อดีตปธน.อัฟกันเผยโดนบังคับให้หนี ปัดขนเงินมาด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660981

วันที่ 19 ส.ค. 2564 เวลา 11:05 น.

อดีตปธน.อัฟกันเผยโดนบังคับให้หนี ปัดขนเงินมาด้วยอดีตผู้นำอัฟกานิสถานปรากฏตัวครั้งแรกหลังออกนอกประเทศ ยืนยันทำไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าอัชราฟ กานี อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถานปรากฏตัวเป็นครั้งแรกหลังออกจากประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นการแถลงการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊กย้ำว่าการออกนอกประเทศครั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาขนเงินมหาศาลหลบหนีออกไปด้วย

นายกานีซึ่งขณะนี้อาศัยอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยืนยันว่าเขาทำไปเพื่อประโยชน์ของประเทศไม่ใช่สวัสดิภาพของตนเอง โดยระบุว่าเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะลี้ภัย แต่ทีมรักษาความปลอดภัยของเขาบังคับให้ต้องออกจากอัฟกานิสถาน

“ถ้าผมอยู่ที่นั่นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งของอัฟกานิสถานจะถูกแขวนคอต่อหน้าชาวอัฟกันอีกครั้ง” กานีกล่าวพร้อมเสริมว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขอกลับประเทศ

นอกจากนี้ยังได้ปฏิเสธข่าวลือที่อ้างว่าเขานำทรัพย์สินมูลค่ากว่า 169 ล้านเหรียญสหรัฐออกจากอัฟกานิสถานมาด้วย โดยชี้ว่าเขาเดินทางมาอย่างฉุกละหุกไม่ได้เตรียมตัวใดๆ และมาด้วยมือเปล่า

กานีย้ำว่าเขากำลังพยายามปกป้องประเทศและชาวอัฟกัน ตลอดจนสนับสนุนการเจรจาระหว่างกลุ่มตอลิบานและอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอัฟกานิสถาน และหวังว่าการเจรจาจะประสบความสำเร็จ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกแถลงการณ์ว่ารัฐบาลได้ให้การต้อนรับอดีตผู้นำอัฟกานิสถานและครอบครัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม

Photo by – / various sources / AFP

ประกาศก้องแกนนำตอลิบานจะไม่อยู่อย่างหลบซ่อนอีกต่อไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660972

วันที่ 19 ส.ค. 2564 เวลา 10:20 น.

ประกาศก้องแกนนำตอลิบานจะไม่อยู่อย่างหลบซ่อนอีกต่อไปเจ้าหน้าที่ตอลิบานเผยแกนนำกลุ่มจะไม่อยู่อย่างหลบซ่อนอีกต่อไป

เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของกลุ่มตอลิบานเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า แกนนำกลุ่มตอลิบานจะเปิดเผยตัวต่อคนทั้งโลก และจะไม่ใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนอยู่ในเงามืดเหมือนเมื่อช่วง 20 ปีที่ผ่านมาอีก

“อย่างค่อยเป็นค่อยไป ในที่สุด โลกจะได้เห็นแกนนำของเรา จะไม่มีเงามืดอีกต่อไป” เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเผย

นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่า สมาชิกกลุ่มตอลิบานได้รับคำสั่งไม่ให้ฉลองชัยชนะที่ยึดกรุงคาบูลได้สำเร็จเมื่อวันอาทิตย์ (15 ส.ค.) และพลเรือนต้องส่งมอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนให้กลุ่มตอลิบาน

Photo by KARIM JAAFAR / AFP

ทำไมตอลิบานจึงยึดประเทศได้แบบสายฟ้าแลบ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660940

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 20:38 น.

ทำไมตอลิบานจึงยึดประเทศได้แบบสายฟ้าแลบ?วิเคราะห์แนวทางการต่อสู้ของตอลิบาน ทำไมพวกเขาถึงรุกคืบได้อย่างรวดเร็ว และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาทำได้

‘ฏอลิบาน’ หรือที่เรียกันแบบรวบรัดว่าตอลิบานหรือตาลีบัน ใช้เวลาแค่ 2 เดือนกว่าๆ ก็สามารถยึดจังหวัดต่างๆ ของอัฟกานิสถานได้แห่งแล้วแห่งเล่า ใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า ‘ป่าล้อมเมือง’ ค่อยๆ เขมือบพื้นที่ที่พวกเขาถนัดคือพื้นที่ห่างไกลในชนบท แล้วยึดเมืองเอกของภูมิภาคต่างๆ ทีละแห่งในเวลาไม่ถึง 1 เดือน จากนั้นก็ล้อมเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่ถึง 2 วันพวกเขาก็ยาตราทัพเข้าคาบูลได้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตอลิบานรุกคืบได้เร็วขนาดนี้ ย้อนกลับไปตอนที่พวกเขาจับอาวุธใหม่ๆ ก็ใช้เวลาไม่กี่เดือนก็ยึดพื้นที่ของอัฟกานิสถานเอาไว้มากมาย

ฐานที่มั่นของตอลิบานคือเมืองกันดะฮาร์ทางภาคใต้ เมื่ออัฟกานิสถานเขาสู่สงครามกลางเมืองช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ตอลิบานที่เดิมเป็นเพียงกลุ่มนักศึกษาศาสนาแต่มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะสร้างรัฐอิสลามที่แท้จริง ได้ดึงดูดนักศึกษาศาสนาและผู้ร่วมอุดมการณ์นับหมื่นมาเคลื่อนไหวร่วมกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองของปากีสถาน (ISI ซึ่งเรื่องนี้สามารถแตกประเด็นไปได้อีกเรื่องการยอมรับและถ่วงดุลอำนาจต่างประเทศของตอลิบาน)

ผู้นำของพวกเขาคือ มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร ครูสอนศาสนาชาวกันดาฮาร์ที่ตั้งเป้าที่ว่าจะกวาดล้างพวกขุนศึกที่เฉือนแผ่นดินปกครอง โค่นล้มรัฐบาลกลางที่ไร้น้ำยาและฉ้อฉล กำจัดอาชญากรที่ทำลายบ้านเมือง ทำให้อัฟกานิสถานเป็นรัฐอิสลามที่บริสุทธิ์ตามหลักศาสนา – ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนและถูกใจผู้คนที่เบื่อหน่ายกับความถดถอยไร้อนาคตของประเทศ

นี่คือพิชัยสงครามข้อที่หนึ่งของตอลิบาน พวกเขามีเป้าหมายชัดเจนว่าจะทำอะไร เป็นเป้าหมายที่กระชับและตรงความต้องการของผู้คน พวกเขารู้ว่าผู้คนเบื่อหน่ายอะไร และเผอิญว่าผู้มีอำนาจกลุ่มอื่นๆ ในประเทศคือพวกขุนศึกและรัฐบาลกลางตอบสนองประชาชนไม่ได้แถมยังโกงกินบ้านเมืองอย่างหนัก

มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร เริ่มต้นจากกลุ่มนักศึกษาศาสนาเพียง 50 คนเท่านั้นที่หวังจะกวาดล้างขุนศึกและความฉ้อฉลสร้างรัฐอิสลาม แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่ความฝันของคนแค่ 50 คน แต่เป็นความต้องการของคนจำนวนไม่น้อย อย่างๆ น้อยช่วงไม่กี่เดือนหลังก่อตั้งกลุ่มมีผู้ร่วมอุดมการณ์เพิ่มถึง 15,000 คน

ตอลิบานที่ถือกำเนิดได้ไม่กี่ปีจึงแข็งแกร่งเหลือเชื่อ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 กลุ่มตอลิบานได้โจมตีเมืองกันดะฮาร์แบบสายฟ้าแลบ จากนั้นใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือนพวกเขาควบคุม 12 จังหวัดได้ก่อนวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2538 ดังนั้น การยึดอัฟกานิสถานครั้งนี้ (ปี 2564) จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตอลิบานเคยทำสำเร็จมาแล้ว

เคล็ดลับความสำเร็จในตอนนั้นก็เพราะตอลิบานได้รับความนิยมในหมู่ประชาชน เพราะพวกเขาปราบปรามการทุจริต ควบคุมความไร้ระเบียบ ทำให้การสัญจรบนท้องถนนและพื้นที่ต่างๆ มีความปลอดภัย และพื้นที่ภายใต้การควบคุมมีการค้าที่เจริญรุ่งเรืองนั่นเพราะบ้านเมืองปลอดภัยแล้วนั่นเอง หลังจากความสำเร็จช่วงนี้ตอลิบานมีกำลังเพิ่มขึ้นมา 25,000 คนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538

ในการรุกคืบปี 2564 ก็เช่นกัน เมื่อตอลิบานบุกเขาไปยึดได้เมืองที่วุ่นวายไม่มีขื่อไม่มีแปมานาน พวกเขาได้รับการต้อนรับจากชาวเมืองด้วยความยินดี

ดูเหมือนว่าตอลิบานจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งมันไม่จริงเสมอไป จากการสำรวจโดย Asia Foundation เมื่อปี 2552 พบว่าตอลิบานเคยได้รับการสนับสนุนจากชาวอัฟกานกว่าครึ่งหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นชาวปาทานและประชาชนในถิ่นห่างไกล แต่พอถึงปี 2562 การสนับสนุนเหลือ 13.4%

พอถึงในช่วงต้นปี 2564 ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่อย่างท่วมท้นกล่าวว่าการปกป้องสิทธิสตรี เสรีภาพในการแสดงความเห็น และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญ ไม่แน่ว่าด้วยผลโพลนี้ตอลิบานจึงเปลี่ยนท่าทีหลังจากยึดคาบูลคราวนี้ แทนที่จะตั้งกฎเข้มงวดเมื่อคราวก่อนแบบที่ไม่แยแสอะไรอื่นนอกกจากหลักศาสนาและกฎหมายชะรีอะฮ์ พวกเขายืนยันว่าจะให้สิทธิสตรีใขขอบเขตของหลักศาสนา อนุญาตให้ผู้หญิงเรียนหนังสือได้ เชิญผู้หญิงทำงานกับภาครัฐ และออกทีวีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหญิง

นี่คงเป็นการซื้อใจอย่างหนึ่ง ซึ่งชาติตะวันตกถึงกับทำตัวไม่ถูกที่ตอลิบานมาแนวนี้ ไม่รู้ว่าจะดีใจ เชื่อใจ หรือไม่ไว้วางใจพวกเขาดี

พิชัยสงครามข้อที่สอง สืบเนื่องจากเป้าหมายที่ชัดเจนคือจัดระเบียบบ้านเมืองเสียใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ตอลิบานมีธงนำที่ชัดเจนในเรื่องนี้มากกว่าใคร เพราะหากนำเป้าหมายนี้ไปใช้ในทางการเมืองมันจะทำไม่สำเร็จเพราะการเมืองผูกไว้กับผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ละคนอ้างว่ารักชาติบ้านเมือง และต้องการใช้วิธีตัวเองที่จะไปถึงเป้าหมาย แต่ตอลิบานรวมศูนย์เป้าหมายไว้ที่ศาสนา เป้าหมายส่วนตัวจึงไม่สำคัญ

นักรบของตอลิบานจึงไม่วอกแวก คาร์เตอร์ มอลเคเชียน นักประวัติศาสตร์และอดีตที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารอเมริกันในอัฟกานิสถานกล่าวไว้ในบทความของ Politico ว่า “ในการสนทนาที่ผมพูดคุยกับกลุ่มตอลิบานด้วยตัวเอง ซึ่งมักจะคุยกันด้วยภาษาปาทานของพวกเขา “กลุ่มตอลิบานต่อสู้เพื่อความเชื่อ เพื่อญันนะตุ (สวรรค์) และฆอซี (การฆ่าคนนอกศาสนา) … กองทัพและตำรวจต่อสู้เพื่อเงิน” นักวิชาการด้านศาสนาของกลุ่มตอลิบานจากกันดาฮาร์บอกผมในปี 2562 ว่า “กลุ่มตอลิบานยินดีที่จะเสียหัวเพื่อต่อสู้ … กองทัพและตำรวจจะมาสู้ได้อย่างไร”

พิชัยสงครามข้อที่สามของตอลิบาน จะต้องสร้าง ‘ความชอบธรรม’ ให้ผู้คนเชื่อถือศรัทธา อาจเป็นเพราะต้องการสร้างความชอบธรรมหรือเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อหรือเหตุผลเรื่องอุมการณ์ การยึดกุมคาบูลและประการอดีตผู้นำยังไม่เพียงพอ มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร ต้องการสิ่งอื่นที่จะสร้างความชอบธรรมมากกว่านี้ เพราะประเทศใหม่ที่จะสถาปนาขึ้นไม่ใช่แค่ ‘ประเทศอัฟกานิสถาน’ หรือ ‘รัฐอิสลามอัฟกานิสถาน’ ของรัฐบาลที่ตอลิบานหวังจะโค่นล้ม เพราะมันยังไม่เป็นอิสลามพอ

ตอลิบานต้องการสถาปนา ‘เอมิเรตแห่งอัฟกานิสถาน’ ซึ่งหมายความว่าผู้นำจะต้องเป็นเอมีร์ มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร ไม่จำเป็นต้องมีเชื้อเจ้าเพราะมีอีกวิธีหนึ่งที่เขาจะได้รับตำแหน่ง ‘เอมีร์ อัลมุอฺมินูน’ (แม่ทัพแห่งผู้ศรัทธา) ได้ นั่นคือการได่รับการรับรองจากที่ประชุมของอุลามาอฺ (ครูสอนศาสนา) เพื่อให้บุคคลนั้นเป็นเอมีร์ อัลมุอฺมินูน ในฐานะแม่ทัพในสงครามศักดิ์สิทธิ์ (ญิฮาด)

ที่กันดะฮาร์มีสิ่งสำคัญชิ้นหนึ่งเก็บรักษาไว้ คือ เสื้อคลุมของนบีโมฮัมหมัด (ที่ท่านสวมในเหตุการณ์อัลอิสรออ์และอัลมิอรอจญ์) เก็บรักษาไว้ที่มัสยิดคีรคาชารีฟเสื้อคลุมถูกล็อกไว้ภายในมัสยิดและไม่ค่อยมีใครเห็น มีสกุลหนึ่งปกป้องดูแลมานานถึง 250 ปีแล้วและตามธรรมเนียมแล้วผู้ดูแลจะนำเสื้อคลุมออกมาแสดงแก่ผู้นำอัฟกานิสถานที่มีความชอบธรรมเท่านั้น

เมษายน พ.ศ. 2539 ตอลิบานเรียกชุมนุมอุบามะอฺ ครั้นแล้วมุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร ผู้นำของกลุ่มตอลิบาน ได้นำเสื้อคลุมออกมาและถือไว้ต่อหน้าฝูงชน ฝูงชนก็เริ่มตะโกนว่า “เอมีร์ อัลมุอฺมินูน” นี่คือจุดเริ่มต้นของการยอมรับว่าตอลิบานคือผู้ก่อตั้งประเทศใหม่คือเอมิเรตแห่งอัฟกานิสถาน ผู้นำตอลิบานคือเอมีร์ ที่สำคัญพวกเขามีความชอบธรรมแล้วที่จะโค่นล้มรัฐบาลเพราะโยงตัวเองเข้ากับสิ่งผู้นำที่ชอบธรรมของอัฟกานิสถานจะสัมผัสได้เท่านั้น

เรื่องการเรียกตัวองเป็นเอมีร์ทำให้มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัรถูกวิจารณ์มาก อาเหม็ด ราชีด นักข่าวและนักเขียนนโยบายต่างประเทศมีหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับอัฟกานิสถาน ปากีสถาน และเอเชียกลาง กล่าวว่า “ไม่มีชาวอัฟกันรับตำแหน่งนี้ (เอมีร์) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2377 เมื่อกษัตริย์ดอสต์ โมฮัมเหม็ด ข่าน รับตำแหน่งก่อนที่พระองค์จะประกาศญิฮาด (สงครามศักดิ์สิทธิ์) ต่อต้านอาณาจักรซิกข์ในเปชาวาร์ แต่ดอสต์ โมฮัมเหม็ดทรงต่อสู้กับชาวต่างชาติ ในขณะที่โอมาร์ประกาศญิฮาดกับชาวอัฟกันคนอื่นๆ”

แต่เป้าหมายของตอลิบานชัดเจนอยู่แล้วคือสร้างรัฐอิสลามบริสุทธิ์ รัฐบาลรูปแบบอื่นจึงเป็นศัตรู นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ตอลิบานพยานยามทำให้คนอัฟกันหวนนึกถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ยุคกษัตริย์ดอสต์ โมฮัมเหม็ด ข่านรวมถึงยุคสมัยของอับดูร รอฮ์มาน ข่าน พระราชนัดดาของดอสต์ โมฮัมเหม็ด ข่าน ที่เป็นกษัตริย์ที่เข้มงวดและเก่งกาจด้านการทหารจนได้ฉายาว่า ‘เอมีร์เหล็ก’

ตอลิบานใช้เวลาอีกปีกว่าๆ ระหว่าง พ.ศ. 2538 – 2539 เข้ายึดกรุงคาบูล และสามารถเข้ายึดครองได้ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2539 ขับไล่รัฐบาลรับบานีและกลุ่มอื่น ๆ ไปทางเหนือ และภายในสิ้นปีที่ครอบครองพื้นที่สองในสามของอัฟกานิสถาน อดีตประธานาธิบดีโมฮัมหมัด นาญิบุลลอฮ์ถูกจับกุมและประหารชีวิตในที่สาธารณะโดยการแขวนคอเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2539

เมื่อครั้งที่สหภาพโซเวียตรุกรานอัฟกานิสถาน มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร ได้เข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านของโซเวียตที่นำโดยนาญิบุลลอฮ์นี่เอง ไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มในวันนั้นคือเอมีร์ฯ ที่ประหารเขาในวันนี้

การสร้างผู้นำที่แข็งแกร่งแบบนี้ยังอาจมีผลต่อการรุกคืบในปี 2564 ด้วย เทียบกับอัชราฟ ฆานี อดีตประธานาธิบดีที่หลบหนีไปซึ่งนักวิชาการที่ได้รับการฝึกอบรมจากตะวันตกและได้รับการสนับสนุนจากวอชิงตัน ผู้นำของตอลิบานหรือ ‘เอมีร์ฯ’ ดูมีบารมีกว่ามากทั้งในทางการเมืองและความชอบธรรมทางวัฒนธรรม

ฆานียังได้รับการสนับสนุนจากภายนอกคาบูลเพียงเล็กน้อยและยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีแม้แต่กับผู้บัญชาการบางคนของเขาเอง ขณะที่เอมีร์ฯ ของตอลิบานนั้นชี้นำเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ถึงจะสั่งการจากโดฮาก็ยังมีประสิทธิภาพสูงมาก

พิชัยสงครามข้อสี่ ตอลิบานรู้ว่าสังคมอัฟกานแตกแยกแต่พวกเขากลับไม่ย้ำความแตกแยก เพราะยิ่งสังคมแตกแยกพวกเขาจะปกครองลำบาก เนื่องจากอัฟกานิสถานประกอบด้วยหลายชนเผ่า แต่ชนเผ่าหลักๆ คือปาทานคิดเป็น 40% มีเมืองหลักคือกันดะฮาร์ ส่วนชนเผ่าอื่นเช่น ทาจิก, อุซเบก ฮาซารา คนกลุ่มนี้อยู่ทางตอนเหนือ การที่ตอลิบานสามารถกุมพื้นที่ทางใต้ได้ก่อน เพราะชาวปาทานให้การสนับสนุน ปัญหาก็คือพวกเขาจะทำอย่างไรกับภาคเหนือที่พวกครองด้วยชนเผ่าต่างๆ และขุนศึกคนต่างๆ?

วิธีการก็คือต้องกลับไปที่พิชัยสงครามข้อสองคือการรวมศูนย์เป้าหมายไว้ที่ศาสนา ศาสนาเท่านั้นที่จะรวมเอาความแตกต่างของชนเผ่าต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน แม้ว่าภาคเหนือจะปกครองโดยพวกอุซเบก ทาจิก เติร์กเมน ฯลฯ แต่ตอลิบานที่ส่วนใหญ่เป็นพวกปาทานสามารถดึงชนเผ่าอื่นมาร่วมขบวนการได้โดยอาศัยอุดมการณ์เดียวกันและทำสำเร็จด้วยในบางพื้นที่ หรือหาไม่แล้วก็เชิญผู้แทนเผ่าต่างๆ มาทำงานร่วมกันเหมือนคราวนี้

ด้วยวิธีการนี้ตอลิบานจึงสามารแก้ไขความไม่ลงรอยระหว่างเผ่าได้ และเผ่าอื่นๆ จะไม่รู้สึกว่าตอลิบานเป็นรัฐบาลของพวกปาทานเท่านั้น แต่เป็นเอมิเรตแห่งศาสนาอิสลามของผู้นับถือศาสนาอิสลามและของชาวอัฟกานิสถานเท่าๆ กัน

แต่นอกจากอุมการณ์เรื่องศาสนาแล้วยังมีปัจจัยอื่นด้วย นั่นคือพิชัยสงครามข้อห้า ใช้ผู้รุกรานภายนอกเป็นแรงกระตุ้น ตอลิบานและชนเผ่าต่างๆ มีความรู้สึกร่วมกันนั่นคือไม่พอใจกองกำลังนานาชาติที่เข้ามาปักหลักในอัฟกานิสถาน ขณะที่รัฐบาลล่าสุดที่เพิ่งถูกโค่นล้มไปเป็นจำพวกรัฐบาลจับฉ่ายที่รวมตัวกันจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทำให้ขาดเอกภาพอย่างหนัก และยังถูกมองว่าเป็นหุ่นเชดของ ‘ผู้รุกราน’ ที่ฉ้อฉล โกงกิน ไร้ประสิทธิภาพอย่างหนัก

ขณะที่โลกภายนอกมองว่าตอลิบานเป็นผู้ก่อการร้าย (หรืออย่างน้อยอุ้มชูผู้ก่อการร้ายมาก่อน) แต่ชาวอัฟกานิสถานไม่น้อยที่ถูกกองกำลังนานาชาติปฏิบัติอย่างโหดร้ายและใช้อำนาจตามอำเภอใจ มีบางกรณีที่กองกำลังต่างชาติสังหารผู้บริสุทธิ์ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทิ้งบอมบ์ผิดๆ ถูกๆ ของกองทัพสหรัฐและพันธมิตรจนพลเรือนตายไปไม่รู้เท่าไร

ดังนั้นในหมู่ประชาชน ตอลิบานจึงเป็นผู้ปลดปล่อยมากกว่าผู้รุกราน สอดคล้องกับที่ตอลิบานเองก็ใช้แนวทางญิฮาดในการต่อต้านคนนอกศาสนาผู้รุกรานเช่นกัน

แต่นี่เป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่งเท่านั้น การที่ตอลิบานสามารถใช้ศาสนาและชูธงต่อต้านผู้รุกรานเพื่อดึงคนมาเข้าร่วมยังไม่พอ มันอาจทำสำเร็จในการยึดประเทศเมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่หากใช้แค่ 2 เหตุผลนี้ในตอนนี้ตอลิบานไม่มีทางทำสงครามยืดเยื้อมานหลายปีได้ ปัจจัยที่เร่งปฏิกิริยาให้ฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาคือการประกาศถอนกำลังทหารของชาติตะวันตก

ผู้บัญชาการกลุ่มตอลิบานคนหนึ่งในจังหวัดฆัชนีทางตอนกลางกล่าวกับ Reuters ว่าเมื่อกองกำลังของรัฐบาลเห็นว่าสหรัฐกำลังจะจากไปในที่สุด การต่อต้านก็พังทลายลง ในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ เมืองใหญ่ทั้งหมดของอัฟกานิสถาน ตั้งแต่คุนดุซทางตอนเหนือไปจนถึงกันดาฮาร์ทางใต้ก็ล่มสลายลง

ผู้บัญชาการตอลิบานรายนี้กล่าวว่า “ไม่ได้หมายความว่าผู้นำชาวอัฟกันที่ยอมจำนนต่อเรานั้นเปลี่ยนไปหรือกลายเป็นคนเคร่งศาสนา แต่เป็นเพราะไม่มีเงินแล้ว” เขาหมายถึงการสนับสนุนทางการเงินที่รัฐบาลและกองทัพได้รับจากตะวันตกมาเกือบสองทศวรรษ

หากไม่มีการถอนกำลังออกไป สงครามกลางเมืองก็จะยืดเยื้อต่อไป แต่ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอนตัวออกไปในที่สุด ซึ่งย่อมเป็นชาติตะวันตกที่ไม่ได้ประโยชน์โพดผลอะไรที่จะอยู่ต่อเพื่อผลาญงบประมาณ นับแต่โบราณแล้วที่การรบยืดเยื้อจะทำได้ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะปักหลักนานๆ ได้และเป้าหมายที่ต้องการจะโค่นต้องสมกับต้นทุนที่เสียไปด้วย

ชาติตะวันตกนั้นมองไม่เห็นกำไรในอัฟกานิสถานอีก ส่วนตอลิบานใช้พิชัยสงครามข้อหก คือเมื่อต่อสู้กับยักษ์ไม่ได้ก็ต้องรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ในระยะหลายปีที่ผ่านมาตอลิบานไปปักหลักตามชนบทห่างไกล เข้าควบคุมพื้นที่หลายจังหวัดแล้วตั้งรัฐบาลเงาที่มีศาลและระบบภาษีของตนเอง ขณะที่ชาติตะวันตกแทบไม่ได้อะไรติดมือในเมืองใหญ่ของอัฟกานิสถาน ตอลิบานได้ทุนรอนเรื่อยๆจากการค้าฝิ่นและการทำเหมืองในเขตอิทธิพล หลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งๆ หน้า เพราะอีกฝ่ายมีกำลังทางอากาศสนับสนุนจากสหรัฐ

ศัตรูของตอลิบานคืออดีตขุนศึกของพันธมิตรภาคเหนือ (Northern Alliance) ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 รัฐบาลอัฟกานที่เพิ่งถูกโค่นล้มไปก็พึ่งพา Northern Alliance ในการต้านทานตอลิบานเช่นกัน นำโดยขุนศึกภาคเหนือ อัตตา โมฮัมหมัด นูร์ ชาวเผ่าทาจิก และ ราชีด ดอสตุม ชนเผ่าอุซเบก

ตอลิบานรอเวลาเหมาะที่จะกวาดล้างเสี้ยนหนามใหญ่คืออดีตขุนศึกของ Northern Alliance ในที่สุดฐานที่มั่นของขุนศึกทั้งสองก็ถูกตอลิบานโค่นลงได้เพราะคนในยอมจำนนเนื่องจากไม่รู้จะสู้ต่อทำไมหลังจากสหรัฐตัดช่องน้อยแต่พอตัว ขุนศึกทั้งสองต้องหนีออกจากประเทศไป ไม่กี่วันหลังจากนั้ตอลิบานก็ยึดเมืองใหญ่ๆ รอบคาบูลได้

ตอลิบานรบเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ปักหลักตามชายขอบรอจังหวะกลืนพื้นที่ชั้นในด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เหมือนตอลิบานก็คือ ถ้าสหรัฐไม่ถอนความช่วยเหลือจากรัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็กในปี ค.ศ. 1947 พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็จะยึดครองประเทศได้ยาก

รัฐบาลอัฟกานิสถานที่เพิ่งถูกโค่นล้มไปก็เหมือนก๊กมินตั๋ง เต็มไปด้วยปัญหาฉ้อฉล ไร้อุดมการณ์หลัก และพึ่งพาอำนาจภายนอก และเหมือนกับรัฐบาลเวียดนามใต้ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับก๊กมินตั๋งแต่พึ่งพาสหรัฐอย่างหนักหน่วงกว่า แน่นอนว่าพอสหรัฐลอยแพเวียดนามใต้ ไซ่ง่อนก็แตกในไม่นาน สภาพการณ์ไม่ผิดอะไรกับคาบูลในมือของตอลิบาน

เมื่ออำนาจภายนอกถอนตัวไป ก็แค่นับถอยว่าจะถึงกาลอวสานเมื่อไร

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by – / AFP

ลาวเผย 30% ของแรงงานที่กลับจากไทยติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660930

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

ลาวเผย 30% ของแรงงานที่กลับจากไทยติดโควิดลาวขอไทยช่วยแรงงานโดยเฉพาะอำนวยความสะดวกในการกลับประเทศ ซ้ำเจอเชื้อ ‘เดลตาพลัส’ จากแรงงานที่กลับจากประเทศเพื่อนบ้าน

เว็บไซต์เวียงจันทน์ไทมส์ สื่อท้องถิ่นลาวรายงานว่าวานนี้ (17 ส.ค.) นายไซสมพอน พมวิหาน ประธานสมัชชาแห่งชาติลาว (LA) เจรจาหารือกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรผ่านการประชุมทางไกล

โดยได้ขอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยให้ความช่วยเหลือแรงงานชาวลาวที่ทำงานอยู่ในไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศลาว

พร้อมกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือแรงงานชาวลาว ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อสนับสนุนประเทศลาวในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19

รายงานระบุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงานจำนวนมาก แรงงานชาวลาวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางกลับประเทศ

ทว่า แรงงานอย่างน้อย 30% ที่เดินทางกลับประเทศไปแล้วนั้นพบว่ามีการติดเชื้อโควิด-19 ด้วย ส่งผลให้เกิดแรงกดดันอย่างมากต่อความพยายามในการควบคุมโรคของรัฐบาลลาว

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดชี้ว่านับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2020 มีแรงงานชาวลาวมากกว่า 246,000 เดินทางกลับจากประเทศไทย โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 150,000 คนที่เดินทางกลับตั้งแต่ปีที่แล้ว

รายงานเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาระบุว่ารัฐบาลลาวยืนยันพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในประเทศครั้งแรก โดยเป็นแรงงาน 3 คนซึ่งเดินทางกลับมาจากประเทศไทยเข้าสู่แขวงจำปาสัก

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมามีรายงานว่าลาวพบโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาพลัส จากแรงงาน 2 คนที่เดินทางกลับจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นประเทศใด

โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาอยู่ที่ 207 คนซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 184 คน ส่งผลให้ลาวมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 10,648 คนและเสียชีวิต 9 คน

AFP PHOTO / HOANG DINH NAM

ผบ.กองทัพอังกฤษชี้ตอลิบานอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660926

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 18:32 น.

ผบ.กองทัพอังกฤษชี้ตอลิบานอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นผบ.สส.อังกฤษบอกต้องให้เวลาตอลิบานพิสูจน์ตัวเอง เพราะหลังจากนี้อาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปจากเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

นิค คาร์เตอร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหราชอาณาจักรเผยว่า โลกควรให้เวลากับกลุ่มตอลิบานในการจัดตั้งรัฐบาลในอัฟกานิสถาน และอาจจะพบว่ากลุ่มก่อความไม่สงบที่ถูกตะวันตกมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายมาหลายทศวรรษมีเหตุมีผลมากขึ้น

“เราต้องอดทนและต้องให้เวลาพวกเขาจัดตั้งรัฐบาล และต้องให้เวลาพวกเขาพิสูจน์ตัวเอง” คาร์เตอร์เผยกับสำนักข่าว BBC “เป็นไปได้ว่ากลุ่มตอลิบานในตอนนี้แตกต่างจากกลุ่มตอลิบานที่ทุกคนรู้จักในช่วงทศวรรษ 1990 หากให้เวลาพวกเขา เราอาจได้พบว่ากลุ่มตอลิบานในตอนนี้มีเหตุมีผลมากขึ้น แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าพวกเขาไม่ใช่องค์กรที่มาจากที่เดียวกัน ตอลิบานคือกลุ่มที่มาจากหลายเผ่าทั่วชนบทอัฟกานิสถาน”

คาร์เตอร์เผยอีกว่า หากดูจากการที่กลุ่มตอลิบานปกครองกรุงคาบูลในช่วงนี้ มีสัญญาณบ่งบอกว่าพวกเขามีเหตุมีผลมากขึ้น

สหรัฐต่อเวลาบังคับสวมแมสก์บนขนส่งสาธารณะถึงปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660917

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

สหรัฐต่อเวลาบังคับสวมแมสก์บนขนส่งสาธารณะถึงปีหน้าสหรัฐขยายเวลาบังคับสวมแมสก์ในระบบขนส่งสาธารณะถึงต้นปีหน้าเป็นอย่างน้อย

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐแถลงถึงแผนการที่จะขยายเวลาข้อบังคับในการสวมหน้ากากอนามัยบนบริการขนส่งสาธารณะ อาทิ รถประจำทาง แท็กซี่ รถไฟ เรือ และเครื่องบิน ตลอดจนผู้ที่อยู่ในสถานีขนส่ง ให้มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 18 ม.ค. ปีหน้าเป็นอย่างน้อย

จากเดิมมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 13 ก.ย. ที่จะถึงนี้ แต่เนื่องจากทางการสหรัฐประเมิณสถานการณ์แล้วว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โฆษกสำนักงานความมั่นคงด้านการขนส่งสหรัฐ (TSA) ระบุว่ายืนยันว่าจะมีการขยายเวลาบังคับใช้มาตรการดังกล่าว โดยจุดประสงค์เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ปรับคำแนะนำเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยครั้งใหม่ โดยแนะนำให้ประชาชนทุกคนสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะที่เป็นสถานที่ปิดแม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ก็ตาม หลังจากที่ก่อนหน้านี้อนุญาตให้ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย

อย่างไรก็ตามยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัย

โดยเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมาสหรัฐพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 144,297 คนและผู้เสียชีวิต 993 คน ส่งผลให้ขณะนี้สหรัฐมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 37.1 ล้านคนและผู้เสียชีวิตประมาณ 6.23 แสนคน

Photo by Robyn Beck / AFP

ชี้อาเซียนต้องการความช่วยเหลือด้านวัคซีนด่วนเพื่อคุมโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660916

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

ชี้อาเซียนต้องการความช่วยเหลือด้านวัคซีนด่วนเพื่อคุมโควิด กาชาดสากลชี้ประเทศอาเซียนต้องการความช่วยเหลือด้านวัคซีนหลังเดลตาดันตัวเลขติดเชื้อ-ตายพุ่งไม่หยุด  

สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) เผยว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมในการจัดหาวัคซีนป้องกัน Covid-19 เนื่องจากภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา จนมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดในโลก  

อเล็กซานเดอร์ แมทเธโอ ประธาน IFRC แปซิฟิกเผยว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Covid-19 อันเนื่องจากสายพันธุ์เดลตาคร่าชีวิตของหลายครอบครัวทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดลง”

แถลงการณ์ของ IFRC ระบุอีกว่า ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ รวมทั้งเวียดนาม ไทย และอินโดนีเซียมีตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตทุบสถิติจนระบบสาธารณสุขใกล้ล่มสลาย ทั้งยังฉีดวัคซีนได้น้อย

หลายประเทศ เช่น แคนาดา สเปน และอังกฤษฉีดวัคซีนครบโดสครอบคลุมประชากรมากกว่า 60% แล้ว ส่วนสหรัฐฉีดมากกว่า 50% ในขณะที่ประเทศในอาเซียนยังตามหลังอยู่มาก โดยอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในอาเซียนฉีดวัคซีนครบโดสครอบคลุมประชากรเพียง 10-11% ส่วนเวียดนามฉีดได้เพียง 2%

“ในระยะสั้น เราต้องการให้ประเทศร่ำรวยแบ่งปันวัคซีนนับล้านโดสที่เหลือใช้กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเร่งด่วน” แมทเธโอเผย “บริษัทผลิตวัคซีนและรัฐบาลจำเป็นต้องแบ่งปันเทคโนโลยีและเพิ่มกำลังการผลิต”

แมทเธโอเผยอีกว่า “ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่กำลังจะถึงนี้เป็นช่วงที่สำคัญสำหรับการขยายการรักษา การตรวจหาเชื้อ และการฉีดวัคซีนในทุกซอกทุกมุมของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยต้องมีเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ได้ 70-80%”

คนมาเลย์เย้ยคนไทยกินทุเรียนไม่เป็น โวทุเรียนตัวเองดีที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660904

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

คนมาเลย์เย้ยคนไทยกินทุเรียนไม่เป็น โวทุเรียนตัวเองดีที่สุดในโลกชาวเน็ตมาเลย์เปิดศึกน้ำลายทุเรียนใครดีกว่ากัน เย้ยคนไทยกินทุเรียนดิบ เคลมว่ามูซังคิงของตัวเองดีที่สุด

สืบเนื่องจากสำนักข่าว Business Insider เผยแพร่คลิปเกี่ยวกับการปลูกทุเรียนของชาวสวนในจังหวัดนนทบุรี ที่บอกเล่าขั้นตอบการปลูกทุเรียนตั้งแต่แรกจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ค่อยๆ ตัดจากต้นทีละลูกๆ บวกกับการสัมภาษณ์คอทุเรียนที่บอกว่าชอบแบบกรอบนอกหวานใน

หลังจากนั้นมีชาวเน็ตมาเลเซียเข้ามากระหน่ำคอมเม้นต์โจมตีทำนองว่าคนไทยกินทุเรียนไม่เป็น เพราะกินแบบดิบๆ และยังคุยโวว่าทุเรียนของตัวเองคือทุเรียนที่ดีที่สุดในโลก

เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ค Kevin Yong บอกว่า “ทุเรียนไทยเก็บก่อนเวลาเพื่อส่งออก ดังนั้นทุเรียนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มรสในการชิมทุเรียนครั้งแรกในชีวิตจึงมาจากร้านค้าในเยาวราชหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลกซึ่งอาจจะเริ่มเน่าแล้ว และจะทำให้นักชิมทุเรียนเหล่านั้นไม่ประทับใจในการชิมทุเรียนครั้งแรก!! การชิมครั้งแรกของพวกคุณควรเป็นทุเรียนสดที่ขายในประเทศต้นกำเนิด หรือมีการแช่แข็งอย่างถูกวิธีและสุกก่อนที่จะส่งออก ถ้าคุณต้องการลิ้มลองรสชาติที่แท้จริง ลองมาทานทุเรียนมาเลเซียอย่างราชาแห่งราชามูซังคิงและหนามดำ! สุกบนต้นแล้วปล่อยให้หล่นลงมาเอง รสชาติที่ทุเรียนไทยสู้ไม่ได้…Business Insider ไม่ใช่บทความที่ดี…ลองมาชิมของมาเลเซียสิ”

Di Nom บอกว่า “แพงเกิ๊นแถมยังดิบอีก” และเจ้าของบัญชีนี้ยังตอบกลับคอมเม้นต์ของ ?? ว่า “นั่นแหละ ทุเรียนไทยถึงได้รสชาติเหมือนมันฝรั่ง เนื้อแน่นและไม่ค่อยมีรสชาติ เพราะถูกตัดลงมาก่อนที่มันจะสุกจริงๆ และไม่ยอมปล่อยให้มันหล่นลงมาเอง” และอีกคอมเม้นต์หนึ่ง Di Nom บอกว่า “ช่วงนั้น (ทุเรียนที่ตัดจากต้น) ทุเรียนยังไม่ทันเกิดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นมันจึงไม่ฉลาดที่จะเก็บมันเร็วขนาดนั้น มันไม่เหมือนกับมะม่วงที่คุณเก็บมันก่อนได้เล็กน้อย แล้วมันจะค่อยๆ สุกเองหลังจากนั้น”

Blackbaba Theseira บอกว่า “เดาว่าทุเรียนไทยไม่ได้รับความนิยมแล้ว เพราะทุเรียนมาเลเซียดีกว่า อร่อยกว่า…ดังนั้นไทยจึงต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดทุกทางเพื่อกู้ชื่อเสียง ถ้ามาเลเซียทำเหมือนไทยบ้าง ชาวสวนไทยคงต้องโค่นต้นทุเรียนทิ้งหมดแล้ว”

Luqman Hakim บอกว่า “ผมเชื่อว่าที่ชาวตะวันตกไม่ประทับใจในทุเรียนเพราะพวกเขาไม่ได้กินทุเรียนคุณภาพดีที่สุดอย่างมูซังคิง ทุเรียนนำเข้าส่วนใหญ่มาจากไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ผมหวังว่ามาเลเซียจะเริ่มแนะนำทุเรียนของพวกเขาให้เป็นที่รู้จัก แล้วความไม่ประทับใจจะเปลี่ยนเป็นความหลงใหล”

Mohd Fairuz Raof บอกว่า “ทำไมพวกเขาตัดทุเรียน? ทุเรียนจะหล่นลงมาจากต้นเมื่อมันสุกเต็มที่แล้ว” โดยมี John Gacal จากกรุงอัสตานาของคาซัคสถานเข้ามาตอบกลับว่า “นั่นมันทุเรียนที่สุกเกินไปแล้ว คุณต้องตัดทุเรียนตอนที่มันอยู่ในช่วงที่ดีที่สุด”

และ Ven Bato จากฟิลิปปินส์ตอบกลับ Mohd Fairuz Raof ว่า “ผมเข้าใจคุณ ที่ฟิลิปปินส์โดยเฉพาะในดาเวา ไม่มีคำว่าสุกเกินไปสำหรับทุเรียนที่หล่นลงมาจากต้นเอง นั่นคือทุเรียนที่สุกกำลังดี วิธีตัดทุเรียนในดาเวาคือ การรักษาคุณภาพ เพราะที่นี่ไม่มีไครซื้อทุเรียนที่หล่นเอง เพราะข้างในมันจะเสียหายและรสชาติขม ทุเรียนท้องถิ่นที่นี่จะไม่ปล่อยให้หล่นจากต้นเอง และมันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ดังนั้นสถานการณ์มันเลยต่างกัน”

Fadzli Masran บอกว่า “1.ใครมันโง่ตัดทุเรียนกันล่ะ มันหล่นจากต้นเองเมื่อมันสุกแล้ว 2.ใครเขาปอกทุเรียนกันแบบนั้น? กรุณมาที่มาเลเซีย…ให้พวกเราทำให้ดูว่าที่ถูกต้องทำยังไง…เรามีหลายพันธุ์ มูซังคิง ไอโอไอ (IOI) เตกา (Teka) หนามดำ (Black Thorn) ดี 2 (D2) ดี 24 (D24) แม้แต่พันธุ์กัมปัง (Kampung) ของเรายังอร่อยกว่าทุเรียนไทย ”

บางคนโจมตี Business Insider ว่าไม่ได้หาความรู้เกี่ยวกับทุเรียนมาก่อนเผยแพร่คลิปนี้ อาทิ Dedew MinDeng บอกว่า “คุณได้หาข้อมูลเกี่ยวกับทุเรียนก่อนที่จะเผยแพร่คลิปนี้สู่สาธารณมั้ย? ก่อนอื่นต้องหาข้อมูลก่อนนะ แต่ไม่เป็นไร เรารู้ดีว่าทุเรียนของเราดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องโปรโมท เรากลัวว่าราคาจะสูงขึ้นไปอีก เพราะตอนนี้ก็แพงอยู่แล้ว ดูในคลิปสิ ทุเรียนมันยังไม่สุก ทุเรียนจะหล่นจากต้นเองเมื่อมันสุก ทุเรียนที่ดีที่สุดอยู่ที่มาเลเซีย! มูซังคิง! มาเลเซียคือประเทศที่ดีที่สุดถ้าคุณต้องการศึกษาเกี่ยวกับทุเรียน เราไม่กินทุเรียนไทย เรามีทุเรียนของเราเอง”

เช่นเดียวกับ Master Ho ที่บอกว่า “คนพวกนั้นไม่รู้แม้กระทั่งการปอกทุเรียน แล้วยังบอกข้อมูลผิดๆ อีก ใครที่ทำคลิปนี้ออกมาโง่มาก ไม่รู้อะไรเลย ทำไม่ถูก และยัง 123?6X?!F !!!!”

บางส่วนคอมเม้นต์แบบอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ แต่ก็ไม่วายตบท้ายว่าทุเรียนของตัวเองอร่อย เช่น Mohammad Farhan Sukarjo บอกว่า “สำหรับคนที่ไม่รู้นะ คนไทยกินทุเรียนกันแบบนี้ พวกเขาชอบความกรอบของทุเรียน และรสชาติอ่อนๆ เนื้อเหมือนครีมเล็กน้อย รสเหมือนนม พวกเขาบอกว่าทุเรียนสุกไม่ค่อยมีเท็กซ์เจอร์และมีกลิ่นแรง นอกจากนี้ทุเรียนส่วนใหญ่ของไทยจะส่งออกและไม่ได้ขายในตลาดในประเทศ ตัดทุเรียนตั้งแต่ยังไม่สุกมากจะทำให้อยู่ได้นานขึ้น สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย พวกเขาชอบกินผลไม้สุกๆ มันให้รสชาติครีมๆ นุ่ม หวาน พอเข้าปากจะมีกลิ่นกาแฟนิดๆ คาราเมลหน่อยๆ และมีแอลกอฮอล์มากขึ้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แต่ไม่อยู่นานมาก และเน่าเสียง่าย แล้วผมชอบอันไหน ผมขอบอันหลัง แต่ไม่ว่าจะยังไงทุเรียนคือราชาแห่งผลไม้”

Saya Shafiq บอกว่า “อ่านคอมเม้นต์ของคนมาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียแล้วก็ขำดีนะ…ทุกคนต่างก็บอกว่าทุเรียนของตัวเองดีที่สุด ส่วนตัวเราคิดว่าทุกคอมเม้นต์มีเหตุผลหมด เพราะความแตกต่างของวัฒนธรรมทำให้ความชอบไม่เหมือนกัน…ที่อยากจะบอกคือต้อง ‘เคารพ’ความชอบของคนอื่น…ไม่จำเป็นต้องเถียงกันว่าทุเรียนที่ไหนดีที่สุด…มันโอเคที่คุณภูมิใจในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง…เราก็ภูมิใจในมูซังคิงและพันธุ์อื่นๆ (หมายถึงของมาเลเซียนะ)…สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่มาเลเซีย ลองมาชิมทุเรียนที่ดีที่สุดของเราสักครั้งแล้วลองเปรียบเทียบกับของที่อื่น (โดยเฉพาะของไทย)…เราว่าคุณจะแปลกใจที่คนมาเลย์ชอบทุเรียนและแปลกใจวิธีการดูแลทุเรียนของเรา”

บางคนก็คอมเม้นต์เอาฮา เช่น YW Wong บอกว่า “พี่น้องชาวมาเลย์ อย่าโปรโมททุเรียนของเราจะดีที่สุด พอมันดังราคาก็จะพุ่งขึ้น ปล่อยให้พวกเขากินทุเรียนไทยไปเถอะ ถ้าคุณเข้าใจที่เราต้องการจะบอกอ่ะนะ”

ขณะเดียวกันก็มีเพื่อร่วมชาติเข้ามาเตือนสติ อาทิ YK Loo บอกว่า “เฮ้ เพื่อนๆ เผื่อคุณไม่รู้ นั่นคือวิธีการกินทุเรียนของคนไทย ช่างเขาเถอะ ตอนนี้พวกเขาเริ่มฉลาดแล้ว เขานำเข้ามูซังคิงของเราไปปลูกแล้วส่งออก คุณคิดว่าทุเรียนของเราดีที่สุด ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่การทำการตลาดและกลยุทธ์ของพวกเขาดีกว่าเรามาก ตอนนี้พวกเขามีทุเรียนที่แพงที่สุด (กลยุทธ์การตลาด) ทุเรียนที่รสชาติดีที่สุด (ตอนนี้พวกเขามีพันธุ์ทุเรียนของเรา) มีการจัดการที่ดินที่ดี มีความสามารถในการส่งออก มีฐานลูกค้าต่างชาติที่ดี ถ้าพวกเราภูมิใจในผลผลิตของพวกเรา เราต้องทำให้มันดีขึ้นและปกป้องทรัพย์สินของพวกเราม่ใช่ทิ้งขว้าง ”

Budi Ismail บอกว่า “เคารพความชอบและต่อมรับรสของคนอื่นด้วย เราคนมาเลเซียชอบทุเรียนเนื้อครีมๆ นุ่มๆ เหลืองๆ และกลิ่นแรง เดาว่าทุเรียนพันธุ์นี้กลิ่นไม่แรงมาก รสชาติกำลังดี เป็นที่ยอมรับของชาวตะวันตก”

Jo Nathan บอกว่า “เห็นหลายคนเคลมว่าทุเรียนของตัวเองดีที่สุด ซึ่งผมว่ามันน่ารำคาญและดูเฉยชาไปหน่อย คุณเคยชิมทุเรียนของพวกเขาก่อนจะเขียนคอมเม้นต์หรือเปล่า??? ถ้าทุเรียนของคุณดีที่สุด งั้นมันก็คงดังไปแล้ว…ถ้าไม่ดังก็ทำให้มันดังสิ! หยุดพูดว่าทุเรียนของคนอื่นไม่ดีซะที! ผมชอบทุเรียนมาก โดยเฉพาะทุเรียนฟรี”

ในจำนวนคอมเม้นเกือบพันคอมเม้นต์ก็มีคนไทยเข้าไปอธิบายด้วย เช่น Mark Phaitun Bupphada บอกว่า “คนมาเลย์หลายคนในที่นี้บอกว่าทุเรียนของตัวเองดีที่สุด แต่ไม่มีใครเข้าใจอะไรเลย ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่านี่คือวิธีการกินทุเรียนของคนไทย พวกเขาไม่ชอทุเรียนบเนื้อครีมๆ สุกเกินไป และกลิ่นแรง ถ้าคุณเชื่อว่าคุณมีทุเรียนที่ดีที่สุดก็โชว์ให้ชาวโลกเห็นสิ”

ทว่าหลังจากนั้น Abdul Manan Abdul Kadir เข้ามาตอบกลับว่า “โถถถ แม้แต่ปอกทุเรียนยังปอกผิดเลย”

ปัญหาทุเรียนของใครดีที่สุดยังเป็นประเด็นพูดคุยกันในเว็บไซต์ Quora มีการตั้งคำถามว่า ทุเรียนที่ไหนดีที่สุดระหว่างไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

Chris Schlipalius ชาวออสเตรเลียตอบว่า “ผมเคยชิมทุเรียนหลายพันธุ์จากทั้งสามประเทศ ผมขอบอกว่าทุเรียนมาเลเซียดีที่สุด ทุเรียนไทยที่ผมชิมไม่ค่อยมีรสชาติ และมักจะถูกแช่แข็งและส่งมาทางเรือซึ่งทำให้รสชาติมัน…ทุเรียนอินโดนีเซียนอกเกาะสุมาตราก็ไม่ค่อยอร่อย มาเลเซียคือแหล่งกำเนิดทุเรียนหลายพันธุ์ และหลังจากทำมาหลายปี พวกเขาก็เรียนรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ที่ดีที่สุด ผมคงต้องชิมทุเรียนของไทยให้มากกว่านี้เพื่อให้ยุติธรรม ผมชิมทุเรียนไทยแค่ 6-7 พันธุ์ เทียบกับของมาเลเซียที่ชิม 9-10 พันธุ์”

AFP PHOTO / Romeo GACAD

กรณีศึกษาแรงแค้นจีน แคนเซิลดาราไม่รักชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660895

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 14:23 น.

กรณีศึกษาแรงแค้นจีน แคนเซิลดาราไม่รักชาติเมื่อวงการบันเทิงจีนขับเคลื่อนด้วยแนวคิดชาตินิยม

สืบเนื่องจากกรณีที่สมาคมศิลปะการแสดงของจีน (China’s Association of Performing Arts) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรมประกาศคว่ำบาตร จางเจ๋อฮั่น (Zhang Zhehan) นักแสดงชาวจีน หลังจากที่ภาพถ่ายของเขากับที่ศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni) ของญี่ปุ่นถูกเผยแพร่ว่อนโซเชียลมีเดียซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ประเทศจีนเป็นอย่างมาก

เนื่องจากศาลเจ้ายาสุกุนิซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1869 เป็นที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามโบชิง และภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกใช้เป็นที่สถิตของเหล่าดวงวิญญาณทหารที่สละชีพในสงครามด้วย ขณะที่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความโหดร้ายของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสายตาชาวเอเชียตะวันออกอย่างจีนและเกาหลีใต้

“พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของจางเจ๋อฮั่นทำร้ายความรู้สึกของชาวจีน และเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อบรรดาเยาวชนกลุ่มผู้ติดตาม ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้สมาชิกยุติการจ้างงานใดๆ กับจางเจ๋อฮั่น” ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์จากสมาคมศิลปะการแสดงของจีนเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา

สมาคมฯ ยังระบุอีกว่าการสร้างมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติถือเป็นเรื่องพื้นฐาน ดังนั้น จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ พร้อมเตือนให้บรรดาศิลปินดาราเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติอย่างจริงจัง

แม้ว่าจางเจ๋อฮั่นจะออกมาขอโทษโดยระบุว่าภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตนในอดีต ซึ่งภาพดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018

แต่ก็ไม่เป็นผลโดยกว่า 25 บริษัทในจีนรวมถึง Coca-Cola ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากสหรัฐ, Lanvin แบรนด์แฟชั่นฝรั่งเศส และ Pandora บริษัทอัญมณีสัญชาติเดนมาร์กตัดสินใจยกเลิกสัญญาเรียบร้อยแล้ว

ตลอดจนหลายรายการโทรทัศน์และละครหลายรายการประกาศไม่ร่วมงานกับจางเจ๋อฮั่น ขณะที่แพลตฟอร์มสตรีมมิง NetEase Cloud Music และ QQMusic ประกาศว่าได้ลบเพลงของจางเจ๋อฮั่นออกไปแล้ว

รวมถึงบัญชีบนโซเชียลมีเดียของเขาและแฟนคลับก็ถูกลบไปเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ประชาชนและสื่อจีนมองว่าเขาควรได้รับบทเรียนจากการท้าทายศักดิ์ศรีของชาติ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่รักชาติ

ทั้งนี้ ดราม่าดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อมีชาวเน็ตขุดเจอภาพที่จางเจ๋อฮั่นไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่จัดขึ้นเมื่อปี 2019 ที่ศาลเจ้าโนกิ (Nogi) ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นสถานที่สถิตของเหล่าดวงวิญญาณทหารที่ร่วมรบกับจีน

นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายร่วมเฟรมกับเดวี ซูการ์โน (Dewi Sukarno) ภริยาชาวญี่ปุ่นของประธานาธิบดีคนแรกแห่งอินโดนีเซียซึ่งเคยมีประเด็นกับจีนหลังจากที่เธอสนับสนุนหนังสือ Nanjing Massacre ซึ่งมีเนื้อหาปฏิเสธการสังหารหมู่ที่หนานจิงโดยญี่ปุ่น และปกป้องโรงแรมที่ถูกคว่ำบาตรเพราะวางหนังสือดังกล่าว

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมาสมาคมศิลปะการแสดงของจีนประกาศแนวทางปฏิบัติของดารานักแสดงชาวจีนว่าจะต้องไม่ละเมิดศีลธรรม จริยธรรม กฎเกณฑ์ทางสังคม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามอันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อสังคม

ตลอดจนนักแสดงจะต้องไม่ยุยงปลุกปั่นหรือปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังและการแบ่งแยกเชื้อชาติ ห้ามสนับสนุนความเชื่องมงายและลัทธิใดๆ รวมไปถึงห้ามสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย อาทิ การพนัน ยาเสพติด ความรุนแรง และภาพโป๊เปลือย

แนวทางดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. เป็นต้นไป ซึ่งหากผู้ใดละเมิดจะถูกคว่ำบาตรจากวงการ และจะสามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้งต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วเท่านั้น

ภาพโดย Shazzhy/Wikipedia และ Aco/Wikipedia

นิวซีแลนด์เตือนเดลตาจะระบาดมากขึ้น สั่งล็อกดาวน์ประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660875

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

นิวซีแลนด์เตือนเดลตาจะระบาดมากขึ้น สั่งล็อกดาวน์ประเทศนิวซีแลนด์เตือนโควิดกำลังกลับมาหลังพบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มรวม 7 ราย

วันนี้ (18 ส.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่านายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังพบการแพร่ระบาดภายในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี

โดยนิวซีแลนด์พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จากภายในประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้ (17 ส.ค.) ก่อนที่จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 7 รายอย่างรวดเร็ว หลังจากที่หลังจากที่ไม่พบผู้ติดเชื้อจากภายในประเทศมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.

ส่งผลให้รัฐบาลออกคำสั่งล็อกดาวน์ทั่วประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน เป็นเวลา 3 วัน ขณะที่โอ๊คแลนด์และโคโรมันเดลจะถูกล็อกดาวน์เป็นเวลา 1 สัปดาห์

อาร์เดิร์นเสริมว่าขณะนี้นิวซีแลนด์กำลังเผชิญกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดในออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตามแม้จะมีมาตรการที่เข้มงวดแต่มีการคาดการณ์ว่าจะพบผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์ใหม่ถึง 120 ราย แต่ผู้นำนิวซีแลนด์มั่นใจว่าแม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่กลยุทธ์กำจัดไวรัสของรัฐบาลจะสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดได้ โดยเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ

ทั้งนี้ ในบรรดาผู้ติดเชื้อรายใหม่มี 1 รายเป็นพยาบาลและอีก 1 รายเป็นครูโรงเรียนมัธยม ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการแพร่ระบาด

นิวซีแลนด์ได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่าเป็นประเทศที่สามารถควบคุมและรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้มีผู้ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพียง 26 คนจากประชากรทั้งหมด 5 ล้านคน

ขณะที่ประชากรประมาณ 20% ของประเทศได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้ว

AFP PHOTO / Marty MELVILLE