อินโดนีเซียเล็งฉีดเข็ม 3 ให้ทุกคนต้นปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661553

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

อินโดนีเซียเล็งฉีดเข็ม 3 ให้ทุกคนต้นปีหน้าอินโดนีเซียเร่งฉีดวัคซีนกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ล้านคน คาดเสร็จต้นปีหน้า ประชาชนทั่วไปรับเข็ม 3 ต่อได้ทันที

นายบูดี กูนาดี ซาดีกิน (Budi Gunadi Sadikin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียแถลงคาดว่าจะให้วัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 แก่ประชาชนทั่วไปในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า หลังจากที่ประชากรเป้าหมายทั้งหมดได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว

“หากประชากรเป้าหมายทั้งหมดได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มภายในเดือนมกราคม ประชาชนทั่วไปสามารถรับวัคซีนเข็มที่ 3 ได้ทันทีหลังจากนั้น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าวัคซีนเข็มที่ 3 สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีขึ้น” ซาดีกินกล่าว

โดยประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะรับวัคซีนชนิดใดเป็นเข็มที่ 3 แต่ต้องเสียเงินเอง โดยราคาอยู่ที่ประมาณ 100,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 230 บาท เว้นแต่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้น้อยในระบบประกันสุขภาพของรัฐบาล

ขณะนี้อินโดนีเซียให้วัคซีนเข็มที่ 3 เฉพาะแก่บุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีโอกาสสัมผัสเชื้อมากที่สุด โดยพวกเขาได้รับวัคซีนของ Moderna เป็นเข็มที่ 3 หลังจากที่ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีน Sinovac เป็นเข็มแรกและเข็ม 2

ทั้งนี้ อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรเป้าหมายซึ่งมีอายุมากกว่า 12 ปีจำนวนกว่า 208 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 270 ล้านคนภายในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งขณะนี้มีประชากรกว่า 33 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว

โดยในเดือนนี้อินโดนีเซียพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังอยู่ที่หลักหมื่นคนต่อวัน ส่งผลให้ขณะนี้อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 4 ล้านคน และผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ราว 1.28 แสนคน

อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาส่งผลให้ประเทศไม่สามารถบรรลุการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

เกาหลีใต้เตรียมผ่านร่างกฎหมายสกัดเฟกนิวส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661550

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

เกาหลีใต้เตรียมผ่านร่างกฎหมายสกัดเฟกนิวส์ รัฐบาลเกาหลีใต้เล็งเพิ่มโทษคนปล่อยเฟกนิวส์ ด้านฝ่ายค้านโต้ว่าเป็นการพยายามปิดปากสื่อ

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมแก้กฎหมายสื่อ (Act on Press Arbitration and Remedies) เพื่อควบคุมข่าวปลอม หรือเฟกนิวส์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นการจำกัดเสรีภาพของสื่อไม่ให้ขุดคุ้ยการทำผิดของผู้มีอำนาจและเป็นข้ออ้างในการปิดปากฝ่ายตรงข้ามที่วิจารณ์รัฐบาล

การแก้ไขกฎหมายสื่อครั้งนี้ให้อำนาจศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ที่ปล่อยเฟกนิวส์จนละเมิดสิทธิ์และสร้างความเสียหายทางจิตใจแก่โจทก์จ่ายค่าชดเชยความเสียหายเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 5 เท่า สำหรับเคสที่ไม่สามารถคำนวณความเสียหายที่แน่ชัด ผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมต้องจ่ายค่าเสียหายตั้งแต่ 50-100 ล้านวอน หรือ 1,400,355-2,800,711 บาท

และยังกำหนดให้สื่อมวลชน รวมทั้งผู้ให้บริการข่าวทางอินเทอร์เน็ตดำเนินการแก้ไขข่าวที่ผิดพลาดหรือข่าวปลอมที่เผยแพร่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

แถลงการณ์ของพรคคประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า การรายงานที่ผิดพลาดของสื่อมวลชนทำให้เกิดความเสียหายและผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งยังเป็นอันตรายที่แก้ไขไม่ได้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และยังชี้แจงว่าการเพิ่มโทษดังกล่าวจะทำให้สื่อมวลชนที่จะเผยแพร่ข่าวมีความรับผิดชอบมากขึ้น

อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์โจมตีว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังลงคลอง และปิดกั้นขัดขวางไม่ให้สื่อมวลชนรายงานหรือเขียนข่าวเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายหรือเรื่องอื้อฉาวของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

ด้านริวเจฮวา พนักงานอัยการที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสื่อและคดีการเมืองเผยว่า กฎหมายนี้สะท้อนว่ารัฐบาลต้องการปิดปากสื่อมวลชน

การสำรวจความคิดเห็นของชาวเกาหลีใต้ 1,024 คนโดย WinGKorea Consulting พบว่า 46.4% สนับสนุนกฎหมายใหม่ และ41.6% มองว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนของเกาหลีใต้มีอันดับค่อนข้างดีในดัชนีเสรีภาพสื่อ (World Press Freedom Index) โดยอยู่ในอันดับ 42 จาก 180 ประเทศ แต่ต้องเผชิญกับข่าวปลอมและการกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ในช่วงไม่กี่ปีนี้

การแก้ไขกฎหมายสื่อมีขึ้นหลัจากประธานาธิบดี มุนแจอิน บังคับใช้กฎหมายเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ให้จำคุกบุคคลที่เผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับการประท้วงควังจูในช่วงทศวรรษ 1980

Photo by GEORG HOCHMUTH / APA / AFP

ญี่ปุ่นระงับ Moderna 1.63 ล้านโดสหลังพบสารปนเปื้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661543

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

ญี่ปุ่นระงับ Moderna 1.63 ล้านโดสหลังพบสารปนเปื้อนญี่ปุ่นเร่งตรวจสอบสารปนเปื้อนที่พบในวัคซีน Moderna พร้อมสั่งระงับทั้งล็อต

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่าวานนี้ (25 ส.ค.) กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นแถลงถึงการตรวจพบสารปนเปื้อนในวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna ขณะที่วัคซีนดังกล่าวจำนวน 1.63 ล้านโดสที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกันถูกระงับไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

รายงานระบุว่ามีการตรวจพบสารปนเปื้อนหรือสารบางอย่างที่ไม่ใช่ส่วนประกอบของวัคซีนในปริมาณเล็กน้อย ในวัคซีนของ Moderna จำนวน 39 ขวด โดยเบื้องต้นยังไม่ทราบองค์ประกอบของสารเหล่านั้น ขณะที่ Moderna กำลังดำเนินการตรวจสอบ

ด้านบริษัท Takeda Pharmaceutical ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดจำหน่ายวัคซีนในญี่ปุ่นกล่าวว่ายังไม่เห็นรายงานข้อกังวลด้านความไม่ปลอดภัยใดๆ แต่ได้เรียกร้องให้ผู้ผลิตวัคซีนเร่งดำเนินการตรวจสอบ พร้อมขอให้สถาบันทางการแพทย์และหน่วยงานอื่นๆ ระงับการใช้วัคซีนหากพบว่ามีความปิดปกติ

พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะจัดสรรวัคซีนอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้การระงับวัคซีนกว่าล้านโดสครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อจำนวนวัคซีนที่มีอยู่ในประเทศ

กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเผยว่ามีการพบสารปนเปื้อนในวัคซีนตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. จากศูนย์ฉีดวัคซีน 8 แห่งในโตเกียว อิบารากิ ไซตามะ กิฟุ และไอจิ ซึ่งบริษัท Takeda ได้รายงานไปยังกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา

โดยวัคซีนจำนวน 1.63 ล้านโดสดังกล่าวถูกผลิตขึ้นในสายการผลิตที่สเปน ซึ่งประกอบด้วย 3 ล็อต ได้แก่ 3004667, 3004734 และ 3004956

Photo by Fred TANNEAU / AFP

สหรัฐเปิดศูนย์ควบคุมโรคสาขาอาเซียนที่เวียดนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661541

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

สหรัฐเปิดศูนย์ควบคุมโรคสาขาอาเซียนที่เวียดนาม รองประธานาธิบดีสหรัฐเปิดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เวียดนาม

รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส ของสหรัฐ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดทำการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงฮานอยของเวียดนามระหว่างภารกิจเดินทางเยือนสิงคโปร์และเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งแรก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะช่วยยกระดับความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างสหรัฐและภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ติด Covid-19 สูงขึ้นอันเนื่องจากการระบาดของสายพันธุ์เดลตา

โดยจะมุ่งความร่วมมือของรัฐบาลเกี่ยวกับงานวิจัย การฝึกอบรม และการป้องกันวิกฤตสาธารณสุขโลกด้วยการรับมือกับภัยคุกคามทางสาธารณสุขอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม

“ความร่วมมือของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นจากความสำคัญร่วมกันต่อสุขภาพของประชาชน ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ และความมั่นคงโดยรวมของเรา” แฮร์ริสทวีต

นอกจากนี้ แฮร์ริสยังประกาศว่าสหรัฐจะบริจาควัคซีนป้องกัน Covid-19 ให้เวียดนามเพิ่มอีก 1 ล้านโดสและจะขนส่งมาถึงเวียดนามภายใน 24 ชั่วโมง ทำให้เวียดนามได้รับวัควีนจากสหรัฐรวม 6 ล้านโดส และจะมอบเงิน 23 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้เวียดนามใช้ในการจัดหาวัคซีน

ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสาขาภูมิภาคทั่วโลกของสหรัฐแห่งที่ 4 ต่อจากสาขายุโรปตะวันออก/เอเชียกลางในจอร์เจีย สาขาตะวันออกกลาง/แอฟริกาเหนือในโอมาน และสาขาอเมริกาใต้ในบราซิล

กฎเหล็กคนในเครื่องแบบ เมื่อตำรวจปกปิดความผิดกันเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661481

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 20:00 น.

กฎเหล็กคนในเครื่องแบบ เมื่อตำรวจปกปิดความผิดกันเองกรณีแบบนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย แม้แต่สหรัฐ อิตาลี และที่อื่นๆ ก็เจอปัญหานี้เช่นกันด้วยชื่อเรียกที่แตกต่างกัน แต่พฤติกรรมไม่แตกต่างเลย

ในวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2544 เวลา 21.00 น. โจเซฟ เกรย์ขับรถมินิแวนบนถนน Third Avenue ใต้ทางด่วน Gowanus Expressway จนมาถึงที่ซันเซ็ตพาร์ค เขตบรูคลิน ตรงจุดมาเรีย เอร์เรรา วัย 24 ปี กับลูกชายของเธอ แอนดี วัยเพียง 4 ขวบ และน้องสาวของมาเรียที่ชื่อดิลเซียอายุ 16 ปี กำลังข้ามถนน  

ตอนนั้นเองรถของเกรย์ขับฝ่าไฟแดงแล้วชนทั้งสามเข้าอย่างจังจนตายคาที่ เท่านั้นยังไม่พอเอร์เรรายังกำลังตั้งครรภ์ได้ 8 เดือนครึ่ง แพทย์พยายามผ่าตัดช่วยเหลือลูกในครรภ์ แต่โชคร้ายที่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ความประมาทของโจเซฟ เกรย์ทำให้มีคนตายถึง 4 คนในวันนั้น

ที่สำคัญ โจเซฟ เกรย์เป็นตำรวจ!

จากการสอบสวนพบว่าเกรย์ขับเกินขีดจำกัดความเร็ว 30 ไมล์ต่อชั่วโมง เขามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือด .23 มากกว่าสองเท่า (เกือบสามเท่า) ของกฎหมายกำหนดนั่นก็เพราะเขาเพิ่งจะซัดแอลกอฮอล์มากับพ้องเพื่อนตำรวจด้วยกัน

ก่อนที่หน่วยพยาบาลจะมาถึง เกรย์บอกพยานว่า “ไม่เอาน่า เราทุกคนดื่มเบียร์กันนานๆ ครั้งเอง” ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งซัดเบียร์ไปไม่น้อยกว่า 12 –  18 ขวด/กระป๋องในช่วง 12 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ

ไม่ใช่แค่เขาที่โกหก เพื่อนพ้องในวงการตำรวจก็พยายามช่วยเหลือเขาด้วย เกรย์ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการประกันตัวในวันอาทิตย์ ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ครอบครัวของเหยื่อและชาวนิวยอร์กจำนวนมาก 

เกรย์ถูกจับโดยเจ้าหน้าที่จากเขตของเขาเอง ตำรวจที่เขตนั้นยังละเลยไม่กรอกรายงานอุบัติเหตุบางส่วน ภาพที่ถ่ายในที่เกิดเหตุก็หายไปอย่างลึกลับ นักเคมีของตำรวจไม่ส่งรายงานกว่า 60 หน้าเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของเกรย์ตามที่กฎหมายกำหนด และหลักฐานอื่นๆ อีกหลายชิ้นถูกโยกย้าย

เรื่องนี้ยิ่งมาชัดเมื่อพนักงานสอบสวนเผยหลังจากเกษียณอายุโดยยอมรับว่าเขาพยายาม “ยกประโยชน์” ให้แก่เกรย์ก็เพราะเขาเป็นตำรวจ

แน่นอนว่าเกรย์ไม่สามรถรอดพ้นความยุติธรรมได้เพราะหลักฐานมันคาตา และภายหลังการตัดสินลงโทษของเกรย์แล้ว อัยการเขตได้เริ่ม “สอบสวนการประพฤติมิชอบของตำรวจในกรณีนี้ โดยเฉพาะการขัดขวางการบริหารราชการและขัดขวางการดำเนินคดี” 

นั่นคือกรณีที่เกิดขึ้นในสหรัฐ เมื่อตำรวจช่วยพวกเดียวกันเอง ซึ่งโชคยังดีที่ประชาชนไม่ยอมละสายตา และอัยการไม่นิ่งนอนใจ

“พวกเราไม่มีวันทำผิด”

ในวงการตำรวจของสหรัฐมีคำว่า Blue Wall of Silence หรือ กำแพงสีน้ำเงินที่เงียบงัน ซึ่งสีน้ำเงินก็คือสีของตำรวจ ส่วนความเงียบงันคือ การที่ตำรวจไม่ยอมเปิดปากพูดถึงความผิด การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การก่ออาชญากรรม หรือการใช้ความรุนแรงของเพื่อนตำรวจด้วยกัน อาจจะด้วยการพูดโกหกหรือทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์นั้นๆ

นอกจากนี้แต่ละหน่วยแต่ละสถานีตำรวจยังมีวัฒนธรรมตำรวจ (cop culture) ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของตัวเองที่ไม่เป็นทางการและไม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นจนก่อให้เกิดความรู้สึกจงรักภักดีต่อพวกพ้องจนไม่อยากทรยศหักหลังกันเอง ส่วนใครที่ปากโป้งก็จะถูกมองว่าเป็นแกะดำ ไม่ได้รับการยอมรับ

วัฒนธรรมตำรวจนี้นำมาสู่คำพูดติดปากว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ซึ่งมาจากคนในคเรื่องแบบอีกวงการหนึ่ง แต่มันใช้ได้ดีกับวงการไหนๆ ก็ตามที่คนในนั้นช่วยกันปกป้อง “ปลาเน่า”

ด้วยเหตุนี้ บางรัฐจึงมีกฎหมายที่ปกป้องประชาชนและจำเลยจากตำรวจที่คอร์รัปชัน หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งหากผิดจริงตำรวจอาจถูกผู้เสียหายจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จากการจับกุมโดยมิชอบ หรือทำให้เสียชีวิตโดยมิชอบฟ้องร้อง และยังมีกฎหมายรัฐบาลกลางที่บังคับใช้ทั่วประเทศห้ามไม่ให้ตำรวจให้การเท็จเพื่อช่วยเหลือพวกพ้อง และห้ามเพิกเฉยต่อการมีส่วนร่วมในการคอร์รัปชันของเพื่อนตำรวจด้วยกัน

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแนวปฏิบัติไม่ขายเพื่อนใช้อยู่ จนในปี 1970 ทางการเมืองนิวยอร์กจัดตั้งคณะกรรมาธิการแนปป์ (Knapp Commission) เพื่อสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของวงการตำรวจนิวยอร์ก

โดยการเปิดโปงพฤติกรรมฉาวของเพื่อนตำรวจด้วยกันของเจ้าหน้าที่ แฟรงค์ เซอร์ปิโค ไม่เพียงเปิดเผยว่ามีการคอร์รัปชันกันอย่างเป็นระบบเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นถึงอุปสรรคในการสอบสวนการคอร์รัปชันเหล่านั้นด้วย นั่นคือ หลักปฏิบัติที่รู้กันในหมู่เจ้าหน้าที่ที่เรียกกันว่า กฎแห่งความเงียบ (Code of Silence) หรือม่านสีฟ้า (Blue Curtain) ที่ถือว่าเจ้าหน้าที่ที่เปิดปาก “ขายเพื่อน” คือคนทรยศ

กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุอย่างกรณีของผู้กำกับนครสวรรค์ที่ทำทารุณกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดด้วยการใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะจนเสียชีวิตน่าจะไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แม้แต่สหรัฐเองก็มีปัญหานี้ไม่น้อย แต่กรณีที่จุดกระแส Black Lives Matter และเกิดการเรียกร้องให้ปฏิวัติตำรวจคือการเสียชีวิตของชายผิวสีที่ชื่อ จอร์จ ฟลอยด์ หลังถูกตำรวจใช้เข่ากดที่คอนานเกือบ 10 นาทีจนขาดอากาศหายใจ

ขอยกตัวอย่างกรณีของสหรัฐที่ใกล้เคียงกับกรณีของไทยคือ ในปี 1991 ร็อดนีย์ คิง ชายผิวสีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจลอสแองเจลิสหลายนายทุบตีทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล้วนพร้อมใจกันปกปิดความผิดของพวกพ้องโดยอ้างว่าการทำร้ายร่างกายคิงเป็นไปตามกฎหมาย แต่คลิปเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในภายหลังกลับฟ้องว่าความจริงเป็นคนละเรื่องกับที่เจ้าหน้าที่เล่า

โลกสีเทาของคนสีกากี

การปกปิดความชั่วของพวกเดียวกันเองเป็นพฤติกรรมของพวกแก๊งอันธพาล เช่น ในภาคใต้ของอิตาลีที่ชุกชุมไปด้วยแก๊งมาเฟีย พวกนี้จะถือกฎเหล็กที่เรียกว่า “โอแมร์ตา” (Omertà) คนในแก๊งและคนในพื้นที่อิทธิพลของนอกแก๊งจะปิดปากเงียบเมื่อถูกซักถามโดยเจ้าหน้าที่หรือบุคคลภายนอกเรื่องภายในแก๊ง พวกเขาจะไม่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ รัฐบาล หรือบุคคลภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการสอบสวนคดีอาญา และจงใจเพิกเฉยและหลีกเลี่ยงการแทรกแซงกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของคนอื่นๆ ในเครือข่ายตัวเอง

คนที่แหกกฎโอแมร์ตาไม่อาจลอยนวลได้ ยิ่งพวกเป็นสายให้ตำรวจแล้วยิ่งรอดยาก แต่ใน “วงการสีกากี” (หรือสีน้ำเงินในสหรัฐ) ก็มีโอแอร์ตาเหมือนกัน นั่นคือ Blue Wall of Silence ที่เอ่ยถึงไป มันคือสิ่งที่ทำให้วงการตำรวจมีความใกล้เคียงกับวงการแก๊งนอกกฎหมาย 

ตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องพัวพันกับกลุ่มนอกกฎหมายและการแหกกฎหมาย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคุ้นเคยกับเรื่องผิดกฎหมายเพื่อที่จะไล่ตามพวกมันได้ทัน ตำรวจจึงไม่สามารถอยู่ในโลกสีขาวได้เต็มตัว พวกเขาต้องอยู่ในโลกเทาๆ เพื่อเข้าถึงโลกสีดำด้วย 

แต่บางครั้งพวกเขาถูกความชั่วสีดำกลืนกินจนรับเอาพฤติกรรมแบบโอแมร์ตามาใช้ 

และเมื่อตำรวจใช้โอแมร์ตามันจะเลวร้ายกว่าแก๊งอาชญากรเสียอีก เพราะแก๊งอาชญากรใช้โอแมร์ตาเพื่อไม่ร่วมมือกับมือกฎหมายโดยหวังช่วยพวกเดียวกันเอาตัวรอดและกลุ่มทั้งกลุ่มจะรอดไปด้วย แต่มือกฎหมายมีกฎหมายในมือ เพียงแค่ต้องการจะช่วยพวกเดียวกันแค่ไม่กี่คน และไม่สำคัญต่อองค์กรทั้งองค์กรด้วยซ้ำ พวกเขาใช้กฎหมาย ทำลายหลักฐาน ข่มขู่พยานก็ยังได้

ยังมีโอแมร์ตาแบบที่คาดไม่ถึงอีก นั่นคือการรวมตัวเป็นสหภาพของตำรวจเพื่อต่อรองกับภาครัฐเรื่องสวัสดิการและอำนาจหน้าที่ การรวมตัวแบบนี้ยิ่งทำให้ตำรวจรู้สึกว่าได้รับการหนุนหลังจากตำรวจหมู่มากด้วยกันเอง และมีงานวิจัยในสหรัฐพบว่ายิ่งมีอัตราตำรวจเข้าร่วมกับสหภาพมากเท่าไร จำนวนคนที่ตายด้วยน้ำมือตำรวจยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น การศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดใน 100 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาพบว่ายิ่งตำรวจมีอำนาจคุ้มครองมากขึ้นระดับความรุนแรงที่ตำรวจทำและการละเมิดอื่นๆ ต่อพลเมืองโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเพิ่มขึ้น  นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียยังพบว่าเมื่อตำรวจมีอำนาจต่อรองในรูปแบบสหภาพมากขึ้น อัตราการวิสามัญฆาตกรรมเพิ่มขึ้นถึง 40%

จะเห็นว่าโอแมร์ตามีทั้งแบบบนดินและใต้ดิน และบางครั้งใช้อย่างพร่ำเพื่อไม่ใช่เพื่อปกป้องสิทธิของตำรวจ แต่เพื่อปกป้องคนผิดเพียงคนเดียวก็ยังทำ

กรณีของโจเฟซ เกรย์ที่เมาแล้วขับ ตำรวจในท้องที่ใช้โอแมร์ตาเพื่อปกป้องเขาทั้งๆ ที่การเมาแล้วขับและฆ่าคนตายของตำรวจคนเดียวไม่ได้ทำให้ทั้งสถาบันเสื้อน้ำเงินต้องสั่นคลอน แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะใช้วิธีนี้ 

นั่นแสดงว่าเมื่อคนมีอำนาจกฎหมายในมือ เมื่อจะทำชั่วร้ายนั้น จะร้ายยิ่งกว่าอาชญากรเสียอีก

โดย จารุณี นาคสกุล และ กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Kamil Krzaczynski/AFP

‘ก่อการร้ายอสุจิ’ การคุกคามผู้หญิงที่ไม่ใช่อาชญากรรมในเกาหลีใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661509

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 16:05 น.

'ก่อการร้ายอสุจิ' การคุกคามผู้หญิงที่ไม่ใช่อาชญากรรมในเกาหลีใต้เกาหลีใต้กำลังผลักดันแก้ไขกฎหมาย ปกป้องเหยื่อ เมื่อการคุกคามด้วยอสุจิไม่จัดเป็นอาชญากรรมทางเพศ

ชายเกาหลีวัย 40 ปีหลั่งอสุจิลงในแก้วกาแฟของเพื่อนร่วมงานสาวถึง 6 ครั้ง นักศึกษาชายป้ายอสุจิลงบนรองเท้าผ้าใบของนักศึกษาหญิง ชายรายหนึ่งผสมอสุจิและถมน้ำลายลงในแก้วกาแฟให้กับผู้หญิงเพื่อเป็นการแก้แค้นที่ถูกเธอปฏิเสธ นี่คือส่วนหนึ่งของการคุกคามทางเพศที่ผู้หญิงเกาหลีใต้ต้องพบเจอ

หลายต่อหลายครั้งผู้ชายที่กระทำความผิดเหล่านี้ชดใช้เพียงแค่การจ่ายค่าปรับ เพราะภายใต้กฎหมายเกาหลีใต้ปัจจุบันการหลั่งอสุจิบนทรัพย์สินหรือข้าวของของใครไม่จัดว่าเป็นอาชญากรรมทางเพศ แต่เป็นเพียงการสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินเท่านั้น

นั่นทำให้แพค ฮเย-รอน (Back Hye-ryun) สมาชิกสภาเกาหลีใต้กำลังพยายามผลักดันเพื่อเปลี่ยนแปลงและต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่า “การก่อการร้ายอสุจิ”

เธอเผยว่าเมื่อเดือนที่แล้วพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีได้เสนอการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศ โดยเน้นย้ำถึงข้อบกพร่องที่ร้ายแรงของกฎหมายที่ไม่สามารถปกป้องผู้หญิงจากการกระทำดังกล่าว

แบคอ้างถึงคดีที่เคยโด่งดังเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งผู้ก่อเหตุชายได้รับการปล่อยตัวไปหลังเสียค่าปรับ 2,500 เหรียญสหรัฐในข้อหาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย จากการหลั่งอสุจิลงในแก้วกาแฟของเพื่อนร่วมงานหญิงถึง 6 ครั้งในช่วงเวลาครึ่งปี

แบคมองว่าการกระทำของผู้ก่อเหตุในกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเหยื่อถูกคุกคามทางเพศ แต่ภายใต้กฎหมายปัจจุบันไม่ถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมทางเพศเพราะมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสัมผัสทางร่างกายโดยตรง การกระทำของเขาจึงถูกตัดสินว่าเป็นการกระทำต่อแก้ว

อาชญากรรมทางเพศต้องตีความจากมุมมองของเหยื่อ แต่ในเกาหลีใต้กำลังทำให้ผู้ต้องหาเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมันควรได้รับการเปลี่ยนแปลง…ไม่มีกฎหมายใดที่สามารถลงโทษผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางเพศได้ในขณะนี้ และบทลงโทษก็ไม่รุนแรงพอเช่นกัน”

“อาชญากรรมทางเพศกำลังเพิ่มมากขึ้นและหลากหลายขึ้น แต่กฎหมายของเราไม่สามารถตามทันได้”

ทุกคนต้องยอมรับเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องเหยื่อเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นมันจะส่งผลดีต่ออาชญากรด้วย เพราะพวกเขาจะได้รับการคุมประพฤติและป้องกันการก่ออาชญากรรมอีกในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่ผู้หญิงเกาหลีใต้ต้องพบเจอกับการคุกคามทางเพศในลักษณะนี้

อย่างเช่นในปี 2019 ชายชาวเกาหลีใต้รายหนึ่งถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปี หลังจากที่เขาผสมอสุจิ เสมหะ ยาถ่าย และยาโป๊ ลงในกาแฟให้กับผู้หญิงเพื่อเป็นการแก้แค้นที่ถูกปฏิเสธ

และในปี 2018 มีรายงานว่าชายคนหนึ่งนำถุงยางอนามัยที่มีน้ำอสุจิอยู่ข้างในไปใส่ไว้ในกระเป๋าของผู้หญิงที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงโซล และแน่นอนว่าเขาถูกตั้งข้อหาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้พบช่องโหว่หลายครั้งในการจัดการกับการก่ออาชญากรรมทางเพศต่อผู้หญิง ซึ่งรวมถึงการซ่อนกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำหญิงตามสถานีรถไฟฟ้าและโรงแรม

โดยในปี 2019 มีรายงานการกระทำความผิดในลักษณะนี้ 6,465 ครั้ง โดยมีผู้ถูกจับกุม 5,437 คน แต่มีเพียง 119 คน หรือ 2% เท่านั้นที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด

ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ชี้ว่าวัฒนธรรมคัดค้านผู้หญิงและการกล่าวโทษเหยื่อในเกาหลีใต้ ตลอดจนช่องโหว่ของกฎหมายมักทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เฉื่อยชา

ที่มา InsiderVice

ภาพโดย REUTERS/Kim Hong-Ji

พบคนติดเดลตามีไวรัสในเลือดสูงกว่าสายพันธุ์อื่น 300 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661491

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 15:53 น.

พบคนติดเดลตามีไวรัสในเลือดสูงกว่าสายพันธุ์อื่น 300 เท่า วิจัยเกาหลีใต้พบคนติด Covid-19 สายพันธุ์เดลตามีปริมาณไวรัสในเลือดสูงกว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 300 เท่า

การวิจัยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KCDA) พบว่า ผู้ป่วย Covid-19 สายพันธุ์เดลตามีปริมาณไวรัส (viral load) ในเลือดสูงกว่า 300 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในเมืองอู่ฮั่นของจีน

โดยปริมาณไวรัสจะสูงที่สุดในช่วงที่ผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการ และจะค่อยๆ ลดลงมาเหลือเท่าๆ กับปริมาณไวรัสในเลือดของผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์อื่น 10 วันหลังจากการติดเชื้อขึ้นสู่ช่วงสูงสุด

อย่างไรก็ดี นักวิจัยย้ำว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเชื้อสายพันธุ์เดลตาแพร่เชื้อได้มากกว่าเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม 300 เท่า เพียงแต่ปริมาณเชื้อไวรัสที่สูงกว่าจะเพิ่มโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

นักวิจัยของ KCDA เผยอีกว่า “เราคาดว่าอัตราการแพร่เชื้อของมัน (เดลตา) สูงกว่าสายพันธุ์อัลฟา (ซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ) 1.6 เท่า และสูงกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม 2 เท่า”

การวิจัยของเกาหลีใต้เปรียบเทียบปริมาณไวรัสในเลือดของผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา 1,848 กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์อื่นจำนวน 22,106 คน

และยังพบอีกว่าปริมาณไวรัสในเลือดผู้ป่วยสายพันธุ์เดลตาลดลงมากกว่าในผู้ป่วยสายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 30 เท่าภายใน 4 วันหลังจากพุ่งสู่ระดับสูงสุด เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายออกมาสู้กับการติดเชื้อ

ขณะที่การวิจัยของจีนที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้วพบว่า ผู้ป่วยสายพันธุ์เดลตามีปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดสูงกว่าผู้ป่วยสายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 1,000 เท่า โดยจะพบเชื้อไวรัสหลังจากติดเชื้อ 4 วัน

Photo by Handout / various sources / AFP

สหรัฐเสนอตัวหนุนหลังเวียดนาม ตอบโต้จีนพิพาททะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661484

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

สหรัฐเสนอตัวหนุนหลังเวียดนาม ตอบโต้จีนพิพาททะเลจีนใต้รองประธานาธิบดีสหรัฐย้ำต้องเพิ่มแรงกดดันและตอบโต้การอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (25 ส.ค.) กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐเข้าพบผู้นำระดับสูงของเวียดนามโดยให้การสนับสนุนในหลายประเด็นสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมความมั่นคงทางทะเลและตอบโต้ท่าทีคุกคามที่เพิ่มขึ้นของจีนในทะเลจีนใต้

ในระหว่างการเจรจากับประธานาธิบดีเหงียน ซวน ฟุก, รองประธานาธิบดีหวอ ถิ อัน ซวน และนายกรัฐมนตรี ฟาม มินห์ ชิญ ของเวียดนาม แฮร์ริสยังได้เสนอที่จะเพิ่มเรือรบของกองทัพสหรัฐสำหรับการลาดตระเวนในทะเลจีนใต้

“เราต้องเพิ่มแรงกดดันไปยังรัฐบาลจีนให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และเพื่อตอบโต้กับการกลั่นแกล้งและการอ้างสิทธิ์ทางทะเลที่มากเกินไปของจีน” แฮร์ริสกล่าว

ตลอดจนเสนอที่จะส่งมอบวัคซีน Pfizer อีก 1 ล้านโดสให้แก่เวียดนามเพื่อช่วยเหลือในการรับมือกับโควิด-19 รวมถึงมีการหารือเกี่ยวกับโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

แฮร์ริสยังคาดว่าจะเซ็นสัญญาเช่าอาคารสถานทูตสหรัฐแห่งใหม่ในกรุงฮานอย เพื่อพยายามขยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ก่อนหน้านี้สหรัฐยังเปิดตัวโครงการ USAID ระยะเวลา 5 ปีมูลค่า 36 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของเวียดนาม และประกาศลดภาษีศุลกากรสำหรับการส่งออกข้าวโพด ข้าวสาลี และเนื้อหมูของสหรัฐไปยังเวียดนาม เพื่อลดการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ

ขณะที่จีนก็ได้กล่าวว่าจะส่งมอบวัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 ล้านโดสให้แก่เวียดนามเช่นกัน

ทั้งนี้ แฮร์ริสมีกำหนดการเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลา 7 วัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรในภูมิภาคและคานอำนาจของจีนซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้

โดยเมื่อวานนี้ (24 ส.ค.) ในระหว่างการเดินทางเยือนสิงคโปร์แฮร์ริสยังได้กล่าวโจมตีจีนว่าการข่มขู่คุกคามและอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีนบ่อนทำลายกฎระเบียบระหว่างประเทศ และเป็นการคุกคามอำนาจอธิปไตยของนานาประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าสหรัฐจะยืนเคียงข้างพันธมิตรในการเผชิญกับภัยคุกคามจากจีน

ขณะที่จีนปฏิเสธและมองว่าสหรัฐพยายามผลักดันให้เกิดความบาดหมางระหว่างจีนและพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Photo by EVELYN HOCKSTEIN / POOL / AFP

ย้อนรอยตำรวจอเมริกันใจกล้า ปล่อยคลิปเปิดโปงพวกเดียวกันเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661471

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 13:56 น.

ย้อนรอยตำรวจอเมริกันใจกล้า ปล่อยคลิปเปิดโปงพวกเดียวกันเองเอเดรียน ชูลคราฟท์ ตำรวจอเมริกันที่ออกมาแฉวงการตำรวจด้วยการปล่อยคลิปเสียง

เรื่องราวของเอเดรียน ชูลคราฟท์ (Adrian Schoolcraft) อดีตเจ้าหน้าที่กรมตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) สหรัฐอเมริกา เคยโด่งดังเมื่อหลายปีก่อนเมื่อเขาออกมาเปิดโปงคลิปเสียงของนายตำรวจซึ่งพบว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ชูลคราฟท์ประจำการอยู่ที่สถานีตำรวจเขต 81 ในเบดฟอร์ด–สไตเวสซันต์ บรูคลิน นครนิวยอร์ก หลังทำงานอยู่ที่นั่นได้ไม่กี่ปีเขาเริ่มหยิบยกประเด็นว่าเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่เขตนี้มีน้อยเกินกว่าที่จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังได้แอบบันทึกการสนทนาของเจ้าหน้าที่ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทุจริตและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คลิปเสียงเหล่านั้นถูกบันทึกระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2008 ถึง 15 ตุลาคม 2009 ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นโควตาการจับกุมและการสอบสวน ซึ่งนำไปสู่การจับกุมโดยมิชอบ และการรายงานอาชญากรรมที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อรักษาตัวเลข โดยหนึ่งในนั้นมีคลิปเสียงของสตีเวน เมาริเอลโล (Steven Mauriello) ผู้บัญชาการเขต

ชูลคราฟท์ส่งคลิปเสียงเหล่านี้ให้กรมตำรวจนครนิวยอร์กตรวจสอบในปี 2009 เพื่อเป็นหลักฐานการทุจริตและการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่หลังจากนั้นเขาก็ถูกจับตามองและรังควานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บทลงโทษของตำรวจ (คนดี)

หลังจากที่ชูลคราฟท์ออกมาพูดและแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเขาก็ถูกตามรังควานและกลั่นแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มงานหรือได้รับการประเมินที่ไม่ดี มีอยู่วันหนึ่งเขาพบกระดาษโน้ตในล็อกเกอร์ของเขาซึ่งมีข้อความว่า “ถ้าไม่ชอบงานที่ทำอยู่ ก็ควรหางานใหม่ซะ”

วันที่ 31 ตุลาคมชูลคราฟท์รู้สึกสังหรใจเมื่อได้รับอนุญาตให้เลิกงานก่อนเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนที่เย็นวันนั้นพ่อของเขาซึ่งเป็นตำรวจเช่นเดียวกันโทรมาเตือนให้ระวังตัว เขามองออกไปนอกหน้าต่างห้องพบเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งกำลังรวมตัวกันอยู่บริเวณอพาร์ตเมนต์ของเขา

เจ้าหน้าที่เหล่านั้นขอกุญแจห้องของชูลคราฟท์จากเจ้าของอพาร์ตเมนต์ โดยอ้างว่าชูลคราฟท์ฆ่าตัวตาย ก่อนที่พวกเขาจะบุกเข้ามาที่ห้องของชูลคราฟท์และเริ่มสอบปากคำ

ในบรรดาเจ้าหน้าที่ตรงนั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงประมาณ 12 คนรวมอยู่ด้วย หนึ่งในนั้นคือรองหัวหน้าไมเคิล มาริโน (Michael Marino) ซึ่งบอกกับเขาว่า

“ฟังนะ พวกเขาจะทำเหมือนว่านายเป็น EDP (ผู้มีความผิดปกติทางพฤติกรรมและอารมณ์) ตอนนี้นายมีทางเลือกว่าจะลุกขึ้นมาและเดินเข้าไปในรถบัสคันนั้นแต่โดยดี หรือจะถูกปฏิบัติแบบคนที่เป็น EDP นั่นหมายถึงการใส่กุญแจมือ” “เอาตัวมันไป ฉันทนไม่ไหวแล้ว” ส่วนหนึ่งของคลิปเสียงที่ชูลคราฟท์แอบบันทึกไว้ได้

กลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช

ชูลคราฟท์ถูกนำตัวไปยังแผนกผู้ป่วยจิตเวชโรงพยาบาลจาไมก้า (Jamaica Hospital) เขาถูกใส่กุญแจมือล็อกไว้กับเตียงและห้ามไม่ให้ใช้โทรศัพท์มือถือตามคำสั่งของตำรวจที่อยู่ที่นั่น

ตำรวจอ้างกับโรงพยาบาลว่าพวกเขาตามชูลคราฟท์ไปที่บ้านเพราะชูลคราฟท์เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพังประตูเข้าไปหาเขา

ส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยจากแพทย์ระบุว่า “ความทรงจำและสมาธิปกติดี แต่ความเข้าใจและวิจารณญาณบกพร่อง แสดงความคิดที่หวาดระแวง”

ชูลคราฟท์ถูกบังคับให้อยู่ที่นั่น 6 วัน ในที่สุดพ่อของเขาก็สามารถนำตัวกลับมาได้และได้รับค่ารักษาพยาบาล 7,185 เหรียญสหรัฐ ก่อนที่ชูลคราฟท์จะถูกพักงานและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหาที่บ้านเป็นประจำ

ไม่หยุดความพยายาม

ในปี 2010 ชูลคราฟท์ส่งคลิปเสียงให้กับหนังสือพิมพ์ The Village Voice ซึ่งนำไปสู่การรายงานเป็นชุดบทความเรื่อง “The NYPD Tapes” โดยผู้สื่อข่าวแกรแฮม เรย์แมน (Graham Rayman)

บทความเหล่านั้นได้เปิดโปงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเช่นระบุว่ามีการจับกุมในข้อหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างการจับประชาชนที่ไม่พกพาบัตรประจำตัวประชาชนขณะที่อยู่แถวบ้านของเขา หรือการจับกุมประชาชนที่รวมกลุ่มกัน และการ Stop-And-Frisk หรือการตรวจค้นอาวุธเพิ่มขึ้น 9 เท่า

ยิ่งไปกว่านั้นมีรายงานการตรวจค้นอาวุธปลอมๆ ที่ไม่ระบุชื่อเพื่อทำยอดในช่วงสิ้นเดือนหรือที่รายงานเรียกว่าเป็นการ “จับผี” (Ghost 250s)

นอกจากนี้ยังมีคลิปเสียงของเจ้าหน้าที่นายหนึ่งซึ่งกล่าวว่า “ฟังนะ อย่านำนายแพทย์มาที่สถานีตำรวจ เพราะเขาจะได้รับค่ารักษาพยาบาลฟรีจากเรา แถมยังมีตำรวจดีๆ คอยคุ้มกันตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่”

เรย์แมนกล่าวว่าสาเหตุหนึ่งที่ตำรวจต้องทำแบบนี้เพราะระบบโครงสร้างของที่นี่ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ โดยในวันธรรมดาเขต 81 มีเจ้าหน้าที่เพียง 3 ถึง 9 นายที่ต้องลาดตระเวนตามท้องถนนในพื้นที่ที่มีประชาชนมากกว่า 60,000 คน ในขณะที่พวกเขาเองก็ต้องทำผลงานออกมาให้ดี

ในปีเดียวกันชูลคราฟท์ได้ยื่นฟ้องกรมตำรวจนครนิวยอร์กโดยระบุว่าเขาถูกข่มขู่คุกคาม และเรียกร้องค่าเสียหาย 50,000,000 เหรียญสหรัฐ รวมถึงฟ้องโรงพยาบาลจาไมก้าด้วย เพราะการรักษาตัวในหอผู้ป่วยจิตเวชโดยไม่สมัครใจทำลายชื่อเสียงของเขา

คดีความถูกตัดสินในปี 2012 โดยเขาได้รับเงิน 600,000 เหรียญสหรัฐจากกรมตำรวจนครนิวยอร์ก ส่วนของโรงพยาบาลจาไมก้าสิ้นสุดลงในปี 2015 แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าคดีจบลงแบบใด

ในปี 2013 คดี “Stop-And-Frisk” ที่เกี่ยวข้องได้เข้าสู่การพิจารณาคดีในศาลรัฐบาลกลาง

ภายหลังเรื่องราวของชูลคราฟท์ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และนำไปบอกเล่าในพอดแคสต์ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ภาพโดย Scott Olson/AFP

“ยามา” (Llama) อาจเป็นฮีโร่ช่วยมนุษยชาติสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661467

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 13:17 น.

"ยามา" (Llama) อาจเป็นฮีโร่ช่วยมนุษยชาติสู้โควิดแอนติบอดีของตัวยามา (Llama) บั่นทอนเชื้อโควิด-19 ในการทดลองในห้องปฏิบัติการของสตาร์ทอัพในเบลเยียม

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน แอนติบอดีของตัวยามา (Llama) สัตว์จากอเมริกาใต้ อาจมีบทบาทในการต่อสู้กับโควิด-19ทั่วโลกในไม่ช้า หากการทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการโดยสตาร์ทอัพด้านชีวการแพทย์ของเบลเยียมนั้นประสบความสำเร็จในที่สุด

นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ VIB-UGent ในเมืองเกนต์ กล่าวว่า แอนติบอดีที่สกัดจากตัวยามาชื่อวินเทอร์ ได้ลดทอนความรุนแรงของการติดเชื้อโคโรนาไวรัสรวมถึงสายพันธุ์ต่างๆ ในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ

ดอมินีค เตร์ซาโก (Dominique Tersago) หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของบริษัท Spin-off ExeVir ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของ VIB-UGent กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ถือเป็น “ตัวพลิกสถานการณ์ ในอนาคตเลยทีดียว โดยมันจะเป๋นตัวเสริมไม่ใช่เข้ามาแทนที่วัคซีนโดยการปกป้องผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและการรักษาผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาล

แอนติบอดีของยามาที่มีขนาดเล็กผิดปกติสามารถจับกับส่วนที่เฉพาะเจาะจงของโปรตีนหนาม (Spike) ของไวรัสและ “ในขณะนี้เราไม่เห็นการกลายพันธุ์ที่มีความถี่สูงโดยรอบที่เชื้อเกาะเข้ากับโปรตีนหนาม” ดอมินีคกล่าว

แอนติบอดียังแสดง “ฤทธิ์เป็นกลางที่แข็งแกร่ง” กับสายพันธุ์เดลตาที่ติดเชื้อได้สูง เธอกล่าวเสริม

นักวิจัยคาดว่าการทดลองทางคลินิกในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีซึ่งเริ่มต้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยร่วมมือกับ UCB บริษัทยาของเบลเยียม ร่วมกับผู้ป่วยในโรงพยาบาล คาดว่าจะได้ผลเช่นเดียวกัน

ซาเวียร์ แซลองส์ ((Xavier Saelens) หัวหน้ากลุ่ม VIB-UGent กล่าวว่า เจ้าวินเทอร์ยังผลิตแอนติบอดีแบบธรรมดาที่มีขนาดเล็กกว่า เสถียรกว่า สืบพันธุ์ได้ง่ายกว่า และมีความหลากหลายมากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ซึ่งเป็นคุณสมับติเหมือนกันยามาตัวอื่นๆ และสัตว์ในตระกูลอูฐ

“ขนาดที่เล็กของมัน… ช่วยให้พวกมันไปถึงเป้าหมาย เข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของไวรัสที่ยากต่อการเข้าถึงด้วยแอนติบอดี้แบบเดิม” เขากล่าว

การค้นหาการรักษาโควิด-19 นี้ดพเนินตามผลการศึกษาในปี 2559 เกี่ยวกับแอนติบอดีของยามาเพื่อต่อต้านโรคซาร์สและเมอร์ส บริษัท Sanofi ของฝรั่งเศสจ่ายเงิน 3.9 พันล้านยูโรให้กับ Ablynx ซึ่งเป็นบริษัททางการแพทย์ในเมืองเกนต์ที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัยแอนติบอดียามาในปี 2561

ในขณะเดียวกัน วินเทอร์ซึ่งตอนนี้สามารถนำแอนติบอดี้ของมันมาผลิตซ้ำได้ในห้องแล็บ กำลังเพลิดเพลินกับการเกษียณอายุในอุทยานศิลปะและสวนสัตว์ส่วนตัวในเมืองเกนค์

REUTERS/ Johanna Geron TPX IMAGES OF THE DAY