะหลบหนีออกจากวังเพื่อเข้าไปในเมืองโดยปลอมตัวเป็นสามัญชน แทรกซึมเข้าไปในหมู่ประชาชนเพื่อดูว่าการตัดสินใจและการดำเนินนโยบายการเมืองของพระองค์มีอิทธิพลต่อชีวิตของพสกนิกรอย่างไร บางครั้งเมื่อเสด็จฯ ไปในเมือง องค์จักรพรรดิจะพาราษฎรมาชมนุมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีโอกาสสนทนากับผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เหมือนกับ “Town Meeting” ในสหรัฐอเมริกา หรือเหมือนกับประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส สมัยที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ประทับอยู่ใต้ต้นไม้เมื่อสิ้นสุดพิธีมิสซา และจะทรงรับฟังผู้ที่ประสงค์จะระบายความคับข้องใจ และหวังว่ากษัตริย์จะทรงมอบความยุติธรรมให้กับพวกเขาได้ จักรพรรดิถั่ญ ท้ายก็ทรงทำแบบเดียวกัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป จักรพรรดิก็ตระหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ในราชสำนักถูกสายลับแทรกซึมเข้ามา เพื่อที่จะตบตาพวกสายลับฝรั่งเศส พระองค์จึงค่อยๆ แสร้งทำเป็นสติวิปลาสจนพวกฝรั่งเศสชื่อว่าพระองค์วิกลจริตจริงๆ ทำให้พระองค์สามารถทำงานเพื่อเอกราชของเวียดนามโดยตรงมากขึ้น

จักรพรรดิถั่ญ ท้ายยังทรงแอบตั้งกองทหารหญิงอำพรางฝรั่งเศส เอกสารบางฉบับระบุว่าทรงคัดเลือกทหารหญิง 4 กอง กองละ 50 คน เมื่อกองแรกเสร็จสิ้นการฝึกแล้วกลับไปหาครอบครัวและจะเรียกกองใหม่มาฝึกแล้วเมื่อมีโอกาสพระองค์กับหองทหารหญิงจะกบฏต่อฝรั่งเศสด้วยกัน แต่ในที่สุดเรื่องนี้ถูกขุนนางในราชสำนักที่เป็นหนอนบ่อนไส้แจ้งให้ข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสทราบเสียก่อน

ในขณะที่รอจังหวะที่เหมาะสมที่จะลงมือ ในปี พ.ศ. 2450 จักรพรรดิถั่ญ ท้ายได้พยายามเข้าร่วมขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสที่กบดานในจีน แต่จักรพรรดิถูกกองกำลังฝรั่งเศสขัดขวางระหว่างทาง ตอนนั้นเองที่ทรงถูกกล่าวหาว่าวิกลจริตจริงๆ (บางข้อมูลระบุว่าทรงถูกฝรั่งเศสจับได้ว่าแอบร่างภาพอาวุธ จึงทรงแสร้างทำเป็นวิกลจริตแต่ฝรั่งเศสถือโอกาสป้ายสีว่าทรงบ้าไปจริงๆ)

จักรพรรดิถั่ญ ท้าย

ข้าหลวงฝรั่งเศสกราบทูลตรงๆ ว่าเขารู้ว่าจักรพรรดิมีเจตนาต่อต้านฝรั่งเศส ดังนั้นถ้าอยากจะครองบัลลังก์ต่อไป พระองค์จะต้องลงนามในบันทึกขอโทษ โดยประกาศให้ประเทศชาติทราบว่ามีการสมคบคิดกับฝรั่งเศส แต่ถั่ญ ท้ายทรงโยนร่างประกาศลงบนพื้นเป็นการปฏิเสธ

ดังนั้น ถั่ญ ท้ายจึงทรงถูกปลดจากบัลลังก์ และทรงถูกเนรเทศไปยังเมืองหวุงเต่า ที่โคชินจีน

เจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซาน พระราชโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิถั่ญ ท้าย ถูกฝรั่งเศสเลือกมาครองบัลลังก์อันนัมองค์ต่อไป พ.ศ. 2450 ด้วยพระชนมายุเพียง 7 พรรษา พระนามว่าจักรพรรดิซวี เติน ที่แปลว่า “การปฏิรูป”

แม้จะยังเป็นเพียงเด็กน้อยและฝรั่งเศสเชื่อว่า “หัวอ่อน” ควบคุมได้ง่าย แต่จักรพรรดิซวี เตินกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ในเวลานั้นกระแสต่อต้านฝรั่งเศสเริ่มรุนแรงขึ้นมาทุกที เมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2451 ขบวนการต่อต้านการเก็บภาษีเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2451 และการจับกุมแกนนำหลักของการลุกฮือ จักรพรรดิซวี เตินมีพระชนมายุเพียง 9 พรรรษา หลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทรงได้ประกาศต่อขุนนางในราชสำนักว่า

“[…] ถ้าบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายอยู่เนืองๆ นั่นก็เพราะประชาชนมีไม่พอกิน” และตรัสว่า “[…] ตั้งแต่วันนี้ จากเบี้ยหวัดประจำของเรา 6,000 เปียสตร์ เราจะแบ่ง 3,000 ไปแจกจ่ายให้คนจน” – นี่คือพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์ที่พระชนมายุเท่ากับเด็ก 9 ขวบเท่านั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก

เมื่อมหาสงคราม หรือสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในยุโรป ฝรั่งเศสกลายเป็นสมรภูมิสำคัญและพยายามใช้ทรัพยากรธรรมชาติและกำลังคนของอินโดจีนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อสู้กับสงครามโลกครั้งที่ 1 พร้อมๆ กันนั้นฝรั่งเศสก็ยังทุ่มแรงปราบปรามขบวนการมวลชนผู้รักชาติของเวียดนาม

จักรพรรดิซวี เติน

ความไม่พอใจต่อฝรั่งเศสรุนแรงขึ้นไปอีก เมื่ออาณานิคมอินโดจีน (ส่วนใหญ่เป็นเวียดนาม) ต้องจัดหาทหาร 70,000 นายและคนงาน 70,000 คนให้กับฝรั่งเศส ซึ่งถูกบังคับเกณฑ์ทหารจากหมู่บ้านต่างๆ เพื่อเข้าร่วมในสมรภูมิฝรั่งเศส เวียดนามยังให้เงินกู้ 184 ล้านเปียสตร์และอาหาร 336,000 ตัน

ภาระเหล่านี้หนักหนาสาหัส โดยเพาะอย่างยิ่งเกษตรกรในเวียดนามประสบภัยธรรมชาติระหว่างปี 2457 ถึง 2460 ความเจ็บแค้นเหล่านี้ควรจะบ่มเพาะเป็นการลุกฮือต่อต้านฝรั่งศสได้ไม่ยากเพราะฝรั่งเโศสกำลังวุ่นวายกับมหาสงครามที่ยุโรป แต่เพราะขบวนการชาติเวียดนามไม่มีความเป็นปึกแผ่นในระดับประเทศจะพลาดโอกาสที่จะใช้โอกาสที่ฝรั่งเศสกำลังอ่อนแอเพื่อก่อการจลาจลครั้งใหญ่

แต่จักรพรรดิซวี เตินที่เติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ทรงมีปณิธานที่จะเป็นผู้นำประเทศของพระองค์ปลดแอกจากฝรั่งเศส และทรงไม่ได้ขับเคลื่อนอยู่แค่ข้างหลัง แต่ทรงลงมือทำจริงๆ อย่างกล้าหาญ

ฝ่ายกบฏได้วางแผนโจมตีอีกครั้งในคืนวันที่ 3 ถึง 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 จักรพรรดิซวี เตินเป็นผู้นำในการก่อกบฏนี้ แต่เนื่องจากไม่มีแผนปฏิบัติการ การลุกฮือจึงล้มเหลวเพราะมีแต่คนส่วนน้อยเข้าร่วมไม้ได้กระพือไปให้คนอันนัมส่วนใหญ่รู้สึกร่วมไปด้วยว่าจะต้องต่อต้านฝรั่งเศส

ความล้มเหลวของการลุกฮือนี้มีราคาแพงมาก ซวี เตินทรงถูกจับกุม ขับจากราชบัลลังก์ วันที่ 3 พฤศจิกายน อดีตจักรพรรดิซวี เตินที่หวนไปใช้พระอิสริยยศเดิมคือ “เจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซาน” กับพระชายา พระชนนี พระภคนี และข้าบริพาร ถูเนรเทศไปยังเกาะเรอูนียงกลางมหาสมุทรอินเดีย เป็นเวลา 23 ปีที่จักรพรรดิผู้ไร้บัลลังก์ต้องดำรงพระชนม์ชีพอย่างโดดเดี่ยวห่างไกลจากแผ่นดินเกิดของพระองค์ มีเพียงงานอดิเรกที่ช่วยผ่อนคลายความเหงาคือความหลงใหลในวิทยุ พระองค์จึงกลายเป็นนักวิทยุสมัครเล่นคนแรกของเกาะ

แต่อดีตพระจักรพรรดิยังทรงสนับสนุนการปลดปล่อยเวียดนามในระหว่างทรงถูกเนรเทศ แม้จะทรงถูกฝรั่งเศสเนรเทศ แต่ก็ยังทรงเข้าร่วมกับฝรั่งเศสต่อต้านการรุกรานของนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงได้รับอนุญาตให้ไปฝรั่งเศส โดยเสด็จมาถึงปารีสในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2488 และเข้าร่วมสงครามในเยอรมนีในช่วงปลายสงครามโดยติดยศผู้บัญชาการกองพัน

จักรพรรดิซวี เติน

ตอนนั้นเองนายพลชาร์ลส์ เดอโกล ผู้นำฝรั่งเศสฝ่ายต่อต้านนาซีเริ่มสนใจเจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซานในฐานะปัจจัยที่อาจจะช่วยรักษาความเป็นปึกแผ่นของอินโดนีจีนเอาไว้ ท่ามกลางกระแสต่อต้านฝรั่งเศสในเวียดนามที่หนักขึ้นและฝรั่งเศสที่อ่อนแอลงไปมากเพราะการรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซาน มีแถลงทางการเมืองครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกเนรเทศทางวิทยุอันตานานาริโว (ที่มาดาดัสการ์) ตรัสพูดถึงประชาชนของพระองค์ให้ต่อต้านผู้รุกรานชาวญี่ปุ่น โดยระบุว่าอนาคตของประเทศของพระองค์จะมีขึ้นมาได้ก็ต้องผ่านความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือกับฝรั่งเศสเท่านั้น

เดอโกลได้พบกับเจ้าชาย เจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซานเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ซึ่งการพบปะกันนี้อาจกำหนดเงื่อนไขกับอดีตจักรพรรดิเพื่ออัญเชิญพระองค์คืนสู่บัลลังก์อันนัมและอาจประกาศเอกราชให้กับโคชินจีนหลังจากการลงประชามติเพื่อแลกกับทการที่ฝรั่งเศสจะมีสิทธิพิเศษต่อไป

อย่างไรก็ตาม พระองค์กลับเสด็จสวรรคตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จเดินทางกลับเวียดนามในปี พ.ศ. 2488 ทำให้แผนการนี้ไม่สำเร็จ และเชื่อกันว่าหากอดีตจักรพรรดิซวี เตินไม่สวรรคต อนาคตของเวียดนามก็คงจะไม่ต้องเกิดสงครามกลางเมืองมีผู้คนล้มตายไปนับไม่ถ้วน และไม่แน่ว่าเวียดนามก็ยังอาจรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ได้

จักรพรรดิซวี เติน

ขณะที่ พระราชบิดาที่ประสบกับชะตากรรมเดียวกันคือ อดีตจักรพรรดิถั่ญ ท้าย ก็ไม่เคยละทิ้งความหวังที่จะปลดแอกแผ่นดินของพระองค์ให้เป็นเอกราช แม้ว่าเมื่อพระราชโอกรสคือซวี เตินจะก่อการปลดแอกล้มเหลวและทั้งพระราชบิดาและพระราชโอกาสจะถูกเนรเทศไปยังเกาะเรอูนียงด้วยกันก็ตาม

ชีวิตของถั่ญ ท้ายที่เกาะเรอูนียงนับว่าย่ำแย่มาก ทรงขัดสนจนกระทั่งถูกเจ้าหนี้และเจ้าที่ดินทวงเงินอยู่บ่อยๆ ต้องรับความช่วยเหลือจากจักรพรรดิองค์ใหม่ของอันนัมเป็นระยะๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2488 อดีตจักรพรรดิได้รับอนุญาตให้กลับไปเวียดนาม แต่ก็ทรงถูกควบคุมตัวครั้งแรกให้ประทับที่เมืองหวุงเตา เมืองตากอากาศของไซ่ง่อน กระทั่งสวรรคตที่ไซ่ง่อนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2497 พระชนมายุ 75 ปี

สิ้นสุดตำนานสองพ่อลูกจักรพรรดิที่ฝรั่งเศสคิดจะชักใย แต่กลายเป็นนักสู้เพื่อเอกราชจนต้องพบกับชะตากรรมที่น่าเศร้า

โดย กรกิจ ดิษฐาน