เกาหลีใต้ประเทศแรกในโลก สั่งแบนการผูกขาดชำระเงินผ่านแอพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661983

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 17:53 น.เกาหลีใต้ประเทศแรกในโลก สั่งแบนการผูกขาดชำระเงินผ่านแอพ บางประเทศเริ่มขยับควบคุมการชำระเงินของบริษัทเทคใหญ่ๆ สัญญาณล่าสุดมาจากเกาหลีใต้และมีสัญญาณมาจากสหรัฐ ยุโรป และออสเตรเลียอีกด้วย

เมื่อวันอังคารที่ 31 สิงหาคม ส.ส.ของเกาหลีใต้ผ่านกฎหมายที่ห้าม Apple และ Google ไม่ให้บังคับให้นักพัฒนาแอปใช้ระบบการชำระเงินของพวกเขา เท่ากับเป็นการปนะกาศว่าภาพว่า App Store และ Play Store กระทำการผูกขาดอย่างผิดกฎหมาย

ร่างกฎหมายนี้ได้รับการอนุมัติด้วยคะแนนเสียง 180 เสียงต่อ 0 เสียงในรัฐสภา ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศเศรษฐกิจหลักกลุ่มแรกที่ผ่านกฎหมายในประเด็นนี้ โดยเป็นการเคลื่อนไหวที่อาจเป็นแบบอย่างสำหรับเขตอำนาจศาลอื่นๆ ทั่วโลก

ในสหรัฐอเมริกา วุฒิสมาชิก 3 คนในเดือนนี้ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อคลายการยึดครองร้านค้าของบริษัทเทคโนโลยี ในขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติในยุโรปกำลังถกเถียงกันถึงกฎหมายที่อาจบังคับให้ Apple นำทางเลือกอื่นมาใช้กับ App Store

มาตรการของเกาหลีใต้เกิดขึ้นเมื่อ Apple และ Google เผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกในการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นสูงถึง 30% จากการขายแอป และกำหนดให้ใช้ระบบการชำระเงินของตนเองรับส่วนแบ่งของธุรกรรม

กฎหมายของเกาหลีใต้ฉบับนี้ ซึ่งคนทั่วไปเรียกว่า “กฎหมายต่อต้าน Google” จะเสนอทางเลือกของผู้ให้บริการชำระเงินแอพ ให้ผู้ใช้สามารถเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่กำหนดโดยเจ้าของร้านค้า

“กฎหมายฉบับนี้จะกำหนดแบบอย่างสำหรับประเทศอื่น ๆ อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับนักพัฒนาแอปและผู้สร้างเนื้อหาทั่วโลก” คัง กี-ฮวาน จากสมาคมธุรกิจอินเทอร์เน็ตบนมือถือของเกาหลีกล่าวกับ AFP

ตามรายงานคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน

ปลายปีนี้ Google วางแผนที่จะบังคับใช้ข้อกำหนดทั่วโลกสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้ระบบการชำระเงินของตน โดยมีค่าคอมมิชชันสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 30% สำหรับการซื้อในแอป

ในเกาหลีใต้ Google กำลังวางแผนที่จะเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นสำหรับการชำระเงินเนื้อหาทั้งหมดตั้งแต่เดือนตุลาคม ซึ่งจะสิ้นสุดข้อยกเว้นที่จ่ายค่าคอมมิชชั่นสำหรับเกมออนไลน์เท่านั้น

– ‘ค่าตอบแทนที่ยุติธรรม’ -การประกาศดังกล่าวของ Google ทำให้เกิดการตอบโต้อย่างรุนแรงจากศิลปินและผู้สร้างชาวเกาหลีใต้ โดยนักเขียนนิยายบนเว็บและศิลปินเว็บตูนกล่าวหา Google ว่า “ใช้อำนาจในทางที่ผิด” และทำการรณรงค์อย่างดุเดือดเพื่อผลักดันกฎหมายใหม่

“หากปราศจากกฎหมายนี้ สภาพแวดล้อมการทำงานของเรา ซึ่งครีเอเตอร์รับประกันว่าจะได้รับผลตอบแทนเต็มจำนวนสำหรับความพยายามของพวกเขา จะถูกทำลายลง” ซอ บอม-กัง ศิลปินเว็บตูนที่เป็นหัวหน้าสมาคมอุตสาหกรรมเว็บตูนของเกาหลี บอกกับ AFP

“เราต้องการกฎหมายนี้เพื่อปกป้องความหลากหลายของอุตสาหกรรมของเรา ที่ซึ่งศิลปินและผู้สร้างที่มีภูมิหลังทางเศรษฐกิจทั้งหมดสามารถแบ่งปันเนื้อหาของพวกเขาโดยไม่ต้องกังวลกับค่าคอมมิชชั่น”

Apple และ Google ยืนยันว่าค่าคอมมิชชั่นที่เรียกเก็บนั้นเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมและค่าตอบแทนที่ยุติธรรมสำหรับการสร้างตลาดที่ปลอดภัยซึ่งนักพัฒนาสามารถเข้าถึงผู้คนทั่วโลก

ก่อนการอภิปราย Apple บอกกับ AFP ว่ากฎหมายจะทำให้ผู้ซื้อดิจิทัลมีความเสี่ยงที่จะถูกฉ้อโกง บ่อนทำลายการปกป้องความเป็นส่วนตัวของพวกเขา และทำให้การควบคุมโดยผู้ปกครองมีประสิทธิภาพน้อยลง

“เราเชื่อว่าผู้ใช้ไว้วางใจในการซื้อ App Store จะลดลงอันเป็นผลมาจากข้อเสนอกฎหมายนี้ นำไปสู่โอกาสที่น้อยลงสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ลงทะเบียนมากกว่า 482,000 รายในเกาหลีที่ได้รับเงินมากกว่า 8.55 ล้านล้านวอนจนถึงปัจจุบันกับ Apple” กล่าวในแถลงการณ์

Google เกาหลีไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจาก AFP

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั้งสองครองตลาดแอปออนไลน์ในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของโลกซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านความสามารถทางเทคโนโลยี

Play Store ของ Google ทำรายได้เกือบ 6 ล้านล้านวอน (5.2 พันล้านดอลลาร์) ในปี 2019 คิดเป็น 63% ของยอดทั้งหมดของประเทศ ตามข้อมูลจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ของเกาหลีใต้

App Store ของ Apple มีส่วนแบ่ง 24.4% ของยอดขายแอปสโตร์ทั้งหมดในประเทศในปีเดียวกัน

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

โลกร้อนทำอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น มนุษย์จะเดือดร้อนหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661962

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 16:36 น.โลกร้อนทำอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น มนุษย์จะเดือดร้อนหนักนักวิทย์เผยโลกร้อนจะทำให้คลื่นความร้อน น้ำท่วม พายุรุนแรงขึ้น และเรามาถึงจุดที่ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาโลกของเราเผชิญกับภัยธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนในแคนาดา ไฟไหม้ในแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วมในเยอรมนี น้ำท่วมในจีน ภัยแล้งในภาคกลางของบราซิล หรือล่าสุดคือเฮอร์ริเคนไอดาที่ถล่มตอนใต้ของสหรัฐ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก 

เฮอร์ริเคนไอดาขึ้นฝั่งที่รัฐลุยเซียนาของสหรัฐด้วยความเร็วลม 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 16 ปีที่เฮอร์ริเคนแคทรีนาถล่มสหรัฐ

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำให้พายุเฮอร์ริเคน หรือไซโคลน หรือไต้ฝุ่นที่เรียกในพื้นที่อื่น มีความรุนแรงขึ้น ทำให้ฝนตกมากขึ้น เคลื่อนที่ช้าลงหลังจากพัดขึ้นฝั่งแล้ว และยังก่อให้เกิด storm surges หรือคลืนพายุซัดฝั่ง รุนแรงขึ้น

เฮอร์ริเคนไอดาซึ่งสะสมความรุนแรงจากน้ำในอ่าวเม็กซิโกที่อุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติคือตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ และนักวิทยาศาสตร์ยังบอกว่าพายุแบบนี้จะเกิดบ่อยขึ้น เนื่องจากโลกร้อนขึ้น

พายุเฮอร์ริเคน ไซโคลน หรือไต้ฝุ่นจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออุณหภูมิของมหาสมุทรอุ่นขึ้น ซึ่งการศึกษาวิจัยพบว่ามหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินของโลกที่ถูกก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมากักไว้ไม่ให้สะท้อนกลับออกไปนอกชั้นบรรยากาศของโลกไว้ถึง 90% และงานวิจัยล่าสุดยังพบว่าโลกเรากักความร้อนไว้มากกว่าเมื่อ 15 ปีที่แล้วราว 2 เท่า  

และเมื่อโลกร้อนขึ้น พายุก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ รายงานว่าด้วยสภาพอากาศของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) พบว่า พายุไซโคลนระดับ 3-5 ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงที่สุดเกิดถี่ขึ้นกว่าช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอุณหภูมิของมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยทุกๆ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงส่งผลให้เกิดพายุไซโคลนรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงขึ้นอีก 7%

ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งเฮอร์ริเคนไอดามีความเร็วลมสูงสุดเพิ่มขึ้นรวดเร็วจนน่าตกใจคือ ภายในเวลา 24 ชั่วโมงความเร็วลมก็เพิ่มขึ้นถึง 104.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์นิยามคำว่า “การทวีกำลังขึ้นอย่างรวดเร็ว” ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ไว้ที่การเพิ่มขึ้น 56.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่ากับว่าความเร็วลมสูงสุดของเฮอร์ริเคนไอดาสูงกว่าที่กำหนดไว้เกือบ 2 เท่า

การที่พายุจะทวีกำลังขึ้นอย่างรวดเร็วจะเกิดได้นั้น อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นจะต้องเกิดขึ้นในระดับลึกกว่าพื้นผิวหลายร้อยฟุต เพื่อให้เฮอร์ริเคนสะสมพลังได้มากขึ้น สิ่งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามหาสมุทรที่อุ่นขึ้นทำให้พายุมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น

พายุก่อฝนมากขึ้น เคลื่อนที่ช้าลง

พายุยังทำให้ฝนตกมากขึ้นด้วย โดยทุกๆ 1 องศาที่โลกร้อนขึ้นชั้นบรรยากาศจะกักเก็บไอน้ำที่จะตกลงมาเป็นฝนเพิ่มขึ้น 7% และหลังจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีทำให้น้ำท่วมเมืองฮุสตัน รัฐเทกซัสของสหรัฐเมื่อปี 2017 นักวิทยาศาสตร์พบว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากน้ำมือมนุษย์ทำให้ฝนจากพายุเพิ่มขึ้น 15%

ภาพถ่ายดาวเทียมยังเผยให้เห็นว่า หลังจากพายุพัดขึ้นฝั่งแล้วจะเคลื่อนตัวช้าลงและลูกใหญ่ขึ้น ซึ่งหมายความว่าพายุนี้จะครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างขึ้นและปล่อยน้ำฝนลงมามากขึ้นในช่วงเวลาที่กำลังเคลื่อนตัว

สอดคล้องกับผลการศึกษาเมื่อปี 2020 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ที่พบว่า พายุทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเคลื่อนตัวอยู่บนฝั่งมากกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน และเนื่องจากเฮอร์ริเคนสะสมพลังงานจากน้ำในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้น เมื่อขึ้นฝั่งก็มีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลง ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพายุแผลงฤทธิ์นานขึ้นหลังจากพัดขึ้นฝั่ง

งานวิจัยชิ้นนี้จึงสรุปว่า อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้นทำให้พายุสลายตัวช้าลงด้วยการเพิ่มปริมาณความชื้นที่พายุเฮอร์ริเคนสะสมไว้

ฝนตกครั้งแรกที่กรีนแลนด์

นอกจากนี้ วันที่ 14-16 ส.ค. เกิดฝนตกบนยอดพืดน้ำแข็ง (ice cap) ที่สูงที่สุดของกรีนแลนด์เป็นครั้งแรกในรอบ 71 ปี และมีปริมาณฝนมากที่สุดถึง 7,000 ตัน ช่วง 3 วันที่ฝนตกตรงกับช่วงที่อุณหภูมิของกรีนแลนด์สูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยถึง 18 องศาเซลเซียส ส่งผลให้น้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายกินพื้นที่ใหญ่กว่าอังกฤษ 4 เท่า หรือ 7 เท่าของค่าเฉลี่ยรายวันของปีนี้

ที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือ เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา น้ำแข็งของกรีนแลนด์ยังเกิดการละลายเป็นวงกว้างคือ สูญเสียน้ำแข็งพื้นผิวไปถึง 8,500 ตันภายในวันเดียว (เพียงพอที่จะทำให้ฟลอริดาน้ำท่วมสูง 5 เซนติเมตร) ส่งผลให้ปี 2021 เป็นหนึ่งใน 4 ปีในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาที่นำแข็งละลายเป็นวงกว้างต่อจากปี 2019, 2012 และ 1995

น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายเมื่อเดือน ก.ค.และ ส.ค. เกิดจากสาเหตุเดียวกันคือ อากาศอบอุ่นถูกผลักดันขึ้นมาลอยอยู่เหนือกรีนแลนด์และค้างอยู่อย่างนั้น แม้กระแสลมนี้จะไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่นักวิทยาศาสตร์กลับพบว่ามันมีความรุนแรงขึ้น

หากมีเฉพาะอุณหภูมิที่สูงขึ้นน้ำแข็งกรีนแลนด์ก็ละลายอยู่แล้ว แต่ฝนที่ตกลงมายิ่งเร่งปฏิกิริยาเหล่านี้ให้เกิดเร็วขึ้นอีก คือ เมื่อฝนตก ความอุ่นของฝนจะทำให้หิมะละลาย ทำให้น้ำแข็งที่อยู่ด้านล่างโผล่ขึ้นมาดูดซับความร้อนมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวของหิมะสูงขึ้น นำมาสู่การละลายเพิ่มขึ้น และวนเป็นลูกโซ่อยู่เช่นนี้

ที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งบางลง ก็จะมีน้ำแข็งแตกออกมาแล้วไหลลงทะเลเพิ่มขึ้น ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ธารน้ำแข็งไหลลงทะเลเร็วขึ้น และยังส่งผลให้พื้นผิวน้ำแข็งบางลงจนสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้มากขึ้น สุดท้ายน้ำแข็งเหล่านี้จะละลายเพิ่มขึ้นอีก

น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันใกล้ตัวมนุษย์ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า น้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายเร็วที่สุดในช่วง 12,000 ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2019 อัตราการละลายของน้ำแข็งอยู่ที่นาทีละ 1 ล้านตัน

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เผยว่า ขณะนี้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นราว 20 เซนติเมตร และภายในปี 2100 อาจจะเพิ่มขึ้นถึง 28-100 เซนติเมตร หรืออาจจะ 200 เซนติเมตร

และหากน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายร้อยหรือหลายพันปี น้ำทะเลจะสูงขึ้นราว 6 เมตร แต่ขณะนี้น้ำแข็งกรีนแลนด์ที่หายไปนับล้านล้านตันตั้งแต่ปี 1994 ก็ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นและกำลังคุกคามเมืองตามชายฝั่งทั่วโลก รวมทั้งกรุงเทพมหานคร

หลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทยเผชิญกับความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัย Deltares ของเนเธอร์แลนด์ พบว่า ประเทศในแถบพื้นที่ราบลุ่มเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพื้นดินมีแนวโน้มที่จะจมเนื่องจากการทรุดตัว อาทิ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายความว่าประชาชนจำนวนมากในประเทศเหล่านี้อาจต้องเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งมีแนวโน้มเลวร้ายลงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ทีมวิจัยประเมินว่า ขณะนี้ประชากร 157 ล้านคนในเขตร้อนของเอเชียอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงต่ำกว่า 2 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นระดับที่มีการทำนายว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด และตัวเลขนี้จะเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษข้างหน้านี้

ภายใต้สมมติฐานว่าน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 1 เมตร ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2100 ชาวไทย 23 ล้านคน, ชาวเวียดนาม 38 ล้านคน และชาวอินโดนีเซีย 28 ล้านคนจะอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่น้ำจะท่วมชายฝั่งบ่อยขึ้น หรือเพิ่มขึ้นจากตัวเลขขณะนี้ถึง 21%

ผลกระทบอาจร้ายแรงในเมืองใหญ่ๆ ชุมชนชายฝั่ง และพื้นที่เกษตรกรรม โดยพื้นที่ขนาดใหญ่อาจไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกหรือสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปเลย

ขณะที่รายงานของ Greenpeace ซึ่งใช้ข้อมูลจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของ Climate Central เพื่อคำนวณความเสียหายทางเศรษฐกิจของ 7 เมืองใหญ่ที่สุดของเอเชียอันเนื่องมาจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2030 ประเมินว่า อาจเกิดความเสียหาย (เฉพาะในชุมชนเมือง) ราว 724,000 ล้านเหรียญสหรัฐในกรุงเทพฯ จาการ์ตา มะนิลา ไทเป โซล โตเกียว และฮ่องกง

ข่าวร้ายก็คือ IPCC บอกว่า ผลกระทบบางอย่างจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้แล้ว อย่างเช่นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก แม้ว่ามนุษย์จะพยายามควบคุมคาร์บอนไปนับร้อยหรือพันปีก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้

‘กว่างโจว’ พบหมู่หลุมศพ-โบราณวัตถุ ยุคก่อนราชวงศ์ฉิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661916

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 15:22 น.‘กว่างโจว’ พบหมู่หลุมศพ-โบราณวัตถุ ยุคก่อนราชวงศ์ฉินพบเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบยุคแรก และข้าวของที่ทำมาจากสัมฤทธิ์ หยก และหินมากกว่า 160 ชิ้น

กว่างโจว, 30 ส.ค. (ซินหัว) — เมื่อไม่นานนี้ มีการค้นพบหลุมศพ 58 แห่ง พร้อมโบราณวัตถุยุคก่อนราชวงศ์ฉิน (ช่วงก่อน 221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เป็นจำนวนมาก ณ แหล่งโบราณสถานหล่านหยวนหลิ่ง ในเขตหวงผู่ นครกว่างโจว เมืองเอกของมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

สถาบันมรดกทางวัฒนธรรมและโบราณคดีเทศบาลนครกว่างโจวระบุว่า หลุมศพ หลุม และห้องใต้ดินมากกว่า 200 แห่ง ที่แหล่งโบราณสถานดังกล่าวได้รับการทำความสะอาดแล้ว

สถาบันฯ เปิดเผยว่า ซากโบราณข้างต้นมีอายุย้อนไปถึง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงปลายยุคหินใหม่จนถึงยุคต้นราชวงศ์ซาง (1600-1046 ปีก่อนคริสต์ศักราช)  และช่วงยุคราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จนถึงยุควสันตสารท หรือ ยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

สถาบันฯ ระบุว่า งานขุดค้นเริ่มขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนและครอบคลุมพื้นที่ราว 2,000 ตารางเมตร โดยมีการขุดพบเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบยุคแรก และข้าวของที่ทำมาจากสัมฤทธิ์ หยก และหินมากกว่า 160 ชิ้น ซึ่งรวมถึงกำไลหยกคุณภาพสูงสภาพดี 1 ชิ้น

จางเฉียงลู่ รองผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า การค้นพบใหม่นี้จะช่วยจำลองประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ ของพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของกว่างโจว อีกทั้งยังเป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่พิสูจน์ว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพัฒนาอารยธรรมยุคแรกในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงทางตอนใต้ของจีน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จีนบูรณะ ‘พระบาทพระพุทธรูป’ เก่าแก่ 1,600 ปี เสร็จสมบูรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661915

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 13:26 น.จีนบูรณะ ‘พระบาทพระพุทธรูป’ เก่าแก่ 1,600 ปี เสร็จสมบูรณ์หมู่ถ้ำหินแกะสลักภูเขาเทียนที ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ปี 317-420)

หลานโจว, 30 ส.ค. (ซินหัว) — งานบูรณะพระบาทของพระพุทธรูปหินอายุเก่าแก่กว่า 1,600 ปี ในหมู่ถ้ำหินแกะสลักภูเขาเทียนที หนึ่งในหมู่ถ้ำหินแกะสลักเก่าแก่ที่สุดในจีน ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แล้ว

พระพุทธรูปดังกล่าวสร้างขึ้นบนหินทรายสีแดงเปราะบางข้างอ่างเก็บน้ำ นำไปสู่ปัญหาน้ำรั่วซึมและการสึกกร่อนที่สร้างความเสียหายแก่ส่วนต่างๆ ของรูปปั้น ซึ่งรวมถึงส่วนพระบาท ทางการท้องถิ่นจึงเปิดตัวโครงการบูรณะในเดือนพฤษภาคม 2020

เฉียวไห่ เจ้าหน้าที่สถาบันตุนหวง เผยว่าส่วนท้าทายที่สุดของภารกิจครั้งนี้คือการบูรณะพระบาทของพระพุทธรูป ซึ่งได้รับความเสียหายรุนแรงจากการรั่วซึมของน้ำ โดยคนงานทำการระบายน้ำจากพื้นและหินรอบพระพุทธรูป นำหินที่หลุดหลวมออกมา วิเคราะห์ขนาดดั้งเดิมและลักษณะของพระบาทที่เสียหายหนัก ก่อนจะบูรณะให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ดังเดิม

เฉียวเสริมว่าโครงการดังกล่าวช่วยปกป้องฐานของรูปปั้นและฟื้นฟูความสมบูรณ์ในภาพรวมด้วย

ทั้งนี้ หมู่ถ้ำหินแกะสลักภูเขาเทียนที ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบของหมู่ถ้ำหินแกะสลักอวิ๋นกังและหมู่ถ้ำหินแกะสลักหลงเหมิน ได้รับการขนานนามเป็น “บรรพบุรุษของหมู่ถ้ำหินแกะสลัก” ในโลกวิชาการจีน ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ปี 317-420) และปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุ้มครองระดับรัฐ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

สีจิ้นผิงเน้นย้ำนโยบายต่อต้านการผูกขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661938

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.สีจิ้นผิงเน้นย้ำนโยบายต่อต้านการผูกขาดรัฐบาลจีนเน้นย้ำถึงกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 21 โดยเน้นย้ำถึงความพยายามในการเสริมสร้างกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

โดยที่ประชุมได้ทบทวนและอนุมัติแนวทางปฏิบัติหลายชุด รวมถึงแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาด และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม

ซึ่งที่ประชุมได้เล็งเห็นว่ากลไกต่อต้านการผูกขาดควรได้รับการปรับปรุง และควรมีการเสริมสร้างกำลังกำกับดูแลต่อต้านการผูกขาด นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับระบบทุนสำรอง และการควบคุมมลพิษในประเทศด้วย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่า การปฏิบัติตามกฎระเบียบและนโยบายต่อต้านการผูกขาดที่ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เป็นแนวทางของการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม

พร้อมเน้นย้ำถึงความพยายามในการส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียม ตลอดจนปกป้องสิทธิ์และผลประโยชน์ของผู้บริโภค

โดยนับตั้งแต่การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ในปี 2555 ได้มีการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายครั้งเกี่ยวกับการต่อต้านการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพื่อปรับปรุงระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและส่งเสริมระบบตลาดเปิดที่เป็นหนึ่งเดียวและมีการแข่งขันอย่างมีระเบียบ

ในระยะหลังมานี้ รัฐบาลจีนได้ยกระดับการกำกับดูแลต่อต้านการผูกขาด โดยมีการตรวจสอบและลงโทษองค์กรธุรกิจที่มีพฤติกรรมของการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่างบริษัท Alibaba ซึ่งถูกสั่งปรับเป็นเงิน 2,750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 86,515 ล้านบาท ไปเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ฐานละเมิดกฎระเบียบในการต่อต้านการผูกขาดตลาด นับว่าเป็นค่าปรับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ Didi Chuxing ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกแท็กซี่ยอดนิยมในจีน ก็ถูกสั่งให้หยุดให้บริการเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่เพิ่งเสนอขายหุ้น IPO เข้าตลาดสหรัฐไปได้ไม่นาน โดยรัฐบาลจีนให้เหตุผลว่ามีการวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย

Photo by Mark Schiefelbein / POOL / AFP

ผวาวัคซีนปนเปื้อนที่ญี่ปุ่น เกิดอะไรขึ้นกับ Moderna? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661927

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 11:42 น.ผวาวัคซีนปนเปื้อนที่ญี่ปุ่น เกิดอะไรขึ้นกับ Moderna?ญี่ปุ่นเร่งหาสาเหตุสารปนเปื้อนใน Moderna หลังพบแล้วหลายจังหวัด พร้อมสืบหาสาเหตุการตาย 2 ราย

วันนี้ (31 ส.ค.) โนริฮิสะ ทามูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าสิ่งปนเปื้อนที่พบในวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna จากศูนย์ฉีดวัคซีนในโอกินาว่าซึ่งได้ระงับใช้ไปแล้วนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดจากการแทงเข็มฉีดยาลงในขวดวัคซีนอย่างไม่ถูกต้อง ส่งผลให้มีเศษยางที่ปิดฝาขวดวัคซีนหลุดร่วงลงไปในขวด

โดยโอกินาว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่พบสารปนเปื้อนในวัคซีน Moderna หลังจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมามีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในวัคซีนจากจากศูนย์ฉีดวัคซีนในโตเกียว, อิบารากิ, ไซตามะ, กิฟุ และไอจิ รวมแล้ว 39 ขวด

ส่งผลให้วัคซีน Moderna จำนวน 1.63 ล้านโดสที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกันถูกระงับไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยวัคซีนดังกล่าวถูกผลิตขึ้นในสายการผลิตที่สเปน ซึ่งประกอบด้วย 3 ล็อต ได้แก่ 3004667, 3004734 และ 3004956 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฉีดให้ประชาชนไปแล้วมากกว่า 500,000 โดส

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ส.ค. มีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในวัคซีนในจังหวัดกุมมะ ซึ่งระบุว่าเป็นสารสีดำขนาดเล็ก ซึ่งตรวจพบในวัคซีนคนละล็อตกับ 3 ล็อตที่ระงับไปก่อนหน้านี้ และได้สั่งระงับการฉีดวัคซีนล็อตที่พบปัญหาดังกล่าว

ขณะที่ทางการโอกินาว่าก็ได้มีการพบสารปนเปื้อนสีชมพูเพิ่มเติมในวัคซีนคนละล็อตเช่นกัน โดยคาดการณ์เบื้องต้นว่าอาจเป็นเศษยางที่ปิดฝาขวดวัคซีน ซึ่งหลุดร่วงลงไปขณะแทงเข็มฉีดยาลงในขวด พร้อมสั่งระงับฉีดวัคซีนดังกล่าว

ส่งผลให้มีวัคซีน Moderna ที่พบปัญหาสารปนเปื้อนใน 7 จังหวัด ได้แก่ โตเกียว, อิบารากิ, ไซตามะ, กิฟุ, ไอจิ, โอกินาว่า และกุมมะ โดยมีวัคซีนที่ถูกระงับแล้วกว่า 2.6 ล้านโดส

โนริฮิสะ ทามูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงสาเหตุของสารปนเปื้อนดังกล่าว แต่ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานถึงปัญหาด้านความปลอดภัยหรือปัญหาอื่นๆ จากวัคซีนที่พบสารปนเปื้อน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและรายงานให้ทราบต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานการเสียชีวิตของชายชาวญี่ปุ่น 2 ราย อายุ 30 ปีและ 38 ปี ซึ่งทั้งคู่ไม่มีโรคประจำตัว และเสียชีวิตไม่กี่วันหลังจากได้รับวัคซีน Moderna ล็อตที่ถูกระงับใช้

โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน หรือสารปนเปื้อนในวัคซีนหรือไม่ และจะเปิดเผยให้ประชาชนทราบต่อไป

Photo by Joseph Prezioso / AFP

ตอลิบานลากนักร้องอัฟกันไปยิงหัวหลังสั่งแบนดนตรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661920

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 10:54 น.ตอลิบานลากนักร้องอัฟกันไปยิงหัวหลังสั่งแบนดนตรีนักร้องเพลงโฟล์กชาวอัฟกันถูกตอลิบานลากตัวออกจากบ้านไปสังหาร

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างนักข่าวท้องถิ่นว่า ฟาวาด อันดาราบี นักร้องโฟล์กชาวอัฟกันถูกกลุ่มตอลิบานลากตัวออกจากบ้านในหุบเขาอันดาราบในจังหวัดบักห์ลานทางตอนเหนือของกรุงคาบูลก่อนจะลงมือสังหาร สร้างความหวาดกลัวว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของตอลิบานที่เคยใช้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว รวมทั้งการห้ามเล่นดนตรีจะกลับมาอีกครั้ง

จาวาด ลูกชายของผู้เสียชีวิตเผยกับสำนักข่าว AP ว่า พ่อของเขาถูกยิงที่ศีรษะที่บ้านของครอบครัว “เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นเพียงนักร้องที่สร้างความบันเทิงให้ผู้คน”

ด้าน มาสซูด อันดาราบี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงหาดไทยของอัฟกานิสถานซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับผู้เสียชีวิตทวีตว่า “ความโหดเหี้ยมทารุณของตอลิบานยังคงดำเนินอยู่ในอันดาราบ วันนี้พวกเขาสังหาร ฟาวาด อันดาราบี นักร้องเพลงโฟล์กที่สร้างความบันเทิงให้หุบเขาแห่งนี้และผู้คนอย่างโหดเหี้ยม”

การสังหารนักร้องรายนี้สร้างความกังวลว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดสุดโต่งของกลุ่มตอลิบานที่เคยใช้ในช่วงปี 1996-2001 จะกลับมาอีกครั้ง โดยช่วงนั้นกลุ่มตอลิบานห้ามเล่นดนตรีทุกรูปแบบโดยอ้างว่าขัดกับศาสนาอิสลาม

สัปดาห์ที่แล้ว ซาบิอุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกตอลิบานเผยกับ The New York Times ว่า “ดนตรีเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม” เมื่อถูกถามว่าดนตรีจะถูกแบนในที่สาธารณในอัฟกานิสถานอีกครั้งหรือไม่

จีนสกัดเยาวชนติดเกมออนไลน์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ให้เล่นแค่ 1 ชม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661907

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 10:03 น.จีนสกัดเยาวชนติดเกมออนไลน์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ให้เล่นแค่ 1 ชม. การจัดระเบียบทั่วประเทศครอบคลุมไปถึงกลุ่มเยาวชนที่นิยมเล่นเกมออนไลน์ หลังจากที่ทางการจัดระเบียบบริษัทไปก่อนหน้านี้แล้ว

ปักกิ่ง, 30 ส.ค. (ซินหัว) — วันจันทร์ (30 ส.ค.) สำนักบริหารสื่อและสิ่งพิมพ์แห่งชาติจีนได้ออกประกาศฉบับหนึ่งว่าด้วยการป้องกันเยาวชนจากการติดเกมออนไลน์

ประกาศดังกล่าวระบุว่าผู้ให้บริการเกมออนไลน์สามารถให้บริการแก่ผู้เยาว์ได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 20.00 น. จนถึง 21.00 น. ในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ รวมถึงในวันนักขัตฤกษ์

นอกจากนี้ สำนักฯ ยังเรียกร้องให้ใช้มาตรการลงทะเบียนและล็อกอินด้วยชื่อจริง โดยระบุว่าผู้ให้บริการเกมออนไลน์จะต้องไม่ให้บริการเกมแก่ผู้ใช้ที่ไม่ลงทะเบียนและล็อกอินด้วยตัวตนจริงทุกรูปแบบ

ทั้งนี้ หน่วยงานด้านสื่อและสิ่งพิมพ์ทุกระดับของจีนได้ถูกร้องขอให้กำกับดูแลการบังคับใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องและจัดการกับบริษัทที่ไม่บังคับใช้มาตรการเหล่านี้

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ได้กลิ่น “การปฏิวัติ” โชยมาแต่ไกลจากในจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661885

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 20:29 น.ได้กลิ่น "การปฏิวัติ" โชยมาแต่ไกลจากในจีนจีนกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายคนอาจจะมองไม่เห็น แต่มีคนหนึ่งบอกใบ้ออกมา และสื่อของรัฐบาลตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

คนภายนอกอาจไม่รู้สึกว่าจีนกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนในหลายๆ ด้าน คอข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่มักโฟกัสไปที่ “จีนกับสหรัฐ” ไม่ค่อยติดตามว่า “จงหนานไห่” (ศูนย์กลางการปกครองงของจีน) กำลังคิดทำอะไรกับประเทศและประชาชน

ในไทย เมื่อเราเอ่ยถึง “การปฏิวัติ” มันมักมีความหมายถึงการยึดอำนาจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและทิศทางการเมือง แต่ในจีน หากเอ่ยคำว่าการปฏิวัติมันไม่ใช่แค่การชิงอำนาจของคนบางคน แต่มันคือการผลิกฟ้าคว่ำดินที่กระทบคนนับพันล้าน

กลิ่น “การปฏิวัติ” เริ่มชัดขึ้น เมื่อมีการเผยแพร่บทความของบุคคลที่มีชื่อว่า “หลี่กวงหม่าน ปิงเตี่ยน สือผิง” (หลี่กวงหม่านคอมเมนต์ ณ จุดเยือกแข็ง) หลี่กวงหม่านฯ คนนี้เป็นใครเรายังไม่ทราบชัด แต่รู้ว่าบทความของเขาชิ้นนี้เผยแพร่ก่อนใน WeChat

แต่หลังจากนี้นั้นมันถูกแชร์ต่อโดยสื่อของรัฐบาลเกือบยกแผง ไม่ว่าจะเป็น People’s Daily, Xinhua News Agency, PLA Daily, CCTV, China Youth Daily และ China News Service ล้วนแต่เป็นสื่อของรัฐระดับเอลิสต์

สื่อในไต้หวันและฮ่องกงที่อยู่คนละฝั่งกับรัฐบาลจีนก็รายงานบทความของหลี่กวงหม่านฯ ราวกับว่ากำลังสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง อันที่จริงแล้ว สื่อภาษาจีนนอกจีนค่อนข้างตื่นตัวในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เพราะความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในจีนแบบรายวันเลยทีเดียว

และการที่สื่อของรัฐเผยแพร่บทความของหลี่กวงหม่านฯ นับว่าไม่ใช่เรื่องปกติเอาเลย มันต้องมีนัยอะไรสักอย่าง ไม่ต้องมองไปไกลเอาแค่ชื่อบทความนี้ใชคำว่า “เปี้ยนเก๋อ” ก็ส่อนัยที่น่าคิดมาก

บทความนี้มีชื่อว่า “ทุกคนสามารถรู้สึกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งกำลังดำเนินอยู่!” คำว่า “เปลี่ยนแปลง” หรือ เปี้ยนเก๋อ” นี้ มันสามารถแปลได้ว่า “การปฏิวัติที่ถึงแก่น” ได้ด้วย นัยความหมายของคำๆ นี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลง หรือสลับของเก่าเป็นของใหม่ แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่

มันสะท้อนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในจีน ที่มีการล้างบาง กวาดล้าง ชำระล้างวงการต่างๆ ตั้งแต่การศึกษา บันเทิง ธุรกิจเทค การเงินการธนาคาร และวงการการเมือง

ขณะที่กำลังนั่งเขียนอยู่นี้มีข่าวว่าทางการจีนสั่งให้บริษัทเกมส์ออนไลน์กำหนดโควต้าเวลาให้ผู้ใช้บริการที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่เล่นเกมส์ได้แค่วันละ 1 ชั่วโมงในวันหยุดเท่านั้น คำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากทางการจีนเพิ่งจัดระเบียบวงการเกมส์ออนไลน์ไปหมาดๆ คำสั่งล่าสุดคือการ “บีบ” ให้วงการนี้มีอิทธิพลต่อเยาวชนน้อยลง

หลังจากรัฐบาลสั่งกวาดล้างธุรกิจกวดวิชาเพื่อให้เด็กๆ ไม่เรียนมากไปกว่าจำเป็นและป้องกันความเหลื่อมล้ำจากการที่คนมีเงินมีโอกาสทางการศึกษาล้ำหน้าคนรายได้ระดับอื่นเกินไป ทางการจีนจัดเด็กๆ ให้อยู่ในแถวด้วยการเล่มเกมส์เป็นเวลาและมีโอกาสเข้าถึงมันยากขึ้น และกวาดล้างกลุ่มแฟนบันเทิง (ซึ่งมักเป็นเยาวชนอีกนั่นแหละ) ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวและฟุ้งเฟ้อหลายครั้ง

นี่แหละคือ “เปี้ยนเก๋อ” อย่างแท้จริง

โดยเฉพาะวงการบันเทิงกำลังถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมประชาชน แต่ดาราหลายคนพฤติกรรมไม่น่าชื่นชม และรัฐบาลไม่อดทนต่อไปอีกจึงต้องลึกขึ้มาเก็บกวาดครั้งใหญ่

“หลี่กวงหม่าน ปิงเตี่ยน สือผิง”มองเห็นการปฏิวัติอันลึกซึ้งนี้และเอ่ยถึงพฤติกรรม “อันฉาวโฉ่” ของคนดังในวงการบันเทิงคนแล้วคนเล่า แต่เรื่องทีเกิดขึ้่นในวงการบันเทิงเป็นเพียงคลื่นลูกหนึ่งในคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่ซัดทำลาย “พฤติกรรมไม่พึงประสงค์” ในสายตาของรัฐบาลจีน

เขาเขียนว่า “ตั้งแต่การระงับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ Ant ไปจนถึงการที่รัฐบาลกลางแก้ไขระเบียบเศรษฐกิจและการต่อต้านการผูกขาดไปจนถึงการปรับ Ali และการสอบสวนของ Didi จำนวนเงิน 18.2 พันล้านหยวน ไปจนถึงการฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคฯ อันโอ่อ่าโดยรัฐบาลกลาง, ข้อเสนอที่จะเดินตามเส้นทางของความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน และความวุ่นวายล่าสุดในวงการบันเทิง การดำเนินการแก้ไขเป็นชุดๆ โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังบอกเราว่าจีนกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม และการเมือง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง (เปี้ยนเก๋อ) หรือการปฏิวัติที่ลึกซึ้ง (เก๋อมิ่ง)”

จะเห็นได้ว่าในข้อเขียนนี้เขาถึงกับใช้คำว่า “การปฏิวัติ” หรือ “เก๋อมิ่ง” กันตรงๆ คำๆ นี้บ่งนัยถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วย ดังนั้น มันจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (เปี้ยนเก๋อ) แต่จีนกำลังมุ่งไปถึงการถอนรากถอนโคนทางการเมืองด้วย – บทความกล่าวต่อไปว่า

“นี่คือการคืนทวงคืนจากกลุ่มทุนกลับสู่มวลชน และนี่คือการเปลี่ยนแปลงจากทุนเป็นศูนย์กลางไปสู่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประชาชนกลายเป็นแกนหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้อีกครั้ง และทุกคนที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางจะถูกละทิ้ง การเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งนี้ยังเป็นการหวนกลับ คือการหวนคืนสู่ความตั้งใจดั้งเดิมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การหวนคืนสู่ธรรมชาติ (ของพรรคฯ) ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการหวนกลับคืนสู่แก่นแท้ของลัทธิสังคมนิยม”

เนื้อหาตอนนี้สะท้อนแนวทางของสีจิ้นผิงอย่างชัดเจนที่ต้องการส่งเสริมค่านิยมสังคมนิยมในจีนอีก หลังจากที่คนจีนหลงไหลกับทุนนิยม (หรือที่เรียกอย่างสวยหรูว่า “สังคมที่มีคุณลักษณะแบบจีน”) มานับสิบๆ ปีแล้ว ผลของการปล่อยให้ประชาชนเสพทุนนิยมคือ เศรษฐกิจจีนใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก แต่มันต้องแลกมาด้วยความเสื่อมถอยเรื่องค่านิยมต่างๆ ทั้งความสุรุ่ยสุร่าย ความคลั่งไคล้ที่ไร้เหตุผล และการไม่มีจริยธรรมของคนระดับไอดอลของสังคม

สีจิ้นผิงก็ยังเชิดชูแนวคิด “สังคมที่มีคุณลักษณะแบบจีน” เพียงแต่เขาต้องดึงสติประชาชนให้เป็นสังคมนิยมมากขึ้น ทุนนิยมให้น้อยลง

การทำแบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้คนหลงกับทุนนิยมจนถอนตัวไม่ขึ้น หนทางที่ต้องทำคือต้อง “ช็อค” ด้วยการกวาดล้างเซคเตอร์ต่างๆ แบบไม่หยุดหย่อน เป็นการปฏิวัติแบบสายฟ้าแลบในภาคส่วนที่กระทบต่อมิติด้านทุนนิยมของประชาชนอย่างลึกซึ้ง

ส่วนพวกนายทุนที่กอบโกยจนเกินเหตุนั้น หลังจากนี้จะต้องปรับตัวไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ได้ – บทความเตือนว่า

“การเปลี่ยนแปลงนี้จะล้างฝุ่นทั้งหมดออกไป ตลาดทุนจะไม่ใช่สวรรค์สำหรับนายทุนที่จะร่ำรวยในชั่วข้ามคืนอีกต่อไป ตลาดวัฒนธรรมจะไม่ใช่สวรรค์ของดาราสาววายร้ายอีกต่อไป และข่าวและความคิดเห็นของสาธารณชนจะไม่อยู่ในฐานะที่บูชาวัฒนธรรมตะวันตกอีกต่อไป (นี่คือ) การกลับมาของสีแดง (คอมมิวนิสต์) การกลับมาของวีรชน (ของพรรคฯ) และการกลับมาของความเสียสละภักดี (ต่อพรรคฯ)”

บทความนี้ยังไปไกลถึงขั้นเสนอแนะแนวทางว่าควรทำอย่างไรต่อไป ไม่แน่ว่านี่คือการแย้มพรายให้รู้ว่ารัฐบาลจีนจะมุ่งไปทางนี้ก็เป็นได้

“ดังนั้น เราจำเป็นต้องควบคุมความวุ่นวายทางวัฒนธรรมทั้งหมด และสร้างวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา มีสุขภาพดี มีพลังชายชาตรี เข้มแข็ง และมุ่งเน้นที่ผู้คน เราต้องปราบความวุ่นวายของการยักย้ายถ่ายเทเงินทุนขนาดใหญ่ การผูกขาดแพลตฟอร์ม และความโกลาหลจากการที่เงินไม่ดีขับไล่เงินดีในตลาดทุน ชักนำการไหลของเงินทุนไปยังองค์กรธุรกิจ องค์กรที่มีเทคโนโลยีสูง และอุตสาหกรรมการผลิต จัดการความโกลาหลของการศึกษาอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากการจัดการสถาบันฝึกอบรมและเขตการศึกษาจะช่วยให้การศึกษากลับสู่คนสามัญและมีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง เพื่อให้คนทั่วไปมีพื้นที่ในการยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น ในอนาคตราคาบ้านที่สูงและค่ารักษาพยาบาลที่สูงจะได้รับการแก้ไขอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำการปราบภูเขาใหญ่ที่กีดขวางให้ราบคาบ คือภูเขาของการศึกษา การรักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัย”

ข้อความสุดท้ายมีน้ำเสียงการปฏิวัติสังคมนิยมอย่างชัดเจน คำว่า “ภูเขาใหญ่ทั้งสาม” (ซานจั้วต้าซาน) เป็นศัพท์แสงของสังคมนิยมจีน แต่ก่อนหมายถึงสิ่งที่ขัดขวางสังคมนิยม คือ ลัทธิจักรพรรดินิยม, ระบอบศักดินา และทุนนิยมเล่นพรรคเล่นพวก สิ่งเหล่านี้คือ อุปสรรคในการสร้างจีนใหม่หลังการปลดปล่อย แต่ตอนนี้อุปสรรคของจีนที่รุ่งเรืองคือ “การศึกษา การรักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัย”

ผู้เขียนกล่าวว่า “แม้ว่าเราไม่ได้พยายามฆ่าคนรวยและช่วยคนจน (เหมือนยุคปราบ “ภูเขาใหญ่ทั้งสาม” ในสมัยก่อน) แต่เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาการช่องว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจนอย่างมีประสิทธิภาพ ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันคือการเปิดทางให้คนงานธรรมดามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการกระจายความมั่งคั่งทางสังคม”

ส่วนที่เหลือของบทความเอ่ยถึงแนวโน้มของการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับโลกภายนอก ซึ่งหากมีโอกาสผู้เขียนจะเอ่ยถึงต่อไป

สิ่งที่สำคัญกว่าจากบทความของ “หลี่กวงหม่านฯ” ก็คือท่าทีผลักดันให้จีนหวนคืนสู่รากเหง้าสังคมนิยมหรืออย่างน้อยก็ลดความเห็นแก่ตัวแบบทุนนิยมลงเสีย

การที่สื่อของรัฐพร้อมใจกันลงบทความนี้ย่อมสะท้อนว่ามันสอดคล้องกับแนวทางของรัฐนั่นเอง อันที่จริงแล้วหากไม่มีบทความนี้ หลายๆ คนก็พอจะเดาออกว่าจีนกำลังมุ่งไปในทางเดียวกับที่บทความนี้บอก

เพียงแต่การเลือกใช้คำ “ปฏิวัติ” และ “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างลึกซึ้ง” ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามันจะส่งแรงกระเพื่อมหนักหนาขนาดไหนในจีน

การปฏิวัติวัฒนธรรมเมื่อทศวรรษที่ 60 เริ่มต้นด้วย “หนังสือตัวโต” (ต้าจื้อเป้า) หรือประกาศแจ้งข่าวที่ติดไว้ตามกำแพง แปะไว้บอกเจตนารมณ์และแนวทางการปฏิวัติและเปิดโปงศัตรูของการปฏิวัติ บทความชิ้นนี้ก็คล้ายกับหนังสือตัวโตในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม

มันคือการบอกให้ประชาชนปรับท่าทีให้เป็นสังคมนิยมมากขึ้นและเริ่มต้นการกวาดล้างศัตรูของสังคมนิยม

ครั้งสุดท้ายที่จีนใช้คำว่า “ปฏิวัติ” (เก๋อมิ่ง) คือการปฏิวัติวัฒนธรรม (เหวินฮว่า ต้าเก๋อมิ่ง) เมื่อทศวรรษที่ 60 คือการทำลายล้างรากฐานสังคมแบบใหม่ เพื่อทำให้จีนเป็นสังคมคอมมิวนิสต์บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ผลของมันวินาศสันตะโรเอามากๆ

เรามารอดูกันว่า “เก๋อมิ่ง” คราวนี้จะจะมีผลเช่นไร

โดย กรกิจ ดิษฐาน

AFP PHOTO / JEAN VINCENT

เตือน C.1.2 โควิดสายพันธุ์ใหม่ อาจอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661871

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 17:14 น.เตือน C.1.2 โควิดสายพันธุ์ใหม่ อาจอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์ผู้เชี่ยวชาญชี้ C.1.2 กลายพันธุ์มากสุด หวั่นระบาดง่าย-ดื้อวัคซีน ขณะนี้พบแล้วหลายประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในหลายประเทศกำลังกังวลเกี่ยวกับโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “C.1.2” ซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้และได้แพร่ระบาดไปแล้วเกือบ 10 ประเทศทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่าสายพันธุ์ดังกล่าวสามารถแพร่ระบาดได้มากกว่า และต้านทานวัคซีนได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ C.1.2 ตรวจพบครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการกลายพันธุ์จากสายพันธุ์ C.1 ที่ตรวจพบในเดือนมกราคม โดยการศึกษาที่ดำเนินการโดยสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติของแอฟริกาใต้พบว่า C.1.2 มีการกลายพันธุ์ไปอย่างมาก

ตลอดจนมีการกลายพันธุ์ที่ห่างไกลจากไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในอู่ฮั่นมากกว่าสายพันธฺุ์อื่นๆ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC) และสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง (VOI) ทั้งหมดทั่วโลก

นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการกลายพันธุ์ของ C.1.2 นั้นอยู่ที่ประมาณ 41.8 ครั้งต่อปี ซึ่งรวดเร็วเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ

โดยมีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง N440K และ Y449H ด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับความสามารถในการหลบเลี่ยงแอนติบอดีบางประเภทที่ผลิตโดยวัคซีนโควิด-19

สถาบันโรคติดต่อแห่งชาติของแอฟริกาใต้ยังชี้ว่าจีโนมของ C.1.2 เพิ่มขึ้นจาก 0.2% ในเดือนพฤษภาคมมาอยู่ที่ 1.6% ในเดือนมิถุนายน และ 2% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่มากกว่าสายพันธุ์อัลฟา เบตา และแกมมา

ส่วนคำถามที่ว่า C.1.2 จะมีอันตรายมากกว่าสายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงทั่วโลกในขณะนี้หรือไม่นั้น นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันอีกครั้ง

โดยนอกจากแอฟริกาใต้แล้ว C.1.2 ได้รับการยืนยันในอีกหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ จีน นิวซีแลนด์ โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และมอริเชียส

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP