เตือนเคสโควิดอินโดฯ อาจพุ่งอีก ผู้เชี่ยวชาญคาดอาจถึงแสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658045

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 10:25 น.

ตัวเลขผู้ติดเชื้อของอินโดนีเซียยังเพิ่มขึ้นได้อีก ผู้เชี่ยวชาญคาดอาจแตะหลักแสนคน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ลูฮัท ปันด์ไจตัน รัฐมนตรีอาวุโสของอินโดนีเซียที่รับผิดชอบในการรับมือ Covid-19 บนเกาะชวาและบาหลีเตือนว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อของอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ทางการหวังว่าจะไม่เกิน 60,000 คน 

ลูฮัทยังเผยระหว่างการประชุมทางวิดีโออีกว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงเมื่อต้องสู้กับสายพันธุ์เดลตาซึ่งพบในผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่บนเกาะชวา แต่ยังเรียกร้องให้ประชาชนฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันอาการหนักและการเสียชีวิต

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขคาดว่าตัวเลขจะพุ่งไปแตะ 100,000 คนต่อวัน

เมื่อวันพุธ (14 ก.ค.) อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 54,000 รายซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าจากช้วงต้นเดือน มิ.ย. แม้ว่าจะใช้มาตรการสกัดการแพร่ระบาดแล้วก็ตาม

Photo by Juni Kriswanto / AFP

เมื่อคนสิงคโปร์แก้ต่างให้ไทย แต่คนไทยขอขับเคลื่อนด้วยการด่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658025

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 20:31 น.

ขณะที่คนไทยจำนวนหนึ่งเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนด้วยการด่าทำให้สังคมไทยดีขึ้น แต่มันเป็นแบบนั้นจริงหรือ?

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม สำนักข่าว The Straits Times ของสิงคโปร์รายงานข่าวว่า “บุคลากรแพทย์ไทยหลายร้อยคนติดเชื้อทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีน ชิโนวัค โควิด-19” พร้อมกับโปรยหัวข่าวในเฟซบุ๊คของสำนักข่าวว่า “บุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่ได้รับ Sinovac จำนวน 2 โดส ติดเชื้อจำนวน 618 จาก 677,348 คน”

ข่าวเดียวกันนี้ปรากฎขึ้นที่ไทยก่อน แน่นอนว่าในโลกโซเชียลของไทยนั้นด่าแบบเสียผู้เสียคนทั้งวัคซีนจีนและคนนำเข้าวัคซีนเข้ามา (รัฐบาล) รวมถึงคนที่เสนอข้อมูลเรื่องวัคซีนจีนคือ “หมอยง” ศ. นพ. ยง ภู่วรวรรณ ยังถูกคนมือบอนแก้ไขข้อมูลประวัติในวิกิพีเดียของคุณหมอว่าเป็น “เซลแมนของซิโนแวค”

ขณะที่ไทยหัวหมุนกับเกมการเมืองเรื่องวัคซีน และพยายาม “ขับเคลื่อนประเทศด้วยการด่า” อย่างที่อินฟลูเอนเซอร์บางคนคุยโว ในช่องความเห็นของ The Straits Times นั้นไปคนละทางกับไทย เช่น

Jonathan Tan บอกว่า “600 เคสจาก 677,000 น้อยกว่า 0.1% นี่ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แต่พาดหัวข่าวทำให้ดูแย่ รายงานควรมีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ?”

Mohd Faliq Putrans บอกว่า “ที่มาเลเซีย บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อทั้งๆ ที่ฉีด Pfizer ไปแล้ว 2 โดส กรุณารายงานอย่างเป็นธรรม ผมไม่ใช่พวกโปรจีน แต่น่ารำคาญกับรายงานที่ไม่เป็นธรรมเหล่านั้น”

Richard Ker (ซึ่งมีคนกดไลค์มากที่สุด) บอกว่า “รายงานมีอคติ >68% ของคนอังกฤษได้รับวัคซีน AZ แต่ปัจจุบันมีผู้ป่วยมากกว่า 30,000 ราย? มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่?” ซึ่งเขาอาจจะหมายความรายงานนี้เอนเอียงไปทางโจมตี Sinovac ขณะที่วัคซีนตัวอื่นมีข้อกังขาเรื่องประสิทธิภาพเหมือนกัน

ในเทรดคอมเมนต์ของ Richard Ker มีผู้แสดงความเห็นมากมาย (500 คอมเมนต์) หนึ่งในนั้นถามว่า “ช่วยอธิบายหน่อยรายงาข่าวนี้อคติอย่างไร?” ซึ่ง Tan Kia Sin อธิบายเหมือนความเห็นแรกว่า “จากตัวเลขที่กำหนดโดย Reuters/ST เปอร์เซ็นต์ของ 618 เทียบกับ 677, 348 นั้นน้อยมาก ผมคิดว่าเปอร์เซ็นต์ของบุคลากรแถวหน้าในสิงคโปร์ที่ติดเชื้อหลังจากได้รับวัคซีนครบโดสอาจสูงกว่าในประเทศไทย ในสิงคโปร์ในคลัสเตอร์เดียว 50% ของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว”

ความเห็นเรื่องนี้บอกกับเราว่าคนสิงคโปร์ 1. คิดว่าสถานการณ์ไทยดีกว่า 2. พูดคุยอย่างเป็นสุภาพชนและมีเหตุผล 3. รู้จักวิเคราะห์ข้อมูลและ “อ่านเนื้อข่าวโดยไม่อ่านแค่พาดหัว”

เรามักบอกว่าสิงคโปร์แซงหน้าไทย แต่มีสักกี่คนที่สังเกตว่าสิงคโปร์ไม่ได้แซงแค่วัตถุ แต่คุณภาพของประชาชนยังแซงหน้าด้วย และกรณีข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเดียว หากลองอ่านความเห็นใน The Straits Times ทุกๆ ข่าวเราจะเห็นคุณภาพของประชาชนสิงคโปร์ได้ดี

เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งในโลกโซเชียลในไทย ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่มีแต่มีน้อยจนน่าเศร้าใจที่จะคุยกันด้วยเหตุและผลอย่างคนสุภาพ

สิ่งที่คนสิงคโปร์มีคือ Digital Civility หรือความมีอารยะทางอินเทอร์เน็ต

ไม่ใช่ว่าเรามีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งขอโลก (ซึ่งไทยเป็นแบบนั้นจริงๆ) แล้วจะถือว่ามีอารยะ มันไม่ใช่แบบนั้น ความมีอารยะในโลกดิจิทัลเขาวัดกันที่พฤติกรรมที่ดีต่อกันในโลกโซเชียล อัตราการใช้วาจาประทุษร้ายต่อกัน และหลงเชื่อข่าวปลอมมากแค่ไหน

จากดัชนีความมีอารยะหรือความสุภาพทางอินเทอร์เน็ต (Digital Civility Index) ของบริษัท Microsoft ประจำปี 2020 พบว่าประเทศที่มีอารยะสูงสุดในโลกออนไลน์คือเนเธอร์แลนด์ ส่วนในเอเชียอันดับที่ 1 คือสิงคโปร์ ขณะที่ไทยอยู่กลุ่มท้ายตารางอันดับบ๊วยคือเวียดนาม ไล่ขึ้นมาอินโดนีเซีย และไทย

ที่ทำให้รู้สึกว่าคนสิงคโปร์มองเห็นอนาคตในวิกฤตก็คือ จากการสำรวจพบว่า 19% ของผู้ตอบแบบสอบถามในสิงคโปร์กล่าวว่าความมีอารยะทางออนไลน์ดีกว่าในช่วงการระบาดใหญ่ โดยเป็นผลมาจากความรู้สึกของชุมชนและผู้คนที่รวมตัวกันเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้มากขึ้น

ในขณะที่ 31% ระบุว่าความสุภาพทางออนไลน์แย่กว่าเนื่องจากมีการแพร่กระจายของข่าวเท็จและข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดมากขึ้น และผู้คนใช้โลกออนไลน์แสดงความผิดหวังต่างๆ นานา

ดังนั้นสิงคโปร์ก็เหมือนไทยคือเจอข่าวปลอมเล่นงานหนักและผู้คนก็สิ้นหวังจนต้องมาระบายทางเน็ต แต่ถึงแม้จะเจอปัญหาเดียวกันแต่คุณสมบัติด้านความเป็นสุภาพชนของคนสิงคโปร์ดีกว่า

เช่น ข่าวที่ The Straits Times รายงานเรื่องยอดผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งข่าวนี้ไล่หลังข่าวที่ไทยเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ซึ่งคนสิงคโปร์สนใจกันมากเพราะอยากมาเที่ยวไทยกันเต็มแก่แล้ว ปรากฏความเห็นที่มีคนสนใจมากที่สุดบอกว่า Steven Rostron “พาดหัวข่าวที่แย่และไม่ถูกต้อง เคสที่เพิ่มขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับการเปิดภูเก็ตเลย”

เราจะเห็นว่าตั้งแต่ข่าวบุคลากรแพทย์ในไทยที่ฉีด Sinovac ติดเชื้อแล้วจนถึงข่าวข้างต้น ผู้อ่านสื่อสิงคโปร์มักแย้งการรายงานของสื่อ ซึ่งไม่ได้รายงานข่าวเท็จ แต่พาดหัวหวือหวาจนเกือบจะทำให้คนเข้าใจผิด ความะเอียดละออนี้ทำให้คนสิงคโปร์มีภูมิคุ้มกันสูงต่อข่าวปลอม ซึ่งหมายความว่ามีอารยะสูงในโลกออนไลนืด้วย

นอกจากนี้ยังมีกรณีตัวอย่างเรื่อง “การตำหนิรัฐบาล” ขอยกตัวอย่างคอมเมนต์ “ตำหนิ” ใน The Straits Times ข่าวที่นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงแถลงต่อประชาชนถึงแนวทางรับมือโควิด-19 เมื่อเดือนพฤษภาคม ชาวสิงคโปร์ใช้เฟซบุ๊คของสำนักข่าวนี้ตำหนิและเยาะเย้ยผู้นำ

Eric Wong บอกว่า “นี่เป็นเพียงจุดสีแดงเล็กๆ โปรดจัดการกับการระบาดใหญ่นี้ด้วยวิธีการที่ชาญฉลาดมากกว่ารัฐมนตรีที่ได้รับค่าตอบแทนสูงๆ ทั้งหมดของคุณ โปรดอย่าอ่านสคริปต์เดิมๆ ของคุณ เรามิฉะนั้นเราทุกคนจะรีบแห่ไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ต” – คำตำหนินี้มีคนกดไลค์มากที่สุด ซึ่งเป็นความเห็นตำหนิที่เบามากเมื่อเทียบกับที่ผู้นำไทยเจอ

วันที่ 14 กรกฎาคม คราวนี้เป็นทีของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อมีหญิงจากเวียดนามถือใบอนุญาติเข้าเมืองระยะสั้นอาจเป็นเหตุให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ในสิงคโปร์ ข่าวนี้ทำให้คนสิงคโปร์เดือดดาลมาก แต่ในความเดือดดาลนั้นยังอาการก็ยังไม่หลุดเหมือนชาวเน็ตไทย เช่น ความเห็นท็อปเมนต์นี้

Joy Lee “Can MOH pls disclose the list of public places visited by the infected Vietnamese lady? This sounds like a super spreading event.”

ผู้เขียนไม่ขอแปลข้อความนี้เพื่อจะให้เห็นรูปแบบของข้อความที่สุภาพและมีเหตุผล ไม่มีการใส่อารมณ์ แม้จะเรียบราบและไม่ได้เดือดดาลอย่างบ้าคลั่งก็ยังมีคนกดไลค์มากที่สุด

อีกท็อปเมนต์หนึ่งของอีกข่าวที่รายงานเรื่องเดียวกันแสดงอาการเล็กน้อย Vik Vicknesh บอกว่า “This is a joke. What is a short term pass holder doing here? Isn’t travel suppose to be only for extreme essential if not citizens?”

คอมเมนต์นี้ถือว่าเจ็บที่สุดแล้ว ในไทยนั้นใครแสดงความเห็นแบบนี้จะไม่ใช่ท็อปเมนต์แต่จะเป็น “ท้ายเมนต์”

อย่างไรก็ตาม ที่ยกตัวอย่างการเจรจาระหว่างประชาชนกับรัฐบาลสิงคโปร์ ไม่ได้ผู้เขียนหมายความว่าจะให้ไปพูดนะจ๊ะนะจ๋ากับพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชาหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะกับเรื่องการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพที่สมควรถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนให้ตระหนักถึงความผิดพลาดนั้น

ย้ำว่า “วิจารณ์” ไม่ใช่ด่า เพราะด่าแล้วนายกฯ ไม่ได้ยิน ถึงได้ยินก็คงไม่แคร์ อย่าว่าแต่คนระดับหัวของประเทศ คนเดินดินเท่าๆ กันด่ากันเองยังไม่ยอมฟัง นี่คือสัจธรรมของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

เพียงแต่จะบอกว่านี่คือระดับคุณภาพความสุภาพของสิงคโปร์ที่สมกับอันดับที่หนึ่งในเอเชีย ส่วนในไทยนั้นถึงกับมีเคมเปญของคนบางกลุ่มที่บอกว่า “ประเทศขับเคลื่อนด้วยการด่า”

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมไทยถึงติดอันดับที่ 3 จากบ๊วย

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

อินโดนีเซียเดินตามรอยไทยเล็งขายวัคซีน Sinopharm #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658020

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 19:30 น.

รัฐวิสาหกิจอินโดนีเซียเล็งขายวัคซีน Sinopharm ให้ประชาชน 2 เข็มเกือบ 2,000 บาท

บริษัทเภสัชกรรม Kimia Farma ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซีย ประกาศเลื่อนแผนการจำหน่ายวัคซีน Sinopharm โดยตรงสู่สาธารณชน หลังจากถูกผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขวิจารณ์ว่าการจำหน่ายวัคซีนอาจทำให้กลุ่มเปราะบางถูกละเลย และประชาชนควรได้ฉีดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

โนเวีย วาเลนตินา ตัวแทนจากบริษัท Kimia Farma Apotek ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Kimia Farma เผยว่า “ขณะนี้เราต้องเลื่อนออกไปก่อนหลังจากได้รับความสนใจจำนวนมาก” โดยหลังจากนี้บริษัทจะพยายามอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจ

ก่อนหน้านี้ Kimia Farma มีแผนจำหน่ายวัคซีน Sinopharm ในวันจันทร์ (12 ก.ค.) ในราคา 879,140 รูเปียห์ หรือ 1,981 บาทต่อสองโดส โดยในขั้นแรกจะจำหน่ายให้กับคลินิก 8 แห่งในหลายเมือง รวมทั้งกรุงจาการ์ตา บันดุง สุราบายา และบาหลี คลินิกละ 5,000 โดส

ทางบริษัทระบุว่าการจำหน่ายวัคซีนจะช่วยเร่งความเร็วในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

ทว่าต้องเผชิญกับคำถามว่าเหตุใดจึงจำหน่ายวัคซีน และทำไมจึงมีบริษัทที่ทำกำไรกับวัคซีน รวมทั้งเสียงคัดค้านจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขว่า ความสำคัญเร่งด่วนคือการระดมฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเปราะบางโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อเลี่ยงปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน

“ภายหลังหากวัคซีนมีเพียงพอแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยเสนอวัคซีนทางเลือกแบบจ่ายเงิน แต่ไม่ใช้ตอนนี้” เดียห์ ซามินาร์ซีห์ ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าว

ทั้งนี้ Reuters ระบุว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่งจำหน่ายวัคซีน Sinopharm ผ่านโครงการที่เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนจัดซื้อวัคซีนสำหรับพนักงานของตัวเองไปก่อนหน้านี้แล้ว

REUTERS/Tingshu Wang/File Photo

พิษโควิดทำอินโดหมดหวังเป็นประเทศพัฒนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658015

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

ไทยดูไว้ อินโดนีเซียถูกลดสถานะประเทศรายได้ปานกลางหลังเศรษฐกิจพังเพราะโควิด-19

บลูมเบิร์กรายงานว่าอินโดนีเซียสูญเสียสถานะการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle-Income) เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขณะนี้ ส่งผลให้ความยากจนและการว่างงานเพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ธนาคารโลกจึงปรับลดสถานะอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower Middle-Income) เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ด้วยรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 3,870 เหรียญสหรัฐ

รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหดตัว 2.1% ในปีที่แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจต้องเผชิญกับภาวะถดถอยครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อ 20 กว่าปีก่อน

Febrio Kacaribu หัวหน้าสำนักงานนโยบายการคลังของกระทรวงการคลังอินโดนีเซียกล่าวว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2020 เกือบทุกประเทศติดลบ ดังนั้นการลดลงของรายได้ต่อหัวของอินโดนีเซียจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเร่งฉีดวัคซีนได้ในอัตราที่สูงอินโดนีเซียอาจสามารถไต่ขึ้นสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ภายในสิ้นปีนี้

กับดักรายได้ปานกลาง

ในปีที่แล้วอินโดนีเซียเข้าสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงด้วยรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 4,050 เหรียญสหรัฐ

ก่อนที่จะเผชิญกับโรคระบาด ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ของอินโดนีเซียตั้งเป้าว่าจะทำให้ประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางโดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและดึดดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

แต่เมื่อมีการเข้ามาของโควิด-19 ธุรกิจหลายแห่งต้องปิดตัวลง นำไปสู่การลดค่าจ้างและการตกงาน โดยมีผู้ว่างงานเนื่องจากโควิด-19 ถึง 1.6 ล้านคน ส่งผลให้จำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 8.75 ล้านคน ณ เดือนกุมภาพันธ์

ชาวอินโดนีเซียถึง 2.75 ล้านคนอยู่ใต้เส้นความยากจนเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ความพยายามของประเทศในการรักษาอัตราความยากจนด้วยหัวเลขหลักเดียวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถูกทำลายลง เนื่องจากอัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 10.19% จาก 9.22% ในปีก่อนหน้า

“การระบาดใหญ่ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจ ดังนั้น ในตอนนี้รัฐบาลจะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคต่อไป เพื่อให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินต่อไปได้” Kacaribu กล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารโลกกำหนดเกณฑ์สำหรับปี 2021 ถึง 2022 ดังนี้

  • ประเทศรายได้สูงต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวมากกว่า 12,695 เหรียญสหรัฐ
  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวระหว่าง 4,096 ถึง 12,695 เหรียญสหรัฐ
  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวระหว่าง 1,046 ถึง 4,095 เหรียญสหรัฐ
  • ประเทศรายได้ต่ำมีรายได้ประชาชาติต่อหัวต่ำกว่า 1,046 เหรียญสหรัฐ

แม้ว่าอินโดนีเซียจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แต่มีประชากรมากกว่า 200 ล้านคนหรือมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ส่งผลให้รายได้ประชาชาติต่อหัวของอินโดนีเซียค่อนข้างต่ำ

อย่างไรก็ดีนอกจากรายได้ต่อหัวแล้ว การเป็นประเทศพัฒนาแล้วพิจารณาจากอีกหลายปัจจัยด้วยกันไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว รวมถึงดัชนีการพัฒนามนุษย์ซึ่งเป็นการรวมเอามาตรวัดในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ อายุขัย และการศึกษา

ทำไมไทยต้องระวัง

เนื่องจากเดิมทีไทยและอินโดนีเซียอยู่ในสถานะเดียวกันคือประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง แต่การเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของอินโดนีเซียนั้นแสดงให้เห็นว่ากระทบต่อรายได้และเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับประเทศไทยซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกที่มีความรุนแรงมากที่สุด ส่งผลให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมถึงสังเกตได้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อรายได้ประชาชาติต่อหัวของไทย โดยในปี 2019 รายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,260 เหรียญสหรัฐก่อนที่จะร่วงลงมาเป็น 7,050 เหรียญสหรัฐในปี 2020

นอกจากนี้การแบ่งเกณฑ์รายได้ประเทศของธนาคารโลกในปี 2021 ถึง 2022 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งส่งผลให้เกณฑ์รายได้นั้นสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

เพื่อนบ้านเราอยู่ตรงไหนบ้าง

สำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนนั้นพบว่าประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย และไทย, ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย และประเทศรายได้สูง ได้แก่ สิงคโปร์

Photo by ADITYA AJI / AFP

อีกไม่เกิน 5 ปี เราอาจมีวัคซีนเข็มเดียวที่สู้เชื้อโคโรนาไวรัสได้หลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658013

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 17:33 น.

นักวิทยาศาสตร์อาจคิดค้นวัคซีนตัวเดียวที่สามารถป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสได้หลายสายพันธุ์สำเร็จภายใน 5 ปี

นิก แจ็กสัน จากกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด หรือ CEPI ที่สนับสนุนการวิจัยวัคซีนเผยว่า นักวิทยาศาสตร์อาจคิดค้นวัคซีนตัวเดียวที่ผ่านการทดสอบเรียบร้อยแล้ว และสามารถป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสได้หลายสายพันธุ์สำเร็จภายใน 3-5 ปี และเป็นไปได้ว่าจะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดครั้งต่อไป

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กว่า 20 ทีมพยายามพัฒนาวัคซีนที่ครอบคลุมซึ่งสามารถป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสหลายสายพันธุ์ในวัคซีนตัวเดียว

หากการวิจัยเหล่านี้ประสบความสำเร็จ เมื่อเชื้อโคโรนาไวรัสข้ามจากสัตว์มาติดสู่มนุษย์ซึ่งคาดว่าจะเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดในวงกว้างของเชื้อโคโรนาไวรัสในอนาคต เราจะนำวัคซีนออกมาใช้ได้ทันที

เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา CEPI ประกาศสนับสนุนเงินทุน 200 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับพัฒนาวัคซีนที่ปกป้องเชื้อไวรัสได้ครอบคลุมหลายชนิด

แจ็กสันเผยอีกว่า วัคซีนที่ป้องกันได้ครอบคลุมจะป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสส่วนใหญ่ที่เป็นที่รู้จักแล้ว และหากประสบความสำเร็จจริงๆ จะช่วยปกป้องเชื้อไวรัสที่เรายังไม่รู้จักที่ยังไม่อุบัติขึ้นได้ด้วย

CEPI ยังต้องการช่วยในการคิดค้นวัคซีนสำหรับโรคภัยแต่ละชนิดในอนาคตในทางทฤษฎี รวมทั้งสร้างห้องสมุดวัคซีนไว้ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญกระจายไปทั่วโลก “หากโรค X ระบาดในแอฟริกาใต้ เราก็มีวิธีแก้อยู่ในห้องสมุดที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที” แจ็กสันกล่าว

อย่างไรก็ดี แจ็กสันเตือนว่า การคิดค้นวัคซีนครอบจักรวาลสำหรับเชื้อโคโรนาไวรัสทุกสายพันธุ์เป็นเรื่องยากมาก และอาจเป็นไปไม่ได้ เพราะเชื้อโคโรนาไวรัสเป็นไวรัสวงศ์ใหญ่ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐ (NIAID) พบเชื้อโคโรนาไวรัสตัวใหม่นับร้อยตัว

ทั้งนี้ CEPI ลงทุน 33 ล้านเหรียญสหรัฐในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ VBI Vaccines ของสหรัฐ และ 170 ล้านเหรียญสหรัฐในบริษัท SKI ของเกาหลีใต้ซึ่งพัฒนาวัคซีนป้องกัน Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์ได้หลายสายพันธุ์ในเข็มเดียว

เจาะสาเหตุทำไมอินโดนีเซียถึงติดโควิดแซงหน้าอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657997

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

อินโดนีเซียจัดการ Covid-19 ล้มเหลวจนติดเชื้อแซงหน้าอินเดีย กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดในอาเซียน

ดูเหมือนว่าอินโดนีเซียจะออกมาจากสถานการณ์เลวร้ายของ Covid-19 ได้เป็นช่วงสั้นๆ ในเดือน พ.ค. โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันลดลงเกินครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงที่ระบาดพีคๆ เมื่อเดือน ก.พ.

ทว่าหลังจากนั้น 2 เดือนตัวเลขผู้ติดเชื้อของอินโดนีเซียกลับแซงหน้าอินเดียที่เคยเจอการระบาดหนักที่สุด และกลายเป็นศูนย์กลางการระบาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากต้องเผชิญกับสายพันธุ์เดลตา

ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันของอินโดนีเซียพุ่งเกิน 40,000 คน 2 วันติดต่อกัน รวมทั้งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 47,899 คนเมื่อวันอังคาร (13 ก.ค.) เพิ่มขึ้นจากวันละไม่ถึง 10,000 คนในช่วง 1 เดือนก่อนหน้า ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ของอินเดียลดลงต่ำกว่า 33,000 คนในวันเดียวกัน

เหตุใดเพื่อนบ้านของไทยจึงเอาไม่อยู่เมื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องรับมือกับสายพันธุ์เดลตา

Bloomberg บอกว่า การแพร่ระบาดในอินโดนีเซียเป็นการตอกย้ำถึงผลที่ตามมาจากการกระจายวัคซีนที่ไม่เท่าเทียมกันคือ ประเทศร่ำรวยพากันกักตุนวัคซีน ปล่อยให้ประเทศยากจนต้องเผชิญกับการระบาดของสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่างเดลตา

เทดรอส อัดฮานอม กรีเบเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงกับเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “มหันตภัยความล้มเหลวทางศีลธรรม”

จนถึงขณะนี้อินโดนีเซียฉีดวัคซีนครอบคลุมเพียง 10% ของประชากรทั้งหมด 270 ล้านคน และมีเพียง 5.7% เท่านั้นที่ได้รับครบโดสแล้ว เมื่อประชาชนมีภูมิคุ้มกันน้อยจึงไม่แปลกที่จะมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก

วัคซีนส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียยังมาถึงมือช้า โดยเกือบ 85% เพิ่งได้รับจากจีนเมื่อปลายเดือน มิ.ย. และยังมีความคลางแคลงใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของ Sinovac โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันสายพันธุ์เดลตา หลังจากบุคลากรทางการแพทย์หลายคนที่ฉีด Sinovac ครบ 2 เข็มแล้วติด Covid-19 และบางรายเสียชีวิต

ถึงอย่างนั้นเจ้าหน้าที่รัฐบาลยังยืนยันว่าวัคซีนจีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการหนักและการเสียชีวิต

ปันดู ริโอโน นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียถึงกับพูดถึงการระบาดระลอกล่าสุดของอินโดนีเซียว่า “นี่คือความอ่อนแอของระบบที่สะสมพอกพูนขึ้น คุณไม่สามารถโทษไวรัสอย่างเดียว จริงๆ แล้วนี่เป็นปัญหาของพฤติกรรมมนุษย์”

อันที่จริงการรับมือกับโรคระบาดของอินโดนีเซียเต็มไปด้วยปัญหามาตั้งแต่เริ่มแรก กว่าทางการจะยืนยันว่าพบผู้ติด Covid-19 2 รายก็ต้องรอจนถึงวันที่ 2 มี.ค.ปีที่แล้ว ทั้งที่มีตัวบ่งชี้ว่า Covid-19 เข้ามาในประเทศตั้งแต่เดือน ม.ค.

เตราวัน อากัส ปูตรันโด รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นยังโจมตีรายงานของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่บอกว่าอินโดนีเซียอาจมีผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้รายงาน และยืนยันว่าการสวดมนต์ช่วยให้อินโดนีเซียห่างไกล Covid-19 แต่แล้วก็พิสูจน์ได้ว่าการสวดมนต์ช่วยไม่ได้

การระบาดของสายพันธุ์เดลตาและการเดินทางในช่วงเทศกาลอีดิลฟิฏรียิ่งเผยให้เห็นความล้มเหลวที่มีมายาวนานของมาตรการจัดการกับการระบาดของ Covid-19

นักระบาดวิทยาพากันเตือนว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นและเรียกร้องให้รัฐบาลจำกัดการเดินทางและการรวมตัวกันในช่วงเทศกาล ในขณะนั้นรัฐบาลกลับสั่งห้ามการเดินทางในช่วงสั้นๆ ส่งผลให้ประชาชนราว 1.5 ล้านคนกระจายตัวอยู่ที่สนามบินและสถานีรถไฟเพื่อเดินทางกลับไปรวมญาติที่บ้านเกิด

ยูดีนา เมลิสซา หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของศูนย์ความคิดริเริ่มการพัฒนาเชิงกลยุทธ์อินโดนีเซีย วิจารณ์การจัดการของรัฐบาลอย่างดุเดือดว่า “รัฐบาลลงมือลดอัตราการแพร่เชื้อช้าเกินไป ไร้ความสามารถในการอ่านข้อมูล และละเลยตำเตือนของผู้เชี่ยวชาญ”

ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ลังเลในการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดในช่วงที่มีการระบาดเนื่องจากกลัวว่าจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ขณะที่กฎที่นำมาใช้ก็ไม่ได้บังคับใช้อย่างเข้มงวด และเมื่อเร็วๆ นี้ทางการยังส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศด้วยโครงการ “ทำงานจากบาหลี” เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมในพื้นที่ โดยเพิ่งยกเลิกเมื่อสัปดาห์แล้วหลังล็อกดาวน์บาหลี

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขวิพากษ์วิจารณ์ว่าข้อความที่รัฐบาลสื่อสารไปถึงประชาชนขัดแย้งกันเองจนสร้างความสับสน และยังล้มเหลวในการยกระดับระบบสาธารณสุขและการเฝ้าระวังในช่วงที่ยังสามารถจัดการการติดเชื้อได้

อินโดนีเซียยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการตรวจหาเชื้อที่ต่ำที่สุดในโลก และแม้ตัวเลขจะขยับขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาแต่ก็ยังห่างไกลจากเป้าของรัฐบาลและไม่ทันกับการระบาด เช่นเดียวกับการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกที่ต่ำไม่แพ้กัน

ขณะที่ ดิกกี บูดิแมน จากมหาวิทยาลัยกรฟฟิธของออสเตรเลียเผยว่า ทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ที่มีการระบาดหนักทำงานในความมืด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายพื้นที่บนเกาะชวาที่ไม่รู้ปัญหาเพราะมีข้อมูลไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางคนยังปกปิดความจริงว่าตัวเองติด Covid-19 ทำให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเสี่ยงติดเชื้อจากผู้ป่วยเหล่านี้ไปด้วย

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อของอินโดนีเซียพุ่งแซงหน้าอินเดียคือ การเคลื่อนที่ของประชาชน จากข้อมูลของ Google พบว่า ชาวอินโดนีเซียเดินทางมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ระหว่างเดือน มี.ค.ถึงต้นเดือน ก.ค.ปีที่แล้วพบว่าการเคลื่อนที่ในร้านอาหารและศูนย์การค้าลดลงเฉลี่ย 28% แต่ช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้ที่การระบาดหนักกว่า กิจกรรมเหล่านั้นลดลงเพียง 9.5% เท่านั้น

ขณะที่การล็อกดาวน์บนเกาะชวาและบาหลีซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 3-20 ก.ค.นี้ ไม่ได้ลดการเคลื่อนไหวของประชาชนมากเท่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้คือ ลดเพียง 6% เหลือ 16% นับตั้งแต่เริ่มล็อกดาวน์ ขณะที่รัฐบาลต้องการให้การเดินทางลดลง 20%

นอกเหนือจากนี้ Nikkei Asia รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลว่า ตอนแรกรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนปฏิเสธการบังคับใช้มาตรการสกัด Covid-19 ที่เข้มงวดขึ้น แต่หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรัฐบาลเหล่านี้มีความเข้าใจมากขึ้นจนยอมประกาศมาตรการ แต่นั่นก็อาจไม่ทันการณ์

ด้านเจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งเผยว่า รัฐบาลกลางต้องการรักษามาตรการสกัด Covid-19 ที่ไม่เข้มงวดไว้จนกว่าจะถึงปลายเดือน มิ.ย. เพื่อที่ตัวเลขจีดีพีของไตรมาสที่สองจะได้ไม่ติดลบ

อย่างไรก็ดี มีการประเมินว่าจุดพีคของอินโดนีเซียยังมาไม่ถึง ตรี ยูนิส มิโก วาฮโยโน นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียมองว่า หากอัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อจากการส่งตรวจยังอยู่ที่ 30% และรัฐบาลสามารถเพิ่มอัตราการตรวจหาผู้ติดเชื้อรายวันไปอยู่ที่ 400,000-500,000 คน ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจพุ่งไปแตะ 100,000 คน

และคาดว่าตัวเลขนี้จะเกิดขึ้นหลังจากใช้มาตรการฉุกเฉินราว 1 สัปดาห์

สหรัฐจี้อาเซียนบีบเมียนมาหยุดความรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657986

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องอาเซียนดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ

รอยเตอร์สรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ค.) แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ร่วมประชุมทางไกลกับรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

โดยบลิงเคนระบุว่าสหรัฐมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการรัฐประหารในเมียนมา พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมตามฉันทามติ 5 ข้อเพื่อยุติความรุนแรงและฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในเมียนมา

ทั้งนี้ ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวาระพิเศษเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาได้เห็นชอบฉันทามติ 5 ข้อในการแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองในเมียนมา ประกอบด้วยยุติความรุนแรงในเมียนมา, ดำเนินการให้เกิดการเจรจาอย่างสันติ, แต่งตั้งทูตพิเศษอาเซียนเพื่อเป็นคนกลางในการเจรจา, อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และทูตจะเดินทางเยือนเมียนมาเพื่อเจรจากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่าบลิงเคนยังได้เรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัวนักโทษทุกคนที่ถูกคุมขังด้วยความไม่เป็นธรรม และฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในเมียนมา ตลอดจนเน้นย้ำในประเด็นการอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ของจีนโดยระบุว่าสหรัฐยืนหยัดเคียงข้างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Photo by KEN CEDENO / POOL / AFP

จลาจลทั่วแอฟริกาใต้ต้านจำคุกอดีตผู้นำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657964

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

ภาพเหตุจลาจลต้านจำคุกอดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ที่ยืดเยื้อนานเกือบสัปดาห์

หลังจากที่อดีตประธานาธิบดี จาคอบ ซูมา ของแอฟริกาใต้ถูกศาลตัดสินจำคุก 15 เดือนในข้อหาละเมิดอำนาจศาลเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้การประท้วงปะทุขึ้นในหลายพื้นที่ โดยกลุ่มประชาชนผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีซูมาออกมาก่อจลาจลต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสัปดาห์แล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารแอฟริกาใต้พยายามเข้าระงับเหตุ

รายงานระบุว่ากลุ่มผู้ปะท้วงมีการใช้ความรุนแรง รื้อทำลายสิ่งของ และปล้นสะดม รวมถึงเกิดการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าระงับเหตุ โดยเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 72 ราย ขณะที่กว่าพันรายถูกจับกุม

ทั้งนี้ ซูมาถูกตัดสินจำคุกในข้อหาละเมิดอำนาจศาลอันเนื่องมาจากขัดขืนคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ส่งมอบหลักฐานในการไต่สวนคดีคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศระหว่างปี 2009 ถึง 2018

Photo by Emmanuel Croset / AFP
Photo by Phill Magakoe / AFP
Photo by RAJESH JANTILAL / AFP
Photo by Emmanuel Croset / AFP
Photo by MARCO LONGARI / AFP
Photo by Emmanuel Croset / AFP
Photo by LUCA SOLA / AFP
Photo by MARCO LONGARI / AFP
Photo by MARCO LONGARI / AFP

CDC สหรัฐชี้ฉีดเข็ม 3 เสี่ยงเจอผลข้างเคียงเพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657963

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 12:15 น.

ในขณะที่ผู้คนบางส่วนกำลังเตรียมจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อให้ได้รับการปกป้องเพิ่มขึ้น แต่ทางการสหรัฐยังไม่แนะนำ

เจย์ บัทเลอร์ รองผู้อำนวยการด้านโรคติดต่อของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวกรณีความปลอดภัยและความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเป็นเข็มกระตุ้น

โดยระบุว่า ทาง CDC กำลังศึกษาว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังจากพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 บางรายมีผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น แม้ว่าจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ยากก็ตาม ซึ่งบ่งบอกว่าการฉีดเข็มที่ 3 อาจมาพร้อมความเสี่ยงที่มากขึ้น

บัทเลอร์เผยอีกว่า รัฐบาลสหรัฐยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้ชาวอเมริกันหรือไม่ แต่มองเห็นว่าอาจมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงติด Covid-19 สูง

ด้าน แอนดรูว์ ปาเวีย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากวิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ในฐานะตัวแทนสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) เผยว่า ทางสถาบันกำลังเดินหน้าศึกษาวิจัยเพื่อประเมินความจำเป็นของวัคซีนเข็มกระตุ้น รวมทั้งแนวทางการผสมวัคซีน ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการบริการจัดการวัคซีนจากหลายผู้ผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งทาง NIH หวังว่าน่าจะได้รับคำตอบทั้งหมดภายในเร็ววันนี้

ขณะที่ แอนโธนี ฟาวซี ที่ปรึกษาอาวุโสด้านสาธารณสุขของทำเนียบขาวเผยว่า ขณะนี้วัคซีนเข็มที่ 3 ยังไม่จำเป็น และกล่าวต่อว่า การพูดคุยเรื่องวัคซีนเข็มที่ 3 ของบริษัทผู้ผลิตยากับหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องถือเป็นการเตรียมการที่เหมาะสมสำหรับกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้วัคซีนเข็มที่ 3

อย่างไรก็ดี ฟาวซีย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 3 เนื่องจากขณะนี้สหรัฐยังฉีดวัคซีนให้ประชาชนยังไม่มากพอ

ฟาวซีกล่าวอีกว่า การหารือเกี่ยวกับวัคซีนเข็มที่ 3 ไม่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานว่าภูมิคุ้มกันลดลงหลังฉีดวัคซีนครบทั้งสองเข็มแล้ว และเอ่ยว่าคำถามสำคัญตอนนี้คือ วัคซีนจะปกป้องได้นานเท่าใดและปกป้องได้เพียงใด

เดลตามหาภัย อินโดแซงอินเดียเป็นศูนย์กลางระบาดใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657967

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 11:58 น.

พิษเดลตาทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นสมรภูมิการต่อสู้กับโควิด-19 แห่งใหม่ของเอเชียที่ดุเดือดอย่างมากในเวลานี้

อินโดนีเซียแซงหน้าตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายวันของอินเดีย นับเป็นจุดศูนย์กลางไวรัสแห่งใหม่ในเอเชีย เนื่องจากการแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดได้สูงทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างหนักหน่วง

อินโดนีเซียมีจำนวนผู้ป่วยรายวันทะลุ 40,000 รายเป็นเวลาสองวันติดต่อกัน รวมถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 47,899 ในวันอังคาร เพิ่มขึ้นจากที่เคยน้อยกว่า 10,000 รายในเดือนที่แล้ว

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าเจ้าหน้าที่กังวลว่าเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถแพร่เชื้อได้เร็วตอนนี้กำลังแพร่กระจายนอกเกาะหลักของประเทศคือเกาะชวา และอาจทำให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหมดแรงและคลังออกซิเจนและยารักษาโรคไม่เพียงพอ

รายงานจาอีกแหล่งหนึ่งระบุว่า อะตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยมีอัตราการเข้ารักษาที่ 80% ในเมืองหลวงคือจาการ์ตา รวมถึงในภูมิภาคอื่นๆ อีก 6 แห่งในประเทศที่มีรายงานว่าปริมาณออกซิเจนเหลือน้อย

ตัวเลขปัจจุบันของอินโดนีเซียยังห่างไกลจากยอดผู้ติดเชื้อสูงสุด 400,000 รายต่อวันของอินเดียในเดือนพฤษภาคม อินเดียซึ่งมีประชากรประมาณห้าเท่าของในอินโดนีเซียที่270 ล้านคน แต่อินเดียมีผู้ติดเชื้อรายวันลดลงต่ำกว่า 33,000 คนในวันอังคารเนื่องจากการระบาดที่รุนแรงลดลง

อินโดนีเซียรายงานผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 907 รายต่อวันในช่วง 7 วันที่ผ่านมา เทียบกับเพียง 181 รายในเดือนที่แล้ว ขณะที่อินเดียรายงานผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 1,072 รายต่อวัน

อัตราการติดเชื้อของประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 27% ในขณะที่อัตราของอินเดียอยู่ที่ 2% แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากขาดโครงสร้างพื้นฐานในการตรวจเชื้อ

ทั้งนี้ มีรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะส่งเที่ยวบินพิเศษไปยังประเทศอินโดนีเซียเพื่ออพยพพลเมืองออกจากประเทศนี้

Photo by Agung Supriyanto / AFP