วัคซีนเวิร์ก! สหรัฐเผย 99.5% ของคนที่เสียชีวิตจากโควิดไม่ได้ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657654

วันที่ 10 ก.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

ข้อมูล CDC สหรัฐพบ 99.5% ของคนที่เสียชีวิตจาก Covid-19 ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยว่า ข้อมูลเบื้องต้นจากหลายรัฐในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาชี้ว่า 99.5% ของผู้ที่เสียชีวิตจาก Covid-19 ในสหรัฐเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของสำนักข่าว AP เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาที่พบว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ในสหรัฐในเดือน พ.ค. 18,000 คน มีเพียง 150 คนเท่านั้นที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว หมายความว่า 99.2% ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้คือคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วและเสียชีวิตมีเพียง 0.8%

เช่นเดียวกับที่รัฐแมริแลนด์ แลร์รี โฮแกน ผู้ว่าการรัฐแมริแลนด์เผยว่า ทุกคนที่เสียชีวิตจาก Covid-19 ในรัฐแมริแลนด์ในเดือน มิ.ย. (130 คน) ล้วนยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

วาเลนสกียังเผยอีกว่า ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเชื้อสายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในอินเดีย และเสี่ยงที่จะมีอาการหนักหรือเสียชีวิตหากป่วย Covid-19

และยังพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในสหรัฐในภาพรวมจะสูงในเขตที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในสหรัฐมีประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยหนักและการเสียชีวิต

การแสดงความคิดเห็นของวาเลนสกีเกิดขึ้นในช่วงที่สายพันธุ์เดลตาระบาดทั่วสหรัฐ ตัวเลขคาดการณ์ของ CDC ที่เพิ่งเผยแพร่ชี้ว่าเดลตามีสัดส่วนครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ

Photo by Joseph Prezioso / AFP

เพนตากอนเตือนโลกกำลังเข้าใกล้ยุคสงครามนิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657651

วันที่ 10 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

กลาโหมสหรัฐเตือนโลกกำลังขยับเข้าใกล้สงครามนิวเคลียร์เพราะรัสเซียกับจีนกำลังพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์

กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยแพร่รายงานว่าด้วยปฏิบัติการนิวเคลียร์ประจำปี 2020 โดยระบุว่า มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นที่จะเกิดสงครามอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐกับปรปักษ์ตัวเอ้อย่างรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ และอิหร่าน เนื่องจากประเทศเหล่านี้กำลังสะสมและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เครื่องบินทิ้งระเบิด และเรือดำน้ำ

รายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า สหรัฐพยายามเจรจาให้ลดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์นับตั้งแต่ปี 2010 ทว่าไม่มีฝ่ายตรงข้ามประเทศไหนเลยที่ยอมลดบทบาทของอาวุธนิวเคลียร์ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ หรือจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ที่สะสม แต่กลับยิ่งสะสมเพิ่มขึ้น

รัสเซียและจีนทั้งยกเครื่องให้ทันสมัยและขยายคลังแสงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และเกาหลีเหนือพยายามเร่งการทดสอบขีปนาวุธที่มีพิสัยไกลถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐ ขณะที่อิหร่านมีเทคโนโลยีที่สามารถคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์ได้ภายใน 1 ปี

รายงานระบุอีกว่า รัสเซียและจีนเป็นภัยร้ายแรงที่สุดต่อสหรัฐ เนื่องจากเทคโนโลยีและอาวุธที่ทั้งสองประเทศสะสมไว้มีความทันสมัยที่สุด

หากแยกเป็นรายประเทศรายงานพูดถึงรัสเซียว่า รัสเซียปรับปรุงสมรรถนะในการปล่อยหัวรบในสมัยโซเวียตให้ทันสมัย กำลังติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์และเครื่องยิง และกำลังพัฒนาระบบอาวุธนิวเคลียร์ข้ามทวีปใหม่อีก 3 ระบบ โดยระบบนี้รวมถึงเครื่องบินไฮเทค จรวดร่อนที่ติดตั้งกับยานพาหนะทางบก และตอร์ปิโดอัตโนมัติใต้น้ำ

ทั้งนี้ ในปี 2019 รัสเซียและสหรัฐถอนตัวจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) ที่ทำไว้เมื่อปี 1987 ซึ่งกำหนดให้สหรัฐและสหภาพโซเวียตปลดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด รวมทั้งขีปนาวุธที่ยิงจากภาคพื้นดินและขีปนาวุธร่อนที่มีพิสัยตั้งแต่ 500-5,000 กิโลเมตร

ทั้งสองประเทศยังขยายสนธิสัญญาลดอาวุธยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START)ที่หมดอายุเมื่อเดือน ก.พ.ปีนี้ ออกไปอีก 5 ปี  ส่วนจีนได้เพิ่มจำนวนและสมรรถนะของอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งขีปนาวุธที่ปล่อยจากเรือดำน้ำที่ทันสมัยที่สุด และยังกำลังพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิด ซึ่งทำให้จีนสามารถยิงอาวุธได้ทั้งจากพื้นดิน ทะเล และอากาศ 

เกาหลีเหนือเร่งแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์และเพิ่มการทดสอบขีปนาวุธ ครั้งล่าสุดรวมทั้งการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปที่มีพิสัยการยิงถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐ ด้านอิหร่านมีเทคโนโลยีและความสามารถที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ภายใน 1 ปี

รายงานระบุอีกว่า โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐเป็นตัวยับยั้งและจพนำมาใช้เฉพาะในสถานการณ์ที่รุนแรงเพื่อปกป้องประเทศหรือพันธมิตรจากการโจมตีที่พุ่งเป้าไปที่ประชาชนหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

บราซิลเผยสายพันธุ์แกมมาสุดร้ายหลบภูมิคุ้มกันได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657643

วันที่ 10 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

วิจัยบราซิลชี้ Covid-19 สายพันธุ์แกมมาสุดร้ายหลบภูมิคุ้มกันได้ และวัคซีนของ Sinovac ประสิทธิภาพลดเมื่อเจอสายพันธุ์นี้

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกัมปินาสของบราซิลเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับสายพันธุ์แกมมาซึ่งพบครั้งแรกในบราซิลที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet Microbe โดยพบว่า วัคซีนของ Sinovac ซึ่งเป็นวัคซีนหลักของบราซิลมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอสายพันธุ์แกมมา

ทีมวิจัยยังพบอีกว่า สายพันธุ์แกมมาสามารถติดในคนที่เคยติดเชื้อมาแล้ว และยังสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้แม้แต่ในคนที่ได้รับวัคซีนแล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าเชื้อสายพันธุ์แกมมาสามารถแพร่กระจายในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนแล้ว แม้แต่ในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกัมปินาสทำการศึกษากลุ่มเล็ก ด้วยการปล่อยให้เชื้อสายพันธุ์แกมมาและเชื้อสายพันธุ์อื่นมาเจอกับแอนติบอดีในพลาสมาจากเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว 53 คน และผู้ที่เคยติด Covid-19 สายพันธุ์แกมมามาแล้วอีก 21 คน

ในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว 53 คนนั้น มี 18 คนเพิ่งฉีดวัคซีนของ Sinovac เข็มแรก อีก 20 คนเพิ่งฉีดวัคซีนเข็ม 2 และอีก 15 คน ได้รับวัคซีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทดลองวัคซีน Sinovac ทางคลินิกเมื่อเดือน ส.ค. 2020

นักวิจัยพบว่า เชื้อสายพันธุ์แกมมาสามารถหลบหลีกแอนติบอดีของผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มเดียวและผู้ที่ได้รับวัคซีนเมื่อเดือน ส.ค. 2020 ได้เกือบทุกคน ส่วนแอนติบอดีของผู้ที่เพิ่งได้รับวัคซีนเมื่อไม่นานนี้มีประสิทธิภาพในการรับมือสายพันธุ์แกมมามากกว่า แต่ยังน้อยกว่าประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ยังพบว่าแอนติบอดีที่ได้จากการติดเชื้อครั้งก่อนต้องมีสูงถึง 9 เท่าจึงจะสามารถป้องกันสายพันธุ์แกมมา เมื่อเทียบกับปริมาณแอนติบอดีที่สามารถป้องกันสายพันธุ์ก่อนหน้า

ผลการวิจัยเหล่านี้หมายความว่า ผู้ที่หายจาก Covid-19 ยังสามารถกลับมาติดเชื้อได้อีก

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) รับรองให้ใช้วัคซีนของ Sinovac ในกรณีฉุกเฉินเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการ 51% และป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ 100%

ทว่าผลการทดลองทางคลินิกในตุรกีซึ่งไม่ได้ทดสอบกับเชื้อกลายพันธุ์ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet พบว่า วัคซีนของ Sinovac 2 เข็มมีประสิทธิภาพ 83.5% ในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ และมีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล

การทดลองของตุรกีทำในอาสาสมัคร 6,559 ที่ได้รับวัคซีน และอีก 3,470 ที่ได้รับวัคซีนหลอก แต่ผู้วิจัยยอมรับว่าการทดลองยังมีข้อจำกัด อาทิ ผู้เข้าร่วมมีอายุต่ำกว่า 60 ปี และมีความเสี่ยงต่ำ และไม่ได้ทดสอลกับสายพันธุ์กลายพันธุ์

Photo by MICHAEL DANTAS / AFP

หัวหน้าทีมทดสอบวัคซีน Sinovac อินโดฯ เสียชีวิต คาดติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657633

วันที่ 10 ก.ค. 2564 เวลา 12:18 น.

หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ทดสอบวัคซีน Sinovac ของอินโดนีเซียเสียชีวิต คาดเพราะติด Covid-19

สำนักข่าว CNN รายงานว่า โนฟิเลีย ชาฟรี บัคเตียร์ นักวิทยาศาสตร์หญิงของบริษัทเภสัชกรรม BioFarma ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซีย และหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองวัคซีน Sinovac ในอินโดนีเซีย เสียชีวิตเมื่อวันพุธที่ 7 ก.ค. โดยยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต

อย่างไรก็ดี สื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียอย่าง Kumparan รายงานว่าเธอเสียชีวิตจาก Covid-19 ส่วน Sindonews รายงานโดยอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ใน BioFarma ว่า ร่างของเธอได้รับการฝังตามระเบียบปฏิบัติที่ใช้สำหรับผู้เสียชีวิตจาก Covid-19

ด้าน เอริค โตเฮียร์ รัฐมนตรีกระทรวงรัฐวิสาหกิจโพสต์ข้อความในอินสตาแกรมว่า การเสียชีวิตของ โนฟิเลีย ชาฟรี บัคเตียร์ เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของ BioFarma แต่ไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของเธอ

ขณะที่ BioFarma ต้นสังกัด ไม่ตอบสนองต่อการสอบถามถึงการเสียชีวิตของเธอ

การเสียชีวิตของ โนฟิเลีย ชาฟรี บัคเตียร์ เกิดขึ้นในช่วงที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาอย่างหนัก เมื่อวันพุธที่ผ่านมาอินโดนีเซียมีผู้เสียชีวิตเกิน 1,000 คนภายในวันเดียวเป็นครั้งแรก รวมทั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อ 34,379 คนซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์

การเสียชีวิตและติด Covid-19 ของบุคลากรทางการแพทย์ในอินโดนีเซียซึ่งได้รับวัคซีนของ Sinovac ก่อให้เกิดคำถามตามมาถึงประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิต

จากข้อมูลของกลุ่มเก็บข้อมูลอิสระ Lapor Covid-19 พบว่า บุคลากรทางการแพทย์ 131 คนซึ่งส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนของ Sinovac เสียชีวิตตั้งแต่เดือน มิ.ย. รวมทั้ง 50 คนในเดือนนี้

เมื่อเดือนที่แล้ว หลิวเพ่ยเฉิง หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Sinovac เผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าวัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพลดลง 3 เท่าเมื่อต้องสู้กับสายพันธุ์เดลตา

Photo by Timur Matahari / AFP หมายเหตุ: เป็นภาพประกอบเท่านั้น

อนามัยโลกย้ำวัคซีน mRNA มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงหัวใจอักเสบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657630

วันที่ 10 ก.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

WHO เผยมีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ระหว่างวัคซีน mRNA กับภาวะหัวใจอักเสบที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่วัคซีนมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง

คณะกรรมการด้านความปลอดภัยในการใช้วัคซีนขององค์การ?อนามัยโลก (GACVS) เผยว่า หลังจากทบทวนข้อมูลทั้งหมด มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เป็นไปได้ระหว่างวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่ใช้เทคโนโลยี mRNA กับการอักเสบของหัวใจที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ทว่าประโยชน์ของวัคซีน mRNA มีมากกว่าความเสี่ยงดังกล่าว เนื่องจากสามารถลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิต  

แถลงการณ์ของ GACVS ระบุว่า หลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐรายงานการพบภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันหลังฉีดวัคซีนชนิด mRNA และมักเกิดขึ้นกับคนวัยเด็กเพศชาย และมีโอกาสเกิดมากขึ้นหลังรับวัคซีนเข็มที่ 2

คณะกรรมการระบุอีกว่า เคสหัวใจอักเสบและเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบมีอาการไม่รุนแรงและต้องการเพียงการรักษาแบบประคับประคองเท่านั้น โดยขณะนี้องค์การอนามัยโลกกำลังติดตามสังเกตผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน คณะกรรมการที่ติดตามผลข้างเคียงของยาขององค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ก็พบความสัมพันธุ์เชิงสาเหตุที่เป็นไปได้นี้เช่นเดียวกัน

เมื่อเดือนที่แล้วศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เตือนว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนชนิด mRNA อาทิ วัคซีนของ Pfizer และ Moderna กับภาวะหัวใจอักเสบในกลุ่มวัยรุ่น แต่ก็ย้ำเช่นกันว่าวัคซีนมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง

ทั้งนี้ ภาวะหวใจอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ยาก โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีไวรัสเป็นตัวกระตุ้น ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก และมักจะรักษาด้วยยาต้านการอักเสบ หรือบางเคสอาจได้รับออกซิเจนเพิ่ม

อิสราเอลเป็นประเทศแรกที่รายงานการพบภาวะหัวใจอักเสบในกลุ่มผู้ฉีดวัคซีนชนิด mRNA

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

อาเซียนเจอเดลตาเล่นงานหนัก เคสพุ่งฉุดไม่อยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657601

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 19:36 น.

สถานการณ์ Covid-19 ในไทยและประเทศเพื่อนบ้านยังหนัก ผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งทุบสถิติ

ปีที่แล้วที่ Covid-19 ระบาดอาเซียนสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่หนักหน่วงมาได้ มาวันนี้กลับมีทั้งยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตทุบสถิติแทบจะทุกวัน ขณะที่การขาดแคลนวัคซีนและสายพันธุ์เดลตาที่แพร่เชื้อได้เร็วเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมการแพร่ระบาด

ในขณะที่หลายประเทศ อาทิ อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศสเตรียมยกเลิกมาตรการสกัด Covid-19 กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ รัฐบาลหลายประเทศในอาเซียนกลับต้องงัดมาตรการเข้มงวดขึ้นมาใช้ด้วยความหวังว่าการล็อกดาวน์จะช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาด หลังเคสเริ่มเพิ่มขึ้นในเดือน พ.ค.

วานนี้ (8 ก.ค.) อินโดนีเซียซึ่งสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดในอาเซียนพบผู้ติดเชื้อ 38,391 ราย มากกว่าตัวเลขเมื่อ 1 เดือนก่อนถึง 6 เท่า และภายในสัปดาห์เดียวนับจากต้นเดือน ก.ค. ตัวเลขผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้น 2 เท่า

ขณะที่โรงพยาบาลบนเกาะชวาซึ่งมีประชากรมากที่สุดของประเทศใกล้จะถึงขีดจำกัด ออกซิเจนสำรองใกล้หมด ส่วนสุสานฝังศพผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ในกรุงจาการ์ตา 4 จาก 5 แห่งใกล้เต็มแล้ว

ตัวเลขผู้เสียชีวิตในมาเลเซียสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ก.ค.) และในไทยเพิ่งมีคำสั่งจำกัดการเดินทางเพราะสายพันธุ์เดลตาระบาดอย่างรวดเร็วทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง อาคารสนามบินแห่งใหม่ถูกเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลสนามขนาด 5,000 เตียง

ส่วนเมียนมาพบผู้ติดเชื้อรายวันมากกว่า 4,000 รายเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้ และกัมพูชามีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสูงที่สุดในชาวง 9 วันที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าอัตรากาตรวจหาผู้ติดเชื้อที่ต่ำในประเทศที่มีประชากรมากอันดับต้นๆ ในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ทำให้ไม่ทราบขอบเขตการแพร่ระบาดที่แท้จริง ขณะที่การตรวจหาเชื้อในเมียนมาล้มเหลวนับตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อเดือน ก.พ.

ตัวเลขในเวียดนามที่เคยควบคุม Covid-19 ได้ดีกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นเช่นกัน ในช่วง 3 วันที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อรวมกันมากว่าช่วง 13 เดือนแรกที่ Covid-19 เริ่มระบาด โดยวานนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,314 ราย ขณะที่ในเมืองโฮจิมินห์ซิตีประชาชนพากันกักตุนอาหารและของใช้ก่อนที่รัฐบาลจะสั่งล็อกดาวน์

ดิกกี บูดิแมน นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธเผยว่า อาเซียนกำลังดิ้นรนเพื่อรับมือกับสายพันธุ์เดลตา และกำลังรับผลกรรมจากยุทธศาสตร์และการสื่อสารที่ไม่สอดคล้องกัน รวมทั้งการบังคับใช้มาตรการต่างๆ และยังย้ำว่าอาเซียนจำเป็นต้องใช้วัคซีนที่หลากหลายมากกว่าพึ่งพาวัคซีนของ Sinovac เพียงอย่างเดียว

“วัคซีน (Sinovac) มีประโยชน์แน่นอน แต่ก็มีจุดอ่อนเช่นกัน ทำไมน่ะเหรอ เพราะการรับมือกับโรคระบาดในสเกลใหญ่…ไม่ควรพึ่งวัคซีนตัวเดียว วัคซีนต้องหลากหลาย แหล่งที่มาต้องหลากหลาย” บูดิแมนกล่าว

ขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนยังคงต่ำ โดย 5.4% ของประชากรอินโดนีเซียทั้งหมด 270 ล้านคนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ส่วนฟิลิปินส์อยู่ที่ 2.7% ของไทยอยู่ที่ 4.7% และมาเลเซีย 9.3%

ขณะที่สิงคโปน์สถานการณ์ดีกว่าเพื่อนบ้าน ทางการกำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ที่เคยบังคับใช้ในช่วงที่เดลตาระบาดหนัก และจะฉีดวัคซีนครบทั้งสองโดสให้ประชาชนได้ราว 50% ภายในเดือนนี้

Photo by Rezas / AFP

วิจัยเผยฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียวแทบกัน ‘เดลตา’ ไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657597

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

งานวิจัยหลายฉบับยืนยันฉีดวัคซีนไม่ครบโดส หรือฉีดเพียง 1 ใน 2 เข็มแทบไม่สามารถป้องกันสายพันธุ์เดลตา

Business Insider ระบุว่าแม้ผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 หลายยี่ห้อจะออกมายืนยันก่อนหน้านี้ว่าสามารถป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราฉีดวัคซีนครบโดสหรือไม่

ขณะที่หลายพื้นที่พบว่าประชาชนที่ฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้วมีจำนวนหนึ่งไม่มาฉีดเข็มที่ 2 อย่างเช่นรัฐอาร์คันซอ สหรัฐอเมริกาซึ่งพบว่า 15% ของผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer หรือ Moderna เข็มแรกไปแล้วไม่ฉีดเข็มที่ 2 โดยส่วนหนึ่งมาจากความกังวลต่อการเกิดผลข้างเคียง

แต่การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 8 ก.ค. พบว่าการฉีดวัคซีนของ Pfizer และ AstraZeneca เพียงเข็มเดียวจาก 2 เข็มแทบไม่มีผลในการป้องกันสายพันธุ์เดลตาเลย

โดยทีมวิจัยได้ทำการทดลองกับตัวย่างเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนข้างต้นเพียง 1 เข็มพบว่ามีเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถต้านสายพันธุ์เดลตาได้ เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มพบว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 95%

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่นๆ ที่รายงานไปในทิศทางเดียวกันว่าสายพันธุ์เดลตาสามารถต่อต้านการป้องกันจากวัคซีนได้หากฉีดไม่ครบโดส

รวมถึงการวิจัยของสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนพฤษภาคมระบุว่าวัคซีน Pfizer หรือ AstraZeneca เพียงเข็มเดียวมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้เพียง 33%

แต่เมื่อฉีดครบ 2 เข็มประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาของ Pfizer จะเพิ่มขึ้นเป็น 88% และ 96% สำหรับการป้องกันการติดเชื้ออาการหนักจากเดลตา ขณะที่ AstraZeneca อยู่ที่ 60% และ 92% ตามลำดับ

ด้านผลการศึกษาจากแคนาดาเผยว่าการฉีด Pfizer เข็มเดียวมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา 56% เมื่อฉีดวัคซีนไปแล้ว 2 สัปดาห์ ขณะที่ AstraZeneca อยู่ที่ 67% และ Moderna 72% ซึ่งน้อยกว่าการฉีดครบ 2 เข็ม

สำหรับการป้องกันการติดเชื้ออาการหนักจากสายพันธุ์เดลตา ประสิทธิภาพนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 78%, 88% และ 96% ตามลำดับ

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในประเทศอินเดียกำลังอยู่ในความวิตกกังวลของทั่วโลก ด้วยความสามารถในการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและมีผู้ติดเชื้อมากทีสุดในบรรดาสายพันธุ์อื่นๆ นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2020

ขณะนี้สายพันธุ์เดลตาได้แพร่ไปแล้วกว่า 100 ประเทศในหลายภูมิภาคทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลกแม้ในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง

Photo by Delil SOULEIMAN / AFP

เผยคนไทยและเพื่อนบ้านนับล้านเสี่ยงเจอน้ำทะเลท่วมเร็วกว่าที่คิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657544

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

หลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทยเผชิญกับความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยประชาชนนับล้านจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัย Deltares ของเนเธอร์แลนด์เผยผลการศึกษาการประเมินความสูงของภูมิประเทศโดยเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม LiDAR ซึ่งเป็นการวัดระยะจากระยะเวลาในการเดินทางของลำแสงเลเซอร์ในการเดินทางไปกลับระหว่างวัตถุเป้าหมายและเซ็นเซอร์ ซึ่งทำให้ได้ภาพถ่ายดาวเทียมที่มีความแม่นยำมากขึ้น

พบว่า ประเทศในแถบพื้นที่ราบลุ่มเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพื้นดินมีแนวโน้มที่จะจมเนื่องจากการทรุดตัว อาทิ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายความว่าประชาชนจำนวนมากในประเทศเหล่านี้อาจต้องเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งมีแนวโน้มเลวร้ายลงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อัลโยเชีย ฮูเยอร์ หนึ่งในผู้เขียนรายงานการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เผยว่า แบบจำลองระดับความสูงของพื้นดินที่ใช้เทคโนโลยีเรดาร์แบบเก่าไม่สามารถเจาะทะลุต้นไม้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ระดับความสูงของแผ่นดินที่ตรวจวัดได้สูงกว่าความเป็นจริงราว 1 เมตรหรือมากกว่านั้น นั่นหมายความว่าความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมที่คำนวณด้วยวิธีนี้ต่ำเกินไป

ด้วยเหตุนี้ พื้นดินในอินโดนีเซียที่มีระดับความสูงของแผ่นดินต่ำกว่า 2 เมตรจากการตรวจวัดด้วย LiDAR จึงมีมากกว่าที่ประเมินด้วยเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมจากเรดาร์กระสวยอวกาศ (SRTM) ถึง 14 เท่า ส่วนของไทยมีมากกว่าถึง 5 เท่า ฟิลิปปินส์มีมากกว่า 7 เท่า

อย่างไรก็ดี นักวิจัยชี้ว่าตัวเลขเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปในระดับท้องถิ่น ซึ่งข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้นจะช่วยให้ทางการวางแผนลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทีมวิจัยประเมินว่า ขณะนี้ประชากร 157 ล้านคนในเขตร้อนของเอเชียอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงต่ำกว่า 2 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นระดับที่มีการทำนายว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด และตัวเลขนี้จะเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษข้างหน้านี้

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 0.8 เมตรภายในปี 2100 และเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นทุกๆ 100 ปีอาจเกิดขึ้นทุกปีภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้

ภายใต้สมมติฐานว่าน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 1 เมตร ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2100 ชาวไทย 23 ล้านคน, ชาวเวียดนาม 38 ล้านคน และชาวอินโดนีเซีย 28 ล้านคนจะอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่น้ำจะท่วมชายฝั่งบ่อยขึ้น หรือเพิ่มขึ้นจากตัวเลขขณะนี้ถึง 21%

ผลกระทบอาจร้ายแรงในเมืองใหญ่ๆ ชุมชนชายฝั่ง และพื้นที่เกษตรกรรม โดยพื้นที่ขนาดใหญ่อาจไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกหรือสูญเสียความอุดมสมบูรณ์

ขณะที่รายงานของ Greenpeace ซึ่งใช้ข้อมูลจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของ Climate Central เพื่อคำนวณความเสียหายทางเศรษฐกิจของ 7 เมืองใหญ่ที่สุดของเอเชียอันเนื่องมาจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2030 ประเมินว่า อาจเกิดความเสียหาย (เฉพาะในชุมชนเมือง) ราว 724,000 ล้านเหรียญสหรัฐในกรุงเทพฯ จาการ์ตา มะนิลา ไทเป โซล โตเกียว และฮ่องกง

โดย 96% ของจีดีพีของกรุงเทพฯ และชาวกรุง 10 ล้านคนจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

AFP/Nicolas ASFOURI

รวบแก๊งอดีตทหารโคลอมเบียร่วมทีมสังหารผู้นำเฮติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657588

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ทางการเฮติเผยมีทีมสังหาร 28 คน รวมทั้งอดีตทหารโคลอมเบียและพลเมืองสหรัฐ เกี่ยวข้องเหตุสังหารผู้นำเฮติ

ลียง ชาร์ลส์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเฮติเผยว่า กลุ่มคนร้ายที่เกี่ยวข้องกับการลงมือสังหารประธานาธิบดี โฌเวเนล โมอิส เมื่อช่วงเช้ามืดของวันพุธ (7 ก.ค.) มี 28 คน โดย 26 คนเป็นชาวโคลอมเบีย และอีก 2 คนเป็นพลเมืองอเมริกันเชื้อสายเฮติ

ขณะนี้คนร้ายถูกจับกุมแล้ว 17 คน เป็นชาวโคลอมเบีย 15 คน พลเมืองอเมริกัน 2 คน และก่อนหน้านี้คนร้ายชาวโคลอมเบียถูกวิสามัญฆาตกรรมไปแล้ว 3 คน อีก 8 คนยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

ด้าน ดิเอโก โมลาโน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเฮติคาดว่า คนร้าย 6 คนเป็นอดีตทหารโคลอมเบีย

ทั้งนี้ กองทัพโคลอมเบียถือเป็นหนึ่งในกองทัพที่ดีที่สุดของโลก หลังจากต้องสู้รบกับกองโจรท้องถิ่นในป่าและบนภูเขามากว่า 5 ศตวรรษ ส่วนทหารก็มักจะลาออกจากกองทัพแล้วหันไปเป็นทหารรับจ้างในตะวันออกกลางและที่อื่น เนื่องจากค่าตอบแทนสูงกว่า

ด้าน โจแอนน์ อู โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันเผยว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 ตำรวจเฮติจับกุมผู้ต้องสงสัย 11 รายที่หนีเข้ามาซ่อนตัวในสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในกรุงปอร์โตแปรงซ์ที่ปิดทำการเพื่อความปลอดภัยหลังประธานาธิบดีถูกสังหาร

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่า เฮติร้องขอให้สหรัฐเข้ามาช่วยสอบสวนการลอบสังหารและสหรัฐก็ตอบลงตก

การลอบสังหารผู้นำประเทศครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปีทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามพากันเข้ามาแย่งชิงอำนาจ โดยขณะนี้ รักษาการนายกรัฐมนตรี โคลด โจเซฟ ประกาศว่าตัวเองคือผู้มีอำนาจสูงสุดของเฮติ

ทว่า 1 วันก่อนที่ประธานาธิบดีจะถูกลอบสังหารเขาได้แต่งตั้ง อาเรียล อองรี นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเจ้าตัวบอกกับผู้สื่อข่าวว่าตัวเองคือนายกรัฐมนตรีไม่ใช่โจเซฟ

นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามว่าใครฆ่าประธานาธิบดีและทำไปทำไม แล้วเหตุใดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่คุ้มกันประธานาธิบดีจึงไม่สามารถปกป้องผู้นำประเทศ

Photo by Pierre Michel Jean / AFP

สหรัฐจ่อขึ้นแบล็กลิสต์บริษัทจีนอีกกว่า 10 แห่งปมซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657584

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

แหล่งข่าวเผยรัฐบาลสหรัฐเล็งเพิ่มบริษัทและหน่วยงานจีนกว่า 10 แห่งลงบัญชีดำทางเศรษฐกิจฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะเพิ่มบริษัทและหน่วยงานของจีนมากกว่า 10 แห่งลงในบัญชีดำทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชนในเขตปกครองตนเองซินเจียง

หลังจากเมื่อเดือนที่แล้วกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐประกาศเพิ่มหน่วยงานของจีน 5 แห่งลงในบัญชีดำด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานและการปราบปรามชนกลุ่มน้อยในซินเจียงของรัฐบาลจีน

อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดเกี่ยวกับจำนวนและรายชื่อของบริษัทและหน่วยงานที่จะถูกเพิ่มลงในบัญชีดำทางเศรษฐกิจครั้งล่าสุดนี้ แต่คาดว่าอาจมีบริษัทจากประเทศอื่นนอกจากจีนรวมอยู่ด้วย

โดยปกติแล้วบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐจะต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์และต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดหากขออนุญาตรับสินค้าจากซัพพลายเออร์ในสหรัฐ

แหล่งข่าวระบุว่าการขึ้นบัญชีดำบริษัทและหน่วยงานจีนในครั้งนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลไบเดนที่จะกดดันให้จีนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการปราบปรามชนกลุ่มน้อยมุสลิมในซินเจียง

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐพุ่งเป้าไปที่บริษัทจีนที่เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสอดส่องด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในซินเจียง

โดยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยขึ้นบัญชีดำทางเศรษฐกิจบริษัทสตาร์ทอัพ AI ชื่อดังของจีนมาแล้ว รวมถึงสำนักงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะของจีน 20 แห่ง และบริษัท 8 แห่งรวมถึงบริษัทกล้องวงจรปิด Hikvision และผู้นำด้านเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า SenseTime Group Ltd และ Megvii Technology

กระทวงพาณิชย์กล่าวว่าบริษัทและหน่วยงานต่างๆ มีส่วนเกี่ยวข้องใน “การสอดส่องด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงต่อชาวอุยกูร์ คาซัคสถาน และชนกลุ่มน้อยมุสลิมอื่นๆ”

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติประเมินว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยมุสลิมอื่นๆ ถูกคุมขังในซินเจียง

ขณะที่จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการบังคับใช้แรงงานในซินเจียง และกล่าวว่านโยบายของตนมีความจำเป็นเพื่อปราบปรามกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและกลุ่มหัวรุนแรง

Photo by SAUL LOEB / AFP