Bitcoin ทะลุ 50,000 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน พ.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661276

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 10:43 น.

Bitcoin ทะลุ 50,000 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน พ.ค.Bitcoin ส่งสัญญาณกลับมาแรงอีกครั้ง หลังจากที่มันและเงินคริปโตอื่นๆ เอื่อยมาพักใหญ่ๆ

Bitcoin ทะลุ 50,000 ดอลลาร์ในวันจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เนื่องจากนักลงทุนกลับมาลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเพื่อต่อรองราคาซื้อ

Bitcoin ปรับขึ้นไปประมาณ 2% เป็น 50,249.15 ดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นมันเริ่มอ่อนแรงลงเพราะปัจจัยต่างๆ รวมถึงการปราบปรามเงินคริปโตของจีนและการตัดสินใจของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) บอสของบริษัท Tesla  ที่จะหยุดยอมรับ Bitcoin เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขุด Bitcoin 

ทว่าหลังจากนั้น Tesla  ยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้ากลับลำแสดงการสนับสนุน Bitcoin ในขณะที่นักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายรายรวมถึง แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ผู้ก่อตั้ง Twitter ก็ให้ความสนใจเช่นกัน

ตอน Bitcoin นี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 70% จากระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนที่แตะระดับ 29,000 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน และการเก็งกำไรกำลังผลักดันมันสู่ระดับแรงต้าน 100,000 ดอลลาร์

Rick Bensignor จาก Bensignor Investment Strategies กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า Bitcoin “กำลังเข้าใกล้จุดสูงในสิ่งที่ผมคาดหวังในฐานะช่วงการซื้อขายใหม่ในช่วง low-40,000 ถึงระดับ low-50,000 ดอลลาร์”

ทว่า Bitcoin ยังคงอยู่ไกลจากสถิติที่ low-65,000 ดอลลาร์ที่ทำได้ในเดือนเมษายน

Photo by Ozan KOSE / AFP

เวียดนามนำลิ่ว ยอมรับ Crypto มากที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661230

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 19:18 น.

เวียดนามนำลิ่ว ยอมรับ Crypto มากที่สุดในโลกในขณะที่ไทยอยู่ในระดับปลายตารางท็อป 20 ของการจัดอันดับดัชนีการยอมรับเงินคริปโตเคอร์เรนซี่

จากข้อมูลใหม่โดย Chainalysis ที่จัดทำ “อันดับดัชนีการยอมรับเงินคริปโตเคอร์เรนซี่ทั่วโลก” หรือ Global Crypto Adoption Index ซึ่งจัดอันดับ 154 ประเทศ พบว่าการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลทั่วโลกเริ่มเทคออฟเมื่อปีที่แล้ว โดยเพิ่มขึ้นถึง 881% โดยเวียดนามเป็นผู้นำ

จากการจัดอันดับการยอมรับเงินคริปโตเคอร์เรนซี่ในอัตราคะแนนการยอมรับตั้งแต่ 0 จนถึง 1 พบว่าเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่ได้คะแนนเต็ม 1 และยังเป็นประเทศเดียวที่ได้คะแนนสูงกว่า 0.4 เพราะประทเศที่เหลือมีคะแนนไม่ถึง 0.4 เลย

ประเทศที่ตามเวียดนามมาคืออินเดียและปากีสถานในอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับต่างก็มีคะแนน 0.37 และ 0.36 ตามลำดับ

ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 12 ได้คะแนน 0.17 สหรัฐในอันดับที่ 8 ได้คะแนน 0.22 และจีนอันดับที่ 13 ได้คะแนน 0.16

ปีที่แล้ว จีนอยู่ในอันดับที่ 4 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 6 ในปีนี้ สหรัฐอยู่ในอันดับที่ 8 ในขณะที่จีนอยู่ในอันดับที่ 13 เหตุผลที่ใหญ่ที่สุดที่ทั้งสองประเทศตกลงคืออันดับของพวกเขาในปริมาณการค้า P2P ลดลงอย่างมาก

การจัดอันดับทำขึ้นจากการประเมินปริมาณการซื้อขายแลกเปลี่ยนแบบ peer-to-peer (P2P) มากกว่าปริมาณธุรกรรมรวม เพราะหาวัดปริมาณธุรกรรมรวมประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะมีการซื้อคริปโตโดยนักลงทุนระดับมืออาชีพและสถาบันในระดับสูง

ดังนั้น Chainalysis จึงกล่าวว่าจุดประสงค์ของดัชนีที่ประมินแบบ P2P ก็เพื่อประเมินยอมรับคริปโตโดย “คนธรรมดา” และ “มุ่งเน้นไปที่กรณีการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมและการออมส่วนบุคคล มากกว่าการซื้อขายและการเก็งกำไร”

ดังนั้นเราจะเห็นรว่าอันดัยต้นๆ ของประเทศที่ยอมรับคริปโตจึงเป็นประเทศที่มีประชาชนใช้คริปโตในขีวิตประจำวันจริงๆ ไม่ใช่การลงทุน เช่แรงงานข้ามถิ่นที่ส่งเงินกลับประเทศหรือภูมิลำเนาแทนที่จะใช้ธุรกรรมผ่านสถาบันการเงินเดิมที่อาจจะยุ่งยากกว่า

ประเทศข้างต้น เช่น เคนยา (อันดับที่ 5) ไนจีเนีย (อันดับที่ 6) เวเนซุเอลา (อันดับที่ 7) กระนั้นก็ตาม การชำระเงินของรายย่อยมีมูลค่าต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์

อีกสาเหตุคือ ตลาดเกิดใหม่หลายแห่งเผชิญกับการลดค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ประชาชนในประเทศนั้นๆ ต้องซื้อสกุลเงินคริปโตบนแพลตฟอร์ม P2P เพื่อรักษาเงินออมของพวกเขา

Chainalysis ชี้ถึงแนวโน้มในอนาคตว่า ข้อมูลของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นในส่วนของบริการ (การเงิน) แบบรวมศูนย์และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ DeFi (การเงินแบบกระจายอำนาจ) กำลังขับเคลื่อนการใช้สกุลเงินคริปโตในประเทศที่พัฒนาแล้วและในประเทศที่มีการนำไปใช้เป็นจำนวนมาก

“ประเด็นที่ชัดเจนก็คือ: การยอมรับคริปโตเคอร์เรนซี่ได้พุ่งสูงขึ้นในช่วงสิบสองเดือนที่ผ่านมา และการเปลี่ยนแปลงในประเทศต่างๆ ที่มีส่วนทำให้เห็นว่าคริปโตเคอร์เรนซี่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างแท้จริง” Chainalysis ระบุ

Photo by Ozan KOSE / AFP

จีนสั่งปรามเจ้าหน้าที่รัฐ ‘บ้าพิธีการ’ มุ่งลดภาระงานชั้นผู้น้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661233

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 17:41 น.

จีนสั่งปรามเจ้าหน้าที่รัฐ ‘บ้าพิธีการ’ มุ่งลดภาระงานชั้นผู้น้อยทางการจีนออกระเบียบกวดขันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภาคประชาชน ภาคสังคม และหน่วยงานรัฐก็ไม่เว้น

ที่ประชุมทางการกลางของจีนเรียกร้องปฏิบัติการอันมีประสิทธิภาพเพื่อปราบปรามระเบียบพิธีการอันไม่มีประโยชน์หรือความจำเป็น รวมถึงเพื่อลดภาระของเจ้าหน้าที่และแรงงานระดับต้น.

เมื่อวันศุกร์ (20 ส.ค.) ที่ประชุมฯ ได้ทบทวนผลลัพธ์ของความพยายามลดระเบียบพิธีการลักษณะข้างต้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงเรียกร้องความพยายามเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่และแรงงานระดับต้นรับภาระหนักเกิน.

ที่ประชุมเน้นย้ำว่าหน่วยงานทางการที่มีอำนาจจะดำเนินการลงโทษสถานหนักกับผู้สร้างผลกระทบร้ายแรงอันเกิดจากการบังคับใช้มาตรการที่ไม่สำคัญจำเป็นในการรับมือโรคระบาดใหญ่หรือความปลอดภัยทางการผลิต.

นอกจากนั้นที่ประชุมยังตอกย้ำปัญหาการประชุม งานเอกสาร และการประเมินผลงาน ซึ่งไม่มีความจำเป็นและซ้ำซ้อน โดยเรียกร้องหน่วยงานท้องถิ่นป้องกันและแก้ไขระเบียบพิธีการอันไม่มีประโยชน์หรือความจำเป็นที่เกิดขึ้นใหม่

สนับสนุนเนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

AFP PHOTO / WANG Zhao

นิวซีแลนด์ยกธงขาวให้เดลตา สกัดโควิดเป็นศูนย์ทำไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661225

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 16:34 น.

นิวซีแลนด์ยกธงขาวให้เดลตา สกัดโควิดเป็นศูนย์ทำไม่ได้จากประเทศที่ควบคุมการระบาดได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ในที่สุดก็ต้องยอมศิโรราบให้กับการรุกรานของเดลตา

นิวซีแลนด์ยอมรับว่า กลยุทธ์ที่มีเป้าหมายอันคทะเยอทะยานด้วยการกำจัดโควิดให้เป็นศูนย์ หรือ “Covid zero” อาจไม่จะไม่เวิร์กอีกต่อไป เนื่องจากการระบาดของสายพันธุ์เดลตาที่มีความรุนแรงแพร่กระจายต่อเรื่อง

คริส ฮิปกินส์ รัฐมนตรีกระทรวงรับมือโควิด-19 รายงานพบผู้ป่วยอีก 21 รายในคลัสเตอร์กไวรัสที่แพร่ระบาดในเมืองโอ๊คแลนด์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยุติสถิติไม่พบผู้ป่วยในพื้นที่เป็นเวลา 6 เดือน และจุดชนวนการปิดเมืองทั่วประเทศ

ฮิปกินส์กล่าวว่าการเดลตามีความสามารถที่จะแพร่เชื้อได้สูงทำให้การแพร่ระบาดครั้งนี้ยากต่อการควบคุมมากกว่าคราวที่ผ่านมา ทำให้เกิด “คำถามใหญ่” เกี่ยวกับกลยุทธ์การกำจัดโควิด

“แม้จะมีการเตรียมการที่ดีที่สุดในโลก แต่ระดับของการติดเชื้อและความเร็วที่ไวรัสแพร่กระจายเ ก็ทำให้ระบบของเราอยู่ภายใต้ความตึงเครียด” เขากล่าวกับ TVNZ

การตอบสนองต่อการระบาของนิวซีแลนด์ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง มีผู้เสียชีวิตเพียง 26 รายในประชากร 5 ล้านคน แนวทางของนิวซีแลนด์มีศูนย์กลางอยู่ที่การกำจัดไวรัสออกจากชุมชน

นิวซีแลนด์ยังอาศัยการควบคุมชายแดนที่เข้มงวดซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการปิดล็อกอย่างหนักเมื่อมีเคสใดเคสหนึ่งเกิดขึ้น แต่ฮิปกินส์กล่าวว่าการมาถึงของเดลตาอาจบังคับให้คิดใหม่

“(เดลตา) ไม่เหมือนที่เราเคยรับมือมาก่อนในการระบาดใหญ่ครั้งนี้” เขากล่าว

“มันเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง หมายความว่าการเตรียมการทั้งหมดของเราเริ่มดูไม่เพียงพอและทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับอนาคตของแผนระยะยาวของเรา”

ประเทศเพื่อนบ้านของออสเตรเลียได้ดำเนินตามกลยุทธ์ “Covid zero” เหมือนกัน และรู้สึกท้อแท้เช่นเดียวกันเนื่องจากเคสติดเชื้อจากเดลต้ายังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การระบาดในนิวซีแลนด์ยังตอกย้ำถึงการฉีดวัคซีนที่ล่าช้าในประเทศนี้ และทำให้เกิดเสียงตำหนิรัฐบาลที่หละหลวมหลังจากประสบความสำเร็จในการจัดการกับการระบาดใหญ่ในระยะแรก

มีประชากรเพียง 20% เท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดในโลกที่พัฒนาแล้ว

คริส บิชอป โฆษกพรรคฝ่ายค้านแห่งชาติกล่าวว่าการระบาดครั้งนี้เปิดโปงแผนวัคซีนของรัฐบาลว่าไม่มีความเร่งด่วยเอาเสียเลย

“ความไม่พอใจของรัฐบาลและการไม่สามารถรับประกันการจัดหาและการส่งมอบวัคซีนได้ทำให้เราเทำอะไรไม่ได้เลย ตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างสมบูรณ์ต่อสายพันธุ์เดลตาเมื่อระบาดเข้าสู่ชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” เขากล่าว

เดวิด ซีมัวร์หัวหน้าพรรค ACT ฝ่ายค้านอีกรายกล่าวว่าฮิปกินส์ไม่สามารถใช้สายพันธุ์เดลตาเป็นข้ออ้างสำหรับความล้มเหลวในปัจจุบันได้

“เรารู้จักเดลตาตั้งแต่เดือนธันวาคม ระหว่างนี้เขาทำอะไรอยู่” ซีมัวร์ตั้งคำถาม

ฮิปกินส์กล่าวว่าการกำจัดไวรัสยังคงมีความสำคัญสูงสุดสำหรับการระบาดของเดลตาที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยทั้งหมด 72 รายในจำนวนนี้ 66 รายในโอ๊คแลนด์และ 6 รายในเวลลิงตัน

พบว่ามีผู้ป่วยที่มีผลไปเยี่ยมชมสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหลายแห่ง รวมทั้งโรงเรียน โบสถ์ และซูเปอร์มาร์เก็ต โดยทีมสาธารณสุขกำลังตรวจสอบสถานะของผู้ติดต่อที่ใกล้ชิดเกือบ 9,000 ราย

การล็อกดาวน์ทั่วประเทศมีกำหนดสิ้นสุดในวันอังคารนี้ แม้ว่าฮิปกินส์จะระบุว่าโอ๊คแลนด์อาจเผชิญกับข้อจำกัดเพิ่มเติม แม้ว่าจะยกเลิกล็อคดาวน์ที่อื่นก็ตาม

“ถ้าผมเป็นชาวโอ๊คแลนด์ ผมคงจะเตรียมตัวอยู่บ้านนานขึ้นอย่างแน่นอน” เขากล่าว

Photo by Mark MITCHELL / POOL / AFP

ญี่ปุ่นไม่ต้อนรับเจ้าหน้าที่ทูตที่เผด็จการเมียนมาส่งมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661216

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 14:16 น.

ญี่ปุ่นไม่ต้อนรับเจ้าหน้าที่ทูตที่เผด็จการเมียนมาส่งมาญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้ทูตเมียนมาร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ

ญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้กับนักการทูต 2 คน ที่ได้รับแต่งตั้งโดยรัฐบาลเผด็จการทหารของเมียนมาร์และรัฐบาลทหารพยายามที่จะส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่ที่โตเกียวแทนเจ้าหน้าที่ 2 คนที่ถูกไล่ออกในเดือนมีนาคม Kyodo รายงานอ้างจากแหล่งข่าวของรัฐบาลญี่ปุ่น

Kyodo รายงานว่าเผด็จการทหารเมียนมาได้ขอให้ญี่ปุ่นออกวีซ่าทางการทูตให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คน แต่ญี่ปุ่นกล่าวว่า “กำลังพิจารณา” คำขอ แต่ยังไม่ได้เริ่มขั้นตอนการออกวีซ่าเลย

นอกจากนี้ในระหว่างนี้ ญี่ปุ่นยังคงยอมรับสถานะทางการทูตของนักการทูต 2 คนที่ถูกไล่ออก หลังจากที่ทั้งคู่คว่ำบาตรไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ที่สถานทูตเพื่อประท้วงการทำรัฐประหาร

ตามเอกสารลงวันที่ 15 มีนาคม สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาบอกกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นว่ารัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพปรพกาศให้สถานะทางการทูตและหนังสือเดินทางของทั้งดจ้าหน้าที่ที่ถูกไล่ออกทั้ง 2 คนเป็นโมฆะ และสถานทูตยังขอให้ญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้พวกเขาใช้หนังสือเดินทาง

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นอนุญาตให้ทั้งสองอยู่ในญี่ปุ่น และยังได้เตรียมการเพื่อให้ทั้งสองสามารถทำงานเป็นนักการทูตได้ต่อไป

เจ้าหน้าที่ที่ถูกล่ออกทั้งสองได้ร่วมมือกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของเมียนมาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเพื่อเป็นตัวแทนของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการทหารว่าเป็นคณะปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมายของเมียนมา

เมื่อช่วงต้นเดือน โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นได้แสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการตัดสินใจของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการแต่งตั้งทูตพิเศษประจำเมียนมาร์ในความพยายามของกลุ่มเพื่อแก้ไขวิกฤต

อาเซียนและญี่ปุ่น รวมถึงประเทศอื่นๆ ได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวซูจี สมาชิกคนอื่นๆ ของอดีตพรรครัฐบาล สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย และผู้ต้องขังคนอื่นๆ ในทันที

Photo by STR / AFP

อังกฤษบากหน้าขอแรงจีน-รัสเซียช่วยเกลี้ยกล่อมตอลิบาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661206

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 12:18 น.

อังกฤษบากหน้าขอแรงจีน-รัสเซียช่วยเกลี้ยกล่อมตอลิบานแม้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียแลจีนจะย่ำแย่ลง แต่อังกฤษก็ยังบากหน้าขอให้ประเทศเหล่านี้ช่วยเรื่องอัฟกานิสถาน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ดอมินิก ราอับ กล่าวว่าสหราชอาณาจักรจะต้องหันไปหารัสเซียและจีนเพื่อขอให้ทั้งสองประเทศใช้ “อิทธิพลในฐานะคนกลาง” กับกลุ่มตอลิบาน แม้จะมีความไม่ไว้วางใจระหว่างสหราชอาณาจักรและรัฐบาลจีนและรัสเซียก็ตาม

“เราจะต้องนำเข้าประเทศที่อาจมีอิทธิพลเป็นคนกลางได้ เช่น รัสเซียและจีน แม้จะไม่สะดวกก็ตาม” ราอับบอกกับหนังสือพิมพ์ The Sunday Telegraph

เมื่อเร็วๆ นี้ สหราชอาณาจักรและจีนขัดแย้งกันในประเด็นต่างๆ รวมถึงฮ่องกง และกล่าวหาว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาติพันธุ์อุยกูร์ของจีน

ความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและรัสเซียก็เย็นชาเช่นกัน นับตั้งแต่การวางยาพิษต่ออดีตสายลับเซอร์เกย์ สกริปาลในปี 2561 โดยใช้สารทำลายประสาทที่โซเวียตพัฒนาขึ้นซึ่งรู้จักกันในชื่อ โนวิโชก เซอร์เกย์ สกริปาลเป็นสายลับที่ทรยศสายลับรัสเซียหลายร้อยโดยบอกข้อมูลให้กับหน่วยสือบราชการลับ MI6 ของสหราชอาณาจักร

ความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและรัสเซียแย่ลงไปอีกหลังจากนักข่าว BBC ที่ทำงานในมอสโกได้รับคำสั่งให้เดินทางออกนอกประเทศ

กลุ่มตอลิบานยึดอำนาจเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจากรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐทำให้ประชาชนหลายพันคนหลบหนีและอาจมีการประกาศการหวนคืนสู่การปกครองที่เข้มงวดและเป็นเผด็จกาเหมือนเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว

กองกำลังสหราชอาณาจักรได้อพยพผู้คน 3,821 คนออกจากคาบูลตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมของอังกฤษ รวมถึง 1,323 คนที่เดินทางถึงสหราชอาณาจักร ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่สถานทูต ชาวอังกฤษ และผู้มีสิทธิ์ภายใต้โครงการ Afghan Relocation and Assistance Policy (ARAP)

อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร โทนี่ แบลร์ กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า “การละทิ้ง” อัฟกานิสถานเป็น “โศกนาฏกรรม, เป็นอันตราย, ไม่มีความจำเป็น ไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา และไม่สำหรับเรา”

อดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ ซึ่งส่งกองทหารอังกฤษไปยังอัฟกานิสถานในปี 2544 กล่าวว่า การตัดสินใจถอนทหารนั้น “ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่มาจากการเมือง”

แบลร์เสริมว่าสหราชอาณาจักรต้องไตร่ตรองอย่างจริงจังในสิ่งที่ต้องทำในการตัดสินใจที่จะถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน โดยที่เขาชี้ว่าการตัดสินใจนั้น “มีการปรึกษาหารือเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย” กับสหรัฐ

“พวกเรา (สหราชอาณาจักร) เสี่ยงที่จะตกชั้นสู่ดิวิชั่น 2 ของมหาอำนาจโลก บางทีเราไม่แยแสอะไร แต่อย่างน้อยเราควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ” แบลร์เขียนในบทความที่ตีพิมพ์เมื่อวันเสาร์

Photo by Giuseppe CACACE / AFP

การทูตวัคซีนของจีนสะดุดในอาเซียน ชี้เป็นโอกาสทองของสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661195

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 10:17 น.

การทูตวัคซีนของจีนสะดุดในอาเซียน  ชี้เป็นโอกาสทองของสหรัฐสื่อใหญ่อย่าง The New York Times ชี้คือนี่โอกาสของสหรัฐในการเข้ามาแทรกตัวแทนจีน

The New York Times รายงานว่าถึงแม้ว่า ประเทศต่างๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันไปหาวัคซีนชนิดอื่นอย่างรวดเร็วเพื่อมองหาวัคซีนที่ดีกว่าของจีน

สื่ออเมริกันยกตัวอย่างกรณีที่คนประเทศไทยที่ได้รับการฉีดวัคซีน Sinovac ของจีนหนึ่งครั้งจะได้รับ AstraZeneca หลังจากนั้น ในอินโดนีเซีย ฉีดวัคซีน Moderna เพื่อเป็ยบูสเตอร์ให้จ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ได้รับ Sinovac สองโดส

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียกล่าวว่าประเทศจะหยุดใช้ Sinovac เมื่อหมดล็อตแล้ว แม้แต่กัมพูชา ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของจีนในอาเซียน ก็เริ่มใช้ AstraZeneca เป็นบูสเตอร์ให้กับบุคลากรแถวหน้า

The New York Times ชี้ว่า มีไม่กี่แห่งที่ได้รับประโยชน์จากการทูตด้านวัคซีนของจีนมากพอๆ กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตซีนจากผู้ผลิตยาจากตะวันตก และหลายประเทศแถบนี้กำลังมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้จีนเข้ามาโดยสัญญาว่าจะจัดหายามากกว่า 255 ล้านโดส The New York Times ชี้ จีนพยายามใช้ความที่อาเซียนขาดแคลนวัคซีนดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น หวางอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศ เดินทางมาภูมิภาคนี้ในเดือนมกราคม โดยสัญญาว่าจะช่วยต่อสู้กับโรคระบาด ในเดือนเมษายน หวางอี้ประกาศว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญต่อจีน ประมาณหนึ่งในสามของวัคซีน 33 ล้านโดส ที่จีนแจกจ่ายฟรีทั่วโลกถูกส่งไปยังอาเซียน

แต่ตอนนี้หลายประเทศเริ่มกังขากับประสิทธิภาพของวัคซีนจีน และบางแห่งแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับเงื่อนไขที่มาพร้อมกับการบริจาคหรือการขายวัคซีนของจีน

The New York Times ชี้ว่า “ความพ่ายแพ้ในการรณรงค์วัคซีนของจีนทำให้เกิดการเปิดทางการทูตสำหรับสหรัฐ” เพราะ “ขณะที่หลายประเทศหันหลังให้จีน ความช่วยเหลือด้านวัคซีนจากสหรัฐก็เปิดโอกาสให้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ในภูมิภาคที่เจ้าหน้าที่สหรัฐละเลยเป็นส่วนใหญ่มาหลายปี ขณะที่จีนขยายอิทธิพล”

สหรัฐยังเอ่ยถึงการตั้งเงื่อนไขช่วยเหลือของจีน เช่น การที่รัฐบาลสหรัฐได้ให้คำมั่นว่าด้วยวัคซีนของสหรัฐที่บริจาคให้ประมาณ 23 ล้านช้อตและจะมาถึงในสัปดาห์นี้นั้น “ไม่มีข้อผูกมัด” พร้อมๆ กันนั้น กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดียังมีกำหนดจะเดินทางถึงสิงคโปร์และเวียดนามในวันอาทิตย์ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งบอกกับ The New York Times ว่าจีนเริ่มเสื่อมมนต์ขลังแล้วในแง่ของความได้เปรัยบเรื่องการทูตวัคซีน

สื่ออเมริกันยังชี้ว่าเพราะประสิทธิภาพของวัคซีนจีน รัฐบาลทั้งในอินโดนีเซียและไทยจึงตัดสินใจว่าจะต้องเปลี่ยนไปใช้วัคซีนชนิดอื่น เช่นเดียวกับวัคซีนที่จัดหาโดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และรัสเซีย

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียรายหนึ่งชี้ว่า ประเทศเหล่านี้มีทางเลือกมากขึ้น และไม่คิดว่าการหันมาสนใจวัคซีนตัวอื่นนอกจากจีนไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองแต่เพราะเห็นว่ามันใช้งานได้จริง

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP

จีนพบหลุมศพ ‘คู่รักกอดกันชั่วนิรันดร์’ อายุ 1,600 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661176

วันที่ 21 ส.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

จีนพบหลุมศพ ‘คู่รักกอดกันชั่วนิรันดร์’ อายุ 1,600 ปีพบหลุมศพคู่รักถูกฝังอยู่ในท่วงท่าสวมกอดกันและกันในโลงเดียวกัน

เมื่อไม่นานนี้คณะนักโบราณคดีของจีนเผยแพร่ผลการศึกษาหลุมศพคู่รัก ซึ่งถูกฝังอยู่ในท่วงท่าสวมกอดกันและกัน และมีความเก่าแก่ย้อนกลับถึงยุคราชวงศ์เว่ยเหนือ (ปี 386-534) หรือมากกว่า 1,600 ปีก่อน

หลุมศพดังกล่าวถูกขุดพบที่เมืองต้าถง มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน เมื่อปี 2020 โดยคู่รักนอนอยู่ในโลงเดียวกัน แขนของฝ่ายชายโอบกอดเอวคู่รัก ส่วนฝ่ายหญิงซบอกศีรษะแนบไหล่อีกฝ่าย และนิ้วนางข้างซ้ายของเธอสวมแหวนเงินอยู่ด้วย

ผลการวิเคราะห์โครงกระดูกเพิ่มเติมพบกระดูกแขนขวาของฝ่ายชายหักและติดเชื้อโดยไม่ได้รับการรักษาให้หายดี ขณะกระดูกของฝ่ายหญิงมีสุขภาพแข็งแรงดี ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าทั้งสองอาจเสียชีวิตจากการกระทำอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตาย

ทีมนักวิจัยระบุว่าแม้ก่อนหน้านี้มีการค้นพบหลุมศพคู่รักสวมกอดกันชั่วนิรันดร์จากยุคราชวงศ์เว่ยเหนือจำนวนมากในจีน แต่การค้นพบหลุมศพคู่รักกอดกันในสภาพสมบูรณ์ดีเช่นนี้นับว่าหายากอย่างมาก

หลุมศพเหล่านี้ช่วยตีความการรับรู้เกี่ยวกับความเป็นความตายและทัศนคติต่อความรักในยุคราชวงศ์เว่ยเหนือได้ดียิ่งขึ้น โดยเวลานั้นมีการอยู่ร่วมกันของหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มและการแพร่กระจายพื้นฐานสังคมพหุนิยม

ภูมิภาคต้าถงยุคโบราณเคยเป็นเบ้าหลอมวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ุ พร้อมความนิยมเทิดทูนความรักที่ยืนยาว แหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของฝ่ายหญิงจึงเป็นเครื่องหมายของความรักหรือการแต่งงานมากกว่าเป็นเครื่องประดับในยุคราชวงศ์เว่ยเหนือ

หลุมศพคู่รักกอดกันมีประวัติศาสตร์ทั่วโลกยาวนานกว่า 6,000 ปี โดยมีการค้นพบหลุมศพคู่รักแห่งวาลดาโร (Lovers of Valdaro) ในอิตาลี และโครงกระดูกกอดแห่งอะเลโพทรีพา (Embracing Skeletons of Alepotrypa) ในกรีซ

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยจากในจีนและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงนักวิจัยจากสถาบันโบราณคดีต้าถง มหาวิทยาลัยจี๋หลิน และมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน ได้ร่วมวิจัยและศึกษาหลุมศพที่ขุดพบในซานซี รวมถึงเผยแพร่บทความที่เกี่ยวข้องในวารสารอินเตอร์เนชันแนล เจอร์นัล ออฟ ออสทีโออาร์คีอาโลจี (International Journal of Osteoarchaeology)

ภาพ/ที่มา: xinhuathai

ออสเตรเลียวุ่น! ตำรวจฉีดสเปรย์พริกไทยปราบม็อบต้านล็อกดาวน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661174

วันที่ 21 ส.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

ออสเตรเลียวุ่น! ตำรวจฉีดสเปรย์พริกไทยปราบม็อบต้านล็อกดาวน์ ชาวออสเตรเลียประท้วงต่อต้านการล็อกดาวน์ที่เข็มงวดจนเจ้าหน้าที่ต้องใช้สเปรย์พริกไทยสลายการชุมนุม 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตำรวจออสเตรเลียจับกุมผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นในเมืองเมลเบิร์นและซิดนีย์ได้หลายร้อยคน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นายบาดเจ็บจากการปะทะกันจนต้องเข้าโรงพยาบาล ในขณะที่ออสเตรเลียพบผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

ตำรวจที่อยู่บนหลังม้าใช้สเปรย์พริกไทยเพื่อสลายการรวมตัวของชาวออสซี่กว่า 4,000 คนที่ดาหน้าเข้าหาแถวของตำรวจในเมืองเมลเบิร์น ขณะที่ผู้ประท้วงในซิดนีย์ถูกตำรวจปราบจลาจลกลุ่มใหญ่ขัดขวางไม่ให้รวมกลุ่มกันได้

ตำรวจในรัฐวิกตอเรียจับกุมผู้ประท้วงในเมืองเมลเบิร์น 218 คน สั่งปรับ 236 คน และส่งอีก 3 คนเข้าห้องขังในข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ โดยผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมจะถูกปรับคนละ 5,452 เหรียญออสเตรเลีย หรือ 129,693 บาทในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งทางสาธารณสุข

ส่วนตำรวจในรัฐนิวเซาท์เวลส์ตั้งข้อหาผู้ประท้วงในซิดนีย์ 47 คนในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งทางสาธารณสุขและขัดขืนการจับกุม รวมทั้งข้อหาอื่นๆ ทั้งยังสั่งปรับอีกกว่า 260 รายตั้งแต่ 50-3,000 เหรียญออสเตรเลีย หรือ 1,189-71,364 บาท

เมืองซิดนีย์อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดมากว่า 2 เดือนแล้ว เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดตามเขตติดต่อกับเมืองอื่นรวมทั้งพรมแดนติดกับนิวซีแลนด์

วันนี้ (21 ส.ค.) ออสเตรเลียพบผู้ติดเชื้อ 894 รายซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในซิดนีย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของเดลตา

Photo by William WEST / AFP

ข้อมูลออสเตรียชี้วัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพ 91% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661170

วันที่ 21 ส.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

ข้อมูลออสเตรียชี้วัคซีนโควิดมีประสิทธิภาพ 91%วัคซีนป้องกันอาการป่วยจาก Covid-19 ในชาวออสเตรีย 91 จาก 100 คนที่ฉีดวัคซีน 

หน่วยงานด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยทางอาหารออสเตรีย (AGES) เผยว่า วัคซีนช่วยป้องกันการติด Covid-19 แบบมีอาการในชาวออสเตรีย 91 จากทุกๆ 100 คนที่ฉีดวัคซีน 

รายงานของ AGES ระบุว่า จากเคสการติดเชื้อแบบมีอาการมากกว่า 150,000 เคสที่พบในออสเตรียในปีนี้พบว่า น้อยกว่า 2,900 เคสเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว หรือคิดเป็นอัตรา 91%  

ข้อมูลดังกล่าวตรงกับหลักฐานที่ได้จากการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจาก Covid-19

ชาวออสเตรียราว 57% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว โดยใช้วัคซีนของ Pfizer-BioNTech, Moderna, AstraZeneca และ Johnson & Johnson ซึ่งช่วยควบคุมการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงขึ้นทุบสถิติตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

AGES ระบุว่า วัคซีนช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ 2,177 เคส และการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 5,790 เคสในออสเตรียตั้งแต่เดือน ก.พ.-ก.ค.

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดของออสเตรียเปิดเผยหลังจากทางการอังกฤษรายงานว่า การศึกษาในสเกลใหญ่พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงเมื่อเจอสายพันธุ์เดลตา แต่ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อได้

REUTERS/Dado Ruvic//File Photo