WHO เบรกวัคซีนเข็ม 3 เมื่อบางประเทศยังไม่ได้ฉีดเข็มแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657957

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 11:10 น.

องค์การอนามัยโลกชี้ประเทศร่ำรวยกำลังสั่งซื้อวัคซีนเข็มที่ 3 หลายล้านโดส ขณะที่ประชากรหลายร้อยล้านคนยังเข้าไม่ถึงวัคซีนเข็มแรก

เตโวโดรส อัดฮาโนม เกอเบรออีเยอซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนประเทศร่ำรวยไม่ควรสั่งวัคซีนบูสเตอร์หรือวัคซีนกระตุนภูมิคุ้มกันเข็มที่ 3 ในณะนี้ เนื่องจากหลายประเทศยังไม่ได้รับวัคซีนเพียงพอ

พร้อมเสริมว่ามีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากขึ้นอีกครั้งอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรงและรวดเร็วไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งหลายประเทศยังมีวัคซีนไม่เพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์

“สายพันธุ์เดลตากำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่่การกระจายวัคซีนเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม บางประเทศและภูมิภาคกำลังสั่งวัคซีนบูสเตอร์หลายล้านโดส ขณะที่บางประเทศยังมีวัคซีนไม่พอต่อบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด” เตโวโดรสกล่าว

พร้อมกล่าวถึงผู้ผลิตวัคซีน Pfizer และ Moderna ว่าทั้งสองกำลังสนับสนุนการให้วัคซีนบูสเตอร์แก่ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนในระดับสูงอยู่แล้ว พวกเขาควรจัดสรรวัคซีนผ่านโครงการ COVAX เพื่อแบ่งปันวัคซีนให้ประเทศที่มีรายได้ปานกลางและยากจนมากกว่า

โสมญา สวามินาธาน หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของ WHO ชี้ว่าปัจจุบันหน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าวัคซีนบูสเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และการดำเนินการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ต้องอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ผลิตวัคซีน

ด้านไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการงานด้านสาธารณสุขฉุกเฉินของ WHO ระบุว่าตอนนี้มีผู้คนหลายร้อยล้านคนยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่โดสเดียว มันสร้างความโกรธและความละอายหากบางประเทศกว้านซื้อวัคซีนอันมีค่าเหล่านั้นไปเป็นวัคซีนบูสเตอร์ในช่วงเวลาที่ยังมีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเพราะพวกเขาไม่มีวัคซีน

Photo by JAVIER TORRES / AFP

เวียดนามเล็งฉีดวัคซีนผสม AstraZeneca กับ Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657954

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

เวียดนามเตรียมฉีดวัคซีนผสมระหว่าง AstraZeneca กับ Pfizer เป็นทางเลือกให้ประชาชน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการเวียดนามเตรียมเสนอวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เป็นวัคซีนเข็มที่ 2 เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับประชาชนที่ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มแรก

“วัคซีนของ Pfizer จะถูกสงวนไว้สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มแรกเมื่อ 8-12 สัปดาห์ก่อน” แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุ

ขณะนี้มีหลายประเทศ อาทิ แคนาดา สเปน เกาหลีใต้ ที่อนุมัติให้ใช้วัคซีนแบบผสมอันเนื่องมาจากความกังวลหลักคือ โอกาสในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เชื่อมโยงกับวัคซีน AstraZeneca

ทั้งนี้ ชาวเวียดนามฉีดวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้วเพียง 300,000 คนโดยใช้วัคซีน AstraZeneca และเพิ่งได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech 97,000 โดสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ขณะที่ทางการกำลังเร่งฉีดวัคซีนแข่งกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นทุบสถิติผู้ติดเชื้อรายวันถึง 8 ครั้งในเดือนนี้ โดยช่วงก่อนเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาเวียดนามพบผู้ติดเชื้อรวมทั้งหมดต่ำกว่า 3,000 คน แต่ขณะนี้ติดเชื้อรวมอยู่ที่ 34,500 คน และเสียชีวิต 130 คน

ข่าวดี! นักวิทย์ตัดต่อยีนสกัดไม่ให้โควิดแพร่กระจายในเซลล์มนุษย์สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657916

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 19:10 น.

นักวิทย์ใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีนสกัดกั้นไม่ให้เชื้อโคโรนาไวรัสเข้าไปติดในเซลล์ของมนุษย์ได้สำเร็จ

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียใช้เทคโนโลยี CRISPR ตัดต่อยีนเพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายของเชื้อโคโรนาไวรัส (SARS-CoV-2) ในเซลล์มนุษย์ที่ติดเชื้อได้สำเร็จ เป็นการกรุยทางไปสู่ยารักษา Covid-19

รายงานการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีประสิทธิภาพกับการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสในการทดลองในห้องปฏิบัติการ และคาดว่าจะเริ่มทดลองในสัตว์เร็วๆ นี้

ทีมวิจัยใช้เอนไซม์ CRISPR-Cas13b ที่จับกับรหัสพันธุกรรม RNA ของเชื้อโคโรนาไวรัส และทำลายจีโนมที่ไวรัสใชในการแบ่งตัวในเซลล์ของมนุษย์

ชารอน ลูวิน ผู้วิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการวิจัยโรคติดเชื้อและภูมิคุ้มกันปีเตอร์โดเฮอร์ตีของออสเตรเลียเผยกับ AFP ว่า ทางทีมออกแบบให้ CRISPR จดจำเชื้อโคโรนาไวรัส และเมื่อเชื้อถูกจดจำแล้ว เอนไซม์ CRISPR-Cas13b จะตรงเข้าไปทำลายไวรัสดังกล่าว

“เราพุ่งเป้าไปที่หลายส่วนของเชื้อไวรัส ทั้งส่วนที่มีความเสถียรมากๆ และไม่เปลี่ยนแปลง และส่วนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงง่าย และทั้งหมด (เอนไซม์ CRISPR-Cas13b) ทำลายไวรัสได้ดีมาก” ลูวินเผย

นอกจากนี้ เทคโนโลยีตัดต่อยีนนี้สกัดไวรัสไม่ให้แบ่งตัวในตัวอย่างที่เก็บจากสายพันธุ์ที่น่ากังวลอย่างอัลฟาซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ

อย่างไรก็ดี ลูวินเผยอีกว่า การนำเทคโนโลยี CRISPR มาใช้กับยาที่มีอยู่ทั่วไปอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี แต่ถึงอย่างนั้นวิธีดังกล่าวก็มีประโยชน์ในการจัดการกับ Covid-19

ลูวินเผยอีกว่ายารักษานี้จะเป็นยาต้านไวรัสง่ายๆ โดยการรับประทาน ซึ่งผู้ป่วยสามารถได้รับทันทีที่ทราบว่าติด Covid-19 เพื่อป้องกันไม่ให้อาการป่วยหนัก และลดความกดดันให้กับโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุข

ทั้งนี้ เทคโนโลยี CRISPR ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ปรับเปลี่ยนลำดับดีเอ็นเอและเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของยีน  เคยประสบความสำเร็จในการขจัดรหัสพันธุกรรมที่ทำให้เกิดมะเร็งในเด็กมาแล้ว

Photo by ERIC LALMAND / BELGA / AFP

วิจัยชี้ Sputnik V ป้องกันโควิดหลายสายพันธุ์รวมถึงเดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657912

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

งานวิจัยเผยวัคซีน Sputnik V ของรัสเซียสามารถป้องกันโควิด-19 กลายพันธุ์ได้หลายสายพันธุ์

โดยงานวิจัยจากสถาบันกามาเลยา ผู้พัฒนาวัคซีน Sputnik V เผยเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่าการวิจัยจากตัวอย่างเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสเพื่อทดสอบแอนติบอดีต่อไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการทำให้เป็นกลางทั้งต่อโควิด-19 สายพันธุ์อัลฟา (B.1.1.7) ที่พบครั้งแรกในอังกฤษ, เบตา (B.1.351) ที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้, แกมมา (P.1) ที่พบครั้งแรกในบราซิล และเดลตา (B.1.617.2 และ B.1.617.3) ที่พบครั้งแรกในอินเดีย

นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันสายพันธุ์ประจำถิ่นมอสโก B.1.1.141 และ B.1.1.317

หลังจากที่ปลายเดือนที่ผ่านมาผู้ผลิตวัคซีนเผยว่า Sputnik V มีประสิทธิภาพประมาณ 90% ในการต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ทว่า The Moscow Times เผยงานวิจัยที่ตีพิมพ์โดย Multidisciplinary Digital Publishing Institute (MDPI) ระบุว่าไวรัสกลายพันธุ์ลดประสิทธิภาพของวัคซีน Sputnik V

โดยสายพันธุ์เดลตาส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำให้เป็นกลางของวัคซีนลดลง 3.1 ขณะที่สายพันธุ์เบตาทำให้ลดลง 2.8 เท่า และสายพันธุ์แกมมาทำให้ลดลง 2.5 เท่า

งานวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาของสหรัฐก่อนหน้านี้ที่พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอกับสายพันธุ์กลายพันธุ์ เช่นเดียวกับวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ อย่าง Pfizer และ AstraZeneca ซึ่งสร้างการตอบสนองของแอนติบอดีลดลงเมื่อเจอไวรัสสายพันธุ์ใหม่

ทั้งนี้ ในการทดลองวัคซีนระยะที่ 3 ในเดือนก.พ. ผู้ผลิตวัคซีนเผยว่า Sputnik V มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 91.6% และป้องกันการเจ็บป่วยอาการหนัก 100%

โดยปัจจุบันมีประเทศที่อนุมัติวัคซีนดังกล่าวแล้ว 67 ประเทศทั่วโลกรวมประชากรกว่า 3.5 พันล้านคน

อย่างไรก็ตามวัคซีนดังกล่าวยังไม่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) โดย WHO ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสถาบันกามาเลยาแล้ว และได้ตรวจสอบโรงงานผลิตวัคซีนแล้ว 9 แห่งจนถึงขณะนี้ได้แจ้งข้อกังวลต่อโรงงานผลิตแห่งเดียว เช่นเดียวกับ EMA ซึ่งระบุว่าการอนุมัติวัคซีนกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผู้ผลิตวัคซีน Sputnik V เผยก่อนหน้านี้ว่าได้พัฒนาวัคซีนบูสเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะ ซึ่งจะพร้อมใช้งานเร็วๆ นี้

โดยได้เสนอวัคซีนบูสเตอร์ดังกล่าวให้แก่ผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แต่ยังไม่ได้เปิดเผยว่าผู้ผลิตรายใดจะได้รับวัคซีนบูสเตอร์เหล่านี้ และประสิทธิภาพในการสู้กับสายพันธุ์เดลตานั้นมากน้อยเพียงใด

Photo by ALEJANDRO PAGNI / AFP

เกาหลีใต้ห้ามเปิดเพลงเร็วในยิมหวั่นเหงื่อกระเด็นแพร่โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657896

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 16:57 น.

เกาหลีใต้คุมเข้ม Covid-19 สั่งยิมห้ามเปิดเพลงเร็วป้องกันเหงื่อออกกระจายเชื้อ

ทางการเกาหลีใต้ออกคำสั่งยิมทุกแห่งในกรุงโซลและพื้นที่ใกล้เคียงห้ามเปิดเพลงที่มีจังหวะเร็วเกิน 120 ครั้งต่อนาที (bpm) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ออกกำลังกายหายใจเร็วเกินไป หรือเหงื่อกระเด็นไปถูกผู้อื่น เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19

นอกจากนี้ ยังจำกัดความเร็วของลู่วิ่งสูงสุดไม่เกิน 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมทั้งสามารถใช้เวลาอยู่ในยิมได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงโดยจะต้องไม่อาบน้ำที่ยิม ส่วนยิมเปิดได้ถึง 22.00 น. เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา (12 ก.ค.)

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้ถูกตั้งคำถามจากเจ้าของยิมหลายคน อาทิ คังฮยอนคู เจ้าของยิมในกรุงโซลที่ถามถึงหลักฐานสนับสนุนว่าเพลงเร็วหรือเพลงช้ามีส่วนในการแพร่เชื้อไวรัส และยังเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า ผู้ใช้บริการหลายคนใช้หูฟังแล้วจะควบคุมเพลงของคนกลุ่มนี้อย่างไร

ฝั่งเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ชี้แจงว่า มาตรการนี้ช่วยไม่ให้ผู้ประกอบการต้องปิดยิม

ส่วนผู้เชี่ยวชาญเผยว่า เป็นการยากที่จะตรวจสอบว่าใครติด Covid-19 จากยิมหรือไม่ โดยข้อมูลของอังกฤษเมื่อปีที่แล้วพบว่า ยิมไม่ใช่จุดฮอตสปอตของการติดเชื้อ

ทั้งนี้ ข้อจำกัดการใช้ยิมเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเข้มงวด 2 สัปดาห์ที่เริ่มบังคับใช้ในกรุงโซลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อาทิ จำกัดการรวมตัวไม่เกิน 4 คน และเหลือ 2 คนหลัง 18.00 น.เป็นต้นไป ไนต์คลับและบาร์ต้องปิดให้บริการ ส่วนนักเรียนต้องเรียนออนไลน์

Photo by Jung Yeon-je / AFP

คิวบาฮือต้านเผด็จการ ลั่น “ผู้คนกำลังจะตายจากความหิวโหย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657901

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 16:36 น.

สถานการณ์ในคิวบากำลังน่าจับตาอย่างยิ่ง หลังจากเกิดการประท้วงที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในรอยหลายสิบปี

นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากเมื่อชาวคิวบาหลายพันคนเข้าร่วมในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในวันอาทิตย์โดยร่วมเดินขบวนไปทั่วเมือง พร้อมกับร้องตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ” และ “ผู้คนกำลังจะตายจากความหิวโหย” และ “เราต้องการเสรีภาพ” แต่ขณะเดียวกันประชาชนคิวบาส่วนหนึ่งก็ออกมาแสดงพลังเพื่อสนับสนุนรัฐบาลของประธานาธิบดีคิวบา มิเกล ดิอาซ-กาเนล (Miguel Diaz-Canel) ในกรุงฮาวานา

ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐใช้โอกาสนี้ตอกย้ำการสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลคิวบาที่เป็นรัฐบาลไม้เบื่อไม้เมาของสหรัฐมาตลอดหลายสิบปี โดยเขากล่าวว่า “เรายืนเคียงข้างชาวคิวบาและการเรียกร้องเสรีภาพอันกึกก้องของพวกเขา สหรัฐเรียกร้องให้เผด็จการคิวบารับฟังประชาชนและตอบสนองความต้องการของพวกเขาในช่วงเวลาสำคัญนี้ แทนที่จะทำให้ตนเองร่ำรวยขึ้น”

แต่ประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ-กาเนล โทษว่าเป็นความผิดของสหรัฐที่ดำเนิน”นโยบายเศรษฐกิจที่รัดคอจนหายใจไม่ออกเพื่อกระตุ้นให้เกิดความไม่สงบทางสังคมในประเทศ”

ทั้งนี้ คิวบาอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2505

“พวกเขาต้องการอะไรน่ะหรือ? ก็เพื่อปลุกความไม่สงบทางสังคมนั่นเอง” เพื่อ “เปลี่ยนระบอบการปกครอง” ดิอาซ-กาเนลกล่าวในคำปราศรัยที่ออกอากาศทางโทรทัศน์และวิทยุสาธารณะ

(ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 โดย YAMIL LAGE / AFP)

เป็นไปได้ไหม? Apple อาจประกาศซื้อ Bitcoin กว่า 2 พันล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657890

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

ท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่า Apple อาจประกาศซื้อ Bitcoin มูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์เร็วๆ นี้

แวดวงคริปโตบนโลกออนไลน์รวมถึง Joshuwa Roomsburg ซีอีโอ ChainLeak ต่างโพสต์ข้อความในทำนองเดียวกันว่า Apple จะประกาศซื้อ Bitcoin มูลค่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐในไม่ช้า

ขณะที่ Ran Neuner ซีอีโอ OnChain Capital แย้งว่าการประกาศดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอนหรือหากเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้ เช่นเดียวกับผู้ใช้ @Flappening ที่มองว่าโอกาสที่ข่าวลือนี้จะเป็นเรื่องจริงนั้นเป็นไปไม่ได้

ด้าน Alexander Ross วิศวกรจาก DevOps มองว่า Apple ใส่ใจแบรนด์มาก และไม่น่าจะทำอะไรที่ทำให้เกิดข้อขัดแย้งได้ เนื่องจาก Bitcoin ไม่สอดคล้องกับรสนิยมของ Apple ในขณะนี้

หาพนักงานด้านคริปโต

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Apple ได้โพสต์รับสมัครงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุกิจที่เกี่ยวข้องกับการ “ชำระเงินทาเลือก” โดยสิ่งสำคัญคือต้องมีประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการชำระเงินทางเลือกรวมถึงสกุลเงินดิจิทัล

ย้อนกลับไปในปี 2019 Jennifer Bailey รองประธาน Apple Pay กล่าวว่าบริษัทมองว่าสกุลเงิดิจิทัลเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และพวกเขากำลังจับตาดูมันด้วยความสนใจ

Mitch Steves นักวิเคราะห์ตลาดทุนของ RBC ประเมินว่า Apple สามารถทำเงินได้มากถึง 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีจากสกุลเงินดิจิทัล โดยการใช้ฟังก์ชันการแลกเปลี่ยนคริปโตใน Apple Pay Wallet ซึ่งเป็นการเล่นที่ปลอดภัยกว่าเมื่อเทียบกับการผลิต Apple car

อย่างไรก็ตามข่าวลือนี้ไม่ได้กระทบต่อราคาของ Bitcoin ซึ่งลดลงกว่า 3% ในวันนี้ (13 ก.ค.)

Photo by Josh Edelson / AFP

นักวิทย์เตือนอย่าฉีดข้ามวัคซีน แต่ไทยสวนกระแสใช้วัคซีนผสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657882

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

ไทยกำลังจะเป็นประเทศแรกที่ใช้วัคซีนผสมในวงกว้างอย่างเป็นทางการ ในขณะที่อนามัยโลกและนักวิทยาศาสตร์เตือนให้เลี่ยง

ประเทศไทยกำลังจะใช้วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ AstraZeneca เป็นวัคซีนเข็มที่ 2 ให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็มแรก เพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันหลังมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของ Sinovac ในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศแผนการผสมวัคซีนของจีนและของตะวันตก และไทยยังเป็นที่แรกที่ผสมวัคซีนแบบนี้อย่างเป็นทางการในวงกว้าง ขณะที่ยังไม่เคยมีผลการวิจัยเกี่ยวกับการผสมวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca เผยแพร่มาก่อนเลย

ส่วนข้อมูลงานวิจัยเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้มีเฉพาะการใช้วัคซีนแบบผสมระหว่าง AstraZeneca และ Pfizer-BioNTech ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าควรหรือไม่ควรใช้

บทความของเว็บไซต์ข้อมูลงานวิจัย Nature เมื่อเดือน พ.ค. บอกว่า การใช้วัคซีนต่างชนิดกันช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีเท่าๆ กับ หรือดีกว่าการใช้วัคซีนยี่ห้อเดียวกัน 2 เข็ม โดยอ้างงานวิจัยของสเปน อังกฤษ และเยอรมนี

เมื่อเดือน เม.ย.ทีมนักวิจัยจากสถาบันสุขภาพการ์ลอสที่ 3 ในกรุงมาดริดของสเปนทำการทดลองวัคซีนผสมในกลุ่มอาสาสมัคร 663 คนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด adenovirus เข็มแรก โดย 2 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้จะได้รับวัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer เป็นเข็มที่ 2 เว้นระยะห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 8 สัปดาห์

ผลการวิจัยของโครงการ CombiVacS ที่ประกาศเมื่อเดือน พ.ค.พบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นเข็มที่ 2 มีภูมิคุ้มกันดี และในการทดลองในห้องวิจัยยังพบอีกว่า กลุ่มที่ได้รับวัคซีนแบบผสมสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีได้มากกว่าถึง 37 เท่า และสร้าง T-cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการหาเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเชื้อโรค?ต่าง ๆ และกำจัดทิ้งได้มากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เข็มเดียว

ต่อมาในเดือน มิ.ย. ก็มีผลการศึกษาออกมาเพิ่มเติมซึ่งได้ผลคล้ายคลึงกัน คือของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเทในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี ที่ศึกษากลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 340 คน ที่ฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ทั้งสองเข็ม และฉีด AstraZeneca เข็มแรกแล้วตามด้วย Pfizer-BioNTech เป็นเข็ม 2 ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้กระตุ้นทั้งภูมิคุ้มกันและ T-cell ได้ดี

เช่นเดียวกับผลวิจัยของมหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ในฮอมบวร์กของเยอรมนีที่พบว่าการฉีดวัคซีนผสมระหว่าง AstraZeneca และ Pfizer-BioNTech กระตุ้มภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca ทั้งสองเข็ม และยังดีเท่ากับหรือดีกว่าการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ของเข็ม

และเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โครงการวิจัยวัคซีนแบบผสม Com-COV ของอังกฤษเผยแพร่ผลการวิจัยก่อนที่จะตีพิมพ์กับวารสารทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่าวัคซีนแบบผสมสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีทั้งในกลุ่มที่ฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นเข็มแรก และที่ฉีด AstraZeneca เป็นเข็มแรก

อย่างไรก็ดี อีกบทความหนึ่งของเว็บไซต์ Nature ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. บอกว่านักวิทยาศาสตร์ยังต้องการคำตอบเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนผสมจากการใช้งานจริง รวมทั้งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการวิจัยข้างต้นยังเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และจำเป็นต้องติดตามผลข้างเคียงในระยะยาวต่อไป

มาร์ตินา เซสเซอร์ (Martina Sester) นักภูมิคุ้มกันวิทยาซึ่งเป็นแกนนำโครงการวิจัยวัคซีนผสมของมหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ในฮอมบวร์กของเยอรมนีเผยกับ Nature ว่า “ตราบใดที่คุณยังไม่มีงานวิจัยในระยะยาวหรือการศึกษาติดตามผลเกี่ยวกับประสิทธิภาพ มันก็ยากที่จะบอกเกี่ยวกับระดับหรือระยะเวลาในการป้องกัน”

อีกหนึ่งข้อจำกัดของงานวิจัยเท่าที่มีอยู่คือ การเปรียบเทียบรูปแบบการผสมวัคซีนของแต่ละการศึกษาไม่ใช่เรื่องง่าย การศึกษาประสิทธิภาพในสเกลใหญ่ๆ ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เป็นเพราะว่าเมื่ออัตราการติดเชื้อลดลง ตัวเลขของอาสาสมัครในการวิจัยจะต้องเพิ่มขึ้น เพื่อตรวจหาความแตกต่างของอัตราการติดเชื้อและโรค

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนผสม โดย ไลฟ์ อีริค ซันเดอร์ (Leif Erik Sander) นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเทซึ่งร่วมทีมวิจัยวัคซีนผสมด้วยเผยว่า “คุณกำลังผสมวัคซีนต่างชนิดกัน 2 ตัว ซึ่งทั้งสองตัวอาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือผลข้างเคียงแตกต่างกันไปซึ่งอาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น”

โครงการ Com-COV ของอังกฤษพบว่า คนที่ฉีดวัคซีนแบบผสมมีอาการข้างเคียงจากการฉีดมากกว่าคนที่ฉีดยี่ห้อเดียวกัน  อาทิ เป็นไข้ ขณะที่โครงการ CombivacS ของสเปนพบว่าผู้ฉีดวัคซีนผสมมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยเช่นเดียวกับผู้ที่ฉีดวัคซีนตามปกติ

จนถึงตอนนี้การวิจัยยังทำในอาสาสมัครเพียงไม่กี่ร้อยคน นั่นหมายความว่ายังเป็นกลุ่มเล็กเกินไปที่จะพบภาวะที่เกิดขึ้นได้ยาก อาทิ ลิ่มเลือดอุดตันซึ่งจากการคาดการณ์ล่าสุดพบว่าเกิดขึ้นกับผู้ฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มแรก 1 ใน 50,000 คน และน้อยกว่า 1 ใน 1.7 ล้านคนหลังจากฉีดเข็ม 2

ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพบอาการข้างเคียงที่มีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 1,000 คน ยังไม่ต้องพูดถึงอาการข้างเคียงที่มีโอกาสเกิด 1 ใน 50,000 คน ในการวิจัยกลุ่มเล็ก

ความเป็นไปได้ที่ยังคงมีอยู่ของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ยากเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักวิจัยบางคนแนะนำให้ยึดมาตรฐานเดิมคือ ฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันทั้งสองเข็มมากกว่าใช้วัคซีนแบบผสม

สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในขณะนี้ โดย โสมญา สวามินาธาน (Soumya Swaminathan) หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกออกโรงเตือน “ประชาชนทั่วไป” ว่าไม่ควรฉีดวัคซีนแบบผสมด้วยตนเอง โดยระบุว่าการฉีดวัคซีนแบบผสมกำลังเป็น “เทรนด์อันตราย” เนื่องจากมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ

สวามินาธานย้ำว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้คือต้องให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด 

Photo by Madaree TOHLALA / AFP

เคราะห์ซ้ำ ไฟไหม้โรงพยาบาลโควิดในอิรักเสียชีวิตกว่าครึ่งร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657878

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 13:54 น.

กิดเพลิงไหม้แผนกรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลในอิรักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 50 คน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 13 ก.ค. เกิดเหตุไฟไหม้ในบริเวณแผนกรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โรงพยาบาลอัล-ฮุสเซน เมืองนาซิริยาห์ ประเทศอิรัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 52 ราย และผู้บาดเจ็บ 22 ราย โดยเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากถังออกซิเจนระเบิด

เฮย์ดาร์ อัล-ซามิลี โฆษกของหน่วยงานสาธารณสุขในท้องถิ่นระบุว่าเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการค้นหาร่างเหยื่อต่อไป โดยคาดว่าอาจยังมีผู้ติดอยู่ภายในอาคาร โดยแผนกดังกล่าวมีเตียงรองรับผู้ป่วย 70 เตียง

ขณะที่ผู้จัดการโรงพยาบาลถูกพักงาน และมีการนำตัวหัวหน้าฝ่ายสาธารณสุขและหัวหน้าหน่วยป้องกันภัยของโรงพยาบาลไปสอบปากคำ

ด้านนายกรัฐมนตรีมุสตาฟา อัล-คาเดมีของอิรักได้จัดประชุมฉุกเฉินกับรัฐมนตรีและหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงเพื่อค้นหาสาเหตุของเพลิงไหม้ พร้อมส่งความช่วยเหลือทางการแพทย์ไปยังผู้ว่าราชการ

ขณะที่ประชาชนรวมถึงญาติของเหยื่อเพลิงไหม้ครั้งนี้รวมตัวกันประท้วงอยู่บริเวณด้านนอกโรงพยาบาล เช่นเดียวกับสื่อสังคมออนไลน์ที่เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงลาออก

ทั้งนี้ ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในโรงพยาบาลในอิรักถึง 2 ครั้ง โดยครั้งที่แล้วเกิดขึ้นเมื่อเดือนเม.ย. ในโรงพยาบาลกรุงแบกแดด มีผู้เสียชีวิต 82 ราย และบาดเจ็บ 110 ราย ซึ่งเกิดจากการระเบิดของถังออกซิเจน

Photo by Asaad NIAZI / AFP

COVAX หันพึ่งวัคซีนจีนท่ามกลางวิกฤตวัคซีนขาดแคลน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657869

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 13:04 น.

เมื่อวัคซีนขาดแคลน COVAX ต้องพึ่งพาวัคซีนหลายร้อยล้านโดสจากจีน

การแจกจ่ายวัคซีนต้านควิด-19 ไปทั่วโลกผ่านโครงการ COVAX ขณะนี้กำลังหันไปพึ่งพาวัคซีนจากจีนหลังเกิดปัญหาวัคซีนขาดแคลน

โดยล่าสุด 2 ผู้ผลิตวัคซีนจากจีนตกลงส่งมอบวัคซีนให้กับโครงการ COVAX เพื่อช่วยกระจายวัคซีนไปทั่วโลก โดย Sinopharm ตกลงส่งมอบวัคซีน 170 ล้านโดส ด้าน Sinovac ตกลงส่งมอบวัคซีน 380 ล้านโดสภายในกลางปี 2022

โดย Sinopharm จะจัดส่งวัคซีนจำนวน 60 ล้านโดสภายในเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมนี้ ขณะที่ Sinovac จะส่งวัคซีนจำนวน 50 ล้านโดสระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน

ทั้งนี้ COVAX เป็นโครงการซึ่งได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวี (Gavi), กลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระจายวัคซีนทั่วโลกเป็นไปอย่างเท่าเทียม

เป้าหมายของโครงการคือการแจกจ่ายวัคซีน 1.8 พันล้านโดสภายในต้นปี 2022 โดยให้ประเทศที่มีเพียงพอบริจาคเงินและวัคซีนให้แก่ประเทศยากจนเพื่อการจัดสรรวัคซีนอย่างเท่าเทียม โดยหลายประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาวัคซีนจากโครงการ COVAX

ก่อนหน้านี้ COVAX พึ่งพาวัคซีนจาก 9 บริษัทรวมถึง Moderna, Johnson & Johnson, Pfizer-BioNTech, AstraZeneca และ Novavax

แต่ขณะนี้ COVAX ได้ส่งมอบวัคซีนไปแล้วเพียง 102 ล้านโดส โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีนไปตั้งแต่ก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ส่งผลให้มีวัคซีนเหลือมาตกถึงโครงการ COVAX น้อยลง

ยกตัวอย่างเช่น Moderna ซึ่งได้ตกลงส่งมอบวัคซีนผ่านโครงการจำนวน 500 ล้านโดส แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะสามารถจัดส่งได้ภายในปีนี้

อีกประการสำคัญที่ชะลอการดำเนินการของ COVAX คือการที่อินเดียระงับการส่งออกวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศเมื่อช่วงต้นปีนี้เนื่องจากมีการระบาดร้ายแรงในประเทศ ทั้งนี้ COVAX ได้พึ่งพาวัคซีนที่ผลิตในอินเดียมากกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่ออินเดียไม่สามารถส่งออกวัคซีนได้โครงการจึงไม่สามารถส่งมอบวัคซีนไปยังประเทศต่างๆ ได้

ตลอดจนเหตุไฟไหม้ที่โรงงานผลิตในอินเดียนำมาสู่การสูญเสียอุปกรณ์และความล่าช้าในการวางสายการผลิตเพิ่มเติม ส่งผลให้ COVAX และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศดิ้นรนเพื่อหาแหล่งวัคซีนใหม่หลังจากที่อินเดียเผยว่าจะไม่กลับมาส่งออกจนถึงสิ้นปีนี้

Gavi ระบุว่า “เพื่อประโยชน์ของประเทศยากจนที่มีวัคซีนในปริมาณไม่เพียงพอ จึงได้ตกลงกับผู้ผลิตวัคซีนทั้ง 2 รายจากจีน เนื่องจากได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้วจึงสามารถส่งมอบวัคซีนผ่านโครงการ COVAX ได้ทันที”

แม้ว่าหลายประเทศจะมีความไม่แน่ใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนจากจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 กลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรง หลังจากที่หลายประเทศพบกรณีผู้ติดเชื้อจำนวนมากทั้งที่ฉีดวัคซีนครบโดส

แต่ในสถานการณ์ที่วัคซีนทั่วโลกกำลังขาดแคลนนั้น วัคซีนจากจีนทั้ง 2 ยี่ห้อนับว่าเป็นอีกกำลังสำคัญที่จะช่วยให้โครงการ COVAX ดำเนินการส่งมอบวัคซีนให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่อไปได้

โดย Gavi ยืนยันว่าวัคซีนจากจีนทั้ง 2 ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้วทั้งในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย ขณะที่โครงการจำเป็นต้องแจกจ่ายวัคซีนอย่างเร่งด่วนเมื่อโลกกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ต่างๆ

Photo by Mamyrael / AFP