เอกชนซื้อเองได้หรือไม่? จะเกิดอะไรหลังสหรัฐรับรอง Pfizer? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661346

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 08:55 น.

 เอกชนซื้อเองได้หรือไม่? จะเกิดอะไรหลังสหรัฐรับรอง Pfizer?การรับรองครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อการใช้ในสหรัฐเป็นหลักและเพื่อแก้ปัญหาในสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งผู้คนจำนวนมากยังไม่เชื่อใจในวัคซีน

1. การอนุมัติให้ใช้ทั่วไปจะพิจารณาโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวัคซีนและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่เกี่ยวข้องของ FDA ประกอบด้วย 15 นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา ระบาดวิทยา

2. ความปลอดภัยของวัคซีนขึ้นอยู่กับว่า “มีประโยชน์ที่ทราบมากกว่าความเสี่ยงที่ทราบและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น” (จากข้อมูลของ FDA) หากเป็นไปตามนี้ก็สามารถอนุญาตให้ใช้ทั่วไป หลังจากมีการอนุมัติใช้ฉุกเฉินเท่านั้น

3. การใช้ฉุกเฉินทำให้หลายคนกังวลว่ามันอาจจะยังอยู่ในช่วงการทดลองและอาจมีผลข้างเคียง ความกังวลนี้ทำให้ผู้คนไม่กล้าฉีดวัคซีน และทำให้สหรัฐเริ่มรับมือไม่ไหวเมื่อเกิดการระบาดของเดลต้า

4. การอนุมัติจาก FDA อาจทำให้นายจ้างภาคเอกชนและโรงเรียนจำนวนมากขึ้นออกคำสั่งบังคับใช้พนักงาน นักเรียน นักศึกษาต้องฉีดวัคซีน ซึ่งไบเดนขานรับเรื่องนี้ทันทีหลังการอนุมัติโดย FDA

5. การสำรวจของ Kaiser Family Foundation แสดงให้เห็นว่า 32% ของผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับวัคซีนกล่าวว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะได้รับวัคซีนหากได้รับการอนุมัติจาก FDA

6. วัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) จะทำให้บริษัทที่เป็นผู้ผลิตสามารถทำการตลาดโดยตรงกับผู้บริโภคได้

7. การตรวจสอบวัคซีนมาตรฐานของ FDA ยังรวมถึงการเจรจากับผู้ผลิตเพื่อพิจารณาว่าจะติดฉลากวัคซีนอย่างไร และบริษัทจะโฆษณาวัคซีนได้อย่างไร

8. กระบวนการอนุมัติจะเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับวัคซีนและทำให้เกิดการโฆษณาไปยังประชาชนผ่านโทรทัศน์ วิทยุ และสื่ออื่นๆ ในฐานะสินค้า เพื่อพยายามผลักดันการฉีดวัคซีนและการขาย

9. การอนุมัติจะช่วยให้ผู้ผลิตวัคซีนสามารถขึ้นราคาได้ ซึ่งพวกเขาได้กล่าวไว้แล้วว่าจะทำตามที่การระบาดใหญ่ลดน้อยลง ดังนั้นการการอนุมัติจะนำไปสู่ยุคที่วัคซีนจะไม่มีการแจกฟรีอีกต่อไป

10. แต่เช่นเดียวกับวัคซีนอื่นๆ เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล วัคซีนโควิด-19 ระบบสาธารณสุขของรัฐอาจจะช่วยอุดหนุนราคาวัคซีนอย่างน้อยบางส่วน

11. การอนุมัติยังเป็นการปูทางให้บริษัทหรือองค์กรตั้งข้อแม้ให้ลูกค้าฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคการท่องเที่ยว การพักผ่อน และการบริการจะได้รับประโยชน์เพราะชาวอเมริกันเต็มใจที่จะเดินทาง รับประทานอาหารนอกบ้าน เยี่ยมชมสวนสนุก และเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น

12. ผลที่เห็นชัดในแง่เศรษฐกิจคือ การอนุมติครั้งนี้ผลักดันตลาดให้ดัชนีหุ้นสูงขึ้น หนุน Dow Jones Industrial Average ขึ้น 300 จุด และผลักดัน S&P 500 และ Nasdaq สู่ระดับสูงสุดใหม่

ข้อมูลจาก

How full FDA approval could pave the way for COVID-19 vaccine mandates

FDA vaccine approval is good news for markets, employment, economy

Photo by Angela Weiss / AFP

สหรัฐอนุมัติการใช้ Pfizer เต็มรูปแบบ เร่งสกัดเดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661339

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 08:21 น.

สหรัฐอนุมัติการใช้ Pfizer เต็มรูปแบบ เร่งสกัดเดลตาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) อนุมัติวัคซีน Pfizer-BioNTech อย่างสมบูรณ์ เปิดทางให้มีการบังคับมาตรการฉีดวัคซีนอย่างเต็มที่มากขึ้น เนื่องจากการระบาดของเดลตาโจมตีประเทศ

ประมาณ 52% ของประชากรอเมริกันได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว แต่หน่วยงานด้านสุขภาพเล็งเป้าหมายไปที่ผู้คนที่ลังเลใจเรื่องวัคซีน จนขัดขวางการรณรงค์ระดับชาติ

ในคำปราศรัยทางโทรทัศน์ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเรียกการอนุมัติของ FDA ว่าเป็น “มาตรฐานทองคำ”

“วันนี้ผมขอเรียกร้องให้บริษัทในภาคเอกชนเพิ่มมาตรการบังคับฉีดวัคซีนซึ่งจะ (ทำให้วัคซีน) เข้าถึงผู้คนอีกหลายล้านคน” เขากล่าว

วัคซีนของ Pfizer ซึ่งขณะนี้จะวางตลาดภายใต้ชื่อแบรนด์ Comirnaty เป็นรายแรกที่ได้รับการอนุมัติเต็มรูปแบบ

Pfizer มากกว่า 200 ล้านโดสได้รับการจัดการภายใต้การอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน (EUA) ที่ได้รับเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2020

การตัดสินใจอนุมัติอย่างเต็มที่ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปนั้นอิงตามข้อมูลล่าสุดจากการทดลองทางคลินิกของวัคซีนที่มีผู้คนมากกว่า 40,000 คน ซึ่งพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพ 91% ในการป้องกันโรคโควิด

องค์การอาหารและยาติดสหรัฐตามข้อมูลจากผู้รับวัคซีน 12,000 รายหกเดือนจากชุดวัคซีนของพวกเขา

ผลข้างเคียงที่รายงานโดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและรวมถึงอาการปวดและบวมบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ หนาวสั่นและมีไข้

หน่วยงานกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับภาวะการอักเสบของของกล้ามเนื้อหัวใจ (myocarditis) ซึ่งเป็นภาวะที่หายากมากแต่เป็นกรณีน่าเป็นห่วงมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในเจ็ดวันหลังจากการให้วีคซีนที่สอง

ตรวจพบความเสี่ยงสูงสุดในเด็กชายอายุระหว่าง 12 ถึง 17 ปี โดยมีข้อมูลที่มีอยู่ซึ่งบ่งชี้ว่าบุคคลส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ แต่บางคนต้องการการดูแลอย่างเข้มข้น

กองทัพสหรัฐฯ กล่าวหลังจากประกาศว่าจะบังคับใช้วัคซีนได้ไม่นาน และคาดว่าธุรกิจส่วนตัวและมหาวิทยาลัยจำนวนมากมายจะใช้มาตรการเดียวกันในอีกไม่นาน

นครนิวยอร์กยังระบุด้วยว่า ต้องการให้พนักงานแผนกการศึกษาทุกคนได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดสภายในวันที่ 27 กันยายน

วัคซีนยังคงใช้ได้ภายใต้การอนุญาตใช้ในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กอายุ 12 ถึง 15 ปี แต่เนื่องจากขณะนี้ได้รับการอนุมัติโดยสมบูรณ์แล้ว แพทย์อาจกำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีหากเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์

Photo by Robyn Beck / AFP

เมื่อ Ant Group ของแจ็ค หม่าสั่นคลอนบัลลังก์ของ ‘สีจิ้นผิง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661325

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 21:04 น.

เมื่อ Ant Group ของแจ็ค หม่าสั่นคลอนบัลลังก์ของ 'สีจิ้นผิง'  ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของการเมืองจีนเริ่มเผยให้เห็นชัดขึ้นจากกรณีนักการเมืองในค่ายของสีจิ้นผิงถูกเล่นงานเพราะพัวพันกับบริษัทฟินเทคของแจ็ค หม่า

การเล่นงาน Alibaba Group Holding Ltd. ของรัฐบาลจีนดูเหมือนจะยังไม่จบ เพราะโจวเจียงหย่ง เลขาธิการคณะกรรมการพรรคเทศบาลเมืองหางโจว วัย 53 ปี ถูกสอบสวนฐานละเมิดวินัยพรรคและกฎหมายของรัฐอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยคณะกรรมการกลางเพื่อการตรวจสอบวินัย (CCDI) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับวินัยภายในของพรรค และคณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติ และหน่วยงานต่อต้านการทุจริตสูงสุดของประเทศจีน

สาเหตุของการจับกุมมีเบาะแสมาจากรายงานจากบุคคลหนึ่ง (วึ่งเราจะเอ่ยถึงต่อไป) ที่ระบุว่าครอบครัวของโจวซื้อหุ้นในบริษัทฟินเทคแห่งหนึ่งเป็นเงิน 500 ล้านหยวนก่อนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่แผนการจดทะเบียนจะถูกยกเลิก รายงานนี้ไม่ได้ระบุชื่อบริษัท

แต่จากข้อมูลที่เรามีทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามันหมายถึง Ant Group ของ แจ็ค หม่าที่ถูกเล่นงานในเวลาไล่เลี่ยกันก่อนที่จะเปิดขายหุ้นครั้งแรกแล้วโดนเบรคจนหัวทิ่ม ตามมาด้วยการเล่นงาน Alibaba อย่างหนักหน่วงของรัฐบาลจีน

ที่สำคัญคือ Alibaba มีสำนักงานใหญ่ที่หางโจว แจ็ค หม่า เป็นพลเมืองอกิติมศักดิ์ของหางโจว คนใหญ่คนโตของหางโจวจำนวนหนึ่งสนิทสนมกับ Alibaba

เมื่อวันอาทิตย์ Ant Group ปฏิเสธว่าไม่มีบุคคลบางคนซื้อหุ้นของบริษัทก่อนการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อปีที่แล้วและระบุว่าข้อมูลที่อกมาเป็นข่าวลือออนไลน์ แต่ปรากฎว่าพอเปิดตลาดวันจันทร์ หุ้นของ Alibaba ในตลาดปรับลดลง ย่อมหมายความว่าตลาดหวั่นใจไม่น้อย

ดูเผินๆ การสั่งสอบโจวเจียงหย่งดูเหมือนจะเป็นการกวาดล้างการคอร์รัปชั่น เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการสั่งสอบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของมณฑลเจ้อเจียงอีกคน ในชั่วเวลาเพียง 4 วันมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหางโจวโดนเล่นงานแล้วสองคน คือโจวเจียงหย่ง (วันที่ 21 สิงหาคม) และหมาเสี่ยวฮุย (วันที่ 19 สิงหาคม) นายกเทศมนตรีเขตหนิงไห่ เมืองหนิงปัว (โจวเจียงหย่ง ก็เคยทำงานที่หนิงปัวมาก่อน)

แต่มันยังมีมากกว่านี้อีก เหมือนกับว่าเจ้าใหญ่นายโตที่เจ้อเจียงกำลังถูกถอนรากถอนโคนครั้งใหญ่ สื่อภาษาจีนต่างเรียกว่า “แผ่นดินไหวใหญ่” ที่เจ้อเจียง

หลังจากโจวและหมาโดนเล่นงาน วันที่ วันที่ 23 สิงหาคม สวีกวงเย่า รองผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมของเขตอิ๋นโจว เมืองหนิงปัว, เฉินเสี่ยวหลง อดีตเลขาธิการพรรคและผู้อำนวยการศูนย์การจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมืองหูโจว และ หวงเสียงฉง รองผู้จัดการทั่วไปของ บจก. แห่งหนึ่งในเมืองเวินโจวอยู่ระหว่างการพิจารณาและสอบสวนทางวินัยเช่นกันจากรายงานของสื่อแนวสอบสวนของจีน “ไฉจิง”

ย้อนกลับไปวันที่ 22 กรกฎาคม จางสุ่ยถัง อดีตรองเลขาธิการและผู้อำนวยการสำนักงานต้อนรับของรัฐบาลมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเกษียณอายุมาแล้ว 7 ปี ก็ยอมมอบตัวและยอมรับการตรวจสอบทางวินัย

มันยังไม่เหมดแค่นั้น เมื่อเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ฉู่เมิ่งสิง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพรรคเขตไหสู่ เมืองหนิงปัวถูกตั้งข้อหาว่าละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง และอยู่ภายใต้การตรวจสอบทางวินัยและการกำกับดูแลและการสอบสวนโดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัยประจำมณฑลเจ้อเจียง

ในกรณีต่างๆ นี้ต้องจับตากรณีโจวเจียงหย่ง หมาเสี่ยวฮุย และฉู่เมิ่งสิง เราะทั้งสามคนนี้มีความสนิทสนมกันมากและมีพื้นเพมาจากเมืองหนิงปัว ส่วนพวกที่ถูกสอบสวนคนอื่นๆ ก็มีความเกี่ยวข้องกับทั้งสามคนนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แล้วความสัมพันธ์ของคนทั้งหมดนี้โยงไปถึง หูหมิ่นชุน ทนายความหญิงที่มีบริษัทในหนิงปัว ที่สำคัญเธอเป็นภรรยาของฉู่เมิ่งสิง หลังจากที่สามีของเธอถูกจับ เธอก็วิ่งเต้นกับคนใหญ่คนโตต่างๆ หนึ่งในนั้นคือโจวเจียงหย่ง ซึ่งแม้ว่าจะเห็นอกเห็นใจและเป็นเพื่อนกับสามีของเธอแต่เขาก็ไม่ช่วยอะไร

ด้วยความสิ้นหวัง หูหมิ่นชุนจึงรายงานเรื่องครอบครัวของโจวเจียงหย่งใช้เงิน 500 ล้านหยวนซื้อหุ้นก่อนการจะเปิด IPO ของบริษัทฟินเทคแห่งหนึ่ง (ที่ลือกันว่าเป็น Ant Group) และจะได้เงินคืน 520 ล้านหยวนถ้าบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ เธอรายงานเรื่องนี้โดยใช้ชื่อจริงของโจวเจียงหย่งและคนอื่นๆ โดยไม่ใช้นามแฝงเอาเลย

เรื่องนี้มีประเด็นที่ควรพูดถึง 3 ประเด็น

ประเด็นแรก นี่คือการ “สั่งสอน” Alibaba และแจ็ค หม่า เหมือนที่รัฐบาลจีนเริ่มทำมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว อันมีจุดเริ่มต้นมาจากการแสดงความเห็นท้าทายอำนาจรัฐในแง่การเงินของแจ็ค หม่า เมื่อเร็วๆ นี้ประเด็นนี้ก็ยังมีน้ำหนักเพราะรัฐบาลจีนสั่งจัดระเบียบ ออกใบเหลือง ใบแดงกับบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากจัดการกับภาคธุรกิจแล้ว คงถึงเวลาที่จะจัดการกับภาคการเมืองที่ไปพัวพันกับภาคธุรกิจมากเกินไป กรณีของโจวเจียงหย่งนั้นสนิทสนมกับแจ็ค หม่าค่อนข้างมาก เขาส่งเสริมหม่าและไปร่วมงานเปิดตัวอีเวนต์ของ Alibaba ครั้งใหญ่ๆ และยังมอบตำแหน่งพลเมืองกิตติมศักดิ์ของหางโจวให้กับหม่า ดังนั้นโจวจึงน่าจะถูกจับตาเป็นพิเศษ

จะเห็นได้จากแถลงการณ์จากกรรมการกลางเพื่อการตรวจสอบวินัย (CCDI) สั่งให้สมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในหางโจวแก้ไขตัวเองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ตนเองหรือญาติไปพัวพันด้วย และเมื่อวันจันทร์ CDDI กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ของพรรคที่ยังดำรงตำแหน่งเกือบ 25,000 คนที่มีฐานะนำในรัฐบาลหางโจว รวมถึงผู้ที่เกษียณอายุภายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กำลังดำเนินการ “ตรวจสอบตนเอง” เพื่อตรวจว่าตนเองมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

ประเด็นที่สอง มีข้อสังเกตจาก เริ่นเจี้ยนหมิง ศาสตราจารย์จากคณะบริหารรัฐกิจแห่งมหาวิทยาลัยวิชาการบินและการอวกาศของปักกิ่งกล่าวกับสื่อจีน “เหลียนเหอ เจ่าเป้า”ว่า นับตั้งแต่การประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับมณฑลและผู้บริหารส่วนกลางมากกว่า 80 คนในแต่ละปี แต่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในเจ้อเจียงค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่ของเจ้อเจียงได้รับการยกย่องอย่างสูงและมีความสามารถมาโดยตลอด

แต่การที่เจ้าหน้าที่เจ้อเจียงถูกเล่นงานคนแล้วคนเล่าในเวลานี้ แสดงว่าปัญหาคอร์รัปชั่นยังกำจัดไม่หมดสิ้นและยังต้องใช้เวลาอีกนาน และสีจิ้นผิงจริงจังกับเรื่องนี้มากถึงกับบอกว่าการคอร์รัปชั่นเป็น “ความเสี่ยงสูงสุดต่อการปกครอง” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่าที่มีในเวลานี้

ประเด็นที่สาม เรื่องนี้อาจมีนัยทางการเมือง มณฑลเจ้อเจียงเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญและมีแต่คนเก่งไปบริหาร และอย่างที่ศาสตราจารย์เริ่นเจี้ยนหมิง กล่าวไว้ว่าแต่ไรมาเจ้าหน้าที่ของเจ้อเจียงรอดพ้นการสอบสวนเรื่องคอร์รัปชั่นมาโดยตลอด เจ้อเจียงถูกเรียกว่า “เกาะแห่งความปลอดภัยทางการเมือง”

แต่การกวาดล้างคอร์รัปชั่นของสีจิ้นผิงถูกมองว่ามีนัยทางการเมืองมาโดยตลอด เบื้องลึกอาจเป็นการกำจัด “กลุ่มการเมือง” (แฟ็คชั่นหรือ “พ่าย” หรือ “ซี่” ในภาษาจีน) ซึ่งในการเมืองจีนนั้นมี “พ่าย” อยู่ 2 กลุ่มหลักคือ “ซ่างไห่ปาง” กับ “ถวนพ่าย” และกลุ่มอื่นๆ ที่เรียกว่า “ซี่”

“พ่าย” หรือ “ซี่” เหล่านี้บ้างก็ยอมรับสีจิ้นผิง บ้างก็รอเวลาสั่นคลอนเก้าอี้เขา ที่เจ้อเจียงนั้นมี “พ่าย” ที่เรียกว่า “จือเจียงซินจวิน” (ทหารใหม่แห่งจือเจียง)

“จือเจียง” เป็นอีกชื่อของมณฑลเจ้อเจียงหมายถึงตอนล่างของแม่น้ำเฉียนถังซึ่งไหล่ผ่านหางโจวด้วย “จือเจียงซินจวิน” เป็นกลุ่มหรือพ่ายของสีจิ้นผิงโดยเฉพาะ คนเหล่านี้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสีจิ้นผิง เมื่อตอนที่เขาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพรรคประจำมณฑลเจ้อเจียง รวมถึงคนอื่นๆ ที่สีจิ้นผิงคัดเลือกมาทำงานด้วยเขาอยู่ที่ฝูเจี้ยนและ “เพื่อนร่วมชั้น” ของเขาที่มหาวิทยาลัยชิงหวารวมถึงเจ้าหน้าที่พรรคฯ ที่ทำงานใกล้ชิกับสีจิ้นผิง แน่นอนว่าใครอยู่ “พ่าย” นี้ย่อมเจริญก้าวหน้าได้ไว

โจวเจียงหย่งอยู่ในกลุ่ม “จือเจียงซินจวิน” (บางแห่งว่าไม่ได้เป็นสายนี้โดยตรง) ได้รับการส่งเสริมอย่างรวดเร็วตั้งแต่การประชุมแห่งชาติครั้งที่ 18 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการหลักพรรคประจำเจ้อเจียงที่อายุน้อยที่สุด หากไม่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เขาควรจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการมณฑลเจ้อเจียง หรือส่งไปรับตำแหน่งงเดียวกันนี้ในมณฑลอื่น แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจนได้ ดังนั้นกรณีนี้จึงสั่นสะเทือนกลุ่มของสีจิ้นผิงอย่างมาก และรายงานสื่อออนไลน์ที่แฉเรื่องนี้ถูกลบไปในภายหลัง

แต่ก็น่าสนใจที่ 1 วันก่อนจะถูกสั่งสอบ โจวเจียงหย่งคงไม่ทราบเรื่องเลยจำออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แสดงว่านี่คือการจัดการลงดาบแบบสายฟ้าฟาดจากเบื้องบนเป็นแน่ เพราะการแฉเรื่องของเขาเท่ากับสั่นคลอนกลุ่ม “จือเจียงซินจวิน” และอำนาจของสีจิ้นผิง มันหมายความว่าฐานที่มั่นของสีจิ้นผิงที่ไม่เคยโดนเล่นงานเรื่องคอร์รัปชั่น แท้จริงแล้วมีเรื่องหมกเม็ดเอาไว้ และมันทำให้ภาพลักษณ์ของสีจิ้นผิงในฐานะพระเอกขี่ม้าขาวมาปราบคอร์รัปชั่นต้องแปดเปื้อนไปด้วย

เรื่องนี้แสดงว่าสีจิ้นผิงไม่ปราณีกระทั่งคนในกลุ่มของตัวเอง แต่มันเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า?

อันที่จริงมันมีตัวอย่างมาก่อนหน้านี้แล้วจากกรณีการระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุดที่เหอหนาน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเหอหนานหลายคนถูกโยกย้ายหรือลดตำแหน่งเพราะความไม่มีประสิทธิภาพในการรับมือ แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกเล่นงานเพราะรับมือกับน้ำท่วมที่เจิ้งโจว, เหอหนานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

สื่อนอกจีนชี้ว่าอาจจะมีการสั่งพักงาน โหลวหยางเซิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการพรรคประจำมณฑลซึ่งพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี่เอง และ สวีลี่อี้ สมาชิกประจำคณะกรรมการหลักของพรรคประจำมณฑล ระหว่างที่พรรคฯ สั่งสอบสวนกรณีความล้มเหลวเรื่องการจัดการน้ำท่วมที่เจิ้งโจว ทั้งคู่เป็นคนของ “จือเจียงซินจวิน” ซึ่งหมายความว่าเป็นคนของสีจิ้นผิงนั่นเอง โดยเฉพาะสวีลี่อี้เคยอยู่เจ้อเจียงมาถึง 30 ปีและเคยเป็นลูกน้องของสีจิ้นผิงด้วย

แต่เฉินพั่วคง นักวิเคราะห์การเมืองชาวอเมริกันเชื้อสายจีนชี้ว่า การตั้งกรรมการสอบคนของสีจิ้นผิงมีนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงพัวพันด้วย หลี่เค่อเฉียงนั้นไม่ไปสั่งการคุมน้ำท่วมที่เจิ้งโจวแต่สั่งจากข้างนอกและไม่ได้ไปเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยอย่างที่ควรจะไป แต่เขากลับเสนอให้ “แสวงหาความจริงจากข้อเท็จจริง เผยแพร่ข้อมูลอย่างเปิดเผยและโปร่งใส” จากกรณีนี้

คำพูดนี้เหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่มันเหมือนจะกระแทกกระทั้นอีกฝ่ายอำนาจว่า “ไม่โปร่งใส”

ปรากฎว่าทางพรรคจึงตั้งคณะสอบสวนขึ้นมาและคนของสีจิ้นผิงก็หายหน้าไป (แม้แต่สีจิ้นผิงก็ไม่ไปดูความเสียหายที่เจิ้งโจวแต่ไปทิเบตเสียอย่างนั้น) คณะสืบสวนที่ตั้งมานั้นตั้งมาจากหน่วยงานในอาณัติของสภาแห่งรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยที่อยู่ในอำนาจของกลุ่มหรือ “พ่าย” อื่นๆ นอกอำนาจสีจิ้นผิง และเฉินพั่วคงชี้ว่า “พ่าย” อื่นๆ นั้นถือหางหลี่เคอเฉียง โดยเฉพาะสมาชิกพรรคอาวุโสที่มีประสบการณ์ นี่คือสัญญาณของการท้าทายอำนาจสีจิ้นผิงอย่างหนึ่ง

หลายคนคงจะไม่ทราบว่า หลี่เค่อเฉียงแม้จะเป็นนายกฯ คู่กับประธานสีจิ้นผิงแต่ก็มาจากกลุ่มการเมืองคนละกลุ่มกับสีจิ้นผิง (มาจาก “ถวนพ่าย” หรือกลุ่มที่นำโดยหูจิ่นเทา) และหลี่เค่อเฉียงเป็นหมากสำคัญของกลุ่มอำนาจอื่นๆ ในพรรคที่จะคานอำนาจกับสีจิ้นผิงที่นับวันยิ่งใช้กำปั้นเหล็กในการบริหารประเทศมากขึ้น

ประเทศจีนอาจดูเป็นเอกภาพภายใต้การบริหารของสีจิ้นผิง แต่หลายเรื่องเขาสร้างความไม่พอใจในหมู่ “พ่าย” ต่างๆ ในพรรคโดยเฉพาะการกุมอำนาจที่พวกตัวเอง ผู้คนจึงกำลังจับตาว่า หลังจากเกิด “แผ่นดินไหวใหญ่” ที่เจ้อเจียงแล้ว จะเกิดแผ่นดินใหวใหญ่ที่อื่นๆ เพื่อสั่นคลอนสีจิ้นผิงอีกหรือไม่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by LEO RAMIREZ / AFP

จำคุกอดีตรัฐมนตรีอินโดนีเซีย 12 ปี โกงเงินช่วยเหลือประชาชนสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661327

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 19:16 น.

จำคุกอดีตรัฐมนตรีอินโดนีเซีย 12 ปี โกงเงินช่วยเหลือประชาชนสู้โควิดอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคมของอินโดนีเซียถูกจำคุกเป็นเวลา 12 ปี ในวันจันทร์หลังจากถูกตัดสินว่ารับสินบน 1.2 ล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือด้านอาหารสำหรับครอบครัวที่ยากจนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส

ศาลในกรุงจาการ์ตาพิพากษาโทษหนักแก่ จูเลียรี บาตูบารา ภายหลังเขาถูกจับกุมเมื่อเดือนธันวาคพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง เป้สะพายหลัง และซองจดหมายที่เต็มไปด้วยเงินสด

“ศาลตัดสินจำคุกจำเลย 12 ปี และสั่งให้เขาจ่ายค่าปรับ 500 ล้านรูเปียห์ (35,000 ดอลลาร์) หรือรับโทษจำคุกอีก 6 เดือน” มูฮัมหมัด ดามิส ประธานผู้พิพากษากล่าวกับการพิจารณาคดี ซึ่งทำการพิจารณาคดีออนไลน์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจากไวรัส

อดีตนักการเมืองรายนี้ยังได้รับคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ หรืออาจต้องโทษจำคุกเพิ่มอีก 2 ปี ศาลกล่าว

บาตูบารารับเงินสดจากผู้รับเหมาสองรายที่จ้างมาเพื่อจัดหาบรรจุภัณฑ์อาหารที่นำไปแจกชาวอินโดนีเซียที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19

ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ให้คำมั่นว่าจะไม่ปกป้องเจ้าหน้าที่ทุจริตหลังจากการจับกุมของ บาตูบาราและชี้ว่าเงินกองทุนที่ถูกขโมยไปนั้นเป็น “เงินของประชาชน”

การรับสินบนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งนักการเมืองถูกมองว่าเป็นกลุ่มทุจริตมากที่สุด

หน่วยงานต่อต้านการทุจริตของประเทศได้จับกุมเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงประมงเอธี ปราโบโวซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วและถูกจำคุกเป็นเวลา 5 ปีในคดีการรับสินบนที่เชื่อมโยงกับการส่งออกกุ้งก้ามกราม

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รุนแรงที่สุด โดยมีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วเกือบ 4 ล้านคน และผู้เสียชีวิตมากกว่า 126,000 คน แม้ว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการจะถือว่าต่ำมาก เนื่องจากการทดสอบต่ำและการรวบรวมข้อมูลทำกันอย่างประปราย

Photo by RICKY PRAKOSO / AFP

สัญญาณไม่ดี บริษัทยักษ์ใหญ่แห่กักตุนเงินสด คาดโควิดกระทบยาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661315

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

สัญญาณไม่ดี บริษัทยักษ์ใหญ่แห่กักตุนเงินสด คาดโควิดกระทบยาวหวั่นโควิดกระทบเศรษฐกิจโลก บริษัทยักษ์ใหญ่กักตุนเงินสดเป็นประวัติการณ์

CNN รายงานว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จากทั่วโลกรวมถึง Apple และ Google กำลังครอบครองเงินสดจำนวนมหาศาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณว่าบริษัทต่างๆ เริ่มวิตกกังวลว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ข้อมูลจาก S&P Global Ratings ชี้ว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุกของโลกที่ไม่ใช่บริษัททางการเงินและธนาคาร (nonfinancial) มีเงินสดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 6.85 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในงบดุล ณ ไตรมาสที่ 2

Gareth Williams หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ S&P Global Ratings ยังคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวจะแตะระดับ 7.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปีนี้

โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Google, Microsoft และ Alphabet มีเงินสดรวมกันถึง 460,000 ล้านเหรียญสหรัฐในงบดุล

ขณะที่ Amazon มีเงินสดเกือบ 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ Facebook อยู่ที่กว่า 64,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ไม่เพียงแต่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเท่านั้นที่กำลังกักตุนเงินสด แต่ยังรวมถึงบริษัท Berkshire Hathaway บริษัทกลุ่มบริษัทโฮลดิ้งข้ามชาติของ Warren Buffett ซึ่งมีเงินสดเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาลเช่นกันจากกการที่บริษัทพยายามหาช่องทางในการลงทุน

โดยในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนบริษัทมีเงินสดอยู่ที่ 144,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 138,300 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนธันวาคม

CNN ระบุว่าบรรดาบริษัทต่างๆ ยังใช้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเพื่อการกู้ยืมมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มเงินสดของพวกเขา โดยสาเหตุที่บริษัทเหล่านี้กำลังกักตุนเงินสดสำรองเนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับตลาดและเศรษฐกิจท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

สงครามอัฟกายังไม่จบ กองทัพต้านตอลิบานถือกำเนิดขึ้นแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661307

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 16:57 น.

สงครามอัฟกายังไม่จบ กองทัพต้านตอลิบานถือกำเนิดขึ้นแล้วชาวอัฟกันรวมตัวก่อตั้งกองกำลังต่อต้านกลุ่มตอลิบาน สัญญาณของสงครามยืดเยื้อก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

นับตั้งแต่กลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถานการต่อต้านก็เริ่มปรากฏขึ้น โดยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มตอลิบานกล่าวว่ากองกำลังติดอาวุธชาวอัฟกันหลายร้อยคน รวมถึงบรรดาทหารของอดีตรัฐบาลอัฟกานิสถาน กำลังร่วมกันก่อตั้งกองกำลังเพื่อต่อต้านกลุ่มตอลิบาน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ามีการรวบรวมกำลังคนประมาณ 9,000 คนเพื่อตอบโต้กับกลุ่มตอลิบาน โดยพวกเขารวมตัวกันฝึกซ้อมรบอยู่ที่หุบเขาปัญจะชีร์ (Panjshir Valley) ทางตอนเหนือของกรุงคาบูล ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ในอัฟกานิสถานที่กองกำลังของกลุ่มตอลิบานยังไม่ได้เข้าควบคุม

“ชาวมูจาฮิดีนหลายร้อยคนจากรัฐอิสลามเอมิเรตส์กำลังเข้าควบคุมปัญจะชีร์” กลุ่มตอลิบานเผยผ่านทวิตเตอร์

โดยก่อนหน้านี้รองประธานาธิบดีอัมรุลลาห์ ซาเลห์ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นรักษาการประธานาธิบดีอัฟกานิสถานได้ร่วมมือกับ อาหมัด มาซูด ลูกชายของอาหมัด ชาห์ มาซูด นักรบชาวอัฟกันซึ่งได้ฉายาว่า “ราชสีห์แห่งปัญจะศีระ” ทั้งสองร่วมกันระดมพลเพื่อตั้งกองกำลังต่อต้านตอลิบาน

ทั้งกองกำลังของอดีตรัฐบาลอัฟกานิสถานและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ รวมตัวกันเพื่อต่อกรกับกลุ่มตอลิบาน นอกจากนี้ยังมีประชาชนจากอีกหลายพื้นที่ที่เดินทางมายังปัญจะชีร์เพราะพวกเขาไม่ต้องการถูกปกครองโดยกลุ่มตอลิบาน

มาซูดกล่าวกับรอยเตอร์สว่า “เราไม่ต้องการให้เกิดสงคราม และต้องการทำให้กลุ่มตอลิบานตระหนักว่าหนทางเดียวที่จะเดินหน้าต่อคือการเจรจา”

แม้ว่ามาซูดจะกล่าวว่าพวกเขาต้องการเจรจาอย่างสันติเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาพร้อมที่จะต่อสู้หากมีความจำเป็น และยังประกาศด้วยว่าตนพร้อมที่จะเดินตามรอยพ่อ

มาซูดกล่าวว่ากลุ่มตอลิบานไม่สามารถคงอยู่ได้นานหากยังดำเนินต่อไปบนเส้นทางนี้ กองกำลังต่อต้านตอลิบานพร้อมที่จะปกป้องอัฟกานิสถานและเตือนถึงการนองเลือด นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องไปถึงชาติตะวันตกเกี่ยวกับความช่วยเหลือด้านอาวุธ

อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าปฏิบัติการของกองกำลังตอลิบานได้เริ่มขึ้นแล้วหรือยัง โดยเจ้าหน้าที่ตอลิบานกล่าวว่ามีการโจมตีในพื้นที่ปัญจะชีร์แล้ว แต่ผู้ช่วยของมาซูดกล่าวว่ายังไม่มีรายงานการสู้รบ

ทั้งนี้ มีรายงานว่ากลุ่มกองกำลังต่อต้านตอลิบานได้มีการยึดพื้นที่ 3 แห่งทางตอนเหนือของอัฟกานิสถานซึ่งมีพรมแดนติดกับปัญจะชีร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน

นอกจากนี้ยังมีประชาชนในอีกหลายเมืองรวมตัวกันเพื่อประท้วงต่อต้านกลุ่ตอลิบาน รวมถึงเมืองจาลาลาบัด ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ก่อนที่กลุ่มตอลิบานจะเริ่มเปิดฉากยิงและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 10 ราย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีรายงานว่าผู้หญิงชาวอัฟกันรายหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตโดยกลุ่มตอลิบานเนื่องจากไม่สวมบุรเกาะอ์ ขณะที่กลุ่มตอลิบานมีการล่าตัวชาวอัฟกันที่เคยทำงานให้สหรัฐและกองกำลังต่างชาติ

แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะให้คำมั่นว่าจะนิรโทษกรรมและไม่มีการแก้แค้นฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนคุ้มครองสิทธิของประชาชนรวมถึงสิทธิสตรีภายใต้กรอบกฎหมายอิสาม

ส่งผลให้ชาวอัฟกันจำนวนมากไปออกันอยู่ที่สนามบินในกรุงคาบูลเพราะต้องการลี้ภัยไปยังต่างประเทศ ขณะที่กลุ่มตอลิบานยกระดับการควบคุมพื้นที่บริเวณสนามบินเข้มงวดขึ้น

นอกจากนี้มีรายงานว่าบริเวณสนามบินกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการก่อการร้ายโดยกองกำลังรัฐอิสลามหรือกลุ่มไอเอส ที่เคลื่อนไหวในอัฟกานิสถานมานานหลายปี

ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย แสดงจุดยืนชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่รับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันเนื่องจากเกรงว่าจะมีกลุ่มติดอาวุธหรือผู้ก่อการร้ายแฝงตัวเข้ามาด้วย

Photo by Ahmad SAHEL ARMAN / AFP

กมลามาเอง ย้ำสหรัฐร่วมมืออาเซียนสร้างเสถียรภาพทะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661294

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 14:04 น.

กมลามาเอง ย้ำสหรัฐร่วมมืออาเซียนสร้างเสถียรภาพทะเลจีนใต้รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวในระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (23 ส.ค.) กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวในระหว่างการเดินทางเยือนสิงคโปร์ว่าอเมริกายืนยันความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประเทศพันธมิตรตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ เพื่อความสงบเรียบร้อยและเสรีภาพในทะเลจีนใต้ ขณะที่สหรัฐปฏิเสธการอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีนมาโดยตลอด

โดยแฮร์ริสเดินทางถึงสิงคโปร์เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยมีกำหนดเข้าพบหารือกับบรรดาผู้นำของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลา 7 วัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และคานอำนาจของจีน

ก่อนหน้านี้สหรัฐย้ำว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐ และยืนยันความมุ่งมั่นในจัดการกับข้อกังวลเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์ของจีนต่อพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

ด้านนายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ของสิงคโปร์กล่าวว่าสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับสหรัฐในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรในภูมิภาคนี้ รวมถึงสนับสนุนสหรัฐในการอพยพพลเมืองออกจากอัฟกานิสถานด้วย

โดยในวันพรุ่งนี้ (24 ส.ค.) แฮร์ริสมีกำหนดการเยือนกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามด้วย

Photo by EVELYN HOCKSTEIN / POOL / AFP

ผู้นำไต้หวันประเดิมฉีดวัคซีนที่ไต้หวันผลิตเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661284

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 12:36 น.

ผู้นำไต้หวันประเดิมฉีดวัคซีนที่ไต้หวันผลิตเองผู้นำไต้หวันประเดิมฉีดวัคซีนที่ผลิตเอง ท่ามกลางเสียงคัดค้านเนื่องจากวัคซีนยังไม่เสร็จสิ้นการทดลองและไม่มีข้อมูลประสิทธิภาพ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (23 ส.ค.) ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินของไต้หวันได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ไต้หวันพัฒนาขึ้นเองเป็นเข็มแรกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและหวังเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนในภูมิภาค

วัคซีนดังกล่าวมีชื่อว่า MVC-COV1901 หรือที่เรียกว่า Medigen เป็นวัคซีนชนิด Protein subunit ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Medigen Vaccine Biologics จากไต้หวัน โดยได้รับความร่วมมือจาก Dynavax Technologies และสถาบันสุขภาพแห่งชาติจากสหรัฐอเมริกา

วัคซีนดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากอย. ไต้หวันเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองระยะที่ 2 อย่างปลอดภัย โดยอนุมัติใช้สำหรับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ในปริมาณ 2 โดส เว้นระยะเวลาห่างกัน 28 วัน

อย่างไรก็ตามบางส่วนมองว่าวัคซีนดังกล่าวด่วนอนุมัติเกินไป เนื่องจากวัคซีนยังไม่เสร็จสิ้นการทดลองระยะสุดท้าย และไม่มีข้อมูลประสิทธิภาพ โดยข้อมูลก่อนหน้านี้บอกแต่เพียงว่าาแอนติบอดีที่สร้างขึ้นจากการฉีดวัคซีนดังกล่าวสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และไม่ด้อยไปกว่าวัคซีนของ AstraZeneca

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านก๊กมินตั๋งได้ออกมาต่อต้านวัคซีนดังกล่าวอย่างดุเดือดโดยมองว่าวัคซีนได้รับการอนุมัติด้วยความเร่งรีบเกินไปและชาวไต้หวันจะตกเป็นหนูทดลอง นอกจากนี้ยังได้มีการยื่นฟ้องเพื่อเพิกถอนใบอนุญาตวัคซีนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ด้านผู้พัฒนายืนยันว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพและผ่านการทดสอบมาอย่างดีแล้ว โดยได้ทำการทดสอบอย่างถี่ถ้วนถึงความปลอดภัยและผลข้างเคียง ซึ่งพบว่าผลข้างเคียงของวัคซีนมีน้อยมาก พร้อมย้ำว่าทุกคนสามารถไว้วางใจวัคซีนตัวนี้ได้

ข้อมูลการทดลองชี้ว่าไม่มีอาสาสมัครคนใดเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงหลังได้รับวัคซีน โดยอาการทั่วไปที่พบ ได้แก่ ไข้ขึ้น อ่อนเพลีย ปวดหัว ท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน

โดยรัฐบาลไต้หวันได้สั่งซื้อวัคซีนดังกล่าวเริ่มต้นที่ 5 ล้านโดส ซึ่งระบุว่าการฉีดวัคซีนตัวนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของประชาชน จนถึงขณะนี้มีประชาชนกว่า 700,000 คนที่ลงทะเบียนรับวัคซีนดังกล่าวแล้ว

รัฐบาลไต้หวันระบุว่าจากการขาดแคลนอุปกรณ์พื้นฐานอย่างเช่นหน้ากากอนามัย ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปีที่แล้ว ทำให้ไต้หวันตระหนักว่าต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ จึงเดินหน้าผลิตวัคซีนใช้เอง

ทั้งนี้ ประมาณ 40% ของชาวไต้หวันทั้งหมด 23.5 ล้านคนได้รับวัคซีนของ AstraZeneca หรือ Moderna แล้วอย่างน้อย 1 โดส โดยมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้วไม่ถึง 5%

Photo by REUTERS/Annabelle Chih

เวียดนามส่งทหารบังคับใช้ล็อกดาวน์ในเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661285

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 12:19 น.

เวียดนามส่งทหารบังคับใช้ล็อกดาวน์ในเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศเวียดนามอาการหนัก หลังจากคุมโควิดระลอกแรกจนได้รับคำชมจากสื่อตะวันตก ตอนนี้อาจจะแย่พอๆ กับไทยแล้ว

สำนักข่าวรอยเตอร์รายง่รว่า ทหารเวียดนามถูกส่งไปประจำการบนถนนของนครโฮจิมินห์เพื่อช่วยรัฐบาลบังคับใช้มาตรการล็อคในศูนย์กลางธุรกิจของประเทศ ซึ่งได้กลายเป็นศูนย์กลางของการระบาดของโรคโควิด-19 ที่เลวร้ายที่สุดของเวียดนามไปแล้ว

เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนจนแห่กันไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในนครโฮจิมินห์ เมืองที่มีประชากร 9 ล้านคนในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งเริ่มในวันจันทร์นี้ โดยคำสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนออกจากบ้าน

คำสั่งที่เข้มงวดที่สุดของเวียดนามยังเกิดขึ้นท่ามกลางจำนวนผู้เสียชีวิตและการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากการเปิดเผยของคนพื้นที่และ ภาพถ่ายในสื่อของรัฐในวันจันทร์พบว่า ทหารกำลังตรวจสอบใบอนุญาตของประชาชนตามท้องถนนและส่งมอบอาหาร

นครโฮจิมินห์เริ่มจำกัดการเคลื่อนไหวเมื่อต้นเดือนที่แล้ว แต่การติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ทางการกล่าวว่าไม่มีการบังคับใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดเพียงพอ

นครโฮจิมินห์มียอดการติดเชื้อทั้งหมด 176,000 ราย และผู้เสียชีวิต 6,670 ราย คิดเป็นครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดของเวียดนามและมียอด 80% ของผู้เสียชีวิต อ้างจากกระทรวงสาธารณสุข

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เวียดนามได้ส่งแพทย์และพยาบาลเพิ่มอีก 14,600 คนไปยังเมืองและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสนับสนุนระบบการแพทย์ที่ล้นหลาม กระทรวง ระบุ

ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการได้รับการบอกกล่าวให้แยกตัวเองที่บ้าน

ผู้คนในเขตฟู นวน และโกวาบ ของเมืองบอกกับรอยเตอร์ว่าพวกเขาได้รับแจกข้าว เนื้อ ปลา และผัก

รัฐบาลประกาศเมื่อวันศุกร์ว่าจะส่งข้าว 130,000 ตันจากคลังของรัฐไปยังนครโฮจิมินห์ รวมถึงเมืองและจังหวัดอื่นๆ อีก 23 เมือง

หลังจากจัดการควบคุมโรคโควิด-19 มาได้มากในปีที่แล้ว เวียดนามมีผู้ติดเชื้อ 348,000 ราย และเสียชีวิตอย่างน้อย 8,277 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อเดลต้าตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ตัวเลขเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมมีผู้ติดเชื้อราว 10,000 ราย

ประมาณ 1.8 ล้านคนจาก 98 ล้านคนหรือ 1.8% ของประชากรในประเทศ ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดในภูมิภาค

Photo REUTERS/Stringer

จีนเอาอยู่! โควิดในประเทศเป็นศูนย์อีกครั้งในเดือนเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661280

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 11:24 น.

จีนเอาอยู่! โควิดในประเทศเป็นศูนย์อีกครั้งในเดือนเดียวจีนไม่พบผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือน

บลูมเบิร์กรายงานว่าจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อีกครั้งโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเผยในวันนี้ (23 ก.ค.) ว่าไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค.

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่สามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความกังวลว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะคงอยู่ได้นานเพียงใดเมื่อต้องรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ โควิด-19 ระลอกล่าสุดของจีนเมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมาเริ่มต้นจากการแพร่ระบาดในสนามบินในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน ก่อนที่จะกระจายไปในมณฑลอื่นๆ รวมทั้งในกรุงปักกิ่ง ทำให้หลายพื้นที่ต้องล็อกดาวน์อีกครั้ง ขณะที่สื่อท้องถิ่นระบุว่าครั้งนี้เป็นการรระบาดที่หนักที่สุดนับตั้งแต่การระบาดที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว

บลูมเบิร์กระบุว่าโมเดลของจีนชี้ให้เห็นว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถควบคุการแพร่ระบาดของโรคได้ และตั้งคำถามว่าชาติอื่นๆ สามารถใช้มาตรการที่เข้มงวดในแบบเดียวกันนี้ได้หรือไม่

นั่นคือการยกระดับการตรวจเชิงรุกโดยรายงานระบุว่ามีการตรวจหาเชื้อประชากรซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายสิบครั้งในเมืองเดียว เพื่อไม่ให้มีผู้ติดเชื้อเล็อดลอดออกไปได้ โดยรวมแล้วมีการตรวจหาเชื้อมากกว่า 100 ล้านครั้งในเมืองหยางโจว อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าบางคนติดเชื้อระหว่างการรอคิวตรวจโควิด-19

นอกจากนี้จีนยังมีมาตรการอื่นๆ ที่เข้มงวดขึ้น โดยมีการสั่งล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่แม้ในเมืองที่พบผู้ติดเชื้อเพียงรายเดียว รวมถึงมีการสั่งระงับรถไฟและเที่ยวบินจากจุดต่างๆ ทั่วประเทศแม้ว่าบางเมืองจะพบผู้ติดเชื้อไม่ถึง 10 ราย

ขณะที่บางพื้นที่มีมาตรการห้ามผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงสูงเดินทางเข้า ตลอดจนมีมาตรการให้ประชาชนงดเดินทางและกักตัวอยู่ที่บ้านก่อนที่จะสามารถเปิดที่ทำงานและโรงเรียนได้อีกครั้ง

การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาระลอกล่าสุดในประเทศจีนซึ่งสามารถกระจายไปเกือบ 50 เมืองใน 17 จังหวัด และยังสามารถนำไวรัสเข้าสู่อู่ฮั่นได้อีกครั้งหลังปลอดโควิด-19 มากว่า 1 ปี กลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของประเทศในการรับมือกับการแพร่ระบาด

ถึงกระนั้นจีนก็สามารถควบคุมไวรัสได้ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือนซึ่งเป็นเวลาพอๆ กับที่ใช้รับมือกับการแพร่ระบาดในครั้งก่อน

โดยเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมาจีนรายงานผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศอยู่ที่ 94,652 ราย และผู้เสียชีวิต 4,636 รายซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนม.ค.

บลูมเบิร์กได้มีการเปรียบเทียบกับออสเตรเลียซึ่งล็อกดาวน์ไปแล้วหลายครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ ขณะที่สหรัฐซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในการบังคับใช้มาตรการกักกันโรค แต่อาศัยการฉีดวัคซีนจำนวนมาก ก็ยังไม่สามารถควบคุมเดลตาได้เช่นกัน

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาซึ่งสามารถแพร่ได้อย่างรวดเร็วและยากที่จะกำจัดนั้นทำให้บางประเทศอย่างอังกฤษ ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ตัดสินใจว่าจะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัส

ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าที่จะกำจัดไวรัสต่อไปหม่า เสี่ยวเหว่ย รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวกับสำนักข่าวซินหัวก่อนหน้านี้ว่าทางการได้วางแผนมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีจุดประสงค์เพื่อตรวจจับการบุกรุกของไวรัสจากต่างประเทศให้เร็วขึ้น

บลูมเบิร์กทิ้งท้ายว่าขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้ แต่จะสามารถต้านทานได้อีกนานแค่ไหนเมื่อหลายประเทศทั่วโลกยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Photo by STR / AFP