#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/662498
วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 20:11 น.
ครั้งหนึ่งซึ่งคนขาวจับคนดำมาทำเป็นสิ่งจัดแสดงในสวนสัตว์ มันเริ่มต้นอย่างขมขื่นและจบลงอย่างเจ็บปวด
โอตา เบงกา (Ota Benga ) เคยมีชีวิตที่เรียบง่าย เขาเป็นสมาชิกของชนเผ่ามบูติ (Mbuti) ในป่าเส้นศูนย์สูตรใกล้แม่น้ำคาไซ ในรัฐอิสระคองโกในขณะนั้น
แต่วันหนึ่งเผ่าของเขาถูกโจมตีโดย Force Publique ซึ่งก่อตั้งโดยกษัตริย์เลโอโปลที่ 2 แห่งเบลเยียมและกองทหารอาสาสมัครเพื่อควบคุมชาวพื้นเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นแรงงานอย่างเอารัดเอาเปรียบเพื่ออุตสาหกรรมยางพาราในคองโก และเงินนั้นก็เข้ากระเป๋าของกษัตริย์เลโอโปลที่ 2 หนึ่งในผู้ที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าเป็นผู้มีส่วนกับการเข่นฆ่าและขูดรีดแอฟริกาอย่างเลวร้ายที่สุดคนหนึ่ง
ภรรยาของเบงกาและลูกสองคนถูกฆ่าตาย เขารอดชีวิตมาได้เพราะเขาออกไปเดินทางล่าสัตว์ขณะที่Force Publique โจมตีหมู่บ้านของเขา แต่ภายหลังเขาถูกจับโดยพ่อค้าทาสจนได้
ในปี ค.ศ. 1904 นักธุรกิจและนักสำรวจชาวอเมริกัน ซามูเอล ฟิลลิปส์ เวอร์เนอร์ เดินทางไปแอฟริกา เขาทำสัญญากับผู้จัดงานนิทรรศการนานาชาติแห่งเซนต์หลุยส์ (St. Louis World Fair) เพื่อจับและนำคนแคระปิกมีกลับคืนมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ เวอร์เนอค้นพบเบงกาขณะเดินทางไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวปิกมีที่ชื่อบัตวา เขาซื้อเบงกาจากพ่อค้าทาสด้วยเกลือหนึ่งปอนด์และผ้าหนึ่งม้วน แม้จะเป็นการค้าทาสเห็นๆ และเป็นสนนราคาที่ต่ำเหลือเชื่อ แต่เวอร์เนอร์ยังบอกว่าเขาได้ช่วยชีวิตเบงก้าจากมนุษย์กินคน

ก่อนจะเดินทางถึงหมู่บ้านบัตวา ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันหลายสัปดาห์จนคุ้นเคยกัน เมื่อถึงหมู่บ้านบัตวา ชาวบ้านแสดงอาการรังเกียจ “มูซังกู” (ชายผิวขาว”) จนเวอร์เนอร์ไม่สามารถจ้างชาวบ้านคนใดให้เข้าร่วมกับเขาเพื่อเดินทางไปสหรัฐอเมริกาได้ จนกระทั่งเบงกากล่าวว่ามูซังกูช่วยชีวิตเขาไว้ และพูดถึงความสัมพันธ์ดีที่ะรหว่างกัน ชาวบ้านจึงคลายใจลง และมีชาย 4 คนตัดสินใจไปกับพวกเขาในที่สุด เวอร์เนอร์ยังคัดเลือกชาวแอฟริกันคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวปิกมีด้วย เป็นชาย 5 คนจากบาคูบา รวมทั้งลูกชายของกษัตริย์นดอมเบ ผู้ปกครองของบาคูบา เป็นต้น ทั้งหมดจะเดินทางไปเพื่อเป็น “สิ่งจัดแสง” ในงานเวิลด์แฟร์ที่เซนต์หลุยส์
การจัดแสดงมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นแบบนี้ถูกเรียกว่า “สวนสัตว์มนุษย์” (Human zoo) นิยมทำกันในโลกตะวันตกก่อนที่จะตระหนักกันเรื่องสิทธิมนุษยชาติ
ชาวแอฟริกันกลุ่มนี้ถูกพาไปที่เซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ในปลายเดือนมิถุนายน 1904 โดยไม่มีเวอร์เนอร์ เนื่องจากเขาป่วยด้วยโรคมาลาเรีย ตอนนั้นมีอีกง่นหนึ่งคือนิทรรศการจัดซื้อของรัฐลุยเซียนา (The Louisiana Purchase Exposition) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และชาวแอฟริกันก็กลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจในทันที เบงกาได้รับความนิยมเป็นพิเศษ และชื่อของเขาได้รับการรายงานจากสื่อต่างๆ เขามีบุคลิกที่เป็นมิตร และผู้มาเยี่ยมก็อยากเห็นฟันของเขาที่ถูดตะไบจนแหลมคมตอนที่ยังเยาว์วัยเพื่อเป็นการประดับประดาเชิงพิธีกรรมอย่างหนึ่ง

เมื่อกลายเป็น “สิ่งของจัดแสดง” ท่ามกลางสายตาของอเมริกัน ชาวแอฟริกันที่เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการเรียนรู้ที่จะเรียกเก็บเงินสำหรับภาพถ่ายและการแสดง หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งยกย่องเบงกาว่าเป็น “มนุษย์กินคนแอฟริกันแท้เพียงคนเดียวในอเมริกา” และอ้างว่า “[ฟันของเขา] คุ้มกับเงิน 5 เซ็นต์ที่เขาเรียกเก็บสำหรับการแสดงให้ผู้มาเยือนดู”
เมื่อเวอร์เนอร์มาถึงในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาตระหนักว่าชาวแอฟริกันที่เขามาพามีสภาพเป็นนักโทษมากกว่านักแสดง เมื่อจะมีการนำเสนอคนเหล่านี้ในฐานะนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ก็ล้มเลิกไปเช่นกัน จนกระทั่งพวกเขาถูกจับให้แสดงการรบกับชนเผ่าอื่นๆ คือพวกอินเดียนแดงที่ถูกนำมาจัดแสดงเช่นกัน กลายเป็นการจัดแสดงความ “ป่าเถื่อน” ที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นและสนองทัศนะคติที่คิดว่า “คนชนเผ่า” ต้องเป็นคนป่าเถื่อนของคนผิวขาวชาวอเมริกัน
หลังจากนั้น เบงกาเดินทางไปกับเวอร์เนอร์เมื่อเขาส่งชาวแอฟริกันคนอื่นๆ กลับคองโก เขาอาศัยอยู่ท่ามที่หมู่บ้านบัตวาชั่วครู่ในขณะที่ยังคงติดตามเวอร์เนอร์ในการผจญภัยในแอฟริกาของเขา เบงกาเขาแต่งงานกับผู้หญิงชาวบัตวา แต่เขาก็ลงหลักปักฐานไม่ได้อีก เพราะภรรยาเสียชีวิตในเวลาต่อมาเพราะถูกงูกัด เบงการู้สึกผิดที่ผิดทางเมื่อยู่ที่บัตวา เขาจึงตัดสินใจกลับมายังสหรัฐพร้อมกับเวอร์เนอร์
- พระซวีหยุน ผู้กล้าต่อกรกับอำนาจรัฐ-อลัชชีบิดเบือนธรรมวินัย
- จักรพรรดิผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้า เพราะไม่ยอมเป็นข้าฝรั่ง

เวอร์เนอร์พา เบงกาไปที่สวนสัตว์บรองซ์ (Bronx Zoo) ที่นิวยอร์ก ในปี 1906 ผู้อำนวยการสวนสัตว์เริ่มจัดแจงให้เบงกาทำงานดูแลกรงขังสัตว์ อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการฯ เห็นว่าผู้คนให้ความสนใจเบงกามากกว่าสัตว์ในสวนสัตว์ และในที่สุดเขาก็จัดนิทรรศการเพื่อจัดแสดงเบงกาเสียเลยที่สวนสัตว์ เบงกาได้รับอนุญาตให้เดินเตร่ในพื้นที่ แต่ไม่มีบันทึกว่าเขาเคยได้รับค่าจ้างในการทำงานเป็น “ตัวจัดแสดง” ของสวนสัตว์
เพราะเบงกาสนิทสนมกับลิงอุรังอุตังตัวหนึ่งชื่อ Dohong ทำให้มีการจัดแสดงเขาร่วมกันลิงไปพร้อมๆ กันซึ่งหมายความว่าเขาต้องอยู่ในกรงสัตว์ร่วมกับลิง ยิ่งทำให้สภาพของเขาน่าเวนาขึ้นไปอีก ผู้ที่เสนอแนวคิดนี้คือ เมดิสัน แกรนท์ เลขาธิการสมาคมสัตววิทยาแห่งนิวยอร์ก ผู้กล่อมให้สวนสัตว์นำเบงกามาจัดแสดงร่วมกับลิงที่สวนสัตว์บรองซ์ (ต่อมา แกรนท์กลายเป็นคนมีชื่อเสียงระดับประเทศในฐานะนัก “มานุษยวิทยาทางเชื้อชาติ” และ “สุพันธุศาสตร์” ซึ่งทั้งสองเป็นแนวคิดเหยียดเชื้อชาติที่เชื่อว่าคนเชื้อชาติหนึ่งเหนือกว่าชาติอื่น)
ผู้อำนวยการสวนสัตว์ นำเบงกาไว้ในกรงที่มีลิงชิมแปนซี และยังมีลิงอุรังอุตังชื่อ Dohong และนกแก้วอีกตัว และตั้งชื่อเขาว่า The Missing Link (ความเชื่อมโยงที่ขาดหายไป) ซึ่งบ่งบอกว่าในแง่ของวิวัฒนาการแล้ว ชาวแอฟริกันอย่างเบงกานั้นใกล้ชิดกับลิงมากกว่าชาวยุโรป (ซึ่งถือเป็นการเหยียดและทุกวันนี้ก็ยังมีการเหยียดคนแอฟริกันเป็นลิงในหมู่คนบางกลุ่มในบางประเทศก) มีรายงานว่าประชาชนแห่กันไปชมกันล้นหลาม

การนำคนแอฟริกันมาร่วมกรงขังสัตว์และยังจัดแสดงเป็นเหมือนสิ่งของหรือสัตว์ทำให้คนแอฟริกัน-อเมริกันรู้สึกหดหู่ใจมาก นักสอนศาสนาชาวผิวดำที่ชื่อ สาธุคุณ เจมส์ เอช. กอร์ดอน บอกว่า “เราคิดว่าเผ่าพันธุ์ของเรามีความหดหู่มากพอแล้ว โดยไม่ต้องเอาคนของเราไปแสดงร่วมกับลิง … เราคิดว่าเราคู่ควรกับการถูกมองว่าเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ”
หลังกลายเป็นกรณีโต้เถียงกัน เบงกาจึงได้รับอนุญาตให้ออกจากกรุงและเดินเตร่บริเวณสวนสัตว์ได้ แต่เพราะผู้คนที่มาสวนสัตว์ยังมองเขาเป็น “สัตว์” และยุแหย่เขาทำเขาตอบโต้ทีเล่นทีจริงบ้างและบ้างครั้งค่อนข้างรุนแรง
ในที่สุดสวนสัตว์ก็นำเบงกาออกไป เวอร์เนอร์ไม่ประสบความสำเร็จในการหางานใหม่ๆ แต่ทั้งเบงกาและเวอร์เนอร์ตกลงกันว่าเบงกาควรจะอยู่ในสหรัฐต่อไป แต่ในเวลาต่อมาเบงกาได้ไปอยู่ในความดูแลของสาธุคุณกอร์ดอน ซึ่งหาครอบครัวอุปถัมภ์ให้เขาและจัดการครอบฟันที่แหลมคมของเขาเสียให้ดูเป็นปกติเหมือนคนอื่นๆ ในสังคม
เบงกาทำงานในโรงงานยาสูบและเริ่มคิดที่จะกลับแอฟริกาบ้านเกิด แต่ในปี ค.ศ. 1914 เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น การกลับมายังคองโกจึงเป็นไปไม่ได้เนื่องจากการจราจรทางเรือสิ้นสุดลง เบงการู้สึกหดหู่เมื่อความหวังที่จะกลับไปบ้านเกิดของเขาเลือนรางลง
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1916 เขาก็ก่อไฟพิธีตามธรรมเนียมชนเผ่า แล้วดึงเอาที่ครอบฟันสัญลักษณ์ของ “อารยธรรมตะวันตก” ออกไป
แล้วยิงตัวเองเข้าที่หัวใจด้วยปืนพกที่ยืมมา จบชีวิตลงเมื่ออายุได้ 32 หรืออาจจะ 33 ปี
โดย กรกิจ ดิษฐาน
ธุรกิจขุด Bitcoin ความหวังทำเงินง่ายๆ ในเวเนซุเอลา เหมืองแห่งหนึ่งในเวเนซุเอลาจ่ายค่าไฟไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ได้เงินเดือนละ 10,000 ดอลลาร์
เสร็จสิ้น! โครงสร้างหลัก ‘อุโมงค์ทางหลวงใต้น้ำ’ ยาวสุดในจีน




ขณะที่คริปโตใหญ่ๆ กลับมาคึกคักอีกครั้ง มีน้องใหม่ที่มาแรงเหมือนกันและแรงกว่า Dogecoin ซะด้วย
กลุ่มทหารกินีเข้ายึดอำนาจปธน. หลังดำรงตำแหน่งมากว่า 10 ปี ท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าวัคซีน mRNA ป้องกันการติดเชื้อได้ราว 40% เท่านั้นหลังเจอเดลตา แต่กันป่วยหนัก-ตายได้ดี
รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องเศรษฐกิจของจีนย้ำจุดยืนของรัฐบาลหลังมีการล้างบางภาคธุกิจจนอกสั่นขวัยแขวนกันไปทั่ว
อิสราเอลเผยถึงการฉีดวัคซีนเข็ม 4 หลังพลเมืองฉีดเข็ม 3 แล้วกว่า 2.5 ล้านคน
แต่ไรมาสถานทูตจีนไม่ว่าที่ไหนๆ มักจะสงวนท่าทีไม่ออกปากต่อว่า ไม่บ่น ไม่เล่น และไม่ทำงานเชิงรุก แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว สถานทูตจีนในไทยก็เช่นกัน