นักระบาดวิทยาชั้นนำชี้ ‘จีน’ มีแนวโน้มสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ สำเร็จปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661458

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 11:21 น.

นักระบาดวิทยาชั้นนำชี้ ‘จีน’ มีแนวโน้มสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ สำเร็จปีนี้จงหนานซาน นักระบาดวิทยาชั้นนำของจีน เปิดเผยว่าจีนอาจสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ภายในสิ้นปี 2021 โดยจีนฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ให้ประชาชนแล้วมากกว่าร้อยละ 80

จงกล่าวข้อความข้างต้นขณะร่วมแบ่งปันประสบการณ์การป้องกันและควบคุมโรคระบาดของจีนผ่านระบบวิดีโอในงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-กลุ่มประเทศอาหรับ (China-Arab States Expo) เมื่อวันศุกร์ (20 ส.ค.) ที่ผ่านมา

วัคซีนเชื้อตายมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด?

“บทความนี้ที่เผยแพร่ในวารสารการแพทย์นิว อิงแลนด์ เจอร์นัล ออฟ เมดิซีน (NEJM) ในเดือนกรกฎาคม ระบุว่าการศึกษาในกลุ่มผู้ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายกว่า 10 ล้านคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป บ่งชี้ว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการติดโรคโควิด-19 ร้อยละ 65.9, ป้องกันการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลร้อยละ 87.5 , ป้องกันการเข้ารักษาตัวในแผนกผู้ป่วยหนักร้อยละ 90.3 และป้องกันการเสียชีวิตร้อยละ 86” จงระบุ

นอกจากนั้นจงกล่าวว่าการศึกษาขั้นต้นเกี่ยวกับการระบาดระลอกล่าสุดในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน เผยว่าวัคซีนที่จีนผลิตเองในประเทศมีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา

“กว่างโจวตรวจพบผู้ป่วย 153 รายในการระบาดระลอกล่าสุด เราได้เปรียบเทียบสถิติของผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ทั้งกลุ่มที่ฉีดวัคซีนแล้วและยังไม่ได้ฉีดวัคซีน เพื่อทดสอบว่าวัคซีนช่วยป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่ และพบว่าวัคซีนจีนมีประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์เดลตาโดยรวมใกล้เคียงร้อยละ 60 ป้องกันอาการป่วยระดับปานกลางได้ร้อยละ 70 และป้องกันการป่วยขั้นรุนแรงได้ร้อยละ 100 บทความชิ้นนี้เผยแพร่เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าในวารสารอีเมอร์จิง ไมโครบส์ แอนด์ อินเฟกชันส์ (Emerging Microbes & Infections) ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดครับ”

ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานเท่าใด?

สำหรับคำถามนี้ จงตอบว่า “อิสราเอลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงสุดหลังจากฉีดวัคซีนของไฟเซอร์อย่างจริงจัง ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการป้องกันร้อยละ 95 แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับลดเหลือร้อยละ 39 หลังเวลาผ่านไปครึ่งปี ทำให้จำนวนผู้ป่วยใหม่เพิ่มสูงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งนี้พิสูจน์ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) สามารถคงอยู่ได้ราวครึ่งปี สหรัฐฯ เองก็เผชิญสถานการณ์นี้เช่นกัน ผู้ที่ฉีดวัคซีนเชื้อตายและวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอต่างมีภูมิคุ้มกันลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังฉีดนาน 6 เดือน ขณะนี้หลายประเทศจึงกำลังเร่งเสาะหาวิธีการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีน”

การฉีดวัคซีนโดสกระตุ้นมีประสิทธิภาพหรือไม่?

จงกล่าวว่า “ข้อมูลล่าสุดในจีนเผยว่าวัคซีนจะมีประสิทธิภาพลดต่ำลงหลังฉีดครบโดสนาน 6 เดือน แต่ระดับแอนติบอดีจะเพิ่มขึ้นหากมีการฉีดโดสกระตุ้น และจะคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูงต่อไปอีก 6 เดือน แต่เราไม่สามารถรับรองได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายหลัง แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นวิธีการเพิ่มภูมิคุ้มกันที่มีแนวโน้มสำเร็จมาก โดยจีนมีเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ประชากรมากกว่าร้อยละ 80 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และเราคิดว่าจะทำมันได้ภายในสิ้นปีนี้”

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by STR / AFP

วิจัยสหรัฐชี้เชื้อเดลตาทำประสิทธิภาพวัคซีนลดฮวบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661452

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

วิจัยสหรัฐชี้เชื้อเดลตาทำประสิทธิภาพวัคซีนลดฮวบประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มบุคลากรด่านหน้าสหรัฐลดเหลือ 66% จาก 91% หลังเดลตาระบาดหนัก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) เปิดเผยผลการวิจัยซึ่งชี้ว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 ของวัคซีนในกลุ่มบุคลากรด่านหน้าในสหรัฐลดลงเหลือ 66% หลังจากที่สายพันธุ์เดลตาเริ่มแพร่ระบาดมากขึ้น จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 91% ก่อนที่สายพันธุ์เดลตาจะเริ่มแพร่ระบาดในประเทศ

งานวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรด่านหน้าและเจ้าหน้าที่สาธารสุขมากกว่า 4,000 คนใน 6 รัฐ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 ถึงเดือนสิงหาคม 2021 ซึ่งพวกเขาจะได้รับการตรวจหาเชื้อทุกสัปดาห์

ทั้งนี้ ประมาณ 83% ของกลุ่มตัวอย่างได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว โดยประมาณ 2 ใน 3 ได้รับวัคซีนของ Pfizer และอีก 2% ได้รับวัคซีน Johnson & Johnson ส่วนที่เหลือได้รับวัคซีน Moderna

ในระยะแรกของการศึกษาช่วงวันที่ 14 ธันวาคม 2020 ถึง 10 เมษายน 2021 พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอยู่ที่ประมาณ 91%

แต่หลังจากนั้นจนถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2021 เมื่อสายพันธุ์เดลตาเริ่มระบาดหนักในสหรัฐกลับพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงเหลือ 66%

“ผลการวิจัยข้างต้นชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคของวัคซีนลดลงในระดับปานกลาง แต่วัคซีนยังคงสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ 2 ใน 3 ตอกย้ำความสำคัญและประโยชน์ของการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง” นักวิจัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม CDC เน้นย้ำว่าวัคซีนยังคงสามารถป้องกันโรคได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และตัวเลขที่ได้จากการศึกษาอาจเกิดจากระยะเวลาในการทดลองที่ค่อนข้างสั้น และกลุ่มตัวอย่างจำนวนน้อย และมีหลักฐานยืนยันว่าวัคซีนยังคงสามารถป้องกันอาการป่วยหนักและการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้

งานวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยจากอิสราเอลและสหราชอาณาจักรก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อเมื่อเวลาผ่านไป

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐจะเริ่มพิจารณาผลการวิจัยทั้งหลายในสัปดาห์หน้าเพื่อวางแผนการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ชาวอเมริกัน ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 20 กันยายน

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

เจ้าหญิงกับศึกชิงบัลลังก์อิตาลีเพื่อราชวงศ์ที่ถูกโค่นล้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661412

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 20:30 น.

เจ้าหญิงกับศึกชิงบัลลังก์อิตาลีเพื่อราชวงศ์ที่ถูกโค่นล้มแม้ว่าอิตาลีจะยกเลิกระบบกษัตริย์ไปตั้งแต่ 75 ปีที่แล้ว แต่การไม่มีอำนาจที่แท้จริงก็ไม่ได้หยุดยั้งราชวงศ์ซาวอยจากการแย่งชิงบัลลังก์ (ที่ไม่มีแล้ว)

ทายาทสายตรงของกษัตริย์อุมแบร์โตที่ 2 (Umberto ll) กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลีต่างก็ถกเถียงกันว่าใครควรขึ้นมาเป็นประมุขของราชวงศ์ซาวอย (House of Savoy)

ตามธรรมเนียมเดิมที่บังคับใช้มาเป็นพันๆ ปีกำหนดให้ผู้ชายเท่านั้นที่จะได้เป็นประมุขของราชวงศ์ แต่เมื่อปี 2019 กฎนี้ได้เปลี่ยนไปเมื่อเจ้าชายวิตโตริโอ เอ็มมานูเอล ดิ ซาวอย (Prince Vittorio Emanuele di Savoia) ดยุคแห่งซาวอยและเจ้าชายแห่งเนเปิลส์ ประมุขคนปัจจุบันของราชวงศ์ซาวอย ประกาศยกเลิกกฎที่ไม่ให้ผู้หญิงสืบราชสมบัตินี้ เปิดโอกาสให้พระนัดดาซึ่งมีแต่ผู้หญิงมีโอกาสสืบราชตระกูลได้

ประกาศนี้ส่งผลให้ เจ้าหญิงวิตตอเรีย ดิ ซาวอย (Princess Vittoria di Savoia) เจ้าหญิงแห่งคารินญาโน พระธิดาองค์โตของเจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิแบร์โต เจ้าชายแห่งเวนิส (Prince Emanuele Filiberto) พระโอรสองค์เดียวในเจ้าชายวิตโตริโอ คือเจ้าหญิงองค์แรกในรอบ 1,000 ปีที่อยู่ในลำดับที่จะขึ้นเป็นประมุขแห่งราชวงศ์ซาวอยในอนาคต และหากอิตาลียังมีสถาบันกษัตริย์อยู่ก็อาจได้เป็นสมเด็จพระราชินีนาถพระองค์แรกเช่นกัน

การขึ้นมาอยู่ในลำดับการสืบราชตระกูลของเจ้าหญิงวิตตอเรียเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สมาชิกราชวงศ์หญิงของยุโรปอยู่ในลำดับที่จะขึ้นครองบัลลังก์ ไม่ว่าจะเป็นสเปน เบลเยียม หรืออย่างอังกฤษที่มีสมเด็จพระราชินีนาถ ถึงอย่างนั้นก็มีเสียงคัดค้านการสืบราชวงศ์ของเจ้าหญิงวิตตอเรียวัย 17 ปีซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในอินสตาแกรมด้วย

ทว่าในรัสเซีย สมาชิกราชวงศ์อิตาลีอีกสายหนึ่งปฏิเสธกฎที่เจ้าชายวิตโตริโอประกาศ โดยเจ้าชายไอโมเน ดิ ออสตา (Prince Aimone di Aosta) ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของเจ้าหญิงวิตอเรียเผยกับ The New York Times ว่า การอ้างสิทธิ์ของเจ้าหญิงวิตตอเรีย “ผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง”

การแย่งชิงตำแหน่งประมุขของราชวงศ์ระหว่างซาวอยและออสตาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ดำเนินมานานหลายทศวรรษแล้ว โดยมีรายงานว่าเจ้าชายวิตโตริโอถึงขั้นต่อยกับหนึ่งในญาติที่ทะเลาะกันเรื่องนี้ในพิธีเสกสมรสของว่าที่กษัตริย์สเปน

ทว่าสิ่งที่ย้อนแย้งท่ามกลางดราม่านี้คือ ไม่มีบัลลังก์จริงให้ลูกหลานกษัตริย์แย่งชิงกันแล้ว เพราะอิตาลียกเลิกระบบกษัตริย์แล้วเปลี่ยนมาสู่ระบบสาธารณรัฐมาตั้งแต่ปี 1946

เดิมทีอิตาลีปกครองด้วยระบอบราชาธิไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 1861 แต่ชาวอิตาลีเริ่มหันหลังให้ระบอบกษัตริย์ในสมัยของกษัตริย์วิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 (King Victor Emmanuel III)

ชาวอิตาลีกล่าวหาว่ากษัตริย์วิกเตอร์คือต้นเหตุแห่งความหายนะของอิตาลี โดยในปี 1922 กองกำลังคนชุดดำของกลุ่มฟาสซิสต์นำโดย เบนิโต มุสโสลินี เตรียมเคลื่อนกำลังสู่กรุงโรม พระองค์ได้ปฏิเสธที่จะลงนามในพระราชกฤษฎีกาตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยับยั้งการยึดอำนาจของกลุ่มฟาสซิสต์

กษัตริย์วิกเตอร์ยังปล่อยให้มุสโสลินีทำการต่างๆ ตามอำเภอใจโดยไม่ทักท้วง รวมทั้งการลอบสังหาร จาโกโม มัตเตออตติ นักการเมืองฝ่ายสังคมนิยมชาวอิตาลีในปี 1924 11 วันหลังจากที่เขาแฉกลางสภาว่าฝ่ายฟาสซิสต์โกงการเลือกตั้งและใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้คะแนนเสียง

นอกจากนี้ กษัตริย์วิกเตอร์ยังลงนามรับรองกฎหมายเกี่ยวกับเชื้อชาติของฟาสซิสต์ในปี 1938 ที่พุ่งเป้าไปที่ชาวยิวโดยเฉพาะจนนำมาสู่การเนรเทศชาวยิวออกนอกประเทศและการเสียชีวิตของชาวยิวในค่ายกักกันของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รวมทั้งอนุญาตให้มุสโสลินีนำพาอิตาลีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมกับฝ่ายอักษะ

ความไม่พอใจในตัวกษัตริย์วิกเตอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 1946 รัฐบาลอิตาลีตัดสินใจทำประชามติถามความเห็นประชาชนว่าต้องการคงระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญต่อไปหรือเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐ

ทว่าวันที่ 9 พ.ค. 1946 ก่อนการลงประชามติเพียง 3 สัปดาห์ กษัตริย์วิกเตอร์ตัดสินใจสละบัลลังก์แล้วให้ อุมแบร์โต นิโกลา ทอมมาโซ จิโอวานนี มาเรีย ดิ ซาวอย พระโอรสเพียงองค์เดียวขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อในนาม กษัตริย์อุมแบร์โตที่ 2 (King Umberto II) ด้วยความหวังว่าจะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงและความนิยมของราชวงศ์กลับมาได้บ้าง

แต่วิธีดังกล่าวไม่ได้ผล สุดท้ายวันที่ 2 มิ.ย. 1946 ชาวอิตาลีก็ตัดสินใจเลือกระบอบสาธารณรัฐแทนที่ระบอบกษัตริย์ด้วยคะแนนเสียง 54% (12,717,923 คะแนน) ต่อ 46% (10,719,284 คะแนน) แม้ว่าคนใต้จำนวนมาก รวมถึงชาวเนเปิลส์กว่า 80% จะลงคะแนนสนับสนุนระบอบกษัตริย์ แต่ในภาคเหนือที่มีประชากรหนาแน่นกว่า ส่วนใหญ่เทใจให้กับระบอบสาธารณรัฐ

ด้วยเหตุนี้กษัตริย์อุมแบร์โตที่ 2 ที่ครองราชย์ได้เพียง 34 วัน รวมทั้งอดีตกษัตริย์วิกเตอร์ และสมาชิกราชวงศ์ชายองค์อื่นๆ ต้องลี้ภัยจากอิตาลี โดยอดีตกษัตริย์วิกเตอร์ลี้ภัยไปยังเมืองอเล็กซานเดรียของอียิปต์ ส่วนกษัตริย์อุมแบร์โตที่ 2 กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลีลี้ภัยไปยังเมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์

ถือเป็นอันสิ้นสุดการปกครองระบอบราชาธิไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญที่ดำเนินมา 85 ปี โดยอิตาลีจะไม่กลับไปอยู่ภายใต้ระบอบกษัตริย์อีกเนื่อง เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามไว้ และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ราชวงศ์ซาวอยยอมสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการแลกกับการยุติการลี้ภัยเพื่อกลับอิตาลีในปี 2002

ปี 2002 รัฐบาลอิตาลีภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีฝ่ายขวา ซิลวิโอ แบร์ลุสโกนี ผลักดันให้สภายกเลิกข้อห้ามการเดินทางกลับประเทศของราชวงศ์ซาวอยในรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้เจ้าชายวิตโตริโอ และมารินา ดอเรีย ชายา พร้อมด้วยเจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิแบร์โต พระโอรส กลับอิตาลีในปี 2003

ทว่าการกลับมาครั้งนี้ต้องเผชิญกับการประท้วงของชาวอิตาลีที่ยังหลงเหลือความไม่พอใจต่อสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งมีการเรียกร้องให้ราชวงศ์ซาวอยขอโทษกับสิ่งที่เคยทำไว้กับชาวอิตาลี

ขณะที่ The New York ระบุว่า แม้ว่าเจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิแบร์โต พระบิดาของเจ้าหญิงวิตตอเรียจะอ้างว่า หลายคนมองว่ามีโอกาสที่ระบอบราชาธิปไตยของอิตาลีจะกลับมา แต่ The New York Times รายงานว่าชาวอิตาลีไม่สนใจเรื่องการกลับมาของราชวงศ์ โดยชาวเมืองคารินญาโนซึ่งเป็นบ้านเกิดของราชวงศ์ซาวอยสายของเจ้าชายวิตโตริโอ เอ็มมานูเอล พระบิดาของเจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิแบร์โต ไม่รู้จักว่าวิตตอเรียคือใครด้วยซ้ำ

ภาพ: อินสตาแกรม @vittoria.disavoia

เมื่ออเมริกันต้องการ ‘กระท่อม’ เสรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661414

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 18:29 น.

เมื่ออเมริกันต้องการ 'กระท่อม' เสรีผู้เชี่ยวชาญและประชาชนชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งมองว่ากระท่อมไม่ควรถูกแบน

1. ในวันนี้ (24 ส.ค.) พืชกระท่อมได้รับการปลดล็อกจากบัญชียาเสพติดของไทย โดยประชาชนสามารถครอบครองและบริโภคได้ ตลอดจนมีการปล่อยตัวผู้กระทำผิดในคดีพืชกระท่อม

2. ขณะที่ในสหรัฐยังคงเป็นข้อถกเถียงเมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) กำลังขอความเห็นจากสาธารณชนเกี่ยวกับการที่สหรัฐจะสนับสนุนการแบนกระท่อมระหว่างประเทศ ซึ่งสหประชาชาติ (UN) กำลังพิจารณาผ่านองค์การอนามัยโลก (WHO)

3. ทั้งนี้ สำนักงานควบคุมสารเสพติด (DEA) ของสหรัฐได้ประกาศให้กระท่อมเป็นสารควบคุมประเภทที่ 1 เมื่อเดือนกันยายน 2559 โดยห้ามนำไปใช้ในทางการแพทย์และห้ามใช้ในทางที่ผิด

4. โดย DEA ระบุว่าใบกระท่อมเป็นสารเสพติดผิดกฎหมายซึ่งส่งผลให้มีผู้ป่วยฉุกเฉินปีละหลายร้อยคน โดยมีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและใช้เกินขนาด

5. ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอีกฝ่ายซึ่งมองว่ากระท่อมมีสรรพคุณทางยา ซึ่งสามารถบรรเทาอาการปวด และมีอันตรายน้อยกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ ตลอดจนช่วยลดความอยากสารเสพติดประเภทอื่นในผู้ที่ติดยาเสพติด

6. โดยการแบนกระท่อมจะส่งเสริมให้ผู้คนหันไปใช้สารเสพติดที่เป็นอันตรายมากขึ้นอย่างเช่น เฮโรอีน หรือเฟนทานิล และนำมาซึ่งการใช้ยาเกินขนาด ตลอดจนขัดขวางการทำงานวิจัยด้วย

7. โดยกระท่อมมีการบริโภคมายาวนานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและเป็นสารกระตุ้นอ่อนๆ ขณะที่ชาวอเมริกันหลายล้านคนก็ใช้มันเช่นกัน โดย Scientific American ชี้ว่ามีชาวอเมริกันราว 10 ถึง 16 ล้านคนใช้กระท่อมแทนยารักษาอาการปวดอื่นๆ เช่น โอปิออยด์ (opioids)

8. รายงานโดยเว็บไซต์ Stat News ระบุว่าแม้จะพบข้อบ่งชี้ถึงความไม่ปลอดภัยของกระท่อม แต่มีแนวโน้มว่ากระท่อมไม่อันตรายไปกว่ายาสามัญประจำบ้านหรือยาตามใบสั่งแพทย์หากใช้อย่างถูกวิธี และไม่มีข้อมูลใดที่จะสนับสนุนการแบนกระท่อม

9. ผู้สนับสนุนพืชกระท่อมในสหรัฐชี้ว่าผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับกระท่อมส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการใช้สารอื่นร่วมด้วย อย่างเช่น ฝิ่น หรือแอลกอฮอล์ หรือบางคนพบสารเจือปนอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ไม่ได้เกิดจากตัวกระท่อมเอง

10. พวกเขามองว่าแทนที่จะห้ามใช้กระท่อม หน่วยงานกำกับดูแลควรเพิ่มข้อกำจัดในการใช้ และควบคุมเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการผลิตและบริโภคกระท่อมอย่างปลอดภัย และเพื่อให้ไม่ขัดขวางการวิจัยด้วย

11 . นอกจากนี้การศึกษาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) เกี่ยวกับการใช้ยาเกินขนาด 27,000 ครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2559 ถึง 2560 พบว่ากระท่อมมีส่วนเกี่ยวข้องในการเสียชีวิตน้อยกว่า 1% โดยนักวิจัยประเมินว่ามีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่ายาโอปิออยด์ (opioids) กว่า 1,000 เท่า

12. ด้านฮ่องกงก็ได้มีการแบนกระท่อมเช่นกัน โดยรายงานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งตรวจสอบและสกัดกั้นการนำเข้าสารเสพติดที่ผิดกฎหมายรวมถึงกระท่อม โดยเรียกว่าเป็น “เฮโรอีนสมุนไพร”

Photo by Handout / THAILAND’S OFFICE OF THE NARCOTICS CONTROL BOARD (ONCB) / AFP

‘หยวนดิจิทัล’ ถูกใช้ในธุรกรรมซื้อขายล่วงหน้าเป็นครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661410

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 17:42 น.

‘หยวนดิจิทัล’ ถูกใช้ในธุรกรรมซื้อขายล่วงหน้าเป็นครั้งแรกจีนเปิดตัวโครงการนำร่องหยวนดิจิทัลในหลายเมืองตั้งแต่ปลายปี 2019 มันกำลังถูกจับตามากขึ้นเรื่อยๆ

ปักกิ่ง, 23 ส.ค. (ซินหัว) — วันจันทร์ (23 ส.ค.) วารสารหลักทรัพย์จีนรายงานว่า สกุลเงินดิจิทัลของจีนหรือหยวนดิจิทัล (e-CNY) ถูกใช้ทำธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้าภายในประเทศเป็นครั้งแรก

บริษัทหลักทรัพย์ต้าเหลียน คอมโมดิตี (DCE) ได้ใช้หยวนดิจิทัลในการชำระค่าธรรมเนียมการจัดเก็บแก่คลังจัดส่งสินค้าแห่งหนึ่ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารแห่งการสื่อสาร (Bank of Communications) และธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) สาขาท้องถิ่น

หนังสือพิมพ์รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวของธนาคารทั้งสองแห่งว่า การใช้หยวนดิจิทัลในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ผ่านการชำระเงินระหว่างธนาคารแบบเรียลไทม์ เป็นทางเลือกการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และปลอดภัย สำหรับการซื้อขายล่วงหน้าและสำหรับเหล่าผู้มีส่วนร่วมในตลาด

เจียงปิน ผู้จัดการคลังจัดส่งสินค้าข้างต้น กล่าวว่าการชำระเงินด้วยหยวนดิจิทัลไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม และไม่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลาการทำการของระบบการชำระเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับเหล่าผู้ประกอบ เพราะสามารถแสดงความคืบหน้าของธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์

ต้าเหลียน คอมโมดิตีกล่าวว่า ตนวางแผนที่จะส่งเสริมนวัตกรรมทางธุรกิจและจะขยายการใช้หยวนดิจิทัลต่อไป ขณะเดียวกันก็รับประกันการดำเนินงานที่ปลอดภัยและมั่นคงในตลาด

ทั้งนี้ จีนเปิดตัวโครงการนำร่องหยวนดิจิทัลในหลายเมืองตั้งแต่ปลายปี 2019 โดยเมืองต้าเหลียนได้เข้าร่วมในเดือนพฤศจิกายน 2020 และเมื่อนับถึงวันที่ 30 มิ.ย. ปีนี้ เงินหยวนดิจิทัลถูกใช้แล้วในมากกว่า 1.32 ล้านฉากทัศน์ ซึ่งครอบคลุมการชำระค่าสาธารณูปโภค การจัดเลี้ยง การขนส่ง การซื้อของ และบริการต่างๆ ของรัฐ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

‘บ้านเอื้ออาทรแห่งแรกของโลก’ 500 ปียังเก็บค่าเช่าปีละ 34 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661393

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 16:01 น.

'บ้านเอื้ออาทรแห่งแรกของโลก' 500 ปียังเก็บค่าเช่าปีละ 34 บาท เปิดตำนาน Fuggerei หมู่บ้านช่วยคนจนในเยอรมนี แม้ผ่านมา 500 ปีแต่ค่าเช่ายังเท่าเดิม

ฟุกเกอไร (Fuggerei) ที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าเป็น “หมู่บ้านในเมือง” เพิ่งครบรอบ 500 ปีไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา แม้จะมีการปรับปรุงพัฒนาจนเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือความต้องการช่วยเหลือสังคมด้วยค่าเช่าราคาเพียงปีละ 0.88 ยูโรเท่านั้น

หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ที่เมืองเอากส์บวร์ก ประเทศเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นในปี 1521 โดย ยาค็อบ ฟุกเกอร์ (Jakob Fugger) พ่อค้าผู้ร่ำรวยชาวเยอรมัน ที่เล็งเห็นว่าในสมัยนั้นครอบครัวที่ยากจนจะต้องถูกส่งไปยังสถานสงเคราะห์และต้องถูกแยกจากกันในที่สุด

แต่ Fugger เชื่อว่าการช่วยให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันและให้พื้นที่ส่วนตัวกับพวกเขา จะทำให้พวกเขาตั้งหลักและยืนหยัดด้วยตัวเองได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ค่อยมีใครทำในเวลานั้น

ดังนั้น Fuggerei จึงถือเป็นโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม หรือ ‘โครงการบ้านเอื้ออาทร’ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และยังคงจัดหาที่อยู่อาศัยราคาถูกโดยได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐสำหรับผู้อยู่อาศัยในเอาก์สบวร์กที่ประสบปัญหาทางการเงิน

Fugger ลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1521 โดยระบุเงื่อนไขในการเช่าไว้ว่าจะคิดค่าเช่าเพียง 1 กิลเดอร์ หรือเท่ากับ 0.88 ยูโรต่อปี (ราว 34 บาท) เพื่อช่วยแบกรับภาระทางการเงินของผู้อยู่อาศัย แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าผู้เช่าจะต้องเป็นผู้ที่มีปัญหาด้านการเงินแต่ไม่มีหนี้สิน ต้องอาศัยในเอากส์บวร์กมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี และเป็นชาวคาทอลิก

ภาพโดย Wolfgang B. Kleiner/Wikipedia

การใช้ชีวิตที่นี่อาจต้องแลกกับการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การช่วยงานสวน ช่วยดูแลรักษาบ้านเรือนและอาคารต่างๆ การอธิษฐานให้ Fugger ผู้ก่อตั้ง 3 ครั้งต่อวัน หรือช่วยตรวจตั๋วนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของหมู่บ้านแห่งนี้

ตลอด 500 ปีที่ผ่านมา Fuggerei มีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างอย่างเช่นจำนวนห้องที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการสร้างร้านกิฟต์ช็อป และพิพิธภัณฑ์สำหรับนักท่องเที่ยว

ในปี 1943 ยังได้มีการสร้างบังเกอร์เพื่อเป็นที่หลบภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยจากการถูกโจมตีทางอากาศและการทิ้งระเบิด โดยเกือบ 70% ของ Fuggerei ถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือราคาเช่าถูกแสนถูกเพื่อช่วยเหลือบรรดาผู้อยู่อาศัยที่ประสบปัญหาด้านการเงิน

ที่หลายคนเรียกที่นี่ว่าหมู่บ้านในเมือง เพราะที่นี่ออกแบบมาให้มีพื้นที่สำหรับพบปะสังสรรค์ สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน มีบรรยากาศที่อบอุ่น มีโบสถ์ และพื้นที่สีเขียว รวมถึงจตุรัสเล็กๆ ให้ผู้อยู่อาศัยได้มานั่งเล่นพบปะกัน

ภาพโดย Lernerfolg/Wikipedia

Ilona Barber วัย 71 ปี ซึ่งอยู่ที่นี่มา 6 ปีด้วยเงินบำนาญอันน้อยนิด เธอเผยว่าเธอมีความสุขในบั้นปลายชีวิตอยู่กับสัตว์เลี้ยงและเพื่อนบ้านที่น่ารัก ทุกคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ

ไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่หมู่บ้านแห่งนี้รองรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผ้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานแล้ว พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว คนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิต หรือคู่รักวัยกลางคนที่กำลังมองหาความสงบสุข

Noel Guobadia วัย 27 ปี อาศัยอยู่ที่นี่กับแม่และน้องชายตั้งแต่เขายังเป็นวัยรุ่น แม่ของเขาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งประสบปัญหาด้านการเงิน

ในตอนแรกเขากังวลมากที่ต้องมาอยู่ที่นี่ เพราะมันเป็นที่ดินเก่าแก่และมีแต่ผู้สูงอายุ อีกทั้งครอบครัวของเขายังเป็นครอบครัวแรกของที่นี่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ

แต่เมื่อมาอยู่แล้วความกังวลของเขาก็หมดไป ทุกคนนั่งสังสรรค์ด้วยกันที่ลานเบียร์ และให้ความช่วยเหลือกันเสมือนเป็นคนในครอบครัว

สำหรับเขาแล้วที่นี่เป็นโอกาสที่คนหนุ่มสาวจะสามารถพัฒนาชีวิตของพวกเขาโดยไม่ต้องกังวลกับค่าเช่าบ้าน

“ผมสามารถอยู่ได้ด้วยเงินก้อนเล็กๆ ที่หาได้ระหว่างการฝึกงาน เพราะไม่มีภาระค่าเช่าบ้านราคาแพง ทำให้ผมมีโอกาสที่จะโฟกัสกับชีวิตตัวเอง และสร้างรากฐานให้กับชีวิต”

ภาพโดย Tiia Monto/Wikipedia

ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 150 คน จากห้องเช้าทั้งหมด 140 ห้อง ซึ่งสามารถรับผู้อยู่อาศัยได้ประมาณ 30 ถึง 40 คนต่อปี โดยตอนนี้มีรายชื่อผู้ที่รอคิวอยู่ประมาณ 80 คน

ห้องพักของพวกเขาขนาดประมาณ 45 ถึง 65 ตารางเมตร มีห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนอน และห้องว่างเล็กๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างน้ำประปาและโทรทัศน์ โดยห้องชั้นล่างหนึ่งห้องเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปเข้าชมได้

ข้อมูลจาก Deutsche Welle

‘กมลา’ ยั่วพญามังกรไม่หยุด ชี้ตัวการคุกคามทะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661363

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 12:49 น.

‘กมลา’ ยั่วพญามังกรไม่หยุด ชี้ตัวการคุกคามทะเลจีนใต้สหรัฐยืนยันความร่วมมืออาเซียน อินโด-แปซิฟิก โต้อิทธิพลจีน

กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวในระหว่างการเดินทางเยือนสิงคโปร์เมื่อวานนี้ (23 ส.ค.) โดยยืนยันความมุ่งมั่นของสหรัฐที่มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และให้คำมั่นว่าสหรัฐจะสนับสนุนอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง ตลอดจนจัดการกับข้อกังวลเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีน

แฮร์ริสระบุว่าสหรัฐรับรู้ถึงท่าทีข่มขู่คุกคามและอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีน โดยการกระทำดังกล่าวบ่อนทำลายกฎระเบียบระหว่างประเทศ และเป็นการคุกคามอำนาจอธิปไตยของนานาประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าสหรัฐจะยืนเคียงข้างพันธมิตรในการเผชิญกับภัยคุกคามจากจีน

โดยแฮร์ริสได้เข้าพบหารือกับนายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง และประธานาธิบดีฮาลิมาห์ ยาค็อบ ของสิงคโปร์เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์กับพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะตอบโต้อิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้น

แฮร์ริสยังกล่าวว่าความร่วมมือกับสิงคโปร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทั่วทั้งอินโด-แปซิฟิก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสหรัฐ และภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐเป็นอย่างมาก

โดยในวันนี้ (24 ส.ค.) แฮร์ริสมีกำหนดการเยือนกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามด้วย

รอยเตอร์สระบุว่าภารกิจส่วนหนึ่งของแฮร์ริสคือการโน้มน้าวให้ภูมิภาคนี้เห็นว่าความมุ่งมั่นของสหรัฐที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมั่นคงและไม่จะเหมือนกับอัฟกานิสถาน ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน

ทั้งนี้ สหรัฐปฏิเสธการอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีนมาโดยตลอด และสนับสนุนคู่ขัดแย้งในข้อพิพาททะเลจีนใต้ของจีนซึ่งได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเวียดนาม

โดยกองทัพเรือสหรัฐได้แสดงท่าทีต่อต้านการอ้างสิทธิ์ของจีนโดยการเดินเรือผ่านพื้นที่พิพาทอยู่เป็นประจำ เพื่อแสดงถึงเสรีภาพในการเดินเรือ

ด้านจีนคัดค้านภารกิจของสหรัฐโดยกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้ช่วยส่งเสริมสันติภาพหรือความมั่นคง และเมื่อเดือนที่แล้วนักการทูตระดับสูงของงจีนกล่าวว่าสหรัฐกำลังสร้างศัตรูในจินตนาการเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ และเพื่อปราบปรามจีน

อย่างไรก็ตามการคานอำนาจจีนเป็นหัวใจของนโยบายแห่งชาติของสหรัฐมาหลายปีแล้ว ขณะที่รัฐบาลโจ ไบเดน เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นบททดสอบทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ

Photo by EVELYN HOCKSTEIN / POOL / AFP

อิสราเอลชี้ Pfizer เข็ม 3 กันติดเชื้อ-ป่วยหนักได้ดีกว่า 2 เข็ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661359

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

อิสราเอลชี้ Pfizer เข็ม 3 กันติดเชื้อ-ป่วยหนักได้ดีกว่า 2 เข็มPfizer เข็ม 3 กันติดเชื้อและอาการรุนแรงได้ดีขึ้นในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป

กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลเผย วัคซีนป้องกัน Covid-19 เข็มที่ 3 ของ Pfizer เพิ่มการป้องกันการติดเชื้อและอาการรุนแรงในกลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเพียง 2 เข็ม

ข้อมูลการศึกษาของ Gertner Institute และ KI Institute พบว่า ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปการปกป้องของวัคซีน 10 วันหลังจากฉีดเข็มที่ 3 สูงกว่าหลังจากฉีดเข็มที่ 2 ถึง 4 เท่า และป้องกันอาการรุนแรงและการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้มากกว่า 5-6 เท่า

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับสถิติของ Maccabi ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขที่เป็นหนึ่งในหลายองค์กรที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อป้องกันการระบาดของสายพันธุ์เดลตาในอิสราเอล

ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลประกาศว่าภูมิคุ้มกันจากวัคซีนจะค่อยๆ ลดลงหลังจากเวลาผ่านไป โดยชาวอิสราเอลที่ได้รับวัคซีนแล้วและมีอาการรุนแรงอยู่ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้ประชากรสูงอายุเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ประกาศลดอายุผู้มีสิทธิ์ฉีดเข็มที่ 3 ลงมาเหลือ 40 ปี รวมทั้งให้สิทธิ์หญิงตั้งครรภ์ ครู และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อายุน้อยกว่า 40 ปีด้วย โดยต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน

นอกจากนี้ สหรัฐ แคนาดา ฝรั่งเศส และเยอรมนี ก็ประกาศเตรียมฉีดเข็ม 3 เช่นเดียวกัน

Photo by JACK GUEZ / AFP

ตอลิบันกลับคำ! สั่งประหารชายอัฟกันพี่น้องล่ามของกองทัพสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661355

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

ตอลิบันกลับคำ! สั่งประหารชายอัฟกันพี่น้องล่ามของกองทัพสหรัฐตอลิบานสั่งประหารชีวิตชายอัฟกันที่เป็นพี่น้องของล่ามของกองทัพสหรัฐทั้งที่เคยประกาศว่าจะนิรโทษกรรมให้ทุกคน

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างว่า กลุ่มตอลิบานสั่งประหารชีวิตชายชาวอัฟกันรายหนึ่งในข้อหาให้ความช่วยเหลือสหรัฐและให้ความคุ้มครองพี่น้องรายหนึ่งที่ทำงานเป็นล่ามให้กองทัพสหรัฐในอัฟกานิสถาน

เรื่องดังกล่าวได้รับการเปิดเผยหลังจาก CNN ได้รับจดหมายที่เป็นคำสั่งของตอลิบาน โดยอดีตเจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกับล่ามรายดังกล่าวยืนยันโชคชะตาของสองพี่น้อง

กลุ่มตอลิบานส่งจดหมายไปถึงชายที่เป็นพี่น้องของล่ามของกองทัพสหรัฐ 3 ฉบับในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยฉบับแรกซึ่งเขียนด้วยลายมือระบุว่า “คุณถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือคนอเมริกัน และคุณยังถูกกล่าวหาว่าให้ความคุ้มครองแก่พี่น้องของคุณที่เป็นล่าม” พร้อมกับสั่งให้ชายรายนี้เดินทางไปรับฟังการไต่สวน

จดหมายฉบับที่ 2 ซึ่งเขียนด้วยลายมือเช่นกันเป็นการแจ้งเตือนเรื่องที่ชายรายนี้ไม่ไปขึ้นศาล  

ส่วนฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นการพิมพ์แจ้งว่า เนื่องจากายรายนี้เพิกเฉยต่อคำเตือนให้หยุดเป็นข้ารับใช้ผู้รุกรานที่เข้ามาทำสงครามศาสนา และไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกให้ไปขึ้นศาล จึงถูกตัดสินแบบลับหลังจำเลยว่ามีความผิด และถูกตัดสินประหารชีวิต โดย “คำตัดสินของศาลนี้ถือเป็นที่สุดและคุณไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง” และระบุอีกว่า “คุณเลือกทางนี้เอง”

จดหมายทั้งสามฉบับเขียนในภาษาปาทานและมีตราประทับที่ตรงกับจดหมายของกลุ่มตอลิบานฉบับอื่นๆ

จดหมายทั้งสามฉบับขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาของ ซาบิอุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกตอลิบานที่ให้ไว้ในการแถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะไม่มีใครในอัฟกานิสถานได้รับอันตราย และจะไม่มีการแก้แค้นชาวอัฟกันและครอบครัวที่เคยทำงานให้กองกำลังต่างชาติ

จดหมายนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งว่าทำไมชาวอัฟกันจึงหวาดกลัวการกลับมาของกลุ่มตอลิบาน และพากันหาทางหนีออกจากประเทศที่สนามบินฮามิดคาไซในกรุงคาบูลจนเกิดความโกลาหลเหยียบกันเสียชีวิตหรือตกจากเครื่องบินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

Photo by KARIM JAAFAR / AFP

WHO เตือนโควิดกลายพันธุ์อีก ถ้าทุกชาติยังเข้าไม่ถึงวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661353

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 10:59 น.

WHO เตือนโควิดกลายพันธุ์อีก ถ้าทุกชาติยังเข้าไม่ถึงวัคซีนอนามัยโลกเตือนอาจมีโควิดกลายพันธุ์ใหม่หากอัตราการฉีดวัคซีนโดยรวมทั่วโลกยังคงต่ำ พร้อมเรียกร้องให้ชะลอฉีดเข็ม 3 เพื่อแบ่งให้ประเทศอื่น

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวานนี้ (23 ส.ค.) เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวในระหว่างการเยือนฮังการีว่าทุกประเทศควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก มิเช่นนั้นอาจเกิดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงกว่าที่มีอยู่ก็เป็นได้

เนื่องจากขณะนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่อัตราการฉีดวัคซีนอยู่ที่เพียง 1% ถึง 2% ของประชากรเท่านั้น ดังนั้นประเทศที่มีวัคซีนเพียงพอควรบริจาควัคซีนไปยังประเทศที่ประชากรยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 หรือ 2 และการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ควรเลื่อนออกไปก่อน

เทดรอสระบุว่าตนผิดหวังกับขอบเขตการบริจาควัคซีนทั่วโลกเนื่องจากยังมีอีกหลายพื้นที่กำลังดิ้นรนเพื่อวัคซีนเข็มแรก ในขณะที่ประเทศร่ำรวยยังคงมีคลังวัคซีนเพิ่มขึ้นเพื่อเข็มที่ 3

พร้อมเผยว่าปัจจุบันทั่วโลกได้ส่งมอบวัคซีนไปแล้ว 4.8 พันล้านโดส โดยร้อยละ 75 ถุกส่งไปยังประเทศร่ำรวย 10 ประเทศ ขณะที่ในแอฟริกานั้นได้รับวัคซีนไม่ถึงร้อยละ 2

“ไวรัสสามารถแพร่ระบาดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ และสายพันธุ์เดลตายิ่งทำให้การแพร่ระบาดรุนแรงยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็อาจมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงมากขึ้นด้วย” เทดรอสกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาฮังการีเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป 27 ประเทศที่อนุญาตให้พลเมืองลงทะเบียนเพื่อรับวัคซีนเข็มที่ 3 โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนไปแล้วมากกว่า 187,000 คน แต่ได้บริจาควัคซีนให้แก่ประเทศอื่นๆ ไปแล้วมากกว่า 1.5 ล้านโดส

เทดรอสได้กล่าวขอบคุณฮังการีที่บริจาควัคซีนเหล่านั้น แต่หวังว่าจะมีการบริจาคเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนี้ พร้อมเสริมว่า “ไม่มีใครปลอดภัยจนกว่าทุกคนจะปลอดภัย”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐก็ได้ประกาศแผนการที่จะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ชาวอเมริกันทุกคนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แต่ยืนยันว่ายังมีวัคซีนเพียงพอที่จะบริจาคให้ประเทศอื่นๆ ด้วย

Photo by AFP