ไทยอาการหนัก รั้งท้ายดัชนีฟื้นตัวจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657426

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 15:13 น.

ดัชนีการฟื้นตัวของโควิด-19 ที่จัดทำโดยสำนักข่าว Nikkei Asia ให้ไทยอยู่ที่ท้ายตาราง

สำนักข่าว Nikkei Asia เผยแพร่การจัดอันดับดัชนีการฟื้นตัวของโควิด-19 (Nikkei COVID-19 Recovery Index) จากข้อมูลที่ประมวลจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนจากกว่า 120 ประเทศ พบว่าประเทศไทยอยู่ที่้อันดับท้ายที่ 118 และจากการทำกราฟฟิกนำเสนอของสำนักข่าวก็จัดให้ท้ายอยู่ที่ท้ายตารางในอันดับสุดท้าย

ไทยได้คะแนน 26.0 ต่ำที่สุดในภูมิภาค รั้งท้ายประเทศเพื่อนบ้านอาซียนทุกประเทศแม้แต่ประเทศที่ดูเหมือนจะสถานการณ์หนักกว่าไทย (ในตารางขาดแค่เมียนมากับบรูไน)

Nikkei Asia ชี้่ว่าประเทศไทยเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการควบคุมโควิด-19 ในปีที่แล้ว แต่มาตรการล็อคดาวน์สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทย โดยจีดีพีหดตัว 6.1% ในปี 2563 ตามรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตอนนี้สถานการณ์ในไทยเปลี่ยนไปแล้ว Nikkei Asia รายงานว่าแม้จะมีอัตราการเสียชีวิตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาก็ยังคงปรพกาศเป้าหมายอย่างมองโลกในแง่ดีว่าประเทศไทยจะเปิดอย่างเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม การมองโลกในแง่ดีของพล.อ. ประยุทธ์นั้นมาจากคำสั่งซื้อวัคซีนที่ได้รับการยืนยันแล้วและสัดส่วนของประชากรที่ควรได้รับอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในเดือนตุลาคม แต่การฉีดวัคซีนซึ่งเริ่มในเดือนมีนาคมกำลังดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

ผู้สังเกตการณ์รายหนึ่งบอกกับ Nikkei Asia ว่า “ปัญหาวัคซีนจำนวนมากในตอนเริ่มต้นเป็นเพราะรัฐบาลและระบบราชการมีความขลุกจลักในตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหา หมอต้องการให้ดำเนินการอย่างปลอดภัย ไม่ต้องแปดเปื้อนมากเกินไป และไม่ลงนาม [คำสั่งวัคซีน] เหล่านี้ – พวกเขาไม่ต้องการติดคุก”

Nikkei Asia ยังชี้ว่าในขณะเดียวกันคนในสังคมชั้นสูงที่ลัดคิวรับวัคซีนยิ่งสะท้อนสังคมไทยที่มีไม่เท่าเทียมกันมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้าราชการวัยเกษียณบอกกับ Nikkei Asia ว่า “มีเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีสายสัมพันธ์ที่สามารถรับวัคซีนสำหรับตนเองและครอบครัวได้ นี่ไม่ใช่ข่าวซุบซิบ ผู้คนโอ้อวดเรื่องนี้อย่างเปิดเผย แม้แต่ใน Facebook”

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

เปิดโมเดล “เราต้องอยู่กับโควิด” ไทยควรจะไปทางไหนดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657409

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ในเมื่อ Covid-19 ยังไม่หมดไปจากโลกนี้ง่ายๆ เราก็ต้องปรับตัวเพื่อจะอยู่กับมันให้ได้

หลังจากระดมฉีดวัคซีนแข่งกับเวลาและการกลายพันธุ์ของเชื้อโคโรนาไวรัส ขณะนี้หลายประเทศกำลังวางแผนทำโรดแม็พที่จะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ให้ได้เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติให้เร็วที่สุด บางประเทศกำลังจะคลายมาตรการต่างๆ และกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง ขณะที่บางประเทศจะยังไม่ยอมเสี่ยงเปิดประเทศ

สิงคโปร์: เปิดประเทศอย่างระวัง เน้นรักษา ไม่ปล่อยให้เสียชีวิต

เมื่อเดือนที่แล้วที่ Covid-19 ระลอกใหม่ระบาด สิงคโปร์ใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อลดตัวเลขผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุดทันที ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศ ห้ามนั่งรับประทานอาหารในร้านเกิน 2 คน ขอความร่วมมือให้ทำงานจากที่บ้าน เร่งตรวจหาผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

ทว่าวันนี้ โรดแม็พการรับมือ Covid-19 ของสิงคโปร์ที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

หลังจากนี้สิงคโปร์จะยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ยกเลิกการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว อนุญาตให้รวมตัวกันกลุ่มใหญ่ หรือแม้กระทั่งยกเลิกการนับจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน แล้วหันมาให้ความสำคัญกับตัวเลขของผู้ป่วยอาการหนัก ผู้ป่วยไอซียู และผู้ที่ต้องสอดท่อใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่สิงคโปร์ใช้รับมือกับไข้หวัดใหญ่

และจะไม่เลือกใช้วิธีล็อกดาวน์ทุกครั้งที่เกิดคลัสเตอร์ใหม่อย่างที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เลือกใช้

สิงคโปร์กำลังจะทำให้ Covid-19 ซึ่งเป็น pandemic หรือโรคระบาดที่แพร่ไปทั่วโลก ให้เป็น endemic หรือโรคประจำถิ่น เพราะเชื่อว่า Covid-19 ไม่มีวันหายไปจากโลกนี้ ซึ่งกุญแจสำคัญของโรดแม็พนี้ก็คือการฉีดวัคซีน

ผู้เชี่ยวชาญของสิงคโปร์ตั้งเป้าว่าควรฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ได้ 80% เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ โดยใช้โมเดลของรัฐนิวยอร์กและรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐที่ฉีดให้ประชาชน 70% แล้วจึงกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ที่สิงคโปร์ตั้งตัวเลขไว้สูงกว่าเพราะคำนวณความเสี่ยงของเชื้อสายพันธุ์เดลตาเข้าไปด้วย

ขณะนี้ประชากรสิงคโปร์เกือบ 60% ได้รับวัคซีนแล้ว 1 เข็ม และ 37% ได้รับครบทั้งสองเข็มแล้ว โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะให้ประชากร 2 ใน 3 ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มภายในวันที่ 9 ส.ค.นี้

อังกฤษ: เปิดประเทศเต็มที่ ปล่อยคนติดเชื้อ-ตายเพียบ

เมื่อวันจันทร์ (5 ก.ค.) นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ประกาศว่า อังกฤษจะยกเลิกมาตรการสกัด Covid-19 ต่างๆ รวมทั้งการสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างระหว่างกันในวันที่ 19 ก.ค.นี้ และบอกว่าอังกฤษต้องอยู่ร่วมกับ Covid-19 หลังจากที่เลื่อนจากกำหนดเดิมมา 1 เดือน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้เพิ่มขึ้น

ผู้นำอังกฤษบอกอีกว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจพุ่งไปถึง 50,000 คนต่อวันภายใน 2 สัปดาห์หลังจากคลายมาตรการแล้ว และ “เราต้องยอมรับกับตัวเองอย่างเศร้าๆ ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก Covid-19 ”

พูดง่ายๆ ก็คือ เลือกเปิดประเทศทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะมีคนติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอังกฤษกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้งหลังจากสายพันธุ์เดลตาระบาด โดยเพิ่มขึ้นจากวันละราว 2,000 คนเมื่อช่วงต้นปี เป็น 25,000 คนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังค่อนข้างคงที่คือ น้อยกว่าวันละ 20 คน

ด้วยเหตุนี้บรรดาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักวิทยาศาสตร์จึงพากันเตือนว่าให้ระมัดระวัง เนื่องจากการไม่สวมหน้ากากอนามัยและเลิกเว้นระยะห่างระหว่างกันยังมีความเสี่ยง

สตีเฟน ไรเกอร์ นักจิตวิทยาและหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลเผยว่า การป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสที่ได้สัดส่วน อาทิ การสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ยังควรบังคับใช้ต่อไป

เช่นเดียวกับ ริชาร์ด เท็ดเดอร์ นักไวรัสวิทยาจากราชวิทยาลัยลอนดอนที่บอกว่า การผ่อนคลายมาตรการในขณะที่การติดเชื้อยังรุนแรงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เชื้อกลายพันธุ์จะหลุดรอดออกไปจนทำให้ดื้อต่อวัคซีนและอาจแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น “ถ้าลืมจุดนี้ก็เท่ากับกำลังเล่นกับไฟ”

แล้วไทยควรจะเลือกโมเดลของประเทศใด หากเลือกโมเดลของสิงคโปร์คือการเปิดประเทศอย่างระมัดระวัง ไทยจะต้องเร่งฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาให้ประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

แต่ขณะนี้จากข้อมูลของ Bloomberg Vaccine Tracker ไทยฉีดวัคซีนไปเพียง 7.9% ของประชากรทั้งหมด โดย 11.5% ได้รับแล้วอย่างน้อย 1 โดส และมีเพียง 4.4% ที่ได้รับครบโดสแล้ว แต่สิงคโปร์ฉีดวัคซีนให้ประชาชนเกินครึ่งแล้ว

หรือหากจะเลือกเปิดประเทศแบบอังกฤษซึ่งฉีดวัคซีนไปมากแล้วเช่นเดียวกับออสเตรเลีย หากคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่อยู่ระบบสาธารณสุขของไทยอาจล่มสลาย

หรือไทยจะเลือกโมเดลของนิวซีแลนด์ ที่เลือกจะไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นใบไม้ร่วงเหมือนอังกฤษ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถยอมรับได้”

นิวซีแลนด์: สู้ต่อ 

นิวซีแลนด์ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะเช่นเดียวกับออสเตรเลียและอังกฤษเลือกที่จะเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าเปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ

เมื่อถูกถามว่า นิวซีแลนด์จะยอมให้มีผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 หรือไม่ นายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ตอบว่า “แต่ละประเทศเลือกหนทางต่างกัน” แต่สิ่งที่เธอให้ความสำคัญคือ การรักษาสิ่งที่นิวซีแลนด์ทำสำเร็จเอาไว้ และมีทางเลือกหลายทางให้ตัวเอง เพราะไวรัสยังไม่หมดไปจากโลกนี้

โรดแม็พในอนาคตของนิวซีแลนด์อาจใช้มาตรการหลายอย่างร่วมกัน ทั้งการระดมฉีดวัคซีน การบังคับสวมหน้ากากอนามัย หรือการล็อกดาวน์อย่างจำกัดเพื่อสกัดการแพร่ระบาด

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

ยืนยัน Sputnik V ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657396

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 13:02 น.

การศึกษาชี้วัคซีน Sputnik V ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ หลังเกิดประเด็นถกเถียงเมื่อรัสเซียอนุมัติใช้ก่อนทดลองเฟส 3

เว็บไซต์ Nature วารสารวิชาการชั้นนำของโลกเผยมีหลักฐานบ่งชี้ว่าวัคซีนต้านโควิด-19 Sputnik V ของรัสเซียปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ หลังจากที่เกิดประเด็นถกเถียงถึงประสิทธิภาพและผลข้างเคียงตั้งแต่รัฐบาลรัสเซียอนุมัติใช้วัคซีนดังกล่าวเมื่อปีที่แล้วก่อนเผยแพร่ผลการทดลองระยะแรก

ทั้งนี้ Sputnik V หรือ Gam-COVID-Vac ได้รับการอนุมัติใช้ใน 67 ประเทศทั่วโลก อาทิ บราซิล ฮังการี อินเดีย และฟิลิปปินส์ แต่วัคซีนดังกล่าวรวมถึง Sputnik Light ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดเข็มเดียวยังไม่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA)

วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยสถาบันกาเมลายาของรัสเซีย ซึ่งได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุขรัสเซียเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2020 หนึ่งเดือนก่อนที่จะมีการเผยแพร่ผลการทดลองระยะที่ 1 และ 2 และก่อนที่จะเริ่มทดลองระยะที่ 3 ด้วยซ้ำ ท่ามกลางข้อกังวลและการตั้งคำถามจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์

เมื่อเผยข้อมูลประสิทธิภาพ

ความกังวลเหล่านั้นเริ่มบรรเทาลงเมื่อมีการเปิดเผยผลการทดลองระยะที่ 3 ในเดือนก.พ. ระบุว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 91.6% และป้องกันการเจ็บป่วยอาการหนัก 100%

แม้ว่าจะยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก WHO หรือ EMA แต่หลายประเทศรวมถึงเกาหลีใต้ อาร์เจนตินา และอินเดีย กำลังผลิตวัคซีน Sputnik V โดยอินเดียวางแผนผลิตอย่างน้อย 850 ล้านโดสเพื่อช่วยเร่งการฉีดวัคซีนในอีกหลายประเทศ เช่น ฮังการี และอิหร่าน ซึ่งกำลังนำเข้าวัคซีนกดังกล่าว และได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการฉีดวัคซีนของพวกเขา

อย่างไรก็ตามหน่วยงานด้านสาธารณสุขของบราซิลปฏิเสธการนำเข้า Sputnik V ในเดือนเม.ย. เนื่องจากกังวลว่าไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ แต่ในเดือนมิ.ย. อนุมัติให้นำเข้าและฉีดให้ประชาชนได้ แต่เฉพาะวัยผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น

ข้อกังวลด้านผลข้างเคียง

ข้อมูลจากการศึกษาจนถึงปัจจุบันพบว่าผลข้างเคียงของ Sputnik V คล้ายกับวัคซีนอะดีโนไวรัสอื่นๆ เช่น AstraZeneca และ Johnson & Johnson ยกเว้นการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันซึ่งยังไม่มีรายงานจากหน่วยงานของรัสเซียและประเทศอื่นๆ

เบื้องต้นการฉีดวัคซีนอาร์เจนตินาซึ่งฉีดไปแล้ว 4 ล้านโดสรวมถึงในอิตาลีไม่พบการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรืออาการไม่พึงประสงค์ที่น่ากังวล รวมถึงบราซิลซึ่งฉีดวัคซีนดังกล่าวไปแล้ว 2.8 ล้านโดสยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน และอาการข้างเคียงส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง

เช่นเดียวกับเซอร์เบียซึ่งฉีดวัคซีน Sputnik V ไปแล้วอย่างแพร่พลายจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน รวมถึงจากวัคซีนอะดีโนไวรัสยี่ห้ออื่นด้วย

รอ WHO และ EMA อนุมัติ

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าความกังวลเกี่ยวกับการติดตามผลข้างเคียงอาจเป็นสาเหตุที่ WHO และ EMA ยังไม่อนุมัติใช้วัคซีนดังกล่าวในกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ WHO ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสถาบันกามาเลยาแล้ว และได้ตรวจสอบโรงงานผลิตวัคซีนแล้ว 9 แห่งจนถึงขณะนี้ได้แจ้งข้อกังวลต่อโรงงานผลิตแห่งเดียว

เช่นเดียวกับ EMA ซึ่งระบุว่าการอนุมัติวัคซีนกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ผู้ผลิตวัคซีนอ้างว่าสหภาพยุโรปมีอคติต่อวัคซีนของรัสเซีย โดยอ้างคำพูดของเธียร์รี เบรตอน กรรมาธิการตลาดภายในของสหภาพยุโรปซึ่งกล่าวเมื่อเดือนมี.ค. ว่า “สหภาพยุโรปไม่ต้องการ Sputnik V อย่างแน่นอน” นอกจากนี้ EMA ยังมีจุดยืนสนับสนุน Pfizer จากสหรัฐ

อย่างไรก็ตามโฆษก EMA แย้งว่าวัคซีนทุกยี่ห้ออยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะผลิตจากประเทศใดก็ตาม

ความลังเลในการฉีดวัคซีนของรัสเซีย

ผลสำรวจในเดือนมี.ค. ชี้ให้เห็นว่า 62% ของชาวรัสเซียไม่ต้องการฉีดวัคซีน ขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีน โดยข้อมูล ณ วันที่ 28 มิ.ย. มีประชากรรัสเซีย 15% จากทั้งหมด 140 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยจากหลายประเทศที่รับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพของ Sputnik V รวมถึงในอาร์เจนตินา เวเนซุเอลา รัสเซีย และตุรกี

Photo by JUAN MABROMATA / AFP

เตือนนักลงทุนระวังรัฐบาลเล่นงาน Crypto ทำให้ฟองสบู่แตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657384

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

วามกังวลเรื่องฟองสบู่ในตลาดคริปโตยังไม่หายไปไหน ล่าสุด UBS ธนาคารชั้นนำของโลกออกมาเตือนในรายงานที่มีไปถึงลูกค้า

UBS Group ยักษ์ใหญ่ด้านการเงินของสวิตเซอร์แลนด์มีรายงานเตือนไปถึงลูกค้าเกี่ยวกับการควบคุมตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ของรัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกวาดล้างของรัฐบาลจีนที่ส่งผลกระทบต่อราคาและการดำเนินการของตลาดคริปโตอยางรุนแรง

UBS ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินจำนวนหนึ่งทั่วโลกได้เริ่มกำกับดูแลตลาดคริปโตอย่างเข้มงวด ดังที่จะเห็นว่าเมื่อเร็วๆ นี้จีนได้ปราบปรามการขุดและการชำระเงินโดย Bitcoin หน่วยงานกำกับดูแลของแคนาดาได้ส่งคำเตือนไปยังบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตและหน่วยงานกำกับดูแลในญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร หมู่เกาะเคย์แมน และประเทศไทย ได้ทำการควบคุมบริษัท Binance ที่ให้บริการการแลกเปลี่ยนคริปโตทั่วโลก

UBS กล่าวในรายงานว่า “หน่วยงานกำกับดูต่างๆ ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถและจะปราบปรามคริปโต เราแนะนำให้นักลงทุนมีความชัดเจนและสร้างพอร์ตการลงทุนจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า”

นี่เป็นท่าทีที่สวนทางกับก่อนหน้านี้ที่มีรายงานว่า UBS กำลังพิจารณาเสนอแนะการลงทุนคริปโตให้กับลูกค้าที่มั่งคั่ง

ทว่าล่าสุด UBS ยังระบุในรายงานว่า “เราเตือนมานานแล้วว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เปลี่ยนไปหรือการปราบปรามด้านกฎระเบียบอาจทำให้ตลาดคริปโตที่เหมือนฟองสบู่แตกได้”

Photo by Martin BUREAU / AFP

นิวซีแลนด์ไม่เอาโมเดลอังกฤษที่จะปล่อยให้คนตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657377

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

นิวซีแลนด์ค้านโมเดล “อยู่ร่วมโควิด” ของอังกฤษ ชี้การเสียชีวิตอยู่ในระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้

หลังจากที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาบอร์ริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศว่าจะยกเลิกมาตรการควบคุมโรคต่างๆ รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม และปลดล็อกดาวน์ ภายในวันที่ 19 ก.ค. โดยกล่าวว่าอังกฤษต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัส

ซึ่งคาดว่าน่าจะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรายวันทะลุ 50,000 ราย ภายในเวลา 15 วัน รวมถึงจำนวนผู้เสียชึวิตที่เพิ่มขึ้นด้วย

ด้านคริส ฮิปกินส์ รัฐมนตรีรับมือโรคระบาดโควิด-19 ของนิวซีแลนด์ระบุว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะเต็มใจยอมรับได้ในนิวซีแลนด์” โดยกล่าวถึงจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ไมเคิล เบเคอร์ นักระบาดวิทยาและศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขนิวซีแลนด์ชี้ว่าแผนของนิวซีแลนด์อาจขึ้นอยู่กับการเร่งฉีดวัคซีนและมาตรการอื่นๆ อย่างการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็นในด้านสาธารณสุข ความเท่าเทียม เสรีภาพ และเศรษฐกิจ

พร้อมเสริมว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขไม่พอใจกับโมเดลอังกฤษที่ปล่อยให้โควิด-19 แพร่ระบาดโดยไม่สามารถควบคุมได้ และวลีที่ว่า “อยู่ร่วมกับโควิด-19” นั้นตนมองว่าไร้สาระและไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาอีกมาก

ดังนั้น เขาจึงมองว่านิวซีแลนด์ไม่ควรปฏิบัติตามหรือยอมรับแนวทางของอังกฤษที่กล่าวว่าเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัส แต่ต้องเรียนรู้บทเรียนจากประเทศที่ล้มเหลวมากกว่า

ขณะที่ออสเตรเลียซึ่งมีแนวทางที่สอคล้องกับนิวซีแลนด์ แต่สัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน กลับมีคำพูดที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับโมเดลอังกฤษ โดยในการกล่าวสรุปแผนงาน 4 ระยะในการเปิดประเทศนั้น นายกฯ กล่าวว่าในระยะที่ 3 โควิด-19 จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้ออื่นๆ

Photo by Mark Mitchell / POOL / AFP

นักลงทุนทิ้งหุ้นบริษัทเทคจีน หลังเจอกวาดล้างไม่เลิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657372

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 10:33 น.

จีนปราบปรามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นต่างประเทศ ส่งผลให้มีการขาย Didi และบริษัทอื่นๆ อย่างหนัก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าหุ้น Didi Global Inc ร่วงลงมากถึง 25% ในการซื้อขายช่วงต้นของสหรัฐในช่วงแรกของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น (วันพุธตามเวลาไทย) หลังจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีนสั่งให้แอปของบริษัท Didi ถูกลบ ไม่กี่วันหลังจาก Didi จดทะเบียน 4.4 พันล้านดอลลาร์ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

แอพของบริการเรียกแท็กซี่ยอดนิยมในจีนถูกสั่งให้ลบออกจากร้านแอพมือถือในประเทศจีนในวันอาทิตย์โดย สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) เพื่อตรวจสอบการค้นพบว่าบริษัทได้รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมายหรือไม่

นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา CAC ยังได้ประกาศการสอบสวนการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในบริษัทอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในจีน ซึ่งหุ้นของบริษัทแม่ที่จดทะเบียนในสหรัฐก็ลดลงเช่นกัน คือ Kanzhun Ltd และ Full Truck Alliance ลดลง 17.4% และ 14.3% ตามลำดับ

รัฐบาลจีนยังกล่าวด้วยว่าจะการขยายการดำเนินสอบสวนการนอกเหนือจากภาคเทคโนโลยี โดยจะยกระดับการกำกับดูแลบริษัทจีนที่จดทะเบียนในต่างประเทศ เพื่อปราบปรามกิจกรรมที่ผิดกฎหมายและลงโทษการออกหลักทรัพย์ที่ฉ้อฉล

หุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ใน Pop Culture Group โปรโมเตอร์อีเวนต์ฮิปฮอปของจีนร่วงลง 32% หุ้น Didi Global ซื้อขายล่าสุดที่ประมาณ $12.24 – 25.5% ต่ำกว่าราคาเปิดตัวที่ 16.65 ดอลลาร์ในวันที่ 30 มิถุนายน

Didi กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าการแบนแอพจะส่งผลกระทบกับรายได้ในจีน แม้ว่าจะยังคงมีให้บริการต่อไปสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันก็ตาม นอกจากนี้ยังบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าไม่ทราบรายละเอียดเรื่องการสอบสวนก่อนการเสนอขายหุ้น

แต่ Wall Street Journal รายงานเมื่อวันอังคารโดยอ้างแหล่งข่าวว่า บริษัทได้รับคำเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลให้ชะลอการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และตรวจสอบความปลอดภัยของเครือข่าย แต่ Didi ก็ยังเดินหน้าขาย IPO ต่อไปจนถึงทางการสั่งเก็บแอพในที่สุด “จากการที่แหล่งข่าวบางแห่งที่บอกว่า Didi รู้ล่วงหน้าหลายเดือนว่าการปราบปรามกำลังจะเกิดขึ้น บางคนจะเริ่มสงสัยในเรื่องการกำกับดูแลบริษัทเช่นกัน” Sumeet Singh ผู้อำนวยการ Aequitas Research กล่าว “หากการปราบปรามมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายเดือน นั่นหมายความว่าจะไม่ยุติในเร็วๆ นี้”

หุ้น Didi ขายในราคา 14 ดอลลาร์ต่อหุ้นในการเสนอขายหุ้น IPO ซึ่งเป็นการจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทจีนในสหรัฐนับตั้งแต่ Alibaba ระดมทุนได้ 25,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 บริษัทมีมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันศุกร์

“นักลงทุนบางคนอาจรู้สึกสบายใจที่การดำเนินการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องได้รับไฟเขียวจากทางการจีนเสียก่อน เมื่อตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ชัวร์ๆ” Dave Wang ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Nuvest Capital ของสิงคโปร์กล่าว

ผู้สังเกตการณ์ตลาดกล่าวว่าความเคลื่อนไหวดังกลาวอาจขยายวงกว้างออกไป

Matthew Keator หุ้นส่วนผู้จัดการใน Keator Group ซึ่งเป็นบริษัทบริหารความมั่งคั่งในเมืองเลนน็อกซ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า “จากข่าวล่าสุดบางส่วน นักลงทุนจะต้องไม่ใช่แค่ดูการประเมินมูลค่าของบริษัทตามโอกาสระดับโลกเท่านั้น แต่ควรเตือนตัวเองว่านโยบายต่างๆ (ของรัฐบาลประเทศต่างๆ) จะมีผลบังคับใช้ และจะส่งผลต่อบริษัทต่างๆ ที่นี่ใน (สหรัฐ) อย่างไร”

Peter Cardillo หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์การตลาดของ Spartan Capital Securities ในนิวยอร์ก มองว่าอาจมีนัยยะทางการเมืองระหว่างประเทศที่กว้างขึ้น

“มันเป็นช่องทางแทงข้างหลังเพื่อที่จะแก้แค้นสหรัฐโดยจำเป็นต้องพูดถึงสหรัฐอ” คาร์ดิลโลกล่าว “การปราบปรามนี้เปิดประตูสู่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”

Photo by STR / AFP / China OUT

สิงคโปร์ไม่นับรวมคนฉีด Sinovac ในตัวเลขทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657371

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 10:25 น.

สิงคโปร์ไม่นับคนที่ฉีดวัคซีน Sinovac รวมในตัวเลขคนที่ฉีดวัคซีนแล้วอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์จะไม่นับรวมคนที่ฉีดวัคซีน Sinovac ของจีนในตัวเลขผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างเป็นทางการของประเทศ โดยจะนับเฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนของ Moderna และ Pfizer เท่านั้น

อย่างไรก็ดี รายชื่อของผู้ที่ฉีดวัคซีน Sinovac จะปรากฏอยู่ในการลงทะเบียนเพื่อรับวัคซีนเพื่อให้คลินิกสามารถเข้าถึงได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนซ้ำ

ประชากรสิงคโปร์เกือบ 2.2 ล้านคนได้รับวัคซีนครบโดสอย่างเป็นทางการแล้ว และอีก 3.6 ล้านคนได้รับวัคซีนของ Pfozer หรือ Moderna แล้วอย่างน้อย 1 โดส และอีกราว 17,000 คนได้รับวัคซีน Sinovac

สิงคโปร์เริ่มอนุญาตให้คลินิกเอกชนฉีดวัคซีน Sinovac ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. แม้ว่าขณะนั้นวัคซีน Sinovac ยังไม่ได้รับการรับรอง โดยจนถึงวันที่ 29 มิ.ย. พบรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง 2 ครั้ง

Bloomberg ยังระบุว่า ขณะนี้หลักฐานเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าวัคซีนชนิด mRNA อาทิ Pfizer และ Moderna มีประสิทธิภาพมากกว่าในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต รวมทั้งป้องกันการแพร่เชื้อ ขณะที่วัคซีนที่ไม่ใช่ mRNA อย่าง Sinovac ป้องกันอาการป่วยเฉียบพลันและการเสียชีวิตได้ แต่อาจป้องกันการแพร่เชื้อได้น้อย

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

สีจิ้นผิงส่งซิกถึงยุโรป “อย่าเข้าข้างสหรัฐ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657344

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 21:30 น.

โลกทุกวันนี้แตกแยกจนประสานได้ยาก ไม่ใช่แค่ในประเทศทะเลาะกันเอง แต่ในระดับโลกก็แบ่งฝักฝ่ายชัดขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่สังคมประเทศอื่นๆ ค่อนข้างขัดแย้งกันรุนแรง ส่วนหนึ่งเพราะการเมืองแบบเลือกข้างและโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เปิดเวทีให้คนทะเลากัน (และให้ AI ปั่นหัวมนุษย์) แต่จีนค่อนข้างมีเอกภาพสูง กระแสหลักในจีนตอนนี้คือกระแสชาตินิยม (Nationalism) หรืออย่างน้อยๆ ก็รักชาติอย่างเข้มข้น (Patriotism)

คนส่วนใหญ่ในจีนล้วนแต่ไปตามกระแสนี้ มีเพียงบางส่วนที่มองดูเอกภาพในจีนด้วยความเป็นห่วงและกังวล คือพวกปัญญาชนทั้งหลาย เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มักจะวิจารณ์สวนกระแสเป็นปกติ แต่คนเหล่านี้สวนอะไรไม่ได้แล้ว หากสวนขึ้นมาจะถูกตราหน้าว่า “ไม่รักชาติ” ดังนั้นในจีนตอนนี้พวกปัญญาชนที่เห็นต่างจะอยู่ยากสักหน่อย

โดยรวมก็คือจีนมีเอกภาพสูงในหมู่ประชาชน ยิ่งภายนอกโจมตีจีน คนจีนยิ่งรวมพลังเหนียวแน่นขึ้น เหมือนเหล็กดียิ่งทุบยิ่งเนื้อเหนียว ยิ่งตียิ่งเป็นดาบคม

คนจีนเวลานี้หากถูกกระทุ้งจากโลกภายนอกนิดเดียว จะกรูกันเข้ามาปกป้องประเทศตัวเองอย่างเดือดดาลจนเป็นเหตุการณ์ปกติไปแล้ว ยิ่งหากคนจีนกันเองแสดงอาการ “ไม่รักชาติ” ขึ้นมา แทบจะอยู่กันไม่ได้เลย

สีจิ้นผิงปลุกกระแสนี้ขึ้น และเกาะกระแสนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในบ้านของเขาเองจึงไม่ต้องกังวลอะไร ภารกิจเร่งด่วนคือการสร้างความแข็งแกร่งนอกบ้าน

วันที่เขียนบทความนี้ มีความเคลื่อนไหวจากสีจิ้นผิงซึ่งต่อสายคุยกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีเยอรมัน อังเกลา แมร์เคิล ผ่านวิดีโอลิงค์

ประเด็นสำคัญๆ ที่พูดกันคือย้ำเรื่องความร่วมมือระหว่างจีนกับยุโรป จีนย้ำให้ยุโรปอย่าเลือกปฏิบัติกับธุรกิจจีนเพราะจีนก็มุ่งมั่นเดินหน้าปฏิรูปและเปิดกว้างประเทศอยางต่อเนื่อง ขอให้ยุโรปร่วมกันปกป้องระบบพหุภาคีที่แท้จริงและระบบระหว่างประเทศโดยมีองค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นแกนหลัก เรียกร้องให้ประเทศในยุโรปร่วมกันนำการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO) ในทิศทางที่ถูกต้อง

ข้อเรียกร้องของสีจิ้นผิงเหล่านี้ไม่บอกก็เห็นได้ชัดว่าต้องการให้ยุโรปอย่าคล้อยตามสหรัฐที่เล่นงานจีนนอกระบบ เช่น เปิดฉากสงครามการค้าโดยไม่แยแสกติกาค้าโลก และสหรัฐยังเพยายามฟอร์มพันธุมิตรเพื่อเปิดเกมกับจีนนอกระบอบสหประชาชาติ พูดง่ายๆ ก็คือจีนมองว่าสหรัฐกำลัง “บูลลี่” จีนด้วยการเล่นนอกกติกา

สีจิ้นผิงย้ำเรื่องไม่ยอมให้ใครมาบูลลี่เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนฉลอง 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน มาตอนนี้ย้ำกลายๆ กับมหาอำนาจในยุโรปอีกครั้ง

สีจิ้นผิงยังบอกว่า “สิ่งที่จีนต้องการมากที่สุดคือการพัฒนาตนเองให้ดี ไม่ใช่เพื่อแทนที่ผู้อื่น” คำกล่าวนี้ตอกกลับไปยังสหรัฐและชาติตะวันตกที่มองว่าจีนผงาดขึ้นมาเพื่อท้าทายพวกตนและจะมาเป็นใหญ่แทนพวกตน

ข่าวการหารือของสีจิ้นผิงกับมหาอำนาจยุโรปนี้ถูกรายงานด้วยมิติที่แตกต่างกันไป สื่อจีนรายงานแบบโอภาปราศรัย (สีจิ้นผิง วอนความร่วมมือกับฝรั่งเศส เยอรมนีเพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายต่าง – CGTN) ขณะที่สื่อต่างประเทศตีความสีจิ้นผิงกำลังเตือนยุโรปไม่ให้เลือกข้าง (สีจิ้นผิงวอนฝรั่งเศส เยอรมนีอย่าเข้าข้างสหรัฐ – Kyodo )

เอาแค่สาส์นที่ส่งไปถูกตีความไปคนละมุมแบบนี้ คงจะยากที่แต่ละฝ่ายจะคุยกันดีๆ ได้ แต่ก็นั่นแหละ เป้าหมายของสีจิ้นผิงไม่ใช่ให้อีกฝ่าย “เข้าอกเข้าใจ” แต่บอกเป็นนัยๆ ว่า “อย่าเปิดศึกกันเลย”

ภาษที่ใช้ดูเหมือนจะไม่แข็งกร้าว แต่หากมองจากบริบทแวดล้อมจะรู้ว่ามันน้ำเสียงแข็งๆ ซ่อนอยู่

บริบทแวดล้อมก็คือเมื่อสหภาพยุโรปเริ่มจะคล้อยตามสหรัฐมากขึ้นในการสกัดกั้นอิทธิพลของจีน เช่น ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปและเยอรมนีต่างก็ผ่านกฎหมายที่จะทำให้หน่วยงานของจีนลงทุนได้ยากขึ้น และเมื่อเดือนมีนาคมเอกอัครราชทูตจีนประจำฝรั่งเศสไม่ยอมไปปรากฏตัวตามการถูกเรียกตัวอยางเป็นทางการ (summoned) โดยอ้าง “เหตุผลเรื่องวาระ”

ขณะที่รัฐบาลอิตาลีเปลี่ยนจากผู้สนับสนุนโครงการ Belt and Road Initiative ของสีจิ้นผิงก็กลายมาเป็นผู้ขัดขวางการเข้าซื้อกิจการตามแผนของบริษัทจีนที่เข้าไปลงทุนในอิตาลี สาเหตุเนื่องจากเปลี่ยนจากรัฐบาลที่คุยกับจีนได้ดี (รัฐบาลคอนติ) เป็นรัฐบาลนิยมตะวันตกอิงสหรัฐ (รัฐบาลดรากี)

ที่สำคัญทั้งเยอรมมนี ฝรั่งเศส และอิตาลีต่างก็คว่ำบาตรจีนจากกรณีซินเจียง ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศนี้ง่อนแง่นอย่างมาก จะขอยกตัวอย่างอิตาลีที่เปลี่ยนจากจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ล่าสุดตอนที่นายกรัฐมนตรีอิตาลี มาริโอ ดรากี ประชุมสุดยอดกับโจ ไบเดนหลังประชุม G7 เขายังใช้วาจาที่รุนแรงเมื่อพูดถึงจีนว่า “จีนและโดยทั่วไปแล้วรวมถึงระบอบเผด็จการทั้งหมด…ซึ่งใช้ข้อมูลเท็จ…หยุดเครื่องบินทั้งๆ ที่ยังบินอยู่ ลักพาตัว ลงมือฆ่า ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน ใช้แรงงานบังคับ”

จีนอาจจะงงๆ ว่าดรากีไปเอามาจากไหนที่บอกว่าจีน “หยุดเครื่องบินทั้งๆ ที่ยังบินอยู่” ซึ่งเข้าใจว่าเข้าเหมารวมเอาพฤติกรรมของรัสเซียกับเบลารุส (กรณีที่เบลารุสดักเครื่องบินฝ่ายต่อต้านรัฐบาลให้ลงจอดในประเทศ) มาใช้กับจีนด้วย คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าดรากีชิงชังจีนขนาด “ตู่” และเหมาด่ากันเลทีเดียว

รัฐมนตรีต่างประเทศในัรฐบาลดรากีก็ยิ่งย้ำชัดเมื่อไม่กี่วันก่อน ลุยจิ ดิ มาโยแถลงระหว่างการประชุมกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีกับสหรัฐนั้นสำคัญกว่าจีน โดยบอกว่า “เราเป็นหุ้นส่วนการค้าที่แข็งแกร่งกับจีน เรามีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้อย่างแน่นอน และไม่อาจแทรกแซงความเป็นพันธมิตรแห่งค่านิยมที่เรามีกับสหรัฐ”

พูดง่ายๆ ก็คือ เรายังค้าขายกับจีนอยู่นะ แต่ไม่ยอมเป็นเพื่อนด้วยหรอก

เกรงว่ายุโรปในเวลานี้จะมีท่าทีกับจีนแบบเดียวกันหมด ในยุโรปนั้นจีนยังพอมีเพื่อนอยู่บ้าง แต่ก็น้แอยลงเต็มที เพราะสหรัฐเดินเกมบีบให้เลือกข้างชัดเจน

เรื่องการเลือกข้างแบบไม่ต้องคิดมากของยุโรป ยังเกี่ยวกับการที่รัสเซียแสดงท่าทีคุกคามมากขึ้นถึงขั้นแทรกแซงกิจการในยุโรปกันเห็นๆ ความที่รัสเซียกับจีนเป็น “พันธมิตร” กันทำให้จีนถูกเหมาะไปด้วยว่าคบไม่ได้ ดังที่เราจะเห็นได้ว่าดรากีเหมาว่ารัสเซียทำยังไง จีนก็คงทำแบบเดียวกัน

จีนเหลือเพื่อนที่ไหนบ้าง?

ระหวางกับคุยกับมาครงและแมร์เกิล สีจิ้นผิงเน้นเรื่องแอฟริกาเป็นประเด็นหลักด้วยโดยบอกวาจีนช่วยแบ่งเบาแอฟริกาเรื่องภาระหนี้และช่วยเรื่องวัคซีนด้วย และผู้นำทั้ง 3 คนเห็นว่า “แอฟริกาเป็นทวีปที่มีประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากที่สุด แต่ก็มีศักยภาพในการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเช่นกัน

แอฟริกามีการลงทุนจากจีนเป็นจำนวนมาก แต่ถูกชาติตะวันตกโจมตีว่าจีนกำลังลวงให้ประเทศแอฟริกาติด “กับดักหนี้” ของจีน นั่นคือการกลาวหาวาจีนเสนอให้ประเทศในแอฟริกากู้เงินจากจีนมาพัฒนาสาธารณูปโภคประเทศนั้นๆ แต่ฏโครงการพัฒนาตางๆ เป็นของจีนรวมถึงคนงานบางส่วน เงินจึงหมุนเวียนในกระเป๋าจีน

นี่เป็นประเทศหนึ่งที่จีนถูกชาติตะวันตกโจมตี สื่อในฝรั่งเศสเองก็รายงานโจมตีจีนในทำนองนี้ราวกับว่า “จีนกำลังล่าอาณานิคมในแอฟริกา”

แต่ปรากฎว่าคนแอฟริการู้ทัน อย่างในสกู๊ปของ FRANCE 24 English เรื่อง Zambia: Under Chinese influence ที่ทำราวกับจีนต้องการเขมือบประเทศแซมเบีย ความเห็นใต้คลิปสกู๊ปนี้ไปคนละทาง เช่น ความเห็นที่มีคนไลค์กันมากๆ ความเห็นหนึ่งบอกว่า “ฝรั่งเศสควรเป็นประเทศสุดท้ายที่พูดถึง “อิทธิพลในแอฟริกา” โดยเหตุที่ประเทศในแอฟริกาอยู่ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นเวลาหลายปี”

อีกความเห็นบอกว่า “ทำวิดีโออื่นแล้วให้ชื่อว่า แคเมอรูน กาบอง กินี เซเนกัล แอลจีเรีย ไอวอรี่โคสต์ ดาโฮเมย์ ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศสสิ” และอีกความเห็น “ผู้ล่าอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุดของแอฟริกาที่เคยกดขี่ครึ่งหนึ่งของทวีปต้องพยายามอย่างมากที่จะป้ายสีจีนซึ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียนและโรงพยาบาล แทนที่จะฆ่าชาวบ้าน”

คลิปข่าวนี้ไม่ใช่รายงานข่าวเดียวที่ชาติตะวันตกโจมตีจีนเรื่องแอฟริกาและไม่ใช่ที่เดียวที่มีคอมเมนต์สวนกลับแรงๆ แบบนี้

ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้จีนจะใช้วิธีอัฐยายซื้อขนมยาย แต่ก็ยังน่าต้อนรับว่าชาติตะวันตกที่ทำหายนะมาให้ทั้งอดีตและปัจจุบัน ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนีนั้นทำลายแอฟริกาอยางย่อยยับเมื่อศตวรรษก่อนๆ

เมื่อเดือนพฤษภาคม เยอรมนีเองก็เพิ่งจะยอมรับต่อการกระทำอันเหี้ยมโหดกับคนพื้นเมืองในนามิเบียตอนที่เยอนมนีครอบครองนามิเบียป็นอาณานิคม เรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) กันก็ว่าได้

แต่เยอรมนีแค่ยอมรับอย่างเป็นทางการ (Officially Recognises) ต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้นและบอกว่าจะจ่ายค่าชดเชย 1,100 ล้านยูโรให้เป็นระยะเวลา 30 ปี และคนท้องถิ่นก็บอกว่าแค่นี้ไม่พอหรอก

สีจิ้นผิงมองออกว่าชาติตะวันตกพยายามแยกจีนออกจากแอฟริกาเพื่อโดดเดี่ยวจีน จึงยกประเด็นแอฟริกาขึ้นมาโดยที่ไม่ได้ตอกย้ำให้เยอรมนีกับฝรั่งเศสเสียหน้าว่าพวกยุโรปทำเลวร้ายอะไรกับทวีปนี้มาบ้าง

แค่เตือนนิ่มๆ ว่า “อย่ามายุ่งกับเพื่อนของอั๊วะนะเว้ย”

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Nicolas ASFOURI and NICOLAS ASFOURI / POOL / AFP

เปิดเงินเดือนนักผจญเพลิงในต่างประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657338

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 19:29 น.

ส่องเงินเดือนนักดับเพลิงต่างแดน ประเทศไหนได้เท่าไรกันบ้าง

หลังจากที่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐในคำมั่นว่าจะขึ้นค่าจ้างให้แก่นักดับเพลิงของรัฐบาลทั่วประเทศ และนักดับเพลิงที่ได้ค่าแรงเพียง 13 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงจะต้องหมดไปในรัฐบาลของตน มาดูกันว่าสหรัฐและประเทศอื่นๆ ให้เงินเดือนนักดับเพลิงเท่าไรกันบ้าง

สหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระบุว่าจะขึ้นเงินเดือนนักดับเพลิงของรัฐบาลเป็นอย่างน้อย 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงก่อนที่ฤดูไฟป่าจะเริ่มขึ้น โดยจะพิจารณาเงินเดือนจากระดับการศึกษา ประสบการณ์ ตลอดจนถานที่ทำงาน

โดยรัฐที่นักดับเพลิงได้เงินเดือนมากที่สุด ได้แก่ นิวเจอร์ซีย์ แคลิฟอร์เนีย วอชิงตัน นิวยอร์ก และฮาวาย ตามรายงานของ Business Insider

Forbes ระบุว่ารายได้รายปีโดยเฉลี่ยของนักดับเพลิงของรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 55,000 เหรียญสหรัฐ (1.77 ล้านบาท) สำหรับนักดับเพลิงท้องถิ่นจะอยู่ที่ 57,500 เหรียญสหรัฐ (1.85 ล้านบาท) ต่อปี ทั้งนี้ รายได้ครัวเรือนโดยเฉลี่ยของสหรัฐอยู่ที่ 68,703 เหรียญสหรัฐ (2.21 ล้านบาท) ในปี 2019

เว็บไซต์ Firefighter Garage ระบุว่ารัฐที่ให้เงินเดือนพนักงานดับเพลิงมากที่สุดคือแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอยู่ที่ 84,370 เหรียญสหรัฐ (2.72 ล้านบาท) ต่อปี ขณะที่รัฐที่ให้เงินเดือนน้อยที่สุดอยู่ที่มิสซิสซิปปี้ 30,180 เหรียญสหรัฐ (9.7 แสนบาท) ต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับค่าครองชีพของแต่ละรัฐด้วย

ทั้งนี้ เว็บไซต์ Indeed ระบุว่าฐานเงินเดือนเฉลี่ยของนักดับเพลิงในสหรัฐในตอนนี้อยู่ที่ 3,623 เหรียญสหรัฐ (116,662 บาท) ต่อเดือน ขณะที่นักดับเพลิงอาสาสมัครอยู่ที่ประมาณ 3,400 เหรียญสหรัฐ (109,480 บาท) ต่อเดือน

สหราชอาณาจักร

Talent.com เว็บไซต์หางานระดับโลกระบุว่าเงินเดือนโดยเฉลี่ยของนักดับเพลิงในสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 2,287 ปอนด์ (101,970 บาท) ต่อเดือน หรือ 27,446 ปอนด์ต่อปี โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 20,000 ปอนด์ต่อปีเพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ไปจนถึง 35,815 ปอนด์ต่อปี

แคนาดา

Talent.com เผยเงินเดือนนักดับเพลิงแคนาดาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5,003 เหรียญสหรัฐ (161,121 บาท) ต่อเดือน หรือ 60,041 เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่เว็บไซต์ Indeed ระบุว่าเงินเดือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6,300 เหรียญสหรัฐ (202,891 บาท) หรือ 88,981 เหรียญสหรัฐต่อปี

ด้าน Salary Explorer ชี้ว่านักดับเพลิงในแคนาดามักมีรายได้ประมาณ 53,000 เหรียญสหรัฐต่อปี เริ่มต้นตั้งแต่ 24,000 เหรียญสหรัฐต่อปีไปจนถึงกว่า 80,000 เหรียญสหรัฐต่อปี

ญี่ปุ่น

Salary Expert ระบุว่ารายได้นักดับเพลิงญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6,146,926 เยน (1.79 ล้านบาท) ต่อปี หรือเทียบเท่า 2,955 เยน (860 บาท) ต่อชั่วโมง ประมาณตามข้อมูลการสำรวจเงินเดือนที่รวบรวมจากนายจ้างและพนักงานในญี่ปุ่น

โดยพนักงานเริ่มต้นประสบการณ์ 1 ถึง 3 ปีรายได้จะอยู่ที่ 4,420,835 เยนต่อปี ขณะที่พนักงานระดับอาวุโสประสบการณ์ 8 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินเฉลี่ย 7,561,627 เยนต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น 9% ภายในระยะเวลา 5 ปี

ขณะที่ Salary Explorer ระบุว่าเงินโดยเฉลี่ยพนักงานดับเพลิงญี่ปุ่นได้เงินอยู่ที่ 3,700,000 เยน (1.08 ล้านบาท) ต่อปี

เวียดนาม

นักดับเพลิงในเวียดนามมักมีรายได้ประมาณ 9,580,000 ดง (13,380 บาท) ต่อเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ 4,410,000 ดง (6,159 บาท) ไปจนถึง 15,200,000 ดง (21,230 บาท) รวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และสวัสดิการอื่นๆ ตามรายงานของ Salary Explorer

ลาว

Salary Explorer ชี้ว่านักดับเพลิงลาวมีรายได้ประมาณ 2,570,000 กีบ (8,721 บาท) ต่อเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ 1,180,000 กีบ (4,000 บาท) ไปจนถึง 4,080,000 กีบ (13,845 บาท) ต่อเดือนรวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และสวัสดิการอื่นๆ เช่นเดียวกัน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

แฮกเกอร์อาละวาดอีก เรียกค่าไถ่บริษัทสหรัฐเป็น Bitcoin 70 ล้านเหรียญสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657336

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

กลุ่มแฮกเกอร์ REvil ที่อยู่ในรัสเซียโจมตีบริษัทกว่า 200 แห่งในสหรัฐ เรียกค่าไถ่เป็น Bitcoin มูลค่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐ

จอห์น แฮมมอนด์ จากบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Huntress Labs เผยว่า กลุ่มแฮกเกอร์ Revil ซึ่งเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่กลุ่มใหญ่ที่พูดภาษารัสเซียเป็นหลักโจมตีบริษัทในสหรัฐอย่างน้อย 200 แห่ง โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทซอฟท์แวร์ซัพพลายเออร์ Kaseya และเรียกค่าไถ่เป็น Bitcoin มูลค่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐ

แฮกเกอร์เล่นงาน Kaseya โดยการใช้ระบบบริหารจัดการเครือข่ายของบริษัทเป็นช่องทางในการแพร่มัลแวร์ผ่านผู้ให้บริการคลาวด์เซอร์วิส โดยมีรายงานว่ามีเครื่องมืออย่างน้อยกว่า 1 ล้านเครื่องติดมัลแวร์ดังกล่าว

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าลูกค้าของ Kaseya ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด แต่ต่อมาบริษัทเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ว่า การโจมตีจำกัดเฉพาะลูกค้าจำนวนเล็กน้อย

ทั้งนี้ กลุ่มแฮกเกอร์ REvil เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เดือน เม.ย. 2019 และเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาเพิ่งโจมตีบริษัทท่อส่งน้ำมัน Colonial Pipeline โดยเรียกค่าไถ่เป็น Bitcoin มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ และในเดือนเดียวกันยังโจมตี JBS Holdings บริษัทผลิตเนื้อรายใหญ่ของสหรัฐแล้วเรียกค่าไถ่ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by INA FASSBENDER / AFP