อนามัยโลกเตือนโควิด-19 ‘เดลตา’ ระบาดทั่วโลกด้วยความเร็วสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657865

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 11:35 น.

ขณะที่ทั่วโลกกำลังพบกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ทั้งประเทศที่ฉีดวัคซีนในอัตราส่วนและไม่มากต่างก็เจอกับฤทธิ์ของเดลตา

เจนีวา, 13 ก.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (12 ก.ค.) ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเตือน “การระบาดครั้งร้ายแรง” ที่เกิดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา (Delta) เนื่องจากเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ใหม่นี้กำลังแพร่กระจาย “ด้วยความเร็วสูง”

“เมื่อสัปดาห์ก่อน จำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นทั่วโลกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4” ทีโดรสแถลงข่าวออนไลน์จากนครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ “ขณะที่ยอดผู้ป่วยเสียชีวิตกลับมาเพิ่มสูงอีกครั้ง หลังลดลงนานถึง 10 สัปดาห์”

สายพันธุ์เดลตาถูกพบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือนตุลาคม 2020 และกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ถูกตรวจพบใน 104 ประเทศแล้ว ซึ่งทีโดรสชี้ว่าสายพันธุ์เดลตากำลังแพร่กระจายด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยสะสมและผู้ป่วยเสียชีวิตรายใหม่เพิ่มขึ้น

กลุ่มผู้นำทั่วโลกต่างเร่งรับมือการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยรายใหม่ในหลากหลายวิธี โดยหลายประเทศ อาทิ ฝรั่งเศสที่ประกาศใช้ข้อจำกัดใหม่ สวนทางกับอีกหลายประเทศที่ทยอยผ่อนปรนข้อจำกัด เฉกเช่นสหราชอาณาจักรที่ยังคงตั้งเป้าหมายยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดในวันที่ 19 ก.ค. นี้

ทีโดรสกล่าวเตือนอันตรายของการเร่งรีบผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ ขณะหลายประเทศยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนวัคซีน ระบุว่า “กลยุทธ์การรับมือในปัจจุบันทำให้ผมนึกถึงทีมดับเพลิงที่เข้าจัดการไฟป่า การดับไฟเพียงบางส่วนอาจช่วยให้เปลวไฟในพื้นที่หนึ่งลดลง แต่มันยังคงคุกรุ่นอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจทำให้ประกายไฟกลับมาลุกไหม้อีกครั้งในท้ายที่สุด” จึงเรียกร้องรัฐบาลต่างๆ แบ่งปันวัคซีน เพื่อร่วมกันกำจัดเพลิงไฟแห่งโรคระบาดที่ลุกลามอยู่ทุกหนทุกแห่ง

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

สหรัฐเล็งข้อตกลงการค้าดิจิทัลกับเอเชียเพื่อคานอำนาจจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657863

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 11:08 น.

ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาข้อตกลงดังกล่าว นับเป็นการวางหมากยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกครั้งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อค่ำวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐว่า รัฐบาลไบเดนกำลังพิจารณาข้อตกลงการค้าดิจิทัลที่ครอบคลุมเศรษฐกิจภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ในขณะที่สหรัฐพยายามหาวิธีถ่วงดุลอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้

ข้อตกลงดังกล่าวอาจรวมถึงประเทศ แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างบุคคลที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม รายงานเบื้องต้นไม่มีชื่อของประเทศไทยปรากฏอยู่

รายละเอียดของข้อตกลงยังอยู่ในระหว่างการร่าง แต่สามารถกำหนดมาตรฐานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งรวมถึงกฎเกี่ยวกับการใช้ข้อมูล การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการจัดการด้านศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์

Bloomberg ชี้ว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือนโยบายนี้ถือเป็นความพยายามแรกๆ ของรัฐบาลไบเดนในการนำเสนอแผนเศรษฐกิจภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเชิงกลยุทธ์มากที่สุดในโลก หลังจากการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลงการค้าหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกในปี 2017

โจชัว เมลต์เซอร์ (Joshua Meltzer) นักวิชาการอาวุโสของสถาบัน Brookings กับ เวนดี คัตเลอร์ (Wendy Cutler) อดีตรักษาการรองผู้แทนการค้าสหรัฐและสมาชิกสถาบัน Asia Society Policy Institute ร่วมกันเขียนบทความเมื่อเดือนเมษายนโดยชี้ว่า “ข้อตกลงการค้าดิจิทัลจะนำสหรัฐกลับคืนสู่เกมการค้าในเอเชีย หลังจากที่พิจารณาแล้วถึงข้อดีของการเข้าร่วมข้อตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) อีกครั้ง”

Photos by NICOLAS ASFOURI and Nicholas Kamm / AFP

ByteDance พับแผนขายหุ้น IPO หลังโดนเตือนจากทางการจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657861

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 10:46 น.

ByteDance เจ้าของแอปพลิเคชัน TikTok ระงับแผนการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดต่างประเทศอย่างไม่มีกำหนด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่าบริษัท ByteDance Ltd. เจ้าของแอปพลิเคชัน TikTok ระงับความตั้งใจที่จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน (IPO) ในตลาดสหรัฐหรือฮ่องกงอย่างไม่มีกำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลหลังเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐในประเด็นดังกล่าวเมื่อต้นปี

หลังจากที่ ByteDance ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเริ่มเตรียมการเบื้องต้นสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ต้องพับไปก่อนเมื่อการเสนอขายหุ้นของ Didi Global Inc. ในนิวยอร์กจะจุดประกายให้ทางการจีนจับตามอง

ทั้งนี้ ByteDance เข้าเจรจากับหน่วยงานกำกับดูแลของจีนเป็นประจำเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยในเวลาต่อมาบริษัทออกแถลงการณ์ระบุว่าการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดต่างประเทศนั้นไม่ตรงตามเงื่อนไข และระงับแผนดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

รายงานระบุว่าบริษัทต่างๆ ที่กำลังดำเนินการจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้นจากรัฐบาลจีน หลังจากที่มีการเสนอกฎหมายให้บริษัททุกแห่งที่ต้องการเสนอขายหุ้นนอกประเทศต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์

รวมถึง Didi ซึ่งจดทะเบียนในตลาดนิวยอร์กเมื่อเดือนมิถุนายน ก่อนที่ทางการจีนจะเริ่มสอบสวนเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และสั่งระงับการให้บริการหลังจากพบว่าบริษัทได้รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย

Photo by Noel Celis / AFP

สหรัฐเตือนวัคซีน J&J ก่อความเสี่ยงโรคระบบประสาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657859

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

สหรัฐเพิ่มคำเตือนวัคซีน J&J ก่อความเสี่ยงโรคระบบประสาททำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง  

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) เพิ่มคำเตือนบนเอกสารกำกับการใช้วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Johnson & Johnson ว่า มีความเสี่ยงก่อให้เกิดอาการต่อระบบประสาทที่เรียกว่า กิลแลง บาร์เร (Guillain-Barre Syndrome: GBS) ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก

GBS คือ โรคระบบประสาทที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเฉียบพลัน หรือในรายที่อาการรุนแรงอาจเป็นอัมพาต

ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ระบบประเมินความปลอดภัยของวัคซีนของรัฐบาลกลางพบว่า หลังจากฉีดวัคซีนของ Johnson & Johnson ให้ชาวอเมริกันไปแล้วราว 12.5 ล้านโดส เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบรายงานการเกิดภาวะดังกล่าวอย่างน้อย 100 ราย

และในจำนวนนี้ 95 รายมีอาการรุนแรงและต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และมี 1 รายเสียชีวิต

FDA ระบุอีกว่า อาการของภาวะ GBS จะเริ่มขึ้นภายใน 42 วันหลังจากได้รับวัคซีน และยืนยันว่าภาวะนี้พบได้ยากมาก แต่หากมีอาการซ่าหรือเป็นเหน็บหรืออ่อนแรงโดยเฉพาะบริเวณขาและแขนที่เป็นมากขึ้นหรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายให้รีบพบแพทย์โดยด่วน

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเดินลำบาก ขยับใบหน้าลำบากรวมทั้งการพูด เคี้ยว หรือกลืน มองเห็นภาพซ้อนหรือไม่สามารถกลอกตาไปมา กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ทำงานบกพร่อง

อย่างไรก็ดี FDA ซึ่งยังเดินหน้าทำงานร่วมกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ในการเฝ้าจับตาความปลอดภัยของวัคซีนย้ำว่า ประโยชน์ของวัคซีนยังมีมากกว่าความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ GBS ยังเพิ่มขึ้นหลังได้รับวัคซีนบางชนิด รวมทั้งวัคซีนไข้หวัดประจำฤดูกาล วัคซีนป้องกันงูสวัด แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่พบในผู้ใช้วัคซีนของ Pfizer-BioNTech และ Moderna โดยแต่ละปีมีชาวอเมริกันป่วยด้วยอาการนี้ราว 3,000-6,000 ราย และส่วนใหญ่อาการค่อยๆ หายไป

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

เมื่อประชาชนอยากเปลี่ยนผู้นำระหว่าง “สงคราม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657835

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 20:49 น.

รัฐบาลที่ชนะสงคราม อาจไม่ชนะใจประชาชน เราจะเปลี่ยนผู้นำกลาง “สงคราม” ได้ไหม และหากฝ่ายค้านปล่อยให้รัฐบาลชนะสงครามโควิดพวกเขาจะแพ้คะแนนนิยมของรัฐบาลหรือไม่ ประวัติศาสตร์จากต่างประเทศมีตัวอย่าง

มีการวิเคราะห์ (ที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่จะเป็นทฤษฎีสมคบคิด) ที่ว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพยายามที่จะไม่ให้รัฐบาลประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาดเพราะหากทำสำเร็จเท่ากับรัฐบาลจะได้หน้าครั้งใหญ่และเท่ากับตอกฝาโลงฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไป

อย่างที่บอกว่ามันหมิ่นเหม่กับการเป็นทฤษฎีสมคบคิด ดังนั้นผู้อ่านไม่ต้องไปจริงจังกับมันมาก เพราะผู้เขียนแค่ยกมันเป็นสมมติฐานขึ้นมาเท่านั้นว่าต่อให้มีแผนสมคบแบบนี้จริงๆ “ก็ใช่ว่ารัฐบาลที่ชนะสงคราม จะชนะใจประชาชนเสมอไป”

ยกตัวอย่างในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วินสตัน เชอร์ชิล เป็นนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรที่นำรัฐนาวาฝ่าหายนะของสงครามและความแร้นแค้นมาได้ เป็นทั้งผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และเด็ดขาด มีสุทนรพจน์ที่ทรงพลังชักนำให้ประชาชนมีหวังสู้ต่อไป เขาจึงถือเป็นวีรบุรุษตลอดกาลของคนบริเตนและฝ่ายสัมพันธมิตร

เชอร์ชิลยังมี “คาริสมา” หรือบารมีทางการเมืองสามารถชวนฝ่ายตรงข้ามจากพรรคต่างๆ มาฟอร์ม “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือคณะรัฐมนตรีสงคราม (Churchill war ministry) ประกอบด้วยรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายค้านพรรคแรงงาน ร่วมกันผนึกกำลังนำพาประเทศฝ่าวิกฤตมาได้

แบบนี้เชอร์ริลเป็นพระเอกเห็นๆ และมีแต้มต่อในมือพอที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปได้อีกยาว

แต่แล้วเมื่อสิ้นสงครามถึงเวลาสลายรัฐบาลแห่งชาติ พรรคฝ่ายค้านบอกว่าจะขอเลือกตั้งเลยทั้งๆ ที่สงครามในฝั่งยุโรปเพิ่งจะจบและสหราชอาณาจักรยังพัวพันกับสงครามกับญี่ปุ่นที่ตะวันออกไกล เชอร์ชิลกับพรรคพวกอยากถ่วงเวลาให้สงครามในเอเชียบูรพาจบลงเสียก่อน แต่สุดท้ายก็ยอมสละอำนาจและจัดเลือกตั้ง

ปรากฎว่าแทนที่เชอร์ชิลผู้ชนะสงครามกับฮิตเลอร์จะกำชัยชนะในครั้งอีก เขากลับพ่ายให้กับคลีเมนต์ แอตลีย์แห่งพรรคแรงงานแบบเหนือความคาดหมาย และเป็นการพ่ายแบบ “แลนด์สไลด์” เสียด้วย

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะถึงเชอร์ชิลจะนำประเทศชนะสงครามมาได้ แต่เขาไม่ได้คิดเรื่องหลังสงคราม ประชาชนที่เหนื่อยกับสงครามมาหลายปีต้องการความหวังในชีวิตซึ่งเชอร์ชิลไม่รู้จะให้อย่างไรเพราะมัวแต่โฟกัสที่ความสำเร็จจากสงคราม

ขณะที่พรรคแรงงานของแอตลีย์สนใจว่าจะพลิกฟื้นสังคมขึ้นมาใหม่อย่างไร จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีกินมีใช้และมีความหวังใหม่ในชีวิต แผนการของพรรคแรงงานนั้นจับต้องได้โดยเน้นที่การปฏิรูปซึ่งในยุคหลังสงครามนั้นไม่มีคำๆ ไหนให้ความหวังคนเท่ากับ “การปฏิรูป” เพระคนเบื่อชีวิตเดิมๆ แล้ว

การปฏิรูปที่ได้ใจประชาชน ไม่ใช่การปฏิรูปทางการเมือง เพราะไม่ใช่เวลามาแก้ระบอบ แต่เป็นการซื้อใจประชาชนที่ไม่มีจะกิน ไม่มีงานทำ ไม่มีสวัสดิการดีๆ พรรคแรงงานเน้นจุดนี้ พวกเขาจึงได้คะแนนเสียงจากประชาชนแบบถล่มทลาย

เชอร์ชิลนั้นหวังจะกินบุญเก่าอย่างเดียว หาได้ตระหนักว่าเมื่อสิ้นสงครามแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมี “ขุนศึก” อีก ภาษิตที่ว่า “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” ใช้ได้ดีกับเชอร์ชิล เพียงแต่คนที่ฆ่าขุนศึกไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าเขา แต่เป็นประชาชนนี่เอง

หันมาดูที่ประเทศไทยเราตอนนี้ ฝ่ายที่ต้องการล้มรัฐบาลประยุทธ์ไม่ว่าจะมีแผนการสมคบคิดในใจหรือไม่ก็ตาม ไม่จำป็นต้องกลัวว่าหากรัฐบาลนี้ควบคุมโรคได้จะได้ใจประชาชน เพราะเมื่อควบคุมสถานการณ์ได้ ประชาชนจะมองไปในอนาคตได้อีกครั้ง เมื่อเขาเห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่สามารถมอบอนาคตให้ได้ เขาก็จะไม่เลือกอีก

สิ่งที่ฝ่ายต่างๆ ต้องทำในเวลานี้ก็คือควรทำแบบคลีเมนต์ แอตลีย์ หากไม่อยากจะสังฆกรรมกับรัฐบาลเพราะรู้สึกอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่มีเกียรตินั่นคือวิจารณ์ความบกพร่องของรัฐบาลอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน และลงมือช่วยประชาชนอีกแรงหนึ่ง

ฝ่ายค้านของประเทศไทยในเวลานี้คุณภาพย่ำแย่อย่างที่สุด เพราะรัฐบาลว่าแย่แล้วฝ่ายค้านไม่สามารถชี้จุดบกพร่องแบบที่ทำให้รัฐบาลจนแต้มได้ ดังนั้นควรจะไปทำงานอย่างอื่นที่พิจารณาแล้วว่าสร้างสรรค์กว่า

พรรคแรงงานของแอตลีย์ไม่เสียเวลากับสิ่งที่คิดว่าทำไปก็ไม่สำเร็จคือโค่นรัฐบาลเชอร์ชิลระหว่างสงคราม แต่พวกเขาใช้เวลานี้ประคับประคองประเทศร่วมกับฝ่ายตรงข้ามไปพลางๆ แล้วศึกษาโอกาสที่จะมาถึงหลังสงคราม โอกาสที่พวกเขามองเห็นคือ Beveridge Report

Beveridge Report เป็นรายงานที่รัฐบาลสั่งทำขึ้นในปี 1942 ที่เสนอให้มีการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม (ผู้เสนอก็มาจากพรรคแรงงานในรัฐบาลแห่งชาตินั่นเอง) รายงานฉบับนี้ถูกใจประชาชนมาก เพราะเสนอให้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

เพราะในช่วงสงครามสังคมอังกฤษเปลี่ยนแปลงไปแบบย้อนกลับไม่ได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมกันใช้ระบบปันส่วนอาหารที่ขาดแคลน รัฐบาลช่วยเหลืออุดหนุนสิ่งของจำเป็นต่างๆ ทำให้มันใกล้เคียงกับรัฐสวัสดิการกลายๆ หลังจากสงครามแล้วจะให้ประชาชนยอมให้เสียประโยชน์ส่วนนี้คงไม่ได้

พรรคแรงงานของแอตลีย์ใช้ประโยชน์จากรายงานชุดนี้จนซื้อใจประชาชนได้และนำรายงานมาปรับใช้จริง ทำให้สหราชอาณาจักกลายเป็นรัฐสวัสดิการไป (จนกระทั่งนางแทตเชอร์มาล้มล้างให้เป็นระบบนายทุน)

พรรคฝ่ายค้านในไทยที่สนับสนุนรัฐสวัสดิการก็มีอยู่ แต่น่าเสียดายว่าไปโฟกัสที่เรื่องการเมืองมากกว่าจะผลักดันรัฐสวัสดิการจริงๆ จังๆ โดยคิดว่าแก้การเมืองแล้วจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้

ยังมีอีกข้ออ้างเรื่อง “อย่าเปลี่ยนขุนศึกขณะรบพัวพัน”

เท่าที่เห็นมานี่เป็นข้อโต้แย้งของฝ่ายสนับสนุน “รัฐบาลลุงตู่” เสียเป็นส่วนใหญ่

แต่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลนี้นัก เพราะหากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนรัฐบาลกลางคันก็ต้องเปลี่ยนไป หรือหากนายกฯ กับรัฐบาลหมดสภาพแล้วถึงจุดที่อยู่ต่อไม่ได้อีกก็ควรจะลาออกไปโดยไม่ต้องกังวลว่า “ขุนศึกอย่างเราสละทัพกลางคัน บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร?”

ไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้ เพราะการรบกับเชื้อโรคไม่เหมือนการรบกับมนุษย์ ต่อให้เปลี่ยนรัฐบาล แต่ทิศทางการทำงานของรัฐบาลใหม่ไม่อาจเปลี่ยนได้ เพราะ 1. คนทำงานคือข้าราชการและเทคโนแครต 2. สงครามนี้มีเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือสู้กับโรคระบาด

การรบกับมนุษย์นั้นต้องอาศัยเล่ห์เหลี่ยมของผู้นำต่อผู้นำ แต่การรบกับเชื้อโรคต้องอาศัยความรู้ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเท่านั้น ดังนั้นจะเปลี่ยนหัวหน้าสักกี่หัวยังไม่เท่ากับเปลี่ยน “กุนซือ” คือผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย

การเปลี่ยนขุนศึกกลางคันยังเคยมีมาแล้วก่อนที่สงครามโลกครั้ง 2 จะสิ้นสุดลงด้วยซ้ำคือกรณีของสหราชอาณาจักรที่ยังรบพัวพันในตะวันออกไกลก็ยังเปลี่ยนจากเชอร์ชิลมาเป็นแอตลีย์ได้ ขณะที่สหรัฐเองเสียประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ไปตอนที่สงครามกับญี่ปุ่นยังไม่จบเช่นกัน

คนที่ขึ้นมาแทนคือ แฮร์รี่ เอส. ทรูแมน ผู้เป็นรองประธานาธิบดีของรูสเวลท์ได้แค่ 82 วัน (รูสเวลท์อยู่ในตำแหน่งรวม 4 สมัย 12 ปี) ทั้งรูสเวลท์กับทรูแมนเจอกันลำพังแค่ 2 ครั้งเท่านั้นตอนที่ดำรงตำแหน่งร่วมกัน

การผลัดขุนศึกของสหรัฐในยุคนั้นอยู่ในสถานการณ์คาบลูกคาบดอกมากแถมหัวหน้าคนใหม่ยังมีที่มากันคนละทางกับคนก่อน แต่ทรูแมนก็นำพาประเทศผ่านสงครามมาได้ และเมื่อมีการเลือกตั้งประธานนาธิบดีอีกครั้ง ทรูแมนที่ใครๆ มองเป็นตัวสำรองและม้าตีนปลายกลับชนะเสียอย่างนั้น

สถานการณ์ของเขาจึงคล้ายกับกรณีคลีเมนต์ แอตลีย์อยู่พอสมควรแถมยังคล้ายกันตรงที่ทรูแมนใช้นโยบายรัฐสวัสดิการกระตุ้นความหวังของผู้คนที่ในยุคข้าวยากหมากแพงหลังสงครามจนชนะเลือกตั้งสมัยที่สองทั้งคนบอกว่าต้องแพ้แน่ๆ 

ที่ยกตัวอย่างยืดยาวขนาดนี้ก็เพื่อชี้ว่าการเปลี่ยนรัฐบาลกลางสถานการณ์แบบนี้เป็นไปได้ แต่หากมันยังเป็นไปไม่ได้ทุกฝ่ายจะต้องมีศัตรูสูงสุดร่วมกันไม่แย่งกันเป็นศัตรูเสียเอง

เพราะหากเล่นการเมืองมากเกินไปการสู้กับสงครามครั้งนี้ก็ยืดเยื้อ ยิ่งยืดเยื้อพื้นฐานประเทศยิ่งพัง ประเทศยิ่งพังคนที่จะลำบากคือคนไทยทุกคน แม้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองจะได้เก้าอี้รัฐบาลมาครองก็ได้แต่ซากเมืองที่พังพินาศและประชาชนที่หมดพลังชีวิต

ขอเสนอแนะว่า ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม หลังจากสงครามแล้วคนที่เราต้องการมากที่สุดไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ (เพื่อสู้กับโรคระบาด แต่ยังจำเป็นเรื่องการเยียวยาชีวิต) แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจเก่งๆ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

ใครที่มีคนเก่งในมือก็เหมือนแอตลีย์ที่มีรายงาน Beveridge Report เป็นแผนที่นำทางชัยชนะให้เขา และรู้จักใช้นักเศรษฐศาสตร์ระดับพระกาฬอย่างจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์และวิลเลียม บีเวอริดจ์เพื่อฟื้นฟูประเทศชาติ สร้างสังคมที่ประชาชนมีสวัสดิการที่ดี

เคนส์และบีเวอริดจ์ผู้วางรากฐานรัฐสวัสดิการของสหราชอาณาจักรนั้นไม่ใช่ทั้งคนของพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษ์นิยม แต่เป็นคนของพรรคเสรีนิยม ทว่าความสามารถทางเศรษฐศาสตร์ของพวกเขาเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลพรรคแรงงานอย่างมากจนชนะเลือกตั้งและทำการปฏิรูปให้พวกเขาอยู่ในอำนาจได้นานถึง 6 ปี

ดังนั้น ขอผู้มีอำนาจในบ้านเมืองโปรดดูสถานการณ์ในอดีตของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Madaree TOHLALA / AFP

ความไม่เคลียร์เรื่องเข็มสาม เมื่อ Pfizer กับรัฐบาลสหรัฐก็ยังไม่ชัวร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657827

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 18:03 น.

ขณะที่บางประเทศเริ่มฉีด Pfizer เข็มที่ 3 แล้วแต่ทางการสหรัฐค้านยังไม่จำเป็น

หลังจากที่ Pfizer เปิดเผยว่ามีแผนจะยื่นขออนุมัติจากสหรัฐและยุโรปในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยอ้างถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ชี้ว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 มีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์เบตา 5-10 เท่า เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีน 2 เข็ม

รวมถึงข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนอาจลดลงใน 6 เดือนหลังได้รับวัคซีน จึงอาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3

นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ยืนยันแนวทางของบริษัทก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเม.ย. อัลเบิร์ต บูร์ลา ซีอีโอของ Pfizer แนะนำว่า “มีความเป็นไปได้ที่จะต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หลังจากเข็มแรกประมาณ 6 ถึง 12 เดือน”

สหรัฐสั่งเบรก

ขณะที่สวนทางกับคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) แห่งสหรัฐอเมริกาซึ่งกล่าวว่า “ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องฉีดบูสเตอร์ในเวลานี้ แต่จะมีการเตรียมวัคซีนเข็มที่ 3 ให้พร้อมเมื่อผลการศึกษาพิสูจน์แล้วว่ามีความจำเป็น” โดยระบุว่ากำลังศึกษาถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3

ดร. แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของสหรัฐให้สัมภาษณ์ต่อ CNN ว่ารัฐบาลจะแจ้งว่าชาวอเมริกันจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 หรือไม่ และเมื่อใด เราเคารพในความคิดเห็นของผู้ผลิตวัคซีน แต่ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำจาก FDA และ CDC

ด้านเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวเน้นย้ำว่าการตัดสินใจจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ รัฐบาลต้องให้ข้อมูลด้านสาธารณสุขและข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน

บางประเทศเริ่มฉีดเข็ม 3 แล้ว

ขณะที่ทางการสหรัฐยังไม่สนับสนุนการฉีดวัคซีน Pfizer เข็มที่ 3 แต่ด้านอิสราเอลได้เริ่มฉีดให้แก่ผู้ใหญ่และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าควรฉีดให้แก่สาธารณชนทั่วไปหรือไม่

รวมถึงตุรกีซึ่งได้เริ่มฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา ทั้งวัคซีนของ Pfizer และ Sinovac โดยระบุว่าทางการได้ประเมินแล้วว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะเป็นประโยชน์ไม่ว่าก่อนหน้านี้ผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนจะได้รับวัคซีนชนิดใดมาก็ตาม

ทั้งนี้ จากข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่าวัคซีนของ Pfizer มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แต่อาจป้องกันการติดเชื้อได้น้อยกว่าไวรัสสายพันธุ์อื่น เนื่องจากเดลตาเป็นสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มติดต่อง่ายกว่า

ทำไม Elon Musk ยอมขายบ้านสุดหรูไปอยู่บ้านเช่าหลังมินิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657818

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 17:01 น.

Elon Musk เผยแนวคิดมหาเศรษฐีติดดิน เมื่อบ้านหลังใหญ่สุดหรูไม่ใช่สิ่งสำคัญ

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอ Tesla และ SpaceX บุคคลที่มีชื่อติดโผมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกเปิดเผยว่าเขาขายบ้านและทรัพย์สินเกือบทั้งหมดของเขา และย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กๆ ในรัฐเท็กซัส ราคาประมาณ 50,000 เหรียญสหรัฐหรือ 250 เหรียญสหรัฐต่อเดือน หรือราคาถูกกว่ารถ Tesla ของเขาเสียอีก

อาจสมเหตุสมผลที่มัสก์จะสนใจใช้ชีวิตในบ้านหลังเล็กๆ เพราะความยั่งยืนคือหัวใจหลักของ Tesla แต่ในทางกลับกันมันค่อนข้างน่าทึ่งเมื่อพิจารณาจากทรัพย์สมบัติมูลค่าราว 163,000 ล้านเหรียญสหรัฐของเขา

ไม่ใช่แค่สร้างความตกตะลึงให้แก่บรรดาผู้ติดตามทั่วโลกเท่านั้น แต่มัสก์ยังเผยแบบขำๆ ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ไกรมส์ (Grimes) แฟนสาวของเขาโกรธไปด้วย

บ้านหลังเล็กของ Elon Musk

บ้านหลังนี้เป็นบ้านกล่องสำเร็จรูปรุ่น Casita จากบริษัท Boxabl ขนาดประมาณ 375 ตารางฟุตซึ่งเพียงพอต่อการกั้นเป็นโซนห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องครัว และห้องน้ำได้พอดิบพอดี

Boxabl เผยว่า Casita นั้น “ประหยัดพลังงานอย่างยิ่ง” เนื่องจากผลิตด้วยเทคโนโลยีฉนวนและใช้ไฟ LED เรียกได้ว่าทั้งใช้ที่ดินน้อย ใช้ไฟฟ้าน้อย จึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าบ้านทั่วไปมาก

กาเลียโน เทอร์มานี (Galiano Tirmani) ผู้ก่อตั้ง Boxabl เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ภารกิจหลักของ Boxabl คือการแก้วิกฤตที่อยู่อาศัยราคาเอื้อมถึงได้”

“ที่อยู่อาศัยราคาไม่แพงแทบจะหาไม่ได้แล้ว แต่ละครัวเรือนต้องเสียค่าเช่าบ้านไม่ต่ำกว่า 50% ของรายได้ต่อเดือนของพวกเขา และเราเชื่อว่า Boxabl กำลังอยู่ในจุดที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้”

Elon Musk กับบ้านของเขา

มัสก์เผยว่าเขาคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้วก่อนตัดสินใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีบ้านหลายหลังแต่ไม่ค่อยได้ใช้เวลากับมันเลย ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลย

“อาจมีใครที่จะสามารถเพลิดเพลินไปกับบ้านเหล่านั้น ได้ใช้ประโยชน์จากบ้านเหล่านั้นได้ดีกว่าผม” มัสก์กล่าว

เมื่อถูกถามว่าจะสร้างบ้านในฝันแบบล้ำๆ เป็นของตัวเองไหม มัสก์ถามกลับว่า “มันสมเหตุสมผลไหมที่ผมจะใช้เวลาไปกับการออกแบบบ้าน หรือผมควรเอาเวลาไปหาวิธีพาพวกเราไปดาวอังคาร ผมคิดว่าอย่างหลังน่าจะสำคัญกว่า”

Photo by Christophe Gateau / dpa / AFP

จีนเจอน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ ฝนตกเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657816

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 16:20 น.

ตั้งแต่เหนือจรดใต้ จีนพบกับภาวะฝนตกหนัก หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมรุนแรง

สำนักงานสังเกตการณ์อุตุนิยมวิทยาปักกิ่งที่กล่าวว่าปริมาณน้ำฝนสะสมในเมืองหลวงคาดว่าจะสูงถึง 60 ถึง 100 มิลลิเมตร ซึ่งที่ปักกิ่งมักมีฝนตกประมาณ 600 มิลลิเมตรต่อปี ในขณะที่หน่วยงานควบคุมน้ำท่วมของปักกิ่งเตือนว่าอาจมีฝนตกหนักที่สุดในรอบ 3 ปี

แต่สถานการณ์รุนแรงที่สุดคือมณฑลเสฉวนโดยฝนตกหนักตั้งแต่วันศุกร์ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำ 14 สายสูงขึ้น พัดเรือและสะพานไปกับสายน้ำ และทำให้ต้องอพยพผู้คนมากกว่า 4,600 คน

แม้ว่าจะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่สื่อของรัฐกล่าวว่าฝนและน้ำท่วมได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนมากกว่า 120,000 คน ทำให้ต้องยกเลิกบริการรถไฟบางส่วน และสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 176 ล้านหยวน มีรายงานว่าบ้านเรือนประมาณ 27,000 หลังในเมืองปาจง มณฑลเสฉวนไม่มีไฟฟ้าใช้

ห่างออกไปประมาณ 900 กม. ทางตะวันออกเฉียงเหนือในเมืองซินโจว มณฑลซานซี ภาพถ่ายของสื่อของรัฐแสดงให้เห็นรถยนต์ที่ขับผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง เมืองจินเฉิง ซึ่งอยู่ในมณฑลซานซีเช่นกัน ยกระดับสัญญาณฝนตกหนักเป็นสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนได้ต่ออายุการแจ้งเตือนสำหรับพายุฝนทั่วประเทศ โดยคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของจีน

Photo by STR / AFP / China OUT

ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ลั่น Bitcoin ดีกว่าทองคำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657800

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 14:40 น.

Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Apple เชื่อ Bitcoin ดีกว่าทองคำ

สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple เป็นอีกหนึ่งในบุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับโลกที่ออกมาสนับสนุนและเชื่อมั่นในอนาคตของ Bitcoin แม้ว่าตัวเขาเองยังไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลตัวนี้เลยก็ตาม

โดย El Sol de Mexico สำนักข่าวท้องถิ่นเม็กซิโกระบุว่าในงาน Talent Land Digital 2021 ที่จัดขึ้นในเม็กซิโกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา วอซเนียกกล่าวว่า Bitcoin เป็น “สูตรทางคณิตศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร” และเป็น “ความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยี”

“ทองคำมีจำกัดและคุณต้องหามัน แต่ Bitcoin ไม่เหมือนกัน มันเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่น่าทึ่งที่สุด ถึงผมไม่ได้ลงทุนใน Bitcoin แต่ผมเชื่อมั่นในอนาคตของมัน”

ในปี 2018 วอซเนียกเคยให้สัมภาษณ์ต่อ CNBC ว่าเขาหวังว่า Bitcoin จะเป็นสกุลเงินที่ใช้กันทั่วโลก (single global currency) และกล่าวว่า Bitcoin เป็นหนึ่งเดียวของทองคำดิจิทัล

ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ววอซเนียกได้เปิดตัว Efforce บริษัทที่ 2 ของเขาต่อจาก Apple ซึ่งเป็นบริษัทประหยัดพลังงานระดมทุนเพื่อโครงการสีเขียวผ่านการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและสร้างเหรียญดิจิทัลของตัวเองที่ชื่อว่า WOZX

Bitcoin มักถูกมองว่าเป็นทองคำดิจิทัลเนื่องจากทั้ง 2 มีอุปทานที่จำกัดเหมือนกันโดย Bitcoin ถูกจำกัดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ และทั้ง 2 ไม่มีอำนาจกลางจากธนาคารหรือรัฐบาล ตลอดจนมีตลาดที่สภาพคล่องสูงในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราเหมือนกัน

จึงมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับทองคำโดยเมื่อเดือนที่แล้วมหาศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง มาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า Bitcoin ดีกว่าทองคำเช่นกัน

Bitcoin จะตกถึง $10,000 หรือไม่? นักลงทุนใหญ่ชี้เป็นไปได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657785

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 13:47 น.

Scott Minerd แห่งบริษัท Guggenheim ชี้ว่ามีโอกาสที่คริปโตที่ใหญ่ที่สุดอาจจะดิ่งลงหนักถึงระดับหนึ่งหมื่น

สก็อต ไมเนิร์ด (Guggenheim) หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของบริษัท Guggenheim ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า Bitcoin กำลังจเอกับภาวะทิ้งตัวแรงที่อาจทำให้มูลค่าลดลงระหว่าง 10,000 ถึง 15,000 ดอลลาร์

“เมื่อเราดูประวัติศาสตร์ของคริปโตและหันมามองดูว่าเราอยู่จุดไหน ผมหมายถึง ผมเชื่อจริงๆ ว่านี่อาจเป็นความผิดพลาด และคุณก็รู้ ความผิดพลาดจะทำให้มูลค่าลดลง 70% ถึง 80% โดยสมมติว่าอยู่ระหว่าง 10,000 ถึง 15,000 ดอลลาร์” เขากล่าวกับ CNBC

เขากล่าวเสริมในภายหลังว่า “ขอบอกแบบนี้ ผมจะไม่รีบซื้อ Bitcoin และผมไม่เห็นเหตุผลที่จะถือมันในตอนนี้ หากคุณกำลังจะเป็นนักเก็งกำไร ให้คาดเดาว่ามันกำลังตกต่ำ”

คำกล่าวนี้สวนทางกับท่าทีของเขาเมื่อ 5 เดือนที่แล้วซึ่งเขาเคยบอกกับ CNN ว่าเขาเชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลอาจ Bitcoin อาจทำราคาสูงถึง 600,000 ดอลลาร์ และในเดือนธันวาคมปีที่แล้วเขาบอกกับ Bloomberg ว่าจากการวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัทแสดงให้เห็นว่า Bitcoin ควรจะมีมูลค่า 400,000 ดอลลาร์

อะไรที่ทำให้ไมเนิร์ดเปลี่ยนท่าทีแบบหักมุมแบบนี้? เขาเริ่มเทียบ กับภาวะคลั่งทิวลิป (Tulipmania) ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของภาวะฟองสบู่ที่เกิดจากการปั่นสิ่งที่มนุษย์กำหนดราคาขึ้นมาเองเพราะความคลั่งไคล้ในสิ่งนั้น เขาทวีตไว้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมว่า “คริปโตได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น Tulipmania เมื่อราคาสูงขึ้น หัวทิวลิปและสกุลเงินคริปโตก็ทวีคูณขึ้นจนกว่าอุปทานจะล้นหลามในราคาดุลยภาพก่อนหน้านี้”

ก่อนหน้านี้ที่เขาจะคาดว่า Bitcoin อาจจะถึง 10,000 ดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายนเขายังเคยทวีตว่ราคาของมันอาจจะลงมาต่ำกว่าแรงหนุน 20,000 แต่นักลงทุนที่มั่นใจใน Bitcoin บางคนไม่เห็นด้วย ซึ่งในเดือนมิถุนายน เขาก็ยังทวีตการสนับสนุนระยะยาวต่อสกุลเงินดิจิทัล โดยกล่าวว่า “คริปโตจะยังคงผันผวนต่อไป แต่ว่ากันตามแนวโน้มแล้ว มันคืออนาคต”

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของเขากับ CNBC ล่าสุดดูเหมือนว่าเขาจะละทิ้ง Bitcoin แล้ว

Photo by Marco BELLO / AFP