จีนปราบแฟนคลับคนดัง ‘พฤติกรรมไม่เหมาะสม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661766

วันที่ 29 ส.ค. 2564 เวลา 11:17 น.

จีนปราบแฟนคลับคนดัง ‘พฤติกรรมไม่เหมาะสม’คนดัง บริษัทตัวแทน และกลุ่มแฟนคลับ ที่กระตุ้นให้เกิดการทะเลาะวิวาททางออนไลน์ในหมู่แฟนคลับ จะถูกลงโทษ

ปักกิ่ง, 27 ส.ค. (ซินหัว) — วันศุกร์ (27 ส.ค.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการไซเบอร์สเปซส่วนกลางของจีน ประกาศชุดมาตรการใหม่เพื่อควบคุมการทำการตลาดอย่างไม่เหมาะสมของเหล่าคนดัง และกำกับดูแลกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ

แถลงการณ์จากสำนักงานฯ ระบุการห้ามเยาวชนจัดตั้งกลุ่มแฟนคลับและเข้าร่วมแคมเปญของคนดังที่มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงห้ามเข้าร่วมการโหวตในการแข่งขันของคนดัง ส่วนการพบปะทางออนไลน์ของกลุ่มแฟนคลับไม่ควรมุ่งเป้าที่เยาวชน

สำนักงานฯ ยังยกเลิกการจัดอับดันเหล่าคนดังทางออนไลน์ ทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม โดยอนุญาตการจัดอันดับผลงานอย่างเพลงหรือภาพยนตร์เท่านั้น

ด้านบริษัทตัวแทนเหล่าคนดังจะถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น และแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตต้องกำหนดกฎระเบียบชัดเจน สำหรับบริษัทตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับการทำการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการบริหารจัดการแฟนคลับ

คนดัง บริษัทตัวแทน และกลุ่มแฟนคลับ ที่กระตุ้นให้เกิดการทะเลาะวิวาททางออนไลน์ในหมู่แฟนคลับ จะถูกลงโทษด้านบัญชีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ เช่น จำกัดการเข้าชม งดเผยแพร่เนื้อหา และปิดบัญชีผู้ใช้งานดังกล่าว

กลุ่มแฟนคลับจะต้องได้รับอนุญาตจากบริษัทตัวแทนของคนดังและต้องประกอบกิจกรรมภายใต้การกำกับดูแลของบริษัทตัวแทน ส่วนแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตต้องลบเนื้อหาเกี่ยวกับการทะเลาะและการหมิ่นประมาทในหมู่แฟนคลับ รวมถึงปิดบัญชีผู้ใช้งานที่ละเมิดกฎระเบียบ โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

สำนักงานฯ ยังแจ้งเตือนการจัดแคมเปญ การแสดงทางออนไลน์ และการจัดอันดับที่หลอกล่อแฟนคลับให้จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนไอดอลที่พวกเขาชื่นชอบด้วย

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จีนพัฒนาชุดป้องกันเชื้อโรค ‘ติดแอร์’ คลายร้อนบุคลากรการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661764

วันที่ 29 ส.ค. 2564 เวลา 10:49 น.

จีนพัฒนาชุดป้องกันเชื้อโรค ‘ติดแอร์’ คลายร้อนบุคลากรการแพทย์ภาพชุด – นวัตกรรมใหม่จากจีน ช่วยแก้ปัญหาที่สร้างความไม่สบายตัวไม่สบายใจอย่างยิ่งต่อบุคลากรแพทย์แถวหน้าทั่วโลก

เจิ้งโจว, 28 ส.ค. (ซินหัว) — ถัวเหริน กรุ๊ป (Tuoren Group) บริษัทผู้ผลิตวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ในเมืองซินเซียง มณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน พัฒนาชุดป้องกันทางการแพทย์แรงดันบวกพร้อมระบบปรับอากาศ ซึ่งช่วยหมุนเวียนอากาศเย็นแก่บุคลากรการแพทย์ผู้สวมใส่

รายงานระบุว่าชุดป้องกันนี้มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ติดตั้งแผงฟอกอากาศและสั่งงานด้วยระบบสัมผัส ผู้ใช้งานสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในชุดอยู่ที่ระหว่าง 26-29 องศาเซลเซียส ช่วยให้การทำงานของบุคลากรการแพทย์ในฤดูร้อนสะดวกสบายยิ่งขึ้น

เนื้อหาภาพและเนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ภาพชุด

ไบเดนชี้อันตรายอย่างยิ่ง สั่งอเมริกันหนีสนามบินคาบูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661760

วันที่ 29 ส.ค. 2564 เวลา 09:58 น.

ไบเดนชี้อันตรายอย่างยิ่ง สั่งอเมริกันหนีสนามบินคาบูลสหรัฐออกคำเตือนถึง ‘ภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือและเฉพาะเจาะจง’ เล็งเป้าหมายใกล้สนามบินคาบูล

สหรัฐออกเตือนเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นว่ามี “ภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือและเฉพาะเจาะจง” ใกล้สนามบินคาบูล และเรียกร้องให้พลเมืองของตนออกจากพื้นที่ ไม่กี่วันหลังมีการโจมตีฝูงชนที่พยายามหลบหนีจากการปกครองของตอลิบานในอัฟกานิสถาน

คำเตือนการก่อการร้ายอย่างเร่งด่วนหลายครั้งได้สร้างความปั่นป่วนในการอพยพภายใต้การดูแลของกองกำลังสหรัฐ ซึ่งถูกบังคับให้ต้องร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มตอลิบาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโจมตีซ้ำเหมือนที่เกิดขึ้นวันพฤหัสบดีที่ประตูทางเข้าหลักแห่งหนึ่งของสนามบิน

“เนื่องจากภัยคุกคามที่เฉพาะเจาะจงและน่าเชื่อถือ พลเมืองสหรัฐทุกคนในบริเวณใกล้เคียงกับสนามบินคาบูล… ควรออกจากบริเวณสนามบินทันที” สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงคาบูลกล่าวในการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัย

ในการแจ้งเตือน สถานทูตระบุว่าภัยคุกคามต่อประตู “ทางใต้ (วงวงเวียนสนามบิน) ที่ (ประตู) กระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ และประตูใกล้สถานีบริการน้ำมันปัญจชีร์ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของสนามบิน”

เมื่อต้นวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐเตือนว่าผู้บัญชาการทหารกองทัพเชื่อว่าการโจมตีครั้งใหม่อาจเกิดขึ้น “ใน 24-36 ชั่วโมงข้างหน้า” โดยเรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่า “อันตรายอย่างยิ่ง”

พลเรือนชาวอัฟกันและทหารอเมริกันเสียชีวิต 13 คนในวันพฤหัสบดีจากการวางระเบิดที่กลุ่มไอเอส-โคราซาน (ISIS-K) ในภูมิภาคอ้างว่าเป็นผลงานของกลุ่ม

Photo by – / MOD / AFP

วัคซีนโปรตีนซับยูนิตของจีนกันโควิดได้ 81.76% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661731

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

วัคซีนโปรตีนซับยูนิตของจีนกันโควิดได้ 81.76% การทดลองระยะที่ 3 ของวัคซีนโปรตีนซับยูนิตของจีนมีประสิทธิภาพป้องกัน Covid-19 โดยรวม 81.76%

ฉงชิ่งจื้อเฟย (Chongqing Zhifei Biological Products) บริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านชีวภาพของจีนเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับผลการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 ของวัคซีนป้องกัน Covid-19 ชื่อ ZF2001 ว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยโดยรวมอยู่ที่ 81.76% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริษัทเปิดเผยประสิทธิภาพของวัคซีนซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้ในจีนเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

การทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 นี้ทำในอาสาสมัคร 28,500 คนในจีน อุซเบกิสถาน อินโดนีเซีย ปากีสถาน และเอกวาดอร์ โดยในวันที่วิเคราะห์ข้อมูล พบผู้ติด Covid-19 จำนวน 221 คนในกลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนจริงหรือวัคซีนหลอกครบ 3 เข็มแล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนไข้กลุ่มนี้

ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิตอยู่ที่ 100% ซึ่งยังไม่มีการให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือตัวเลขผู้ป่วยหนักที่พบระหว่างการทดสอบเช่นกัน

บริษัทยังเผยอีกว่า การวิเคราะห์เบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าวัคซีนป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ 77.54% แต่ยังไม่เปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนว่าระหว่างการทดสอบมีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตากี่คน

ทั้งนี้ วัคซีน ZF2001 ของฉงชิ่งจื้อเฟยเป็นวัคซีนชนิดโปรตีนซับยูนิต (protein subunit) ที่ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม แต่ละเข็มห่างกันประมาณ 2 เดือน

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

อังกฤษพบเดลตาเพิ่มความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาล 2 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661729

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 16:33 น.

อังกฤษพบเดลตาเพิ่มความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาล 2 เท่า เผยติด Covid-19 สายพันธุ์เดลตามีความเสี่ยงจะต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 2 เท่า

ผลการวิจัยของอังกฤษซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lancet Infectious Diseases พบว่า ผู้ที่ติด Covid-19 สายพันธุ์เดลตามีแนวโน้มที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็น 2 เท่าของผู้ที่ติด Covid-19 สายพันธุ์อัลฟาซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ

ทีมนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย Covid-19 จำนวน 43,338 คนในอังกฤษระหว่างวันที่ 29 มี.ค.-23 พ.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งสถานะการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 การรักษาพยาบาล การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และข้อมูลอื่นๆ โดยในจำนวนนี้ 1.8% ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว และ 3 ใน 4 ยังไม่ได้รับวัคซีน อีก 24% ได้รับวัคซีนเพียงเข็มเดียว

ทีมวิจัยนำตัวอย่างไวรัสทั้งหมดที่เก็บจากผู้ป่วยไปถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (WGS) ซึ่งเป็นวิธีหาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่แม่นยำที่สุด พบว่าเกือบ 80% ของผู้ป่วยติดเชื้อสายพันธุ์อัลฟา ส่วนที่เหลือติดสายพันธุ์เดลตา และราว 1 ใน 50 ของผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลภายใน 14 วันหลังตรวจพบว่าติดเชื้อครั้งแรก

และหลังจากนำปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่ออาการป่วยหนัก อาทิ อายุ เชื้อชาติ และสถานะการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 นักวิจัยพบว่า ความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าหากติดสายพันธุ์เดลตา

แอนน์ พรีซานิส นักสถิติอาวุโสจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และหัวหน้าทีมวิจัยร่วมเผยว่า ผลการวิจัยครั้งนี้บอกเราเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสำหรับคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือได้รับวัคซีนยังไม่ครบโดส ดังนั้นการได้รับวัคซีนให้ครบโดสเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาแบบมีอาการ

ผลการวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของของสกอตแลนด์ที่เผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาที่พบว่า สายพันธุ์เดลตาเพิ่มความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 2 เท่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟา

Photo by Oli SCARFF / AFP

คนไทยต้องซื้อ แต่สิงคโปร์แจกชุดตรวจโควิดฟรีทุกบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661724

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 14:35 น.

คนไทยต้องซื้อ แต่สิงคโปร์แจกชุดตรวจโควิดฟรีทุกบ้าน ชาวสิงคโปร์จะได้รับชุดตรวจหาเชื้อโควิดด้วยตัวเองแบบเร่งด่วนบ้านละ 6 ชุดฟรี

สำนักข่าว The Straits Times รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์จะส่งชุดตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัสด้วยตัวเองแบบเร่งด่วน หรือ antigen rapid test kits (ART) ให้ทุกครัวเรือนครัวเรือนละ 6 ชิ้นทางไปรษณีย์ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.-27 ก.ย.นี้

นอกจากนี้ นักเรียนและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอนุบาล ศูนย์พัฒนาการเด็กปฐมวัย โรงเรียนประถม และโรงเรียนการศึกษาพิเศษที่ครอบคลุมระดับประถมศึกษาและมัธยมต้น จะได้รับชุดตรวจ ART คนละ 3 ชิ้นด้วย

แถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในขณะที่สิงคโปร์ค่อยๆ ขยับเข้าสู่ประเทศที่ฟื้นตัวจาก Covid-19 มาให้ความสำคัญกับการตรวจหาเชื้อและการเฝ้าระวัง สังคมจะมีส่วนสำคัญในการจัดการกับโรคระบาด ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ ความรับผิดชอบส่วนบุคคลในการตรวจหาเชื้อด้วยตนเองและการเฝ้าระวังสุขภาพของตัวเอง

ด้าน เฉินเจิ้งเซิง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการโพสต์เฟซบุ๊คถึงการแจกจ่ายชุดตรวจในโรงเรียนว่า “การตรวจหาเชื้อด้วยตัวเองจะช่วยให้เราพบเคสที่ติดเชื้อได้เร็วขึ้น ควบคุมการแพร่กระจาย และจำกัดผลกระทบต่อนักเรียนและครูที่ไม่ติดเชื้อ ทั้งยังช่วยให้นักเรียนและครูที่อาจกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการหลังสัมผัสกับผู้ติดเชื้อสบายใจขึ้น”

นอกจากนี้ ทางการสิงคโปร์จะปิดศูนย์ฉีดวัคซีน 4 แห่งจากทั้งหมด 37 แห่ง เพื่อเปลี่ยนไปให้บริการทางสาธารณสุขตามปกติ หลังจากบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากร 80% ในสิ้นเดือนนี้

Photo by YASSER AL-ZAYYAT / AFP

ตอลิบานยึดอาวุธสหรัฐได้อื้อ แถมยังเอาแบล็กฮอว์กออกมาขับเล่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661719

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.

ตอลิบานยึดอาวุธสหรัฐได้อื้อ แถมยังเอาแบล็กฮอว์กออกมาขับเล่น ก่อนถอนกำลังสหรัฐจัดหาอาวุธให้รัฐบาลอัฟกันมหาศาล แต่ตอนนี้อาวุธเหล่านี้ตกอยู่ในมือตอลิบานแล้ว

สำนักข่าว New York Post รายงานว่า มีการแชร์คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่านักรบของกลุ่มตอลิบานนำเฮลิคอปเตอร์ ยูเอช-60 แบล็กฮอว์ก (UH-60 Black Hawk) ที่สหรัฐมอบให้รัฐบาลอัฟกานิสถานออกมาขับเล่นบนรันเวย์ของสนามบินกันดาฮาร์ในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถาน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้นำขึ้นบิน

The Drive สำนักข่าวด้านเทคโนโลยีมองว่า การนำเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐออกมาขับเล่นเป็นการพยายามทำโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มตอลิบาน ที่ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สหรัฐมอบให้กองทัพอัฟกานิสถานมูลค่านับพันล้านเหรียญสหรัฐหลังจากโค่นอำนาจรัฐบาลอัฟกันเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ยังไม่แน่ชัดว่าอาวุธของกองทัพอัฟกานิสถานตกอยู่ในมือของกลุ่มตอลิบานมากน้อยเท่าใด แต่สัปดาห์ที่แล้วสำนักข่าว Reuters รายงานว่า กลุ่มตอลิบานยึดอากาศยานที่มีปีกยึดติดกับลำตัวเครื่อง (fixed-wing plane) และเฮลิคอปเตอร์ได้ 40 ลำ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้สังเกตการณ์ระบุว่า ตอลิบานยึดแบล็กฮอว์กได้อย่างน้อย 4 ลำ รวมทั้ง 2 ลำที่สนามบินกันดาฮาร์

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีภาพนักรบตอลิบานในกองพันบันดรี 313 ที่สวมเครื่องแบบและอุปกรณ์ อาทิ กล้องมองตอนกลางคืน ที่กองทัพสหรัฐมอบให้กับกองทัพอัฟกัน เผยแพร่ในโลกออนไลน์ด้วย

อดัม อันเชเยฟสกี ซีอีโอ Open the Books องค์กรไม่แสวงกำไรที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของรัฐบาลเผยกับ The Wire ว่า “เราเปลี่ยนให้กลุ่มตอลิบานเป็นพ่อค้าอาวุธของสหรัฐรายใหญ่ไปอีกอย่างน้อย 10 ปี” โดยตอนนี้ตอลิบานมียานพาหนะทหารราว 75,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นพาหนะทางยุทธวิธีราว 50,000 คัน รถฮัมวี 20,000 คัน ยานพาหนะต้านกับระเบิดราว 1,000 คัน และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะราว 150 คัน

อันเชเยฟสกีเผยอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2001 สหรัฐทุ่มงบประมาณไปราว 83,000 ล้านเหรียญสหรัฐในการฝึกและติดอาวุธให้กองทัพอัฟกัน และเมื่อเดือนที่แล้วยังเพิ่งส่งเฮลิคอปเตอร์ใหม่อีก 7 ลำไปยังกรุงคาบูล

นอกจากนี้ Open the Books ยังพบว่าโดรนของสหรัฐมูลค่าราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐหายไป และยังไม่ทราบว่าอาวุธ 600,000 ชิ้นอยู่ที่ไหนในอัฟกานิสถาน

อาวุธที่สหรัฐมอบให้กองทัพอัฟกานิสถานยังรวมถึงอาวุธทหารราบ 600,000 ชิ้น รวมทั้งปืนเอ็ม 16 และอุปกรณ์สื่อสาร 162,000 ชิ้น และกล้องที่ช่วยให้มองเห็นตอนกลางคืนอีก 16,000 ชิ้น

ภาพ: Twitter@JosephDempsey

ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติป้องกันเดลตาได้ดีกว่า Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661711

วันที่ 28 ส.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติป้องกันเดลตาได้ดีกว่า Pfizer วิจัยชี้ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการติด Covid-19 ป้องกันเดลตาได้ดีกว่าภูมิคุ้มกันจาก Pfizer

การวิจัยของอิสราเอลซึ่งตีพิมพ์ใน medRxiv คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ก่อนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญพบว่า ผู้ที่หายป่วยจาก Covid-19 ในช่วงที่มีการระบาดระลอกก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้น้อยกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech

ข้อมูลชุดใหญ่ที่สุดในโลกที่วิเคราะห์เปรียบเทียบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ได้จากการติด Covid-19 กับภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ซึ่งเป็นหนึ่งในวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่ใช้อยู่ในขณะนี้แสดงให้เห็นว่า มีการกลับมาติดเชื้อซ้ำ (reinfection) น้อยกว่า

ผู้ที่ได้รรับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech 2 โดสมีโอกาสติดเชื้อสายพันธุ์เดลตามากกว่าเกือบ 6 เท่า และมีโอกาสแสดงอาการป่วยมากกว่า 7 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติหลังหายป่วยจาก Covid-19

“การวิเคราะห์นี้แสดงให้เห็นว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติคงอยู่นานกว่าและปกป้องการติดเชื้อ การแสดงอาการ และการเข้ารักษาในโรงพยาบาลจากสายพันธุ์เดลตาได้ดีกว่า” งานวิจัยระบุ และยังพบว่าการปกป้องจากภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดจากการติด Covid-19 ลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเช่นกัน

ส่วนความเสี่ยงที่จะติด Covid-19 สายพันธุ์เดลตาภายหลังการฉีดวัคซีน (vaccine breakthrough) สูงกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อซ้ำ 13 เท่า เมื่อการติดเชื้อครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. 2021 ซึ่งมากกว่าความเสี่ยงสำหรับผู้ที่ติดเชื้อก่อนหน้านั้น

นอกจากนี้ยังพบว่า การฉีดวัคซีน 1 เข็มให้ผู้ที่เคยติด Covid-19 ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ทว่ายังไม่ทราบประโยชน์ระยะยาวของวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดส ซึ่งเพิ่งเริ่มฉีดในอิสราเอล

งานวิจัยชิ้นนี้ตรงกันข้ามกับผลการวิจัยก่อนหน้านี้ที่พบว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนให้การปกป้องได้ดีกว่าภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดจากการติด Covid-19 อย่างไรก็ดีงานวิจัยชิ้นก่อนหน้าไม่ได้ศึกษาสายพันธุ์เดลตา

Photo by Ahmad GHARABLI / AFP

“ทำตามคำสั่งนาย” ข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661691

วันที่ 27 ส.ค. 2564 เวลา 19:30 น.

“ทำตามคำสั่งนาย” ข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวศาลพิพากษาข้ออ้าง “ทำตามคำสั่งนาย” เพื่อให้พ้นผิดในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฟังไม่ขึ้น

คดีสะเทือนวงการสีกากีที่ผู้กำกับสถานีตำรวจนายหนึ่งและผู้ใต้บังคับบัญชาใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะผู้ต้องหาจนเสียชีวิตทำให้สังคมไทยได้ยินคำว่า “ทำตามคำสั่งนาย” อีกครั้ง

คำว่า “ทำตามคำสั่งนาย” ไม่ได้มีเฉพาะในสังคมไทย แต่เคยถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างให้พ้นผิดในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 6 ล้านคนของนาซีที่นำโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐและอังกฤษตัดสินใจตั้งศาลขึ้นมาพิจารณาคดีกับฝ่ายนาซีมือเปื้อนเลือดไล่ตั้งแต่ระดับหัวแถวไปจนถึงหางแถวตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 1945 โดยเลือกพิจารณาคดีที่เมืองนูเรมเบิร์ก แคว้นบาวาเรียของเยอรมนี

ที่เลือกเมืองนูเรมเบิร์กเพราะกระทรวงยุติธรรมซึ่งมีคุกขนาดใหญ่ในเมืองนี้ไม่ได้รับความเสียหายจากสงคราม บวกกับเมืองแห่งนี้ยังเป็นจุดที่ฝ่ายนาซีใช้จัดขบวนพาเหรดเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ดังนั้นการพิจารณาคดีที่เมืองนี้จึงเป็นการประกาศว่าจักรวรรดิไรซ์ที่ 3 ของฮิตเลอร์สิ้นสุดลงแล้ว

และข้ออ้างที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดในการพิจารณาตัดสินโทษนาซีก็คือ “ทำตามคำสั่งนาย” ซึ่งเป็นที่มาของ Nuremberg defense หรือข้ออ้างนูเรมเบิร์ก หรือ Superior orders ที่จำเลยอ้างว่าพวกเขาแค่ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (วลีเยอรมันคือ Befehl ist Befehl แปลว่า คำสั่งคือคำสั่ง) ดังนั้นจึงไม่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมที่ตัวเองก่อไว้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

หนึ่งในผู้ต้องหาที่ใช้ข้ออ้างนูเรมเบิร์กคือ ออทโท โอเลินดอร์ฟ (Otto Ohlendorf) อดีตผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานไอน์ซัทซ์กรุพเพิน (Einsatzgruppen) หรือกองกำลังสังหารเคลื่อนที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชาวยิว โรมา และซินติกว่า 90,000 คน เขาต่อสู้ด้วยถ้อยคำง่ายๆ ว่า ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ที่สุดแล้วศาลตัดสินประหารชีวิต

เช่นเดียวกับ รูดอล์ฟ เฮิส (Rudolf Höss) ผู้บัญชาการค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ ที่พยายามแก้ตัวว่าเขาแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น

“คุณไม่เห็นเหรอ พวกเราหน่วย SS ไม่ควรมาคิดถึงเรื่องเหล่านี้ มันไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเรา…เราถูกฝึกให้เชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัดโดยไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าการไม่เชื่อฟังคำสั่งไม่เคยเกิดขึ้นกับคนอื่นเลย และถึงผมไม่ทำ คนอื่นก็ทำอยู่ดี…ผมไม่เคยเสียเวลาคิดเลยว่ามันผิดหรือไม่ เพราะมันคือสิ่งที่ดูเหมือนจำเป็นต้องทำ” เฮิสกล่าว

ผู้พิพากษาคดีนูเรมเบิร์กไม่ยอมรับฟังข้อแก้ตัวว่า “ทำตามคำสั่งนาย” โดยบอกว่าเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งกระทำตามคำสั่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายสากล เขาผู้นั้นย่อมต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก นอกเสียจากจะอยู่ภายใต้พฤติการณ์บางอย่าง อาทิ หากบุคคลผู้นั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ทราบจริงๆ ว่าคำสั่งนั้นผิดกฎหมาย จึงไม่ต้องรับผิด

ซึ่งในกรณีนี้ผู้พิพากษายืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกหน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพินจะไม่ทราบว่าการสังหารพลเมืองเป็นสิ่งผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม

ข้อยกเว้นอีกอย่างหนึ่งคือ หากบุคคลนั้นๆ ปฏิบัติตามคำสั่งที่ผิดกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายต่อร่างกาย การทรมาน หรือการเสียชีวิต

คำพิพากษาคดีไอน์ซัทซ์กรุพเพินระบุว่า “ศาลจะไม่ลงโทษบุคลที่ถูกปืนบรรจุกระสุนจ่อศีรษะบังคับให้กระทำการ หรือไม่จำเป็นต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจึงจะได้รับยกเว้นโทษ แต่มีจำเลยคนใดหรือไม่ที่ถูกข่มขู่ว่าตัวเขาเองจะถูกฆ่าหากฆ่าชาวยิวไม่สำเร็จ?”

ขณะที่จำเลยในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บางคนอ้างว่าหรือเชื่อว่า พวกเขาอาจได้รับอันตรายแก่กายจริงๆ หากไม่ทำตามคำสั่งให้สังหารชาวยิว ทว่า ดอริส เบอร์เจน นักประวัติศาสตร์เผยว่า นาซีไม่ได้ทำอันตรายกับคนที่ไม่ทำตามคำสั่ง ชาวเยอรมนีไม่ได้ถูกบีบบังคับให้เป็นมือสังหาร คนที่ไม่เข้าร่วมจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อื่น

ซึ่งศาลนูเรมเบิร์กก็มีความเห็นว่าสมาชิกในหน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพินไม่เคยถูกคุกคามหรือได้รับอันตรายต่อร่างกายหากไม่ลงมือกับชาวยิว จึงพิพากษาว่าหัวหน้าหน่วยไอน์ซัทซ์กรุพเพิน 20 คนมีความผิด โดย 4 คนรวมทั้งโอเลินดอร์ฟูกตัดสินประหารชีวิต

อีกคนหนึ่งที่ใช้ข้ออ้าง “ทำตามคำสั่งนาย” คือ อดอล์ฟ ไอช์มันน์ (Adolf Eichmann) อดีตสมาชิกพรรคนาซีคนสำคัญและข้าราชการระดับสูงที่มีส่วนสำคัญในการก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวภายใต้การนำของฮิตเลอร์ เขามีตำแหน่งผู้บังคับบัญชาหน่วยราชการที่มีชื่อว่า กรมกิจการว่าด้วยชาวยิว (Office of Jewish Affairs) ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลคนยิวในพื้นที่ ยึดทรัพย์ และขนย้ายลำเลียงชาวยิวไปยังค่ายกักกัน

ในปี 1962 ไอช์มันน์เขียนจดหมายขอผ่อนผันโทษโดยระบุว่า ตัวเขาและเจ้าหน้าที่ระดับล่างคนอื่นๆ “ถูกบังคับให้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือ” เพื่อพยายามจะผลักความรับผิดชอบต่อการฆ่าชาวยิวนับล้านๆ คนไปให้ผู้บังคับบัญชา แต่ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น สุดท้ายเขาก็ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปีเดียวกันนั้น

ในคดีนูเรมเบิร์กส่วนใหญ่ศาลมองว่าการกระทำของจำเลยมีความชั่วร้ายมากจนข้ออ้างที่ว่าทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่สามารถนำมาใช้เป็นปัจจัยในการลดหย่อนผ่อนโทษได้

อีกทั้งขณะที่ผู้บังคับบัญชาสั่งนั้น ผู้รับคำสั่งซึ่งเป็นมนุษย์จะต้องรู้สึกผิดชอบชั่วดีกับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำ จึงไม่สามารถอ้างว่าทำตามคำสั่งเพื่อไม่ต้องรับโทษ

ในปีเดียวกับที่ไอช์มันน์ถูกแขวนคอ สแตนลีย์ มิลแกรม นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลลงมือทดสอบว่าคนธรรมดาทั่วไปจะทำอันตรายผู้อื่นหลังจากได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ซึ่งน่าตกใจที่ผลปรากฏว่ามนุษย์มีสิทธิ์ถูกความมืดมนเข้าครอบงำหัวใจได้ทุกคน

ส่วนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology บอกว่า การทำตามคำสั่งทำให้คนทำรู้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างไกลจากผลลัพธ์ที่ตัวเองก่อขึ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อปฏิบัติตามคำสั่ง ผู้คนจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวเองทำ แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่ลงมือก็ตาม

ภาพ: wikipedia

อังกฤษพบผู้ป่วยโควิดเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันมากกว่าฉีด AZ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661688

วันที่ 27 ส.ค. 2564 เวลา 18:40 น.

อังกฤษพบผู้ป่วยโควิดเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันมากกว่าฉีด AZผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่าลิ่มเลือดอุดตันเสี่ยงเกิดในผู้ป่วยโควิด-19 มากกว่าผู้ที่ฉีดวัคซีน

บลูมเบิร์กรายงานการศึกษาล่าสุดจากสหราชอาณาจักรที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal (The BMJ) พบว่าผู้ป่วยโควิด-19 มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ของ AstraZeneca หรือ Pfizer

ทีมวิจัยได้ทำการติดตามผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca หรือ Pfizer โดสแรก ระหว่างเดือนธันวาคม 2020 ถึงเดือนเมษายน 2021 จำนวน 29 ล้านคน และติดตามผู้ป่วยโควิด-19 ประมาณ 1.7 ล้านคน โดยทำการศึกษาการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันภายใน 28 วันหลังฉีดวัคซีนหรือติดโควิด-19

โดยทีมวิจัยประเมินว่าในประชาชน 10 ล้านคนที่ฉีดวัคซีน AstraZeneca โดสแรกจะมีเพียง 66 คนเท่านั้นที่ต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตจากการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 12,614 ในกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19

นอกจากนี้ ยังชี้ว่าแนวโน้มที่จะเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตจากเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำในผู้ป่วยโควิด-19 อยู่ที่ 934 คน จากประชาชน 10 ล้านคน ซึ่งมากกว่าแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ถึง 9 เท่า

ในส่วนของผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer โดสแรกนั้นมีแนวโน้มพบการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอยู่ที่ราว 143 คนต่อ 10 ล้านคน ต่ำกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งอยู่ที่ 1,699 คนต่อ 10 ล้านคน

ผลการศึกษาครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการใช้วัคซีน AstraZeneca ต่อไป หลังจากที่เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีน ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศจำกัดอายุประชาชนที่สามารถเข้ารับวัคซีน AstraZeneca ให้เฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้น

รวมถึงสหราชอาณาจักรเองก็ได้เปิดเผยเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาว่าไม่มีรายงานการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังได้รับวัคซีนของ AstraZeneca มาเกือบ 1 เดือนแล้วหลังจากที่รัฐบาลจำกัดให้ใช้งานได้ในผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป

Photo by Madaree TOHLALA / AFP