เผยสหรัฐทิ้งวัคซีนกว่า 15 ล้านโดสภายในไม่กี่เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662159

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 15:40 น.เผยสหรัฐทิ้งวัคซีนกว่า 15 ล้านโดสภายในไม่กี่เดือนสหรัฐทิ้งวัคซีนโควิด-19 ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 15.1 ล้านโดสนับตั้งแต่เดือนมี.ค.

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างอิงรายงานของเอ็นบีซีนิวส์ระบุว่าสหรัฐทิ้งวัคซีนโควิด-19 ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 15.1 ล้านโดส นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก

รายงานยังกล่าวอีกว่าจำนวนวัคซีนที่ถูกทิ้งไปอาจมีมากกว่านี้ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวนับรวมเฉพาะที่ได้รับรายงานจากบรรดาร้านขายยา รัฐต่างๆ และผู้ให้บริการวัคซีนรายอื่นๆ ขณะที่มีอย่างน้อย 7 รัฐ และหน่วยงานรัฐที่สำคัญอีกหลายแห่งไม่ปรากฏในข้อมูลดังกล่าว

สาเหตุที่จำเป็นต้องทิ้งวัคซีนเหล่านั้นมีหลายประการด้วยกัน อาทิ ขวดวัคซีนมีรอยแตก, ความผิดพลาดในการเจือจางวัคซีน, ตู้แช่วัคซีนทำงานผิดปกติ และปริมาณวัคซีนเหลือในขวดมากกว่าจำนวนผู้เข้ารับการฉีดวัคซีน ซึ่งไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เนื่องจากวัคซีนต้องใช้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเจาะฝาแล้ว

ข่าวดังกล่าวมีขึ้นขณะที่อีกหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนวัคซีน โดยข้อมูลจาก Our World in Data ชี้ว่าประชากรในทวีปแอฟริกาได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเพียง 2.8% เท่านั้น

ในทางกลับกันสหรัฐได้ให้วัคซีนแก่ประชาชนไปแล้วราว 440 ล้านโดส โดยมีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 53% ของประชากรทั้งประเทศกว่า 3 ร้อยล้านคน

ขณะที่ชาวอเมริกันกว่าล้านคนได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 แล้ว โดยสหรัฐพิจารณาฉีดให้แก่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเป็นกลุ่มแรก และวางแผนจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนทุกคนในปลายเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม สหรัฐให้คำมั่นว่าจะบริจาควัคซีนประมาณ 600 ล้านโดสให้แก่ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ โดยได้บริจาคไปแล้ว 110 ล้านโดสเมื่อต้นเดือนส.ค. ที่ผ่านมา

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

จีนไล่เช็กบิล Didi-Meituan สั่งหยุดใช้แท็กติกสกัดคู่แข่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662150

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 14:28 น.จีนไล่เช็กบิล Didi-Meituan สั่งหยุดใช้แท็กติกสกัดคู่แข่ง จีนเรียกแอพเรียกรถเจ้าใหญ่ รวมทั้ง Didi-Meituan เข้าพบสั่งเร่งแก้ไขข้อบกพร่องภายในสิ้นปี 

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องของจีนเรียกผู้บริหารแอพพลิเคชั่นเรียกรถสาธารณะ 11 บริษัท รวมทั้ง Didi, Meituan, Alibaba และ Amap ผู้ให้บริการแผนที่และระบบนำทางเข้าพบ เพื่อแจ้งว่าบริษัทเหล่านี้ขัดขวางการแข่งขันที่เป็นธรรม และละเมิดผลประโยชน์ของพนักงานขับรถและผู้โดยสาร ทั้งยังผลักภาระความเสี่ยงในการดำเนินการไปยังพนักงานขับรถ 

กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำว่าผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถสาธารณะละเมิดกฎหลายข้อ รวมทั้งการรับคนขับที่ไม่มีใบขับขี่เข้าทำงาน และยังออกคำสั่งให้บริษัทเหล่านี้ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ให้มากขึ้น ปรับลดการหักเงินจากการทำรายการ โดยทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายในสิ้นปีนี้

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางการจีนสั่งตรวจสอบบริษัท Didi หลังจากที่บริษัทระดมเงินลงทุนจากการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้กว่า 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยการสั่งห้ามบริษัทเทคโนโลยีที่ครอบครองข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไว้จำนวนมากทำ IPO ในตลาดหุ้นต่างประเทศ

การให้บริการผ่านแอพพลิเคชันในจีนมีบทบาทในแทบจะทุกแง่มุมชีวิตของชาวจีน ทั้งยังแข่งขันกันอย่างดุเดือดด้วยการแจกส่วนลดและโปรโมชันเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากคู่แข่ง

ญี่ปุ่นพบโควิดสายพันธุ์ ‘มิว’ ครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662130

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ญี่ปุ่นพบโควิดสายพันธุ์ 'มิว' ครั้งแรก โควิด-19 สายพันธุ์ ‘มิว’ มาถึงญี่ปุ่นแล้ว หลังระบาดในอเมริกาใต้และยุโรป

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. Japan Times รายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นแถลงถึงการตรวจพบโควิด-19 สายพันธุ์มิว (Mu) ซึ่งองค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่ที่น่าจับตามอง (variant of interest) จากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 2 ราย

ผู้ป่วยรายแรกเป็นหญิงวัย 40 ปีซึ่งเดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. และอีกรายเป็นหญิงวัย 50 ปี เดินทางมาจากสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 5 ก.ค. โดยทั้งคู่ไม่แสดงอาการป่วย

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์มิวหรือ B.1.621 พบครั้งแรกในประเทศโคลอมเบียเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดในแถบอเมริกาใต้และยุโรป ซึ่งขณะนี้พบการแพร่ระบาดของมิวแล้วอย่างน้อย 40 ประเทศ

โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มที่จะมีคุณสมบัติในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน หรือดื้อต่อวัคซีน

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่เชื้อ และความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว

Photo by Yuki IWAMURA / AFP

เกาหลีเหนือ บอกปัดไม่เอา ‘ซิโนแวค’ 3 ล้านโดส จากยูนิเซฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662142

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 12:50 น.เกาหลีเหนือ บอกปัดไม่เอา 'ซิโนแวค' 3 ล้านโดส จากยูนิเซฟองค์กรยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ออกมาเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอของยูนิเซฟ ในการจัดส่งวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) จากจีนราว 3 ล้านโดส โดยระบุว่า ควรนำวัคซีนไปให้กับกลุ่มประเทศอื่น ๆ ที่กำลังประสบปัญหาดีกว่า 

ทั้งนี้ ในช่วงที่วัคซีนอยู่ในภาวะขาดแคลนไปทั่วโลก ยูนิเซฟได้รับหน้าที่จัดสรรวัคซีนของโครงการโคแวกซ์ (COVAX) ให้กับกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ ขณะเดียวกันในเวลานี้ เกาหลีเหนือ เป็นประเทศที่ไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เลยแม้แต่รายเดียว จากการปิดพรมแดน และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดในประเทศ

สถาบันกลยุทธ์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยท่าทีของเกาหลีเหนือในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่าเกาหลีเหนือไม่ต้องการวัคซีนจากประเทศจีนเนื่องจากประเด็นเรื่องประสิทธิภาพที่อาจไม่เพียงพอ แต่แสดงความสนใจวัคซีนจากรัสเซีย ขณะที่ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา รัฐบาลโสมแดงเคยปฏิเสธการจัดส่งวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า (Astrazenega) มาแล้ว เนื่องจากกังวลเรื่องผลข้างเคียง

นอกจากนี้สำนักข่าว Reuter ยังระบุว่า หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยและอุรุกวัย เริ่มใช้วัคซีนตัวอื่นมาฉีดกระตุ้นให้กับผู้ที่รับวัคซีนของซิโนแวคไปแล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันให้มากขึ้นกว่าการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม

อ้างอิง

https://www.reuters.com/world/asia-pacific/north-korea-turns-down-sinovac-covid-19-vaccine-doses-wsj-2021-09-01/?fbclid=IwAR1dEcBG2HXtqy1GA6jmXGwj7gzQKvhuAGpOe-LNgrD_8rKv9VvOZn9yDAY

ภาพ KIM Won Jin / AFP

เจ้าหญิงมาโกะเตรียมแต่งงานสิ้นปี ไม่รับเงินราชวงศ์ 44.2 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662125

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.เจ้าหญิงมาโกะเตรียมแต่งงานสิ้นปี ไม่รับเงินราชวงศ์ 44.2 ล้านบาทเจ้าหญิงมาโกะของญี่ปุ่นเตรียมเสกสมรสสิ้นปีนี้โดยจะไม่จัดงานและไม่รับเงินราชวงศ์กว่า 44 ล้านบาท

สำนักข่าว Kyodo รายงานว่า เจ้าหญิงมาโกะ พระธิดาของมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ ซึ่งเป็นพระอนุชาของจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น จะเข้าพิธีเสกสมรสกับ เคอิ โคมุโระ แฟนหนุ่มซึ่งเป็นสามัญชนในสิ้นปีนี้ จากนั้นจะพากันไปใช้ชีวิตที่นิวยอร์กของสหรัฐ

การเสกสมรสครั้งนี้จะไม่มีการจัดงานพิธีตามธรรมเนียมนั่นคือ การแลกเปลี่ยนของหมั้นและเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี ซึ่งเจ้าหญิงมาโกะจะเป็นสมาชิกราชวงศ์หญิงคนแรกของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามที่ตัดพิธีดังกล่าวออกไป

แหล่งข่าวเผยว่า เจ้าหญิงมาโกะจะไม่รับเงินช่วยเหลือจากราชวงศ์ราว 150 ล้านเยน หรือราว 44.28 ล้านบาท ที่มอบให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงหลังจากเสกสมรสออกจากราชวงศ์แล้ว

ตามกฎที่ใช้ในปัจจุบันเจ้าหญิงมาโกะต้องสละฐานันดรศักดิ์กลายเป็นสามัญชนหลังเสกสมรสสามัญชน

ทว่าคณะผู้เชี่ยวชาญกำลังพิจารณาเกี่ยวกับการอนุญาตให้สมาชิกหญิงของราชวงศ์ญี่ปุ่นไม่ต้องสละฐานันดรหากสมรสกับสามัญชน เพื่อให้เชื้อพระวงศ์หญิงยังสามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชวงศ์ได้ 

AFP PHOTO / POOL / Shizuo Kambayashi

Pfizer ทดลองยาเม็ดต้านโควิดขั้นสุดท้าย คาดได้ใช้สิ้นปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662120

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.Pfizer ทดลองยาเม็ดต้านโควิดขั้นสุดท้าย คาดได้ใช้สิ้นปีจับตา 3 บริษัทเดินหน้าทดลองยาเม็ดต้านโควิดโค้งสุดท้าย เล็งขออนุมัติสิ้นปีนี้

บริษัท Pfizer ผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 เผยถึงความคืบหน้าในการพัฒนายา PF-07321332 ซึ่งเป็นยาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด สำหรับผู้ป่วยที่แสดงอาการแต่ไม่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

โดยขณะนี้ยาดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะยื่นขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

Pfizer เผยว่าในการทดลองมีอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 1,140 คน ที่ได้รับยา PF-07321332 ซึ่งออกแบบมาเพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่สำคัญของไวรัสโคโรนา ควบคู่กับยาริโทนาเวียร์ (ritonavir) ในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ป่วยจะได้รับยาตัวนี้ร่วมกับยาต้านไวรัสตัวอื่นๆ

บริษัทผู้ผลิตคาดว่าหากการทดลองประสบความสำเร็จจะสามารถยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

ด้านบริษัท Merck & Co Inc จากสหรัฐก็กำลังอยู่ระหว่างการทดลอง molnupiravir ยาเม็ดต้านโควิด-19 ในระยะสุดท้ายเช่นกัน

โดยจะทำการประเมินว่าตัวยาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้หรือไม่ โดยคาดการณ์ว่าจะยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในสิ้นปีนี้

เช่นเดียวกับ Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิสซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองยาเม็ดต้านโควิด-19 ในระยะที่ 3 เช่นกัน

โดยมีการเปิดเผยข้อมูลการทดลองเบื้องต้นเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาว่า AT-527 ยาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ดของบริษัทช่วยลดปริมาณไวรัสในร่างกายของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ทั้ง Pfizer, Merck และ Roche Holding AG เป็นบริษัทที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในการพัฒนายาเม็ดต้านโควิด-19 ท่ามกลางการจับตามองว่าบริษัทใดจะสามารถพัฒนายาเม็ดรักษาโควิด-19 ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก

AFP PHOTO / HENNY RAY ABRAMS

เตือนยอดติดเชื้อไทยจะพุ่งอีกเพราะรีบคลายล็อกทั้งที่ฉีดวัคซีนน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662115

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 10:47 น.เตือนยอดติดเชื้อไทยจะพุ่งอีกเพราะรีบคลายล็อกทั้งที่ฉีดวัคซีนน้อยผู้เชี่ยวชาญเตือนตัวเลขผู้ติดเชื้อไทยกับอินโดนีเซียจะกลับมาพุ่งอีก เพราะรีบคลายล็อกดาวน์ทั้งที่ยังฉีดวัคซีนน้อย

ในขณะที่ไทยกับอินโดนีเซียเริ่มผ่อนคลายมาตรการสกัด Covid-19 หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่าตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนของทั้งสองประเทศนี้ยังน้อย

Reuters ระบุว่า แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในหลายประเทศในภูมิภาคกำลังเพิ่มขึ้น แต่อินโดนีเซียและไทยซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียนเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดการนั่งรับประทานอาหารในร้านและเปิดห้างสรรพสินค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการผ่อนคลายมาตรการมีความเสี่ยงเนื่องจากอันตราการฉีดวัคซีนต่ำและมีการตรวจหาเชื้อน้อย อีกทั้งอัตราการตรวจพบเชื้อยังสูงกว่า 5% ของจำนวนที่ตรวจทั้งหมด ซึ่งเป็นอัตราที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าปลอดภัย

อภิเษก ริมาล ผู้ประสานงานด้านสุขภาพฉุกเฉินประจำเอเชียแปซิฟิกของสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศเผยกับ Reuters ว่า “เรากังวลมากเกี่ยวกับการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งทั้งที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ทุกข้อที่องค์การอนามัยโลกกำหนด”

“ขณะนี้ด้วยการระบาดของเดลตาซึ่งแพร่เชื้อได้สูง และอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เราอาจเห็นการเพิ่มขึ้นของ Covid-19 ในอีกไม่กี่วันนี้”

ด้าน ตรี ยูนิส มิโก วาฮโยโน นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียเผยว่า “การเฝ้าระวังไม่ได้ดีขนาดนั้น เรายังต้องระมัดระวัง”

ทั้งนี้ สัดส่วนการตรวจหาเชื้อที่มีผลเป็นบวกของอินโดนีเซียอยู่ที่ 12% และไทยอยู่ที่ 34%

Reuters ระบุอีกว่า ทั้งสองประเทศมีอัตราการฉีดวัคซีนเข็มแรกอยู่ที่ราว 30% โดยอินโดนีเซียมีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 17% ส่วนไทยอยู่ที่ 11% ในเมืองหลวงคือกรุงจาการ์ตาและกรุงเทพมหานครมีอัตราการฉีดวัคซีนสูงกว่าพื้นที่อื่น

ในกรุงจาการ์ตาและบางพื้นที่ของเกาะชวา ร้านอาหารที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าสามารถนั่งทานในร้านได้ 50% ของที่นั่งทั้งหมด ส่วนห้างสรรพสินค้าสามารถเปิดได้ถึง 21.00 น. และโรงงานสามารถเดินเครื่องได้ 100%  

ขณะที่ในกรุงเทพมหานครและ 28 จังหวัดอื่นที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีการระบาดรุนแรงที่สุดสามารถนั่งทานในร้านอาหารได้ 50-75% โดยต้องปิดร้าน 20.00 น. เช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้า

เดล ฟิชเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เผยว่า ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจากการคลายล็อกดาวน์เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ แต่ฟิชเชอร์ย้ำว่าจะต้องรีบฉีดวัคซีนให้ประชาชนด้วย

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ส่องกระแสต่อต้าน “สูตรความสำเร็จ” ของ แจ็ก หม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662092

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 19:30 น.ส่องกระแสต่อต้าน “สูตรความสำเร็จ” ของ แจ็ก หม่า หลักการทำงานวันละ 12 ชั่วโมง หรือ 996 ที่บริษัทเทคหลายแห่งในจีนเคยใช้ก่อนหน้านี้เจอกระแสต่อต้านพร้อมๆ กับความตกต่ำของ แจ็ก หม่า เจ้าของสูตรนี้   

เมื่อปี 2019 แจ็ก หม่า พูดถึงวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 คือ ทำงานตั้งแต่ 09.00-21.00 น. เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ ไว้ว่าตัวเขาไม่เคยเสียใจที่ต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง และบอกอีกว่า “ส่วนตัวผมคิดว่า 996 เป็นพรที่ยิ่งใหญ่ คุณจะประสบความสำเร็จตามที่ต้องการได้อย่างไรถ้าไม่ทุ่มเทความพยายามและเวลา”

หม่ายังบอกอีกว่าคนที่อยากทำงานกับ Alibaba ต้องพร้อมที่จะทำงานวันละ 12 ชั่วโมงหากอยากประสบความสำเร็จ “ไม่งั้นจะมาสมัครงานที่นี่ให้เหนื่อยทำไมล่ะ เราไม่ได้ขาดแคลนคนที่ทำงาน 8 ชั่วโมงได้อย่างสบายใจ”

และยังบอกว่า “การทำงานแบบ 996 ไม่ใช่การทำงานล่วงเวลา ทุกคนมีสิทธิเลือกชีวิตของตัวเอง แต่คนที่ทำงานน้อยกว่าจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสความสุขและผลตอบแทนจากการทำงานหนัก”

ขณะนั้นบริษัทเทคใหญ่ๆ อีกหลายแห่งก็ใช้วัฒนธรรมการทำงานหนักเช่นนี้ อาทิ ริชาร์ด หลิว ผู้ก่อตั้ง JD.com คู่แข่งของ Alibaba ที่ตำหนิพนักงานที่ไม่ทำงานหนักพอตามที่บริษัทต้องการว่า “คนขี้เกียจ”

วัฒนธรรมนี้คงอยู่ได้ด้วยความเชื่อที่ว่าการทำงานหนักจะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จแซงหน้าคู่แข่ง ส่วนตัวพนักงานเองก็จะได้ค่าตอบแทนสูงๆ ช่วยขยับระดับชั้นทางสังคม ถือว่าวิน-วินกันทั้งสองฝ่าย และรัฐบาลจีนในขณะนั้นก็ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง

จนกระทั่งช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นการใช้งานพนักงานหนักเกินไปของบริษัทเทคในจีนถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงกว้าง หลังจากพนักงานอย่างน้อย 2 ของแอพพลิเคชันพินตัวตัว (Pinduoduo) เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการทำงาน โดยคนหนึ่งเป็นผู้หญิงวัย 23 ปีหมดสติระหว่างเดินกลับบ้านกับเพื่อนร่วมงานตอนตีหนึ่งครึ่งและไม่ฟื้นกลับมาอีกเลย ส่วนอีกคนหนึ่งฆ่าตัวตาย

กระแสยี้ 996 หนักๆ จึงเกิดขึ้นนับตั้งแต่นั้น แต่วัฒนธรรมนี้ก็ยังไม่หมดไปอยู่ดี

นิโคล หญิงสาวรายหนึ่งที่จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษแล้วกลับมาทำงานในบริษัทเทคในเซินเจิ้นเผยกับสำนักข่าว Vice ว่า เธอทำงานตั้งแต่ 09.00-21.00 น. และช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะต้องทำไปจนถึงอย่างน้อย 23.30 น. หรือเที่ยงคืน และหลังจากเลิกงานกลับถึงบ้านแล้วก็ยังต้องทำงานต่อ ทั้งยังต้องพร้อมรับโทรศัพท์เกี่ยวกับเรื่องงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่เว้นแม้แต่ในวันหยุด ซึ่งอันหลังนี้บริษัทไม่ได้บอกไว้ตอนสัมภาษณ์งาน

หวัง ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการจากมหาวิทยาลัย South China Normalg เผยกับ Vice ว่า ค่าตอบแทนของพนักงานบริษัทในจีนต่ำกว่าในสหรัฐ และในวัฒนธรรมจีนหากคนที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางไม่ทำงานหนักมากพอก็อาจตกลงไปอยู่ในกลุ่มชนชั้นล่างได้ง่ายๆ ดังนั้นคนจีนจึงถูกสภาพสังคมบีบบังคับให้ทำงานหนัก และต้องก้มหน้ารับการทำงานแบบ 996 ไปโดยปริยาย

Vice รายงานว่า นอกจากแรงกดดันจากสังคมแล้ว การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มงวดทำให้วัฒนธรรม 996 ไม่หมดไปจากสังคมจีน โดยแม้กฎหมายแรงงานของจีนจะระบุว่าให้ทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 44 ชั่วโมง รวมทั้งต้องจำกัดชั่วโมงการทำงานนอกเวลา แต่หลายบริษัทก็ยังใช้กฎ 996 กับพนักงานต่อไป

ทว่า มีคนรุ่นใหม่อีกไม่น้อยที่เลือกหันหลังให้กับบริษัทที่ใช้งานหนักเกินควรแม้จะได้ค่าตอบแทนสูงก็ตาม โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาต้องการความสุขมากกว่าเงิน

ล่าสุดหลังจากไล่เช็กบิลบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ รวมทั้ง Alibaba ของ แจ็ก หม่า ที่ไม่ใช่ลูกรักของรัฐบาลจีนแล้ว สีจิ้นผิงก็ทำท่าว่าจะหันมาจัดการกับวัฒนธรรม 996 ที่ไม่เป็นธรรมกับพนักงาน ทั้งยังอาจเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มจำนวนประชากรของจีนอย่างที่สีจิ้นผิงต้องการด้วย เนื่องจากคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานจนไม่เหลือแรงผลิตทายาท

เมื่อเร็วๆ นี้ ศาลฎีการ่วมกับกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมออกแถลงการณ์ประณามวัฒนธรรม 996 ยาวเหยียดซึ่งพอสรุปได้ว่า พนักงานมีสิทธิ์ในการพักผ่อนและลางาน และย้ำว่าการยึดมั่นในระบบชั่วโมงการทำงานตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของนายจ้าง ทั้งยังมีคำพิพากษาให้บริษัทจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวของพนักงานที่เสียชีวิตอันเนื่องจากการทำงาน 400,000 หยวน

นอกจากทางการจะขยับแล้ว คนรุ่นใหม่ของจีนยังลุกขึ้นมาประท้วงวัฒนธรรมการทำงานหนักซึ่งพวกเขามองว่าเป็นการเรียกร้องมากเกินไปไม่เหมาะสมกับค่าตอบแทนด้วยการชวนกัน “อู้งาน” หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า โมหยี๋ (แปลตรงตัวว่าจับปลา) ซึ่งมาจากสำนวนจีนว่า “น้ำขุ่นทำให้จับปลาง่าย” หมายความว่าให้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

การอู้งาน (แบบไม่เป็นทางการ) ที่คนรุ่นใหม่ชักชวนกันทำ อาทิ ลุกไปยืดเส้นยืดสายในห้องครัวของออฟฟิศ ใช้กระดาษชำระของบริษัทให้มากที่สุด ส่งงานคุณภาพปานกลาง อยู่ในห้องน้ำนานๆ เล่นเกมในสมาร์ทโฟน หรือไม่ทำงานเกินเวลา เป็นต้น

ทว่าการประท้วงแบบเงียบๆ นี้ก็เสี่ยงทำให้พวกเขาถูกไล่ออกจากงาน อัลเลน เหอ ผู้จัดการอาวุโสของบริษัทด้านการเงินในเซี่ยงไฮ้เผยกับ Inkstone ว่า “เรามีพนักงานใหม่ทุกปี บางคนก็โดดเด่น แต่บางคนก็อู้งาน แต่ส่วนใหญ่ตั้งใจทำงาน พนักงานที่ขี้เกียจจะพบว่าตัวเองมีช่องว่างกว้างขึ้นๆ เมื่อเทียบกับพนักงานคนอื่นที่ขยัน สุดท้ายพวกเขาก็จะถูกไล่ออก”

แต่เจ้าของบัญชีเวยปั๋วที่ใช้ชื่อว่า Blogger Massage Bear บอกว่า ถึงถูกเจ้านายต่อว่าว่าอู้งานหรือบ่นว่าไม่รับผิดชอบก็จะยิ้มให้และไม่โกรธเจ้านาย และจะไม่ลาออกเองด้วย และถ้าเจ้านายไล่ออก พนักงานก็จะได้เงินชดเชย (กฎหมายแรงงานจีนกำหนดว่าหากบริษัทไล่พนักงานออกโดยไม่มีเหตุผลสมควร บริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยเท่ากับจำนวนของเงินเดือนคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แล้วบวกเพิ่มอีก 1 เดือน)

ส่วน เจนนิเฟอร์ เฟิง หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จากเว็บไซต์หางาน 51job.com เผยกับ Inkstone ว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่เกิดในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ยึดแนวทางการทำงานเดิมคือ ต้องอดทนกับความยากลำบาก ส่วนคนที่เกิดในทศวรรษ 1990 มีอีกแนวทางหนึ่งนั่นคือ ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันดับแรก

เราจึงได้เห็นคนจีนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาประท้วงด้วยการอู้งานมากขึ้น

AFP PHOTO / FABRICE COFFRINI

รัฐวิสาหกิจจีนเตรียมถือหุ้นร่วมกับ Ant Group #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662088

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.รัฐวิสาหกิจจีนเตรียมถือหุ้นร่วมกับ Ant Groupแหล่งข่าวเผยบริษัทของรัฐบาลจีนเตรียมเข้าถือหุ้นใหญ่ในกิจการร่วมค้าของ Ant Group

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเตรียมเข้าถือหุ้นใหญ่ในกิจการร่วมค้า (joint venture) ซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักของ Ant Group เป็นครั้งแรก ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลจีนในการควบคุมบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

แหล่งข่าวเผยว่าภายใต้แผนดังกล่าวจะส่งผลให้ Ant Group และ Zhejiang Tourism Investment Group จะถือหุ้น 35% และบริษัท Transfar Group 7%

ขณะที่ส่วนอื่นๆ จะถูกถือครองโดย Hangzhou Finance and Investment Group และ Zhejiang Electronic Port ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน

แหล่งข่าวยังกล่าวว่ากิจการร่วมค้าจะมีการรวบรวมข้อมูลทางธุรกิจที่สำคัญของ Ant Group ซึ่งจะส่งผลให้การกำกับดูแลด้านกฎระเบียบของรัฐบาลนั้นง่ายขึ้น

ด้าน Ant Group และผู้อถือหุ้นรายอื่นยังไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นของรอยเตอร์ส

ระยะหลังมานี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน รวมถึง Ant Group ถูกควบคุมโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการผูกขาด และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยเมื่อปลายปีที่แล้วการขายหุ้น IPO มูลค่ามหาศาลของ Ant Group ถูกทางการจีนสั่งระงับไป

Photo by STR / AFP

สหรัฐทิ้งอาวุธไว้ให้ตอลิบานเพียบ แต่ใช้งานไม่ได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662075

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 17:10 น.สหรัฐทิ้งอาวุธไว้ให้ตอลิบานเพียบ แต่ใช้งานไม่ได้แล้วกลุ่มตอลิบานยึดอาวุธจากกองทัพสหรัฐได้จำนวนมาก แต่ทั้งหมดถูกทำให้ใช้การไม่ได้แล้ว

หลังจากที่สหรัฐถอนกองกำลังออกจากอัฟกานิสถานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันจันทร์ (30 ส.ค.) ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ากองกำลังของตอลิบานเข้าตรวจสอบพบอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลสหรัฐและอัฟกานิสถานถูกทิ้งไว้ในกรุงคาบูลจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ทั้งหมดไม่สามารถใช้การได้แล้ว

เคนเนธ แมคเคนซี หัวหน้ากองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐเผยต่อ Washington Post ว่าพวกเขาทิ้งอากาศยานจำนวน 73 ลำ ยานพาหนะเกือบ 100 คัน และอุปกรณ์อื่นๆ ไว้ในกรุงคาบูล แต่ทั้งหมดถูกทำให้ใช้การไม่ได้แล้ว ก่อนที่สหรัฐจะถอนกองกำลังออกไป

แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งเป็นอดีตทหารหน่วยรบพิเศษของสหราชอาณาจักรกล่าวกับ VICE News ว่าทหารอเมริกันรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะต้องถอนกองกำลังออกจากคาบูล จึงมีเวลาในการจัดการกับอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมด เพื่อให้แน่ในว่าอุปกรณ์เหล่านั้นจะไม่สามารถใช้งานได้อีก

ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ที่มีรายงานจากเมืองกันดาฮาร์ว่ากลุ่มตอลิบานนำเฮลิคอปเตอร์ ยูเอช-60 แบล็กฮอว์ก (UH-60 Black Hawk) ที่สหรัฐมอบให้รัฐบาลอัฟกานิสถานออกมาขับเล่น เนื่องจากขณะนั้นสหรัฐถอนกองกำลังออกไปโดยไม่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้า

เมื่อปลายเดือนที่แล้วมีรายงานว่ากลุ่มตอลิบานยึดอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์ได้ 40 ลำ ขณะที่ผู้สังเกตการณ์ระบุว่าตอลิบานยึดแบล็กฮอว์กได้อย่างน้อย 4 ลำ ซึ่งรวมถึงที่ยึดจากกันดาฮาร์ 2 ลำ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่ากลุ่มตอลิบานสามารถใช้เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กไปได้อีกไม่นานเนื่องจากจำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาและการเปลี่ยนอะไหล่จากสหรัฐ แต่เครื่องบินขับไล่ Mi-17s จำนวน 32 ลำที่อยู่ในอัฟกานิสถานยังสามารถใช้การได้ต่อไป

นอกจากนี้ยังมีภาพนักรบตอลิบานสวมชุดเครื่องแบบและพกพาอุปกรณ์ อาทิ กล้องมองตอนกลางคืน ที่กองทัพสหรัฐมอบให้กับกองทัพอัฟกัน เผยแพร่ในโลกออนไลน์ด้วย

อดัม อันเชเยฟสกี ซีอีโอ Open the Books เผยว่าขณะนี้ตอลิบานมียานพาหนะทหารราว 75,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นพาหนะทางยุทธวิธีราว 50,000 คัน รถฮัมวี 20,000 คัน ยานพาหนะต้านกับระเบิดราว 1,000 คัน และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะราว 150 คันที่มาจากสหรัฐ

โดยนับตั้งแต่ปี 2001 สหรัฐทุ่มงบประมาณไปราว 83,000 ล้านเหรียญสหรัฐในการฝึกและติดอาวุธให้กองทัพอัฟกัน รวมถึงส่งมอบอาวุธทหารราบ 600,000 ชิ้น รวมทั้งปืนเอ็ม 16 และอุปกรณ์สื่อสาร 162,000 ชิ้น และกล้องที่ช่วยให้มองเห็นตอนกลางคืนอีก 16,000 ชิ้น เมื่อเดือนที่แล้วยังเพิ่งส่งเฮลิคอปเตอร์ใหม่อีก 7 ลำไปยังกรุงคาบูล

Photo by Wakil KOHSAR / AFP