หัวหน้าทีมทดลอง Sinovac ชิลีแนะฉีดเข็ม 3 สู้เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658228

วันที่ 17 ก.ค. 2564 เวลา 10:15 น.

หัวหน้าทีมทดลอง Sinovac ชิลีแนะฉีดเข็ม 3 สู้เดลตาการทดลองในชิลีพบแอนติบอดีจากวัคซีน Sinovac ลดลงหลังฉีด แนะฉีดเข็ม 3 เพื่อสู้สายพันธุ์เดลตา

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า หัวหน้าทีมวิจัยวัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Sinovac ในการทดลองขั้นสุดท้ายในชิลีแนะนำให้ฉีดเข็มที่ 3 เพิ่มเพื่อป้องกันสายพันธุ์ที่ร้ายแรงอย่างเดลตา

อเล็กซิส คาเลอร์กิส ผู้อำนวยการสถาบันสถาบันภูมิคุ้มกันวิทยาและภูมิคุ้มกันบำบัดของชิลีเผยว่า การศึกษาแยกต่างหากในหลอดทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อระบุประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ในการต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตาพบว่า แอนติบอดีที่ยับยั้งไวรัสลดลงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่ถูกร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในจีน

ขณะที่ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์จีนเคยบอกว่าแอนติบอดีดังกล่าวลดลงเพียง 3 เท่า

นอกจากนี้ การทดลองทางคลินิกในอาสาสมัคร 2,000 คนยังพบว่า 3% ติด Covid-19 หลังจากฉีดวัคซีน Sinovac เข็มที่ 2 เพียง 6 เดือน

และยังพบว่าปริมาณแอนติบอดีที่ร่างกายใช้ป้องกัน Covid-19 ลดลงหลังจากผ่านไป 6 เดือน คาเลอร์กิสจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีน Sinovac เข็มที่ 3 กระตุ้นเพิ่มเติม เพื่อให้สู้กับสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่างเดลตาได้ดีขึ้น

“การลดลงตามธรรมชาติของแอนติบอดีหลังฉีดวัคซีนย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการฉีดเข็มกระตุ้นเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน” คาเลอร์กิสกล่าว

ทั้งนี้ หลายประเทศตั้งแต่จีน อินโดนีเซีย บราซิลพึ่งพาวัคซีน Sinovac ของจีนเป็นหลัก แต่ก็มีคำถามตามมาว่าวัคซีนนี้ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่

ก่อนหน้านี้ หลิวเพ่ยเฉิง โฆษกของ Sinovac เผยกับ Reuters ว่า วัคซีนเข็มที่ 3 จะกระตุ้นแอนติบอดีที่แข็งแรงและคงอยู่ยาวนานเพื่อสู้กับสายพันธุ์เดลตา ทว่าไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม

เปิดลิสต์วัคซีนแห่งความหวังจาก protein subunit ใครกำลังพัฒนาอยู่บ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658207

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 20:20 น.

WHO เผยวัคซีนชนิด protein subunit ทั่วโลกมีสัดส่วน 32% ของวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ยังรุนแรง บวกกับความกังวลในการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์ โลกก็กลับมามีความหวังครั้งใหม่และกำลังตั้งตารอคอยวัคซีนชนิดใหม่ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี protein subunit

แต่ก่อนที่จะไปดูว่าทำไมวัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้ถึงเป็นความหวังใหม่ของโลก เรามาดูกันก่อนว่าวัคซีนนี้มีขั้นตอนการผลิตอย่างไร

วัคซีนชนิด protein subunit หรือบางครั้งเรียกว่า acellular vaccines เป็นวัคซีนที่ผลิตมาจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อโคโรนาไวรัส SAR-CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรค Covid-19 ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ที่นำมาเพาะเลี้ยงเพื่อสร้างโปรตีนหนาม (spike protein) แล้วทำให้มีความบริสุทธิ์ด้วยกระบวนการทางเคมีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีแบคทีเรียหรือสสารอื่นหลงเหลืออยู่ จากนั้นนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิก่อนฉีดเข้าสู่ร่างกาย

ต่างจากวัคซีนชนิดอื่นอย่างไร

messenger RNA (mRNA) vaccine เป็นการเอาชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของเชื้อโคโรนาไวรัส (mRNA) ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีนส่วนที่เป็นปุ่มหนามของเชื้อไวรัสมาสังเคราะห์เป็นรหัสคำสั่งที่เรียกว่า S-spike mRNA

เมื่อฉีดวัคซีนชนิด mRNA เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เซลล์ในร่างกายผลิตโปรตีนส่วนที่เป็นปุ่มหนามของไวรัสขึ้น และโปรตีนที่ผลิตในส่วนนี้เองจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Antigen) ให้ร่างกายรู้จักกับเชื้อโคโรนาไวรัส และสร้างภูมิคุ้มกัน (Antibody) ป้องกัน Covid-19 และในกระบวนการนี้ mRNA ที่ฉีดเข้าไปจะถูกเซลล์ทำลายด้วยจึงไม่สะสมหรือฝังตัวอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ในร่างกาย

Inactivated Virus Vaccine หรือวัคซีนเชื้อตาย ผลิตโดยการเลี้ยงไวรัสชนิดนี้ให้ได้ปริมาณมากแล้วมาทำให้ตายด้วยสารเคมีหรือความร้อน การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทุกส่วน เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค เพราะเชื้อตายแล้ว

Viral Vector Vaccine เป็นการตัดต่อทางพันธุกรรมโดยการใช้สารพันธุกรรมของ SAR-CoV-2 ใส่เข้าไปในตัวไวรัสชนิดอื่นที่ไม่ก่อโรค (เรียกไวรัสนี้ว่า Viral Vector) เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปในร่างกายแล้ว Viral Vector จะพาเอาสารพันธุกรรมนั้นเข้าไปในเซลล์ของเรา ทำให้เกิดการสร้างโปรตีนที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส SAR-CoV-2 ขึ้นมา จากนั้นร่างกายจะรับรู้ว่าโปรตีนที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมและจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมา

สรุปง่ายๆ คือ วัคซีนชนิด mRNA ประกอบด้วยคำสั่งทางพันธุกรรมเพื่อให้เซลล์ในร่างกายผลิตแอนติเจนด้วยตัวเอง แต่วัคซีนชนิด ptotein subunit มีแอนติเจนอยู่แล้วจากการเพาะเลี้ยงในห้องทดลอง ดังนั้นร่างกายจึงไม่ต้องสร้างแอนติเจนหรือหนามโปรตีนที่จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีอีก

จุดเด่นจุดด้อยของเทคโนโลยี protein subunit

เทคโนโลยีนี้ใช้อย่างแพร่หลายมานานแล้วในวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ไอกรน และวัคซีนเอชพีวีป้องกันมะเร็งปากมดลูก บวกกับการใช้ส่วนหนึ่งของเชื้อไวรัสที่ไม่เป็นอันตรายมาผลิตจึงมีผลข้างเคียงน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิตู้เย็นปกติ

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ใช้เพียงส่วนหนึ่งของเชื้อโคโรนาไวรัสจึงอาจสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่นาน จึงต้องมีการเติมสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และอาจต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพิ่มเติม

บริษัทยาหลายแห่งกำลังพัฒนาวัคซีนนี้

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) วัคซีนชนิด protein subunit ทั่วโลกมีสัดส่วน 32% ของวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก

การพัฒนาในจีน

วัคซีนชนิด protein subunit ตัวแรกของจีนคือ วัคซีน ZF2001 ที่บริษัท Anhui Zhifei Longcom Biopharmaceutical และสถาบันจุลชีววิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนร่วมกันพัฒนา ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินในประเทศจากทางการจีนเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา

การทดสอบทางคลินิกในระยะที่ 1 และ 2 แล้วเสร็จเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้ายในอุซเบกิสถาน ปากีสถาน เอกวาดอร์ และอินโดนีเซีย

ผลการทดลองทางคลินิกในระยะที่ 1 และ 2 ที่ทำในอาสาสมัครอายุระหว่าง 18-59 ปีที่ร่างกายแข็งแรงจำนวน 950 คน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Infectious Diseases พบว่า 97% ของอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีน 3 โดสโดสละ 25 ไมโครกรัม มีภูมิคุ้มกันต่อ Covid-19 และระดับภูมิคุ้มกันของกลุ่มนี้สูงกว่าของผู้ป่วยที่หายจาก Covid-19 แล้ว และไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง (serious adverse events)

หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ร่างกายของอาสาสมัคร 76% สร้างภูมิคุ้มกัน และหลังจากเข็มที่ 3 ร่างกายของอาสาสมัคร 97% สร้างภูมิคุ้มกัน โดยวัคซีนเข็มที่ 2 ฉีดหลังเข็มแรก 4-8 สัปดาห์ และเข็มที่ 3 หลังจากฉีดเข็มแรก 6 เดือน

ขณะที่งานวิจัยที่เผยแพร่ก่อนการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่อัพโหลดไว้ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ BioRXIV เมื่อวันที่ 2 ก.พ. เกาฝู ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนระบุว่า วัคซีน ZF2001 ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เบตาซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ แม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลง 1.6 เท่าซึ่งเป็นระดับที่ยอมรับได้

ส่วนวัคซีนตัวที่ 2 คือ วัคซีนของ China National Pharmaceutical Group หรือ Sinopharm ที่ได้รับการอนุมัติให้ทดลองทางคลินิกเมื่อต้นเดือน เม.ย.

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนชนิดเดียวกันนี้ที่กำลังพัฒนาอีกหลายตัว ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Clover BioPharmaceuticals ในเมืองเฉิงตู ที่เริ่มทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 เมื่อเดือน มี.ค. โดยผู้เข้าร่วมวัยผู้ใหญ่รวมทั้งผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี กว่า 22,000 คนจากละตินอเมริกา เอเชีย ยุโรป และแอฟริกาจะได้รับวัคซีน 2 เข็ม

ขณะที่วัคซีนที่มหาวิทยาลัยเสฉวนร่วมพัฒนากับโรงพยาบาลจีนตะวันตกอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ระยะที่ 2 แตกต่างจากวัคซีน protein subunit อื่นๆ เนื่องจากใช้เซลล์ของแมลงในการเพาะเลี้ยงโปรตีนหนามของ Covid-19

วัคซีนตัวเด็ดของสหรัฐ

หลายคนอาจคุ้นหูกับวัคซีน Novavax ของสหรัฐที่มีการพูดถึงกันอย่างหนาหู หลังจากผลการทดลองระยะที่ 3 ในสหรัฐและเม็กซิโกพบว่ามีประสิทธิภาพในการต้าน Covid-19 สูงถึง 90.4% สูงพอๆ กับวัคซีนชนิด mRNA จาก Pfizer และ Moderna

Novavax (NVX-CoV2373) เป็นวัคซีนป้องกัน Covid-19 ตัวที่ 4 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Novavax ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations: CEPI)

Novavax เริ่มทดลองระยะที่ 1 ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2020 ในสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะทดลองในระยะที่ 2 และ 3 ในต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และเม็กซิโก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. บริษัทเผยประสิทธิภาพโดยรวมของการทดลองระยะที่ 3 อยู่ที่ 90.4% จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป 29,960 คนใน 119 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 91% และมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรง 100%

ป้องกันไวรัสที่มีการกลายพันธุ์ได้ 93.2% โดยเป็นการวิเคราะห์รวมทุกสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VoC) และสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง (VoI) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในอังกฤษ และยังรวมถึงสายพันธุ์แกมมาที่พบครั้งแรกในบราซิล, สายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีน VAT00008 หรือชื่อเก่าคือ VAT00002 ซึ่งพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัท Sanofi ของฝรั่งเศส และ GlaxoSmithKline บริษัทยาสัญชาติอังกฤษ-อเมริกัน ที่เริ่มทดสอบทางคลินิกระยะสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ในอาสาสมัครอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจำนวนกว่า 35,000 คนจากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในสหรัฐ เอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา

ผลการทดลองในระยะที่ 2 พบว่าอาสาสมัครในทุกกลุ่มอายุที่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้สูง โดยมีอัตราการสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ (seroconversion rates) อยู่ที่ 95-100%

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

จีนจ่อฉีด mRNA เป็นเข็ม 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีนจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658197

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 18:15 น.

จีนเตรียมใช้วัคซีน mRNA ตัวเดียวกับ Pfizer/BioNTech เป็นเข็มกระตุ้นให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตายของจีนครบโดส

Caixin สื่อท้องถิ่นจีนรายงานว่าจีนกำลังวางแผนที่จะใช้วัคซีนชนิด mRNA ซึ่งบริษัท Fosun Pharma ของจีนวางแผนร่วมผลิตวัคซีนกับบริษัท BioNTech ของเยอรมนีเพื่อใช้เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่ชาวจีนที่เคยรับวัคซีนครบโดสแล้วโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

แหล่งข่าวเผยว่าวัคซีนดังกล่าวจะมีชื่อทางการค้าว่า Comirnaty หรือชื่อทางการคือ BNT162b2 ซึ่งเหมือนกันกับวัคซีนที่ BioNTech ร่วมพัฒนากับ Pfizer ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก หรือที่มักเรียกกันว่าวัคซีน Pfizer/BioNTech

โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรออนุมัติจากองค์การเภสัชกรรมจีนซึ่ง Fosun คาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม และมีกำลังการผลิตราว 100 ถึง 200 โดสต่อเดือน

หากได้รับการอนุมัติวัคซีน BioNTech จะเป็นวัคซีนต่างประเทศตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติใช้ในประเทศจีน หลังจากที่ก่อนหน้านี้วัคซีนที่จีนอนุมัติล้วนเป็นวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัทในประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น CanSino, Sinopharm, Sinovac และ Zhifei

ทั้งนี้ วัคซีนที่ผลิตโดยบริษัท BioNTech มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 อยู่ที่ 95% ตามผลการทดลองวัคซีนระยะสุดท้าย และหลายการศึกษาชี้ว่าวัคซีนดังกล่าวสามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้รวมถึงสายพันธุ์เดลตาซึ่งทั่วโลกกำลังกังวล

ขณะที่ในการทดลองทางคลินิกและการใช้จริงพบว่าวัคซีนเชื้อตายที่ผลิตโดยประเทศจีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมอยู่ที่ 50% ถึงเกือบ 80% และไม่มีข้อมูลการป้องกันสายพันธุ์เดลตา

อย่างไรก็ตามบางส่วนมองว่าการที่จีนร่วมผลิตวัคซีนชนิด mRNA กับ BioNTech ในครั้งนี้เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนเชื้อตายที่ผลิตเอง หรือเป็นการแข่งขันกับบริษัท Pfizer และ Moderna

ขณะนี้ประเทศจีนฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรไปแล้วกว่า 1,400 ล้านโดสซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในโลก และตั้งเป้าว่าจะฉีดวัคซีนให้แก่ประชากร 70% ภายในสิ้นปีนี้ โดยส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเชื้อตายของ Sinovac และ Sinopharm

ด้านสถาบันสถาบันภูมิคุ้มกันวิทยาและภูมิคุ้มกันบำบัด (Millennium Institute for Immunology and Immunotherapy) ในชิลีซึ่งทำการทดลองวัคซีน Sinovac ร่วมกับอาสาสมัครจำนวน 2,000 คน พบว่าแอนติบอดีจากวัคซีนดังกล่าวลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน

นอกจากนี้เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนกับโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาพบว่าแอนติบอดีลดลง 4 เท่าเมื่อเทียบกับโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม ทีมวิจัยจึงได้แนะนำให้ฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์กลายพันธุ์อื่นๆ

Photo by STR / AFP

หุ้น Moderna ออลไทม์ไฮอีกครั้งหลังได้ร่วมดัชนี S&P 500 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658179

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 16:45 น.

บริษัท Moderna ได้เข้าร่วมคำนวณในดัชนี S&P 500 หลังมูลค่าตลาดแตะแสนล้านเหรียญเป็นครั้งแรก

บลูมเบิร์กรายงานว่า Moderna Inc. บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่โด่งดังจากการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 หุ้นพุ่ง 6% ปิดที่ 259.68 เหรียญสหรัฐ และแตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 261.22 เหรียญสหรัฐอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

หลังได้รับการเสนอชื่อให้เข้าร่วมคำนวณในดัชนี S&P 500 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แทนที่หุ้นของบริษัท Alexion Pharmaceutical ก่อนเริ่มการซื้อขายในวันที่ 21 ก.ค.

สาเหตุสำคัญที่ S&P Dow Jones นำหุ้นของ Moderna มาเข้าร่วมคำนวณในดัชนี S&P 500 นั้นมาจากการที่ราคาหุ้นของบริษัทที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหรือ 150% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19

ทั้งนี้ หุ้นของ Moderna ทำออลไทม์ไฮหลายครั้งในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อปลายเดือนที่แล้วหุ้นปรับตัวขึ้นถึง 5.17% ปิดที่ระดับ 234.46 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในขณะนั้น หลังจากที่บริษัทประกาศผลการทดลองชี้ว่าวัคซีนสามารถป้องกันโควิด-19 กลายพันธุ์ได้หลายสายพันธุ์

ก่อนที่จะขยับขึ้นมาเป็น 239.34 เหรียญสหรัฐเมื่อต้นสัปดาห์นี้ และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 246.66 เหรียญสหรัฐเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่สัปดาห์นี้มูลค่าตลาดของบริษัทแตะ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก

ด้าน Stéphane Bancel ซีอีโอของบริษัท Moderna มีมูลค่าทรัพย์สินพุ่งกระฉูด กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านเป็นครั้งแรกเมื่อวัคซีนของเขาประสบความสำเร็จ

Photo by Johan ORDONEZ / AFP

1 ใน 2 ของคนป่วยโควิดที่เข้าโรงพยาบาลมีภาวะแทรกซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658163

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

วิจัยพบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย Covid-19 ที่เข้าโรงพยาบาลมีอาการอื่นแทรกซ้อน

ผลการวิจัยจากอังกฤษซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet พบว่า 1 ใน 2 ของผู้ป่วย Covid-19 ที่มีอาการหนักจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมีอาการอื่นแทรกซ้อน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับไตและปอด รวมถึงอาการเกี่ยวกับระบบประสาทและระบบหัวใจและหลอดเลือด

แม้ว่าอาการแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นได้บ่อยในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่การวิจัยพบว่ากลุ่มคนที่อายุน้อยก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน โดย 27% ของผู้ป่วย Covid-19 อายุระหว่าง 19-29 ปีที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล มีภาวะระบบอวัยวะภายในบาดเจ็บหรือล้มเหลว ขณะที่ 37% ของผู้ป่วยอายุระหว่าง 30-39 ปี มีภาวะเดียวกันนี้

โดยอาการบาดเจ็บที่ไตเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเกือบ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด และอาการเกี่ยวกับตับและลำไส้พบได้บ่อยในผู้ป่วยอายุน้อยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล

การวิจัยนี้ทำในผู้ป่วย Covid-19 จำนวน 73,197 คนที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 300 แห่งทั่วอังกฤษระหว่างเดือน ม.ค.-ส.ค. 2020 ซึ่งหมายความว่า วิจัยนี้ยังไม่รวมถึงจากวัคซีนหรือยารักษาที่มีการพัฒนาขึ้น หรือเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่ระบาดไปทั่วโลก

แคลัม เซมเปิล ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพเด็กและเวชศาสตร์โรคระบาดจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลและหัวหน้าคณะนักวิจัยเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งอาการแทรกซ้อนคือ ต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่แรก “วิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันคือการฉีดวัคซีน”

เซมเปิลยังเผยอีกว่า ผลของการวิจัยนี้ตรงข้ามกับความเข้าใจขณะนี้ที่ว่า Covid-19 เป็นอันตรายเฉพาะกับผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วเท่านั้น 

การวิจัยยังพบอีกว่า ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดขึ้นบ่อยกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และในคนผิวดำมากกว่าคนผิวขาว อีกทั้ง 27% ของผู้ป่วยยังช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงหลังจากออกจากโรงพยาบาล โดยไม่เกี่ยวกับอายุ เพศ หรือเชื้อชาติ

ทั้งนี้ ภาวะแทรกซ้อนที่พบในงานวิจัยชิ้นนี้แยกต่างหากจาก long Covid หรือภาวะเรื้อรังต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 ที่เกิดหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนหลังจากติดเชื้อ

ทีมวิจัยเรียกร้องให้เฝ้าดูผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวในผู้ป่วย Covid-19 และแนะนำให้รัฐบาลเตรียมจัดหาผู้เชี่ยวชาญไว้สำหรับ ติดตามอาการของผู้ที่หายป่วยจาก Covid-19

สื่อนอกตีข่าวสถานทูตในไทยเล่นมุก mRNA แต่ชาวออสเตรเลียไม่ขำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658162

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ขณะที่สถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยร่วมเล่นมุก mRNA แต่ชาวออสเตรเลียไม่ตลกด้วย

สืบเนื่องจากมุกอักษรย่อ mRNA ที่คนไทยเล่นกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยก็ได้ออกมาโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กในประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ค. เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยโพสต์ข้อความระบุว่า “แต่ละคนอาจจะเข้าใจคำย่อต่างกันไป นี่คือสิ่งที่เพจเราเข้าใจว่า mRNA ย่อมาจากอะไร และนั่นคืออาหารและขนมอันเป็นที่รักของคน #ออสเตรเลีย โดย

M ย่อมาจาก Meat Pie พายเนื้อแบบออสเตรเลีย

R ย่อมากจาก Rocky Road ขนมช็อกโกแลตแท่งแบบไม่อบผสมมาร์ชเมลโลว์

N ย่อมาจาก Neenish Tart ทาร์ตใส่ครีมรสเปรี้ยวอมหวานเคลือบน้ำตาลที่ด้านบน

A ย่อมาจาก Avocado Toast ขนมปังปิ้งทาด้านบนด้วยอะโวคาโดสับ” ท่ามกลางความคิดเห็นนับร้อยรายการที่แตกต่างกันออกไป

แต่เมื่อวันที่ 16 ก.ค. เว็บไซต์ข่างต่างประเทศ Daily Mail รายงานถึงประเด็นดังกล่าวโดยระบุว่าโพสต์นี้ส่งผลให้ชาวออสเตรเลียจำนวนมากไม่พอใจ

หนึ่งในนั้นคือ Sam Needham ชาวออสเตรเลียจากนครแอดิเลดซึ่งขณะนี้ประกอบอาชีพครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศไทยกล่าวกับสำนักข่าว AAP ว่าตนมองว่าโพสต์ดังกล่าวสร้างความผิดหวังและไม่นึกถึงผู้อื่น

“มันน่าโมโหเพราะเรากำลังอยู่ในภาวะโรคระบาดใหญ่ทั่วโลกซึ่งมีความตึงเครียดอยู่แล้ว ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 มากกว่า 9,000 รายต่อวัน แต่ในฐานะชาวออสเตรเลียเราไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ หรือกระทั่งสอบถามเรื่องวัคซีนต่อสถานทูต”

Needham เผยพร้อมระบุว่าเขายังโชคดีที่ได้ฉีดวัคซีนผ่านโรเรียนเอกชนที่เขาทำงานอยู่

เช่นเดียวกับ Steve Pettman อดีตแพทย์จากรัฐเซาท์ออสเตรเลียซึ่งขณะนี้อาศัยอยู่ในภูเก็ตกล่าวว่า ชาวออสเตรเลียต้องหาวัคซีนด้วยตนเองโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตออสเตรเลีย และเขาเชื่อว่าชาวออสเตรเลียคนอื่นๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นและไร้สาระ

Pettman เผยว่าเขาได้รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในภูเก็ตของรัฐบาลไทย แต่ชาวออสเตรเลียที่อาศัยอยู่ที่อื่นนั้นไม่เหมือนกัน โดยเพื่อนชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่ที่เขารู้จักกำลังดิ้นรนเพื่อลงทะเบียนฉีดวัคซีนด้วยตนเอง

ขณะที่ Allan McKinnon เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยอธิบายว่าโพสต์ดังกล่าวทำขึ้นเพื่อความบันเทิง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นโซเชียลมีเดียของไทยกำลังเล่นมุกอักษรย่อ mRNA

พร้อมยอมรับว่าชาวออสเตรเลียบางส่วนอาจมองว่าสถานทูตกำลังเล่นสนุกในสถานการณ์การการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามทางสถานทูตไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังพยายามเร่งดำเนินการเพื่อให้ชาวออสเตรเลียได้รับวัคซีน

ผู้สร้าง Dogecoin ลั่นคริปโตเป็นเรื่องหลอกลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658155

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

Jackson Palmer เผยสาเหตุที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับวงการคริปโตอีกต่อไป

Jackson Palmer ผู้สร้างเหรียญดิจิทัล Dogecoin ปรากฏตัวบน Twitter อีกครั้งหลังจากที่ตั้งค่าเป็นบัญชีส่วนตัวตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 และไม่ค่อยออกมาเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียเลยแม้กระทั่งตอนที่เหรียญ Dogecoin ของเขาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นปีนี้

แต่การปรากฎตัวครั้งนี้ของเขาเพื่อออกมาพูดถึงแวดวงคริปโตและเตือนว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง และเป็นระบบทุนนิยมที่คนรวยกำลังควบคุมทุกอย่างแม้กระทั่งสกุลเงินดิจิทัล

“ผมมักถูกถามว่าจะกลับสู่วงการคริปโตหรือไม่ คำตอบของผมคือ “ไม่” และเพื่อที่จะไม่ต้องออกมาพูดซ้ำอีกผมจะอธิบายตรงนี้ว่าทำไม”

Palmer กล่าวพร้อมอธิบายว่าหลังจากที่ได้ศึกษาคริปโตมาหลายปี เขาเชื่อว่ามันเป็นเทคโนโลยีทุนนิยมแบบฝ่ายขวาอย่างสุดโต่ง ซึ่งทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นไปอีกเพราะสามารถหลบเลี่ยงภาษี และแทบจะไม่ถูกตรวจสอบ รวมถึงความขาดแคลนของอุปทานที่ผู้สร้างตั้งใจทำขึ้นมาเอง

แม้จะอ้างว่าเป็นการกระจายอำนาจ แต่อุตสาหกรรมคริปโตถูกควบคุมโดยกลุ่มคนรวยเพียงไม่กี่คน ท้ายที่สุดก็จะนำเอาสถาบันทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ตลอดจนมีการซื้อสื่อและอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างค่านิยม “รวยทางลัด” หลอกเอาเงินจากผู้คนที่ต้องการเงินหรือคนที่ไม่รู้อะไรเลย

มันเปรียบเสมือนการนำเอาส่วนที่เลวร้ายที่สุดของระบบทุนนิยมในปัจจุบัน (เช่น การทุจริต การฉ้อโกง ความไม่เท่าเทียม) และใช้ซอฟต์แวร์เพื่อจำกัดการแทรกแซง การตรวจสอบ ระเบียบข้อบังคับ และภาษี

แม้การแสวงหาประโยชน์ทางการเงินจะมีมาก่อนที่จะเกิดสกุลเงินดิจิทัล แต่สกุลเงินดิจิทัลเป็นอีกเครื่องมือที่เพิ่มช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์ของพวกคนรวย และไม่มีการป้องกันอะไรเลยสำหรับคนทั่วไป

“ลืมรหัสผ่านบัญชี? นั่นเป็นความผิดของคุณ

ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง? นั่นเป็นความผิดของคุณ

มหาเศรษฐีควบคุมตลาด? พวกเขาเป็นอัจฉริยะ”

Palmer ยังกล่าวต่อว่าในทุกวันนี้การวิพากษ์วิจารณ์สกุลเงินดิจิทัลก็จะถูกโจมตีโดยผู้มีอำนาจและบรรดานักลงทุนรายย่อยที่โดนขายฝันว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้เป็นมหาเศรษฐี นั่นทำให้เขาไม่อยากจะออกมาพูดอะไรเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลอีกต่อไป เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเชื่อของเขา

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

วัคซีน BioNTech สร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่า Sinovac 10 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658151

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 12:06 น.

วิจัยชี้วัคซีนชนิด mRNA สร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่าวัคซีนชนิดเชื้อตายอย่างเห็นได้ชัด

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ผลการวิจัยจากฮ่องกงพบว่า ปริมาณแอนติบอดีที่เกิดจากวัคซีนชนิด mRNA และวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ช่วยป้องกัน Covid-19 มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน เป็นการค้นพบล่าสุดว่าอะไรที่ส่งผลต่อผลลัพธ์หลากหลายที่เกิดขึ้นหลังการระดมฉีดวัคซีนโดยใช้วัคซีนต่างชนิดกัน

งานวิจัยซึ่งตพิมพ์ในวารสาร Lancet เมื่อวันพฤหัสบดี (15 ก.ค.) พบว่า ระดับแอนติบอดีของบุคลากรสาธารณสุขในฮ่องกงที่ฉีดวัคซีนชนิด mRNA ของ BioNTech ครบทั้งสองโดสแล้วสูงกว่าถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับของบุคลกรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายของ Sinovac

งานวิจัยระบุว่า แม้ว่าในการตรวจวัดความสามารถในการสร้างภูมิตุ้มกันและประสิทธิภาพของวัคซีนของวัคซีนแต่ะชนิดจะไม่ได้รวมถึงแอนติบอดีที่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคในภาพรวมด้วย แต่ความแตกต่างของปริมาณภูมิคุ้มกันที่พบในการศึกษาครั้งนี้สามารถบ่งบอกได้ถึงความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดของประสิทธิภาพของวัคซีน

ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันความยอดเยี่ยมของวัคซีนในการปกป้องเชื้อโคโรนาไวรัสทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่างเต็มที่และครอบคลุม เมื่อเทียบกับวัคซีนชนิดเชื้อตาย

หลายประเทศตั้งแต่อิสราเอลไปจนถึงสหรัฐที่ใช้วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech และ Moderna เป็นวัคซีนหลัก มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงชัดเจน ขณะที่ประเทศที่ใช้วัคซีนชนิดเชื้อตายจากจีนอย่าง Sinovac และ Sinopharm ตัวเลขยังลดลงไม่มาก

อย่างไรก็ดี วัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการหนักและการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

ประสิทธิภาพที่ลดลงของวัคซีนชนิดเชื้อตายส่งผลให้หลายประเทศ อาทิ ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เสนอให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้วฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

ลอสแอนเจลิสบังคับสวมแมสก์อีกครั้งหลังเดลตาเล่นงานหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658139

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

ลอสแอนเจลิสและอีกหลายเมืองในสหรัฐกลับมาบังคับสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้งหลังผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นเพราะสายพันธุ์เดลตา

สำนักงานสาธารณสุขนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กำหนดใช้มาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัยภายในอาคารอีกครั้งแม้กระทั่งผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม หลังจากที่มีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าพันรายต่อวันต่อเนื่องกันมาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ค.)

ดร.มุนตู เดวิส เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลอสแอนเจลิสเสริมว่าประชาชนยังสามารถออกไปทำกิจกรรมหรือรับประทานอาหารข้างนอกได้ แต่อนุญาตให้ถอดหน้ากากอนามัยเฉพาะเวลารับประทานอาหารเท่านั้น

หลังจากที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐประกาศเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาว่าประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบแล้วไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยทั้งกลางแจ้งหรือในร่ม

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมาลอสแอนเจลิสรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่อยู่ที่ 1,537 รายซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่ทั่วรัฐแคลิฟอร์เนียอยู่ที่ 3,622 รายซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่สามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้หลายเมืองในสหรัฐอเมริกายกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันโรค โดยนอกจากลอสแอนเจลิสแล้วยังมีนครแซคราเมนโตและเฟรสโนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งประกาศในวันเดียวกันว่าประชาชนควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในอาคารรวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว

เช่นเดียวกับรัฐเท็กซัสซึ่งเรียกร้องให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือมีความเสี่ยงสูงหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือการพบปะกันในที่ร่ม รวมถึงการทานอาหารนอกบ้าน และกำชับให้สวมหน้ากากอนามัย

Photo by VALERIE MACON / AFP

อียูปลดไทยออกจากกลุ่มประเทศปลอดภัย ถูกจำกัดการเดินทางเข้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658140

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 10:55 น.

ไทยถูกถอดจากบัญชีประเทศปลอดภัยที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าอียูได้โดยไม่มีข้อจำกัดหลังสถานการณ์ติดเชื้อไม่ดีขึ้น  

คณะมนตรียุโรป (European Council) ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ทั้ง 27 ประเทศออกแถลงการณ์เพิ่มชื่อยูเครนเข้าไปในบัญชีประเทศปลอดภัย (White List) ที่ชาติสมาชิกยกเลิกข้อจำกัดด้านการเดินทางเข้า EU ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศนั้นๆ ขณะที่ไทยและรวันดาถูกถอดออกจากบัญชีดังกล่าว

ขณะนี้มีประเทศและดินแดนที่อยู่ใน White List ทั้งหมด 26 แห่ง ได้แก่ ยูเครน แอลเบเนีย อาร์เมเนีย ออสเตรเลีย อาเซอร์ไบจาน บอสเนีย บรูไน แคนาดา อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน โคโซโว เลบานอน มอนเตเนโกร นิวซีแลนด์ กาตาร์ มอลโดวา มาซิโดเนียเหนือ ซาอุดีอาระเบีย เซอร์เบีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน สหรัฐ รวมทั้งฮ่องกงและมาเก๊า

อย่างไรก็ดี ประเทศสมาชิกยังมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะยกเลิกข้อจำกัดหรือไม่ หรืออาจกำหนดให้นักท่องเที่ยวจากประเทศใน White List มีผลตรวจ Covid-19 เป็นลบ หรือต้องกักตัวได้

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปเริ่มปิดพรมแดนตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีที่แล้ว โดยจะอนุญาตเฉพาะการเดินทางที่จำเป็นเท่านั้น แต่ก็มีการปรับเพิ่มหรือลดประเทศหรือดินแดนที่สามารถเดินทางเข้า EU ได้โดยไม่ต้องฉีดวัคซีนเรื่อยมา ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วจากประเทศนอก EU สามารถเดินทางเข้าได้

บรรดาประเทศและดินแดนที่จะได้รับการพิจารณาให้อยู่ในลิสต์ดังกล่าวจะต้องมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยกว่า 75 รายต่อจำนวนประชากร 100,000 ราย ในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ซึ่งลิสต์นี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในของแต่ละประเทศ ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน และการตัดสินใจของ EU ว่าข้อมูลของแต่ละประเทศน่าเชื่อถือเพียงใด

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อรายใหม่ของยูเครนอยู่ที่ 18 รายต่อจำนวนประชากร 100,000 ราย ของไทยอยู่ที่ 97.3 ราย และรวันดาอยู่ที่ 90.9 ราย