Huawei จะทวงบัลลังก์เจ้าสมาร์ทโฟนแม้จะถูกคว่ำบาตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660874

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 11:40 น.

Huawei จะทวงบัลลังก์เจ้าสมาร์ทโฟนแม้จะถูกคว่ำบาตรหลังจากซุ่มโลว์โปรไฟล์มายาวนาน ในที่สุดหัวเรือใหญ่ของ Huawei ก้ประกาศมท่าทีว่าจะไม่ยอมเสียบัลลังก์ในอุตสาหกรรมมือถือไปง่ายๆ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงจากเซินเจิ้น ประเทศจีน 18 ส.ค. ว่า ประธานของ Huawei Technologies กล่าวว่าในขณะที่การคว่ำบาตรของสหรัฐทำให้ธุรกิจสมาร์ทโฟนของบริษัทต้องสะดุด แต่พวกเขาจะไม่ยอมแพ้และวางแผนที่จะกลับมาทวง “บัลลังก์” ของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนในที่สุด

ในปี 2019 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวหา Huawei ว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ทำการขึ้นบัญชีดำการส่งออก และห้ามไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่สำคัญที่มีต้นกำเนิดในสหรั ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการออกแบบชิปของตัวเองและส่วนประกอบต้นทางจากผู้ขายภายนอก

“ทุกคนรู้ดีว่าชิปโทรศัพท์ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีขนาดเล็กและใช้พลังงานต่ำ Huawei สามารถออกแบบได้ แต่ไม่มีใครช่วยเราได้ เราชะงักอยู่” กัวผิง (Guo Ping) ประธานของ Huawei กล่าวในการคำตอบล่าสุดกับพนักงานบริษัทและมีการถอดเนื้อหาออกมาเผยแพร่โดย Reuters

แม้จะชะงักงัน แต่กัวผิงกล่าวเสริมว่าปัญหาสามารถแก้ไขได้

“Huawei จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ และด้วยความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการผลิตชิป บัลลังก์เจ้าสมาร์ทโฟนจะกลับมาในที่สุด” เขากล่าว

บริษัทวิจัย Canalysระบุว่า หัวเว่ย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลก หลุดจากอันดับผู้ขายสูงสุด 5 อันดับแรกของจีนในไตรมาสล่าสุด

ในเดือนพฤศจิกายน Huawei ขายสมาร์ทโฟนระดับล่างสุด Honor ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่มุ่งเป้าไปที่การรักษาธุรกิจให้อยู่รอด

รายรับของ Huawei ร่วงลง 29% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งถือว่าลดลงมากที่สุด โดยรายได้จากกลุ่มธุรกิจผู้บริโภคซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน โดยพุ่งขึ้น 47% เป็น 135.7 พันล้านหยวน (21,000 ล้านดอลลาร์) ($ 1 = 6.4830 หยวน)

Photo by STR / AFP

จีนลดพึ่งพาภาษาอังกฤษ เซี่ยงไฮ้นำร่องลดการเรียน-ยกเลิกสอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660870

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 11:20 น.

จีนลดพึ่งพาภาษาอังกฤษ เซี่ยงไฮ้นำร่องลดการเรียน-ยกเลิกสอบ เมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนสั่งยกเลิกการสอบภาษาอังกฤษท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้สอนภาษาอังกฤษให้น้อยลง

ทางการเมืองเซี่ยงไฮ้ประกาศยกเลิกการสอบปลายภาควิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา เพื่อบรรเทาภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากบุคคลมีชื่อเสียงให้ลดการให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนรัฐบาล

หลังจากนี้นักเรียนประถมจะสอบปลายภาคเฉพาะวิชาภาษาจีนและคณิตศาสตร์ ส่วนวิชาอื่นรวมทั้งภาษาอังกฤษจะวัดผลจากการประเมินของครูผู้สอน โดยไม่มีคะแนนสอบ

ขณะที่นักเรียนมัธยมจะสอบปลายภาคเฉพาะวิชาภาษาจีน คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์จะมีการประเมินในห้องทดลอง วิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์จะวัดผลด้วยการเปิดหนังสือสอบ

นอกจากนี้ โรงเรียนในเซี่ยงไฮ้ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้ตำราเรียนที่พิมพ์ในต่างประเทศที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจสอบตำราเรียนของสำนักงานการศึกษาของเมืองเซี่ยงไฮ้

สำนักข่าว Radio Free Asia รายงานว่า มีสัญญาณว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะถอยห่างจากภาษาอังกฤษท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ

ความเปลี่ยนแปลงในเซี่ยงไฮ้เกิดขึ้นหลังจาก สวีจิน หัวหน้าคณะที่ปรึกษาของรัฐสภาจีนเผยว่า มีเพียง 1 ใน 10 ของนักเรียนเท่านั้นที่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษที่พวกเขาเรียน

เช่นเดียวกับ เหยาหยางศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยปักกิ่งที่เรียกร้องให้ตัดวิชาภาษาอังกฤษออกจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเกาเข่า เนื่องจากไม่เป็นธรรมกับนักเรียนจากชนบทที่เข้าถึงภาษาอังกฤษได้น้อยกว่า

ด้านผู้ปกครองรายหนึ่งในเซี่ยงไฮ้เผยว่า ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเมืองเซี่ยงไฮ้ต้องติดต่อกับนานาชาติ ภาษาอังกฤษจึงจำเป็น ขณะที่ จางเฉียวเฟิง ผู้เชี่ยวชาญด้านโฮมสกูลเผยว่า ผู้ปกครองในเซี่ยงไฮ้ที่ต้องการให้ลูกๆ เรียนต่อต่างประเทศจะยังหาทางวัดความรู้ของลูกๆ อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการสอบ IELTS หรือ TOEFL

จางเฉียวเฟิงยังบอกอีกว่า การลดความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษทั่วจีนน่าจะเป็นเรื่องทางการเมือง

ด้านว่านจือ ล่ามในสวีเดนเผยว่า “เขา (สีจิ้นผิง) เอาอนาคตของจีนเป็นเดิมพัน ถ้าจีนประเทศจากโลกภายนอกมันจะเป็นหายนะ ที่สีจิ้นผิงกำลังทำอยู่ตอนนี้คือการหวนกลับสู่การปฏิวัติวัฒนธรรม มีหลายคนในพรรคคอมมิวนิสต์ที่ไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีใครกล้าค้านเขา”

Photo by STR / AFP

สหรัฐเผยพบศพในช่องเก็บล้อเครื่องบินจากอัฟกาฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660869

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 10:46 น.

สหรัฐเผยพบศพในช่องเก็บล้อเครื่องบินจากอัฟกาฯเจ้าหน้าที่สหรัฐเผยพบศพในช่องเก็บล้อเครื่องบินที่บินออกจากอัฟกานิสถาน

The Washington Post รายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐพบร่างของพลเมืองอัฟกานิสถานในช่องเก็บล้อของเครื่องบิน C-17 ของกองทัพสหรัฐที่บินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติฮามิก การ์ไซ ในกรุงคาบูลเมื่อวันจันทร์ (16 ส.ค.) ที่ผ่านมา

หลังปรากฏภาพเหตุการณ์ที่ชาวอัฟกันจำนวนมากมารวมตัวกันที่ท่าอากาศยานเพื่อหวังหนีออกนอกประเทศ จนเกิดความโกลาหล ขณะที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งเกาะไปกับล้อของเครื่องบิน C-17 ของกองทัพสหรัฐที่กำลังจะเทคออฟ จนมีผู้ร่วงลงมาเสียชีวิต โดยรายงานก่อนหน้านี้ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คนจากเหตุโกลาหลที่สนามบิน

แม้ว่าจะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่สามารถเดินทางอพยพไปกับเครื่องบินไปได้ โดย C-17 เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งมีประชาชนราว 640 คนโดยสารอยู่ในเครื่องบิน ขณะที่อีกหลายเที่ยวบินก็อพยพประชาชนในจำนวนใกล้เคียงกัน

ทว่า เจ้าหน้าที่เผยว่าเครื่องบินลำดังกล่าวต้องลงจอดฉุกเฉินเนื่องจากไม่สามารถเก็บล้อได้ ก่อนที่จะตรวจสอบพบศพในช่องเก็บล้อ ซึ่งคาดว่าเป็นชาวอัฟกันที่พยายามเกาะติดไปกับเครื่องบินเพื่อพยายามหนีออกนอกประเทศ

นอกจากนี้ยังปรากฏคลิปวิดีโอที่บันทึกผ่านหน้าต่างโดยผู้โดยสารที่อยู่ด้านในเครื่องบินซึ่งถ่ายออกไปด้านนอกพบร่างมนุษย์ติดอยู่ด้านนอกเครื่องบินขณะที่เครื่องบินกำลังลอยอยู่กลางอากาศแต่ไม่ทราบระดับความสูงที่ชัดเจน

Photo by Capt. Chris Herbert / US Airforce / AFP

จีนกับขุมทรัพย์ ‘ลิเทียม’ และ ‘แรร์เอิร์ธ’ ในอัฟกานิสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660824

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 20:00 น.

จีนกับขุมทรัพย์ 'ลิเทียม' และ 'แรร์เอิร์ธ' ในอัฟกานิสถาน อัฟกานิสถานมีแหล่งลิเทียมและแรร์เอิร์ธที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง หลังตอลิบานยึดครองประเทศแร่สำคัญเหล่านี้จะตกเป็นของจีนที่ผูกมิตรกันเรียบร้อยแล้วหรือไม่  

หลังจากเข้ายึดกรุงคาบูลเมื่อวันที่ 15 ส.ค. กลุ่มตอลิบานไม่เพียงแต่โค่นอำนาจรัฐบาลอัฟกานิสถานเท่านั้น พวกเขายังมีสิทธิ์ที่จะควบคุมการเข้าถึงแหล่งแร่ธรรมชาติขนาดใหญ่ รวมทั้งแร่แรร์เอิร์ธที่กำลังเป็นที่ต้องการของหลายประเทศและอาจเป็นแหล่งรายได้มหาศาลของอัฟกานิสถานที่ยังต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากนานาชาติอยู่

เมื่อปี 2010 นักธรณีวิทยาและเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐค้นพบแหล่งแร่ปริมาณมหาศาล ทั้งเหล็ก ทองคำ ทองแดง ลิเทียม และแร่แรร์เอิร์ธมูลค่าประมาณ 1-3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากพอที่จะทำให้ประเทศที่บาดเจ็บจากสงครามมาหลายทศวรรษกลายเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกแร่รายสำคัญของโลกเลยทีเดียว

และมากพอที่เอกสารภายในของกระทรวงกลาโหมสหรัฐถึงกับเรียกอัฟกานิสถานว่าเป็น “ซาอุดีอาระเบียแห่งลิเทียม” โดยเปรียบเทียบกับแหล่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีวันหมด

ยุคนี้แร่ลิเทียมและแร่แรร์เอิร์ธเป็นที่ต้องการในการผลิตแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้าและสมาร์ทโฟน ไปจนถึงอุปกรณ์ล้ำสมัยทางการทหารและเรือดำน้ำ

ข้อมูลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ภายในปี 2040 ความต้องการลิเทียมทั่วโลกจะพุ่งขึ้นจากความต้องการในปี 2020 อีก 40 เท่าตัว (ความต้องการของปี 2020 อยู่ที่ 47,300 ตัน) เช่นเดียวกับทองแดง โคบอลต์ และแร่อื่นๆ ที่อัฟกานิสถานมีอยู่มหาศาล

ทว่ากว่า 10 ปีที่ผ่านมาแหล่งแร่สำคัญพวกนี้แทบจะไม่ถูกแตะต้องเลย ทั้งจากรัฐบาลอัฟกานิสถานและจากสหรัฐ ทั้งๆ ที่ตอนที่สหรัฐประกาศว่าเจอแร่พวกนี้ใครๆ ก็คิดว่าส้มจะหล่นใส่สหรัฐแล้ว โดยเฉพาะแรร์เอิร์ธที่กลายเป็นของหายากและเป็นสินค้าสำคัญของสหรัฐ

และเมื่อดูพฤติกรรมเก่าๆ ของสหรัฐอย่างการใช้ข้ออ้างต่างๆ นานากำจัด ซัดดัม ฮุสเซน แล้วเข้าไปดูดน้ำมันของอิรักแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่สหรัฐจะยอมปล่อยมือจากขุมทรัพย์อื้อซ่านี้ไปง่ายๆ แต่วันนี้สหรัฐกลับตัดบัวแบบไม่เหลือใยด้วยการถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานหลังจากคุมอยู่กว่า 20 ปี

แล้วทำไมสหรัฐยอมถอยทั้งที่มีของดีและเป็นที่ต้องการ?

เพราะรัฐบาลอัฟกานิสถานไม่มีเอกภาพแถมยังคอร์รัปชันกันจนเป็นที่เอือมระอาจึงตั้งเหมืองไม่ได้ หรือหากตั้งได้ก็ถูกกลุ่มตอลิบานเข้าไปถล่มอยู่ดี เพราะแหล่งแร่บางแหล่งตั้งอยู่ในเขตที่กลุ่มตอลิบานปกครอง

นอกจากนี้ กลุ่มตอลิบานยังลักลอบทำเหมืองแร่โดยเฉพาะแร่ลาพิสลาซูรีซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่นำมาใช้ในการก่อการราวปีละ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ น่าจะไม่ยอมให้ใครเข้ามายุ่มย่ามกับแหล่งรายได้ง่ายๆ

กรณีนี้ไม่ต่างจากช่วงที่สหภาพโซเวียตเข้ามายึดอัฟกานิสถาน รัสเซียอุตส่าห์วางโครงการเพื่อจะเข้าควบคุมแหล่งก๊าซธรรมชาติของอัฟกานิสถานอย่างดิบดีแต่ก็ต้องพับโครงการไปหลังจากกลุ่มตอลิบานเข้ามาควบคุมอัฟกานิสถาน

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในการทำเหมืองแร่ในอัฟกานิสถานอีกนั่นคือ การขาดโครงสร้างพื้นฐานในการทำเหมือง รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนหนทาง รางรถไฟ และโรงงานผลิตไฟฟ้า จะเห็นได้จากการที่นักลงทุนจีนต้องขนเงินไปทิ้งกับการทำเมืองทองแดงในอัฟกานิสถานถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2007 แต่ไม่สามารถผลิตอะไรได้เลย เพราะเจอปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ว่านี้

โดยรวมก็คือ สภาพบ้านเมืองของอัฟกานิสถานไม่เอื้อต่อการทำเหมืองของสหรัฐ ผิดกับแหล่งน้ำมันของอิรัก ที่อิรักรัฐบาลมีความเป็นเอกภาพระดับหนึ่ง และที่สำคัญคือมีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อยู่แล้ว เมื่อสหรัฐเข้าไปก็ดูดน้ำมันได้เลยไม่ต้องลงทุนลงแรงเพิ่มเติม 

แต่วันนี้กลุ่มตอลิบานคุมอัฟกานิสถานได้ทั้งประเทศแล้วการสร้างเหมืองจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะตอลิบานเองก็ต้องการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติด้วย และดูเหมือนว่าตอลิบานจะหมายตาจีนไว้แล้ว เพราะการพบกับ หวางอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีนเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่เมืองเทียนจิน มุลเลาะห์ อับดุล ฆานี บาราดาร์ บุคคลระดับสูงของตอลิบานเกริ่นไว้ว่า ตอลิบานหวังว่าจีนจะมีบทบาทมากขึ้นในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจของอัฟกานิสถาน

หากเป็นเช่นนี้ก็เข้าทางจีน ในเมื่อจีนต้องการแร่ และอัฟกานิสถานมีแร่ การเปลี่ยนพันธมิตรอย่างจีนให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจถือเป็นโอกาสใหญ่ของตอลิบาน (และจีนด้วย)

ปี 2008 หลังจากกลุ่มตอลิบานถูกกองทัพสหรัฐปราบ บริษัทจีนแห่งหนึ่งได้รับสัมปทานทำเหมืองทองแดง ในเมืองเมสไอนัค จังหวัดโลการ์ซึ่งเชื่อว่ามีแร่ทองแดงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นเวลา 30 ปี มูลค่า 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่โครงการนี้คืบหน้าช้ามาก และรัฐบาลอัฟกันในขณะนั้นยังทำท่าจะออกกฎหมายมาควบคุมการร่วมทุนนี้ด้วย

เช่นเดียวกับโครงการขุดเจาะบ่อน้ำใน 3 บ่อในจังหวัดฟาร์แยบและซาร์เอโปของ China National Petroleum Corporation ที่ชนะการประมูลสัมปทาน 25 ปีมูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐแต่ก็ไม่คืบหน้า แต่จีนก็ยังไม่ยอมแพ้

รายงานของ Brookings Institute ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนและผู้เชี่ยวชาญด้านอัฟกานิสถานยอมรับว่าจีนพยายามประมูลโครงการเหล่านี้เพื่อจองสิทธิ์และกันท่าไม่ให้ประเทศอื่นเข้ามาทำเหมืองในอัฟกานิสถาน ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าคงจะไม่ได้เริ่มโครงการสัมปทานนี้ในเร็วๆ นี้แน่นอน เนื่องจากความไม่มั่นคงและการคอรร์รัปชันของรัฐบาลอัฟกานิสถาน

คำยอมรับนี้บ่งบอกว่า จีนเองก็รอเวลาให้สถานการณ์สุกงอมอยู่เหมือนกัน ดังนั้นการกลับสู่อำนาจของกลุ่มตอลิบานในเวลานี้จึงอาจเป็นตัวเร่งให้โครงการเหล่านี้เดินหน้า และอาจมีโครงการอื่นๆ ตามมาอีกในอนาคต

และการได้ครอบครองแหล่งแร่ลิเทียมและแรร์เอิร์ธที่ยังไม่เคยถูกแตะต้องของอัฟกานิสถานมีแต่จะเป็นประโยชน์กับจีนที่กำลังแย่งชิงความเป็นหนึ่งในการผลิตลิเทียมและแรร์เอิร์ธกับสหรัฐและยุโรป โดยในปี 2019 สหรัฐต้องนำเข้าแรร์เอิร์ธจากจีนถึง 80% ส่วนสหภาพยุโรปนำเข้า 98%

อย่าลืมว่าลิเทียมและแรร์เอิร์ธเป็นหนึ่งวัตถุดิบการผลิตสำคัญที่ถูกจีนใช้เป็นตัวประกันในระหว่างสงครามการค้ากับสหรัฐด้วย

โดย จารุณี นาคสกุล

ตอลิบานประกาศนิรโทษกรรม ชวนสตรีร่วมรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660822

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 17:40 น.

ตอลิบานประกาศนิรโทษกรรม ชวนสตรีร่วมรัฐบาลกลุ่มตอลิบานยืนยันประชาชนทุกเพศทุกวัยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

สำนักข่าวเอพีรายงานว่ากลุ่มตอลิบานประกาศนิรโทษกรรมทั่วอัฟกานิสถาน และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดใหม่ นอกจากนี้ยังระบุว่าประชาชนทุกคนสามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ รวมไปถึงประชาชนผู้หญิงด้วย

อนามุลลาห์ ซาแมนกานี สมาชิกคณะกรรมการวัฒนธรรมของตอลิบานระบุว่า “เอมิเรตอิสลามอัฟกานิสถาน (The Islamic Emirate of Afghanistan) ไม่ต้องการให้ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ และสามารถมีส่วนร่วมในโครงสร้างของรัฐบาลภายใต้กฎหมายชารีอะห์” พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการบังคับเรื่องศาสนา

ขณะที่มุสตาฟา เบน เมสเซาด์ ตัวแทนจากองค์การยูนิเซฟได้กล่าวในการบรรยายสรุปของสหประชาชาติในกรุงเจนีวาว่าสมาชิกกลุ่มตอลิบานบางส่วนสนับสนุนให้เด็กผู้หญิงได้รับการศึกษา

เมาลาวี จานัต กุล อาซิซ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการศึกษาของกลุ่มตอลิบานเผยว่า ตอลิบานไม่ได้ต่อต้านการศึกษาไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง ตราบใดที่พวกเขาไม่ละเมิดกฎหมายชารีอะห์ และยืนยันว่าเด็กผู้หญิงทุกวัยเข้ารับการศึกษาได้แต่ต้องสวมฮิญาบ

“เราสนับสนุนการศึกษาอย่างเต็มที่ เราต้องการให้ประเทศของเราได้รับการศึกษา” เขากล่าว

อย่างไรก็ตามกลุ่มตอลิบานยังคงอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับอดีตรัฐบาลอัฟกานิสถานซึ่งยังไม่มีการประกาศข้อตกลงในการถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นทางการ

รายงานระบุว่ากลุ่มตอลิบานแสดงท่าทีอ่อนลงมากกว่าเมื่อครั้งที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถานอย่างโหดเหี้ยมคราวก่อนในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1990

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดความโกลาหลที่สนามบินเนื่องจากประชาชนจำนวนมากเกิดความหวาดกลัวกลุ่มตอลิบานและพยายามหนีออกนอกประเทศ

Photo by Hoshang Hashimi / AFP

ย้อนรอยการทำลายล้างของตอลิบานครั้งก่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660804

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ย้อนรอยการทำลายล้างของตอลิบานครั้งก่อนอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวอัฟกันห่วงคือศิลปะและโบราณวัตถุของประเทศภายใต้การปกครองของตอลิบาน

ภายหลังจากที่กลุ่มตอลิบานเข้าควบคุมอัฟกานิสถานได้สำเร็จก็เกิดความกังวลจากชาวอัฟกันว่าการเข้ามาของกลุ่มตอลิบานครั้งนี้จะเหมือนครั้งก่อนหรือไม่

นอกจากความกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนรวมถึงการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและสตรีแล้ว ยังเกิดความกังวลต่อศิลปะ โบราณวัตถุ และวัตถุทางศาสนาทั่วประเทศด้วย

“เรามีความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของพนักงานและผลงานของพวกเรา” โมฮัมหมัด ฟาฮิม ราฮิมี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอัฟกานิสถานซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุกว่า 80,000 ชิ้นกล่าว

ย้อนกลับไปในปี 1996 เมื่อกลุ่มติดอาวุธตอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถานได้มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามสุดโต่งทั่วประเทศ รวมถึงพยายามลบเลือนอารยธรรมอื่นที่ขัดต่อศาสนาอิสลามให้หมดสิ้น รวมถึงการทำลาย “พระพุทธรูปแห่งบามียาน” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจชาวพุทธทั่วโลก

พระพุทธรูปแห่งบามียานเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ อายุราว 1,500 ปี ซึ่งเป็นการแกะสลักเป็นพระพุทธรูปหินทรายที่แกะสลักอยู่ในหุบเขาเมืองบามียาน (Bamiyan) ทางตอนกลางของอัฟกานิสถาน

พระพุทธรูป 2 องค์ ได้แก่ องค์ตะวันตก (สูง 55 เมตร) สร้างขึ้นราวค.ศ. 618 และองค์ตะวันออก (สูง 38 เมตร) สร้างขึ้นราวค.ศ. 570 เมื่อครั้งที่อัฟกานิสถานเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวพุทธขนาดใหญ่บนเส้นทางสายไหม

แต่แล้วเมื่อปี 1998 ตอลิบานเข้ายึดครองนครมะซาริชารีฟ (Mazar-i-Sharif) นครที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอัฟกานิสถาน เมืองบามียานก็อยู่ภายใต้ปกครองของตอลิบานนับแต่นั้น

ตอลิบานประกาศเจตจำนงว่าจะทำลายพระพุทธรูปเหล่านั้นในปี 2001 โดยอ้างว่าการกราบไหว้บูชารูปเคารพนั้นขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากทั่วโลกที่ไม่เห็นด้วยและประณามการกระทำดังกล่าวรวมไปถึงรัฐสมาชิกอิสลามด้วยกันเอง

ยูเนสโกยังได้ส่งจดหมายมายังรัฐบาลตอลิบานจำนวน 36 ฉบับเพื่อต่อต้านการระเบิดทำลายพระพุทธรูป ขณะที่หลายประเทศอย่างเช่นอินเดียและญี่ปุ่นเสนอทางออกว่าให้นำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ที่ประเทศของตน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจตอลิบานได้เลย

ท้ายที่สุดพระพุทธรูปแห่งบามียานถูกทำลายทิ้งในวันที่ 2 มีนาคม 2001 ด้วยอาวุธต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระหน่ำยิงด้วยปืนหรือการใช้ระเบิดจนพระพุทธรูปพังทลายไปจนหมด

ในวันที่ 6 มีนาคม 2001 เดอะไทมส์ อ้างคำพูดของมุลเลาะห์ โอมาร์ นำกลุ่มตอลิบานว่า “มุสลิมทั้งหลายควรภูมิใจกับการทำลายรูปเคารพเพราะนี่คือการสรรเสริญอัลลอฮ์”

อีก 2 ปีถัดมายูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนพระพุทธรูปแห่งบามียานเป็นมรดกโลกทางวัฒธรรม และภายหลังได้มีความพยายามที่จะฟื้นฟูซ่อมแซมพระพุทธรูปดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามไม่สามารถลบล้างบาดแผลที่เกิดขึ้นในจิตใจใครหลายคนไปได้

นอกจากนี้ภายใต้การปกครองของตอลิบานตั้งแต่ปี 1996 ถึง 2001 การแสดงงานศิลปะรวมถึงดนตรีถือเป็นสิ่งต้องห้าม โดยในปี 2001 กลุ่มตอลิบานได้ทำลายงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์กรุงคาบูลไปนับไม่ถ้วน

มีรายงานว่าในระยะเวลาเพียงแค่ปีเดียวพวกเขาทำลายงานศิลปะโบราณไปอย่างน้อย 2,750 ชิ้น

ส่งผลให้ในปี 2003 ถึง 2006 อัฟกานิสถานต้องใช้เงินประมาณ 350,000 เหรียญสหรัฐเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมอาคารพิพิธภัณฑ์ที่พังเสียหาย

ซาห์รา คาริมี ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังและประธานขององค์กรภาพยนตร์อัฟกันเขียนจดหมายเปิดผนึกไปยังองค์กรสื่อระดับโลกเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ส่วนหนึ่งของข้อความระบุว่า “หากกลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถานได้สำเร็จ พวกเขาจะแบนงานศิลปะทั้งหมด…พวกเขาทรมานและสังหารหนึ่งในนักแสดงตลกที่รักของเรา…ฉันและผู้สร้างภาพยนตร์คนอื่นๆ อาจเป็นเป้าหมายต่อไปของพวกเขา”

นอกจากนี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมากลุ่มติดอาวุธตอลิบานได้สังหารอับดุลลาห์ อาเตฟี กวีและนักประวัติศาสตร์ชาวอัฟกันในจังหวัดอูรุซกันทางใต้ของอัฟกานิสถานด้วย

Photo by WAKIL KOHSAR / AFP

สิงคโปร์กำลังเป็นศูนย์กลาง Crypto คนถือ Ether มากกว่า Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660798

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

สิงคโปร์กำลังเป็นศูนย์กลาง Crypto คนถือ Ether มากกว่า Bitcoin Bitcoin ไล่ตามมาติดๆ บรรยากาศการลงทุนในสิงคโปร์ค่อนข้างคึกคักและเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่

Coindesk ชี้ว่าสิงคโปร์กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการคริปโต (Cryptocurrency) ของเอเชีย ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย เช่น ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือ DBS Vickers (DBSV) หน่วยงานด้านโบรคเกอร์ของธนาคาร DBS ของสิงคโปร์ได้รับการอนุมัติ “ในหลักการ” จากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของประเทศเพื่อเริ่มให้บริการคริปโตแก่ผู้จัดการสินทรัพย์และบริษัทต่างๆ

Kapronasia ชี้ว่า คริปโต ยังไม่ถูกกฎหมายในสิงคโปร์ และคริปโต คิดเป็นน้อยกว่า 0.01% ของสินทรัพย์ในกองทุนที่จัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่ควบคุมโดย The Monetary Authority of Singapore (MAS) ในขณะที่ปริมาณการซื้อขายสูงสุดต่อวันรวมของคริปโตสามอันดับแรกของสิงคโปร์นั้นมีเพียง 2% ของการซื้อขายหลักทรัพย์รายวันวันจากข้อมูลของสมาคมบล็อคเชนแห่งสิงคโปร์

“ถึงกระนั้น สิงคโปร์ยังถือว่าเปิดกว้างสำหรับนวัตกรรมทางการเงินและเป็นที่รู้จักกันดีในด้านการรักษาหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่อุตสาหกรรมการเงินชื่นชอบ การเปิดกว้างของ Monetary Authority of Singapore (MAS) ต่อการแลกเปลี่ยนคริปโตที่ได้รับการควบคุมอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคริปโตเพื่อกลายเป็นระแสหลักในเอเชีย” Kapronasia ระบุ

ทั้งนี้ ในปี 2019 สิงคโปร์ได้ผ่านพระราชบัญญัติการชำระเงิน โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการชำระเงินดิจิทัลทั้งหมดต้องได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการ

ตามการสำรวจโดยบริษัทการแลกเปลี่ยนคริปโต Gemini, แพลตฟอร์มการเงิน Seedly และผู้ให้บริการข้อมูล CoinMarketCap พบว่า นักลงทุนคริปโตในสิงคโปร์เกือบ 4 ใน 5 หรือคิดเป็น 78% ถือ Ether เทียบกับ 69% ที่เป็นเจ้าของ Bitcoin และ Cardano มาที่ 3 ที่ 40%

การสำรวจกว่า 4,000 คนที่ดำเนินการในวันที่ 29 มิถุนายน-9 กรกฎาคม ยังพบว่า 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีการลงทุนส่วนตัวมีคริปโตในพอร์ตโฟลิโอของพวกเขา และสองในสามของผู้ถือคริปโตเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงการระบาดใหญ่

ในบรรดาผู้ที่ไม่ได้ลงทุนในคริปโตมากกว่าสองในสามอ้างว่าไม่มีความรู้ การตระหนักถึงความผันผวนของตลาดก็มีส่วนในการตัดสินใจที่ยังไม่ลงทุนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่ได้เป็นเจ้าของคริปโตกล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะเข้าสู่ตลาดภายใน 12 เดือนข้างหน้า

การสำรวจยังพบว่าเจ้าของคริปโตประมาณ 80% ในสิงคโปร์เป็นผู้ชายและอายุต่ำกว่า 34 ปี ส่วนผู้หญิงที่เป็นเจ้าของคริปโตมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าผู้ชาย

ในขณะที่ 64% ของผู้ถือคริปโตทั้งหมดมีพอร์ตการลงทุนมากกว่า 5% ในสินทรัพย์ดิจิทัล และ 1 ใน 5 ของผู้ที่มีอายุ 18-24 ปีกล่าวว่าการลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในรูปของคริปโต

Photo by Ozan KOSE / AFP

จีนราวีธุรกิจเทคไม่เลิก ตั้งกฎใหม่คุมเข้มจนหุ้นเทคตกอีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660781

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 13:18 น.

จีนราวีธุรกิจเทคไม่เลิก ตั้งกฎใหม่คุมเข้มจนหุ้นเทคตกอีกคำสั่งของรัฐบาลจีนยังออกมาอยางต่อเนื่อง ตั้งเป้าควบคุมธุรกิจเทคโนโลยี-ออนไลน์เข้มงวดขึ้นอีก

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ออกร่างข้อบังคับสำหรับภาคอินเทอร์เน็ตเมื่อวันอังคาร โดยห้ามการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและจำกัดการใช้ข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดในการปราบปรามบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลของประเทศ

จีนได้เข้มงวดกับแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต โดยอ้างถึงความเสี่ยงของการใช้อำนาจตลาดในทางที่ผิดเพื่อยับยั้งการแข่งขัน การใช้ข้อมูลของผู้บริโภคในทางที่ผิด และการละเมิดสิทธิผู้บริโภค

บริษัทได้สั่งปรับเป็นเงินจำนวนมากกับบริษัทต่างๆ ซึ่งรวมถึง Alibaba Group ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซและบริษัทโซเชียลมีเดีย Tencent Holdings ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

หุ้นในหุ้นทางอินเทอร์เน็ตที่จดทะเบียนในฮ่องกงตกลงหลังการประกาศกฎ แพลตฟอร์มวิดีโอ Bilibili Inc ลดลงมากกว่า 5% ในขณะที่ Tencent, Alibaba และบริการจัดส่งอาหาร Meituan ลดลง 3.5%, 2.6% และ 1.4% ตามลำดับ

หน่วยงานกำกับดูแลด้านการตลาดของรัฐ (SAMR) เปิดเผยร่างระเบียบบนเว็บไซต์โดยระบุว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต “ต้องไม่ใช้หรือช่วยเหลือในการดำเนินการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนอินเทอร์เน็ต ขัดขวางความเป็นระเบียบในการแข่งขันในตลาด ยังให้เกิดผลกระทบต่อธุรกรรมที่เป็นธรรมในตลาด”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานกำกับดูแลระบุไว้ว่า ผู้ประกอบธุรกิจไม่ควรใช้ข้อมูลหรืออัลกอริธึมในการลักลอบรับส่งข้อมูลหรือมีอิทธิพลต่อตัวเลือกของผู้ใช้งาน พวกเขายังไม่สามารถใช้วิธีการทางเทคนิคในการจับภาพหรือใช้ข้อมูลของผู้ประกอบธุรกิจอื่นอย่างผิดกฎหมาย

บริษัทต่างๆ จะถูกห้ามไม่ให้ปลอมแปลงหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดเพื่อสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของคู่แข่ง และจำเป็นต้องหยุดธรรมเนียมทางการตลาดบางอย่าง เช่น บทวิจารณ์ปลอม การแจกคูปอง หรือ แจกอั่งเปาที่ใช้เพื่อดึงดูดการให้คะแนนรีวิวในเชิงบวก

ร่างกฎเกณฑ์ดังกล่าวยังเรียกร้องให้มีการแบน “มีสองเลือกแค่หนึ่ง” ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใช้ห้ามผู้ค้าไม่ให้จดทะเบียนบนแพลตฟอร์มของคู่แข่ง

กฎนี้เปิดให้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะก่อนถึงเส้นตายวันที่ 15 กันยายน SAMR ได้กำหนดข้อจำกัดและการลงโทษต่างๆ กับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเพื่อพยายามจำกัดพฤติกรรมการต่อต้านการแข่งขันหรือการผูกขาด

ในเดือนเมษายน หลังจากการไต่สวนเป็นเวลานานหลายเดือน SAMR ได้ปรับ Alibaba เป็นประวัติการณ์ 2,500 ล้านดอลลาร์สำหรับการมีส่วนร่วมในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ในเดือนกรกฎาคม หน่วยงานกำกับดูแลได้สั่งให้ Tencent ยุติใบอนุญาตเฉพาะสำหรับเพลงบางเพลงในบริการสตรีมเพลงของตน และยังขัดขวางการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทสตรีมเกมสองแห่งที่ Tencent เป็นผู้นำ

Photo by NOEL CELIS / AFP

จีนซ้อมรบขู่ ไต้หวันกร้าวไม่มีวันถูกยึดเหมือนอัฟกานิสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660778

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.

จีนซ้อมรบขู่ ไต้หวันกร้าวไม่มีวันถูกยึดเหมือนอัฟกานิสถานกองกำลังจีนซ้อมรบใกล้ไต้หวันอีกครั้งหลังนายกฯ ไต้หวันกร้าวไม่มีใครสามารถยึดครองไต้หวันได้

รอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (17 ก.ค.) จีนได้ดำเนินการซ้อมรับใกล้กับไต้หวันโดยมีการเคลื่อนเรือรบและเครื่องบินรบบริเวณนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน

โดยกองกำลังจีนแถลงถึงการซ้อมรบทางทหารทั้งบนอากาศและในทะเลใกล้กับไต้หวันโดยระบุว่าทำไปเพื่อตอบโต้การแทรกแซงจากภายนอกและการยั่วยุโดยกองกำลังไต้หวัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีซู เจิงชาง ของไต้หวันอภิปรายโดยอ้างถึงการยึดครองอัฟกานิสถานของกลุ่มตอลิบาน โดยเป็นการส่งสัญญาณถึงจีนว่าไต้หวันจะไม่ล่มสลายเหมือนอัฟกานิสถานหากถูกโจมตี และจีนจะไม่สามารถยึดครองไต้หวันได้

เมื่อถูกถามว่าประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีไต้หวันจะหลบหนีหรือไม่หากมีศัตรูเข้ามาบุดยึดเมืองเหมือนกับอัฟกานิสถาน ซูตอบว่า “ในวันนี้มีประเทศมหาอำนาจที่ต้องการกลืนกินไต้หวันโดยการใช้กำลัง และเราไม่กลัวที่จะถูกฆ่าหรือจำคุก เราต้องปกป้องประชาชนในดินแดนแห่งนี้”

พร้อมเสริมว่าการที่ทุกคนร่วมมือกันต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าไต้หวันจะสามารถประสบความสำเร็จได้หากรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งสัญญาณถึงกองกำลังต่างชาติว่าอย่าคิดว่าจะสามารถยึดครองไต้หวันได้

ขณะที่ไต้หวันได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธจากสหรัฐและประเทศตะวันตกอื่นๆ ท่ามกลางความไม่พอใจจากจีนซึ่งได้มีการออกแถลงการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่าไต้หวันสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติเพื่อยั่วยุและละเมิดอธิปไตยของจีน ตลอดจนเป็นการบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพอย่างร้ายแรง

Photo by Sam Yeh / AFP

โรงพยาบาลฟิลิปปินส์ระส่ำหลังพยาบาลแห่ลาออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660774

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 12:21 น.

โรงพยาบาลฟิลิปปินส์ระส่ำหลังพยาบาลแห่ลาออก พยาบาลหลายพันคนของฟิลิปปินส์แห่ลาออกเพราะเหนื่อยจากโควิดแถมค่าตอบแทนน้อย

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า พยาบาลฟิลิปปินส์นับพันคนพากันลาออกหลังจากต้องเหน็ดเหนื่อยกับการรับมือ Covid-19แต่กลับได้ค่าตอบแทนน้อยและมีสภาพการทำงานแย่ โดยบางคนต้องการไปทำงานต่างประเทศที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า

สมาคมโรงพยาบาลเอกชนของฟิลิปปินส์ (PHAPi) คาดว่าเมื่อปีที่แล้วพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนลาออกราว 40% และปีนี้จะมีพยาบาลลาออกเพิ่มอีกเนื่องจากการระบาดระลอกใหม่ ขณะที่โรงพยาบาลรัฐก็เผชิญปัญหาเดียวกัน

ลูอิ พยาบาลเอกชนประจำห้องไอซียูที่เพิ่งลาออกไปเมื่อเดือน มี.ค.เผยกับ Reuters ว่า “เราไม่สามารถมีวันหยุดที่เหมาะสม เพราะต้องถูกเรียกตัวไปแทนพยาบาลคนอื่นที่ต้องกักตัวหรือลาออกไปแล้ว” โดยพยาบาลรายนี้ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 394 เหรียญสหรัฐ หรือ 13,167 บาทรวมค่าทำงานล่วงเวลา

โรงพยาบาลหลายแห่งกังวลว่า การขาดแคลนพยาบาลเดินมาถึงจุดวิกฤตแล้ว เนื่องจากสายพันธุ์เดลตาทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้น โดยกว่าหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 1.75 ล้านคน สูงเป็นอันดับสองของอาเซียน และเสียชีวิตอีกกว่า 30,000 คน

ด้าน เมลเบิร์ต เรเยส ประธานสมาคมพยาบาลฟิลิปปินส์เผยว่า เกรงว่าจะมีพยาบาลลาออกเพิ่มขึ้นหากข้อเรียกร้องเรื่องค่าตอบแทนที่เหมาะสมและสภาพการทำงานที่ดีขึ้นไม่ได้รับการตอบสนอง

โดยสัปดาห์ที่แล้วหัวหน้าสหภาพแรงงานในหลายโรงพยาบาลที่เป็นจุดแพร่ระบาดขู่ว่าจะหยุดงานประท้วง ขณะที่พยาบาลเตือนว่าหลายคนจะลาออกหากไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงที่ค้างจ่าย