รมว.สาธารณสุขอินเดียลาออกหลังล้มเหลวรับมือโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657470

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินเดียลาออกท่ามกลางเสียงวิจารณ์ในการรับมือกับโควิด-19

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. นายฮาร์ช วาร์ธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินเดียยื่นใบลาออกท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนเกี่ยวกับการจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ล้มเหลว

โดยในช่วงการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ที่ผ่านมาส่งผลให้มีประชาชนติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ตลอดจนโรงพยาบาลประสบปัญหาในการขาดแคลนเตียงรองรับผู้ป่วยและขาดแคลนออกซิเจนในการรักษาผู้ป่วยด้วย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลักแสนคนต่อวันจนมีศพลอยเกลื่อนแม่น้ำคงคา

แม้ว่าในขณะนี้อินเดียจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงจากหลักแสนคนในการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 เมื่อช่วงเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มว่าจะเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ขณะที่มีผู้ติดเชื้อรวม 30.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 4 แสนคน

ทั้งนี้ อินเดียมีการฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 354 ล้านโดสซึ่งคิดเป็น 4.8% ของประชากรทั้งหมด โดยมีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้วราว 65.5 ล้านคน

การลาออกเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี โดยนอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ยังมีรัฐมนตรีอีกอย่างน้อย 12 คนยื่นใบลาออกเช่นกัน

รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเคมีภัณฑ์และปุ๋ย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

Photo by Biju BORO / AFP

วิสามัญกลุ่มคนร้ายลอบสังหารผู้นำเฮติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657483

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจเฮติเผย 4 ผู้ต้องสงสัยลอบสังหารผู้นำเฮติถูกวิสามัญ ขณะที่อีก 2 คนถูกจับกุม

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ประธานาธิบดีโฌเวแนล โมอิส ของเฮติถูกกลุ่มคนร้ายลอบสังหารที่บ้านพักในกรุงปอร์โตแปรงซ์วานนี้ (7 ก.ค.) ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิสามัญกลุ่มผู้ต้องสงสัย 4 คน และอีก 2 คนถูกควบคุมตัว

รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดมกำลังสกัดจับกลุ่มผู้ต้องสงสัยซึ่งกำลังหลบหนีจึงเกิดการปะทะกันส่งผลให้มีผู้ต้องสงสัย 4 คนถูกวิสามัญ

เลออน ชาร์ล ผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเฮติเรียกกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่า “ทหารรับจ้าง” ขณะที่เอกอัครราชทูตเฮติประจำกรุงวอชิงตันระบุว่ากลุ่มคนร้ายเตรียมการมาอย่างดีและมีความเป็นมืออาชีพ ตลอดจนแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่จึงสามารถบุกเข้าไปสังหารผู้นำเฮติได้

โคลด โจเซฟ รักษาการนายกรัฐมนตรียังเผยว่ากลุ่มคนร้ายพูดภาษาอังกฤษและภาษาสเปนซึ่งไม่ใช่ภาษาราชการของเฮติ พร้อมเผยถึงอาการของสุภาพสตรีหมายเลข 1 ซึ่งได้รับบาดเจ็บด้วยว่าขณะนี้มีอาการทรงตัวและกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะรักษาความมั่นคงของประเทศอย่างสุดความสามารถ และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้

ด้านอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติออกแถลงการณ์ประณามเหตุการที่เกิดขึ้น และให้คำมั่นว่าจะยืนหยัดเคียงข้างรัฐบาลและประชาชนชาวเฮติ

ขณะที่ผู้นำจากหลายประเทศรวมถึงโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ก็ได้ออกมาแสดงความเสียใจและประณามการกระทำอันอุกอาจครั้งนี้เช่นกัน

Photo by VALERIE BAERISWYL / AFP

วิจัยชิลีชี้ประสิทธิภาพวัคซีน Sinovac ด้อยกว่า Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 12:15 น.

การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพวัคซีนในชิลีพบ Sinovac มีประสิทธิภาพด้อยกว่า Pfizer   

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า วัคซีน Sinovac ของจีนมีประสิทธิภาพน้อยกว่าวัคซีน Pfizer ในการหยุดยั้ง Covid-19 ในชิลี ซึ่งฉีดวัคซีนทั้งสองยี่ห้อให้ประชาชนในเวลาเดียวกัน โดยเป็นการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนเชื้อตายจากจีนและวัคซีนชนิด mRNA ในการใช้งานจริงครั้งแรก

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine พบว่า วัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพ 66% ในการป้องกัน Covid-19 ในกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ในขณะที่วัคซีนของ Pfizer/BioNTech มีประสิทธิภาพ 93%

วัคซีนเชื้อตายของ Sinovac ซึ่งฉีดให้กับชาวชิลีกว่า 10 ล้านคน มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตน้อยกว่าวัคซีนของ Pfizer/BioNTech เล็กน้อย

การศึกษาครั้งนี้ทำตั้งแต่เดือน ก.พ.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อัลฟา (B.1.1.7) ซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ และสายพันธุ์แกมมา (P.1) ซึ่งพบครั้งแรกในบราซิล เป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในชิลี

ผลการศึกษาเบื้องต้นซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. พบว่า วัคซีน Sinovac มีประสิทธิภาพ 67% ในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการ และป้องกันการเสียชีวิตได้ 80%

ส่วนผลการศึกษาขั้นสุดท้ายพบว่า วัคซีน Sinovac ซึ่งเป็นวัคซีนหลักของชิลี มีประสิทธิภาพในการป้องกัน Covid-19 รวมทั้งป้องกันอาการรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองขั้นกลาง

ทั้งนี้ จนถึงวันที่ 10 พ.ค. กระทรวงสาธารณสุขชิลีฉีดวัคซีน Sinovac ไปเกือบ 14 ล้านโดส เพียงพอสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน 6.36 ล้านคน ส่วนวัคซีน Pfizer/BioNTech ฉีด 2.4 ล้านโดส

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

เบลเยียมผุด AI ส่องใครชอบเล่นมือถือในสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657465

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

นักพัฒนาชาวเบลเยียมใช้ AI ตรวจจับนักการเมืองพร้อมแฉใครเล่นมือถือนานเกินไปแล้ว

Dries Depoorter ศิลปินและนักพัฒนาชาวเบลเยียมพัฒนาระบบ AI ตรวจจับการใช้โทรศัพท์มือถือของนักการเมืองในสภา ก่อนแอบแชะภาพประจานลงทวิตเตอร์พร้อมแท็กถึงนักการเมืองคนนั้นๆ เมื่อพบว่าเขาใช้มือถือในที่ประชุมนานเกินไปแล้ว

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วการประชุมสภาจะมีการถ่ายทอดสดบน Youtube ซึ่งเทคโนโลยี AI ภายใต้ชื่อว่า Flemish Scrollers นี้จะทำหน้าที่คำนวณว่านักการเมืองแต่ละคนใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์ของเขานานเท่าไรในที่ประชุม

ซอฟต์แวร์ดังกล่าวเขียนด้วยภาษาไพทอน (Python) โดยใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine learning) และเทคโนโลยีจดจำใบหน้า เพื่อระบุตัวตนนักการเมืองและติดตามระยะเวลาที่เขาใช้ไปกับการจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือในระหว่างการประชุม

เมื่อพบว่านักการเมืองคนไหนใช้มือถือนานเกินไปแล้วจะมีการบันทึกหลักฐานไปโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียทั้งทวิตเตอร์และอินสตาแกรมพร้อมแท็กถึงนักการเมืองคนนั้นๆ ด้วย

เลขา”ชวน”ยันไม่ได้เปิดชื่อสส.เบี้ยวประชุมเพื่อประจาน ชี้เป็นข้อบังคับอยู่แล้ว

สภาล่ม!! เหตุองค์ประชุมไม่ครบ”ชวน”เหน็บระวังจะสอบตก

อย่างไรก็ตามเราไม่อาจรู้เลยว่านักการเมืองเหล่านั้นกำลังใช้มือถือเพื่อทำอะไร และอาจเป็นการสร้างความอับอายให้พวกเขาหากพวกเขาใช้มันเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานอย่างการจดบันทึกหรืออ่านเอกสารประกอบการประชุม

แต่ Depoorter กล่าวว่าวัตถุประสงค์ของโปรแกรมนั้นมากกว่าการจับผิดนักการเมืองฟุ่งซ่าน แต่เขาต้องการให้เกิดการตระหนักถึงความเสี่ยงในการใช้ AI ในทางที่ผิดหรือการล่วงล้ำบุคคลอื่น และมองว่านี่อาจเป็นวิธีที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง AI

การใช้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นเป้าหมายอาจทำให้พวกเขากระตือรือร้นที่จะควบคุมการใช้ AI มากขึ้น และเขาหวังว่า Flemish Scrollers จะสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตได้

ขณะที่หลายคนพยายามต่อต้านการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการแพร่ระบาดของโรคระบาดโควิด-19 ครั้งใหญ่นี้

ผลงานของ Depoorter ที่ผ่านมา เช่น DieWithMe แอปแชทที่สามารถใช้ได้ต่อเมื่อมีแบตเตอรี่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น, Surveillance Speaker กล้องหมุนได้ที่จะอธิบายทุกอย่างที่เห็น, Jaywalking เครื่องมือที่ช่วยให้สามารถรายงานคนข้ามถนน และอื่น ๆ อีกมากมาย

วิจัยพบทำงานสัปดาห์ละ 4 วันได้งานดีขึ้น ไม่เบิร์นเอาท์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657464

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 10:25 น.

โครงการทดสอบทำงานสัปดาห์ละ 4 วันของไอซ์แลนด์ประสบความสำเร็จท่วมท้น ได้งานดีขึ้น ไม่เบิร์นเอาท์

โครงการทดสอบทำงานสัปดาห์ละ 4 วันโดยสภาเมืองเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ ร่วมกับนักวิจัยจาก Autonomy ซึ่งสถาบันคลังสมองจากอังกฤษ และสมาคมเพื่อความยั่งยืนของประชาธิปไตย (Alda) ของไอซ์แลนด์ ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น และทำให้คนงานจำนวนมากเปลี่ยนมาทำงานในเวลาที่สั้นลง

โครงการนี้ทดลองกับแรงงานกว่า 2,500 คน คิดเป็น 1% ของแรงงานทั้งประเทศ เริ่มตั้งแต่ปี 2015-2019 โดยให้แรงงานทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน หากคิดเป็นชั่วโมงคือลดจากสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงเป็น 35-36 ชั่วโมง โดยยังได้ค่าตอบแทนเท่ากับการทำงาน 5 วัน

ผลปรากฏว่า ประสิทธิผลของงาน (productivity) ยังดีเหมือนกับการทำงานตามปกติ หรือดีขึ้นในสถานประกอบการส่วนใหญ่ ขณะที่แรงงานมีความเครียดน้อยลง ไม่เหนื่อยจนหมดไฟในการทำงาน (burnout) รวมทั้งสุขภาพและความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงานยังดีขึ้น

การทดลองดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนมาก โดยสหภาพแรงงานเริ่มเจรจาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานกับนายจ้างแล้ว และขณะนี้ 86% ของแรงงานไอซ์แลนด์เปลี่ยนมาทำงานในเวลาที่สั้นลงในขณะที่ยังได้ค่าตอบแทนเท่าเดิม หรือกำลังจะได้รับสิทธิ์เปลี่ยนเช่นกัน

วิลล์ สตรอง ผู้อำนวยการฝ่านวิจัยของ Autonomy เผยว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการทดลองลดเวลาทำงานในภาครัฐครั้งใหญ่ที่สุดในโลกประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น และสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐก็สามารถเป็นผู้นำในเรื่องการลดเวลาทำงานได้

ขณะที่ กุดมุนดูร์ ดี. ฮารัลด์สัน นักวิจัยจาก Alda เผยว่า การลดเวลาทำงานของไอซ์แลนด์บอกเราว่าไม่เพียงแต่มีความเป็นไปได้ที่จะทำงานน้อยลงในยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวหน้าก็เป็นไปได้เช่นกัน

นอกจากไอซ์แลนด์แล้ว หลายประเทศกำลังทดลองโครงการนี้เช่นกัน อาทิ สเปน นิวซีแลนด์

AFP PHOTO/WOJTEK RADWANSKI

XPeng แบรนด์รถ EV จากจีนที่เตรียมท้าชน Tesla #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657440

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

เปิดโปร์ไฟล์ทำความรู้จักกับ XPeng บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนที่เพิ่งเปิดขายหุ้นครั้งแรกในตลาดฮ่องกง

XPeng ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนทำรายได้ถึง 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในการเปิดการซื้อขายหุ้นในฮ่องกงวันนี้ (7 ก.ค.) หลังจากที่?เสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐไปเมื่อปีที่แล้ว

ท่ามกลางการปราบปรามอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยรัฐบาลจีนเริ่มขยายวงกว้างซึ่งส่งผลกระทบต่อนักลงทุนทั่วโลก แต่หุ้นของ XPeng กลับพุ่งขึ้นจากระดับต่ำสุดในช่วงเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาโดยได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

หวังโค่น Tesla?

ผู้ผลิต EV จากจีนค่อนข้างประสบความสำเร็จในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศและกำลังไปได้ดีทีเดียว ซึ่งในหลายเมืองรถยนต์ไฟฟ้าสามารถหาซื้อได้ง่ายกว่ารถทั่วไป โดยในปี 2020 ที่ผ่านมารถยนต์พลังงานไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 6.3 ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในประเทศจีน

ตลาดรถ EV ในประเทศจีนกำลังเติบโต โดยในปี 2020 ที่ผ่านมามียอดขายรวมอยู่ที่ 1.3 ล้านคันหรือคิดเป็น 41% ของตลาด EV ทั่วโลก ซึ่ง XPeng ก็เป็นหนึ่งในนั้น

XPeng ทำยอดขายได้อยู่ที่ 27,041 คันในปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 112% จากปีก่อนหน้า โดยเปิดเผยรายรับในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 455 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาการส่งมอบรถเพิ่มขึ้นถึง 617% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยตั้งเป้าที่จะถึงจุดคุ้มทุนในอีก 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า

Sa Boni ผู้อำนวยการด้านยานยนต์จีนจากบริษัท IHS Markit ยังเผยว่า “ไม่คิดว่า Tesla จะสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาด EV ในประเทศจีนได้นาน เพราะมีสตาร์ทอัพรายใหม่จำนวนมากที่ผลิต EV ที่ยอดเยี่ยม มันเป็นเพียงแค่เรื่องของภาพลักษณ์และการจดจำแบรนด์”

ทว่า หลายคนยังคงเชื่อมั่นและมั่นใจในศักยภาพของ Tesla รวมถึง Aman Madhok นักวิเคราะห์ด้านยานยนต์จาก Counterpoint Research ซึ่งมองว่า “Tesla ยังคงมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในใจผู้บริโภคในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เปรียบเสมือน Apple ในวงการสมาร์ทโฟน ทำให้ Tesla ถูกมองว่ามีคุณภาพดีกว่า ออกแบบดีกว่า ทนทานมากกว่า เมื่อเทียบกับ EV ยี่ห้ออื่น”

เส้นทางของ XPeng

XPeng ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดย เฮนรี เซี่ย (Henry Xia) หรือเซี่ยเหิง (Xia Heng) และเหอเทา (He Tao) อดีตผู้บริหารระดับสูงของ GAC Group ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์ และการวิจัยและพัฒนา

โดยได้รับการสนับสนุนจากเหอเสี่ยวเผิง (He Xiaopeng) ผู้ก่อตั้ง UCWeb และอดีตผู้บริหาร Alibaba และเหลยจวิน (Lei Jun) ผู้ก่อตั้ง Xiaomi รวมถึง Foxconn และ IDG Capital

XPeng เริ่มผลิตรถยนต์รุ่นแรก Xpeng G3 SUV ในปี 2018 ตามมาด้วย P7 ซีดานไฟฟ้า 4 ประตูในปีถัดมา และล่าสุดในปี 2020 ได้เปิดตัว P5 รถยนต์ขนาดกะทัดรัด

รถยนต์ของ XPeng ใช้เทคโนโลยี LiDAR (การวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์), เรดาร์ และกล้องเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนขับได้อย่างแม่นยำ โดยเครือข่ายการชาร์จของ XPeng ขยายไปกว่า 1,000 สถานีในประเทศจีน

ตีตลาดจีนและตลาดโลก

แม้ว่าตอนนี้ Tesla อาจเป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงที่สุด แต่ขณะเดียวกันแบรนด์จากจีนก็กำลังตามมาอย่างรวดเร็วและเริ่มเป็นที่จับตามองของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐส่งผลให้เป็นที่จับตามองของบรรดานักลงทุนทั้งในจีนและต่างประเทศ

ล่าสุด ไบรอัน กู้ (Brian Gu) หรือกู้หงตี้ (Gu Hongdi) ประธาน XPeng ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television ถึงการเปิดการซื้อขายหุ้นในฮ่องกงว่า “ในฐานะแบรนด์จากจีน เราต้องการให้ลูกค้าเป็นผู้ถือหุ้นของเราในที่สุด ดังนั้นการมาที่ฮ่องกงจึงเป็นโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เราสามารถเข้าถึงนักลงทุนจีนได้โดยตรง ซึ่งมีความสำคัฐสำหรับเราในระยะยาว”

ซึ่งขณะนี้นอกจากประเทศจีนแล้ว โซนยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ก็เป็นตลาดที่สำคัญของ XPeng

โดยรถยนต์ EV เป็นหนึ่งในสินค้าสำคัญที่รัฐบาลจีนกำลังผลักดันอย่างหนักทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งตั้งเป้าให้รถยนต์ 1 ใน 5 ของรถยนต์ทั้งหมดที่ซื้อในประเทศจีนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2025 และตั้งเป้าผลิตรถยนต์ EV ในประเทศ 8 ล้านคันภายในปี 2028

นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังมีนโยบายสำคัญในการผลักดันให้ประเทศเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ตลาดโลกภายในปี 2025 อีกด้วย

Photo by Hector RETAMAL / AFP

ประธานาธิบดีเฮติถูกลอบสังหารคาบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657442

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 17:45 น.

ผู้นำของเฮติได้รับบาดเจ็บสาหัสและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

รักษาการนายกรัฐมนตรี โคลด โจเซฟ ของเฮติ เผยว่า ประธานาธิบดี โฌเวแนล โมอิส ถูกกลุ่มคนร้ายลอบสังหารที่บ้านพักชานกรุงปอร์โตแปรงซ์เมื่อช่วงเช้ามืดของวันพุธที่ผ่านมา ส่วนภรรยาของประธานาธิบดีซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบสังหารกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

“ประธานาธิบดีถูกกลุ่มชาวต่างชาติที่พูดภาษาอังกฤษและสเปนสังหารที่บ้านพักได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว” โจเซฟเผย 

นอกจากนี้ โจเซฟยังเผยว่า ขณะนี้ตัวเขารับหน้าที่บริหารประเทศแทนประธานาธิบดี รวมทั้งเรีย

กร้องให้ชาวเฮติอยู่ในความสงบ พร้อมทั้งยืนยันว่าทหารและตำรวจจะรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโมอิสนั่งตำแหน่งผู้นำเฮติซึ่งเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในทวีปอเมริกาโดยอาศัยอำนาจของพระราชกฤษฎีกา หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาในปี 2018 ต้องล่าช้าเนื่องจากเกิดข้อพิพาทหลายอย่าง รวมทั้งข้อพิพาทหลังจากที่วาระของตัวเขาหมดลง

นอกจากวิกฤตทางการเมืองแล้ว เฮติยังต้องเผชิญกับการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการขยายอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธในประเทศ รวมทั้งยังมีปัญหาความยากจนที่เรื้อรังมายาวนานและภัยธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ประธานาธิบดีต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างมากจากประชาชนที่มองว่าเขาใช้อำนาจโดยผิดกฎหมาย โดยเขาเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 7 คนภายในเวลา 4 ปี ล่าสุดโจเซฟกำลังจะถูกแทนที่ในสัปดาห์นี้หลังดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน

นอกจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติ และระดับท้องถิ่นแล้ว เฮติยังมีกำหนดจะมีการลงประชามติตามรัฐธรรมนูญในเดือนกันยายน หลังจากที่ถูกเลื่อนออกไปถึง 2 ครั้งเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

การปฏิรูปรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยโมอิสมุ่งเป้าไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งฝ่ายบริหาร ซึ่งได้รับการปฏิเสธอย่างท่วมท้นจากฝ่ายค้านและองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่ง

รัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันเขียนขึ้นในปี 1987 หลังจากการล่มสลายของระบอบเผด็จการดูวาลิเยร์และประกาศว่า “การปรึกษาหารือใดๆ ที่มุ่งเป้าไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการลงประชามติเป็นสิ่งต้องห้าม”

ด้านนักวิจารณ์มองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดการเลือกตั้งในขณะนี้ เนื่องจากความไม่มั่นคงในประเทศ

Photo by Valerie Baeriswyl / AFP

ไบเดนผุดแคมเปญฉีดวัคซีนโควิดถึงหน้าประตูบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657438

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

สหรัฐเตรียมฉีดวัคซีน Covid-19 ถึงหน้าประตูบ้านรับมือเดลตาหลังฉีดได้ไม่ถึงเป้าวันชาติ

ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตา ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศแคมเปญกระตุ้นการฉีดวัคซีนใหม่ ด้วยการขยับเข้าไปฉีดวัคซีนให้ถึงหน้าประตูบ้านในพื้นที่ที่ตัวเลขการฉีดวัคซีนยังต่ำ หลังจากพลาดเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนให้ชาวอเมริกันอย่างน้อย 1 โดสให้ได้ 70% ภายในวันชาติ หรือวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา

“เรากำลังทยอยปิดศูนย์ฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ได้ดีมากเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา (มี.ค.-พ.ค.) ขณะนี้เราต้องขยับไปยังชุมชนแต่ละชุมชน ละแวกแต่ละละแวก และบ่อยครั้งอาจเป็นประตูบ้านแต่ละประตู เราจะเคาะประตูบ้านขอความช่วยเหลือจากคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนให้พวกเขาได้รับการปกป้องจากไวรัส” ไบเดนกล่าว

ตามแคมเปญนี้รัฐบาลไบเดนจะขยับเข้าไปใกล้ชุมชนด้วยการร่วมมือกับร้านขายยาในท้องถิ่นราว 42,000 แห่งและเจ้าหน้าที่แพทย์ปฐมภูมิซึ่งชาวอเมริกันสะดวกใจที่จะขอรับคำปรึกษาทางการแพทย์มากกว่า

ก่อนหน้านี้ ไบเดนตั้งเป้าว่าจะฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสให้ครอบคลุม 70% ของชาวอเมริกันที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ 160 ล้านคนต้องได้รับวัคซีนครบโดสภายในวันชาติ แต่ขณะนี้มีชาวอเมริกัน 67% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส และกว่า 150 ล้านคนได้รับครบโดส

ความลังเลในการฉีดวัคซีนในหลายพื้นที่เป็นอุปสรรคในการบรรลุเป้าหมายของรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐทางใต้และมิดเวสต์ที่ประชากรฉีดวัคซีนค่อนข้างน้อย ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในอังกฤษถึง 60%

โดยขณะนี้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตามีสัดส่วน 26% ของผู้ติดเชื้อทั้งประเทศ

Alex Wong/Getty Images/AFP

สถานทูตแถลง สหรัฐวางแผนที่จะบริจาควัคซีนให้กับไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657439

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 17:16 น.

เฟซบุ๊คของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (@usembassybkk) เผยแพร่แถลงการณ์การเรื่องรัฐบาลสหรัฐจะมอบวัคซีนให้ไทย

เนื้อหาของแถลงการณ์ที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊คมีดังนี้

ประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐอเมริกาประกาศแผนการส่งมอบวัคซีนโควิด-19 ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจำนวน 80 ล้านโดสให้กับประเทศต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นในทั่วโลก ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจำนวนหนึ่งจากการบริจาคดังกล่าว สหรัฐฯ บริจาควัคซีนเหล่านี้เพื่อช่วยชีวิตผู้คนและนำชาติทั้งหลายในการยุติโรคระบาดใหญ่นี้

ในแผนการบริจาควัคซีนจำนวน 80 ล้านโดสดังกล่าว สหรัฐฯ จะมอบวัคซีนกว่า 23 ล้านโดสให้กับประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคนี้รวมถึงประเทศไทยปลอดภัย การบริจาควัคซีนเหล่านี้เป็นความช่วยเหลือนอกเหนือไปจากความช่วยเหลือมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญที่สหรัฐฯ ได้ให้ผ่านทางโคแวกซ์ ซึ่งเป็นโครงการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้แก่นานาประเทศอย่างเท่าเทียม โดยรวมถึงวัคซีนไฟเซอร์ 500 ล้านโดสในปีที่กำลังจะมาถึง

กว่า 60 ปี สหรัฐฯ และไทยผนึกกำลังรับมือกับปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการสาธารณสุข ความร่วมมือนี้เพิ่มพูนขึ้นนับตั้งแต่เกิดการระบาด โดยสหรัฐฯ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับภาคีชาวไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อตอบสนองต่อโรคโควิด-19 รวมถึงช่วยให้ไทยเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญได้ จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้มอบความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ให้กับไทยแล้วเป็นมูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญ (1,280 ล้านบาท) แผนบริจาควัคซีนครั้งนี้จะเพิ่มมูลค่าความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นอย่างมาก

จนถึงปัจจุบัน สหรัฐฯ ได้มอบความช่วยเหลือซึ่งรวมไปถึงเครื่องช่วยหายใจ หน้ากากกรองอากาศ ชุดตรวจหาการติดเชื้อ หน้ากากอนามัย แว่นตานิรภัย และอุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ สำหรับแพทย์และพยาบาลชาวไทย มูลค่ารวม 28.5 ล้านเหรียญ ตลอดจนการช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นตามแนวชายแดน นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) ซึ่งมีความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขของไทยมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ยังได้มอบความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 แล้วเป็นจำนวน 13 ล้านเหรียญ

สหรัฐฯ แน่วแน่ต่อพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างเรากับไทย ตลอดจนค่านิยมแห่งเสรีภาพ สันติภาพ และความมั่งคั่งที่เราต่างยึดถือ

โลกกังวล ‘สายพันธุ์แลมบ์ดา’ ลามหนักหวั่นวัคซีนเอาไม่อยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657419

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

โควิด-19 สายพันธุ์แลมบ์ดาแพร่แล้วราว 30 ประเทศทั่วโลก หวั่นรุนแรง-ต้านวัคซีน

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์แลมบ์ดา (lambda variant) ซึ่งพบครั้งแรกในประเทศเปรู ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจ (variant of interest) เนื่องจากการกลายพันธุ์ที่สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นและอาจมีความสามารถในการต้านทานวัคซีน ขณะนี้ได้แพร่ระบาดไปแล้วราว 30 ประเทศทั่วโลก

ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความรุนแรงและมีความสามารถในการต้านทานวัคซีนมากกว่าไวรัสสายพันธุ์ก่อนๆ

โดยการศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์จากชิลีชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์แลมบ์ดาสามารถติดเชื้อได้รวดเร็วและรุนแรงกว่าสายพันธุ์แกมมาและอัลฟา ทั้งยังสามารถหลบเลี่ยงภูมิต้านทานจากวัคซีนได้ดีกว่าอีกด้วย โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็ม

ด้านดร.มาร์ตี มาการี จากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ระบุว่ามีความเป็นไปได้ว่าสายพันธุ์แลมบ์ดาอาจมีความสามารถในการต้านวัคซีน แต่จากการศึกษานั้นเป็นวัคซีนที่ผลิตโดยประเทศจีนซึ่งมีประสิทธิภาพค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับวัคซีนชนิด mRNA

ขณะที่งานวิจัยในสหรัฐซึ่งได้ทำการศึกษาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวพบว่าวัคซีน mRNA ที่ใช้ในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์แลมบ์ดา

เช่นเดียวกับทำเนียบขาวซึ่งลงมติเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมาว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้อยู่ยังคงมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่

ทั้งนี้ ไจโร เมนเดซ-ริโก นักไวรัสวิทยาของ WHO ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเยอรมันว่ายังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าสายพันธุ์แลมบ์ดามีความรุนแรงมากขึ้นกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ แม้จะเป็นไปได้ว่าอาจมีอัตราการติดเชื้อสูงขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่นรวมถึงเดลตาและแกมมา

กล่าวคือสายพันธุ์แลมบ์ดามีการกลายพันธุ์ที่อาจเพิ่มความสามารถในการแพร่ระบาดหรือต้านทานภูมิคุ้มกันได้แข็งแกร่งขึ้น แต่ข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถสรุปได้จึงยังต้องมีศึกษาเพิ่มเติม

Photo by Saeed KHAN / AFP