คลิป: สหรัฐไม่พบหลักฐานว่า UFO เป็นของมนุษย์ต่างดาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657313

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

รัฐบาลสหรัฐไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการพบเห็น UFO ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา 

หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐ (IC) เผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่าด้วยปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) ที่นักบินของกองทัพสหรัฐพบเห็น 144 รายการ นับตั้งแต่ปี 2004 ว่า ว่า มีเพียงรายการเดียวที่หน่วยเฉพาะกิจที่ทำงานเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ปรากฏชื่อสามารถอธิบายได้ด้วยความมั่นใจระดับสูงสุด นั่นคือ วัตถุที่พบเห็นเป็นบอลลูนขนาดใหญ่ที่กำลังยุบตัว

ส่วนอีก 143 รายการที่เหลือคณะทำงานไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะอธิบายชี้ชัดได้ บางครั้งอาจเป็นเทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย บางครั้งอาจเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อาทิ ผลึกน้ำแข็งที่อาจแสดงในระบบเรดาร์ หรือบางครั้งอาจเกี่ยวข้องการโครงการพัฒนาลับของสหรัฐเอง ทว่ายังไม่ตัดประเด็นว่าเป็นวัตถุจากนอกโลก

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าวัตถุบินที่ไม่สามารถอธิบายได้ หรือ UFO อาจกระทบกับความมั่นคงของสหรัฐ เนื่องจากมักพบเห็น UFO เหล่านี้ป้วนเปี้ยนใกล้กับฐานทัพของสหรัฐ

Photo by Handout / DoD / AFP

คลิป: ลูกไฟขนาดมหึมากลางทะเลสาบแคสเปียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657309

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 14:10 น.

เนินพุโคลนปะทุเกิดระเบิดลูกใหญ่บนเกาะกลางทะเลสาบแคสเปียน

โลกออนไลน์เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นลูกไฟขนาดมหึมาและเปลวเพลิงพวยพุ่งในทะเลสาบแคสเปียน นอกชายฝั่งอาเซอร์ไบจานเมื่อวันที่ 4 ก.ค. เบื้องต้นรายงานระบุว่าเกิดจากการปะทุของเนินพุโคลน (Mud Volcano)

SOCAR บริษัทน้ำมันของอาเซอร์ไบจานระบุว่าการระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ 10 กิโลเมตรจาก Umid ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่ไม่มีแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งได้รับผลกระทบ ตลอดจนแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งและโรงงานอุตสาหกรรมยังทำงานได้ตามปกติ

ทั้งนี้ เนินพุโคลนดังกล่าวมีความเข้มข้นสูงซึ่งปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซไวไฟอื่นๆ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ แต่ล่าสุดเปลวเพลิงดับลงแล้ว

Pfizer ยังรับมือเดลตาไหวไหมหลังเจอฤทธิ์เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657303

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

สื่อบางเจ้าบอกว่า Pfizer ประสิทธิภาพลดเมื่อเจอเดลตา บางเจ้าบอกว่าช่วยลดอาการป่วยหนักได้ แล้วจนถึงตอนนี้ Pfizer ยังสู้เดลตาไหวไหม

วานนี้ (5 ก.ค.) มีการเปิดเผยประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer/BioNTech ในอิสราเอลหลังจากเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาเริ่มระบาด ปรากฏว่าสื่อตะวันตกตีข่าวกันคนละแง่มุม โดย Reuters บอกว่าประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง ขณะที่ Bloomberg บอกว่า Pfizer ช่วยลดอาการป่วยหนักได้

แล้วสรุปว่า Pfizer รับมือสายพันธุ์เดลตาที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยเตือนว่าจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วได้มากน้อยแค่ไหน

จากการใช้งานจริงของอิสราเอลพบว่า ระหว่างวันที่ 6 มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค. ประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer ในการป้องกันการป่วยอยู่ที่ 64% ขณะที่ตัวเลขประสิทธิภาพก่อนหน้านี้อยู่ที่ 94%

ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.-5 มิ.ย. อยู่ที่ 98.2% แต่ระหว่างวันที่ 6 มิ.ย.-3  ก.ค. ลดลงเหลือ  93%

จะเห็นว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยลดลงค่อนข้างเยอะ ส่วนการป้องกันอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาการหนักต่างกันเล็กน้อย

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลยังพบว่าผู้ติด Covid-19 รายใหม่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้คนที่ได้รับวัคซีนแล้ว เมื่อวันศุกร์ (2 ก.ค.) 55% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ฉีดวัคซีนแล้ว และจนถึงวันที่ 4 ก.ค. มีผู้ป่วยอาการหนัก 35 คนจากประชากรทั้งหมด 9.3 ล้านคน เมื่อเทียบกับ 21 คนเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางการอิสราเอลตั้งข้อสังเกตว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer ลดลงในช่วงที่เชื้อสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายในอิสราเอล และการผ่อนคลายมาตรการสกัดการแพร่ระบาดอย่างการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะและการเว้นระยะห่างที่เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.

ด้าน เดอร์วิลา คีน โฆษกของ Pfizer ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลล่าสุดของอิสราเอล เพียงแต่ชี้ไปที่การวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าวัคซีนยังคงป้องกันเชื้อสายพันธุ์ใหม่ เพียงแต่ลดลงในบางกรณี และย้ำว่าจนถึงตอนนี้หลักฐานยังชี้ให้เห็นว่าวัคซีนยังคงป้องกันเชื้อกลายพันธุ์เหล่านี้ได้อยู่

ทว่า รัน บาลิเซอร์ ประธานที่ปรึกษาด้าน Covid-19 แห่งชาติของอิสราเอลเผยว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินประสิทธิภาพที่แม่นยำของวัคซีนต่อเชื้อสายพันธุ์เดลตา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อในอิสราเอลหลังได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสยังมีน้อย และเนื่องจากการสัมผัสเชื้อและความเป็นไปได้ที่จะได้รับการตรวจหาเชื้อยังกระจายไม่ครอบคลุมประชากร ซึ่งทำให้ความพยายามในการหาข้อสรุปซับซ้อนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้รัฐบาลอิสราเอลมีแผนจะทำการศึกษาผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังติด Covid-19 รวมทั้งปัจจัยต่างๆ อาทิ อายุ อาการป่วยที่มีอยู่ก่อนแล้ว และวันที่ได้รับวัคซีน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนและอัตราที่ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง

ขณะที่ อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอของ Pfizer เผยว่า หลังจากได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสไปแล้ว 12 เดือนอาจต้องฉีดเข็มที่ 3 อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เฉพาะวัคซีน Pfizer เท่านั้นที่ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอกับสายพันธุ์เดลตา

การวิจัยของอังกฤษโดยนักวิจัยจากราชวิทยาลัยลอนดอน สถาบันฟรานซิสคริก และมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ เพื่อศึกษาการลดประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกัน Covid-19 ต่อสายพันธุ์กลายพันธุ์ ซึ่งตีพิมพ์ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv พบว่า สายพันธุ์เดลตาและเบตา (แอฟริกา) มีความเกี่ยวข้องกับการลดประสิทธิภาพของวัคซีนเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) หรือสายพันธุ์ดั้งเดิมจากอู่ฮั่น

Photo by JACK GUEZ / AFP

สิงคโปร์สอบเคสหัวใจหยุดเต้นหลังฉีด Pfizer แนะงดออกกำลังกาย 1 สัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657291

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 12:21 น.

สิงคโปร์สอบสวนกรณีวัยรุ่นหัวใจหยุดเต้นเมื่อออกกำลังกายหลังฉีดวัคซีนได้เกือบสัปดาห์ เบื้องต้นเตือนงดใช้แรงหนัก 1 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ประกาศแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่นและเพศชายอายุต่ำกว่า 30 ปี ให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากเป็นเวลา 1 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีน

แก้ไขจากเดิมที่ให้ผู้ฉีดวัคซีนหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเพียง 12 ถึง 24 ชั่วโมงหลังได้รับวัคซีน โดยสิงคโปร์ใช้วัคซีนของ Pfizer และ Moderna เป็นหลัก

หลังจากที่หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของสิงคโปร์เปิดเผยว่าได้รับรายงานปัญหาเกี่ยวกับหัวใจในผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 12 ราย โดย 7 รายเป็นเพศชายอายุไม่เกิน 30 ปี

หนึ่งในนั้นเป็นวัยรุ่นอายุ 16 ปี หัวใจหยุดเต้นหลังยกน้ำหนัก ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสิงคโปร์กำลังดำเนินการสอบสวนเพื่อวิเคราะห์ว่ามีความเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีนหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรุนแรงหรือไม่ ซึ่งเป็นอาการอักเสบรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ

รายงานระบุว่าเขาได้รับวัคซีนของ Pfizer เข็มแรกไปเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ก่อนที่จะมีอาการดังกล่าวในวันที่ 3 ก.ค. เมื่อออกกำลังกายยกน้ำหนักที่ต้องใช้แรงมาก

อย่างไรก็ตามคณะผู้เชี่ยวชาญยังคงแนะนำให้ใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ชนิด mRNA ต่อไปเนื่องจากประโยชน์ในการป้องกันยังมีมากกว่าความเสี่ยง แต่แนะนำว่าประชาชนวัยหนุ่มสาวโดยเฉพาะเพศชายควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมากในช่วง 1 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ อาการดังกล่าวสอดคล้องกับที่เกิดขึ้นในผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA ในสหรัฐซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ว่าพบกรณีการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจเอกเสบหลังฉีดวัคซีนของ Pfizer และ Moderna มากกว่าที่คาดการณ์ไว้โดยเฉพาะในกลุ่มคนเพศชายที่อายุยังน้อย

รวมถึงในญี่ปุ่นก็มีรายงานการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบหลังเข้ารับวัคซีนชนิด mRNA เช่นกัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่เบื้องต้นชี้ว่าอาการดังกล่าวไม่รุนแรงและไม่น่ากังวล

Photo by JAVIER TORRES / AFP

จีนไล่เช็กบิลบริษัทเทคเพิ่มอีกฐานครอบครองบิ๊กดาต้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657280

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 11:20 น.

ทางการจีนเข้าตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อีก 3 แห่งฐานรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้โดยผิดกฎหมายหลังเพิ่งจัดการกับ Didi Chuxing  

หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) เข้าตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีอีก 3 แห่งในข้อหาเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้โดยผิดกฎหมาย 1 วันหลังจากสั่งให้ผู้ให้บริการแอพพลิเคชันหยุดให้บริการแอพพลิเคชันของ Didi Chuxing ผู้ให้บริการเรียกรถแท็กซี่ในฐานความผิดเดียวกัน

บริษัททั้ง 3 แห่งที่ CAC เข้าสอบสวนได้แก่ Zhipin.com เว็บไซต์รับสมัครงานที่ใหญ่ที่สุดของจีน, Huochebang และ Yunmanman แอพพลิเคชันเรียกใช้บริการรถบรรทุกที่ขนานนามว่าตัวเองเป็น Uber สำหรับรถบรรทุก

ทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวล้วนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กของสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว โดย KanZhun บริษัทแม่ของ Zhipin.com มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ Huochebang และ Yunmanman ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันเรียกรถบรรทุกรายใหญ่ของจีนควบรวมกิจการกันเมื่อปี 2017 กลายเป็นบริษัท Full Truck Alliance โดยปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แถลงการณ์ของ CAC ระบุว่า มีคำสั่งให้ทั้ง 3 บริษัทระงับการขึ้นทะเบียนผู้ใช้รายใหม่ชั่วคราวในระหว่างที่ทางการกำลังตรวจสอบบริษัทเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงของข้อมูลของชาติ รักษาความมั่นคงของชาติ และปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชน

ต่อมา Full Truck Alliance และ Zhipin.com แถลงว่าจะให้ความร่วมมือกับทางการในการสอบสวนและแก้ไขปัญหาเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบ

Photo by GREG BAKER / AFP

จีนล็อกดาวน์ชายแดนติดเมียนมาหลังพบโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657279

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 10:44 น.

จีนพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 3 รายบริเวณชายแดนเมียนมาโดยหนึ่งในนั้นเป็นชาวเมียนมา

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมลฑลยูนนานยืนยันเมื่อวันที่ 5 ก.ค. พบผู้ติดโควิด-19 เพิ่ม 3 รายโดยทั้งหมดมาจากเมืองรุ่ยลี่ (Ruili) ซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมา ส่งผลให้รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์เมืองรุ่ยลี่และเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกให้แก่ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดภายใน 2 วันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน

เมืองรุ่ยลี่เป็นจุดผ่านแดนหลักระหว่างจีนและเมียนมา ซึ่งมักมีชาวเมียนมาหนีภัยความไม่สงบในประเทศมายังจุดนี้ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมลฑลยูนนานระบุว่าผู้ติดเชื้อ 1 ใน 3 รายเป็นชาวเมียนมา

การล็อกดาวน์ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือนของเมืองรุ่ยลี่ โดยมีการจำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็น หากต้องการจับจ่ายซื้อของใช้อนุญาตให้ออกจากบ้านได้ครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และหากต้องการเดินทางออกนอกเมืองจะต้องมีผลตรวจหาเชื้อภายใน 72 ชั่วโมงเป็นลบ

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสข้ามพรมแดนจีนได้สั่งปิดสะพานและจุดผ่านแดนจากเมียนมาเมื่อเดือนมี.ค. ตลอดจนลาดตระเวนเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง ท่ามกลางผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในเมียนมา

ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยแตะหลักพันคนตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา โดยผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่ 2,969 รายนับเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่มากที่สุด ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 42 ราย

ส่งผลให้เมียนมามีผู้ติดเชื้อสะสมรวมทั่วประเทศอยู่ที่ 168,374 ราย และผู้เสียชีวิต 3,461 ราย

Photo by STR / AFP

สำนักงานฯ ไต้หวันชี้แจงเหตุระเบิดบริษัทหมิงตี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657272

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 10:05 น.

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ชี้แจงเหตุระเบิด ณ บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ที่ไทยและไต้หวันร่วมทุน ดังนี้

1.โรงงานของบริษัทดังกล่าวเกิดเหตุระเบิด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายรายและมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิต 1 ราย สำนักงานฯ รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานดับเพลิงและฝ่ายตำรวจที่ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์กับผู้เชี่ยวชาญช่วยกู้ภัย ขอแสดงความเคารพและขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านที่ช่วยกู้ภัยดับเพลิงอย่างเต็มที่ สำนักงานฯ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและขอสดุดีความกล้าของวีรบุรุษนักดับเพลิง และหวังให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บปลอดภัยโดยเร็ว

2. บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ที่ไทยและไต้หวันร่วมทุนนั้น ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เนื่องจากแรงระเบิดสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ในรัศมี 10 กิโลเมตร พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจำนวนมากช่วยดับเพลิง เนื่องจากภายในโรงงานยังมีสารเคมีอยู่อีกจำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหวั่นเกิดอันตรายจากการระเบิดซ้ำ ขณะนี้ได้ปิดพื้นที่โดยรอบและห้ามผู้คนเข้าออก

3. หลังทราบเหตุดังกล่าว สำนักงานฯ ได้ติดต่อผู้บริหารชาวไต้หวันทันที เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของผู้คนและความเสียหายที่เกิดขึ้น หลังการตรวจสอบพบว่า ขณะนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 60 กว่าราย ซึ่งมี 2 รายเป็นพนักงานชาวไต้หวันของบริษัทดังกล่าว

4. ขณะนี้ สำนักงานฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานตอบสนองเหตุฉุกเฉินและได้ประสานงานกับหน่วยงานรัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมขอความช่วยเหลือและมาตรการรับมือที่เกี่ยวข้อง ช่วยจัดการสารเคมีที่เหลืออยู่ รวมถึงออกมาตรการการควบคุมพื้นที่ใกล้เคียง

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ต่างประเทศทำอย่างไรเมื่อโรงงานระเบิดกลางเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657253

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 19:20 น.

หลายต่อหลายครั้งที่เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้จากสารเคมีในโรงงาน มาดูกันว่าแต่ละประเทศดำเนินการอย่างไร

เหตุระเบิดในเทียนจิน (2015)

เมื่อปี 2015 มีเหตุเพลิงไหม้บริเวณโกดังสินค้าในเขตปินไห่ นครเทียนจิน ประเทศจีนแต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมเพลิงไหม้ไว้ได้จึงเกิดเหตุระเบิดขึ้นถึง 2 ระลอกในเวลาห่างหันเพียงไม่กี่วินาที ข้อสรุปในปี 2016 ระบุว่าสาเหตุของเหตุระเบิดครั้งนี้เกิดจากไนโตรเซลลูโลสติดไฟ

ประกายไฟปะทุขึ้นไปในอากาศหลายร้อยเมตร ขณะที่ประชาชนรับรู้แรงระเบิดได้หลายกิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ ศูนย์เครือข่ายเฝ้าระวังแผ่นดินไหวของจีนรายงานว่าการระเบิดระลอกแรกและระลอกที่ 2 มีขนาดเท่ากับระเบิดทีเอ็นทีขนาด 3 ตัน และ 21 ตัน ตามลำดับ

อาคารที่พักอาศัยโดยรอบรัศมี 2 กิโลเมตรรวมถึงสถานีรถไฟฟ้าได้รับความเสียหายไม่ว่าจะเป็นกระจกแตกกระจาย กระเบื้องหลังคาหลุด ฝ้าเพเดนพังกล่ม นอกจากนี้แรงระเบิดได้ทำลายอาคารของบริษัทขนส่งถึง 7 บริษัท ตลอดจนรถยนต์หลายพันคันบริเวณใกล้เคียง

ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 173 คน (ในจำนวนนี้มี 104 คนเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง) สูญหาย 8 คน และอีกอย่างน้อย 800 คนได้รับบาดเจ็บจากเพลิงไหม้และสะเก็ดระเบิด

ไม่เพียงแต่อันตรายจากแรงระเบิดเท่านั้น แต่ยังมีรายงานว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีโซเดียมไซยาไนด์เก็บไว้อย่างน้อย 700 ตัน ซึ่งพบการรั่วไหลของสารเคมีดังกล่าวบริเสณท่อระบายน้ำ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบก๊าซพิษอย่างซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ในระยะห่าง 500 เมตรรอบจุดเกิดเหตุ แต่ปริมาณของก๊าซไม่เกินระดับที่กำหนดไว้ตามมาตรฐาน

เช้าวันถัดมาหลังคืนวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอดจนเก็บกวาดซากความเสียหาย มีการส่งผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์และชีวเคมีลงพื้นที่มากกว่า 200 คน เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน ขณะที่ผู้อยู่อาศัยกว่า 3,500 หลังคาเรือนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว

รายงานของสื่อและโซเชียลมีเดียหลายแห่งถูกเซ็นเซอร์โดยทางการจีน อย่าง Weibo มีอัตราการเซ็นเซอร์เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าโดย “เทียนจิน” และ “ระเบิด” เป็นคำที่ถูกเซ็นเซอร์มากที่สุด ขณะที่มีการสั่งปิดเว็บไซต์ 18 เว็บไซต์และระงับอีก 32 เว็บไซต์ฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ตลอดจนนักข่าวถูกห้ามไม่ให้เข้าไปบันทึกภาพ

China Daily รายงานว่าครอบครัวของนักดับเพลิงที่เสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย 2.3 ล้านหยวน และรัฐบาลวางแผนจะชดเชยประชาชนที่อาคารบ้านเรือนพังเสียหายด้วยการซื้อบ้านคืนในราคา 130% ของราคาซื้อ ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นเสนอที่จะให้เงินชดเชยเช่นกัน

โรงงานปุ๋ยรัฐเท็กซัสระเบิด (2013)

เมื่อปี 2013 เกิดการระเบิดของแอมโมเนียมไนเตรตที่สถานที่จัดเก็บและจำหน่ายของบริษัทปุ๋ยเวสต์ เฟอร์ติไรเซอร์ ในเมืองทางตะวันตกของมลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 15 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 160 ถึง 200 คน และอาคารกว่า 150 หลังพังเสียหายรวมถึงโรงเรียนและบ้านพักคนชรา ขณะที่บริษัทประกันระบุว่าโรงงานดังกล่าวได้รับความคุ้มครองเพียง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกฎหมายของเท็กซัสอนุญาตให้สถานที่จัดเก็บปุ๋ยดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีประกันใดๆ แม้ว่าจะเก็บวัสดุอันตรายก็ตาม

แรงระเบิดสามารถรับรู้ได้ไกลในรัศมีกว่า 20 กิโลเมตร ขณะที่ประชาชนกว่า 2 พันคนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้นานหลายชั่วโมง ด้านเจ้าหน้าที่เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่และมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงคนเจ็บ

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ในปี 2015 สภานิติบัญญัติเท็กซัสผ่านร่างกฎหมาย House Bill 942 เพื่อควบคุมการจัดเก็บและการตรวจสอบแอมโมเนียมไนเตรต ตลอดจนให้อำนาจคณะกรรมาธิการคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเท็กซัสและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าว ขณะที่เจ้าของโรงงานปุ๋ยถูกฟ้องร้อง

เหตุระเบิดโรงงานเคมีเซียงสุ่ย (2019)

หรือที่เรียกกันว่าเหตุระเบิด 3.21 ที่มณฑลเจียงซู ประเทศจีน โรงงานดังกล่าวดำเนินการโดย Tianjiayi Chemical ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของหยานเฉิง แหล่งข่าวบางแห่งรายงานว่าโรงงานแห่งนี้ผลิตสารเคมีอินทรีย์ รวมทั้งสารประกอบที่ติดไฟได้สูงบางชนิด

แรงระเบิดส่งผลให้เกิดไฟไหม้หลายครั้ง โดยเกิดเหตุระเบิดขึ้นเมื่อเวลา 14:48 น. และเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไหม้ได้ในเวลาประมาณ 3.00 น. ขณะที่มีชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่ราว 4,000 คน

ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 78 คนและ ได้รับบาดเจ็บ 617 คนรวมถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียนอนุบาลในท้องถิ่น

Washington Post และ Financial Times รายงานว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเซ็นเซอร์ในอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นหลังเกิดเหตุระเบิด โดยบทความข่าวและข้อความบนโซเชียลมีเดียจำนวนมากถูกลบ Radio Free Asia ยังระบุว่ารัฐบาลสั่งห้ามสื่อต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุและดำเนินการสัมภาษณ์กับโรงพยาบาล

ขณะที่ประธานาธิบดีสั่งให้เร่งสอบสวนหาสาเหตุและหาทางป้องกันภัยจากอุตสาหกรรมไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยรัฐบาลสัญญาว่าจะปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและยกระดับการกำกับดูแลมากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ผู้รับผิดชอบถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

เหตุระเบิดที่เบรุต (2020)

ปิดท้ายด้วยเหตุระเบิดครั้งใหญ่บริเวณท่าเรือเบรุต ประเทศเลบานอน อันเนื่องมาจากแอมโมเนียมไนเตรตประมาณ 2,750 ตัน รัศมีโดยรอบท่าเรือเกือบ 4 กิโลเมตรราบเป็นหน้ากลอง และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตรได้ระบุว่าได้รับบาดเจ็บและผลกระทบจากแรงระเบิด

ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 207 ราย บาดเจ็บมากกว่า 7,500 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก ขณะที่ผู้ว่าการเบรุตประมาณการณ์ว่ามีประชาชนกว่า 300,000 คนต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเนื่องจากแรงระเบิด ด้านรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเวลา 2 สัปดาห์

เหตุระเบิดครั้งนี้ส่งผลให้การประท้วงใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศตั้งแต่ปี 2019 ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยมีผู้ประท้วงได้บุกเข้าไปในกระทรวงการต่างประเทศ และอาคารรัฐสภา เกิดการยิงปะทะกันจนมีผู้บาดเจ็บกว่า 238 คน มีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม

จนฮัสซัน ดิอับ นายกรัฐมนตรีเลบานอน ณ เวลานั้นประกาศลาออกจากตำแน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุระเบิดครั้งใหญ่ของประเทศ หลังอยู่ในตำแหน่งได้ราว 7 เดือน ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐมนตรี 3 คน และสมาชิกสภาอีก 7 คนประกาศลาออกจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม

Photo by STR / AFP และ FILES / FRED DUFOUR / AFP

อิสราเอลพบเดลตาทำประสิทธิภาพ Pfizer-BioNTech ลดลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657254

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 18:41 น.

มีรายงานว่าข้อมูลของอิสราเอลแสดงให้เห็นการลดลงของประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคเมื่อสายพันธุ์เดลต้าแพร่กระจาย

เว็บไซต์ข่าว Ynet รายงาน โดยอ้างข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลว่าอัตราประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer Inc.-BioNTech SE ในการป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสนั้นลดลงอย่างมาก เนื่องจากการแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลต้าและการผ่อนคลายมาตรการเว้นระยะห่างของรัฐบาล

เว็บไซต์ดังกล่าวระบุว่าในขณะเดียวกันการป้องกันกรณีติดเชื้อร้ายแรงและการป้องกันการรักษาตัวในโรงพยาบาลก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ตัวเลขแสดงให้เห็นว่าระหว่างวันที่ 2 พฤษภาคมถึง 5 มิถุนายน วัคซีนมีอัตราประสิทธิภาพ 94.3% อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน หรือ 5 วันหลังจากรัฐบาลยกเลิกข้อจำกัด จนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ประสิทธิภาพของวัคซีนมีอัตราลดลงเหลือ 64% รายงานระบุว่าประสิทธิภาพการป้องกันอาการโคโรนาไวรัสก็ลดลงเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน ประสิทภาพของวัคซีนในการป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลและการเจ็บป่วยที่รุนแรงมีข้อมูลดังนี้ ก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม ถึง 5 มิถุนายน อัตราประสิทธิภาพในการป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลอยู่ที่ 98.2% เทียบกับ 93% ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม และมีอัตราความมีประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการเจ็บป่วยที่รุนแรงในผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนไว้ในทำนองเดียวกัน

รายงานระบุรัฐบาลอิสราเอลกำลังพิจารณาที่จะฟื้นคืนมาตรการเว้นระยะเพื่อควบคุมการระบาดเพิ่มเติมหลังจากมีคำสั่งให้สวมหน้ากากในที่ร่มและในที่สาธารณะอีกครั้ง เจ้าหน้าที่กำลังหารือกันว่าจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มที่สามหรือไม่

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

คลิป: เตือนภูเขาไฟตาอัลอาจปะทุอีกเร็วๆ นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657248

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 17:50 น.

นักวิทยาศาสตร์ชาวฟิลิปปินส์เตือนเมื่อวันอาทิตย์ว่าภูเขาไฟทางตอนใต้ของกรุงมะนิลาอาจปะทุอีกครั้ง “ในเร็วๆ นี้” เนื่องจากการปล่อยก๊าซพิษพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ภูเขาไฟตาอัลซึ่งตั้งอยู่ในทะเลสาบอันงดงาม ปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดหมอกควันปกคลุมทั่วกรุงมะนิลาและจังหวัดใกล้เคียงหลายแห่ง และทางการต้องแจ้งเตือนเรื่องสุขภาพของประชาชน

หน่วยงานภัยพิบัติประจำจังหวัด ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่าประชาชนเกือบ 4,500 คนต้องออกจากบ้านหลังทางการเรียกร้องให้อพยพจากพื้นที่เสี่ยงสูงริมชายฝั่งทะเลสาบ

“การปะทุที่คล้ายกับเหตุการณ์ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในเร็วๆ นี้” สถาบัน Volcanology and Seismology แห่งฟิลิปปินส์ กล่าวในแถลงการณ์

ตาอัล (Taal volcano) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมะนิลาไปทางใต้ 50 กิโลเมตร ปะทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยพ่นไอน้ำและเศษหินไปบนท้องฟ้าหลายร้อยเมตร โดยสถาบันวิทยาภูเขาไฟและวิทยาแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์ (Philippine Institute of Volcanology and Seismology หรือ phivolcs – DOST) สามารถจับภาพเหตุการณ์เอาไว้ได้

คลิปจาก @phivolcs_dost/Twitter