สาเหตุที่ FBI เตือนภัยคุกคามร้ายแรงในตลาดคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658108

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

FBI เตือนระวังภัยคุกคามในตลาด Bitcoin และคริปโตเพิ่มสูงขึ้น

Forbes ระบุว่าราคา Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ส่งผลให้ตลาดคริปโตมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีนักลงทุนรายใหม่ๆ หลั่งไหลเข้ามาในตลาดคริปโตและสร้างมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างกะทันหัน นั่นดึงดูดให้เกิดอาชญากรไซเบอร์จำนวนมากจนการหลอกลวงบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ขณะที่สำนักสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา (FBI) ออกคำเตือนถึงบรรดานักลงทุนทั้งใน Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เกี่ยวกับภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นจากอาชญากรไซเบอร์

โดยระบุว่าอาชญากรไซเบอร์พุ่งเป้าไปที่นักลงทุน และแพลตฟอร์มการชำระเงินในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินจำนวนมากแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และเมื่อสินทรัพย์ดิจิทัลถูกโอนไปยังบัญชีของอาชญากร นั่นทำให้การใช้กฎหมายเพื่อกู้คืนสินทรัพย์ดังกล่าวอาจทำได้ยาก

การแจ้งเตือนของ FBI ซึ่งถูกรายงานครั้งแรกโดย Bleeping Computer ได้ออกมาเตือนผู้ใช้ให้ระวังการโจมตีโดยเทคนิคต่างๆ เช่น SIM swap ซึ่งมิจฉาชีพจะสามารถกู้รหัสเว็บเทรดคริปโตผ่านเบอร์โทรของเหยื่อ นับเป็นวิธีที่นิยมมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

FBI ยังได้แนะนำให้บริษัททางการเงินและสกุลเงินดิจิทัลตรวจสอบที่มาของอีเมลและจับตาดูบัญชีต่างๆ ขณะที่ผู้ซื้อควรเข้าถึงอุปกรณ์หรือบัญชีอย่างน้อย 2 บัญชีที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม

โดยก่อนหน้านี้ FBI ดำเนินการตรวจสอบอาชญากรรมทางไซเบอร์และปราบปรามแฮ็กเกอร์อย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนให้ความสำคัญ

ทั้งนี้ อาชญากรในตลาด Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นหลังจากที่ราคา Bitcoin พุ่งแตะ 65,000 เหรียญสหรัฐในเดือนเมษายนที่ผ่านมาซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 10,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ก่อนที่จะร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 32,000 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ อย่าง Ethereum และ Dogecoin ก็มีราคาสูงขึ้นเช่นกัน

Photo by JACK GUEZ / AFP

มาเลเซียประกาศไม่สั่ง Sinovac เพิ่มแล้ว หันพึ่ง Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658113

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 18:20 น.

กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเผยจะหยุดใช้วัคซีน Sinovac หากหมดล็อต และหันไปใช้ Pfizer แทน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (15 ก.ค.) อัดดัม บาบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียแถลงว่าจะหยุดใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ของ Sinovac เมื่อล็อตสุดท้ายหมดลง เนื่องจากมีวัคซีนชนิดอื่นๆ เพียงพอต่อสำหรับฉีดให้ประชากรในประเทศแล้ว โดยมาเลเซียจะใช้วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer มากขึ้น

ทั้งนี้ มาเลเซียได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ของ Sinovac จำนวน 12 ล้านโดสซึ่งเพียงพอสำหรับประชากร 18.75%

Photo by Ted ALJIBE / AFP

Pfizer เผยเจรจาซื้อขายวัคซีนกับหน่วยงานรัฐบาลไทยเท่านั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658111

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 17:55 น.

Pfizer เคลื่อนไหวกรณีเครือธนบุรีของไทยเจรจาซื้อขายวัคซีนกับ BioNTech

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท Pfizer ของสหัฐซึ่งร่วมพัฒนาวัคซีน Pfizer-BioNTech ร่วมกับบริษัท BioNTech ของเยอรมนีเผยว่า Pfizer เจรจากับรัฐบาลไทยเท่านั้น หลังจากบริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป ของไทยเผยว่ากำลังเจรจาซื้อวัคซีนชนิด mRNA กับบริษัท BioNTech

“เรากำลังเจรจากับกรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุขของไทยเท่านั้น” ตัวแทนของ Pfizer เผยกับ Reuters “ทั้ง Pfizer และบริษัทในเครือใดๆ ทั่วโลกไม่ได้อนุฐาตให้ผู้ใดนำเข้า ทำการตลาด และจัดจำหน่ายวัคซีนป้องกัน Covid-19 Pfizer-BioNTech”

ก่อนหน้านี้ BioNTech ยืนยันว่าไม่ได้เจรจากับ ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป ตามที่เป็นข่าว

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

BioNTech โต้ข่าวเจรจาซื้อขายวัคซีนกับเครือธนบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658098

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 16:20 น.

บริษัทยา BioNTech ของเยอรมนียืนยันไม่ได้เจรจาซื้อขายวัคซีนกับเครือธนบุรีของไทย

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Reuters ได้อีเมล์ไปสอบถามบริษัท BioNTech ของเยอรมนี ซึ่งร่วมผลิตวัคซีนชนิด mRNA กับบริษัท Pfizer ของสหรัฐเกี่ยวกับกรณีการเจรจาซื้อขายวัคซีน 20 ล้านโดสกับบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ของไทย

ทาง BioNTech ตอบกลับว่า “เราไม่ได้อยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัท (ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป)” และยังยืนยันว่าไม่ได้เจรจากับหน่วยงานใดๆ ของไทย

ขณะที่ตัวแทนของบริษัท Pfizer เผยว่า บริษัทเจรจาเจรจากับกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคของไทยเท่านั้น

“ทั้ง Pfizer และบริษัทในเครือใดๆ ทั่วโลกไม่ได้อนุฐาตให้ผู้ใดนำเข้า ทำการตลาด และจัดจำหน่ายวัคซีนป้องกัน Covid-19 Pfizer-BioNTech” ตัวแทนของ Pfizer ระบุ

ส่วนนายแพทย์ บุญ วนาสิน ประธานกรรมการธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เผยกับ Reuters ว่า จะมีการเซ็นสัญญากับ BioNTech ในวันนี้ (15 ก.ค.) และเมื่อถูกถามถึงการปฏิเสธจาก BioNTech นายแพทย์บุญตอบว่า “เราไม่ได้ทำโดยตรง”

ทั้งนี้ ข่าวการเจรจาซื้อขายวัคซีนจาก BioNTech ส่งผลให้หุ้นของธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป พุ่งขึ้น 13.45%

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

ฝรั่งเศสวุ่น! ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาปราบม็อบต้านวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658085

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

ชาวฝรั่งเศสประท้วงต่อต้านวัคซีนและกฎโควิดที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม

เจ้าหน้าที่ตำรวจในปารีสใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านการฉีดวัคซีนที่รวมตัวกันเดินขบวนไปทั่วเมือง เนื่องจากไม่พอใจการประกาศของทางการที่ให้ประชาชนฉีดวัคซีน และต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนเมื่อเข้าไปในสถานที่สาธารณะ หรือผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนต้องแสดงผลตรวจเชื้อเป็นลบ

นอกจากนี้โอลิวิเยร์ เวอราน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังกล่าวว่านับตั้งแต่เดือนก.ย. เป็นต้นไปบุคลากรทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคนใดที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติงานและไม่ได้รับค่าจ้างด้วยส่งผลให้ชาวฝรั่งเศสแห่จองวัคซีนสูงเป็นประวัติการณ์

แม้ว่าประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง จะชี้ว่าการประกาศดังกล่าวไม่ใช่การบังคับเสียทีเดียวแต่ก็ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่พอใจ โดยเกิดการประท้วงขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวานนี้ (14 ก.ค.) ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันชาติฝรั่งเศส

ในปารีสมีผู้ประท้วงกว่า 2 พันคน นอกจากนี้ยังมีประชาชนนัดรวมตัวชุมนุมประท้วงราว 53 แห่งทั่วประเทศทั้งในตูลูส บอร์กโดซ์ มงต์เปลลิเย่ร์ น็องต์ และอื่นๆ

รายงานระบุว่ากลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากไม่สวมหน้ากากอนามัยต่อต้านคำสั่งของสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีการขว้างปาสิ่งของและจุดประทัด ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมและใช้แก๊ส้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม

Al Jazeera ระบุว่านับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ไม่มั่นใจในวัคซีนมากที่สุดในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมด

โดยในเดือนธ.ค. ปีที่แล้วการสำรวจที่จัดทำโดย Odoxa และหนังสือพิมพ์ Le Figaro ของฝรั่งเศสพบว่ามีชาวฝรั่งเศสเพียง 42% ที่ต้องการเข้ารับการฉีดวัคซีน

ขณะที่การสำรวจในเดือนเม.ย. ปีนี้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 70% ในขณะที่อีก 14% ยังคงต่อต้านวัคซีนอย่างรุนแรง โดยขณะนี้มีประชาชนประมาณ 35.5 ล้านคนหรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของชาวฝรั่งเศสทั้งหมดได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้ว

ลาวจ่อสร้างโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำระบบไฮบริดใหญ่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658079

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 15:13 น.

รัฐบาลลาวร่วมกับยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากฝรั่งเศสสร้างโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำระบบไฮบริดใหญ่สุดในโลก

รัฐบาลลาวและผู้ถือหุ้นโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 (Nam Theun 2) บรรลุข้อตกลงพัฒนาน้ำเทิน 2-โซลาร์ (Nam Theun 2-Solar) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำแบบลูกผสมที่คาดว่าจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะสร้างขึ้นบนอ่างเก็บน้ำน้ำเทิน 2 ด้วยกำลังการผลิตติดตั้งสูงสุด 240 เมกะวัตต์

รัฐบาลลาวและอีดีเอฟ (EDF) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของฝรั่งเศส ลงนามข้อตกลงการพัฒนาโครงการข้างต้นเมื่อวันจันทร์ (12 ก.ค.) ในนครหลวงเวียงจันทน์ของลาว เพื่อเริ่มดำเนินงานพัฒนาโครงการฯ ในแขวงคำม่วน ซึ่งอยู่ห่างจากเวียงจันทน์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 250 กิโลเมตร

กลุ่มผู้พัฒนาโครงการฯ นำโดยอีดีเอฟ ร่วมกับรัฐวิสาหกิจถือหุ้นลาว (LHSE) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ของไทย กำหนดเป้าหมายเริ่มการก่อสร้างในปี 2022 และจะเริ่มเปิดใช้งานในปี 2024

บริษัทพลังงานน้ำเทิน 2 (Nam Theun 2 Power Company) คาดการณ์ว่าน้ำเทิน 2-โซลาร์ จะเป็นโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำแบบลูกผสมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ 3.2 ตารางกิโลเมตร ซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 1 ของระดับความจุเต็มของพื้นที่อ่างเก็บน้ำ

ฌอง ฟิลลิปป์ บุยซง รองประธานอีดีเอฟประจำภูมิภาคเอเชีย เผยว่า “โครงการน้ำเทิน 2-โซลาร์ จะส่งมอบไฟฟ้าพลังงานสะอาด ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และแข่งขันได้ โดยไม่สร้างผลกระทบใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคม”

“แนวคิดการประหยัดน้ำข้างต้น ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์สู่ไฟฟ้าพลังน้ำที่มีเสถียรภาพ เป็นนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนในรูปแบบที่น่าเชื่อถือมากขึ้น” บุยซงกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: xinhuathai

เศรษฐกิจจีนยังโตได้ จีดีพีไตรมาส 2 โต 7.9% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658074

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 14:15 น.

เศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตได้แต่น้อยกว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เผยว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดี ประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.) ของจีนขยายตัว 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ดี ตัวเลขจีดีพีล่าสุดนี้ลดลงมากกว่าครึ่งของจีดีพีของไตรมาสแรกที่เติบโดตแบบก้าวกระโดด 18.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดย Reuters คาดการณ์ว่าจีดีพีใตรมาส 2 จะขยายตัว 8.1%

การขยายตัวที่ลดลงเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตน้อยกว่าที่คาดไว้ แต่เศรษฐกิจของจีนยังอยู่ในเส้นทางของการฟื้นตัวซึ่งคาดว่าจะเกินเป้าอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 6%

สถิติในไตรมาสที่สองยังคงบ่งชี้ว่า วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก และสร้างความไม่แน่นอนเป็นลูกโซ่ได้อย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจของจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเติบโตติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 เป็นการตอกย้ำว่าจีนฟื้นตัวจาก Covid-19 อย่างมั่นคง

มาเลย์ทุบสถิติต่อเนื่อง ปิดศูนย์ฉีดวัคซีนหลังจนท. ติดโควิดนับร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658062

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

ผู้ป่วยโควิด-19 ในมาเลเซียพุ่งทะลุหมื่นทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้องปิดศูนย์ฉีดวัคซีนแห่งหนึ่งหลังพบเจ้าหน้าที่ติดโควิดกว่า 200 คน

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. มาเลเซียเผยตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 รายวันอยู่ที่ 11,618 คนนับเป็นตัวเลขที่มากที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด และเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันที่มาเลเซียมีผู้ป่วยรายวันทะลุหลักหมื่นคน

อัตราการแพร่ระบาดที่สูงส่งผลให้มาเลเซียต้องล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย. โดยมีเพียงธุรกิจที่จำเป็นเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ ถึงกระนั้นอัตราการติดเชื้อในประเทศยังคงสูง

ยิ่งไปกว่านั้นมาเลเซียยังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจำนวนมากล้นโรงพยาบาล รวมถึงมีผู้ป่วยอาการหนักเสียชีวิตอยู่ที่บ้าน

อัดดัม บาบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเผยว่ามีการเพิ่มเตียงรองรับผู้ป่วยเกือบ 700 เตียงในโรงพยาบาลในเมืองหลวง รวมถึงรัฐสลังงอร์และรัฐเนกรีเซมบีลัน รวมเป็นกว่า 5,000 เตียง

นอกจากนี้ยังประกาศว่าจะมีการจ้างบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มอีก 1,200 คนและอาสาสมัครอีกประมาณ 5,000 คนเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าว

ตลอดจนมีการเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนจำนวนมากเพื่อเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน โดยขณะนี้ประมาณ 11% ของประชากรได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ราว 25% ได้รับวัคซีนโดสแรก

ทว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ทางการมาเลเซียประกาศปิดศูนย์ฉีดวัคซีนแห่งหนึ่งในรัฐสลังงอร์ชั่วคราวเป็นเวลา 1 วันเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อหลังพบว่ามีเจ้าหน้าที่ 204 คนจากทั้งหมด 453 คนมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก

นับเป็นครั้งแรกที่เกิดการปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในมาเลเซียแต่ทางการยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรวดเร็วและไม่ให้กระทบต่อโครงการฉีดวัคซีนโดยรวม

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่าเจ้าหน้าที่ที่ติดเชื้อทั้งหมดมีปริมาณไวรัสต่ำ และไม่มีอาการป่วยรุนแรง โดยอาจเป็นเพราะพวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าได้รับวัคซีนชนิดใด

ทั้งนี้ มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 856,000 คน หายแล้วราว 753,000 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่กว่า 6,000 คน

Photo by Mohd RASFAN / AFP

สื่อนอกมองไทยเสี่ยงเป็นเหมือนเซเชลส์หลังเปิดรับ นทท.ต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658057

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 12:40 น.

ตัวเลขผู้ติดเชื้อของเซเชลส์กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังเปิดประตูรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

บทความของ Bloomberg ระบุว่า อีกไม่ถึง 100 วันก็จะถึงกำหนดที่ไทยจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ตอนนี้สถานการณ์การะบาดในยังแย่ลงและการฉีดวัคซีนยังช้า

สถานการณ์ในตอนนี้ของไทยไม่ต่างจากประเทศอื่นที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว นั่นคือต้องรีบฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เสียหายยับเยินจากการแพร่ระบาดที่กินเวลากว่า 18 เดือนแล้ว ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายจากการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

นี่เป็นเคสที่มัลดีฟส์และเซเชลส์กำลังเผชิญ เกาะสวรรค์ทั้งสองแห่งนี้พบตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เปิดประตูรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แม้ว่าจะฉีดวัคซีนครอบคลุมประชาชนราว 70% แล้วก็ตาม และหากไทยต้องการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในระดับเดียวกับมัลดีฟส์และเซเชลส์เราต้องใช้เวลาเกือบปีหากยังฉีดในอัตราที่ใช้ในขณะนี้

ก่อน Covid-19 ระบาด เม็ดเงินจากภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนราว 20% ของจีดีพี เมื่ออุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดจึงส่งผลต่อคนงานมากกว่า 7 ล้านคน ไล่ตั้งแต่คนขายสตรีทฟู้ด คนขับแท็กซี่ พนักงานทำความสะอาดของโรงแรม ไปจนถึงไกด์

ด้วยเหตุนี้การเปิดประเทศจึงเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ที่คุ้มค่า Bloomberg อ้างอิงคำพูดของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเดือนที่แล้วที่เผยแผนเปิดประเทศว่า “เราไม่สามารถรอจนไวรัสนี้หมดไปจากโลก และเราก็ไม่สามารถรอ จนทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสกันถ้วนหน้าก่อน แล้วจึงค่อยเปิดประเทศ”

ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง บิลล์ บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริการ C9 Hotelworks เผยว่า “เราปิดประเทศไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียที่มีประชากรเยอะ เหล่านี้เป็นเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพและไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวเช่นนี้ สุดท้ายแล้วคุณต้องทำให้คนมีข้าวกิน”

สำหรับแผนการเปิดประเทศของไทยในขั้นแรกนั้น นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วสามารถเดินทางท่องเที่ยวในภูเก็ตโดยไม่ต้องกักตัว และจนถึงวันที่ 13 ก.ค. มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ตแล้วกว่า 4,700 คน โดย 6 คนมีผลตรวจ Covid-19 เป็นบวก

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแม้จะพบการระบาดระลอกใหม่ก็ตาม อาทิ ศรีลังกา ที่เพิ่งผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนเกือบ 5% ของจีดีพี

ศรีลังการับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัควีนแล้วเข้าประเทศโดยให้กักตัวเพียง 1 วันเพื่อตรวจหาการติดเชื้อ โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางระหว่างโรงแรมที่เปิดทราเวลบับเบิลและท่องเที่ยวในสถานที่ที่กำหนดไว้

ย้อนกลับมาที่ไทย ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า การกลับมาเปิดการท่องเที่ยวในขณะที่เชื้อสายพันธุ์เดลตากำลังระบาด บวกกับการตรวจหาผู้ติดเชื้อและการฉีดวัคซีนต่ำ อาจทำให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจแย่ลงในระยะยาว

“ด้วยการระบาดที่ยืดเยื้อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจะเลวร้ายที่สุดเท่าที่ผู้คนเคยประสบมา” รองศาสตราจารย์ ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผย “ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถรับมือได้ เพราะทรัพยากรเหลือน้อยแล้ว”

จุดท่องเที่ยวอื่นๆ ที่เปิดพรมแดนก็เผชิญกับเคส Covid-19 เพิ่มจนต้องคุมเข้มการเดินทางเข้าประเทศ อาทิ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ที่เริ่มรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เพิ่งประกาศว่านักท่องเที่ยวทุกคนต้องตรวจ Covid-19 เมื่อเดินทางมาถึงและต้องกักตัวจนกว่าผลตรวจจะออกมาว่าเป็นลบ เพราะเจอผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

ส่วนกรีซที่เม็ดเงินจากภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วน 1 ใน 5 ของจีดีพีเช่นเดียวกับไทย ยกเลิกมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศเทศก่อนถึงฤดูกาลการเดินทางท่องเที่ยวช่วงซัมเมอร์ของยุโรป ซึ่งถูกนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี วิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งเรื่อง ที่กรีซยอมรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนของจีนและรัสเซียที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรป

ต่อมากรีซบังคับใช้มาตรการต่างๆ เข้มงวดขึ้น รวมทั้งห้ามคนที่ไม่ฉีดวัคซีนเข้ายาร์ โรงภาพยนตร์ และสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตบนเกาะต่างๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นตั้งแต่ชวงปลายเดือน มิ.ย. จากสายพันธุ์เดลตา

รองศาสตราจารย์ธีระเผยว่า สำหรับประเทศไทย การรีบร้อนกลับมาเปิดประเทศอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ “ในขณะที่การระบาดยังคงดำเนินต่อไปและงบประมาณและทรัพยากรถูกใช้จนหมด ไทยอาจต้องผ่อนปรนทุกมาตรการและผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น นั่นเป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุด”

โควิดโตเกียวทำนิวไฮ หวั่นเชื้อกลายพันธุ์โอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658052

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 11:20 น.

ยอดผู้ป่วยโควิด-19 ในโตเกียวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่เหลือเวลาเพียงไม่กี่วันก่อน “โตเกียวเกมส์” จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่าเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมาผู้ป่วยโควิด-19 ในโตเกียวอยู่ที่ 1,149 รายซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือนที่มีผู้ป่วยมากกว่า 1,000 ราย และยังเป็นตัวเลขที่มากที่สุดขับตั้งแต่เดือนม.ค. ขณะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก “โตเกียวเกมส์” จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า

ยอดผู้ป่วยในโตเกียวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยสัปดาห์นี้มีผู้ป่วยเฉลี่ย 823.3 รายต่อสัปดาห์ซึ่งเพิ่มขึ้น 30.3% จากสัปดาห์ก่อน

นอกจากนี้ยังพบการแพร่ระบาดคลัสเตอร์ใหม่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในโตเกียวซึ่งเป็นที่พักของนักกีฬาโอลิมปิกและเจ้าหน้าที่จากบราซิล โดยผู้ติดเชื้อเป็นพนักงานโรงแรมจำนวน 7 ราย รวมถึงมีรายงานว่าทีมนักกีฬารักบี้จากรัสเซีย 7 รายต้องกักตัวหลังพบว่าเจ้าหน้าที่บวดประจำทีมติดเชื้อ

ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้จะเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” เนื่องจากนักกีฬาและตัวแทนกว่า 15,000 รายจากกว่า 200 ประเทศทั่วโลกจะมารวมตัวกันที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดหาห์ในขณะที่่ปุ่นอยู่ในการประกาศภาวะฉุกเฉินสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดร. นาโอโตะ อุเอยามะ หัวหน้าสหภาพแพทย์ญี่ปุ่น (Japan Doctors Union) กล่าวว่าคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และรัฐบาลญี่ปุ่นประเมินความเสี่ยงครั้งนี้ต่ำเกินไป พร้อมชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่เคยมีการรวมตัวของผู้คนจากทั่วโลกมาอยู่ในทีเดียวกันเช่นนี้มาก่อน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายและไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

พร้อมเสริมว่าประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือหากเกิดไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

จากการสำรวจทางโทรศัพท์ที่ดำเนินการโดย Asahi Shimbuna ในญี่ปุุ่นเมื่อกลางเดือนพ.ค. พบว่า 43% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าควรยกเลิกการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้ และ 40% มองว่าโอลิมปิดควรเลื่อนออกไปอีกครั้ง

ถึงกระนั้น โธมัส บาค ประธาน IOC ระบุว่าการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้จะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ชาวญี่ปุ่นสามารถเอาชนะความท้าทายได้

ขณะที่นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูกะ ยืนยันว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจะยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกำชับให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรายวันทั่วประเทศทะลุ 3,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. ส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสมรวมทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 825,000 รายและผู้เสียชีวิตรวม 15,000 ราย

Photo by Philip FONG / AFP