นายพลอเมริกันชี้อัฟกานิสถาน เสี่ยงเจอสงครามกลางเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662390

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 13:42 น.นายพลอเมริกันชี้อัฟกานิสถาน เสี่ยงเจอสงครามกลางเมืองสงครามกลางเมืองในอัฟกานิสถาน ‘มีแนวโน้ม’ เกิดขึ้นได้ นายพลระดับสูงของสหรัฐชี้

นายพลระดับสูงของสหรัฐฯ กล่าวกับสื่อสหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ ว่าสงครามกลางเมืองในอัฟกานิสถาน “มีแนวโน้ม” จะปะทุ โดยเตือนว่าเงื่อนไขเหล่านั้นอาจส่งผลให้กลุ่มก่อการร้ายในประเทศฟื้นตัวขึ้นมาอีก

เมื่อกองกำลังอเมริกันเริ่มถอนกำลัง ตอลิบานเข้ายึดอัฟกานิสถานในการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ โดยมีเพียงจังหวัดทางเหนือ คือปัญจชีร์เท่านั้นที่ต่อต้านกลุ่มเคร่งศาสนานี้

“การประเมินทางทหารของผม…คือเงื่อนไขมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นสงครามกลางเมือง” พลเอก มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วม บอกกับฟ็อกซ์นิวส์

เขาตั้งคำถามว่ากลุ่มตอลิบาน ซึ่งยังไม่ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาล จะสามารถรวมอำนาจและสร้างการปกครองที่มีประสิทธิภาพได้หรือไม่

“ผมคิดว่าอย่างน้อยมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะเกิดสงครามกลางเมืองในวงกว้าง และนั่นจะนำไปสู่เงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การก่อกำเนิดใหม่ของอัลกออิดะห์ หรือการเติบโตของ ISIS หรือกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ” มิลลีย์กล่าว

พร้อมกับเน้นว่าเขาไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอัฟกานิสถาน กระนั้นเขายังคงประเมินแนวโน้มสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง

“เงื่อนไขเป็นไปได้มาก” มิลลีย์กล่าวกับ Fox News “ว่าคุณจะเห็นการฟื้นคืนชีพของการก่อการร้ายที่ออกมาจากภูมิภาคทั่วไปนั้นภายใน 12, 24, 36 เดือน”

สหรัฐบุกอัฟกานิสถานและโค่นล้มระบอบตาลีบันกลุ่มแรกในปี 2544 ภายหลังการโจมตี 9/11 โดยอัลกออิดะห์ซึ่งกบดานอยู่ในอัฟกานิสถาน

รัฐบาลตะวันตกกลัวว่าอัฟกานิสถานจะกลายเป็นที่หลบภัยสำหรับพวกหัวรุนแรงที่มุ่งโจมตีพวกเขาอีกครั้ง

สหรัฐระบุว่าจะรักษาแสนยานุภาพที่รับมือได้ทันท่วงทีเพื่อโจมตีต่อภัยคุกคามใดๆ ในอัฟกานิสถาน ที่จะมีต่อความมั่นคงของสหรัฐ

TOPSHOT Photo – ขบวนการต่อต้านกลุ่มตอลิบานเข้าร่วมการฝึกทหารที่พื้นที่มาลิมาห์ของอำเภอดาราในจังหวัดปัญจชีร์เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564 หุบเขายังคงเป็นที่ยึดหลักกลุ่มสุดท้ายของกองกำลังต่อต้านตอลิบาน (ภาพโดย Ahmad SAHEL ARMAN / AFP)

จีนออกคำสั่ง ห้ามคนดังชายมีรูปร่างท่าทางเหมือนผู้หญิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662381

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 11:55 น.จีนออกคำสั่ง ห้ามคนดังชายมีรูปร่างท่าทางเหมือนผู้หญิงอีกหนึ่งคำสั่งสำคัญ จีนจัดระเบียบ ‘วงการบันเทิง’ เพื่อการเติบโตที่ดีของคนรุ่นใหม่

ปักกิ่ง, 3 ก.ย. (ซินหัว) — สำนักสารนิเทศแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เปิดเผยว่าการดำเนินการปราบปรามปรากฎการณ์อันไม่เหมาะสมในอุตสาหกรรมความบันเทิงของจีนเมื่อไม่นานนี้ มีขึ้นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการเติบโตที่ดีของทั้งอุตสาหกรรมและคนรุ่นใหม่

สำนักสารนิเทศฯ ระบุว่ามีความจำเป็นต้องบังคับใช้มาตรการที่ครอบคลุมและมุ่งเป้า เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผล กระทบเป็นวงกว้าง อาทิ จ่ายเงินสนับสนุนคนดังมากเกินไป หลีกเลี่ยงภาษี โหมกระพือข้อมูลหยาบคายและคนดังเพศชายที่มีลักษณะเหมือนผู้หญิง เสพติดยอดเข้าชมอย่างไม่สมเหตุสมผล และพฤติกรรมสุดโต่งในการชื่นชมคนดัง ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมและสังคมในขั้นพื้นฐาน

สำนักสารสนเทศฯ ชี้ว่าคนดังที่ขาดคุณธรรมบางกลุ่มเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้คนหนุ่มสาว เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เคารพกฎหมายและประพฤติผิด ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีในสังคม

ทั้งนี้ สำนักสารสนเทศฯ สั่งการให้แพลตฟอร์มความบันเทิงตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่อย่างรอบคอบ และส่งเสริมธุรกิจในอุตสาหกรรมความบันเทิงรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo – AFP PHOTO / WANG ZHAO

จีนเดินเครื่องปฏิรูปวัฒนธรรม ถึงคราวจัดระเบียบนักเขียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662379

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 11:20 น.จีนเดินเครื่องปฏิรูปวัฒนธรรม ถึงคราวจัดระเบียบนักเขียนสำนักข่าวซินหัวรายงาน จีนกระตุ้น ‘นักเขียน’ ยึดมั่นจรรยาบรรณ รับผิดชอบสังคม

ปักกิ่ง, 4 ก.ย. (ซินหัว) — สมาคมนักเขียนแห่งประเทศจีน (CWA) ออกแนวปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างจรรยาบรรณในวิชาชีพและการรู้รับผิดชอบต่อสังคมในหมู่นักเขียน

แนวปฏิบัติที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (2 ก.ย.) เรียกร้องนักเขียนยึดแนวทางที่ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้ชีวิตของคนธรรมดาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราว และสร้างงานวรรณกรรมที่สะท้อนเสียงของประชาชน

นอกจากนั้นสมาคมฯ จะปรับปรุงการจัดการสมาชิกทั่วประเทศ รวมถึงตักเตือนและอบรมสั่งสอนนักเขียนที่ไร้จรรยาบรรณ ตลอดจนสร้างกติกาควบคุมระเบียบวินัยในตนเองด้านจรรยาบรรณในวิชาชีพของการผลิตงานวรรณกรรมออนไลน์

(แฟ้มภาพซินหัว : ร้านหนังสือในนครฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 22 เม.ย. 2021)

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เราควรกังวลกับสายพันธุ์ “มิว” (Mu variant) หรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662377

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 10:52 น. เราควรกังวลกับสายพันธุ์ "มิว" (Mu variant) หรือไม่?การปราฏตัวของ “มิว” กำลังทำให้โลกหวั่นใจ มันกำลังค่อยๆ ระบาดในสหรัฐจนเกือบทั่วแล้ว

1. สายพันธุ์มิว (Mu) หรือที่เรียกว่าสาย B.1.621 หรือ VUI-21JUL-1 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของโคโรนาไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ตรวจพบครั้งแรกในโคลัมเบียในเดือนมกราคม 2564 และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจ (VOI) แต่ยังไม่ใช่ตัวแปรที่น่าเป็นห่วง เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564

2. WHO กล่าวว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการดื้อต่อวัคซีนในปัจจุบันและเน้นว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจดีขึ้น มีรายงานการระบาดของสายพันธุ์มิวในอเมริกาใต้และยุโรป สาย B.1.621 มีสายย่อย B.1.621.1 ซึ่งตรวจพบแล้วในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก และเสนอให้เรียกชื่อง่ายๆ ว่า “Mu variant”

3. จีโนม Mu มีจำนวนการกลายพันธุ์ทั้งหมด 21 ครั้ง แต่การกลายพันธุ์ของไวรัสไม่ใช่เรื่องใหม่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีผลสืบเนื่อง แต่บางส่วนสามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเพื่อทำให้ไวรัสเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้น หรือหลีกเลี่ยงการรักษาหรือผลต้านทานของวัคซีนได้

4. การศึกษาหนึ่งในห้องแล็บในกรุงโรมได้ทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีน BioNTech-Pfizer กับสายพันธุ์มิวและพบว่า “แม้จะมีการกลายพันธุ์หลายครั้งในสไปค์ แต่สายพันธุ์มิว (SARS-CoV-2 Mu) นั้นถูกทำให้เป็นกลางโดยแอนติบอดีที่กระตุ้นด้วยวัคซีนของ Pfizer ” ด้วยประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์อื่น หมายความว่าวัคซีนของ Pfizer เอามันอยู่แต่ด้วยประสิทธิภาพที่ลดลง

5. ผลการทดลองนี้ทำให้ทีมนักวิจัยเน้นถึง “ความสำคัญของการกักกันผู้คนอย่างเหมาะสมหลังจากเดินทางไปต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของสาย SARS-CoV-2 ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ไปยังประเทศต่างๆ” และแม้จะมีการทดลองดังกล่าวแต่ก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าสายพันธุ์มิว จะสามารถหลบเลี่ยงการป้องกันจากวัคซีนได้หรือไม่

6. อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Lancet Infectious Diseases เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์มิว มี “สองกรณีที่สามารถหลบเลี่ยงวัคซีนได้” โดยรายงานชี้ว่า การกลายพันธุ์ของสไปค์หลายครั้งภายในมิว “มีรายงานว่ามีการลดของการทำให้เป็นกลางโดยแอนติบอดี” (การทำให้เป็นกลางก็คือการทำให้ไวรัสเป็นศูนย์นั่นเอง)

7. รายงานยังระบุว่า ยังพบว่ามีการกลายพันธุ์ของมิวในสไปค์เดียวกันที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของวัคซีนที่อ่อนแอลงในสายพันธุ์เบตา และตามรายงานของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป สายพันธุ์มิวยังมีการกลายพันธุ์ซึ่งพบได้ในตัวสายพันธุ์เดลตา

8. การศึกษาก่อนพิมพ์เผยแพร่ฉบับหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยนักวิชาการในวงการกล่าวว่าแม้ว่าสายพันธุ์มิวยังไม่ได้รับการจัดประเภทเป็น ‘ตัวแปรที่น่ากังวล’ โดย WHO การกลายพันธุ์ที่พบในสายพันธุ์ B.1.621 อาจมี “ผลกระทบที่เสริมฤทธิ์กันต่อคุณลักษณะต่างๆ เช่น การลดการป้องกันที่เกิดจากวัคซีนจากโรคร้ายแรง การแพร่เชื้อที่เพิ่มขึ้น และความรุนแรงของโรค”

9. อาการหลักของ COVID-19 ตามที่ระบุโดยสำนักงานบนิการสาธารณสุขแห่งชาติของอังกฤษ มีดังนี้ 1) อุณหภูมิสูง สัมผัสที่หน้าอกหรือหลัง 2) อาการไอต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าหนึ่งชั่วโมง หรือไอยาวๆ ต่อเนื่อง 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง 3) สูญเสียหรือเปลี่ยนความรู้สึกรับกลิ่นหรือรส

10. สำหรับประวัติการระบาด มิวได้รับการรายงานครั้งแรกในโคลัมเบียในเดือนมกราคมและเราพบในเอกวาดอร์ในเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นก็ได้รับความสนใจของเราเนื่องจากมีการกลายพันธุ์หลายอย่างที่คล้ายกับเบตา และบางตัวมีความคล้ายกับสายพันธุ์ไอโอตา, เดลตา, อัลฟา และอีตา

11. เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ญี่ปุ่นยืนยันผู้ติดเชื้อมิว 2 รายแรก พบมิวในผู้หญิงอายุ 40 ปี ซึ่งเดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันที่ 26 มิถุนายน ผู้หญิงอีกคนหนึ่งอายุ 50 ปี ซึ่งเดินทางถึงญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม สหราชอาณาจักรก็พบมิวเช่นกัน ผู้ป่วยทั้งสองไม่มีอาการ

12. วันที่ 2 กันยายน ศูนย์บัญชาการแพร่ระบาดกลาง (CECC) ได้ประกาศพบกรณีมิวครั้งแรกของไต้หวันผู้ป่วยเป็นหญิงชาวไต้หวันในวัย 60 ปีที่กลับมาจากสหรัฐอเมริกาและได้รับวัคซีน Pfizer 2 โดสแล้ว เธอได้รับ Pfizer เข็มแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม และครั้งที่สองในวันที่ 26 กรกฎาคม เมื่อเธอกลับมาที่ไต้หวันในวันที่ 3 สิงหาคม เธอไม่รายงานอาการใดๆ แต่การทดสอบที่สนามบินเปิดเผยว่าเธอติดเชื้อโควิด

13. วันที่ 3 กันยายน ฮ่องกงยืนยัน 3 รายแรกที่ติดเชื้อมิว ผู้ป่วย 2 ราย เป็นชายอายุ 19 ปี และหญิงอายุ 22 ปี บินมาจากโคลอมเบียและได้รับการยืนยันว่าติดมิว เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นหญิงอายุ 26 ปี เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา เธอได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม

14. เกาหลีใต้ยืนยันผู้ติดเชื้อมิวคนแรกของประเทศ สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี (KDCA) กล่าวว่ามีผู้ติดเชื้อมิว 3 กรณีนำเข้าจากเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และโคลอมเบีย

Photo – Courtesy C. Goldsmith, P. Feorino, E. L. Palmer, W. R. McManus/CDC

CDC ชี้เดลตาไม่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นในเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662355

วันที่ 04 ก.ย. 2564 เวลา 18:30 น.CDC ชี้เดลตาไม่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นในเด็กข้อมูลของ CDC เผยเดลตาไม่ทำให้อาการในเด็กรุนแรงขึ้น

การวิจัยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) พบว่า Covid-19 สายพันธุ์เดลตาไม่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นในเด็ก และยังพบอีกว่าระหว่างวันที่ 20 มิ.ย.-31 ก.ค. 2021 วัยรุ่นที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีแนวโน้มจะต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่าวัยรุ่นที่ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 10 เท่า

CDC วิเคราะห์เวชระเบียนจากพื้นที่ที่ครอบคลุมราว 10% ของประชากรทั้งหมดของสหรัฐตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2020-14 ส.ค. 2021 ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาก่อนที่เดลตาระบาดและหลังจากเดลตากลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในสหรัฐตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.เป็นต้นมา

จำนวนผู้ป่วย Covid-19 อายุ 0-17 ปีรายสัปดาห์อยู่ในระดับต่ำสุดตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.-3 ก.ค. คือ 0.3 ต่อ 100,000 คน ก่อนจะเพิ่มเป็น 1.4 ต่อ 100,000 คนตั้งแต่วันที่ 8-14 ส.ค. หรือเพิ่มขึ้น 4.7 เท่า โดยมีตัวเลขวัยรุ่นเข้ารักษาในโรงพยาบาลสูงสุดในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ม.ค. 1.5 ต่อ 100,000 คน ในช่วงที่สายพันธุ์อัลฟาระบาดในระลอกฤดูหนาว

สถิตินี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่พบว่า เด็กอายุ 12-17 ปี และ 0-4 ปี มีความเสี่ยงต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่าเด็กอายุ 5-11 ปี

หลังจากตรวจสอบเวชระเบียนจำนวน 3,116 ชิ้นก่อนสายพันธุ์เดลตาระบาด และนำมาเปรียบเทียบกับเวชระเบียน 164 ชิ้นในช่วงที่สายพันธุ์เดลตาระบาด เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่มีอาการรุนแรงไม่แตกต่างกันมากนักคือ ผู้ป่วยเด็กที่ต้องเข้ารักษาในไอซียูอยู่ที่ 26.5% ก่อนเดลตาระบาด และ 23.2% หลังเดลตาระบาด

ส่วนเด็กที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ที่ 6.1% ก่อนเดลตาระบาด และ 9.8% หลังเดลตาระบาด และการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.7% ก่อนเดลตาระบาด และ 1.8% หลังเดลตาระบาด ซึ่งความแตกต่างนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นถึงระดับที่มีนัยสำคัญในทางสถิติ

อย่างไรก็ดี ตัวเลขของเด็กที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลในช่วงหลังเดลตาระบาดมีค่อนข้างน้อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์มั่นใจมากขึ้นเกี่ยวกับข้อสรุปนี้

นอกจากนี้ CDC ยังเน้นย้ำให้เห็นถึงประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาลในเด็กระหว่างที่เดลตาระบาด

โดยระหว่างวันที่ 20 มิ.ย.-31 ก.ค. ในจำนวนวัยรุ่นที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลด้วย Covid-19 68 คน 59 คนยังไม่ได้ฉีดวัคซีน 5 คนฉีดวัคซีนยังไม่ครบโดส และอีก 4 คนฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

ซึ่งหมายความว่า วัยรุ่นที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีโอกาสต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 10.1 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ฉีดวัคซีนแล้ว

Photo by ADALBERTO ROQUE / AFP

Ethereum พุ่งทะลุ 4,000 เหรียญหลังอัพเกรดครั้งใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662351

วันที่ 04 ก.ย. 2564 เวลา 16:40 น.Ethereum พุ่งทะลุ 4,000 เหรียญหลังอัพเกรดครั้งใหญ่หลังอัพเกรดไปเมื่อเดือนที่แล้ว ราคา Ethereum ก็พุ่งเกิน 4,000 เหรียญสหรัฐ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ราคา Ethereum (ETH) เหรียญดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Bitcoin พุ่งขึ้นไปแตะ 4,027 เหรียญสหรัฐ หลังจากทำการอัพเกรดครั้งใหญ่ (London Hard Fork) เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา

โดยราคาในตลาดฮ่องกง ณ เวลา 12.06 น.ของวันนี้ตกลงมาที่ 3,914 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการซื้อขายในระดับใกล้จุดสูงสุดที่ทำไว้เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่สิ้นเดือน ก.ค. ราคา Ethereum พุ่งขึ้นกว่า 50% เนื่องจากการอัพเกรดครั้งใหญ่มีการทำลายทิ้งหรือเบิร์นเหรียญที่เป็นค่าธรรมเนียมออกจากเครือข่ายเพื่อควบคุมปริมาณ ซึ่ลดการหมุนเวียนของเหรียญในตลาด

ทีมคริปโตของ Fundstrat ระบุว่า นับตั้งแต่มีการอัพเกรด EIP-1559 เมื่อ 1 เดือนก่อน เหรียญ Ethereum มูลค่ากว่า 180,000 เหรียญสหรัฐ (หรือ 700 ล้านเหรียญสหรัฐตามมูลค่าตลาดปัจจุบัน) ถูกทำลายทิ้ง ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่ออุปทาน Ethereum อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จากข้อมูลของ Coingecko.com คริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ยังราคาพุ่งด้วยเช่นกัน อาทิ Solana ซึ่งตอนนี้เป็นเหรียญดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ราคาพุ่งขึ้น 68% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา และ Polkadot พุ่งขึ้น 27%

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

สายการบินแห่งชาติฟิลิปปินส์ประกาศล้มละลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662342

วันที่ 04 ก.ย. 2564 เวลา 14:40 น.สายการบินแห่งชาติฟิลิปปินส์ประกาศล้มละลายสายการบิน ฟิลิปปินส์ แอร์ไลนส์ ยื่นขอล้มละลายหลังเจอพิษโควิด

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สายการบิน Philippines Airlines ยื่นล้มละลายภายใต้กฎหมายล้มละลายมาตรา 11 ของสหรัฐต่อศาลในนิวยอร์กเพื่อปรับโครงสร้างกิจการ ท่ามกลางความพยายามเอาตัวรอดจากวิกฤต Covid-19 ที่กระทบการท่องเที่ยวทั่วโลก

การยื่นล้มละลายของ Philippines Airlines ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติเปิดทางให้สายการบินปรับโครงสร้างสัญญาและลดหนี้ลงอย่างน้อย 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะลดขนาดฝูงบินลง 25% โดยหลังจากพ้นจากกระบวนการล้มละลายจะมีเงินทุนราว 655 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ PAL Holdings ซึ่งเป็นบริษัทแม่จะจัดหาเงินกู้และตราสารหนี้ระยะยาวรวมมูลค่า 505 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะได้เงินในรูปแบบของเงินกู้อีก 150 ล้านเหรียญสหรัฐจากนักลงทุนรายใหม่หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการปรับโครงสร้าง

ลูซิโอ ตัน ประธานและซีอีโอของสายการบินเผยว่า แผนการปรับโครงสร้างจะช่วยให้สายการบินฝ่าฟันผลกระทบที่ไม่คาดฝันจากการระบาดที่ทำให้ธุรกิจทุกภาคส่วนหยุดชะงัก โดยเฉพาะธุรกิจสายการบิน และกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในระยะยาว

ปริมาณการบินของฟิลิปปินส์ลดลงถึง 75% จากที่มีผู้โดยสารราว 30 ล้านคนในปี 2019 เหลือ 7 ล้านคนเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทาง ขณะที่สายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินกว่า 80,000 เที่ยวบิน สูญเสียรายได้ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งยังต้องเลิกจ้างพนักงาน 2,300 คน

ขณะที่ผู้ถือหุ้นหลักอัดฉีดเงินช่วยเหลือสภาพคล่องฉุกเฉินกว่า 130 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งนำทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นออกขายอีกกว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะนี้สายการบินทำการบิน 21% ของเที่ยวบินทั้งหมดก่อน Covid-19 ระบาด ใน 70% ของจุดหมายปลายทางปกติ

ทั้งนี้ ก่อนที่ Covid-19 จะระบาด PAL Holdings ประสบปัญหาขาดทุนตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2017 และในปี 2020 ขาดทุนถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับ 517 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019

REUTERS/Romeo Ranoco

Alibaba เตรียมบริจาคกว่า 5 แสนล้านบาทหนุนแนวคิดสีจิ้นผิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662332

วันที่ 04 ก.ย. 2564 เวลา 12:49 น.Alibaba เตรียมบริจาคกว่า 5 แสนล้านบาทหนุนแนวคิดสีจิ้นผิงAlibaba รับปากบริจาคกว่า 500,000 ล้านบาทสนับสนุนแนวคิด “เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” ของสีจิ้นผิง

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Alibaba Group Holding ให้สัญญาว่าจะบริจาคเงิน 100,000 ล้านหยวน หรือ 503,292 ล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ เพื่อสนับสนุนโครงการ “เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

Zhejiang Daily สื่อท้องถิ่นซึ่งเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงของรัฐบาลระบุว่า เงินบริจาคจาก Alibaba จะแบ่งไปสนับสนุนโครงการ 10 โครงการที่ครอบคลุมการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนสำหรับบริษัทขนาดเล็ก โดย 20% ของเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะเข้าสู่โครงการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของนครเซี่ยงไฮ้ และเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Alibaba

ด้านตัวแทนของ Alibaba ยืนยันรายงานข่าวดังกล่าวโดยไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ Alibaba เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีล่าสุดที่ร่วมบริจาคเงินให้กับโครงการของพรรคคอมมิวนิสต์ ก่อนหน้านี้ Pinduoduo อีคอมเมิร์ซที่เป็นคู่แข่งกับ Alibaba ให้คำมั่นว่าจะบริจาคกำไร 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 48,720 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนสวัสดิการของเกษตรกร

ส่วน Tencent Holdings บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของจีน ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะเพิ่มเงินบริจาคสำหรับโครงการรับผิดชอบต่อสังคมอีก 1 เท่าตัวเป็น 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 48,720 ล้านบาท

เช่นเดียวกับ โคลิน หวง จาก PDD, จางอีหมิง ของ ByteDance และเหลยจวิน ของ Xiaomi Corp ที่ควักเงินก้อนใหญ่บริจาคให้รัฐบาลจีน ซึ่งบังเอิญใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่รัฐบาลจีนเข้ามาจัดระเบียบบริษัทเทคเจ้าใหญ่ตั้งแต่ Tencent ไปจนถึง Alibaba ซึ่งถูกสั่งปรับ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 90,944 ล้านบาทในข้อหาผูกขาดการค้า

จากข้อมูลของ Bloomberg พบว่า ปีนี้บรรดาบริษัทใหญ่ๆ และมหาเศรษฐีจีนให้สัญญาว่าจะบริจาคเงินจากผลประกอบการของบริษัท มูลนิธิ หรือทรัพย์สินส่วนตัวรวมมากกว่า 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.202 ล้านล้านบาทให้รัฐบาลจีน

อย่างไรก็ดี ข่าวการบริจาคดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัททั้ง 7 แห่งถูกเทขายเนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการบริจาคจะมีผลกระทบต่อกำไรในอนาคต โดยหุ้นของ Alibaba ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงร่วง 3.6%

AFP PHOTO / MANAN VATSYAYANA

สถานทูตจีนค้านด้อยค่า Sinovac ชี้ทำร้ายความหวังดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662326

วันที่ 04 ก.ย. 2564 เวลา 10:50 น.สถานทูตจีนค้านด้อยค่า Sinovac ชี้ทำร้ายความหวังดี   สถานทูตจีนในประเทศไทยโพสต์เฟซบุ๊คคัดค้านการกล่าวหาวัคซีนจีนโดยไร้เหตุ  

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เรียกร้องให้หยุดการด้อยค่าวัคซีนของ Sinovac ชี้เป็นการทำร้ายความหวังดี ไม่เคารพในข้อมูลวิทยาศาสตร์และความเป็นจริง

ข้อความในเฟซบุ๊คระบุว่า คัดค้านการกล่าวหาวัคซีนจีนโดยไร้เหตุ โดยโฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทย

“ปีนี้  ประเทศจีนได้ส่งมอบวัคซีนให้กับประเทศไทยในโอกาสแรก เพื่อเป็นการสนับสนุนประเทศไทยในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 โดยได้พยายามเอาชนะกับความยากลำบากที่ความต้องการในการใช้วัคซีนภายในประเทศยังสูงอยู่ และจำนวนวัคซีนที่ผลิตยังไม่เพียงพอ ซึ่งวัคซีนจีนทุกโดสก็เป็นมิตรไมตรีจิตรอันจริงใจที่รัฐบาลและประชาชนจีนมีต่อรัฐบาลและประชาชนไทย

วัคซีนที่ฝ่ายจีนส่งมอบให้ฝ่ายไทยนั้น ได้รับการอนุมัติโดยองค์การอนามัยโลกให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินได้ และได้ผ่านการวิจัยและทดลองในมนุษย์ในระยะต่าง ๆ ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการอาหารและยาของไทยอย่างเคร่งครัด เป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิผลและมีการรับรองคุณภาพ

การกลายพันธุ์ของตัวไวรัสโคโรนาเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่บริษัทผลิตวัคซีนของจีนติดตามโดยตลอด บริษัทซิโนแวคได้ทำการทดสอบแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ระหว่างเซรั่มของผู้ฉีดวัคซีนซิโนแวคกับไวรัสกลายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งก็ได้ผลออกมาอย่างดี

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของประเทศชิลีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ประสิทธิผลของวัคซีนซิโนแวคในการป้องกันการรักษาที่โรงพยาบาล อาการหนักและเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 86%

ผลการวิจัยของรัฐบาลอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม แสดงให้เห็นว่า ประสิทธิผลของวัคซีนซิโนแวคในการป้องกันการรักษาที่โรงพยาบาลและเสียชีวิตได้ถึง 92% และ 95% ซึ่งข้อมูลดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่าวัคซีนซิโนแวคมีประสิทธิผลในการป้องกันไวรัสกลายพันธุ์เป็นอย่างดี  ไม่ใช่วัคซีน “คุณภาพต่ำ” ตามที่กล่าวหาอย่างแน่นอน

เมื่อเร็วๆ นี้  บางคนและบางองค์การของประเทศไทยได้ด้อยค่าและใส่ร้ายวัคซีนจีนโดยไม่มีเหตุผลใดๆ ซึ่งเป็นการกล่าวหามุ่งร้ายที่ไม่เคารพข้อมูลวิทยาศาสตร์และความเป็นจริง และเป็นการทำร้ายความหวังดีของฝ่ายจีนในการสนับสนุนประชาชนไทยต่อสู้กับโรคระบาด สถานทูตจีนจึงขอคัดค้านอย่างเด็ดขาด และเรียกร้องให้บุคคลและองค์การที่เกี่ยวข้องยุติการกระทำผิดอย่างร้ายแรงเช่นนี้

ฝ่ายจีนยินดีที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทยต่อไป โดยยึดมั่นในความจริงใจและความหวังดีอย่างมากที่สุด ให้ความช่วยเหลือกับฝ่ายไทยในการต่อสู้กับโรคระบาด  หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะเอาชนะกับโรคโควิด-19 โดยเร็ว  และกลับคืนสู่ภาวะปกติในการดำรงชีวิตและทำงานในเร็ววัน”

Photo by Handout / THAI AIRWAYS / AFP

ภัยพิบัติจากโลกร้อนเพิ่มขึ้น 5 เท่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662296

วันที่ 03 ก.ย. 2564 เวลา 18:51 น.ภัยพิบัติจากโลกร้อนเพิ่มขึ้น 5 เท่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เผย 50 ปีที่ผ่านมาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้น 5 เท่า 

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาภัยพิบัติทางสภาพอากาศ อาทิ น้ำท่วม คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เกิดเพิ่มขึ้น 5 เท่า และสร้างความเสียหายมากขึ้น 7 เท่า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 2 ล้านคน และสร้างความเสียหายรวมทั้งหมด 3.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  

WMO ตรวจสอบการเสียชีวิตและความเสียหายทางเศรษฐกิจจากสภาพดินฟ้าอากาศ น้ำ และสภาพอากาศสุดขั้วที่เคยเกิดขึ้นกว่า 11,000 ครั้งตั้งแต่ปี 1970-2019 โดยใช้ข้อมูลจากศูนย์วิจัยระบาดวิทยาด้านภัยพิบัติของเบลเยียม

พบว่าในช่วงทศวรรษ 1970 โลกเผชิญภัยพิบัติด้านสภาพอากาศเฉลี่ยปีละ 711 ครั้ง แต่นับตั้งแต่ปี 2000-2009 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มเป็น 3,536 ครั้ง หรือเฉลี่ยวันละ 10 ครั้ง โดยในช่วงทศวรรษ 2010 ตัวเลขลดลงเล็กน้อยเหลือ 3,165 ครั้ง บ่งชี้ว่าภัยพิบัติดังกล่าวเกิดถี่ขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน

ส่วนความเสียหายเป็นตัวเงินนั้น ในช่วงทศวรรษ 1970 ภัยพิบัติทางธรรมชาติสร้างความเสียหายทั่วโลกราว 175,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (เมื่อปรับค่าเงินให้เท่ากับค่าเงินของปี 2019) และเพิ่มขึ้นเป็น 1.38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงตั้งแต่ปี 2010-2019 ซึ่งเป็นช่วงที่พายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ มาเรีย เออร์มา พัดถล่มสหรัฐ

ทว่าแม้ว่ามูลค่าความเสียหายและความถี่จะเพิ่มขึ้น แต่ยอดผู้เสียชีวิตจ่อปีลดลงจากมากกว่า 50,000 คนในช่วงทศวรรษ 1970 เหลือราว 18,000 ในช่วงทศวรรษ 2010 ซึ่งบ่งบอกว่าการวางแผนรับมือที่ดีขึ้นได้ผล

รายงานระบุอีกว่า กว่า 91% ของผู้เสียชีวิตกว่า 2 ล้านคนอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเพียงครึ่งหนึ่งของประเทศสมาชิก WMO ซึ่งมีทั้งหมด 193 ประเทศที่มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า

เปตเตริ ตาลาส เลขาธิการ WMO เผยว่า “ต้องขอบคุณการปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้าที่ช่วยให้เราลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติเหล่านี้ได้ แต่ข่าวร้ายคือความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”

ตาลาสเผยอีกว่า เราจะเห็นสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และแนวโน้มเชิงลบนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงศตวรรษหน้า

ทั้งนี้ ภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายเป็นตัวเงินมากที่สุด 5 อันดับนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ล้วนเป็นพายุเฮอร์ริเคนในสหรัฐ โดยเฮอร์ริเคนแคทรินาเมื่อปี 2005 มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด 163,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนภัยพิบัติที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุด 5 อันดับแรกอยู่ในแอฟริกาและเอเชีย โดยภัยแล้งในเอธิโอเปียเมื่อปี 1983 และพายุไซโคลนโบลาที่บังกลาเทศในปี 1970 เป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือ 300,000 คน

Photo by Branden Eastwood / AFP (ภาพความเสียหายจากพายุเฮอร์ริเคนไอดาที่ถล่มย่านมัลลิกาฮิลล์ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐ)