จับตาสถานการณ์สิงคโปร์ ระดมฉีดวัคซีนแต่ทำไมติดเชื้อยังพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662066

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.จับตาสถานการณ์สิงคโปร์ ระดมฉีดวัคซีนแต่ทำไมติดเชื้อยังพุ่งสิงคโปร์พบป่วยโควิดพุ่งแม้ระดมฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 80% แต่ส่วนใหญ่อาการไม่หนัก

วันนี้ (1 ก.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าสิงคโปร์พบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในท้องถิ่นอยู่ที่ 156 รายซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค. หรือสูงสุดในรอบเกือบ 6 สัปดาห์

แม้ว่าจะมีการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสไปแล้วกว่า 80% ของประชากรทั้งหมดราว 5.7 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลก โดยมีวัคซีนของ Pfizer และ Moderna เป็นวัคซีนหลัก แต่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสิงคโปร์กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นแต่ผู้ป่วยหนักมีน้อย โดยข้อมูลล่าสุดในวันนี้มีผู้ป่วยต้องการออกซิเจน 19 ราย และผู้ป่วยอาการหนักเพียง 5 ราย

สิงคโปร์กำลังเร่งฉีดวัคซีนเพื่อรองรับแผนการเปิดประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจที่หดตัวถึง 5.4% ในปีที่แล้วทำให้สิงคโปร์ต้องการเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยคาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโต 6% ถึง 7%

ทั้งนี้ สิงคโปร์ได้มีการประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะเรียนรู้ที่จะ “อยู่ร่วมกับโควิด-19” หลังจากที่ออกมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดเพื่อพยายามให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเหลือศูนย์

แต่พบว่า “เป็นไปไม่ได้” เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ อีกทั้งวิธีนี้ยังไม่ยั่งยืนในระยะยาว และยังเสี่ยงที่สิงคโปร์ในฐานะฮับด้านการค้าขายจะตามไม่ทันเมืองศูนย์กลางด้านการเงินอื่นที่เริ่มเปิดประเทศแล้ว

ออง ยี คัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า “ข่าวร้ายคือโควิด-19 อาจไม่หายไป แต่ข่าวดีคือเราจะใช้ชีวิตตามปกติกับมันได้”

นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ชี้ว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือศูนย์ แม้ว่าจะล็อกดาวน์เป็นเวลานานก็ตาม” พร้อมย้ำว่าสิงคโปร์จะเปิดประเทศและผ่อนปรนมาตรการอย่างค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวัง

โดยสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในภูมิภาคนี้ที่เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยนับตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากเยอรมนีและบรูไนที่ฉีดวัคซีนแล้ว สามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องกักตัว

แม้จะเปิดประเทศแต่สิงคโปร์จะยังคงมาตรการควบคุมโรคบางอย่างไว้ อย่างเช่น บังคับสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ จำกัดจำนวนคนในการรวมกลุ่ม และการใช้แอปพลิเคชันติดตามผู้เสี่ยงสัมผัสโรค (contact tracing)

ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ยังได้มีการประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรค รวมถึงอนุญาตให้พนักงานกลับเข้าทำงานที่บริษัทได้อีกครั้ง

แนวทางของสิงคโปร์จึงไม่ใช่การพยายามลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้เป็นศูนย์ แต่จะเน้นไปที่การระดมฉีดวัคซีน, ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ, ให้ความสนใจกับผู้ติดเชื้อที่อาการหนัก, กลับสู่การใช้ชีวิตปกติแต่ขอความร่วมมือให้ประชาชนมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการวางแผนวัคซีนล่วงหน้าระยะยาว

“สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีที่ออสเตรเลียต้องให้ความสนใจ เพราะเราอาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เราต้องเปิดใจ และเราต้องรับมือกับโควิด-19 เสมือนกับโรคประจำถิ่น” นายแพทย์ปีเตอร์ คอลลิกนอน จากโรงพยาบาลแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย

เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นอีกประเทศที่ผ่อนคลายข้อจำกัดและมาตรการควบคุมโรค แม้ว่าผู้ติดเชื้อรายวันยังคงทะลุหลักหมื่นราย

เมื่อเทียบกับที่อื่นๆ อย่างนิวซีแลนด์หรือไต้หวันซึ่งประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ยังคงตัดสินใจที่จะปิดต่อไป

ขณะที่อิสราเอลซึ่งมีประชากรที่ได้รับวัคซีนครบแล้วกว่า 60% ก็ได้กลับมาบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างการสวมหน้ากากอนามัย และบังคับให้ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศต้องกักตัว หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

เตือนโควิดเสี่ยงแพร่ผ่านละอองลอยระหว่างอาคารใกล้กัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662059

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 14:52 น.เตือนโควิดเสี่ยงแพร่ผ่านละอองลอยระหว่างอาคารใกล้กันวิจัยจีนว่าทางการควรหันมาใส่ใจความเสี่ยงการแพร่กระจายของละอองลอยในอาคารที่อยู่ใกล้ชิดกัน

กว่างโจว, 1 ก.ย. (ซินหัว) — ผลการศึกษาจากคณะนักวิจัยจีนเตือนความเสี่ยงกรณีการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ผ่านละอองลอยในอากาศ (aerosol) ระหว่างอาคารสองหลังที่ตั้งอยู่ใกล้กัน

คณะนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน (CDC) และเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ท้องถิ่นในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ร่วมดำเนินการตรวจสอบโดยอ้างอิงกรณีการติดเชื้อในท้องถิ่นที่มีรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมในกว่างตง พบผู้ป่วยยืนยันรายแรก (index case) และผู้สัมผัสใกล้ชิด (ซึ่งต่อมาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยจากต่างประเทศ) มีประวัติใช้เวลาอยู่ที่อาคารสองหลังของโรงพยาบาลกว่างโจวในเวลาเดียวกัน

นักวิทยาศาสตร์ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโรคโควิด-19 สามารถแพร่ผ่านละอองลอย ทว่าการแพร่กระจายมักเกิดขึ้นในพื้นที่จำกัด สำหรับในกว่างตงอาคารที่ตั้งอยู่ชิดกันมากถูกเรียกขานว่า “อาคารจับมือ” หรือ “อาคารจูบ” โดยกรณีของโรงพยาบาลกว่างโจวนั้นอาคารทั้งสองหลังมีระยะห่างกันเพียง 50 เซนติเมตร และใช้เพดานภายนอกร่วมกัน ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างปิด

การจัดลำดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัสฯ บ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสฯ ในผู้ป่วยทั้งสองกรณีมีต้นกำเนิดเดียวกัน โดยคณะผู้ตรวจสอบทางระบาดวิทยาคาดว่าอาจเป็นการแพร่ผ่านละอองลอยในอากาศ

คณะนักวิจัยจัดการจำลองภาคสนามเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีข้างต้น โดยใช้ไมโครสเฟียร์เรืองแสง อนุภาคทรงกลมที่เปล่งสีสดใสเมื่อถูกส่องด้วยแสงยูวีและแสดงการกระจายตัวของอนุภาคละอองลอยในอากาศ ซึ่งมีลักษณะอากาศพลศาสตร์คล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสฯ ในพื้นที่ 6 จุดที่เชื่อมโยงกับผู้ป่วยสองกรณีในอาคารสองหลัง

รายงานฉบับดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่ในแพลตฟอร์มข้อมูลประจำสัปดาห์ของศูนย์ฯ ระบุว่ามีเส้นทางส่งผ่านละอองลอยปรากฏชัดเจนจากตำแหน่งของผู้สัมผัสใกล้ชิดและผู้ป่วยยืนยันรายแรก ส่วนใหญ่มีปัจจัยจากกระแสลมจากการเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการเปิด-ปิดประตูและหน้าต่าง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตราบใดที่เครื่องปรับอากาศเปิดใช้งานอยู่ อนุภาคชนิดนี้จะไหลเวียนอย่างช้าๆ ระหว่างอาคารสองหลัง แม้ประตูและหน้าต่างจะปิดอยู่ก็ตาม

ทั้งนี้ การศึกษาชี้ว่าทางการควรหันมาใส่ใจความเสี่ยงการแพร่กระจายของละอองลอยในอาคารที่อยู่ใกล้ชิดกัน ขณะหอแยกโรคและพื้นที่ผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลควรรักษาระยะห่างที่เพียงพอ และโรงพยาบาลยังควรตรวจสอบรูปแบบการไหลเวียนของอากาศในหอแยกโรคด้วย

เนื้อหาข่าสและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จีนคุมเข้มจัดระเบียบ ‘ศิลปิน-นักแสดง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662048

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 14:01 น.จีนคุมเข้มจัดระเบียบ ‘ศิลปิน-นักแสดง’หลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวในวงการบันเทิงครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเวลาที่จีนจะจัดระเบียบครั้งใหญ่

ปักกิ่ง, 31 ส.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (30 ส.ค.) ทางการจีนได้ออกหนังสือเวียนเรียกร้องให้มีการจัดการและให้การอบรมเพิ่มเติมสำหรับบุคคลในแวดวงศิลปะการแสดงทั่วประเทศ

กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีนได้กล่าวถึงปัญหาต่างๆ เช่น การหลีกเลี่ยงภาษีในอุตสาหกรรมการแสดง โดยเน้นว่านักแสดงควรเสริมสร้างความตระหนักทางกฎหมายของตน อีกทั้งควรได้รับการอบรมด้านกฎหมายลิขสิทธิ์และภาษี

เอกสารข้างต้นระบุว่า การจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของแวดวงศิลปะการแสดงควรมีการจัดการที่เข้มงวด โดยเฉพาะงานที่จัดในสถาบันของรัฐ พร้อมระบุว่านักแสดงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหรือผิดจรรยาบรรณ ควรถูกงดเว้นจากการงานการแสดง’

หนังสือเวียนระบุว่าการกระทำที่ผิดกฎหมายและผิดจรรยาบรรณของนักแสดงควรได้รับการรายงานและจัดการโดยเร็วที่สุด อีกทั้งศิลปินและนักแสดงควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงอิทธิพลที่ผลงานและพฤติกรรมส่วนตัวของตนมีต่อสังคม

หนังสือเวียนยังระบุว่าควรมีการจัดตั้งและปรับปรุงกลไกการพิจารณาและประเมินจริยธรรมของนักแสดง โดยเน้นว่าศิลปินและนักแสดงควรได้รับการตักเตือนให้เคารพกฎเกณฑ์และมาตรฐานทางจริยธรรมอยู่เสมอ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ญี่ปุ่นพบวัตถุสีดำปริศนา ปนเปื้อนในขวดวัคซีน Moderna #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662052

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 13:48 น.ญี่ปุ่นพบวัตถุสีดำปริศนา ปนเปื้อนในขวดวัคซีน Moderna  ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับกรณีปนเปื้อนของวัตถุลึกลับในวัคซีน Moderna เริ่มที่โอกินาวะล่าสุดพบที่คานางาวะ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จังหวัดคานางาวะของญี่ปุ่นพบกรณีวัตถุปนเปื้อนในวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna Inc ที่ต้องสงสัยว่ามีสารแปลกปลอมและได้ระงับการผลิตส่วนที่เหลือไว้

ในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร เจ้าหน้าที่จังหวัดกล่าวว่าเภสัชกรพบอนุภาคสีดำหลายชิ้นในขวดเดียว ขณะตรวจสอบสารแปลกปลอมก่อนการใช้วัคซีน

ญี่ปุ่นระงับการใช้ Moderna จำนวน 1.63 ล้านโดสเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังจากได้รับแจ้งการปนเปื้อนในวัคซีนบางส่วน ขณะที่บริษัท Moderna และบริษัทยาของสเปน Rovi ซึ่งบรรจุวัคซีนในขวดกล่าวว่าสาเหตุอาจเป็นปัญหาด้านการผลิต และหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของยุโรปได้เริ่มการสอบสวนแล้ว

Moderna กล่าวว่าไม่มีการระบุประเด็นด้านความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพจากปัญหาดังกล่าว

จังหวัดคานางาวะกล่าวว่า บริษัท Takeda Pharmaceutical Co Ltd ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายวัคซีนในประเทศ ได้รวบรวมขวดที่มีสารปนเปื้อนต้องสงสัย และมีประมาณ 3,790 คนได้รับช็อตจากล็อตเดียวกันแล้ว

วัคซีน Moderna ถูกระงับการใช้ในสองภูมิภาคในสัปดาห์นี้ ในบางกรณี พบสารแปลกปลอมในขวดที่ยังไม่ได้ใช้ ในขณะที่กรณีอื่นๆ อาจเกิดจากการที่จุกยางของขวดแตกออกเมื่อใส่เข็มไม่ถูกต้อง

Takeda Pharmaceutical ไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในจังหวัดคานางาวะว่าในทันที บริษัทได้โพสต์ประกาศบนเว็บไซต์เมื่อวันพุธ โดยระบุว่า มีโอกาสที่เกิดขึ้นได้ยากในระหว่างการผลิตที่วัสดุยางอุดขวดสามารถผสมลงในสารละลายวัคซีนได้

บริษัทระบุว่าว่าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ควรได้รับคำแนะนำให้ตรวจดูขวดด้วยสายตาว่ามีการเปลี่ยนสีหรือวัสดุแปลกปลอมก่อนใช้งาน หรือไม่

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP

อนามัยโลกจับตาสายพันธุ์ใหม่ ‘มิว’ เสี่ยงดื้อวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662046

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 13:25 น.อนามัยโลกจับตาสายพันธุ์ใหม่ ‘มิว’ เสี่ยงดื้อวัคซีนองค์การอนามัยโลกกำลังจับตา Covid-19 สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า มิว ซึ่งเสี่ยงที่จะดื้อวัคซีน

จดหมายข่าวรายสัปดาห์เกี่ยวกับการระบาดของ Covid-19 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลกกำลังเฝ้าจับตาเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า “มิว (Mu)” หรือสายพันธุ์ B.1.621 ซึ่งพบครั้งแรกในประเทศโคลอมเบียเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

องค์การอนามัยโลกระบุว่า สายพันธุ์มิวซึ่งถูกจัดให้อยู่ในสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง (variant of interest) มีการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงที่จะดื้อต่อวัคซีน และย้ำว่ายังต้องศึกษาสายพันธุ์นี้เพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจ

“สายพันธุ์มิวมีกลุ่มของการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มที่จะมีคุณสมบัติในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน” จดหมายข่าวระบุ

ขณะนี้มีความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของสายพันธุ์กลายพันธุ์ใหม่ๆ เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยมีสายพันธุ์เดลตาซึ่งแพร่กระจายได้ง่ายเป็นสายพันธุ์หลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน และในภูมิภาคที่มีการผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด

ไวรัสทุกชนิด รวมทั้งเชื้อโคโรนาไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก่อให้เกิดโรค Covid-19 กลายพันธุ์ตลอดเวลา และการกลายพันธุ์ส่วนใหญ่มีผลกระทบเล็กน้อยหรือไม่มีเลยกับคุณสมบัติของไวรัส

ทว่า การกลายพันธุ์บางอย่างส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติของไวรัสและมีอิทธิพลกับความยากง่ายของการแพร่กระจาย ความรุนแรงของโรค และการดื้อต่อวัคซีน ยา หรือมาตรการรับมืออื่น

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกระบุให้ 4 สายพันธุ์ รวมทั้งอัลฟาซึ่งพบใน 193 ประเทศ และเดลตาซึ่งพบใน 170 ประเทศเป็นสายพันธุ์ที่น่ากัวล (variant of concern) และอีก 5 สายพันธุ์ รวมทั้งมิวเป็นสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง

ทั้งนี้ หลังจากพบครั้งแรกในประเทศโคลอมเบีย มีการพบสายพันธุ์มิวแพร่ระบาดในอเมริกาใต้และยุโรป โดยมีอัตราความชุกของโรคทั่วโลกลดลงต่ำกว่า 0.1% ในจำนวนเคสที่ทำการตรวจสอบพันธุกรรม อย่างไรก็ดีในโคลอมเบียมีความชุกอยู่ที่ 39%

ผวา! พบเชื้อเดลตากลายพันธุ์ครั้งแรกในญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662039

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.ผวา! พบเชื้อเดลตากลายพันธุ์ครั้งแรกในญี่ปุ่นญี่ปุ่นพบโควิด-19 สายพันธุ์เดลตากลายพันธุ์ครั้งแรกในประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมาสื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานการพบเชื้อ N501S หรือโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กลายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น โดยผู้ป่วยคนแรกติดเชื้อเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคม

ทีมวิจัยจากโตเกียวซึ่งนำโดยรองศาสตราจารย์ฮิโรอากิ ทาเคอุจิ เผยว่าจากการวิเคราะห์จีโนมของไวรัสพบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สายพันธุ์กลายพันธุ์จะมีการแพร่ระบาดในประเทศ เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อที่ไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ และพบรายงานการติดเชื้อดังกล่าวนอกญี่ปุ่นเพียง 8 รายเท่านั้น

รายงานระบุว่าเชื้อกลายพันธุ์ N501S มีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ N501Y หรืออัลฟาที่พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในประเทศจีน นักวิจัยจึงคาดว่าเชื้อ N501S ก็อาจเป็นไปในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่า N501S จะรุนแรงเพียงใดเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟา และสายพันธุ์เดลตาดั้งเดิม รวมถึงวิเคราะห์ว่าเชื้อดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือไม่

โดยนักวิจัยกำลังดำเนินการศึกษาสายพันธุ์ดังกล่าวต่อไป พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเต็มที่เพื่อป้องกันการกลายพันธุ์ของเชื้อ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนที่แล้วญี่ปุ่นพบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 13,625 ราย ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสะสมในญี่ปุ่นอยู่ที่ราว 1.47 ล้านราย และเสียชีวิต 16,016 ราย

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

นักลงทุน Sinovac ได้อานิสงส์วัคซีนฟันกำไรเกือบ 6 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662033

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 12:12 น.นักลงทุน Sinovac ได้อานิสงส์วัคซีนฟันกำไรเกือบ 6 เท่าSinovac ได้อานิสงส์จากวัคซีน Covid-19 ครึ่งปีแรกโกยกำไรเกือบ 6 เท่า

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บรรดานักลงทุนในบริษัท Sinovac Biotech ทำกำไรเพิ่มจากการลงทุนในครึ่งปีแรกเกือบ 6 เท่าด้วยอานิสงส์จากการจำหน่ายวัคซีนป้องกัน Covid-19

ยอดขายวัคซีน CoronaVac กว่า 1,000 ล้านโดสช่วยให้บริษัท Sino Biopharmaceutical ซึ่งถือหุ้นในบริษัทสาขาของบริษัท Sinovac Biotech 15% ทำกำไร 8,480 ล้านหยวนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021

Sino Biopharmaceutical ยังเผยอีกว่า ในจำนวนนี้การร่วมมือและการร่วมลงทุนรวมทั้งในบริษัทสาขาของ Sinovac มีสัดส่วนถึง 6,910 ล้านหยวน

รายได้ของบริษัทผลิตยาสัญชาติจีนนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายได้จำนวนมหาศาลที่ Sinovac ได้จากการจำหน่วยวัคซีนไปทั่วโลก ขณะที่ Sinovac ซึ่งหุ้นถูกระงับการซื้อขายในตลาดหุ้น Nasdaq ตั้งแต่ต้นปี 2019 ยังไม่รายงานผลประกอบการในปี 2021 ส่วน Sino Biopharmaceutical ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดในบริษัทที่เข้าไปลงทุน

โดยเมื่อวันนี้ (1 ก.ย.) หุ้นของ Sino Biopharmaceutical พุ่งขึ้น 1.7%

การเร่งฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทั่วโลกส่งผลให้บริษัทผู้พัฒนาและผลิตวัคซีนรายใหญ่ทำกำไรมหาศาล โดย Pfizer มีรายได้จากการจำหน่ายวัคซีนชนิด mRNA ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท BioNTech ของเยอรมนีถึง 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปีนี้จะทำรายได้ราว 33,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่เมื่อปีที่แล้ว Sino Biopharm ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนจากการลงทุนในบริษัทผลิตยาทั่วไปมาลงทุนในบริษัทผลิตยารักษามะเร็ง ลงทุน 500 ล้านเหรียญสหรัฐในบริษัท Sinovac ซึ่งมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

จีนออกกฎหมายใหม่คุมดาต้า หวั่นข้อมูลรั่วไหลให้ต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662026

วันที่ 01 ก.ย. 2564 เวลา 11:12 น.จีนออกกฎหมายใหม่คุมดาต้า หวั่นข้อมูลรั่วไหลให้ต่างชาติจีนออกกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของข้อมูลฉบับใหม่ กำกับดูแลบริษัทยักษ์ใหญ่เข้มงวด

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าจีนออกกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของข้อมูลฉบับใหม่ ซึ่งนับเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการกำกับดูแลธุรกิจเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของประเทศอย่างเข้มงวด

โดยมาพร้อมกับความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีของจีนหลายแห่งเล็งขยายสาขาออกไปในต่างประเทศ ส่งผลให้ทางการเกรงว่าข้อมูลในประเทศจะตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ

ตลอดจนความกลัวที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูล ขณะที่หน่วยงานของรัฐต้องพึ่งพาบริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์มากขึ้น

ทั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดสำหรับการบังคับใช้กฎหมาย แต่เบื้องต้นรายงานระบุว่ากฎหมายดังกล่าวจะกำหนดความรับผิดชอบของทุกบริษัทและองค์กรที่จัดการข้อมูล

โดยมีการกำหนดโทษปรับสูงสุด 10 ล้านหยวน สำหรับความผิดต่างๆ รวมถึงการทำให้ข้อมูลรั่วไหลและการไม่ยืนยันตัวตนของผู้ซื้อหรือผู้ขายข้อมูล

รวมถึงมีการห้ามไม่ให้องค์กรและบุคคลใดส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีน

แองเจลา จาง รองศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง มองว่าการออกกฎหมายใหม่ฉบับนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า “จะมีการควบคุมการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนที่เข้มงวดมากขึ้น”

โดยบริษัทต่างๆ ซึ่งรวมถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนจะต้องแบกรับความรับผิดชอบที่มากขึ้นในการปฏิบัติตามภาระหน้าที่ในการปกป้องความปลอดภัยของข้อมูล

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่มีขึ้นไม่กี่เดือนหลังจากที่ทางการจีนอ้างถึงความกังวลด้านความมั่นคงของชาติในการสอบสวนบริษัท Didi Chuxing ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐ

เคน ยี นักวิเคราะห์นโยบายจากบริษัท Access Partnership ให้ความเห็นว่ากฎหมายเหล่านี้กำลังเปิดตัวในขณะที่ภาคเทคโนโลยีกลายเป็นเวทีหลักของการแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งอาจช่วยขยายอิทธิพลของจีนในการกำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีไปทั่วโลก

โดยรายงานระบุว่ากฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของชุดกฎหมายที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนมานานหลายทศวรรษ

เมื่อเร็วๆ นี้ จีนเพิ่งผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายน โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ใช้ของบรรดาบริษัทต่างๆ

AFP PHOTO / WANG Zhao

หนุ่มน้อยอัจฉริยะเขียนโปรแกรมสร้างงานอาร์ต รวยเละ 13 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661967

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 20:30 น.หนุ่มน้อยอัจฉริยะเขียนโปรแกรมสร้างงานอาร์ต รวยเละ 13 ล้านเด็กชายวัย 12 ปีจากลอนดอน คว้าเงินล้านจากการเขียนโปรแกรมสร้างงานศิลปะดิจิทัล

เรื่องราวของ Benyamin Ahmed (เบนจามิน อาเหม็ด) เด็กชายวัย 12 ปีจากลอนดอนกำลังเป็นที่โด่งดังในต่างประเทศขณะนี้ หลังจากที่เขาทำเงินจากการขายผลงานศิลปะแบบดิจิทัลไปได้เกือบ 400,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 12.9 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน

เริ่มเขียนโปรแกรมตั้งแต่ 5 ขวบ

เบนจามินมักใช้เวลาว่างจากการเรียนหนังสือไปกับการว่ายน้ำ ฝึกซ้อมเทควันโด และเรียนรู้วิธีการเขียนโค้ด

เขาเริ่มเรียนรู้การเขียนโค้ดตั้งแต่อายุได้ 5 ขวบจากการดูพ่อของเขาซึ่งเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยเริ่มต้นจาก HTML และ CSS และพัฒนาทักษะการเขียนโค้ดมาเรื่อยๆ และต่อยอดไปยัง JavaScript และโปรแกรมอื่นๆ

จนกระทั่งล่าสุดเบนจามินได้รู้จักกับ NFTs หรือ non-fungible tokens ซึ่งเขาสนใจมันเป็นอย่างมาก และตัดสินใจสร้างคอลเลกชัน NFT ของตัวเอง

“ผมศึกษามันครั้งแรกเมื่อต้นปีนี้เอง และผมทึ่งกับมันมากเพราะเราสามารถโอนความเป็นเจ้าของ NFT ได้อย่างง่ายดายด้วยบล็อกเชน”

NFTs คืออะไร

NFTs หรือ non-fungible tokens เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ใช้บล็อกเชนเช่นเดียวกับคริปโต แต่ว่าแต่ละโทเคนจะมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถทำซ้ำหรือลอกเลียนได้ อาจมาในรูปแบบของภาพวาด ภาพถ่าย ภาพกราฟิก เพลง คลิปวิดีโอ หรือผลงานศิลปะอื่นๆ ในรูปแบบดิจิทัล

โดยสามารถซื้อขายเพื่อโอนกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของผลงาน ซึ่งผลงานนั้นๆ จะมีเจ้าของเพียงคนเดียวเท่านั้น ต่อให้มีการคัดลอกผลงานต่อไปเรื่อยๆ แต่หากไม่ได้เป็นเจ้าของก็ไม่สามารถนำไปขายต่อได้ โดยสามารถเช็คได้ว่าเจ้าของผลงานนั้นๆ คือใครด้วยระบบบล็อกเชน

ทำเงินจาก NFTs

ผลงานชิ้นแรกของเบนจามินเปิดตัวเมื่อช่วงต้นฤดูร้อนที่ผ่านมาในชื่อว่า “Minecraft Yee Haa” ซึ่งแน่นอนว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Minecraft เกมในดวงใจของเด็กๆ รวมถึงเบนจามินด้วย

แม้ว่าผลงานชิ้นแรงของเบนจามินจะขายไม่ได้ในทันที แต่เด็กคนนี้มองว่าประสบการณ์ที่เขาได้รับมีค่ามากกว่าเงิน และจะยังคงทำมันต่อไป

เบนจามินตั้งใจศึกษาการเขียนโค้ดเพื่อสร้างสรรค์ผลงานชิ้นต่อไป โดยเรียนรู้จากออนไลน์และบรรดาโปรแกรมเมอร์ในชุมชน Discord

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเขาเริ่มเขียนโค้ดสร้างผลงาน NFT ชิ้นที่ 2 ในชื่อว่า Weird Whales ซึ่งมีภาพวาฬในคอลเลกชันถึง 3,350 ภาพด้วยกัน โดยแต่ละภาพมีวาฬในลักษณะแตกต่างกันออกไป

เบนจามินลงทุนกับคอลเลกชันนี้ไปประมาณ 300 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 9,700 บาท) โดยส่วนใหญ่เป็นการจ่ายค่าธรรมเนียมก๊าซ (Gas Fees)

แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมานั้นคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะหลังจากเปิดตัวคอลเลกชันนี้ไปในเดือนกรกฎาคม ผลงานของเขาขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียงแค่ 9 ชั่วโมงเท่านั้น

โดยเบนจามินได้รับผลตอบแทนเป็นเหรียญ Ethereum ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 400,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 12.9 ล้านบาท ตามราคาปัจจุบัน

มองไกลถึงอนาคต

ตอนนี้เบนจามินไม่มีบัญชีธนาคาร มีแต่กระเป๋าเงินดิจิทัล เพราะเขามองว่าในอนาคตเงินสดและบัญชีธนาคารแบบเดิมๆ อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น

“ผมตั้งใจที่จะเก็บ Ethereum ทั้งหมดไว้ และจะไม่แปลงเป็นเงินสด…ในอนาคตบางทีทุกคนอาจไม่ต้องการบัญชีธนาคาร เพียงแค่มีเหรียญดิจิทัลและวอลเลต”

ตอนนี้เขายังคงมุ่งมั่นทำสร้างสรรค์ผลงาน NFT และคาดว่าเราจะได้เห็นผลงานของเด็กคนนี้ประสบความสำเร็จอีกมากมายในอนาคต

“ถ้าผมยังคงมุ่งมั่นต่อไป วันหนึ่งผมอาจได้เป็นเหมือนเจ้าพ่อเทคโนโลยีคนอื่นๆ อย่างอีลอน มัสก์ (Elon Musk) หรือเจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos)” เบนจามินกล่าว

ที่มา CNBC

ภาพโดย REUTERS/Kacper Pempel//File Photo

วิจัยชี้ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่า Pfizer 2.6 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661975

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 18:17 น.วิจัยชี้ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่า Pfizer 2.6 เท่าวัคซีนของ Moderna กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่าของ Pfizer 2.6 เท่า

ผลการวิจัยเปรียบเทียบการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อวัคซีน mRNA ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Medical Association ระบุว่า วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Moderna กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่าวัคซีนของ Pfizer-BioNTech 2.6 เท่า

การวิจัยซึ่งทำในพนักงานของระบบโรงพยาบาลหลักของเบลเยียมเกือบ 2,500 คนพบว่า ระดับภูมิคุ้มกันของพนักงานที่ไม่เคยติด Covid-19 ก่อนได้รับวัคซีนของ Moderna 2 เข็มเฉลี่ยอยู่ที่ 2,881 หน่วยต่อมิลลิลิตร (units/mL) ส่วนกลุ่มที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech มีระดับภูมิคุ้มกันเฉลี่ย1,108 หน่วยต่อมิลลิลิตร

ปัจจัยที่แตกต่างกันของวัคซีนทั้งสองยี่ห้อนี้คือ วัคซีนของ Moderna มีส่วนประกอบสำคัญ (active ingredient) สูงกว่าของ Pfizer-BioNTech (100 ไมโครกรัม vs 30 ไมโครกรัม) และระยะห่างระหว่างเข็มแรกกับเข็มที่ 2 ของ Moderna นานกว่าของ Pfizer-BioNTech (4 สัปดาห์ vs 3 สัปดาห์)

ขณะที่ผลการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ก่อนที่จะมีการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า วัคซีนของ Moderna เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติด Covid-19 หลังฉีดวัคซีน (breakthrough infections) ลง 2 เท่า เมื่อเทียบกับของ Pfizer-BioNTech