ข้าราชการฟิจิไม่ฉีดวัคซีนอาจต้องตกงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657573

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ฟิจิออกกฎข้าราชการทุกคนต้องฉีดวัคซีนมิเช่นนั้นจะถูกพักงานหรือถูกไล่ออก

สำนักข่าว AFP รายงานว่าทางการฟิจิเตรียมออกกฎให้การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องกระทำสำหรับคนงานทุกคนในขณะที่ประเทศกำลังรับมือกับการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตา ผู้นำประเทศถึงกับออกปากว่า “ไม่ฉีดวัคซีนก็ไม่มีงานทำ”

นายกรัฐมนตรี แฟรงก์ ไบนิมารามา ของฟิจิแถลงว่า ข้าราชการทุกคนของฟิจิต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เข็มแรกภายในวันที่ 15 ส.ค.นี้ มิเช่นนั้นจะต้องพักงาน และจะต้องถูกไล่ออกหากไม่ฉีดวัคซีนเข็ม 2 ภายในวันที่ 1 พ.ย.นี้

ส่วนพนักงานเอกชนที่ไม่ฉีดเข็มแรกภายในวันที่ 1 ส.ค. จะถูกปรับอย่างหนักส่วนบริษัทต้นสังกัดอาจต้องถูกปิด

“ถ้าไม่ฉีดวัคซีนก็ไม่มีงานทำ นั่นคือสิ่งที่วิทยาศาสตร์บอกเราว่าปลอดภัยที่สุด และนั่นคือนโยบายของรัฐบาลและบังคับใช้ผ่านกฎหมาย” ไบนิมารามาแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ก.ค.)

นโยบายที่เข้มงวดนี้มีขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจของรัฐบาลที่มีการฝ่าฝืนมาตรการสกัด Covid-19 อาทิ การเว้นระยะห่างระหว่างกันและการสวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งขึ้น

ฟิจิไม่พบผู้ติดเชื้อในชุมชนราว 1 ปีจนถึงเดือน เม.ย. แต่การละเมิดการกักตัวทำให้เชื้อสายพันธุ์เดลตาระบาดหนัก โดยขณะนี้ฟิจิพบผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละไม่ต่ำกว่า 700 คน

ระบบสาธารณสุขของฟิจิซึ่งมีทรัพยากรไม่เพียงพอกำลังจะถึงจุดที่รับมือไม่ไหว โดยห้องดับจิตของโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในกรุงซูวาเต็มแล้ว

ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีไบนิมารามาปฏิเสธการล็อกดาวน์ทั้งประเทศโดยอ้างเหตุผลด้านความเสียหายต่อเศรษฐกิจและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติหากจะสั่งล็อกดาวน์พื้นที่ที่มีคนเข้าไปจับจองอยู่อย่างผิดกฎหมายซึ่งมีประชากรหนาแน่น

“การล็อกดาวน์เข้มงวดตามที่หลายคนเรียกร้องไม่สามารถใช้ได้กับทุกที่ในฟิจิ และผู้เชี่ยวชาญของเราบอกเราว่ามันไม่ช่วยฆ่าไวรัส แต่มันอาจฆ่าการทำมาหากินและอาจฆ่าอนาคตของประเทศเรา”

ไบนิมารามาเลือกใช้การล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่ที่เป็นฮอตสปอตของการระบาด รวมทั้งในกรุงซูวา ควบคู่ไปกับการระดมฉีดวัคซีน AstraZeneca แทน โดยชาวฟิจิราว 340,000 คนจากประชากรทั้งหมดราว 930,000 คนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว ทว่าข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์ทำให้ชาวฟิจิบางคนไม่กล้าฉีดวัคซีน

Photo by JOEL SAGET / AFP

หลายประเทศที่ใช้วัคซีนจีน-Astra เริ่มมองหาเข็ม 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657568

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

หลายประเทศที่ใช้วัคซีนจีน หรือ AstraZeneca เริ่มมองหาเข็ม 3 เพราะกลัวสู้เดลตาไม่ไหว  

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ความกังวลว่าวัคซีนป้องกัน Covid-19 จากจีน หรือของ AstraZeneca ที่ใช้ในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศจะไม่สามารถรับมือเชื้อสายพันธุ์เดลตา ทำให้บางประเทศเริ่มมองหาวัคซีนเข็ม 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันบ้างแล้ว โดยในตะวันออกกลางบางประเทศฉีดเข็ม 3 ให้ประชาชนไปแล้ว   

แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดมาสนับสนุนว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็ม 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในไทย บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตัดสินใจจะขีดเข็ม 3 ให้คนที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac จากจีนและ AstraZeneca บางคนแล้ว   

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดจากความกังวลว่าสายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์อื่นๆ สามารถทะลุทะลวงประสิทธิภาพของวัคซีนที่ไม่ได้ผลิตจากเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพอย่าง mRNA

ในหลายประเทศ อาทิ มองโกเลียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งใช้วัคซีนของจีนที่ใช้เทคโนโลยีเชื้อตายมากที่สุดยังไม่สามารถหยุดการติดเชื้อ ส่วนในเซเชลส์ มีผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ครบทั้งสองเข็มแล้วเสียชีวิตจาก Covid-19  

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าสายพันธุ์เดลตาทรงพลังถึงขั้นทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer/BioNTech  และ Moderna ลดลง โดยปกป้องได้น้อยกว่า 90% ส่วนประสิทธิภาพของ AstraZeneca ในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาแบบมีอาการเหลือต่ำกว่า 60% แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังป้องกันการเข้าโรงพยาบาลได้มากกว่า 90%

หลายประเทศหวังว่าการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ไม่ว่าจะเป็นชนิด mRNA หรือวัคซีนตัวเดิมที่เคยฉีดไปแล้ว จะช่วยเพิ่มการป้องกันก่อนที่ฤดูหนาวซึ่งเหมาะสำหรับการแพร่ของไวรัสจะกลับมาอีกครั้ง

ขณะที่ผู้ผลิตวัคซีนจากฝั่งตะวันตกเปิดเผยข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีน แต่ Sinovac กับ Sonopharm กลับไม่ค่อยเปิดเผยว่าวัคซีนของตัวเองป้องกันเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์ได้มากน้อยเท่าไร มีเพียง เส้าอีหมิง ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคจีน ที่เผยเมื่อเดือน พ.ค.ว่า การศึกษาเบื้องต้นชี้ว่าวัคซีนจีนยังป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ โดยไม่ได้ชี้แจงเพิ่มเติม

วัคซีนเชื้อตาย 2 ตัวที่ผลิตโดย Sinopharm มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการในการทดลองระยะที่ 3 73% และ 78% ขณะที่ประสิทธิภาพของ Sinovac ในการทดลองทางคลินิกแตกต่างกันในบราซิล อินโดนีเซีย และตุรกี อยู่ระหว่าง 50% ถึงกว่า 80% ซึ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน

“เราตระหนักดีว่าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพน้อยจะสูญเสียความสามารถในการป้องกัน Covid-19 ค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสายพันธุ์กลายพันธุ์” นิโคไล เฟตรอฟสกี ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยการแพทย์และสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สของออสเตรเลียเผย “แม้แต่วัคซีนที่ดีกว่าก็ดูเหมือนจะประสิทธิภาพลดลงเนื่องจากเชื้อกลายพันธุ์”

Photo by Dimitar DILKOFF / AFP

Pfizer เล็งพัฒนาวัคซีนเช็ม 3 สู้เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657561

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

Pfizer/BioNTech เตรียมพัฒนาวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 สู้เดลตาโดยเฉพาะ คาดเริ่มทดลองส.ค. นี้

Pfizer และ BioNTech บริษัทผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ประกาศว่าบริษัทเตรียมพัฒนาวัคซีนบูสเตอร์หรือวัคซีนสำหรับฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในหลายภูมิภาคทั้งเอเชียและแอฟริกา และส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา แม้ในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง

โดยบริษัทผู้ผลิตคาดว่าหากได้รับการอนุมัติจะเริ่มทดลองวัคซีนในเดือนส.ค. นี้ และหวังว่าวัคซีนเข็มที่ 3 ที่จะพัฒนาต่อไปนี้จะทำงานได้ดีต่อสายพันธุ์เดลตา

พร้อมระบุว่าข้อมูลที่ได้จากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนอาจลดลงใน 6 เดือนหลังได้รับวัคซีน จึงอาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3

จากข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่าวัคซีนของ Pfizer มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แต่อาจป้องกันการติดเชื้อได้น้อยกว่าไวรัสสายพันธุ์อื่น เนื่องจากเดลตาเป็นสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มติดต่อง่ายกว่า

นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะยื่นขอสหรัฐอนุมัติวัคซีนสำหรับใช้เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยอ้างถึงข้อมูลเบื้องต้นที่ชี้ว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 มีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์เบตา 5-10 เท่า เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีน 2 เข็ม

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐกล่าวว่ากำลังศึกษาถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 โดยเบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องฉีดบูสเตอร์ในเวลานี้ แต่จะมีการเตรียมวัคซีนเข็มที่ 3 ให้พร้อมเมื่อผลการศึกษาพิสูจน์แล้วว่ามีความจำเป็น”

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในอินเดียเป็นสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดเมื่อต้นปี 2020 ขณะที่องค์การอนามัยโลกเตือนว่าโลกกำลังอยู่ในจุดวิกฤต เนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกทะลุ 4 ล้านคนแล้ว

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

อุปทูตสหรัฐยืนยันส่งวัคซีนช่วยไทยไม่มีเงื่อนไข-คนกลาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657566

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

สหรัฐแจงวัคซีนที่บริจาคให้ไทยไม่มีเงื่อนไขและไม่มีคนกลาง ชี้อยากให้ไทยได้วัคซีนปลอดภัย-มีประสิทธิภาพ

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเผยสารจากอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ไมเคิล ฮีธ เกี่ยวกับการบริจาควัคซีนของสหรัฐฯ ความว่า

“ตามที่สถานทูตสหรัฐฯ ออกประกาศเมื่อวานนี้ เรามีความภูมิใจที่จะบริจาควัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพให้กับประเทศไทยโดยไม่มีเงื่อนไข ตามคำมั่นสัญญาของรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนเพื่อช่วยพันธมิตรของเราต่อสู้กับโควิด ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ของเราสองประเทศและเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงพันธไมตรีอันยาวนานของเรา สหรัฐฯ ภูมิใจที่ได้ช่วยไทยต่อสู้โรคระบาด ผมขอชื่นชมความพยายามของบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุขของไทยที่ทำงานเพื่อควบคุมการระบาด

ผมขอเน้นย้ำว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงแบบรัฐต่อรัฐ ไม่มีคนกลางในการเจรจา ทำเนียบขาว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และสถานทูตฯ ทำงานโดยตรงกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสาธารณสุขไทยในการบริจาควัคซีนครั้งนี้ เรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้คนไทยได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ผมหวังว่าจะมีข่าวดีแจ้งให้กับทุกท่านทราบในเร็ววันนี้ ประชาชนอเมริกันจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวไทยตลอดไป”

รายงานชี้ไทยเปราะบางต่อเชื้อสายพันธุ์เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657560

วันที่ 09 ก.ค. 2564 เวลา 10:25 น.

วาณิชธนกิจดังวิเคราะห์ไทยเปราะบางต่อสายพันธุ์เดลตาเพราะฉีดวัคซีนน้อย

บริษัท JPMorgan วาณิชธนกิจรายใหญ่ระดับโลกจากสหรัฐเผยแพร่รายงานวิเคราะห์สถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging economies) โดยมองไปที่การแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาและอัตราการฉีดวัคซีนให้ประชาชน

JPMorgan มองว่าแม้สายพันธุ์เดลตาจะไม่ทำให้ตัวเลขผู้เข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น แต่แรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขและตัวเลขผู้เสียชีวิตที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน จะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลขยายระยะเวลาหรือกลับมาบังคับใช้มาตรการจำกัดการเคลื่อนไหว อีกทั้งแต่ละประเทศยังกำหนดกฎเกณฑ์ในการฉีดวัคซีนแตกต่างกันออกไป

JPMorgan วิเคราะห์ว่า ไทย ฟิลิปปินส์ เปรู โคลอมเบีย แอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความเปราะบางต่อสายพันธุ์เดลตามากที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และต้องเผชิญกับหนทางอันยาวนานที่สุดที่จะขับเคลื่อนประเทศกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาด เนื่องจากฉีดวัคซีนได้น้อย

ขณะที่สิงคโปร์เพื่อนบ้านของไทย ตุรกี อินเดีย และบราซิล จะกลับไปสู่สถานการณ์ก่อนเกิดการระบาดได้เร็วที่สุด

ส่วนในละตินอเมริกา JPMorgan มองว่า มีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่รัฐบาลจะขยายระยะเวลาหรือกลับมาบังคับใช้มาตรการจำกัดการเคลื่อนไหว แต่เศรษฐกิจในภูมิภาคอาจถดถอยในระยะยาว เนื่องจากระบบสาธารณสุขเสียหายอย่างหนัก

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ชี้ประเทศที่ ‘ฉีดเยอะแต่ติดเยอะ’ ส่วนใหญ่ใช้วัคซีนจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657530

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

เผยผลการวิเคราะห์ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงแต่ยังคงมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากส่วนใหญ่ใช้วัคซีนที่ผลิตโดยประเทศจีน

CNBC รายงานผลการวิเคราะห์ซึ่งพบว่า 5 ใน 6 ประเทศที่ฉีดวัคซีนมากที่สุดแต่ก็มีผู้ป่วยโควิด-19 รายสัปดาห์มากที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรพึ่งพาวัคซีนจีนเป็นหลัก

โดย CNBC อ้างอิงข้อมูลจาก Our World in Data ณ วันที่ 6 ก.ค. ชี้ว่า 36 ประเทศที่มีผู้ป่วยรายสัปดาห์มากกว่า 1,000 คนต่อ 1 ล้านคน มี 6 ประเทศที่ประชากรกว่า 60% ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส

ทว่า 5 ใน 6 ประเทศเหล่านั้นใช้วัคซีนที่ผลิตโดยประเทศจีนเป็นหลักอันได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เซเชลส์ มองโกเลีย อุรุกวัย และชิลี ส่วนอีกประเทศที่ไม่ได้ใช้วัคซีนของจีนคือสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ มองโกเลียได้รับวัคซีน Sinopharm 2.3 ล้านโดสจากจีนไปเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่สัปดาห์ที่แล้วได้รับวัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย 80,000 โดส และ Pfizer ประมาณ 255,000 โดส

ด้านชิลีฉีดวัคซีนของ Sinovac จำนวน 16.8 ล้านโดส ขณะที่ใช้ Pfizer 3.9 ล้านโดส รวมถึง Cansino และ AstraZeneca อีกเป็นส่วนน้อย

สำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และเซเชลส์พึ่งพาวัคซีนของ Sinopharm เป็นหลักในช่วงแรกของการเริ่มฉีดวัคซีน ก่อนที่จะเริ่มใช้วัคซีนยี่ห้ออื่่นๆ

ส่วนอุรุกวัยใช้วัคซีนของ Sinovac เป็น 1 ใน 2 วัคซีนหลักควบคู่ไปกับ Pfizer

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าขณะนี้วัคซีนที่ผลิตโดยประเทศจีนกำลังถูกตรวจสอบและตั้งถามถึงประสิทธิภาพ ประกอบกับการขาดข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วทั่วโลกขณะนี้

ทั้ง Sinopharm และ Sinovac ไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นของ CNBC

แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าประเทศต่างๆ ไม่ครหยุดใช้วัคซีนที่ผลิตโดยประเทศจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ปริมาณวัคซีนมีจำกัดโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง

นอกจากเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนที่อาจเป็นส่วนทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละชนิดแตกต่างกันแล้ว ตัวเลขประสิทธิภาพจากการทดลองอาจไม่สามารถเปรียบเทียบกับการใช้จริงได้โดยตรง เนื่องจากการทดลองในแต่ละครั้ง แต่ละสถานที่มีปัจจัยที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตามมีหลายปัจจัยที่อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยโควิดเพิ่มขึ้นในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง เนื่องจากไม่มีวัคซีนยี่ห้อใดที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% ดังนั้นผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนก็ยังติดเชื้อได้ ประกอบกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่อาจสามารถต้านทานภูมิคุ้มกันได้แข็งแกร่งขึ้น

Photo by STR / AFP

สื่อนอกตั้งคำถาม ไทยจะเปิดประเทศใน 120 วันได้จริงหรือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657521

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

บลูมเบิร์กมองว่าไทยอาจเปิดประเทศเต็มที่ไม่ได้ภายใน 120 วัน เพราะคุม Covid-19 ไม่อยู่จนตัวเลขติดเชื้อพุ่ง 10 เท่า

บทความของสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ไทยเสี่ยงพลาดเป้าหมายที่จะเปิดประเทศภายใน 120 วัน เนื่องจากไม่บังคับใช้มาตรการสกัด Covid-19 ที่เข้มงวดขึ้นเพื่อควบคุมการติดเชื้อในระลอกที่รุนแรงที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การแพร่กระจายของเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาและอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นไม่หยุด ในขณะที่โรงพยาบาลไม่มีเตียงสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินเหลือแล้ว หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้น 10 เท่านับตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.

Bloomberg ระบุต่อว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศแรกนอกจีนที่พบผู้ติด Covid-19 กำลังดิ้นรนเพื่อหยุดยั้ง Covid-19 หลังจากประสบความสำเร็จในการสู้กับการแพร่ระบาดเมื่อปีที่แล้วซึ่งมีการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด ทว่าการล็อกดาวน์ครั้งนั้นก็กระทบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและฉุดเศรษฐกิจให้ร่วงหนักที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ

รอบนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงพยายามเดินหน้าเปิดประเทศให้เร็ว

ทว่า การแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาซึ่งกระจายไปทั่วภูมิภาคอาเซียนเพิ่มแรงกดดันให้บรรดาผู้นำประเทศอย่างพลเอกประยุทธ์และประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย งัดมาตรการเข้มงวดออกมาใช้

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) มองว่า ความลังเลต่อจากนี้อาจนำมาสู่วิกฤตที่เลวร้ายสำหรับประเทศไทย

“การล็อกดาวน์ที่เข้มงวดคือทางออกเดียว” ดร.อนันต์เผย “มันอาจกระทบเศรษฐกิจตอนนี้ แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นในระยะยาวหากเราควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว”

ก่อนหน้านี้พลเอกประยุทธ์ตั้งเป้าว่าจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วภายใน 120 วัน ด้วยความหวังว่าจะให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งสร้างรายได้ในสัดส่วนถึง 20% ของจีดีพีกลับมาคึกคักอีกครั้ง และเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนที่ขาดรายได้

นั่นหมายความว่าธุรกิจต่างๆ สามารถกลับมาเปิดได้ตามปกติทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงแมว่าจะเป็นพื้นที่สีแดงก็ตาม และแม้ว่าทางการไทยจะสั่งจำกัดการเปิดร้านอาหารและการก่อสร้างไปแล้ว แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันยังคงพุ่งเกินกว่า 5,000 คน จนในวันนี้ (8 ก.ค.) ตัวเลขผู้ติดเชื้อทุบสถิติไปอยู่ที่ 7,058 ราย และเสียชีวิต 75 ราย

“หากสถานการณ์นี้ยังดำเนินต่อไป การแพร่ระบาดในไทยจะเลวร้ายกว่าในอินโดนีเซียในแง่ของตัวเลขผู้ติดเชื้อต่อหัวประชากร โดยอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าไทยอาจมีผู้ติดเชื้อมากถึงวันละ 20,000 ราย” ดร.อนันต์กล่าว “การติดเชื้อไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแคมป์คนงานก่อสร้างหรือชุมชนแออัด มันกระจายไปกว้างกว่านั้น ดังนั้นมาตรการที่ใช้ในขณะนี้จึงไม่เพียงพอ”

Bloomberg ระบุอีกว่า การฉีดวัคซีนช้าเป็นอุปสรรคในการควบคุมการแพร่ระบาด โดยขณะนี้ไทยฉีดวัคซีนไปราว 11.3 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรเพียง 8% รั้งท้ายประเทศอื่นอีกกว่า 120 ประเทศ

สถานการณ์การแพร่ระบาดที่แย่ลงยังกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยตลาดหลักทรัพย์และค่าเงินบาทได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐต่ำที่สุดในรอบ 14 เดือน ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ร่วงมากกว่า 4% หลังจากพุ่งสู่จุดสูงสุดในรอบ 19 เดือนเมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยถึง 1,480 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ 2

ขณะที่บรรดาบริษัทห้างร้านในไทยยังจับตาดูการกลับมาเปิดประเทศอย่างเร่งด่วนโดยที่ยังควบคุมการแพร่ระบาดไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยผู้บริหารส่วนใหญ่ที่สภาอุตสาหกรรมไทยสอบถาม ต้องการให้รัฐบาลเปิดประเทศหลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัดเท่านั้น

ดร. สมประวิณ มันประเสริฐ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะงะชักเพราะการฉีดวัคซีนล่าช้า ความไร้ประสิทธิภาพของวัคซีนบางยี่ห้อในการสู้กับสายพันธุ์เดลตา และการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเดลตา และกล่าวอีกว่า นโยบายด้านการเงินและงบประมาณต้องพุ่งเป้าโดยตรงไปที่คนที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19

“ขณะนี้สุขภาพคือปัจจัยภายนอก และสิ่งที่ไทยควรทำตอนนี้คือออกมาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น” ดร.สมประวิณกล่าว “มันเหมือนกับการเข้าห้องไอซียู คุณต้องทำให้เศรษฐกิจรอดก่อนแล้วค่อยทำให้มันดีขึ้น”

ดร.อนันต์กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลักฐานชี้ว่าการติดเชื้อแพร่เป็นวงกว้างแล้ว และมาตรการที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็ไม่ช่วยควบคุมการระบาด ถ้าเรายังไม่ยกระดับมาตรการ อัตราการติเชื้อจะเพิ่มขึ้นทวีคูณ”

REUTERS/Athit Perawongmetha

ไต้หวันชี้แจงข่าววัคซีน Astrazeneca จากไทยยังไม่ได้รับรองจากอนามัยโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657527

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

ไต้หวันยืนยันวัคซีน AstraZeneca จากไทยผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพโดย อย.ไต้หวันแล้ว

สืบเนื่องจากกรณีที่สำนักข่าวรายงานว่า วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca, AZ) จากโรงงานไทย ยังไม่ได้รับรองจาก WHO คำชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไต้หวัน (สำนักงานฯ ) ระบุว่า

วัคซีนโควิด-19 ทุกชนิดที่นำมาใช้ในประเทศจะต้องผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขแห่งชาติส่วนท้องถิ่น จึงจะสามารถนำมาฉีดให้กับประชาชน ส่วนกรณีที่วัคซีนต้องอยู่ในรายชื่อวัคซีนที่สามารถใช้งานได้ในกรณีฉุกเฉิน (Emergency Use Listing) ของ WHO หรือไม่นั้น ยังมิใช่เงื่อนไขที่จำเป็นในการอนุมัติวัคซีนในไต้หวัน

สำหรับกรณีวัคซีน AZ ที่ได้รับจากโรงงานการผลิตที่แตกต่างกันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ วัคซีนจากโรงงานในญี่ปุ่นและไทย สำนักงานฯ ได้ทำการตรวจเช็คข้อมูลผู้ผลิต เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของวัคซีนอย่าง โดยสำนักงานฯ ได้อนุมัติการนำเข้าวัคซีน AZ จากโรงงานไทยแล้วเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2564 ที่ผ่านมา

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไต้หวัน เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ยา เพื่อปกป้องและคุ้มครองผู้บริโภคในไต้หวัน

อาร์เจนตินาเสนอร่างกฎหมายจ่ายเงินเดือนด้วยคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657516

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

อาร์เจนตินาจะตามรอยเอลซัลวาดอร์ ประเทศแรกของโลกที่ให้ Bitcoin ถูกกฎหมาย หรือไม่

โคเซ ลุยส์ รามอน (José Luis Ramón) รองผู้ว่าการเมนโดซา ประเทศอาร์เจนตินาเผยเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมาว่าได้เสนอร่างกฎหมายให้พนักงานรับเงินเดือนเป็นสกุลเงินดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างอิสระในการใช้เงินโดยไม่สูญเสียสิทธิ์หรือละเมิดกรอบในการจ้างงาน ตลอดจนเป็นการเพิ่มทางเลือกในการจ่ายค่าตอบแทน

โดยหากผ่านร่างกฎหมายพนักงานจะสามารถเลือกสกุลเงินที่พวกเขาต้องการไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิทัลหรือสกุลเงินเปโซของอาร์เจนตินา โดยนายจ้างจะต้องชำระเงินมูลค่าเทียบเท่ากับสกุลเงินดิจิทัล

รามอนระบุว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้พนักงานในภาคส่วนที่ส่งออกบริการไปยังต่างประเทศสามารถรักษากำลังซื้อของเขาได้ โดยไม่ต้องแปลงเป็นเงินเปโซ

ทั้งนี้ ในปี 2019 รัฐบาลกำหนดให้ผู้ส่งออกบริการแปลงรายได้จากดอลลารืเป็นเปโซ ผ่านช่องทางการแลกเปลี่ยนที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางอาร์เจนตินา

ซึ่งตามรายงานของ CoinDesk ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาในเดือนพ.ค. อยู่ที่ 3.3% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเมื่อเทียบปีต่อปีอยู่ที่ 48.8%

โดยชาวอาร์เจนตินาต้องเผชิญกับการลดค่าเงินเปโซจาก 0.02 ดอลลาร์เป็น 0.006 ดอลลาร์ในเวลาเพียง 18 เดือน

ส่งผลให้ชาวอาร์เจนตินาจำนวนมากจึงเริ่มนำสกุลเงินดิจิทัลที่มีเสถียรภาพมาใช้ไม่ว่าจะเป็น DAI ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 6 เท่าในปีนี้ ตามข้อมูลจากบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตในท้องถิ่น SatoshiTango, Decrypto และ Ripio

ขณะที่ Bitwage แพลตฟอร์มที่แปลงสกุลเงินเฟียต (สกุลเงินที่ออกโดยรัฐบาลและธนาคารกลาง) เป็นสกุลเงินดิจิทัลบันทึกปริมาณธุรกรรมรายเดือนในอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้น 300% ในช่วงปีที่แล้ว ขณะที่จำนวนชาวอาร์เจนตินาที่ลงทะเบียนบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นถึง 500%

นอกจากนี้ในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา Bloomberg รายงานว่านักขุดในอาร์เจนตินากำลังเฟื่องฟูด้วยต้นทุนพลังงานที่ต่ำจากเงินอุดหนุนด้านพลังงานจากรัฐบาล การควบคุมค่าเงิน และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้อาร์เจนตินาอาจก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งขุดรายใหญ่ ขณะที่หลายประเทศกำลังประสบปัญหากับการขุดคริปโตในปีนี้

Photo by Martin BUREAU / AFP

แฉบริษัทจีนร่วมกับรัฐบาลแอบเก็บข้อมูลยีนของผู้หญิงนับล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657492

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

บริษัทขายอุปกรณ์ตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ของจีนแอบเก็บข้อมูลยีนของผู้หญิงตั้งครรภ์นับล้านๆ คน

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างเอกสารทางวิทยาศาสตร์และแถลงการณ์ของบริษัทที่ได้ตรวจสอบว่า บริษัท BGI Group ของจีนซึ่งจำหน่ายอุปกรณ์ตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ไปทั่วโลก พัฒนาอุปกรณ์นี้ร่วมกับกองทัพจีน และใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเก็บข้อมูลเกี่ยวกับยีนจากผู้หญิงนับล้านๆ คน เพื่อนำมาศึกษาลักษณะเฉพาะของประชาชน

ที่ปรึกษารัฐบาลสหรัฐเคยเตือนเมื่อเดือน มี.ค.ว่า ข้อมูลเกี่ยวกับยีนจำนวนมหาศาลที่บริษัท BGI Group เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจทำให้จีนได้เปรียบทั้งทางเศรษฐกิจและทางการทหาร

ที่ปรึกษารัฐบาลสหรัฐเผยอีกว่า วิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงใหม่ระหว่างยีนและบุคลิกลักษณะของมนุษย์ ดังนั้นการเข้าถึงกลุ่มจีโนมมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดและหลากหลายที่สุดจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ เพราะเทคโนโลยีนี้อาจผลักดันให้จีนขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเภสัชกรรม และอาจนำไปสู่การสร้างทหารที่แข็งแกร่งขึ้นจากเทคนิคทางพันธุกรรม หรือการตัดต่อเชื้อโรคที่จะทำลายพลเมืองสหรัฐหรือแหล่งอาหาร

Reuters ระบุอีกว่า การตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ของ BGI เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับยีนของบริษัทซึ่งร่วมมือกับกองทัพจีนเพื่อปรับปรุงคุณภาพของประชาชน และยังเป็นแหล่งข้อมูลในการวิจัยเกี่ยวกับยีนเพื่อขจัดการสูญเสียการได้ยินและอาการกลัวความสูงของทหารจีน

การตรวจสอบคอมพิวเตอร์โคดของ BGI โดย Reuters พบว่า บริษัทเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากตัวอย่างเลือดที่เหลือและข้อมูลด้านพันธุกรรมจากอุปกรณ์ตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ที่จำหน่ายในอย่างน้อย 52 ประเทศรวมทั้งไทย แต่ไม่มีจำหน่ายในสหรัฐ

อีกทั้งการตรวจดังกล่าวยังเก็บข้อมูลพันธุกรรมของหญิงตั้งครรภ์และข้อมูลส่วนตัว อาทิ ประเทศที่อาศัย ความสูง น้ำหนัก แต่ไม่มีการเก็บชื่อ

ขณะนี้อุปกรณ์ตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมของทารกในครรภ์ถูกจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 8 ล้านชิ้นทั่วโลก โดยบริษัทจะเก็บข้อมูลที่อยู่เฉพาะในหญิงจีนเท่านั้น

การวิจัยชิ้นหนึ่งของ BGI ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของกองทัพวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการใช้อุปกรณ์ตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมของทารกในครรภ์ และทำแผนที่ความแพร่หลายของไวรัสในหญิงจีน และมองหาสัญญาณบ่งชี้อาการผิดปกติทางจิต และแยกชนกลุ่มน้อยทิเบตและอุยกูร์เพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างยีนและลักษณะของคนกลุ่มนี้

อย่างไรก็ดี Reuters ไม่พบหลักฐานว่า BGI ละเมิดข้อตกลงความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ทว่า นโยบายความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์เกี่ยวกับการตรวจดังกล่าวระบุว่า บริษัทสามารถเปิดเผยข้อมูลที่เก็บไว้หากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติและความมั่นคงของกองทัพจีน

ด้าน BGI แถลงว่า ไม่เคยถูกร้องขอให้เปิดเผยข้อมูล หรือเปิดเผยข้อมูลที่ได้จากการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวให้กับทางการจีนในทั้งสองกรณีข้างต้น

ทั้งนี้ บริษัทอื่นที่จำหน่ายอุปกรณ์แบบเดียวกับ BGI ก็ใช้ข้อมูลที่ได้มาวิจัยต่อ แต่ไม่มีบริษัทไหนทำในขนาดใหญ่เท่ากับ BGI หรือมีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาล

AFP PHOTO / – / China OUT