ย้อนคดีสะเทือนขวัญมะกัน กลางวันเป็นตำรวจ กลางคืนเป็นฆาตกรต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661682

วันที่ 27 ส.ค. 2564 เวลา 17:10 น.

ย้อนคดีสะเทือนขวัญมะกัน กลางวันเป็นตำรวจ กลางคืนเป็นฆาตกรต่อเนื่องเมื่อตำรวจเป็นนักฆ่า-นักข่มขืน-หัวขโมย กว่าจะจับได้กินเวลากว่า 40 ปี

โจเซฟ เจมส์ ดีแองเจโล จูเนียร์ (Joseph James DeAngelo Jr.) อดีตตำรวจชาวอเมริกันที่ก่อคดีไปทั่วแคลิฟอร์เนีย ในช่วงปี 1973 ถึง 1986 เขาก่อคดีฆาตกรรมอย่างน้อย 13 คดี, ข่มขืน 50 คดี และลักทรัพย์อีก 120 คดี

ชื่อของเขากระฉ่อนไปทั่วสหรัฐ และมาพร้อมกับฉายาต่างๆ นานาไม่ว่าจะเป็นนักฆ่าแห่งโกลเด้น สเตท (Golden State Killer), นักข่มขืนย่านตะวันออก (East Area Rapist), นักล่ายามวิกาล (Night stalker) และอื่นๆ อีกมากมายซึ่งสร้างความสะพรึงกลัวให้กับชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก

ดีแองเจโลเข้าร่วมกองทัพเรือสหรัฐในปี 1964 และเคยปฏิบัติหน้าที่ในสงครามเวียดนามด้วย ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับอนุปริญญาด้านตำรวจที่วิทยาลัยในแคลิฟอร์เนีย และจบปริญญาตรีด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในปี 1971 จากนั้นจึงเข้าฝึกอบรมตำรวจ และได้บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในปี 1973

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นโจรในเครื่องแบบ

ดีแองเจโลเริ่มก่อเหตุภายใต้ชื่อ “วิเซเลีย แรนซาคเกอร์” (Visalia Ransacker) ตั้งแต่ปี 1973 โดยส่วนใหญ่เป็นการลักทรัพย์ราว 120 ครั้ง และยังมีคดีฆาตกรรมอีก 1 ครั้ง

ดีแองเจโลเริ่มลงมือก่อคดีข่มขืนครั้งแรกในปี 1976 โดยภายหลังจากการข่มขืนเหยื่อแล้ว เขามักนำข้าวของสิ่งมีค่าจากบ้านเหยื่อติดตัวไปด้วยไม่ว่าจะเป็นเงินสด หรือเครื่องเพชรพลอย รวมๆ แล้วมีเหยื่อที่ถูกเขาข่มขืนร่วมครึ่งร้อย อายุตั้งแต่ 13 ปี

นอกจากนี้ยังมีการโทรไปคุกคามทางเพศและขู่ทำร้ายร่างกายอีกหลายครั้ง โดยเพื่อนบ้านรายหนึ่งเล่าว่าครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากดีแองเจโล ที่ขู่ว่าจะฆ่าเขาเพราะสุนัขของเขาเห่าเสียงดัง

ในปี 1978 ดีแองเจโลถูกตั้งข้อหาคดีฆาตกรรมครั้งแรก โดยลงมือยิงสามีภรรยาคู่หนึ่งเสียชีวิตขณะกำลังพาสุนัขเดินเล่น แต่ภายหลังมีการสืบทราบว่า ดีแองเจโลเคยก่อเหตุฆาตกรรมมาตั้งแต่ปี 1975 ในเมืองซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย

ก่อนที่จะลงมือสังหารเหยื่อในเมืองอื่นๆ มาเรื่อยๆ จนถึงปี 1986 ซึ่งเป็นการข่มขืนและฆ่าเหยื่อสาววัยเพียง 18 ปีเท่านั้น โดยรวมแล้วเขาก่อคดีฆาตกรรมไปอย่างน้อย 13 คดี

โดยแต่ละครั้งที่ก่อเหตุ ดีแองเจโลมักพกอาวุธปืน ปิดบังใบหน้า และใช้ชื่อแตกต่างกันออกไป

ในปี 1979 เขาถูกตัดสินให้คุมประพฤติและไล่ออกในเวลาถัดมาในคดีขโมยของในร้านสะดวกซื้อ โดยภายหลังเขายังขู่ว่าจะฆ่าหัวหน้าและถูกกล่าวหาว่าสะกดรอยตามไปที่บ้านของหัวหน้าด้วย

ดีแองเจโลเกษียณอายุในปี 2017 และทำงานเป็นช่างซ่อมรถบรรทุก ก่อนที่จะถูกจับกุมได้ในปี 2018 โดยเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบดีเอ็นเอจากหลักฐานต่างๆ นำมาซึ่งการจับกุมในครั้งนี้หลังลอยนวลมากว่า 40 ปี

เรื่องราวของดีแองเจโลเพิ่งจบลงเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เขาถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตและคัดค้านการประกันตัวด้วยวัย 74 ปี

Photo by Santiago Mejia / POOL / AFP

ไต้หวันเล็งทุ่มกว่า 4 หมื่นล้านถอยเครื่องบินรบต้านจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661660

วันที่ 27 ส.ค. 2564 เวลา 14:20 น.

ไต้หวันเล็งทุ่มกว่า 4 หมื่นล้านถอยเครื่องบินรบต้านจีนไต้หวันเสนอเพิ่มงบประมาณกลาโหม จัดสรรกว่า 4 หมื่นล้านบาทซื้อเครื่องบินขับไล่

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลไต้หวันเปิดเผยงบประมาณด้านกลาโหมสำหรับปีหน้า โดยระบุว่าจะจัดสรรงบประมาณ 1,440 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 47,000 ล้านบาทสำหรับจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ใหม่เพื่อเสริมกองกำลัง ขณะที่ไต้หวันกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจีน

โดยเงินจำนวนดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณด้านการทหารในปีงบประมาณหน้าซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนมกราคม โดยคณะรัฐมนตรีไต้หวันเสนองบประมาณด้านการทหารทั้งหมด 16,890 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 550,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นไม่ถึง 10% จากปีงบประมาณปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 530,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามรัฐบาลไต้หวันยังไม่ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของเครื่องบินขับไล่มูลค่ากว่า 47,000 ล้านบาทข้างต้น แต่รอยเตอร์สคาดการณ์น่าจะเป็น F-16 ซึ่งไต้หวันเคยทำข้อตกลงซื้อขายกับสหรัฐ

โดยในปี 2019 รัฐบาลสหรัฐอนุมัติส่งออกเครื่องบิน F-16 มูลค่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐให้แก่ไต้หวัน ส่งผลให้ไต้หวันมีเครื่องบินดังกล่าวรวมแล้วกว่า 200 ลำ ซึ่งเป็นฝูงบิน F-16 ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ด้านรัฐบาลจีนก็ได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศเช่นกัน โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีการเปิดเผยว่าจะจัดสรรงบประมาณกลาโหมในปีนี้ไว้ที่ 1.35 ล้านล้านหยวน หรือราว 6.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.8% จากปีก่อนหน้า

โดยในระยะนี้จีนได้เพิ่มกิจกรรมทางทหารใกล้กับไต้หวันรวมถึงการซ้อมรบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจีนถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจีน และอาจต้องใช้กำลังหากมีความจำเป็น

Photo by JOAQUIN SARMIENTO / AFP

ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิดมีอาการเรื้อรังต่ออีก 1 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661655

วันที่ 27 ส.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิดมีอาการเรื้อรังต่ออีก 1 ปีวิจัยพบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิดมีอาการอย่างน้อย 1 อาการเรื้อรังอีก 12 เดือน

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet พบว่า 1 ปีหลังจากเข้ารักษาอาการ Covid-19 ในโรงพยาบาล เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย Covid-19 ยังมีอาการอย่างน้อย 1 อย่างหลงเหลืออยู่ โดยเกือบ 1 ใน 3 มีอาการหายใจไม่อิ่ม ขณะที่ราว 1 ใน 5 มีอาการเหนื่อยหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ภาวะเหล่านี้บ่งบอกว่าการฟื้นตัวจาก Covid-19 อาจเป็นไปด้วยความยากลำบาก และภาวะที่เรียกว่า Long Covid อาจคงอยู่ต่อไปอีกหลายเดือน

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยกลุ่มใหญ่ที่สุดในขณะนี้ที่มีการประเมินผู้ป่วย Covid-19 หลังจากเข้ารักษาในโรงพยาบาล 6 เดือนและ 1 ปี โดยทำในผู้ป่วย 1,276 คนที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลจินหยินถันในเมืองอู่ฮั่นของจีนที่ออกจากโรงพยาบาลระหว่างวันที่ 7 ม.ค.-29 พ.ค. 2020

ทีมวิจัยพบว่า ในขณะที่หลายอาการค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และส่วนใหญ่ของผู้ป่วย 479 คนที่มีงานทำขณะที่ติด Covid-19 สามารถกลับไปทำงานเดิมได้ ขณะที่ผู้ป่วย 49% ยังมีอาการอย่างน้อย 1 อาการ และอาการหายใจไม่อิ่มและปัญหาสุขภาพจิต อาทิ วิตกกังวล ซึมเศร้า พบได้ในช่วงหลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว 12 เดือน บ่อยกว่าในช่วง 6 เดือน ซึ่งทีมวิจัยยังไม่ทราบสาเหตุที่พบอาการเพิ่มขึ้น

ทีมวิจัยยังเปรียบเทียบผู้ป่วยในกลุ่มวิจัยกับผู้คนในชุมชนที่ไม่ได้ติด Covid-19 แต่มีโรคที่มีอาการคล้ายกันอยู่แล้วและโรคอื่นๆ พบว่า หลังจาก 12 เดือนสุขภาพโดยรวมของผู้ที่หายจาก Covid-19 แย่กว่าผู้ที่ไม่ติด Covid-19 และผู้ที่หายจาก Covid-19 ยังมีแนวโน้มจะมีอาการเจ็บปวด ไม่สบาย วิตกกังวล หรือซึมเศร้า และมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวมากกว่าคนที่ไม่ติด Covid-19

ผู้ป่วยในกลุ่มวิจัยซึ่งมีอายุเฉลี่ย 57 ปีได้รับการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การทดสอบในห้องปฏิบัติการ และการวัดความทนทานและความสามารถทางแอโรบิกที่เรียกว่า การเดิน 6 นาที รวมทั้งตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ

ผู้ป่วยในกลุ่มวิจัยล้วนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล แต่อาการไม่หนักถึงขั้นไม่สามารถทำงานหรือออกกำลังตามปกติได้ ขณะที่ 75% ต้องใช้ออกซิเจนเพิ่มเติม แต่ส่วนใหญ่ไม่ต้องเข้าไอซียู เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องคุมการให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง (high-flow nasal oxygen)

ผู้หญิงมีแนวโน้มมีอาการเรื้อรัง รวมทั้งปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาการทำงานของปอดมากกว่าผู้ชาย

หนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยคือ เหนื่อย หรือกล้ามเนื้อ่อนแรงซึ่งพบใน 20% ของผู้ป่วย ขณะที่การประเมินช่วง 6 เดือนพบว่าผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ถึง 52%

Photo by STR / AFP

ตอลิบันสั่งแบนดนตรี-ผู้หญิงต้องมีผู้ชายติดตาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661648

วันที่ 27 ส.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

ตอลิบันสั่งแบนดนตรี-ผู้หญิงต้องมีผู้ชายติดตามตอลิบานสั่งห้ามเล่นดนตรีในอัฟกานิสถาน ผู้หญิงต้องมีผู้ชายติดตามหากต้องเดินทางหลายวัน ทั้งที่เคยบอกว่าจะมีอิสระมากกว่า 20 ปีที่แล้ว  

ซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด ผู้นำกลุ่มตอลิบานเผยกับสำนักข่าว The New York Times ว่า ดนตรีจะเป็นสิ่งต้องห้ามในอัฟกานิสถาน และผู้หญิงจะต้องมีผู้ชายติดตามไปด้วยหากต้องเดินทางหลายวัน แม้ว่าในที่สุดผู้หญิงอัฟกันจะสามารถกลับมาทำงาน ไปโรงเรียน หรือโรงพยาบาลก็ตาม ทั้งที่ก่อนหน้านี้กลุ่มตอลิบานเคยสัญญาว่าจะเปิดกว้างกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

“ดนตรีเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม แต่เราหวังว่าจะโน้มน้าวผู้คนไม่ให้ทำสิ่งเหล่านี้แทนการบังคับพวกเขา” มูจาฮิดกล่าวกับ The New York Times

อย่างไรก็ดี ผู้นำกลุ่มตอลิบานย้ำว่าภายใต้การปกครองของตอลิบานทุกอย่างจะต่างไปจากเมื่อก่อน เนื่องจากตอลิบานต้องการสร้างอนาคตและทิ้งสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไว้เบื้องหลัง ทั้งยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าตอลิบานกำลังตามแก้แค้นคนที่ไม่เห็นด้วยและกำลังรื้อฟื้นข้อจำกัดต่างๆ เกี่ยวกับผู้หญิงที่เคยใช้เมื่อปี 1996

มูจาฮิดกล่าวต่อว่า ในอนาคตตอลิบานจะอนุญาตให้ผู้หญิงกลับไปทำงานแต่ต้องสวมผ้าคลุมศีรษะ และยืนยันว่าความกังวลว่าผู้หญิงอาจถูกบังคับให้อยู่แต่ในบ้านและสวมบุรกา หรือผ้าคลุมศีรษะที่คลุมทั้งใบหน้า มีผ้าหรือตาข่ายบางๆ บริเวณดวงตาให้มองเห็นนั้นไม่มีมูล

นอกจากนี้ มูจาฮิดเผยอีกว่า ยังหวังว่าตอลิบานจะสร้างความสัมพันธุ์อันดีกับประชาคมระหว่างประเทศ และได้ร่วมมือกับผู้นำนานาชาติในประเด็นเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย การกำจัดฝิ่น และการลดการลี้ภัยไปยังตะวันตก

คำกล่าวของมูจาฮิดเกิดขึ้น 1 วันหลังจากเขาประกาศว่าผู้หญิงยังต้องอยู่กับบ้านก่อนจนกว่าตอลิบานจะมีมาตรการให้ออกมา ในขณะที่กลุ่มตอลิบานกำลังฝึกกองกำลังไม่ให้สร้างความลำบากใจให้ผู้หญิง

Photo by Hoshang Hashimi / AFP

ISIS-K เผยอยู่เบื้องหลังระเบิดคาบูล สังเวยกว่า 90 ศพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661645

วันที่ 27 ส.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

ISIS-K เผยอยู่เบื้องหลังระเบิดคาบูล สังเวยกว่า 90 ศพเกิดเหตุระเบิดรุนแรง 2 ครั้งบริเวณสนามบินคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน

กลุ่ม ISIS-K หรือกลุ่มรัฐอิสลามออกมาประกาศว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดรุนแรงใกล้กับสนามบินคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อคืนวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 150 ราย

โดยเจ้าหน้าที่กลุ่มตอลิบานระบุว่ามีสมาชิกกลุ่มตอลิบานเสียชีวิตอย่างน้อย 28 ราย ขณะที่เพนตากอนเผยว่าทหารสหรัฐเสียชีวิต 13 นายและบาดเจ็บ 18 นายจากเหตุระเบิดครั้งนี้

รายงานระบุว่าเหตุระเบิดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงภายหลังจากที่รัฐบาลตะวันตกหลายชาติรวมถึงสหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย ประกาศเตือนถึงการโจมตีของกลุ่ม ISIS-K และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสนามบินคาบูล

โดยระเบิดลูกแรกเกิดขึ้นบริเวณประตูแอบบีย์ของสนามบินคาบูล และอีกลูกเกิดขึ้นใกล้กับโรงแรมบารอนซึ่งอยู่ละแวกใกล้เคียง เจ้าหน้าที่คาดว่าเหตุระเบิดอย่างน้อย 1 ครั้งเป็นระเบิดฆ่าตัวตาย

ขณะที่กลุ่ม ISIS-K ระบุว่ามือระเบิดฆ่าตัวตายติดระเบิดไว้กับเสื้อกั๊กก่อนที่จะแฝงตัวเข้าไปในที่เกิดเหตุ ซึ่งมีชาวอัฟกันและทหารสหรัฐรวมตัวกันจำนวนมากบริเวณสนามบิน เนื่องจากประชาชนกำลังต้องการลี้ภัยออกจากอัฟกานิสถาน

เหตุการณ์ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดกับกองกำลังสหรัฐในอัฟกานิสถานนับตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งในปีนั้นกลุ่มตอลิบานยิงเฮลิคอปเตอร์ที่บรรทุกกองทัพสหรัฐตก ส่งผลให้มีชาวอเมริกันเสียชีวิต 30 ราย

ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐประกาศว่าจะตามล่าตัวผู้ก่อเหตุและไม่ให้อภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าพวกเขาต้องชดใช้

เหตุระเบิดครั้งนี้ส่งผลให้หลายชาติตะวันตกเริ่มระงับเที่ยวบินอพยพพลเมืองออกจากอัฟกานิสถานแล้ว เนื่องจากเกรงว่าจะตกเป็นเป้าของการโจมตีอีกครั้ง

Photo by various sources / AFP

Bloomberg ประเมินการฟื้นตัวจากโควิดของไทยรั้งกลุ่มท้ายตาราง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661609

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

Bloomberg ประเมินการฟื้นตัวจากโควิดของไทยรั้งกลุ่มท้ายตาราง อันดับการฟื้นตัวจาก Covid-19 ของหลายประเทศ รวมทั้งไทยลดลงจากพิษสงของสายพันธุ์เดลตา

สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่รายงานการจัดอันดับประเทศที่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวจาก Covid-19 ได้ดีและแย่ที่สุดประจำเดือน ส.ค. โดยนอร์เวย์มีแนวโน้มจะกลับสู่ภาวะปกติได้ดีที่สุดด้วยคะแนนรวม 80.1

ขณะนี้ชีวิตของชาวนอร์เวย์กลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อน Covid-19 ระบาด อาทิ สามารถเสิร์ฟแอลกอฮอล์ได้หลังเที่ยงคืน นักเรียนไม่ต้องเว้นระยะห่างในห้องเรียน จัดอีเว้นต์นอกอาคารโดยมีผู้เข้าร่วม 7,000 คนได้ และรัฐบาลยังเตรียมผ่อนคลายมาตรการต่างๆ หลังจากประชากรวัยผู้ใหญ่ได้รับวัคซีนเข็มแรกทุกคนแล้ว

ส่วนประเทศไทยร่วงลงมา 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 49 จากทั้งหมด 53 ประเทศ และอยู่ใน 5 ประเทศท้ายตาราง เนื่องจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง และบังคับใช้มาตรการสกัด Covid-19 ครอบคลุมประชากรราว 40% ทั้งยังมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำครอบคลุมประชากรเพียง 19.8% และปริมาณการเดินทางด้วยเครื่องบินในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งค่อนข้างน้อย

ขณะที่อีก 4 ประเทศท้ายตารางถัดจากไทยเป็นประเทศในอาเซียนอย่างเวียดนามในอันดับ 50 ด้วยคะแนน 45.9 ร่วงจากการจัดประเมินครั้งก่อน 4 อันดับ ตามด้วยอินโดนีเซียในอันดับ 51 ขยับขึ้น 2 อันดับ ฟิลิปปินส์ในอันดับ ส่วนมาเลเซียรั้งท้ายตาราง

ส่วนสิงคโปร์เป็นประเทศอาเซียนเพียงประเทศเดียวในการสำรวจที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของตาราง คืออันดับที่ 8 ด้วยคะแนนรวม 73.3 เนื่องจากสิงคโปร์ฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากรถึง 76.7% เป็นรองเพียงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ฉีดได้ 82.7% และสิงคโปร์ยังกำลังค่อยๆ เปิดประเทศอย่างระมัดระวัง

การระบาดของสายพันธุ์เดลตายังทำให้ประเทศที่ครองแชมป์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดอันดับเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้วอย่างนิวซีแลนด์ร่วงลงมาถึง 26 อันดับมาอยู่ที่ 29 หลังจากต้องเปลี่ยนแนวทางจากเข้มงวดน้อยที่สุดมาล็อกดาวน์ระดับสูงสุด

เช่นเดียวกับสหรัฐที่เคยอยู่ในอันดับต้นๆ จากการฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากรมากที่สุดประเทศหนึ่ง ล่าสุดร่วงลงมา 20 อันดับมาอยู่ที่ 25 เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง และอิสราเอลที่ร่วงลงมา 19 อันดับมาอยู่ที่ 36 ส่วนจีนร่วง 15 อันดับมาอยู่ที่ 24

เปิดที่มา ‘Comirnaty’ ชื่อจริงๆ ของวัคซีน Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661606

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 18:15 น.

เปิดที่มา 'Comirnaty' ชื่อจริงๆ ของวัคซีน PfizerComirnaty…ชื่อนี้มาจากไหน?

หลังจากที่วัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer-BioNTech ได้รับการอนุมัติเต็มรูปแบบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา หลายคนอาจสังเกตว่าวัคซีนดังกล่าวจะวางจำหน่ายภายใต้ชื่อทางการค้าว่า “Comirnaty”

ทำไมถึงใช้ชื่อนี้

Comirnaty ออกเสียงว่า koe-mir’-na-tee (โค-เมียร์-นา-ที) หรือที่ในประเทศไทยเรียกว่าโคเมอร์เนตี ซึ่งเป็นการผสมระหว่างคำว่า Covid-19 immunity (ภูมิคุ้มกันโควิด-19) และคำว่า mRNA โดยคล้องกับคำว่า community (ชุมชน)

เมื่อนำมารวมกันแล้วชื่อนี้จะแสดงถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรคโควิด-19 และชุมชนไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

โดยบริษัทได้ยื่นจดทะเบียน Comirnaty เป็นเครื่องหมายการค้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ก่อนที่ทุกคนจะรู้ว่าจะมีวัคซีนให้ใช้เสียอีก

นอกจาก Comirnaty แล้วยังมีชื่ออื่นๆ ที่เคยอยู่ในการพิจารณา ได้แก่ Covuity, RnaxCovi, Kovimerna และ RNXtract

เสียงตอบรับของ Comirnaty

เกือบจะในทันทีที่มีรายงานออกมาว่าวัคซีนดังกล่าวจะวางจำหน่ายภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Comirnaty บรรดาชาวเน็ตต่างประเทศก็ออกมาแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา โดยส่วนใหญ่เหมือนจะไม่ค่อยชอบชื่อนี้กันสักเท่าไรนัก ขณะที่หลายสื่อก็ต่างบอกว่าเป็นชื่อที่แปลก

Christopher Bouzy ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท Bot Sentinel แสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ว่าคนที่คิดชื่อนี้ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ตั้งชื่ออะไรอีกเลย ไม่ควรตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงของพวกเขาด้วยซ้ำ

David R. Liu ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Havard ซึ่งเป็นนักเคมีและนักชีววิทยาชาวอเมริกัน ดีใจที่ในที่สุดวัคซีนนี้ได้รับการอนุมัติอย่างเต็มรูปแบบ แต่ในส่วนของชื่อนั้น..จัดว่าพลาด

ด้าน Josh Barro นักข่าวชาวอเมริกันบอกว่าเป็นชื่อที่สู้ไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับชื่อ Spikevax ของวัคซีนจาก Moderna แถมยังแซวว่าถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นประธานาธิบดีเขาจะต้องไม่อนุญาตแน่ๆ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นกับชื่อนี้ โดยส่วนหนึ่งแซวว่าชื่อของวัคซีนออกเสียงเหมือนกับคำว่า Come-Here-Naughty

ทำไมชื่อวัคซีนถึงแปลก

คำแนะนำขององค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) สำหรับการตั้งชื่อยาและวัคซีนมีรายละเอียดอยู่ในเอกสารถึง 42 หน้า โดยมีมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดอย่างเช่น ต้องเป็นชื่อที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยและผู้จ่ายยาสับสนกับยาของอีกยี่ห้อหนึ่ง ควรเป็นชื่อที่มีเอกลักษณ์และจดจำง่าย แต่ไม่แปลกจนแพทย์สะกดไม่ได้

หรือแม้แต่ชื่อยาที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรพิเศษเช่น X หรือ Z มักไม่ค่อยได้รับอนุญาต หากมียาตัวอื่นที่ใช้รักษาโรคเดียวกันขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเดียวกันนี้ไปแล้ว

องค์การอาหารและยาสหรัฐเผยว่ามีเพียง 2% ของชื่อยาที่ได้รับการอนุมัติจากทั้งหมด 6,000 ชื่อที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเหล่านั้น

นอกจากนี้รายงานระบุว่าในทุกๆ ปี องค์การอาหารและยาสหรัฐมีการปฏิเสธชื่อที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์มากถึง 1 ใน 3

ที่มา CNNForbesQuartzThe Washington Post

ภาพโดย MARTIN BUREAU / AFP

น้ำใจในยุคโควิด! ชายนิรนามควักทิปให้พนักงานร้านอาหาร 10,000 เหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661601

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 17:31 น.

น้ำใจในยุคโควิด! ชายนิรนามควักทิปให้พนักงานร้านอาหาร 10,000 เหรียญ ลูกค้าชายรายหนึ่งเรียกพนักงานในร้านอาหารมารวมตัวกันก่อนแจกทิป 10,000 เหรียญสหรัฐ

ในยุคที่ Covid-19 ทำให้ร้านอาหารต้องปิดกิจการชั่วคราว พนักงานขาดรายได้ ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นกับพนักงาน 10 ชีวิตของร้านอาหาร  Wahoo Seafood Grill ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐ เมื่อลูกค้าครอบครัวหนึ่งเข้ามารับประทานอาหารในร้าน

ลูกค้าครอบครัวนี้มากัน 3 คนคือ พ่อ แม่ และลูกชาย ขณะที่ในร้านมีพนักงาน 10 ชีวิตคอยให้บริการลูกค้าที่มีอยู่ 2 โต๊ะ

เมื่อผู้เป็นพ่อเห็นพนักงานทำนู่นทำนี่กันอย่างแข็งขันก็เรียกให้ทุกคนมารวมตัวกันจากนั้นก็เอ่ยปากขอบคุณที่พวกเขาทำงานกันอย่างหนัก

ไบรซ์ แดเนียลส์ พ่อครัวของร้านเผยกับหนังสือพิมพ์ Gainesville Sun ว่า ทันทีที่ลูกค้าชายรายนี้เริ่มพูดพวกเขาก็เริ่มสงสัยแล้วว่าน่าจะต้องมีอะไรน่าสนใจตามมา

และก็มีอย่างที่แดเนียลส์คาดไว้จริงๆ ลูกค้าคนนี้จ่ายเงินค้าอาหาร 144 เหรียญสหรัฐ หรือ 4,717 บาท แล้วบวกค่าทิปให้อีก 10,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 327,570 บาท ให้พนักงาน 10 คนนำไปแบ่งกัน เท่ากับว่าแต่ละคนได้ทิป 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 32,744 บาท

นับว่าทิปหนักพอสมควรโดยเฉพาะในช่วงที่ทุกคนเดือดร้อนจาก Covid-19

ด้าน ฌอน เชพเพิร์ด เจ้าของร้านที่ได้รับโทรศัพท์จากพนักงานที่โทรไปเล่าเรื่องทิปในคืนเดียวกัน แทบจะไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เขาสั่งให้พนักงานเช็กเลขประจำตัวและชื่อที่อยู่ด้านหลังบัตรเครดิตของลูกค้าใจดีรายนี้ทันที

แม้ว่าเจ้าของร้านจะสงสัยเรื่องทิป แต่การหักเงินจากบัตรเครดิตก็ได้รับการอนุมัติแล้ว และเชพเพิร์ดก็กลับมาเช็กอีกครั้งในวันถัดมาเพื่อดูว่าทิปก้อนใหญ่นี้ยังอยู่ดีหรือไม่

“เห็นพนักงานได้ทิปแล้วมันรู้สึกดีเหมือนในเช้าวันคริสต์มาสเลย” เชพเพิร์ดเผยกับ Gainesville Sun เขายังรู้สึกขอบคุณในความใจกว้างของลูกค้ารายนี้ เพราะพนักงานที่ทำงานในคืนนั้นคือพนักงานที่อยู่กับร้านมาตลอดในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

เชพเพิร์ดยังเล่าอีกว่า หนึ่งในพนักงานที่ได้รับทิป 1,000 เหรียญสหรัฐคือ แอชลีย์ กรีน เธอถูกเรียกตัวให้กลับมาทำงานในคืนนั้นและกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน เนื่องจากลูกสาวไม่สบายและเธอเองก็ไม่ได้ทำงานมาหลายเดือนแล้ว ทิปที่ได้จากลูกค้านิรนามใจดีจึงช่วยต่อชีวิตเธอและลูกได้อีกระยะหนึ่ง

ส่วนร้าน Wahoo Seafood Grill ต้องปิดชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา และต้องเสียวัตถุดิบมูลค่าราว 30,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 982,500 บาทในครั้งนั้น ก่อนจะกลับมาเปิดได้อีกครั้งเมื่อช่วงกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ลูกค้าก็ยังไม่มากเท่าไร

“ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการขับรถมารับอาหารจากร้านโดยที่ไม่ต้องลงจากรถเลย ผมไม่รู้เกี่ยวกับการเดลิเวอรี่และสั่งอาการกลับบ้านเลย พวกเราไม่ได้เตรียมตัวรับสิ่งนี้ เราไม่มีแม้แต่กล่องใส่อาหาร” เชพเพิร์ดเล่า แต่ยังโชคดีที่สมาคมร้านอาหารฟลอริดาและหอการค้าเขตอัลลาชัวช่วยให้ทางร้านเข้าถึงเงินทุนฉุกเฉินเพื่อให้นำเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน

เจ้าของร้ายรายนี้ยังบอกอีกว่าเขาเป็นหนี้พนักงานในร้านที่ช่วยกันฝ่าฟันวิกฤต Covid-19 จนร้านอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

อนาคตนักขุด Bitcoin สู่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่ถูกจับในตุรกี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661584

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

อนาคตนักขุด Bitcoin สู่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่ถูกจับในตุรกี“ผมกำลังวางแผนทำธุรกิจขุดคริปโต แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อกลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน”

มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) หนุ่มอัฟกันวัย 20 ปีเผยกับรอยเตอร์สว่าความใฝ่ฝันของเขาคือการโลดแล่นในวงการคริปโต ก่อนที่กลุ่มตอลิบานจะเริ่มกวาดล้างอัฟกานิสถานทำให้เขาต้องหนีออกจากประเทศบ้านเกิด เพราะรู้ดีว่าเขาคงทำตามความฝันไม่ได้หากประเทศยังถูกควบคุมโดยกลุ่มตอลิบาน

อาลีเรียนจบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และรับสอนออกแบบเว็บและกราฟิกในอัฟกานิสถาน เขายังมีช่องยูทูบเป็นของตัวเองซึ่งทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการแนะนำวิธีหาเงินด้วยช่องทางออนไลน์

“ผมกำลังวางแผนทำธุรกิจขุดคริปโตอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อกลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน” … “หากมันไม่มีอินเทอร์เน็ต ผมก็ทำงานที่นั่นไม่ได้ แม้แต่สมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายรูปกลุ่มตอลิบานยังไม่อนุญาตเลย” อาลีกล่าว

ชัยชนะของตอลิบานทำให้เขาและชาวอัฟกันคนอื่นๆ เลือกที่จะลี้ภัยออกนอกประเทศ โดยหนึ่งในจุดหมายปลายทางของพวกเขาคือตุรกี เพื่อตั้งหลักก่อนจะเดินทางเข้าประเทศอื่นๆ ในยุโรป

ตุรกีซึ่งให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียแล้วเกือบ 4 ล้านคนได้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน ขณะที่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันต้องหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่และด่านตำรวจเพื่อที่จะเข้าไปได้

อาลีและผู้ลี้ภัยอีกประมาณ 50 คนพักพิงอยู่แถวเมืองบิตลิส ทางตะวันออกของตุรกี และกำลังรอการขนส่งเพื่อไปยังทิศตะวันตกและพวกเขาต้องการมุ่งหน้าไปยังยุโรป

เพียงหนึ่งวันหลังจากที่อาลีให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส เขาก็ส่งข้อความบอกว่า “พวกเราถูกตำรวจจับแล้ว”

นอกจากนี้ยังมีชาวอัฟกันอีกหลายคนกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด หนึ่งในนั้นคือมูฮัมหมัด เชร์ซาด (Muhammad Shehrzad) วัย 30 ปีซึ่งเผยต่อรอยเตอร์สว่าเขาหนีออกจากอัฟกานิสถานเมื่อเดือนที่แล้ว และต้องเดินเท้าติดต่อกันหลายวัน หรืออาจถึงคราวละ 50 ชั่วโมง โดยมีเสบียงอาหารติดตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

พร้อมโชว์ร่องรอยความเจ็บปวดจากการเดินทางครั้งนี้ “เท้าของพวกเราเป็นตุ่มพองไปหมดแล้ว เราไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีอาหาร และต้องหลบเลี่ยงเพื่อไม่ให้ใครจับได้”

เชร์ซาดเคยเป็นช่างทำรองเท้าและครูสอนภาษาอังกฤษจากกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน และตอนนี้เขาต้องการมุ่งหน้าไปยังอิสตันบูลเพื่อหางานทำและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจตุรกีได้ควบคุมตัวผู้อพยพชาวอัฟกันไปแล้วหลายพันคน แต่พวกเขาจะยังไม่ถูกส่งตัวกลับอัฟกานิสถานเนื่องจากสถานการณ์ในประเทศยังคงไม่สงบเรียบร้อย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมากลุ่มตาลิบานประกาศว่าจะไม่อนุญาตให้พลเมืองชาวอัฟกันอพยพไปยังต่างประเทศแล้ว พร้อมปิดกั้นเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังสนามบิน ตลอดจนเรียกร้องให้ชาวอัฟกันทำงานเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

โดยกลุ่มตอลิบานอนุญาตเพียงแค่พลเมืองต่างชาติที่ต้องการเดินทางกลับประเทศเท่านั้น หลังมีชาวอัฟกันจำนวนมากไปอออยู่บริเวณสนามบินเพราะต้องการลี้ภัย ซึ่งส่งผลให้เกิดความวุ่นวายและเหตุจลาจล

ภาพโดย AFP

นักจุลชีววิทยาชี้ตอนนี้สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661560

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

นักจุลชีววิทยาชี้ตอนนี้สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้แล้วผู้เชี่ยวชาญเผยการระบาดของสายพันธุ์เดลตาทำให้ขณะนี้ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว แต่ยังต้องเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วและมากที่สุด

หยวนกว็อกย้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาและทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงเผยว่า การระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตาทำให้ขณะนี้ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ได้แล้ว

หยวนและทีมระบุในบทความของหนังสือพิมพ์หมิงเป้าของฮ่องกงว่า เกณฑ์ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่เพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากสายพันธุ์เดลตาสามารถแพร่ระบาดได้ในกลุ่มประชาชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว

บทความดังกล่าวระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้ภูมิคุ้มกันหมู่จะเกิดขึ้นหากประชากร 70% ได้รับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ซึ่งมีประสิทธิภาพ 95% แต่การคำนวณล่าสุดพบว่าต้องฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากร 97.4%

หากใช้วัคซีนของ Sinovac ซึ่งมีประสิทธิภาพน้อยกว่า อัตราการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ต้องขยับมาอยู่ที่ 142.9% ซึ่งเป็นไปไม่ได้

“อัตราการฉีดวัคซีนให้สูงกว่า 100% ดูไม่สมเหตุสมผล แต่มันแสดงให้เห็นว่าในขณะที่เชื้อไวรัสยังคงกลายพันธุ์ต่อไปและแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น บวกกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่ลดลง การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ก็เหมือนกับการสร้างปราสาทบนท้องฟ้า” หยวนระบุ

และยังระบุอีกว่า การอุบัติขึ้นของสายพันธุ์กลายพันธุ์แสดงให้เห็นว่าวัคซีนเจเนอเรชันแรกดีไม่เพียงพอและขจัดภาพลวงตาที่ผู้คนวาดฝันว่าจะบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่

อย่างไรก็ดี เรายังต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดเพื่อป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิต และยังต้องสวมหน้ากากอนามัยแม้จะฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากร 90% แล้วก็ตาม

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP